วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

ตนบุญอัศจรรย์แห่งออซ (The Wonderful Wizard of Oz): บนหนทางแห่งการแสวงหาสิ่งที่มีอยู่แล้วในตนเอง

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:L.Frank Baum แปลโดย แก้วคำทิพย์ ไชย
ใครหลายคนคงได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก
แต่ดิฉันไม่
เพราะอย่างที่เคยบอกแล้ว ว่าเป็นโรคต่อต้านกระแสสังคมมาตั้งแต่รู้ความ

เจอหนังสือเล่มนี้ที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วันที่ต้องไปรอคนจะไปแก้บนที่ศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งมาสาย ดิฉันไปถึงก่อน ไม่รู้จะทำอะไรดี เลยเตร่เข้าร้านนี้เป็นครั้งแรก
ยินดีที่ได้เข้าไป ในนั้นมีหนังสือแปลกตาที่น่าสนใจเยอะเชียว กว่าคนมาสายจะมาถึง ดิฉันก็เลือกหนังสือได้ 3 เล่ม รวมทั้งเล่มนี้ ซึ่งวางขายในราคาลด 25% (จาก198 บาท ลดเหลือ 148.5. บาทเท่านั้น) อย่าเพิ่งด่าว่างก เพราะครั้งนี้ความงกนำพาไปพบสิ่งดีๆ
และไม่ได้ซื้อเพราะงกแต่ประการเดียว แต่ยังเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบเป็นลายเส้นย้อนยุคที่สวยงามมาก นอกจากนั้นก็อยากช่วยอุดหนุนสำนักพิมพ์คลาสสิกคนจัดพิมพ์ด้วย ไม่อยากให้เจ๊งไป เด๋วจะมีหนังสือดีๆ ให้เลือกอ่านน้อยลง

คงจะพอรู้กันอยู่ ว่า The Wonderful Wizard of Oz ซึ่งเขียนโดย .Frank Baum เป็นวรรณกรรมเยาวชนอมตะที่ติดลิสต์รายชื่อหนังสือ....เล่มที่เยาวชนควรอ่าน ฯลฯลฯลฯลฯ ของทั่วโลก เล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมในชุด Oz, นครมรกต ฯลฯ ที่เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย

ตอนแรกไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมผู้คนนิยมนัก แต่พอเปิดอ่านเล่นๆ บนรถไฟฟ้า ตั้งแต่แยกกับคนมาสาย ก็เริ่มรู้สึกว่า เรื่องที่เขาเล่า บริสุทธิ์ อินโนเซ้นต์ น่ารักจริงๆ

เรื่องเริ่มจากหนูน้อยโดโรธี เด็กหญิงกำพร้าความอุปการะของลุงป้า ในแวดล้อมสีเทาของเมืองแคนซัส วันดีคืนดีโดโรธีและโตโต หมาน้อยของเธอก็ถูกเทอร์นาโด (ในเรื่องเขียนว่าไซโคลน-แต่ในอเมริกาไม่เรียกงี้นี่หว่า) หอบไปทั้งบ้าน ไปตกในดินแดนแสนประหลาดที่มีประชากรเป็นตัวมันชกิ้นส์ (รู้แล้วว่าร้านโดนัทเอาเอาชื่อมาจากไหน)

บ้านดันไปทับเอาแม่มดชั่วร้ายแห่งทิศตะวันออกที่กดขี่ข่มเหงคนแถวนั่นมานานแบนแต๊ดแต๋ โดโรธีก็เลยได้รับการยกย่อง ได้รับพรจากแม่มดดีทิศเหนือ แล้วก็ได้รับการบอกกล่าวว่าถ้าอยากกลับไปแคนซัส ต้องไปขอ 'ตนบุญ' แห่งออซซึ่งมีอำนาจมากช่วย

(หนังสือเล่มนี้ไม่ใช้คำว่า 'แม่มด' เพราะคำว่า 'ตนบุญ' มีความหมายเชิงบวก หมายถึงผู้มีบุญบารมีดั่งผู้วิเศษ เป็นที่กราบไหว้เคารพนับถือของผู้คน ซึ่งใกล้เคียงกับ Wizard ในขณะที่คำว่าพ่อมดนั้น หมายถึงผู้มีอำนาจผิดธรรมดา โดยอาศัยผีหรือพลังเหนือธรรมชาติ)

เมื่อโดโรธีเริ่มเดินทาง เธอก็ได้พบกับเพื่อนใหม่แปลกๆ ทีละคน(ตัว?)

ตั้งแต่หุ่นไล่กาที่อยากมีสมอง เพราะคิดว่าในหัวตัวเองมีแต่ฟาง ต้องโง่แน่ๆ เลย (ทั้งๆ ที่ความจริงหุ่นไล่กาเป็นคนที่มีไหวพริบและโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่แหลมคมที่สุด ตลอดการเดินทาง)

คนตัดฟืนดีบุก ซึ่งเคยเป็นคน เคยรักหญิงสาวคนหนึ่งอย่างดูดดื่ม และตั้งหน้าตั้งตาจะตั้งตัวเตรียมแต่งงานกับหญิงนั้น แต่มีอันต้องกลายเป็นดีบุกทีละส่วนๆ จนกลายเป็นดีบุกทั้งตัว (อยากรู้รายละเอียดโปรดหามาอ่าน) เลยไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน แต่ต้องคอยหยอดน้ำมันอยู่เรื่อยๆ ไม่ให้ไขข้อติดเพราะสนิม เขาคนนี้ปรารถนาจะมีหัวใจเอาไว้รัก (อีกครั้ง-เป็นคนตัดฟืนดีบุกที่โรแมนติกนะ) แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีหัวใจที่เต้นได้ดังตุบๆ แต่คนตัดฟืนดีบุกก็ต้องเสียน้ำตาเพราะความสงสารจนสนิมขึ้นไปหลายครั้ง เพื่อนๆ ต้องคอยหยอดน้ำมันกันวุ่นวาย

สมาชิกสุดท้ายคือ สิงโตขี้ขลาด ที่เชื่อว่าตัวเองขี้ขลาด และปรารถนาจะมีความกล้าหาญให้สมกับที่เกิดมาเป็นเจ้าป่าอย่างสิงโต ทั้งที่ในยามคับขัน โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องปกป้องโดโรธี สิงโตจะแสดงความ 'แมน' ออกมาอย่างเด่นชัด (แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย)

