วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551

นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๗๖ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

Rating:★★★★★
Category:Other
สารคดีเล่มนี้มีเรื่องจากปกที่น่าสนใจมาก คือการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง

ไม่ว่าใครจะอธิบายสาเหตุของการ 'เบี่ยงเบนทางเพศ' ว่าคืออะไร
และแม้บางศาสนาจะเชื่อว่า การผ่าตัดแปลงเพศเป็นการทำลายผลงานของพระเจ้า
แต่สำหรับหลายคน การผ่าตัดนี้เป็นเหมือนพิธีกรรมรวมร่างกายและจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ภาพประกอบอาจจะสยองไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะสารคดีพยายามเล่าถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเพศสภาพชายให้เป็นหญิง รวมทั้งเล่าถึงที่มา และความรู้สึกนึกคิดของคนรอการเปลี่ยนแปลง รายงานวิถีชีวิตหลังการเปลี่ยนแปลง และแน่นอน สารคดีไม่ลืมรายงานเรื่องการยอมรับ ความเข้าใจ และกำลังใจจากรอบตัวของคนต้องการเปลี่ยนเพศ
(บางกำลังใจทั้งน่านับถือและทำให้น้ำตาคลอได้ทีเดียว)

คนที่มีร่างกายตรงกับจิตใจอาจเคยมีคำถามเพราะความที่เราไม่เข้าความรู้สึกนึกคิด และการกระทำของคนที่มีร่างกายไม่ตรงกับจิตใจ
อย่าปล่อยให้มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ
ในเมื่อเกิดมาในโลกใบเดียวกันแล้ว ก็น่าจะลองทำความเข้าใจกันดู

เราอาจไม่ใช่เครื่องรับและเครื่องส่งที่รับ-ส่งกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ถ้าเปิดใจให้กว้าง ยอมรับ และเคารพในตัวกันและกัน บางทีเราอาจเข้าใจกันได้มากกว่าเพื่อนเพศเดียวกันเสียอีก

อีกเรื่องที่ทำให้ดิฉันให้สารคดีเล่มนี้ไปเลย ๕ ดาวคือสารคดี
‘เขาแผงม้า ก่อนจะกลายเป็นตำนานอีกครั้ง’ ซึ่ง ณรงค์ สุวรรณรงค์ ทั้งเขียนเรื่องและถ่ายภาพเอง เล่าถึงวิถีชิวิตที่การใช้ชีวิตของคนกับการอนุรักษ์ไปด้วยกันได้

เป็นสารคดีที่ถ่ายภาพกระทิงได้เจ๋งมาก น่าประทับใจสุดๆ

คอลัมน์สัมภาษณ์เล่มนี้ บอกอจอบไปสัมภาษณ์ เทพชัย หย่อง กรณี ไทยพีบีเอส โทรทัศน์สาธารณะ สถานีโทรทัศน์ใหม่ของคนไทย

พระไพศาล วิสาโล เขียนคอลัมน์ รับอรุณ เรื่อง ‘ชีวิตที่ต้องมีความอ้างว้างเป็นเพื่อน’

นายรอบรู้พาไปเที่ยวตามคำขวัญที่จังหวัดลพบุรี คอลัมน์ท้ายครัว กฤช เหลือลมัย สอนทำผัดฉ่าปลาซะแงะ

คอลัมน์คลื่นความคิด บัญชา ธนบุญสมบัติ เขียนเรื่อง Palindrome หรือศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่ว่าจะอ่านจากหน้าไปหลัง หรืออ่านจากหลังมาหน้าก็ได้คำๆ เดียวกัน เช่น madam, kayak, noon พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าในภาษาไทยก็มีนะ เช่น กนก, นาน, นอน ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีพาลินโดรมในคณิตศาสตร์อีก หนุกจริงๆ

เล่มนี้ ดนตรีที่มีเสียงน้ำตา ของ ปราบดา หยุ่น เขียนถึง Marvin Gaye นักร้องเพลงโซลที่พูดถึงเซ็กซ์ในเพลงที่เขาแต่งอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ในชีวิตจริงไม่ยักเป็นอย่างนั้น เป็นศิลปินที่หดหู่รันทดที่ปราบดาให้คำจำกัดความว่า ‘เซ็กซ์สลด’

อีกคอลัมน์ที่ไม่อยากให้พลาดกันก็คือ โลกบันเทิง ที่ไกรวุฒิ จุลพงศธร เขียนถึงหนังออสการ์ No Country for Old Men แต่ยังไม่ได้อ่าน ขอเข้าโรงไปดูก่อน

วันเสาร์อาทิตย์ว่างๆ อยากอ่านอะไรที่มีทั้งสาระและความบันเทิง ลองเลือกสารคดีซิจ๊ะ



นิตยสารสารคดี นิตยสารรายเดือน (ออกปลายๆ เดือน)
ราคา ๑๒๐ บาท ต้องการสนับสนุนโดยการสมัครสมาชิกรายปี จากควรจ่ายราคา ๑,๔๔๐ บาท ลดเหลือ ๑,๒๕๐ บาท จะได้รับกระเป๋าผ้าโลกร้อน พร้อมรับสิทธิ์ซื้อหนังสือในเครือสารคดีและเมืองโบราณในราคาพิเศษ

