วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ 1 รักนี้..แม้เจ็บก็ยอม

ตอนที่ 1

รักนี้..แม้เจ็บก็ยอม

 

ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก

"หวัดดีค่า" โอชโช่จังกล่าวขณะออกแรงดันประตูคลินิกของหมอบู๋ ด้วยแก้มสีชมพูจากความตื่นเต้นซึ่งซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายใต้สีผิวสีเดียวกับไก่ย่างเกรียมขนาดกำลังน่ากินของเธอ งานยุ่งๆ ทำให้วันนี้เธอมาถึงช้าที่เคย แต่เพราะว่าวันนี้คือ 1 ใน 2 วันของเดือนที่จะได้เจอหมอบู๋ ไม่ว่าจะเหนื่อยสะบักสะบอม หัวฟู หรือหน้ามันจากงานยุ่งๆ โอชโช่จังก็จะไม่ยอมผิดนัดกับหมอเด็ดขาด

"เชิญเลยจ้า" น้ำเสียงใจดีของหมอบู๋ดังมาจากห้องหลังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ของคลินิกเล็กๆ แห่งนั้น

'เหมือนหมอรอเราอยู่' โอชโช่คิด พร้อมก้าวอย่างขลาดๆ ไปที่ประตูห้อง สไลด์มันออกในท่ามาดมั่นตามแบบฉบับของเธอ ไหว้หมออย่างนบนอบเหมือนทุกครั้งแล้วก็เอื้อมมือไปลากเก้าอี้ออกมาไกลตัวหมอ แล้วจึงทรุดตัวนั่ง

"นั่งไกลจัง" หมอพูดยิ้มๆ ดึงถุงมือยางดังเปรี้ยะๆ แล้วเริ่มพิศร่องรอยของสิว ไฝฝ้าบนใบหน้าของโอชโช่เหมือนเคย

"ไม่ใส่แว่นสวยกว่านะ"

กรี๊ดดดดด หมอเริ่มอีกแล้ว

"เอ่อ..ก็ไม่ค่อยชอบใส่เลนส์น่ะค่ะ" โอชโช่ไม่รู้จะพูดอะไรดี

"เข้ามาใกล้ๆ ผมหน่อยสิ"

ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก

 

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่


~Overture ~

ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก

เสียงหัวใจเต้นหนักแน่นตั้งแต่มองเห็นป้ายคลินิก
แม้ไม่ใช่เด็กมัธยมที่มาเพื่อฟังหมอคอนเฟิร์มว่าท้องจริง อีกทั้งยังไม่ใช่การมาพบทันตแพทย์ตามนัดผ่าฟันคุด แต่หลังจากครั้งแรกที่มาพบหมอบู๋ หัวใจของนางสาวโอชโช่ (ocho>espanol=eight=hachi=8) ก็เริ่มเต้นแบบนี้

ในเมื่อไม่ใช่ความหวาดกลัวที่จะได้พบหมอ เรื่องราวมันก็คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก
...ชอบหมอเข้าแล้วน่ะซี่

แน่ละ หลังจากผิดหวังกับความรักครั้งสุดท้ายมาอย่างสะบักสะบอม โอชโช่จังก็ใช้เวลาไม่น้อยไปกับการเยียวยาหัวใจและความรู้สึกของตัวเอง ครั้งนั้นเธอเคยคิดด้วยซ้ำว่า ในเมื่อมีรักแล้วก็จะตามมาด้วยความทุกข์(ดังพุทธพจน์)เสมอ ก็อย่ากระนั้นเลย อย่าไปมีมันชีวิตก็คงไม่ยุ่ง แล้วก็ไม่ต้องเจ็บปวด

แต่ทว่า
ชะตากรรมก็เล่นตลกกับหัวใจโอชโช่จังอีกครั้ง เมื่อกาลเวลาช่วยเยียวยาแผลที่ใจให้ตกสะเก็ด แม้จะกลายเป็นแผลเป็น แต่ความเจ็บปวดแทบไม่เหลืออีกแล้ว ประจวบเหมาะกับเวลาที่ลมหนาวพัดพากระอายกลิ่นความรักเข้ามาในทุ่งหญ้าแห่งความ(เพ้อ)ฝันของเธออีกครั้ง

โอชโช่จังของเราก็พร้อมจะเดินตกลงไปในหลุมแห่งความรัก ไม่ว่าใครจะมองว่าเธอตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม

จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกเถิดค่า!!!