ทั้ง 5 ที่มีความประสงค์ต้องตรงกัน คืออยากจะได้สิ่งที่คิดว่าตัวเองยังไม่มี จากผู้อื่นก็เลยร่วมทางกัน มุ่งหน้าสู่มรกตนคร โดยระหว่างทางก็ได้พบกับปัญหาต่างๆ ซึ่งได้รับการแก้ไขด้วยไหวพริบ และพลังสามัคคี รวมทั้งโชคด้วย จนไปถึงมรกตนครในที่สุด

เพื่อจะได้พบว่า "ตนบุญออซ" นั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไร เป็นแค่นักมายากลสูงวัยที่บอลลูนพามาลงแถวๆ นั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ออซรู้ว่าตัวเองให้สิ่งที่แต่ละคนต้องการไม่ได้ แต่ก็ใช้จิตวิทยา มอบสมองให้แก่หุ่นไล่กา มอบหัวใจให้คนตัดฟืนดีบุก แล้วก็ความกล้าหาญให้สิงโต และกำลังพยายามพาโดโรธีกลับแคนซัสด้วยบอลลูน แต่ก็พลัดกันเสียก่อน

5 สหายจึงผจญภัยกันต่อไป หวังจะพาโดโรธีไปส่งบ้าน ซึ่ง...ที่สุดแล้ว โดโรธีก็ถึงบ้าน ซึ่งระหว่างการเดินทางไป และเดินทางจากมรกตนคร สหายทั้ง 5 (รวมเจ้าหมาน้อยโตโตเข้าไปด้วย) ได้เรียนรู้และค้นพบสิ่งสวยงามมากมาย หลายสิ่งที่สอนให้ผู้ใหญ่ (หัวใจกระด้าง) อย่างดิฉันมองข้ามมาหลายครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการขวนขวายไขว้คว้าให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองประกาศกับโลกว่า "ฉันปรารถนา" แต่แท้ที่จริงมันมีอยู่แล้วในตัวเรา

การเปิดใจ และให้มิตรภาพกับคนแปลกหน้า-หน้าแปลก.. ดิฉันหมายถึงการให้ก่อน ไม่ใช่เอาแต่รอรับมิตรภาพหรือน้ำใจจากคนอื่น

แล้วก็การทำงานเป็นทีม ยอมรับและให้เกียรติไอเดียของเพื่อน

การมองโลกและปัญหาในแง่ดีไว้ก่อน
รวมทั้ง การหัวเราะกับชีวิตทุกเมื่อ

แหม๋ การอ่านวรรณกรรมเยาวชนมันดีอย่างนี้นี่เองเนอะ


ตนบุญอัศจรรย์แห่งออซ แปลจาก The Wonderful Wizard of Oz
เขียนโดย L.Frank Baum แปลโดย แก้วคำทิพย์ ไชย
ฉบับที่อ่านเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยคลาสสิกสำนักพิมพ์

***หมายเหตุ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Review แต่นี่ไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม แค่เขียนถึงความประทับใจที่มีกับหนังสือที่อ่านแล้วชอบ เพราะฉะนั้นก็จะเขียนถึงแต่หนังสือที่อ่านแล้วชอบเท่านั้น เล่มไหนไม่ชอบ จะไม่เขียนให้เมื่อย***

ป.ล. คนอ่านจะชอบ-ไม่ชอบ เหมือนหรือต่างกับคนเขียนก็สามารถแจมกันได้
ยินดีนะคะ

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ 4: เสี้ยววินาทีของความซึ้ง

....วันนี้คนไข้เยอะจัง

โอชโช่คิดระหว่างหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ตัวเดียวที่เหลืออยู่-และไม่พัง ระหว่างหูได้ยินเสียงหมอคุยกับฝรั่งแว่วๆ ดังมาจากห้องตรวจ ลอบสำรวจสถานการณ์รอบกายแล้วก็เห็นว่ามีหนุ่มอ้วนที่เธอเดาทันทีว่าต้องมาลดความอ้วนแน่ๆ (แต่ผิด-เค้ามาทำหน้าให้ใสปิ๊งตะหาก) คุณแม่ยังสาวเจ้าของร่างผอมเพรียวกับลูกสาวตัวโต แสนซน ที่เดาจากอายุแล้วน่าจะอยู่ประมาณ 4 ขวบ แต่ยังพูดอ้อแอ้อยู่เลย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวันนี้หมอจะยุ่งแน่ๆ  

นั่งอยู่แป๊บๆ แม่ลูกก็หายเข้าห้องไป ตามมาด้วยเสียงร้องให้จ้าของเด็กหญิง แล้วก็เสียงปลอบของแม่ ว่า "ไม่เป็นไรลูกๆ หมอไม่ได้ทำหนูซะหน่อยๆ"

เอ๊ะ! หมอไม่ได้ทำลูก แล้วหมอทำอะไรแม่??? โอชโช่หูผึ่ง

ระหว่างนั้นมีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง แบกกีตาร์มาคนละตัว คนหนุ่มแจ้งคุณน้องที่เคาน์เตอร์ว่า 'มาหาพี่กอล์ฟ' ซึ่งหมายถึงหมอ-โอว์ หรือว่าหมอไม่ได้แค่ดีดกีตาร์เล่นก๊องแก๊งธรรมดา?? โอชโช่ประเมิน

"เชิญคุณ.....ค่ะ" ในที่สุด เธอก็ได้เจอหมอ

". . ..." หมอบู๋ทักด้วยการอ่านชื่อจริงของโอชโช่อย่างตะกุกตะกัก ก่อนถามอย่างอ่อนโยน "เรียกชื่อเล่นดีกว่าไหม?"