ถ้าไปสมัครกันในงานสัปดาห์หนังสือ ๒๖ มีนาคม-๗ เมษายนนี้ จะได้รับกระเป๋ากลับไปใช้เลยจ้ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.sarakadee.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551

ถ้าจะไป ก็ไปด้วยกันนะ

 

งานอาสาสมัคร
โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ

 

ความเป็นมา

                   งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นดำเนินมาพร้อมกับงานการศึกษาของผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น เมื่อปี พ.ศ. 2482 มิสเยเนวีฟ คอลฟิลด์ สุภาสตรีตาพิการ ชาวอเมริกัน จากประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านมาประเทศไทยด้วยกุศลเจตนาอย่างแน่วแน่ในการให้การศึกษาแก่คนตาบอด ด้วยไม่สนใจต่อคำพูดที่ว่าคนตาบอด น่าสงสาร ทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ ไม่มีประโยชน์ต่อใคร ท่านได้พิสูจน์แล้วว่าคนตาบอดมีความสามารถ จึงมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาคนตาบอดอย่างเต็มที่ ฝ่าฟันอุปสรรคหลายๆ อย่างเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย อย่างไรก็ดีในการทำงานของท่าน ยังมีผู้มีน้ำใจประเสริฐ มีเมตตากรุณาเข้าใจ และเล็งเห็นความสำคัญในการให้การศึกษาแก่คนตาบอด พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวมาร่วมทำกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆ ของมิสคอลฟิลด์ งานอาสาสมัครจึงเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการ จนท่านเหล่านั้นได้ช่วยกันจัดตั้งเป็นมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ได้สำเร็จ งานอาสาสมัครยังคงมีต่อมาเรื่อยๆ เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา และงานช่วยเหลือคนตาบอดให้กว้างขึ้น
                   ในระยะเวลาที่ผ่านมางานอาสาสมัครยังไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่จะเป็นการเชื้อเชิญระหว่างผู้ที่มาเป็นอาสาสมัครด้วยกัน คุณครูวิมล อ่องอัมพร และ Mr. Renn Fuller เป็นบุคคลที่มีความพยายามให้มีโครงการนี้เกิดขึ้น ปัจจุบันทางโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้จัดตั้งโครงการอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ โดยมีคุณวรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นประธานโครงการฯ นอกจากนั้นยังเริ่มมีการให้ความรู้เบื้องต้นแก่อาสาสมัครที่มาช่วยงานให้เข้าใจผู้ที่บกพร่องทางการเห็นมากขึ้น นอกจากนั้นทางโครงการได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เบื้องต้นแก่อาสาสมัครที่มีความสนใจในการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นในส่วนของการศึกษาและด้านอื่นๆ มากขึ้น นับได้ว่าเป็นการเปิดโลกกว้างที่ไม่มีช่องว่างระหว่างคนปกติและผู้ที่ บกพร่องทางการเห็นที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
                   ในปัจจุบันงานอาสาสมัครยังมีส่วนช่วยให้นักเรียนที่บกพร่องทางการเห็นซึ่งออกไปเรียนร่วมกับ
นักเรียนในโรงเรียนปกติด้วยการสอนเสริม ให้ความรู้เพิ่มเติมแก่นักเรียน นอกจากนั้นยังมีสอนให้นักเรียนเข้าใจชีวิต การปรับตัวเอง ในการที่จะพัฒนานักเรียนที่บกพร่องทางการเห็นได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมอย่างมีความสุข
                   ในการจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นเพื่อให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้สามารถค้นหาจากห้องสมุดหรือได้รับการแนะนำจากผู้ที่ให้การสนับสนุน งานอาสาสมัครจึงมุ่งเน้นในการนำผู้ที่สนับสนุนการศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นมาช่วยทำประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อมมากที่สุด งานอาสาสมัครจะช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้เรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมปกติ และยังช่วยให้อาสาสมัครได้รู้วิธีการให้การช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นได้อย่างถูกต้อง

                   อาสาสมัครนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสียสละอุทิศเวลาและให้การสนับสนุนในด้านการศึกษาและอื่นๆ ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น การรวบรวมข้อมูล การเสนอแนะวิธีการ ที่จะช่วยงาน รวมทั้งขอบข่ายของงานอาสาสมัคร การติดตามการทำงานของอาสาสมัคร ตลอดจนการประกาศเกียรติคุณของอาสาสมัคร เพื่อให้อาสาสมัครมีกำลังใจที่จะช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นต่อไป

คุณสมบัติของอาสาสมัคร

1.       ไม่จำกัดเพศ และอายุ

2.       มีจิตใจช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการเห็น

ประเภทของอาสาสมัคร

1.       บุคคลทั่วไป

2.       นักเรียน นักศึกษา

3.       อาสาสมัครที่ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ

ลักษณะงานของอาสาสมัคร

1.

อ่านหนังสือลงเทป (Talking Book)

2.

การพิมพ์หนังสือลงแผ่นดิสก์เพื่อแปลเป็นอักษรเบรลล์และจัดทำหนังสือตัวโตสำหรับเด็กสายตาเลือนลาง
( Low Vision)

3.

