วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ว่าด้วยข้อดี

อะไรๆ ก็มีข้อดี

 

ตัวดำก็มีข้อดี: ไม่เป็นฝ้าง่าย แถมถ่ายรูปขึ้น

ตัวขาวก็มีข้อดี: ขาวใส ใครๆ ก็รัก

อ้วนก็มีข้อดี: ขึ้นบีทีเอสก็มีคนลุกให้นั่ง ป้าขายข้าวแกงก็ให้ข้าวเยอะเพราะคิดว่าท้อง

ผอมก็มีข้อดี: ดูบอบบาง เลยไม่มีใครใช้ทำงานหนัก

แก่ก็มีข้อดี: ใครๆ พร้อมใจกันเรียกป้า ไม่กล้าเล่นหัว

สาวก็มีข้อดี: ป๋าๆ ให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษ

สวยก็มีข้อ: เลือกได้

คัพดีก็ดี: ไม่เคยอยู่นอกสายตาของใคร

คัพเอก็ดี: แต่งตัวง่าย ไม่ใส่บราก็ได้ ไม่มีใครรู้

ขี้เหร่ก็มีข้อดี: คนที่เข้ามาถึงตัวคือคนไม่สนใจเปลือก

ผมสั้นก็ดี: เบาสบายหัว ไม่ต้องหวี หรือคิดว่าวันนี้จะทำทรงอะไร

ผมยาวก็ดี: เป็นที่หลงใหลของชายส่วนใหญ่

ทำศัลยกรรมก็ดี: สวยได้ดังใจ

ไม่ทำศัลยกรรมก็ดี: สวยธรรมชาติ

พูดมากก็ดี: เพื่อนไม่ต้องเหนื่อยหาเรื่องพูด

พูดน้อยก็ดี: เพื่อนจะได้พูดให้ฟัง

เครียดก็ดี: เป็น Drive ให้ชีวิต

ไม่เครียดก็ดี: ชีวีหรรษา

ตื่นเช้าก็ดี: เหมือนวันนี้มีเวลามากขึ้น

ตื่นสายก็ดี: ไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าเช้านี้จะกินอะไร

ออกกำลังกายก็ดี: ร่างกายฟิต เฟิร์ม แข็งแรง

ไม่ออกกำลังกายก็ดี: ไม่เหนื่อย

มี iPod ก็ดี: มีเพลงเพราะฟังทุกที่ ทุกเวลา

ไม่มี iPod ก็ดี: ได้อยู่กับตัวเองซะบ้าง

มีมือถือก็ดี: คิดถึงเมื่อไหร่ บอกได้ทันที

ไม่มีมือถือก็ดี: จะได้เขียนจดหมายหวานๆ

ใส่ยีนส์ก็ดี: simple chic

ใส่กระโปรงก็ดี: เซ็กซี่ น่าถอด

ใส่ส้นสูงก็ดี: ใส่แล้วอกผึ่ง ก้นตึง หลังตรง

ใส่ผ้าใบก็ดี: สบายทีน เดินได้ไม่มียั่น

มีรถก็ดี: ไปไหนไปได้ เท่าที่มีตังค์จ่ายค่าน้ำมัน

ไม่มีรถก็ดี: ไม่ต้องเสียตังค์จ่ายค่าที่จอดรถ

ขึ้นบีทีเอสก็ดี: ไว+ผู้โดยสารหน้าตาดี

ขึ้นรถเมล์ก็ดี: ถูก และบางสายก็ขับไวน้องๆ รถไฟฟ้า

ขี่มอไซค์ก็ดี: ซอกแซกได้ทุกที่ ไม่มีติดแหง็ก

ขับรถคันเล็กก็ดี: จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ขับรถคันใหญ่ก็ดี: ทุกคนในรถนั่งสบาย

ใช้กล้อง SLR ก็ดี: ได้คิดอย่างลึกซึ้งก่อนถ่าย แถมได้มีความสุขกับการรอคอย และลุ้น

ใช้กล้อง DSLR ก็ดี: ถ่ายได้เท่าที่อยากจะถ่าย ได้ความสุขเชิงปริมาณ แถมเห็นรูปเลย ไม่ต้องลุ้น