หมายเหตุ
ดิฉันเล่าเรื่องซีรีส์นี้โดยหยิบบางเสี้ยวมาจาก true story
(แต่โปรดอย่าถามว่าหมอบู๋คือใคร คลินิกอยู่ตรงไหน เพราะว่าหวง+อาย ดังนั้น ดิฉันไม่มีทางบอกแน่) บวกกับแรงบันดาลใจบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านนานะไปเรื่อยๆ (ขอยืนกรานอีกครั้งว่าอ่านช้าดีกว่าไม่ได้อ่าน) จึงต้องกราบขออภัย(ล่วงหน้า)แฟนนานะไว้ ณ ที่นี่ ด้วยดิฉันมิได้ริอ่านตีตัวเสมอฮะจิโกะ แค่สร้างตัวละครที่มีความละม้ายคล้ายฮะจิโกะในบางส่วนขึ้นมาเท่านั้นเอง

สุดท้ายนี้ ขอฝากเนื้อฝากตัวกับมิตรรักแฟนเพลงไว้ ณ ที่นี้ด้วยจ้ะ

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2550

คิดถึงทีลอซู


โพส....ซะ

คิดถึงทีลอซู
อยากไปอีก
ค้างที่น้ำตกสัก 2-3 คืน
ตอนที่ลานกางเต็นท์เงียบๆ
ทำกับข้าวกินกัน นอนอ่านหนังสือ ฟังเสียงกีตาร์ จิบเบียร์(สิงห์)ที่เย็นด้วยแช่น้ำในลำธาร
แล้วก็ อาบน้ำในลำธารกันจริงๆ

จะเป็นไปได้ไงเนี่ย??

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เที่ยวเผื่อเพื่อน


พี่อิ๋วนั่งอาบแดดตอน 10 โมง
(เดี๋ยวก็เป็นฝ้าหร็อก)

่พอบอกเพื่อนว่าจะไปเที่ยว
เพื่อนก็ชอบบอกว่าให้เที่ยวเผื่อ
แต่ของงี้ไม่รู้จะเผื่อกันได้ไง
ก็เลยถ่ายรูปมาเล่าให้เพื่อนฟัง


รูปพวกนี้มาจากกล้องมือถือที่ควักออกมาใช้ตอนแบตกล้องจริงๆ หมด
อยู่นอกเน็ตเวิร์ก แต่มือถือก็ยังมีประโยชน์นิ

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550

1,219 โค้ง ก่อนรู้ตัวว่าอะไร (เกือบ) หายไปจากชีวิต

เกือบจำไม่ได้ว่าความสุขจากการนอนอุ่นๆ ในเต็นท์กลางป่า ยามที่อากาศเรียกได้ว่า หนาว เป็นยังไง

ก็มันเป็นเวลาเกือบจะ 7-8 ปีมาแล้ว หลังจากคืนอุ่นคืนนั้นในเต็นท์ กลางป่าใกล้น้ำตกเจ๊าะกระดิ่ง (น่าจะอยู่ในห้วยขาแข้ง เข้าทางเมืองกาญจน์ฯ) คืนที่นอนสบายจนทำให้เรา (ที่ไม่ได้แปลว่า "ฉัน") เริ่มวันใหม่ด้วยบทสนทนาถึงความฝันสวยงามที่เป็นไปไม่ได้