"...หมอ-ต้อง-เรียกให้ถูกนะคะ" หมอฟังแล้วยิ้มงงๆ "โอชโช่ค่ะ"

"โอ๊ด...อะไรนะ" หมออึ้ง

"โอชโช่ค่ะ.. เหมือนข้าวโอ๊ต แต่เติม โช่ ด้วยอ่ะค่ะ" หมอรับด้วยการหัวเราะร่วน

จำไม่ได้แหง๋ เธอนึก และก่อนที่หมอจะทำการเพ่งพิศใบหน้าจนทั่ว ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการขวยอายอย่างไร้เหตุผล โอชโช่ก็รีบควานเอากล่องลูกอมสตรอเบอรี่กวนเปรี้ยวอมหวาน ซึ่งตอนที่ไปเชียงใหม่ เพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนานขนมาให้เท่ากับความคิดถึง แต่เธอดันกระเตงกลับมาฝากคนทางนี้หน้าตาเฉย

"จากเชียงใหม่ค่ะ" หมอมองตามมือที่วางกล่องของกินลงบนพื้นที่ว่างบนโต๊ะรกๆ ตัวนั้น "รับรอง ไม่ขม"

"ไปเที่ยวเชียงใหม่มาเหรอ" หมอถามหลังขอบอกขอบใจยกใหญ่ เกือบจะเริ่มต้นอิจฉาที่คนไข้ได้ไปเที่ยวแล้วเชียว แต่โอชโช่รีบปฏิเสธซะก่อน "ไปทำงานอ่ะค่ะ" คำตอบนี้ไม่ทำให้หมอถามอะไรต่อ แต่เริ่มมองกวาดไปทั่วหน้าอย่างทำเวลา ก็วันนี้มีคนไข้รออยู่ข้างนอกอีกเพียบเลย

"ดีขึ้นเยอะแล้วนะเนี่ย..." หมอพูด "หลุมตื้นขึ้นไหม?"

"รู้สึกตื้นขึ้นนะคะ" โอชโช่พยักหน้าประกอบ ตั้งใจจะให้กำลังใจหมอบ้าง

"รอยดำก็ดีขึ้นเยอะเลยนะ..." ว่าแล้วก็ยิ้ม "ไปทำอารายมารึเปล่าเนี่ย??" 

หมอชงมาด้วยคำถามนี้ ซึ่งโอชโช่ก็รู้ทัน แอบกลอกตาขึ้นมองเพดานหนึ่งที ก่อนจะตอบอย่างที่คนถามอยากได้ยิน "ก็ทายาหมอไงคะ" ได้ผล หมอหัวเราะชอบใจใหญ่

อ๊ะ! โอชโช่นึกได้จึงควานหากระดาษที่เธอพริ้นท์ข้อมูลออกมาจากเว็บของแมเนเจอร์ มันเป็นบทความว่าด้วยเครื่องสำอางที่ อย. เตือนว่าอันตราย "เอามาฝากค่ะ"

"อ๋อออออ" หมอบู๋ร้องหลังจากกวาดตามองอย่างรวดเร็ว และขีดเส้นใต้ตรงคำว่า 'ปรอท' กับ 'ไฮโดรควิโนน' ใน 2 วินาทีต่อมา พร้อมกับหัวเราะหึๆ

"Hydroquinone นี่เค้าก็ใช้กันนะ แต่พวกนี้" หมอหมายถึงรายชื่อเครื่องสำอางที่ลิสต์มาในข่าว "จะใช้เกินขนาดที่อย.กำหนดไม่ได้ เพราะของเขาเป็นเครื่องสำอาง แต่พวกนี้" หมอบุ้ยไปทางตลับยาทั้งหลายที่วางอยู่บนโต๊รกๆ ตัวนั้น "เป็นยา แล้วก็ไม่ได้ใช้ Hydroquinone แต่ใช้ Arbutin ซึ่ง ไม่ต้องห่วงนะ มีผมคอยแนะนำให้ ก็ใช้ได้ครับ"

"แต่" โอชโช่อ้าปากค้าง "จะดีหรอคะ? ใช้ไปนานๆ จะเป็นไงคะ"

"ใช้ได้ครับ ผมดูแลเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมรับผิดชอบเอง" หมอพูดพร้อมกับค้อมศีรษะลง ยิ้มหวานอีกครั้งแล้วจบการตรวจด้วยไดอาลอก "อีกสองอาทิตย์เจอกันนะ"

อาการของหมอในเสี้ยววินาทีนั้นทำให้โอชโช่แอบน้ำตาคลอคลองด้วยความซึ้งใจ แม้จะยังไม่คลายสงสัยว่า

หมอจะรับผิดชอบชั้นยังไงฟะ

 

 

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ 4: เสี้ยววินาทีของความซึ้ง (ภาคพิเศษท้ายเรื่อง)

เฮ้อ... โอชโช่แอบถอนหายใจขณะโหนรถไฟฟ้ามาทำงาน ความสุขอันแสนสั้นของชั้นช่างผ่านไปอย่าง...

นึกยังไม่ทันจบ สายตาก็ไปหยุดที่ร่างสูงเพรียวของชายผู้หนึ่ง

โอ๊ะ! ดูดีจัง

ในร่างที่สูงน้อยกว่าบาร์รูปตัวโอท้ายโบกี้ราว 15 เซ็นติเมตร ผมดำ ตัดสั้น สไตลิ่งอย่างไม่ตั้งใจ ลำแขนขวาที่ไม่ผอมแห้ง มือแข็งแรงที่มีนิ้วสวย เล็บสะอาด โหนอยู่ที่บาร์ หูเสียบไอปอด สะพายกระเป๋าแบบบุรุษไปรษณีย์ สวมเสื้อยืดสีมิดไนท์บลูที่ซีดเพราะความเก่า(?) ไม่ก็เป็นเสื้อที่ผ่านการฟอกมาอย่างเนียน กางเกงเดนิมทรงสวย ไม่โคร่งคร่างและหล่นจนเห็นขอบบ็อกเซอร์ รองเท้ากีฬาหนังสีขาว (ไม่ระบุยี่ห้อ)

สเปคนี่นา... หน้าตาจะเป็นไงนะ แล้วหัวใจของโอชโช่ก็เริ่มเต้นในจังหวะ ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก ตึ่ก-ตั่ก  เป็นการเต้นชดเชยกับเมื่อคืน

"สถานีต่อไป อโศก ท่านผู้โดยสารสามารถ....." อ่ะ ถึงแล้ว

โอชโช่มองไปที่ 'เขา' อีกครั้ง อย่างอาลัย  ต๊าย เค้าก็ลงสถานีนี้หรอนี่ อ๊ะๆๆๆ หน้าตาจะเป็นไงนะ

...