สนับสนุนในกิจกรรมของนักเรียนที่บกพร่องทางการเห็น ได้แก่

 

3.1

กิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก

 

 

  • ดูแลเด็ก พาเด็กเดินเล่น
  • อ่านนิทานให้เด็กฟัง
  • สอนดนตรี
  • ช่วยฝึกกิจกรรมส่วนตัว (การดำรงชีวิตประจำวัน)
  • ช่วยแนะนำฟื้นฟูบุคลิกภาพของเด็ก

 

3.2

กิจกรรมสำหรับนักเรียนประถมปีที่ 1-6 (อายุ 8-15 ปี)

 

 

  • กิจกรรมทางวิชาการ
  • กิจกรรมทางภาษา
  • กิจกรรมพิเศษ เช่น ดนตรี ว่ายน้ำ ศิลปะ และอื่นๆ
  • กิจกรรมนอกสถานที่

 

3.3

กิจกรรมสำหรับนักเรียนร่วมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3

 

 

  • ช่วยสอนการบ้านช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 15.30-19.00
  • อ่านหนังสือให้เด็กฟังในวันหยุดราชการ
  • กิจกรรมทางวิชาการ เช่น การสอนเสริมวิชาต่างๆ
  • กิจกรรมทางภาษา
  • กิจกรรมพิเศษ เช่น ดนตรี ว่ายน้ำ ศิลปะ
  • กิจกรรมนอกสถานที่
  • กิจกรรมพัฒนาทางสังคม และพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นต้น
  • อื่นๆ

 

4.

การจัดหาทุนสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่องการศึกษา อุปกรณ์ และความเป็นอยู่ของนักเรียน

 

5.

กิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองให้ความรู้ในการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นที่บ้าน 

 

นางสาวอาทิตา รอดสมนา ผู้ประสานงานอาสาสมัคร

เลขที่ 420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
โทร. 022-460-070 , 022-461-431 , 022-481-365-8 ต่อ 108
โทรสาร. 022-481-369

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.blind.or.th/school/volunteer.htm

 

 

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา




วันนี้คงจะเป็นวันธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาเพราะว่าทั้งๆ ที่ง่วงนอนเพราะเมื่อคืนนอนตีสอง
(ขอโทษนะตัวเอง ที่เมื่อคืนไม่มี growth hormone หลั่งมาช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอให้เธอ)
แต่วันนี้เป็นวันที่ได้จังหวะดี เพราะนอกจากสามารถเขียนเล่าผลของความอุตสาหะได้แล้ว ยังมีงานส่งคุณหัวหน้าถึง 2 ชิ้น
(บ้าแท้ๆ)

แค่นั้นไม่พอ ตกเย็น แบก คุณ "แสนดี" แลปทอปน้อยไปให้พี่ที่ร้านเดิมเช็กโปรแกรมเล่นดีวีดีหน่อย ว่าทำไมมันเล่นแต่ภาพ ไม่เล่นเสียง

ไม่ใช่แค่พี่เจ้าของร้านจะจำได้ แต่ยังทักว่า "มาแล้ว น้องคนสวย"
(ฮิ-สวยจิงป่าวเพ่?)

โปรแกรมดีวีดีลงใหม่เสร็จในพลัน ก็ออกจากร้าน ลงรถใต้ดิน ต่อรถไฟฟ้า ขึ้นมอเตอร์ไซค์วิน ตรงไปยัง "สมบูรณ์โภชนา" วันนี้วันเกิดเพื่อน เพื่อนนัดกินข้าวกัน

เป็นข้าวเย็นมื้อที่อร่อยมากๆ (ปกติกินคนเดียวจ้า) โดยเฉพาะผัดผักโปยเล้ง เจ๋งสุดๆ

เพื่อนเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ย่อมมีปัญหายุ่งยากๆ แบบผู้ใหญ่ๆ แต่ดีจัง ที่เพื่อนเปิดใจเล่าให้เราฟัง และเราพอจะเข้าใจเพื่อน (เป็นผู้ใหญ่มันก็ดีอย่างนี้แหละนะ)
ดีใจที่เห็นเพื่อนเข้มแข็ง

แยกจากเืพื่อนก็ได้คุยโทรศัพท์กับ พี่บุ๋ม (เรียกไม่ถูกมานาน-ขอโทดนะค๊า) ที่ลงมาทำงานด้วยมาหาหมอด้วย และได้คุยกันน๊านนาน

และพรุ่งนี้ก็อาจจะได้เจอกันด้วย

วันนี้ก็เลยเป็นวันธรรมดา ที่ดี๊ดี ควรค่าแก่การเขียนถึง

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551

ผลแห่งวิริยะ และอุตสาหะ

กรรมนำพาให้ต้องลงมือประดิษฐ์สิ่งของเพื่อเขียนและถ่ายภาพลงคอลัมน์งานประดิษฐ์ด้วยตัวเอง

ถ้ามันเป็นงานไม่ยาก ที่พอจะทำได้อย่างถักไหมพรม ชีวิตก็คงไม่ระทมอย่านี้ ก็ไม่น่าเจือกเสนอโจทย์ยาก สุดอลังการไปขายลูกค้านี่น๊า