นานจนความทรงจำเปลี่ยนสภาพเป็นปฏิทินตากแดด คือซีดจนเกือบกลายเป็นความฝันเก่า

นั่นเป็นความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับเต็นท์และถุงนอนอันอบอุ่น (ถ้าจะมีการนอนเต็นท์เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็แปลว่ามันไม่จับใจ จึงจำไม่ได้)

8-9-10 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ดิฉันดั้นด้นไปถึงอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมีไฮไลท์ของทริปเป็นการกางเต็นท์นอนใกล้น้ำตก ทีลอซู อันยิ่งใหญ่ เป็นจุดหมายปลายทางอันห่างไกลความจริงมาตั้งแต่สมัยยังทำตัวเปรี้ยว เอะอะก็แบกเป้+เต็นท์+ถุงนอน พากันโบกรถขึ้นเขาใหญ่

สมัยนั้นทีลอซูเหมือนอยู่ดาวดวงอื่น นั่งรถแล้วต้องต่อด้วยการเดินป่า ลงแพ ขี่ช้างกันสารพัด กว่าจะได้ไปยืนใต้น้ำตก อีตรงที่ช่างภาพ อสท. เค้าถ่ายรูปมาลงหนังสือ

เป็นอะไรที่ไกลเกินฝัน ว่างั้น

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี อยู่ดีๆ อิ๋วก็มาชวนไปเที่ยวทีลอซูด้วยน้ำเสียงเหมือนชวนไปทำอะไรชิลๆ อย่างข้ามเรือไปเที่ยวเกาะเกร็ด ก็เลยตกลงเลย หนีบพี่ผึ้งซึ่งตื่นเต้นกับราคาค่าทัวร์สุดๆ (แค่ 3,400 บาท ) ไปอีกคน

การเดินทางเกือบเรียกได้ว่าสบายที่สุดเท่าที่เคยมีประสบการณ์เที่ยวทัวร์รถตู้ เพราะรถที่เรานั่งน่ะเป็นโตโยต้า Commuter คันใหญ่ (แต่มันติดโลโก้ Lexus) เบาะใหญ่มาก เอนได้เยอะมาก (เฉพาะแถวแรกนะ) คนขับก็ไม่พูดมาก (ความรู้สึกเมื่อแรกเจอ) ไม่มีเครื่องเสียงคาราโอเกะ ไม่มีแม้กระทั่งทีวี ตอนแรกคิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ต้องรำคาญกับวีดีโอตลก หรือหนังบู๊ระห่ำที่ปลอมแผ่นพากย์ไทยมา

ดีจัง พรุ่งนี้ชั้นคงไม่โทรมเพราะอดนอน คิดในใจว่างั้น

ทว่า

ความคิดเริ่มเปลี่ยนไปหลังออกจากแม่สอดตอนประมาณตีสี่

อีตอนพักรถที่แม่สอด ได้ยินคนขับพูดถึง ยาแก้เมา กอปรกับได้ยินแว่วๆ มาว่า จากแม่สอดถึงอุ้มผางแค่ร้อยหกสิบกว่ากิโลฯ แต่ใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง เลยวิ่งไปถามเพื่อความแน่ใจว่า เส้นทางจากตากมาแม่สอดที่ว่าเซียนๆ เนี่ยเทียบกับแม่สอดไปอุ้มผางแล้วเป็นไงหรอ

คำตอบคือ คนละเรื่อง

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม้จะกินยาแก้เมาเข้าไปก่อน ทำให้ง่วงงุนจนลืมโลก แต่ก็ไม่อาจลืมความรู้สึกหัวฟัดหัวเหวี่ยง ภาพการแซงซ้อนสอง ซ้อนสามในโค้งขณะขึ้นดอยด้วยความเร็วที่ทำให้กลืนน้ำลายไม่ทัน

และเหตุการณ์ส้มหล่นกระจาย รองเท้าผ้าใบกระจุยไปท้ายรถ และขวดเครื่องดื่มเพื่อความรื่นรมย์ที่ขนซื้อกันมากลิ้งเที่ยวไปทั่วท้องรถ (ดีนะที่มันไม่แตก)...