...

...

และแล้วหัวใจที่พองโตของเธอก็ค่อยๆ แฟบลงจนเหลือเท่าเดิม

ก็ผู้ชายคนนั้นกลายเป็นคนหน้าตาหล่อสะอาดมาดตี๋อินเทรนด์ ซึ่งไม่ใช่แนวของโอชโช่เลยน่ะซี

 

 

หมายเหตุ: เรื่องเล่าเรื่องนี้แค่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความหรรษาให้กับหัวใจในหมู่ผู้อ่าน ที่จริงผู้เขียนก็ได้สอดแทรกประเด็นมีประโยชน์ไว้บ้าง ประปราย หากผู้อ่านหาพบก็นับเป็นบุญของผู้เขียน แต่ถ้าหาไม่พบก็ไม่เป็นไร ขอให้หรรษากันไว้เป็นพอนะจ๊ะ

ป.ล. โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน แล้วก็อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังมากนักล่ะ

ป.ล. ทั้ง Hydroquinone และ Arbutin ออกฤทธิ์ยับยั้งการผลิตเมลานินซึ่งทำให้ผิวหมองคล้ำ และเป็นกระฝ้า แต่ว่ากรณี Hydroquinone แม้จะยั้งการสร้างเม็ดสีได้ดีแต่ก็มีเอฟเฟคท์น่ากลัวไม่น้อย เริ่มเบาะๆ ตั้งแต่ระคายเคือง ทำให้เป็นโรคผิวหนังง่ายขึ้น ลดปริมาณคอลลาเจนและอีลาสติน (งี้ก๊อเหี่ยวสิ???) เพิ่มความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งผิวหนัง แถมยังต้องเก็บดีๆ ให้ห่างจากแดดด้วย เครื่องสำอางไฮโซจากญี่ปุ่น (อย่างเช่นชิเซโด) ก็เลยไม่ใช้แล้ว Hydroquinone หันมาใช้ Arbutin ซึ่งทำงานได้ใกล้เคียงกันแต่ไม่มีผลเสียอย่างที่พบใน Hydroquinone แถมยังมีคุณสมบัติ anti-aging และช่วยกรองรังสียูวีได้ด้วย-ว๊าวเริ่ศ!

ดิฉันเจอบล็อกนึงดี๊ดีเชียว ใครอยากหาความรู้เพิ่มเติมก็เข้าไปอ่านกันนะจ๊ะ เจ้าของเค้าคงไม่หวง http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=findingrunechan&date=17-01-2007&group=6&blog=1

คำคม#2

"ทำอะไรไม่ได้ ก็ทำใจแล้วกัน"

(mandymois เปรยไว้ในโมเมนท์ที่อะไรๆ ก็ไม่ได้ดังใจ)

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551

ความเห็นอกเห็นใจของลูกผู้หญิง

คุณพี่ส่งข่าวน่าสนใจมาให้อ่าน ว่าด้วยเจ้านายหญิงใจดี มีความเห็นอกเห็นใจลูกน้องสตรี

จึงทำการก๊อปปี้มาแพร่กระจายในมัลติพรายอีกทาง เผื่อเจ้านายหญิง(ไทย)จะมีไอเดียน่าสนๆ มั่ง

ข่าวนี้มาจากเว็บข่าวของมติชนที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=18391&catid=6 จ้ะ

 

 

ซีอีโอหญิงบริษัทญี่ปุ่นออกไอเดียสุดโดนใจพนักงาน อนุญาติให้ลาหยุดเพราะอกหักได้ ถือเป็นของขวัญล่าสุดที่มอบให้แก่พนักงาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ว่า บริษัทไฮมส์ แอนด์ คอมพานี เป็นกิจการด้านจำหน่ายอุปกรณ์รีไซเคิล ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น ได้ออกกฎระเบียบใหม่เอาใจพนักงาน ด้วยการอนุญาตให้พนักงานสามารถลาหยุดได้ในกรณีอกหักกับแฟน โดยในกรณีพนักงานอายุต่ำกว่า 24 ปี จะสามารถหาหยุดได้ 1 วัน พนักงานอายุ 25-29 ปี ได้ 2 วัน แต่หากอายุมากกว่านั้น คือ 30 ปีขึ้นไป จะลาหยุดได้ 3 วัน โดยนางมิกิ ฮิราดาเตะ ให้เหตุผลการให้พนักงานแต่ละวันหยุดไม่เท่ากันกรณีอกหักว่า เพราะพนักงานรุ่นหนุ่มสาววัย 20 ถ้าอกหักแล้ว ก็สามารถจะหายได้เร็วเพราะมีโอกาสหาแฟนใหม่ได้ง่าย แต่หากเป็นพนักงานรุ่นสูงวัยแล้ว โอกาสหาแฟนใหม่จะทำได้ยากกว่า และถือว่าคนพวกนี้จะต้องอกหักหนักกว่า

'ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ลาหยุด แต่เฉพาะคนที่อกหักเท่านั้น เพราะคนเราก็จำเป็นมีเวลาพักหัวใจกันบ้าง'นางมิกิ ผู้บริหารบริษัทแห่งนี้กล่าว

รายงานกล่าวว่า นอกจากการมอบสิทธิสุดโดนใจพนักงานดังกล่าวแล้ว บริษัทแห่งนี้ยังได้ให้สิทธิพนักงานในการลาหยุด 4 วันต่อปีเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าได้อย่างเต็มที่ โดยนางมิกิบอกว่า เพื่อแก้ปัญหาพนักงานหญิงต้องใช้เวลาช็อปปิ้งและขนของเข้าบ้านอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551

Eastern Promises: หรือจะเป็น The Godfather เวอร์ชั่น Contemporary

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Independent
ไปดูมาเมื่อวาน ที่ลิโด้ กับเพื่อนรุ่นพี่สาวโสด สดใส มองโลกในแง่บรรเจิด (เป็นบางครั้ง)

Eastern Promises ในความรู้สึก คือ หนังมาเฟียเรียลิสติกที่ปล่อยฉากเลือดพุ่งกระฉูดแบบสมจริงยิ่งกว่าสไตล์การใช้เลือดสาดกระจายท่วมจอของผู้กำกับจอมสาดเลือด Quentin Tarantino