ทำอะไรไม่ทำ ริจะมัดเชือกแบบมาคราเม่ (Macrame) ให้เป็นเข็มขัด

ตอนที่รู้ว่าอาจารย์ไม่สะดวกจะทำให้ (แล้วเราก็จดวิธีทำ กับรอถ่ายรูปสบายเฉิบเหมือนเคย) แถมไม่สะดวกจะมานั่งสอนกันตัวๆ เพื่อให้ดิฉันลงมือทำเองนั่น บังเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม

ก็ประสบการณ์ครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับการมัดเชือกเป็นของใช้ก็คือโมบายห้อยกระถางต้นไม้ในชั่วโมงงานประดิษฐ์ชั้นประถมโน่น แล้วทีนี้จะทำยังไงๆๆๆๆๆๆ

ตั้งสติได้แล้วก็ตรงดิ่งไปศูนย์หนังสือจุฬา หาหนังสือสอนทำ ดูๆ ไปก็รู้สึกว่าไม่ยากหรอกๆ จากนั้นอีกสองวัน ก็วันมาฆบูชาอ่ะแหละ ก็ดิ่งไปตั้งฮั่วเส็ง ลงทุน (ด้วยเงินของออฟฟิศ) ซื้อข้าวของกะจะมาลงมือทำ

แวะไปหาอาจารย์อีกหน จะเป็นลมอีกรอบเมื่ออาจารย์และเหล่าลูกศิษย์ชั้นเซียนฟันธงว่าเชือกที่ซื้อมาน่ะ ถักยาก มันสวย แต่ลื่น มือใหม่ (หยั่งหล่อน) ทำไม่รอดหรอก ตอนนั้นเกือบกรี๊ดแล้วเชียว

ดีที่อาจารย์มีเชือกให้ซื้อมาทำงาน เลือกเชือกสีชมพู ไม่ใช่เพราะโปรด แต่คิดว่าสีนี้ไม่อ่อนเกินไป ไม่น่าจะดำก่อนเสร็จ เป็นสีที่น่าจะถ่ายรูปขึ้น แล้วก็เหตุผลสุดท้าย เพื่อความเฮง-เฮง-เฮง ต้องเอาฤกษ์เอาชัยกันหน่อย

หลังจากนั้นดิฉันก็เริ่มลงมือมัด มัดไปพร้อมๆ กับถ่ายวิธีทำ พี่ๆ น้องๆ ที่ออฟฟิศก็แวะเวียนกันมาดู บ้างก็มาทึ่ง บ้างก็มาถากถาง บ้างก็มาตู่ว่าเส้นนี้ทำจะให้เค้าใช่ป่าว

จะบอกว่าถ้าเข้าใจการมัดมัน เข้าใจเทคนิค แค่ทำเข็มขัดตรงๆ แค่นี้มันก็ไม่ยากหรอก แต่มันเป็นอะไรที่ต้องตั้งสติ แล้วก็ทำให้เจ็บมือชะมัดเลยนะ จะทำให้แน่น ให้สวยนี่ ต้องใช้ทั้งนิ้ว และเล็บเลยล่ะ

แต่ในที่สุด งานที่ต้องเสร็จมันก็เสร็จ (เพราะว่าต้องถ่ายรูปใช่ม๊า มันถึงต้องเสร็จ) และเราก็ถ่ายรูปกันไป ทำงานเรียบร้อยกันไปตั้งแต่เมื่อวานนี้

ปลดเรื่องเครียดไปได้อีก 1 เรื่อง

 

 

 

ป.ล. ใครอยากเรียนมัดเชือกเป็นของใช้สุดอลังการ (มัดเชือกทำได้หลายอย่างมากๆ สวยๆ ทั้งนั้นด้วย) ไปเรียนฟรีที่โรงเรียนฝึกอาชีพกทม. นะ โทรไปถามที่ 0 2251 5849 หรือจะติดต่อกับอาจารย์เพชราโดยตรงก็ได้ ที่โทร. 08 1826 1261

แต่สำหรับดิฉัน ขอกลับไปชิลล์กับการถักไหมพรมเหมือนเดิมดีกว่า เพราะว่ามันนุ่มนิ่ม อบอุ่น และไม่เจ็บมือจ้ะ

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2551

วิถีคนกล้า: เรื่องเล่าจากโลกของผู้ชาย

Rating:★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:มาลา คำจันทร์
"ข้าถามจริงๆ เถอะหนะมี สูไม่กลัวตายหรือ?"
"ไม่กลัว เป็นแม่ย่ามีแต่ได้ ไม่มีเสีย ข้าจะกลัวอะไร ข้าเป็นสาวอย่างมากพ่อข้า็ได้แพะห้าตัว เมื่อมีคนมาขอ ถ้าข้าเป็นแม่ย่า ข้าจะได้ห่วงคออันหนึ่ง ได้แพะสิบตัว สูเป็นสาวสูลงข่วงไม่ได้อะไร แต่ถ้าข้าเป็นแม่ย่า ข้าลงข่วงข้าได้มีด ได้ขอ ได้เคียว สูเป็นสาวสูต้องตามใจผู้ชายทุกคน ข้าเป็นแม่ย่าผู้ชายทุกคนต้องตามใจข้า สูเป็นสาว สูจะได้ใครมาเป็นผัวก็ไม่รู้ ข้าเป็นแม่ย่า ข้าจะได้ปู่แถนมาเป็นผัว"
"แต่มันแก่ แก่กว่าพ่อสูเสียอีก"
"มันแก่แต่มันอยู่ดีกินดีกว่าใคร"
"อีกหน่อยพอมันเบื่อมันก็ขายสูไป"
"ถึงมันไม่ขายพ่อข้าก็ขายอยู่ดี"