เป็นความทรงจำกึ่งฝันกึ่งจริงที่เรียลิสติกมาก

(มารู้ในวันรุ่งขึ้นว่าจากแม่สอดไปถึงอุ้มผาง นับได้ตั้ง 1,219 โค้ง

ไม่ใช่โค้งอ้วนๆ เหมือนตอนยูเทิร์นในมอเตอร์เวย์ แต่มันคือโค้งแบบ 360 องศา รูปตัวเอสติดกัน 3-4 ตัว ในความลาดเอียงระดับ 15 องศา!!!-รู้แล้วอยากขอโทษคนขับที่พวกเราช่วยกันด่าวิธีการขับของพี่แกซะเละ ที่จริงต้องขอบคุณมากกว่าที่พี่แกเรามาซดข้าวต้มแกล้มกุนเชียงทอดได้อย่างปลอดภัย)

มาเริ่มสลึมสลือกันตอนใกล้ถึงแล้ว ภาพที่เห็นคือ อุ้มผางห่มหมอก

7 โมงเช้าได้แล้วในตอนนั้น แต่หมอกยังฟุ้งอยู่ทั่ว อากาศก็หนาวเชียว ข้างบนอุ่นพอได้จากแจ็กเก็ต ผ้าพันคอ และหมวก แต่ข้างล่างนี่สิ กางเกงยีนส์แทบไม่ช่วยอะไร ขนหน้าแข้งตั้งชันทีเดียว

โปรแกรมทัวร์ไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวทำตัวอ้อยสร้อย เสร็จข้าวเช้า ล้างหน้าแปรงฟันแล้วพวกเราก็ไปลงเรือยาง ล่องแม่น้ำ (ไม่น่าเชื่อว่าคือ) ต้นน้ำแม่กลอง

ธรรมชาติสวยมาก ต้นไม้สวย ป่ามีกลิ่นหอม ตอนเงียบๆ จะได้ยินเสียงไก่ (แต่ไม่ใช่ไก่ป่า-น้องวินบอก) และนกที่ไม่รู้ชื่อ และถึงจะหนาวแต่ก็อากาศดี ระดับน้ำก็พอดี รู้สึกโชคดีมากที่ได้มาเที่ยวในช่วงนี้ (ถึงจะพบว่าคนกรุงเต้บเหมือนเราแห่ขึ้นมาพร้อมกันหลายร้อยก็ตาม) เพราะอากาศไม่หนาวเกินไป (อุณหภูมิที่คนอุ้มผางใช้คำว่าหนาวคือ 5-9 องศาซี แต่วันที่เราไปน่ะ 14-15 องศาซี เค้าไม่เรียกหนาว) น้ำก็ยังมี ไม่มากจนน่ากลัวเหมือนตอนหน้าฝน แต่ก็ไม่ได้แล้งจนท้องเรือยางขอดกับก้นคลอง แดดก็สวยเชียว แดดองศานี้ทำให้เราเห็นรุ้งที่น้ำตกสายรุ้งด้วย

(ที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่างคือ น้องๆ อีก 7 คน ที่เพิ่งรู้จักกันก่อนรถออก ทุกคนน่ารักมาก ไม่มีใครกวนตีน ปากเสีย สูบบุหรี่ หรือทำตัวอ้อนแอ้นน่าถีบเลย ทุกคนขำขัน แอคทีฟ แล้วก็มองโลกในแง่ดีหมด-เราฟลุคจริงๆ นะพี่ผึ้ง)