มองเห็นก็ดี: โลกนี้มีแต่ภาพมหัศจรรย์

ตาบอดก็ดี: จะได้ใช้ใจมอง

หูดีก็ดี: ได้ยินเสียงหัวใจเต้น

หูหนวกก็ดี: สัมผัสถึงหัวใจเต้น

ทะเลก็ดี: ทะเลจะสวมกอด บอกลมให้พัดพา หาทางออก

ภูเขาก็ดี: มีทะเลหมอก

หนาวก็ดี: จะได้กอดกันแก้หนาว

ร้อนก็ดี: สาวๆ ใส่เสื้อสายเดี่ยว

ฝนตกก็ดี: เผื่อได้เห็นรุ้ง

มีแฟนสวยก็มีข้อดี: มองไปทีไร เห็นแต่ภาพจำเริญหู จำเริญตา

มีแฟนขี้เหร่ก็มีข้อดี: ไม่ต้องมีหนุ่มส่งสายตามากะลิ้มกะเหลี่ยแฟนเรา

มีแฟนฉลาดก็มีข้อดี: ชี้แนะเราได้

มีแฟนโง่ก็ดี: เราจะได้ชี้แนะบ้าง

มีแฟนรวยก็ดี: ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องเงิน

มีแฟนจนก็ดี: ไม่ต้องเก๊กซิมกับกองมรดกอันไพศาล

มีแฟนสาวก็ดี: สดใส ดึ๋งดั๋ง

มีแฟนแก่ก็ดี: มีประสบการณ์ เข้าใจโลก

มีแฟนก็ดี: มีคนคนหนึ่งให้เปิดเผยทุกสิ่งอย่างในชีวิต

ไม่มีแฟนก็ดี: ชีวิตอิสระเต็มร้อย จะถักผ้าพันคอให้ใครก็ได้ ใครกล้าว่า?

ซื่อสัตย์ก็ดี: ภูมิใจในตัวเอง

ไม่ซื่อสัตย์ก็ดี: มีโอกาสไปทัวร์นรก

เป็นเกย์ก็ดี: ที่ได้ซื่อสัตย์กับตัวเอง

เป็นไบก็ดี: ชีวิตนี้มีแต่กำไร

 ถึง ก็ดี: ได้เห็นดวงดาว

ไม่ถึงก็ดี: จะได้รู้ว่าที่ตรงนี้ไม่มีดาว

ขอก่อนจูบก็ดี: “ผู้ชายคนนี้น่ารักจัง

ขโมยจูบก็ดี: ตื่นเต้นมั่กๆ

บอกรักก่อนก็ดี: แสดงความจริงใจ

เก็บความรู้สึกไว้ก็ดี: ถ้าบอกไปแล้วใจต้องช้ำ

รู้มากก็ดี: ดีกว่าระเริงกับชีวิตโดยไม่รู้อะไรเลย

ไม่รู้อะไรก็ดี: ไม่รู้ก็ไม่ต้องช้ำ

คิดมากก็ดี: ดีกว่าไม่รู้จักคิด

ไม่คิดมากก็ดี: ไม่ต้องเจ็บปวด

จำไว้ก็ดี: จะได้ไม่ลืมง่ายๆ

ลืมได้ก็ดี: ใจโปร่ง โล่งสบาย

ทิ้งเขาก็ดี: ไม่ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซัง

ถูกทิ้งก็ดี: มีแต่คนสงสาร

 

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ナナกับ はち

ดิฉันมักเป็นคนเดินตามฝุ่นชาวบ้านเขาเสมอ


คือถ้าในโมเมนท์นั้นมีประเด็นอะไรที่ชาวบ้านเขากำลังฮิตหรือสนใจ ดิฉันก็จะแอนไท หันหลังให้ แล้วก็ไม่สนใจ แต่พอเวลาผ่านไป ชาวบ้านหันไปฮิตเรื่องใหม่ ดิฉันก็จะแอบย่องเข้าไปดูอย่างเงียบๆ


ด้วยเหตุนี้ ก็เลยได้ดูหนังเพื่อนสนิท กับแฟนฉัน และไททานิกช้าไปประมาณ ปีสองปี
(เฉพาะเรื่องหลังนี้รอดูทางบิ๊กซินิม่า แฟนฉันกับเพื่อนสนิทดูเป็นแผ่น ด้วยความอนุเคราะห์จากเพื่อนไม่สนิทมากเท่าดากานดากับไข่ย้อย)