ระหว่างดูก็รู้สึกอะไรบางอย่าง ออกจากโรงมา รอสติที่ฟุ้งกระจายไปเพราะฉากโหดและฉากต่อสู้ (เปลือย) ให้ตกตะกอน แล้วข้อสังเกตบางอย่างก็เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

1. คิดถึง The Godfather จัง
The Godfather เป็นหนังที่ขึ้นหิ้งคลาสสิกไปแล้ว ที่ดิฉันเพิ่งได้ดูครบทุกภาคจากความอนุเคราะห์ของเพื่อนที่ลงทุนซื้อแผ่น เมื่อไม่เกิน 3 ปีมานี้ โดยก่อนหน้านั้นได้อ่านนิยาย (แปล) มาก่อน เป็นหนังที่ชมแล้วรู้สึกนับถือมาก ทั้งคนแต่งเรื่อง (เรื่องดีมาก) คนทำหนังและคนแสดง

Eastern Promises ซึ่งเล่าเรื่องมาเฟียรัสเซียในลอนดอนก็ให้ความรู้สึกคล้าย The Godfather ในส่วนที่มันเป็นหนังมาเฟีย มีการหักหลัง แก้แค้น การฆ่า การใช้ความรุนแรง แต่ดิฉันมีความรู้สึกว่าเรื่องราวของ The Godfather คลาสสิกกว่า ไอดีลกว่าเรื่องใน Eastern Promises นะ

The Godfather พูดถึงแฟมิลี่ (คาเลโอเนใช่ป้ะ?) พูดถึงโลกของผู้ชาย ผู้หญิงในหนังเรื่องนั้นเป็นแค่ส่วนเติมเต็มที่ทำให้เรื่องสมบูรณ์

แต่กับ Eastern Promises ผู้หญิงคือเชื้อเพลิงสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ใครจะคิดละ ว่าหัวหน้ามาเฟียที่หนีหนาว (หรือ KGB กันแน่) มาจากรัสเซีย มาปักหลักหยั่งรากในลอนดอน เมืองที่หิมะไม่เคยตก (ซะเมื่อไหร่) จะแป้กเอาง่ายๆ ด้วยข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15

สรุปว่าถ้า The Godfather คลาสสิก Eastern Promises ก็ร่วมสมัยละนะ

2. ผู้ชาย-ผู้หญิง-เกย์
อย่างที่เล่าว่าตั้งข้อสังเกตว่า The Godfather เป็นหนังผู้ชาย ส่วน Eastern Promises เล่าเรื่องผู้หญิง แต่... หนังเรื่องนี้ก็พูดถึงเพศที่สาม คือเกย์ ไว้อย่างน่าประทับใจ

เรื่องของเรื่องคือ ลูกชาย ที่นับเป็นทายาทของเจ้าพ่อมาเฟงรัสเซียน (เจือก) เป็นเกย์
แย่แล้ว เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
(ทำไมฟะ ก็ในหนังไทย ตั๊ดยังสู้ฟุดได้เลย)

คำถามติดใจคนดูจึงกลายเป็น ถ้าเป็นยู ยูจะทำไงกับลูกชายที่ไม่ได้เลือกวิถีทางเพศเยี่ยงลักษณาการทางกายภาพของตัวเอง

3. ความรัก
ในหลายๆ ความกระอักกระอ่วนใจ (แต่ไม่ได้น่ารังเกียจ) ที่เกิดขึ้นจากการชม Eastern Promises ดิฉันพบการพูดถึงความรักอันสวยงามแทรกอยู่ในนั้น โดยส่วนตัวแล้ว จะให้บอกว่าหนังมาเฟียเรื่องนี้เป็นหนัง รัก/มาเฟีย ก็คงจะได้

เชื่อไหมว่าชีวิตน้อยๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา และความรักจากหัวอกของเพศแม่จะช่วยคลี่เรื่องทั้งหมด แล้วไหนจะรักโรแมนติกระหว่างพระเอก (Nikolai: Viggo Mortensen-ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา) กับนางเอก (Anna: Naomi Watts-คุณหมอสิงห์มอเตอร์ไซค์สาวขายาว) จะสวยงาม และอิ่มในตัวเองซะขนาดนั้น

4. ความงามแห่งสรีระชาย และรอยสัก
เท่าที่ดูๆ มาในหลายปีหลังนี้ พบว่า ผู้ชายเป็นเพศที่มีความสวยงามของกล้ามเนื้อหลายส่วน ภาพแรกที่ทำให้ตาเปิดคือ กล้ามต้นขาของแบรด พิตต์ ใน Troy หลังจากนั้นก็มองเห็นส่วนนั้นส่วนนี้เพิ่มเติมเรื่อยมา รวมทั้งเริ่มมองเห็นความงามของรอยสัก บน muscle ด้วย

แต่ให้ตายเหอะ รอยสักมาเฟียที่ใช้บอกระดับขั้นในแก๊งค์ ไหงมันไม่สวยเอาซะเลย สู้ลายเสือเผ่น หนุมาน หรือเก้ายอดของอาจารย์หนูบ้านเราก็ไม่ได้

และเพิ่งจะเมื่อคืนนี่เอง ที่ทำให้เกิดความสงสัย ว่า
"อวัยวะส่วนนั้นของผู้ชาย
คงจะน่าดูที่สุดเวลาที่มันตื่นตัวเท่านั้นกระมัง?"