พอขึ้นจากเรือ คนทำทัวร์ก็มารับเรานั่งรถฝ่าฝุ่นแดงๆ ของถนนหน้าแล้งไปที่ที่ทำการฯ น้ำตกทีลอซู ที่ที่เราจะกางเต็นท์พักแรมกัน ได้รับการบอกกล่าวว่ารถจะวิ่งราว 40 นาที จึงจะพาเราไปถึง แต่ถ้าเป็นหน้าฝน ต้องเป็นรถโฟร์วีลกับคนขับฝีมือ (+ตีน?) เยี่ยมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นต้องเดินป่าเข้าไปเป็นวัน จึงจะถึง

ตอนที่พี่เค้าเอา mask มาแจกคนละอันๆ ก็ขำนะ ฝุ่นมันจะขนาดไหนกันเชียว ยังถ่ายรูปกันอย่างเฮฮา เพราะไม่เคยต้องใส่หน้ากากกันฝุ่นนั่งรถมาก่อน... พอรถออกได้ 3 นาทีก็เริ่มแจ้งแก่ใจ ก้นในกางเกงยีนส์ (ไม่ได้เตรียมตัวมาลงเรือยางเล้ย) ที่ยังเปียกน้ำในเรือยางมาเจอะกับม่านฝุ่นแดงจากรถขนลูกทัวร์ที่วิ่งเข้า-ออกสวนกันเป็นสิบๆ คัน กับอาการอดนอนจากการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์เมื่อคืน ทำให้หลายคนค้นพบวิธีหลับในขณะที่มือยังโหนรถอยู่

แค่นั้นไม่พอ เรายังสามารถอาบน้ำในห้องน้ำที่มีฝากั้นทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก (เรียกถูกเปล่าหว่า) ชนิดที่ ถ้าใครอยากเห็นก็แค่มอง เพราะทนไม่ได้แล้วกับเนื้อหนัง ผม และเสื้อผ้าเปียกชื้นเคลือบฝุ่นแดง อีกอย่าง ตอนบ่ายโมงครึ่งยังเย็นขนาดนี้ ถ้ารออาบตอนเย็นกว่านี้อาจตายได้-เป็นการอาบน้ำที่ไม่สะอาดหรอก แต่ก็ตื่นเต้น และชื่นใจมากๆ

คืนในป่านั้น ที่จริงเป็นคืนเดือนมืด เห็นดาวแข่งกันทอแสง สวยกว่าคืนเมื่อเดือนก่อนที่เขาใหญ่มากเลย แต่ว่า ดิฉันดันลืมเอาแว่นสายตา (สั้นนะ-ไม่ใช่ยาว) ไปด้วย เลยเห็นเป็นแค่แสงวิบๆ อีกอย่าง บรรยากาศมันไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยเท่าไหร่ คืนนั้นมีเต็นท์กางหลายสิบหลัง บางคนก็มีน้ำใจ แบกเครื่องเสียงพร้อมเอื้อเฟื้อเสียงเพลงแนวที่พี่แกโปรดให้กับคนทุกคนที่อยู่ในเต็นท์ทุกหลังในลานแห่งนั้น แถมยังเล่นไพ่ไม่เป็น แม้แต่เกมสลาฟ ก็เลยมุดเต็นท์ สอดตัวเข้าถุงนอน ให้ไอพอดส่งเสียงขับกล่อมจนหลับไป

ได้สัมผัสกับทีลอซูอันยิ่งใหญ่ในเช้ารุ่งขึ้น ทีลอซู มาจาก 'ทีลอซุ' ซึ่งหมายถึงน้ำตกในภาษากระเหรี่ยง ผู้ค้นพบ เกิดจากการรวมกันของห้วยมองดำกับห้วยกล้อทอ ไหลมาตกที่ช่องเขาขาดตรงนี้ แล้วก็ไปรวมกับลำน้ำแม่กลองเส้นที่ไหลผ่านจากจุดที่เราล่องเรือยางเมื่อวาน ไหลลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นแม่น้ำแม่กลองเดียวกับที่ไหลออกทะเลไปแถวๆ สมุทรสงครามนั่นแหละ