วิถีคนกล้า เล่าถึงการตีความคำว่า "คนกล้า" ก็จริง แต่ก็มีประเด็นแฝงที่เล่า้ถึงชีวิตลูกผู้หญิงในสังคมที่มีชายเป็นใหญ่ดังบทสนทนาของตัวละครที่คัดมาไว้ข้างต้น

คนเผ่านี้ีเลือก "แม่ย่า" จากเด็กสาวที่มีรอบเดือนครั้งแรกในช่วงเวลาที่กำหนด แม่ย่านี้ นอกจากเป็นการเสี่ยงทายผลการเพาะปลูกในปีนั้นๆ แล้ว ยังได้รับหน้าที่แสนสำคัญ และมีเกียรติยิ่ง ก็คือ การ "ลงข่วง" กับผู้ชายทั้งหนุ่มและแก่ในหมู่บ้าน ซึ่งบ้างก็ขนข้าวของ บ้างก็แรงงานมาแลกกับการได้ xxx กับเธอ

สังคมของคนเผ่านี้เป็นสังคม freesex ก่อนที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีผู้ชายมาสู่ขอไปเป็นเมียอย่างเป็นทางการ นับจากเริ่มมีรอบเดือนแล้ว เขาจะเปิดรับผู้ชายทุกคน โดยการตามไฟต้มน้ำสมุนไพรไว้ที่ชานบ้านทุกๆ คืนข้างขึ้น ชายใดที่มาแอ่วหาแล้วคุยถูกใจกัน เขาจะรินน้ำให้ดื่มเป็นสัญญาณเซย์เยส แล้วผู้หญิงก็จะตามผู้ชายไป "ลงข่วง" กันตามสุมทุมพุ่มไม้

และจะประพฤติอย่างนี้เรื่อยไปจนกระทั่งตั้งท้อง จากนั้นก็จะมีผู้ชายคนหนึ่งมาสู่ขอไปเป็นเมีย

เมื่อนั้น วงจรอนาถของชีวิตลูกผู้หญิงก็จะเริ่มวนเป็น loop
ผู้หญิงมีหน้าที่ออกลูก แล้วก็เลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับออกไปทำไร่ไถนา ทอเสื้อผ้าไว้ใช้ และปลูกฝิ่น ซึ่ง แน่นอนว่าคนสูบฝิ่นก็คือฝ่ายชาย เมื่อติดฝิ่นแล้วก็จะรอกินข้าวกินน้ำจากหยาดเหงื่อแรงงานสตรีเพียงถ่ายเดียว ตกกลางคืนสูบฝิ่นแล้วครึ้มก็สามารถออกไปลงข่วงกับสาวอื่นได้ ไม่มีความผิด

ถ้าได้ลูกชาย เขาก็อาจจะให้เลี้ยงแพะ หรือฝึกให้จับดาบเป็นนักรบไป แต่หากได้ลูกสาวก็เท่ากับมีแรงงาน เขาจะเลี้ยงลูกโดยหวังว่าลูกจะมีบุญวาสนาพอได้้เป็นแม่ย่า เมื่อนั้นพ่อแม่จะได้็เรียกเอาสินสอดแพงๆ จากผู้ชายที่มาขอ เพียงเพื่อให้ลูกตัวเองไปทำงานปลูกข้าวให้ผัวกิน แล้วก็ออกลูกมาอีก อย่างนี้เรื่อยไป

ต่อใหู้้หญิงนั้นได้รับเกียรติยศสูงสุดในชีวิตลูกผู้หญิงคือ ได้ัรับเลือกเป็นแม่ย่า ชีวิตก็หาได้หลุึดพ้นจากวงจรนี้ ยังคงต้องทำงานเลี้ยงผัวและลูก คลอดลูกให้ผัวไม่ผิดไปจากหญิงทั่วไป หากผัวเบื่อ ขายให้ชายอื่น ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แค่เปลี่ยนผัวใหม่ ภาระหน้าที่ยังเหมือนเดิม

ครั้นจะลงจากเรือน ไปหาลงข่วงกับผู้บ่าวเยี่ยงที่ผัวตัวกระทำก็ไม่ได้อีก ผิดรีต

น่าอนาถใจแท้
อนาถไปคนละแนวกับสตรีไทยที่ป้าเบียบหวังจะให้รักษาเวอร์จิ้นจนกระทั่งคืนส่งตัว

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนจะกลุ้ม
(หรือใครจะเถียง?)