(ขอโทษนะคะ คุณ Viggo Mortensen การที่ดิฉันไม่มีโอกาสเห็นชัดๆ นิ่งๆ อาจไม่เป็นการแฟร์กับคุณเท่าไหร่นัก)





Eastern Promises (2007)
กำกับโดย David Cronenberg (A History Of Violence-เรื่องนี้วิกโก้เล่นด้วย และ Crash-กรี๊ดดดด ชอบ) เขียนเรื่องโดย Steven Knight


***โปรดอย่าถือว่าบทความนี้เป็นการรีวิวหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ เพราะมันเป็นเพียงแต่บันทึกความประทับใจจากหนังที่ได้ดู-ซึ่งอยากจะแชร์กับเพื่อนบ้าง-เท่านั้นเอง***

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551

ชีวิตสัตว์โลก ตอน แอบฟังสาวโสดเม้าท์กันเรื่องมีลูกผัว

บ่ายวันธรรมดาวันหนึ่ง

 

สองเพื่อนสาวโสดเม้าท์กันผ่านจีเมล์เป็นปกติ (ไม่ใช้ msn เพราะออฟฟิศของหนึ่งในสาวโสดนั้นทำการสกัดมิให้เล่น) หูทิพย์ของข้าพเจ้าได้สดับการสนทนาบางตอนที่มีแง่มุมน่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่าง 'สร้างสรรค์' ในมัลติพรายต่อไป

จึงได้ทำการดักฟังมาเล่าต่อดังนี้แล

 

ซี่อออออ....ซื้ออออ.... ซื๊อออออ (เสียงจูนคลื่น)

 

ส้มลิ้ม: เมื่อวานผีบ้านผีเรือนเข้าสิง

  ชั้นรื้อบ้าน ตู้หนังสือ ทำความสะอาดอีกแล้ว

จิ๊นส้ม: ดี มีประโยชน์

  ว่างๆ มาบ้านชั้นมั่ง

ส้มลิ้ม: บ้านแกห้องเดียว

  ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ

 มันส์ดีนะ

 แต่แมร่งงานบ้านเนี่ย

  มีให้ทำเรื่อยๆนะ

  ทำยังไงก็ไม่สะอาดซักที

จิ๊นส้ม: มันเป็นงานรูตีน

 ไม่ได้ทำครั้งเดียวเสร็จหรอก

  ต้องคอยสะสางเรื่อยๆ

ส้มลิ้ม: คิดถึงคนที่เป็นแม่บ้าน แบบต้องทำให้ผัวลูก

 ได้อยู่ในอากาศที่สะอาด ปราศจากฝุ่นดิ

  แมร่ง จะปลื้มหรือเซ็งว่ะ

  แต่ กรูคงเซ็.

จิ๊นส้ม: เออ แบบแม่บ้านญี่ปุ่นไงแก

  ชั้นว่ามันก็คงมีความสุขกันไป ในแบบของมัน

ส้มลิ้ม:

  มันก็คงแล้วแต่คนนะ

จิ๊นส้ม: ทำอะไรเพื่อคนอื่นมันจะต่างไปจากทำเพื่อตัวเองนะแก

  ยิ่งเพื่อลูกน่ะมึง

ส้มลิ้ม:: แต่ตูคงหมั่นไส้มันว่ะ ถ้ามันไม่ช่วยทำ แถมทำให้รกอีก

จิ๊นส้ม: อืม คำถามคงย้อนกลับไปที่ว่า แล้วมึงเสือกมีลูกผัวทำไม

ส้มลิ้ม: เออ นั่นดิ

จิ๊นส้ม: อย่าตั้งกำแพงสิแก

 นึกถึงอีตอนที่แม่แกมีแก

ส้มลิ้ม: เออ แต่กูไม่เสียสละอย่างเขาไง

จิ๊นส้ม: เค้าก็คงอยากจะมีหรอก ไอ้ลูกที่มันอยุ่ด้วย คอยช่วยงาน คอยเอาใจปรนนิบัติ เค้าคงไม่ได้หวังหรอกว่าจะมีลูกหยั่งพวกเราๆ

แต่เมื่อลูกมันยืนกรานจะใช้ชีวิตแบบนี้ คนเป็นแม่ก็ตามใจไง

 จิงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มันเป็นสันชาติญาณน่ะป้า เราเสือกไปเรื่องมากกับมันเอง

ส้มลิ้ม: เค้าไม่รู้จะทำไงมั๊ง

จิ๊นส้ม: ชั้นว่า เรามันเป็นสุดที่รักของเค้า อะไรที่คิดว่ามันคือความสุขของเรา เค้าก็จะพยายามหาให้

ส้มลิ้ม: ตกลงเอาไง

  ดูม่ะ

  18.30

จิ๊นส้ม: การเป็นแม่มันก็เลยเหมือนกับการเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น นอกจากตัวเอง

ส้มลิ้ม: เหรอ

  เออ ถูกๆ

 ใช่เลย

จิ๊นส้ม: แหม๋ วันนี้เราคุยกันมีสาระ(แน)นะ

  ดิแก ดูดิ เด๋วพลาด

ส้มลิ้ม: เรียนรู้ที่จะรัก แม้บางอารมณ์จะอยากถีบมัน(ก็ตาม)

  หรือบางอารมณ์ก็อยากจะให้มันหายไปจากโลก(สักพัก)

จิ๊นส้ม: ไม่รู้ดิ ตอนนี้ชั้นคิดว่าชั้นรักตัวเองเกินกว่าจะมีลูกผัว

ส้มลิ้ม: มีผัวก็ต้องรักตัวเองน้อยลงนะ

 ไม่ต้องถึงขั้นลูก แค่แฟนก็ต้องลดตัวตนลงเยอะ

  ซึ่งมันเสี่ยงว่ะ สำหรับชั้น

จิ๊นส้ม: ไม่ล่ะ อยู่อย่างนี้ก็บายดีพอประมาณ

ความสุขจากการมีผัวมันแค่ระยะแรกเริ่ม จากนั้นความทุกข์ถนัดก็จะติดตามมา

ส้มลิ้ม: ถ้าผัวที่ดี มันจะทำให้ความทุกข์ลดลง ความสุขเพิ่มขึ้น

  พี่ที่ทำงานชั้นบอก

จิ๊นส้ม: อ่ะ

ส้มลิ้ม: แต่มันก็ต้องแลกกับบางอย่าง

  ซึ่งเขาเห็นว่าคุ้ม

จิ๊นส้ม: ผัวในฝันว่างั้น

  เช่นไรมั่ง

ส้มลิ้ม: อือ เขาบอกว่าชีวิตเขาก่อนเจอสามีหนะทุกข์

จิ๊นส้ม: การยอมให้ปัวมีเมียน้อย?