พยายามจะนึกว่า ตอนหน้าฝน ตอนฝนตกโครมๆ ต้องปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้านั่น ทีลอซูจะมีหน้าตาเป็นไง จะใหญ่โตกว่านี้แค่ไหนกัน แล้วก็วาดภาพขึ้นเองจากเค้าโครงของน้ำตกเหวนรกที่เคยเห็นภาพในหน้าฝน (ไม่ใช่ตอนที่มีศพช้างแม่ลูกลอยขึ้นอืดนะ) คือมีละอองน้ำเล็กๆ ฟุ้งกระจายจนทุกอย่างชุ่มฉ่ำไปหมด

อืมม์ ป่าแถบนี้อาจจะเปียกกว่าแถบนั้นก็ได้นะ

ป่าริมน้ำตกทีลอซูเต็มไปด้วยต้นยางแดงต้นใหญ่มาก ล้วนแล้วแต่มีร่องรอยไหม้ไฟ จากเทคนิคเรียกน้ำยางของชาวกระเหรี่ยง ประมาณว่าเค้าจะแกล้งต้นไม้ด้วยการเอาไฟรุม ทีนี้ต้นยางจะตกยางออกมา เค้าก็จะเก็บเอายางนี่ไปใช้ประโยชน์ เช่น เอาไปเป็นเชื้อก่อไฟ อะไรงั้น แต่พอออกจากน้ำตก มุ่งหน้าจะไปสวนส้ม (คราวนี้ดอดมานั่งในแคบ) พบว่าข้างทางล้วนแล้วแต่เป็นต้นสัก สลับกับไผ่ พอถนนออกจากป่า ก็เริ่มพบบ้านชาวบ้านที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ชนิดที่มีเสาเป็นสักทั้งต้น แต่อลังการยังไงก็ไม่เท่าที่เคยเห็นเมื่อตอนไปเข้าค่ายเขื่อน (ใช่แก่งเสื้อเต้นป่ะคะ ป้าอ้อย?) กับชุมนุมอนุรักษ์ฯ ที่แพร่

น้องที่นั่งอยู่ในแคบด้วยกันเปรยว่า คนแถวนี้รวยจัง ปลูกบ้านด้วยไม้สัก แต่พี่คนขับแก้ให้ว่า 'คนอยู่บ้านไม้ไม่รวยหรอก'

(..........คนฟังเงียบไป............)


บ่ายวันนั้นเราไปสวนส้ม ไปบ่อปลาที่สำนักสงฆ์ถ้ำน้ำดั้น ที่ว่ากันว่า น้ำและปลาในบ่อดัน (ดั้น) ผ่านถ้ำใต้มาจากอีกฝั่งหนึ่งที่พม่าโน่น จากนั้นก็ไปวัดหนองหลวง ที่มีโบสถ์ไม้สักแห่งเดียวในประเทศ เป็นโบสถ์ที่จัดได้ว่าขนาดเล็กมาก แต่สวยแปลกดี ดูสมถะ เรียบง่าย ไม่เว่อร์จนหาความงามไม่เจอเหมือนวัดอีกหลายๆ วัด เย็นวันนั้นเราก็สนุกสนานหรรษากันแบบคนเมืองไปเที่ยวต่างจังหวัด คือร้องคาราโอเกะ อาบน้ำอุ่น นอนฟูก (เอื้ออำนวยต่อการสวมเฝือกกัดฟันนอน) คืนนี้แทบไม่หนาวเลย

วันรุ่งขึ้นเป็นวันเดินทางกลับแล้ว ออกจากรีสอร์ทเวลาแปดโมงครึ่ง เป็นเวลาที่ท้องอิ่ม ตาสว่าง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของทุกคนจึงพร้อมรับปรากฏการณ์เหวี่ยงหนีศูนย์กลางของโค้งทั้ง 1,219 ซึ่งพี่ผึ้งทำแมน เสนอแลกที่กับน้องๆ ที่นั่งแถวหลังมาในขามา ทำให้เราได้กับความรู้สึกใหม่ คือ ตาลาย หัวหมุน หน้าซีด มือเย็น ท้องไส้ปั่นป่วน ที่ไม่มีอะไรช่วยได้ แม้แต่ยาดมหรือบ๊วย