"วิถีคนกล้า" เป็นนิยายเรื่องดัง ซึ่งเคยถูกนำไปทำหนังใหญ่มาแล้ว เขียนโดยมาลา คำจันทร์ เจ้าของรางวัลซีไรต์ จาก "เจ้าจันทร์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน" ในปี ๒๕๓๔

ไม่ใช่นิยายเรื่องแรก แต่เป็นเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นเรื่องที่ ๗ ในปี ๒๕๒๗ ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาถึง ๗ ปีก่อนผู้เขียนจะได้รับรางวัลซีไรต์ ดังนั้น หากจะหวังให้วิถีคนกล้า เป็นวรรณกรรมที่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับเรื่องที่ได้รางวัลก็คงเป็นไปได้ลำบาก ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้มั่ว ก็ก่อนหน้านี้ดิฉันได้อ่าน 'เมืองลับแล' ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๕๓๘ มาก่อน สัมผัสถึงพล็อตเรื่องที่สนุก เนียน และมีความลงตัวกว่านี้เยอะอยู่ (แอบมีฉากอัศจรรย์สยิวกิ้วเล็กน้อยพอขนลุกเสียด้วย)

อย่างไรก็ตาม แม้จะรู้สึกว่า วิถีคนกล้า ยังแหว่งเว้า ขาดความสมบูรณ์ในบางมิติ แถมยังจบไม่เท่เท่าที่ควร ทั้งๆ ที่วางพล็อตไว้อย่างน่าสนใจ แต่การได้อ่านนิยายเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันอดนึกภูมิในตัวนักเขียนท่านนี้แทนคนเมืองอื่นๆ ไม่ได้

ก็ถ้ามาลา คำจันทร์ไม่หยิบเอาเรื่องเล่า ความเชื่อ วิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนามาเล่าผ่านงานเขียนของเขา ต่อจากนี้อีก ๒๐-๓๐ ปี ลูกหลานเราก็คงไม่ได้รู้จักเรื่องพวกนี้หรอก


วิถีคนกล้า
โดย มาลา คำจันทร์
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕
โดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ แกรมมี่ (ตอนนี้ไม่มีแล้ว)
หมายเหตุ ได้มาจากกองหนังสือเก่าที่เอามาขายเล่มละ ๒๐ บาท บนสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551

ฉายเดี่ยว: ชีวิตของคนไม่มีแฟน


เดินไปตามถนนเจอจุดเจ๋งๆ แต่ไม่มีใครถ่ายรูปให้ จะถ่ายเองก็เกรงใจชาวบ้าน
นี่ก็เลยต้องแอบถ่ายคนอื่น

ถ้าจะบอกใครว่า 'ไม่มีแฟน' เป็นภาษาสเปนต้องบอกว่า soy sola (ผู้ชายต้อง soy solo-คุณศัพท์ผันตามเพศ)
โซโล่ก็คือโซโล่อ่ะแหละ มันคือการฉายเดี่ยว

ชีวิตของคนยังไม่มีแฟนมันก็สบายดี จะอยู่จะกินก็ง่ายๆ ให้เอาใจเราเข้าไว้ ไม่ต้องเอาใจแฟน
แต่บางทีมันก็หนักนะ (ไม่มีคนช่วยถือของ) เหงา (ไม่มีเพื่อนกินข้าว) และจน (ไม่มีกระเป๋าใครมาแชร์) แล้วก็เมื่อย (ไม่มีคนช่วยนวด)

คนมีแฟน มีสามีไปแล้วอยากระลึกไหม ว่าตอนไม่มีแฟนใช้ชีวิตยังไงมั่ง
ฮิฮิ

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ 7: ของใช้ที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

วันที่ 29 กุมภาพันธ์เป็นวันพิเศษ

ก็มันไม่ได้มีทุกปี แต่ต้องครบ 4 ปี ถึงจะมีสักหน

 

-1-

แต่ก็ไม่ใช่เพราะความพิเศษของวันที่ 29 กุมภาพันธ์หรอก ที่ทำให้โอชโช่เลือกไปหาหมอบู๋ในวันนั้น

แต่มันเป็นเพราะตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอมัววุ่นวายอยู่กับอาการป่วยของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งบนตัก (laptop) คู่ชีพ ที่ซื้อมาใช้ตั้งแต่ปี 2003 ด้วยความที่ไม่เคยแสวงหาความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ไอทีชนิดนี้เลย (อันที่จริง ชนิดไหนๆ เธอก็ไม่เคย) ทำให้โอชโช่ไม่อาจบอกได้ว่าแลปทอปน้อยเป็นอะไรไป มีปัญหาที่ซอฟท์แวร์ โมเด็มเสีย ฮาร์ดิสก์พัง หรือว่าอ่วมเพราะไวรัส แค่นั้นไม่พอ ยังต้องกลุ้มใจว่าจะเอาปัญหานี้ไปให้ใครแก้อีก---เฮ้อ น่าเก๊กซิมแทนโอชโช่จังจิงๆ 

ระหว่างที่รีๆ รอๆ จะเอาไปซ่อมดีไหม ให้ใครซ่อมดี ใครมีร้านแนะนำมั่ง มิสเตอร์ไอทีที่ที่ทำงานของโอชโช่ก็เอื้อเฟื้อ บอกว่าเอามาสิ เดี๋ยวเราดูให้ แลปทอปน้อยก็เลยไปอยู่กับเขาอยู่ 3 วัน แต่อาการไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นแต่อย่างใด การประมวลผลช้าราวกับคนง่วงนอน สแกนไวรัสทั้งวันอยู่ 3 วัน แต่ไม่เคยสแกนเสร็จครบ 100% สักวัน แค่นี้ยังเครียดไม่พอ ข่าวการกลับมาตุภูมิของคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ การต้อนรับกันอย่างใหญ่โต ตามมาด้วยการสั่งย้ายข้าราชการประจำที่กำลังทำงานสำคัญๆ เข้ากรุกันเป็นแถว ฯลฯ ล้วนทำให้โอชโช่ สตรีไทยผู้มีจิตใจอ่อนไหวเครียดหนักขึ้นไปอีก ขนาดวันที่หมอนัด หนีไปดูหนังออสการ์ ยังไม่ช่วยให้จิตใจแจ่มใสขึ้นได้