ส้มลิ้ม: พอเจอแล้วชีวิตดี

 ปล่า สามีเขาไม่มีเมียน้อย

จิ๊นส้ม: บุญของเขามังแก

ส้มลิ้ม: แต่พี่ผู้หญิงเขาxxxไง

  เจอพี่ผู้ชายตั้งแต่เข้ามหาลัยปีหนึ่งวันแรก

จิ๊นส้ม: อืมอืม

ส้มลิ้ม: แล้วก็เป็นแฟนกัน

จิ๊นส้ม: โอว

ส้มลิ้ม: แต่งงาน

จิ๊นส้ม: ชีวิตรักดั่งนิยาย

ส้มลิ้ม: ผู้ชายก็ดูแล และคงเป็นทุกอย่างในชีวิตเขาแหละ

เพราะเขาไม่มีใครอีกแล้ว

จิ๊นส้ม: แหม๋ป้า แต่เราควรสะแตนออนอาวร์ฟีตนะ

ส้มลิ้ม: แต่บางทีชั้นเห็นเขาบ่นเรื่องอิสระบ้าง

  เพราะสามีเขาไม่ชอบให้ไปไหนโดยแยกจากครอบครัว

จิ๊นส้ม: เกิดวันนึงผู้ชายหายไปก็ซวยเด่ะ

ส้มลิ้ม: แต่เธอจบxxx นิสัยน่ารัก อยู่บนเท้าตัวเองคงได้ ในแง่ร่างกาย การใช้ชีวิต

  แต่แง่จิตใจ คงไม่ไหว

  อือ ถ้าผัวหายไปแกคงแย่ คงต้องยึดลูกแทน

จิ๊นส้ม: นั่นอ่ะดิแก

ส้มลิ้ม: แต่ชั้นคงกรี๋ดสลบ ถ้าผัวสั่งห้ามไปเที่ยวกับเพื่อน  

จิ๊นส้ม: ชั้นน่ะ สแตนออนมายฟีตมาตลอด และไม่ปรารถนาผู้ชายที่จะมาช่วยสะแตนออนมายฟีตด้วย

  สงสัยจะเจ็บตีนน่าดู

  ตัวผัวเองก็ไม่ไปกะเพื่อนเรอะ

  แหม๋ ผู้ชายที่ไม่มีโลกส่วนตัวเนี่ย ไม่แปลกหรอ

ส้มลิ้ม: เออ เขามีแต่ครอบครัวว่ะ

จิ๊นส้ม: ชั้นว่า คนเรามันก็ควรจะมีพื้นที่ส่วนตัวมั่งนา

  เอาไว้เบลนด์กับแรงกดดันในครอบครัว

ส้มลิ้ม: เออ ชั้นก็ว่างั้น

  แต่พี่คนนี้เขาแปลก

  เมียกลับอยากมีพท.ส่วนตัว

จิ๊นส้ม: อืมอืม

ส้มลิ้ม: แต่ผรัวไม่ยอม

จิ๊นส้ม: แต่เค้าก็อยู่กันมาได้นี่นะ

ส้มลิ้ม: และไม่มี

อือ

จิ๊นส้ม: คนโสดอย่างเรา ไฉนจะไปเข้าใจเขาได้

 

ซี่อออออ....ซื้ออออ.... ซื๊อออออ (เสียงคลื่นแทรก)

 

น่าเสียดายที่ดักฟังมาได้แต่เพียงเท่านี้ โอกาสหน้าหูทิพย์แว่วเสียงอะไรอีกค่อยดักฟังมาฝากชาวมัลติพรายใหม่นะจ๊ะ

 

 

 

 

***หมายเหตุ บทความนี้ไม่เกี่ยวกับใครอื่น ถ้าไปเหมือนชีวิตใครเข้าก็ขอได้โปรดทราบว่าสาวโสดสองคนนี้ไม่ได้เม้าท์ถึงชีวิตของคุณจริงจริ๊ง***

 

 

The Brothers Grimm: ตะลุยพิภพมหัศจรรย์

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Other
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวร้ายเกี่ยวกับ Heat Ledger จึงนึกขึ้นมาได้ว่ามีดีวีดีหนังของเขาอีกเรื่องที่ยังไม่ได้ดู วันนี้ไม่ได้ออกไปไหน เลยเอามาดูซะ

ที่ดอง The Brothers Grimm ไว้ซะนานก็เพราะว่า มันเป็นหนังแฟนตาซีซึ่งก็แน่อยู่แล้วว่าหนังแฟนตาซียุคนี้สมัยนี้ ต้องมีการสร้างภาพด้วยซีจี (CG: Computer Graphic-ใช่ไหม?) ซึ่งตัวดิฉันเองไม่โปรดเท่าไหร่ มันหลอน (แล้วจะซื้อมาทำไมฟระ-หลายคนคงสงสัย-คำตอบคือ ก็มันถูกนี่นา แล้วก็มี Matt Damon, Heath Ledger กับ Monica Bellucci คนสวยอีก)

สรุปก็คือ วันนี้ได้ดูแล้วจ้า ไม่รู้สึกหลอนจนน่ารำคาญอย่างที่คิด ออกจะสมจริงจนน่ากลัวไปซะงั้น

เราทุกคงคนรู้จักพี่น้อง Grimm บ้าง ใครตอบโน ต้องโดนย้อนว่า 'อะไรยะ แม้แต่หนูน้อยหมวกแดง, เจ้าหญิงนิทรา, สโนวไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด แล้วก็ซินเดอเรลล่าก็ไม่รู้จักหรอ???' ก็นิทานเหล่านี้สองพี่น้องตระกูลกริมม์เค้ารวบรวมเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ในต้นศตวรรษที่ 18 จากนิทานพื้นบ้านของเยอรมันน่ะสิ

อ๊ะอ๊ะ แต่บอกไว้ก่อนนะ ว่านิทานของกริมม์จริงๆ กับเวอร์ชั่นวอล์ท ดิสนีย์น่ะ มันไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ก็วอล์ทดิสนีย์เค้าต้องทำนิทานให้สดใส-จับใจตลาดนี้นา แต่นิทานกริมม์ออริจินัลน่ะ ถ้าเป็นหนังก็เอียงไปทางหนังบรรยากาศหม่นมัว นัวร์ๆ น่ากลัวๆ แบบหนัง horror อะไรประมาณนั้น