พี่ตี๋คนขับ -ซึ่งยืนกรานว่าเวลาขับรถขึ้นลงเขา จะมาชะลอๆ ค่อยๆ ประณีตเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้ เพราะมันจะทำให้รถเครื่องดีๆ ช่วงล่างทำมาแบบสุดยอดของแกพัง- ก็ยังคงมั่นต่ออุดมการณ์ของแกต่อไป ยังดีที่แกเมตตาปราณี หยุดให้ตอนวิ่งไปได้ชั่วโมงนึง ณ จุดที่รถคันไหนๆ ก็จอดให้คนเข้าห้องน้ำ

เชื่อไหมว่า พอประตูรถตู้แต่ละคันสไลด์ออก แทบจะมีอย่างน้อย 1 คนจากทุกคัน วิ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อมาอ้วก โดยที่บางคนก็ทนได้จนถึงกอหญ้า บางคนก็ทนไม่ไหว

คงต้องขอบคุณสวรรค์ ที่ดิฉันรอดมาได้โดยไม่อ้วก


ทริปนี้ แม้จะไร้วี่แววของคุณ ace of cups แต่ก็ขอบคุณอุ้มผางจริงๆ ที่ยังสวย สงบ และอากาศดี จนทำให้ชีวิตสาวโสดอันแห้งแล้งเริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนถึงกับฝันอยากใช้ชีวิตในเมืองเล็กๆ เงียบๆ อย่างที่นั่นเสียเลย


ขอบคุณอิ๋วที่ชวนไปเที่ยว ขอบคุณพี่ผึ้งที่ให้ยืมเสื้อตัวอุ่น ขอบคุณพี่ตี๋ที่พาไปและกลับอย่างสวัสดิภาพ (เสียดายจังที่ไม่ได้ถ่ายรูปพี่ รูปรถ และขอเบอร์มา) ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคน ที่น่ารักมาก ขำมาก กินกันสนุกมาก (คราวหน้าไปทะเลกันใช่ไหม เอาสแครเบิลไปเล่นด้วยนะ-พี่ชอบ เล่นไพ่ไม่เป็นจริงๆ)

รวมทั้งคุณด้วยนะ คนที่อยู่ในความทรงจำ

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2550

จูบ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

เพิ่งไปชม รักแห่งสยาม หนังส่วนตัวของผู้กำกับ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล วันนี้เอง
(ดูช้าอีกว่าไม่ได้ดู-ในโรง)
กลับมาพร้อมกับหลายคำถามน่าคิด และประเด็นน่าคุยต่อ
หนึ่งในนั้นก็คือ การจูบ
สิ่งที่สงสัย ไม่ใช่ ทำไมเด็กสองคนนั่นถึงจูบกัน หรือทำไมผู้กำกับไม่ทำให้ให้ฉากมันกระจะ-กระจ่างตาน้อยกว่านี้ แต่สวยกว่านี้ หรือทำไมคนดูต้องส่งเสียงต่างๆ นานากับฉากนี้
...
แต่เป็น "มันเริ่มต้นได้อย่างไร"
อะไรทำให้คนคนหนึ่งกล้าพอที่จะเริ่มต้นจูบลงไปที่ปากคนอีกคน
อะไรทำให้คนที่ถูกจูบ จูบตอบ
อะไรทำให้คนแรกในโลกค้นพบความรื่นรมย์จากการสัมผัสกันด้วยริมฝีปาก และลิ้น
ทำไมการจูบทำให้คนตาลาย ขาสั่น ใจเต้น
สงสัยๆๆๆ