ล่วงถึงวันศุกร์แล้ว เห็นท่าจะไม่ไหว เสาร์อาทิตย์มีงานรอทำอยู่ก็เลยตัดสินใจ พาน้องแลปทอปน้อยไปหาคนซ่อมที่ฟอร์จูน หายังไงน่ะเหรอ โดยการสุ่มเลือกไง เห็นร้านชื่อ "ProCorner" รับซ่อมแลปทอปอย่างเดียว อืม อืม อืม ลองเข้าไปละกัน

ซักอาการแล้ว คุณพี่เค (ทราบต่อมาว่าเป็น MD ที่ไม่ใช่หมอ) ก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวจะแบ็คอัพข้อมูลให้ แล้วฟอร์แมตใหม่ (ถ้าหายก็เสียเฉพาะค่าแรง 600 บาท) ถ้ายังไม่หาย ก็น่าจะเป็นเพราะฮาร์ดดิสก์เสีย ก็เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์นะ เอา 80 จิ๊กละกัน 40 มันไม่มีแล้ว (2,300+ค่าแรง 600 บาท) ออกใบรับให้เรียบร้อย อาการนี้ตรวจไม่ยาก แก้ไม่ยาก แต่ตอนนี้จะทุ่มแล้ว คงทำไม่ทัน พรุ่งนี้บ่ายๆ ค่อยมารับนะ

โอโห โอชโช่รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก อาการแพ้ทางผู้ชายมั่นใจในตัวเองที่ปรากฏตัวตอนมีปัญหายุ่งยากกำเริบอีกแล้ว ระหว่างการเดินไปหาหมอบู๋โอชโช่ถึงกับบอกตัวเองว่า หรือนี่คือการตกหลุมรักครั้งใหม่?

-2-

สงสัยจะเริ่มดึกแล้ว คลินิกหมอเลยไม่มีคนไข้อื่น หมอกับคนไข้ก็เลยเม้าท์แตกกันได้เหมือนเดิม

"พักนี้เครียดเครียดค่ะ" โอชโช่บ่น "สองสามวันมานี้ นอนไม่หลับ พอเริ่มเช้ามืดก็นอนต่อไปไม่ไหวแล้ว ต้องตื่นมาทำไง"

"ทำไมล่ะ?" หมอถามอ่อนโยน

"ก๊อ..." โอชโช่เลือกคำพูด "การกลับมาของคนบุญใช่หนักศักดิ์ใหญ่น่ะสิคะ"

"เออ! ใช่" หมอตบเข่าป้าบ "พอเขาจะกลับ ร้านผมก็ไฟเสีย แถมปั๊มน้ำยังพังอีก เพราะเขาคนเดียว" 

"ห๊า!" โอชโช่ตาตัว "ของหมอก็เสียหรอคะ ของดิฉันนอกจากคอมเสียแล้วไฟก็เสียเหมือนกัน เมื่อคืนถึงกับต้องจุดเทียนทีเดียว ทำไมต้องมาเสียพร้อมกันก็ไม่รู้ เซ็งมากเลย"

"นี่ๆ แต่ว่าคนรักเขาก็รักจริงๆ เลยนะ" หมอเริ่มเม้าท์ "คนขับรถคุณแม่ผมนะ รักมากเลย เมื่อก่อนแกเคยขับแท็กซี่ไง"

"อือๆ จริงค่ะ เคยคุยกับคนขับรถแท็กซี่ เขาก็รักจริงๆ นะ" โอชโช่ยอมรับ แล้วเล่าเรื่องพี่คนนึงที่เล่าให้ฟังว่ารัก ส.ส. ประชาธิปัตย์เขตบ้านหมอมาก แต่ตอนจะเลือกตั้ง เขาก็เลือกพรรคที่เขาชอบ

แต่ว่า หมอกับคนไข้ อะไรมันจะใจตรงกันขนาดนั้นนะ?

-3-

"อ๊ะ! นั่นมัน..." โอชโช่กวาดสายตาไปบนโต๊ะที่รกไปด้วยขวดและตลับยาแบบต่างๆ และไปเจอที่หนีบผมสตรีสภาพโทรมๆ สีหลุดร่อน ก็เลยกะจะแซวซะหน่อย

"เฮ้ย อันนั้นน้องเค้าเอามาหนีบนี่" ชี้ที่ปึกกระดาษที่หมอใช้บันทึกอาการและทรีตเมนต์ที่สั่งให้คนไข้

"คิดว่าเป็นของสาวหรือไง?" หมอถามยิ้มๆ "คราวที่แล้วเห็นผมนั่งรถสาว เลยคิดว่านี่เป็นของสาวหรอ?"