ผู้กำกับคือคุณน้า Terry Gilliam (: Twelve Monkeys และแฮรี่ฯ ตอนศิลาอาถรรพณ์, คนที่ Bellucci อยากร่วมงานด้วยม๊ากมาก) ไม่ได้ตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ให้เป็น Biography บันทึกเรื่องราวของพี่น้องกริมม์ (ลืมไปแระว่านอกจากทำให้สนุกแล้วน้าเค้าตั้งใจจะทำให้มันเป็นอะไรอีก) แต่หนังเรื่องนี้จะเล่ากลายๆ ว่า วิลล์และเจค กริมม์ (Matt และ Heath) รวมรวมนิทานที่เราทุกคนรู้จักกันตั้งแต่จำความได้ อย่างไร

จะเล่าเรื่องในหนังแล้วนะ

ตอนที่สองคนนี้ยังเด็กน่ะ ครอบครัวยากจนมาก ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว น้องสาวคนเล็กกำลังป่วยหนัก แต่ก็ไม่มีฟืนที่จะเป็นเชื้อเพลิง ถึงกับต้องเลาะม้าโยกเป็นชิ้นๆ โยนเข้าเตาผิง (คล้ายๆ เรื่องในนิทานที่เรารู้จักไหม) แต่เจคคนน้องดันเอาวัวของครอบครัวไปแลกกับถั่วกำมือนึง ซึ่งลุงคนนึงเอามาหลอกเด็กว่าเป็น 'magic beans' ที่จะช่วยให้น้องสาวที่ป่วยหายอย่างแน่นอน (ต้องบอกไหมว่าฉากนี้เหมือนแจ๊กผู้ฆ่ายักษ์? นี่ไง คนน้องมีจินตนาการลื่นไหลไปกับนิทานตั้งแต่เด็ก) ก็เลยโดนวิลคนพี่ชกซะเลย (คนพี่มีบุคลิกของคนทั่วไปที่อยู่กับชีวิตความเป็นจริงมากกว่า แถมยังมองโลกในแง่ร้ายด้วย) จากนั้นพี่ชายก็ใช้มุก 'magic beans' เป็นอาวุธซ้ำเติมน้องเวลาพลาดตลอดมา

ดูถึงตอนนี้แล้วรู้สึกเจ็บปวดไงไม่รู้นะ ยุคเข็ญอย่างนั้น ผู้ใหญ่ไม่น่าหลอกเด็กจริงไหม

เวลาผ่านไป 15 ปี สองพี่น้องโตแล้วก็ดำรงชีพด้วยการใช้ความรู้และความสนใจของตัวเองประกอบอาชีพ โดยการเป็นทีมต้มตุ๋นหลอกชาวบ้านชาวเมืองที่ยังเชื่อเรื่องแม่มดอยู่ ง่ายๆ ด้วยการจัดฉากให้เหมือนกับรายละเอียดที่เจคหมั่นเก็บแล้วจดไว้ในสมุดบันทึก ว่าแม่มดจะแสดงอภินิการยังไง เพื่อจะชงให้การแสดงปราบแม่มดให้แพ้ราบคาบ จากนั้นก็ทำการเก็บค่าธรรมเนียม-อันแสงแพง

ซึ่ง มันก็น่าจะดี ถ้านายพลฝรั่งเศสที่กำลังยึดครองเยอรมัน (ฉากในท้องเรื่อง) ไม่เกิดจับได้ แล้วก็กำลังจะจัดการสองพี่น้องอยู่แล้วเชียว ดันมีท้องที่ที่เด็กหายไปทีละคนๆ เกิดขึ้นมาจริงๆ

สองพี่น้องกริมม์ก๊อเลยต้องไปจัดการกับแม่มดขึ้นมาจริงๆ นี่แหละ อภินิหารของ CG ก็เกิดขึ้น หมาป่าพูดได้ และกลายเป็นคน Bellucci คนสวยในวัย 500 ปี กระจกวิเศษแตก (อ่ะ อันนี้ก็คุ้นๆใช่ไหมว่ามันอยู่ในนิทานที่เรารู้จัก) ฉากปีนหอคอย และหอคอยสูงงงงงง มากๆ ที่ถูกทิ้งร้างไป 500 ปี (ถ้าไม่มี CG หนังแฟนตาซีคงไม่หนุกขนาดนี้หรอก) ช่วงนี้บางฉากบางซีนที่อยู่ในนิทานที่เราคุ้นโผล่ขึ้นมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นขนมปังขิงที่เด็กสองคนนั้น (ชื่อไรหว่า?) ใช้เป็นเครื่องหมายบอกทาง ไม่ให้หลงป่า ฉากจูบกบ (คางคกหรือเปล่า?) แอปเปิ้ลแดงที่ยายแก่เอามาให้ แล้วก็การแก้มนต์ด้วยจูบจาก True Love

โอ้ มันสวยมากเลยนะ ฉากป่าโบราณและหมู่บ้าน (มุมกว้าง) ในยุโรป คอสตูม แล้วก็ การเพอร์ฟอร์ม Matt เล่นเป็นคนที่เขาไม่ใช่ (แต่ใกล้เคียงนะ ดิฉันว่า) แต่ Heath เล่นเป็นคนที่เรายังไม่เคยเห็นเค้าเป็นแบบนี้เลย (ก็เคยดูแค่ Brokebackฯ กับ Candy ซึ่งต่างกับบทบาทในเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง) ไม่น่าเชื่อว่าเขาทำได้จริง ดิฉันน่ะ เชื่อสนิทกับบทหนุ่ม nerd ไม่มั่นใจในตัวเอง แล้วก็อ่อนไหว เป็นบทที่ส่งบทพี่สุดๆ เลย

ดูๆ ไปก็อดเสียดาย Heath Ledger ซึ่งในเวลานั้น-หรือแม้แต่ในวันนี้ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ กำลังแข็งแรง สดใส แล้วก็มีอนาคตที่ดีรออยู่ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ต่อไปนี้ถ้าคิดถึงก็คงจะต้องหาหนังไม่กี่เรื่องที่คุณเล่นไว้มาดูซินะ

ไปดีนะจ๊ะ









***โปรดอย่าถือว่าบทความนี้เป็นการรีวิวหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ เพราะมันเป็นเพียงแต่บันทึกความประทับใจจากหนังที่ได้ดู-ซึ่งอยากจะแชร์กับเพื่อนบ้าง-เท่านั้นเอง***