"ป่าวนะ นึกว่าหมอใช้เองตะหาก-ฮิฮิ" โอชโช่คิดตามไปด้วย เออ คราวที่แล้วตอนเดินกลับเห็นหมออยู่ในรถคันนึงจริงๆ ยังคิดว่า ต๊ายหมอตัวใหญ้ใหญ่ ขับรถคันเล็กติ๊ดเดียว

"อ้าว คราวนั้นหมอไม่ได้ขับไปคนเดียวหรอคะ?" เธอมองไม่เห็นสตรีที่นั่งข้าง แต่จำได้คล้ายๆ ว่ามีผู้หญิงมารับหมอกลับไป

"ปล่าวไม่ได้ไปคนเดียว" หมอตอบยิ้มๆ แต่ไม่พูดอะไรอีก

"หมอจำได้ด้วยหรอคะ ว่าคราวที่แล้วเราเจอกันข้างนอก?"

"อื้ม" หมอพยักหน้ายิ้มๆ

'โห จำได้จริงหรอเนี่ย เรายังลืมไปแล้วเลย' โอชโช่นึกขณะซ่อนยิ้มไม่ให้หมอเห็น 

 

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ 7: ของใช้ที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป (ภาคพิเศษท้ายเรื่อง)

สี่ทุ่มกว่าคืนเดียวกัน

คิว: ไงเจ้?

โอชโช่: หวัดดี คิว คืนนี้โทรมามีไร

คิว: ฮิฮิ จุดเทียนอยู่ป่าวเจ้

โอชโช่: อ่อ โทรมาเยาะเย้ยหรอ

คิว: ใช้เทียนพรรษาสิเจ้ ใช้ได้นาน

โอชโช่: เฮ้อ.. คิวดูดิ คอมเสีย ไฟก็เสีย พอใครบางคนกลับมา ฮาร์ดิสก์กับสตาร์เตอร์มันยังทนไม่ไหวถึงกับขอยอมตายเลยนะ

คิว:... เอ่อ เจ้...เค้าไม่ให้เด็กๆ คุยกันเรื่องการเมืองนะ

โอชโช่: เด็ก? ทำไมอะ?

คิว: เออ นั่นแหละ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เค้าไม่ให้คุยกันเรื่องนี้ เด๋วทะเลาะกันนา 

โอชโช่:...อ๊ะ งั้นบอกมาสิ ว่าคิวชอบ... แล้วเราก็จะได้...

คิว: คิวยอมรับนะ ว่าคิวชอบเค้า เค้าเป็นคนเก่ง หาเงินโคตรเก่งเลยอ่ะเจ้ แต่ว่าเรื่องภาษีเจ็ดหมื่นสองพันล้านเนี่ย แค่สักล้านเค้าก็จะไม่ยอมจ่ายเลยหรอ?

โอชโช่: หึ แล้วไป นึกว่าจะต้องเลิกคบกันซะแล้ว

คิว: ว่าแต่คอมเป็นไงอะเจ้

โอชโช่: ก็เนี่ย วันนี้ทิ้งไว้ที่เค้า เค้าจะแบ็คอัพข้อมูลให้ แล้วก็เช็คก่อนว่าฟอร์แมตแล้วหายไหม ถ้าไม่หายก็น่าจะเป็นที่ฮาร์ดิสก์ ก็เปลี่ยนฮาร์ดิสก์

คิว: ว่าแต่.. ในคอมมีรูปโป๊ป่าวอ่ะเจ้

โอชโช่:.. อ่ะ เอ่อ (นึกๆๆๆๆๆ) ก็.. ก็ไม่มีนะ คือเคยมี แต่ลบไปแล้ว เป็นรูปที่คนอื่นส่งมาน่ะ ของตัวเองไม่มี

คิว: เฮ่ย ลบแล้วเค้าก็กู้ได้นะเจ้ เหอ เหอ เหอ

โอชโช่: เฮ่ย จิงอ่ะ (เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าของแบบนี้มันกู้กันได้)

คิว: เหอ เหอ เหอ

โอชโช่: แต่เจ้ไม่ใช่ดารา เค้าคงไม่สนหรอกมั๊งคิว (โอชโช่ชักหวั่นไหว)

คิว: เหอ เหอ เหอ

โอชโช่: เด็กเวร หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ

แล้วคืนนั้นโอชโช่ที่โล่งอกไปทีหนึ่งแล้ว ว่าแลปทอปน้อยอยู่ในมือคนที่ "ดูวางใจได้" แถมวันนี้หมอยังน่ารักด้วยเป็นพิเศษอีก กลับต้องมาโดนน้องชายคนสนิทอำเรื่องไฟล์รูปโป๊ในแลปทอปน้อยจนฝันร้ายไปเลย

 

หมายเหตุ: เรื่องเล่าเรื่องนี้แค่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความหรรษาให้กับหัวใจในหมู่ผู้อ่าน ที่จริงผู้เขียนก็อยากจะสอดแทรกประเด็นมีประโยชน์ไว้บ้าง แต่ถ้าตอนไหนมันไม่มีโปรดอย่าคิดมาก ชีวิตนี้แสนสั้น ดังนั้นจงหรรษาเข้าไว้นะจ๊ะ

ป.ล. โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน แล้วก็อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังมากนักล่ะ