ล่าสุดนี่ก็ได้เพิ่งได้รับความอนุเคราะห์จากเสริม (ผู้จำเป็นต้องเรียกตัวเองว่า ซังชิริจัง (Sanshiri) ในภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากในภาษาญี่ปุ่นไม่มีตัวหนังสือที่จะผสมกันแล้วอ่านออกมาว่า เ-สิ-ม) เพื่อนสนิทเพศเดียวกัน ที่มาเจอะกันเอาเมื่อโตแล้ว คือในรั้วมหา'ลัย


จับคู่ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยกัน ทั้งๆ ที่เพื่อนเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ และแสนขยัน แต่ดิฉันก็เป็นอย่างที่คนรู้จักรู้กันดีมักจะย้อนถามเสมอหลังจากดิฉันเล่าถึงความลำบากยากแค้นในการเรียนภาษาใหม่ภาษานี้ว่า

"แล้วแกไปเรียนทำไมวะ?"

by the way เพื่อนเสริมก็พยายามสร้างกำลังใจและแรงจูงใจ ตลอดจนแรงบันดาลใจให้ดิฉันเสมอ ล่าสุดชีก็เอาดีวีดีนานะมาให้ดู

อันว่านานะนี่มันเป็นหนังกระแสฮิตตั้งแต่ปีก่อนหรือไงไม่แน่ใจ แต่ตอนที่มันฮิตนั้น ดิฉันเซ็ง ก็เลยไม่สนใจจะไปดู ทุกวันนี้ก็เลยเป็นพวกขาประจำลิโด้ พึงพอใจอย่างยิ่งที่จะได้ดูหนังที่ไม่ค่อยมีชาวบ้านไปดูกันนัก
สรุปคือได้ดูนานะช้ากว่าชาวบ้านชาวเมืองตามเคย

ทว่า

ดูแล้วก็ชอบอยู่ไม่น้อย ว่าจะดูซ้ำอีกซักรอบสองรอบให้มันคุ้ม (พอดีดีวีดีเรื่องนี้เขาทำดี ทำ subtitle เป็นภาษาญี่ปุ่นมาซะด้วย-เริ่ศซะไม่มี) ชอบใจตรงที่มันเล่าเรื่องแบบ "เพื่อนๆ" ที่เป็น "ผู้หญิงๆ" ได้กินใจดี
หนังแนวนี้ฝรั่งก็ทำมาเยอะอยู่ แต่ออกจะไม่หนังฝรั่งสตรีผู้ใหญ่ (แบบเต็มไปด้วยปัญหาลูกผัวและยาเสพติดรุงรัง) ก็จะเป็นฝรั่งสตรีทีนเอจ (แบบแย่งผู้ชายหรือแย่งกันเด่นดังในไฮสคูล) แต่หนังเพื่อนผู้หญิงยังไม่ค่อยมีกินใจและมีมากเท่าหนังมิตรภาพระหว่างเพื่อนผู้ชาย

ชอบนานะตรงที่มันพูดถึงชีวิตผู้หญิงตอนที่ก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่

มีสังหรณ์ว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่ดูได้หลายๆ รอบ และแต่ละรอบจะเก็ตบางสิ่งบางอย่างต่างกันไป
ไว้จะลองกลับมาเล่าให้ฟัง

เพิ่งเล่าให้เสริมฟังว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้ 1 ที ให้เสริมเดาว่าตอนไหน เสริมไม่เดา แต่เล่าว่าตัวเองร้องตอนไหม ปรากฏว่าเป็นตอนเดียวกัน

เลยยิ่งรู้สึกดี

กลับมาคุยกันว่าใครจะเป็นนานะ ใครจะเป็นฮาจิ

(คนเคยดูแล้วไม่งงใช่ไหมว่าตอนแรกนางเอก 2 คน ชื่อนานะเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ อีกคนถูกเรียกเป็นฮาจิ ก็นานะ ナナ มันหมายถึง 7 (และคงมีความหมายอื่นด้วย) นานะพังก์ก็เลยเรียกนานะแบ๊วว่า はち-ฮาจิ ซึ่งแปลว่า 8 ไง)

เนื่องจากเสริมเห็นว่าไหนๆ ดิฉันก็เพิ่งซื้อรองเท้าส้นสูงมากๆ (ซึ่งเสริมเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ของสาวแหวว) จึงเห็นว่าควรเป็น はち

ดิฉันก็เห็นว่าไหนๆ เสริมชอบเรน (แฟนของนานะพังก์) นัก เลยยกให้เสริมเป็น ナナ

เรื่องก็เลยลงตัวด้วยเหตุนี้

เดี๋ยวนึกได้ว่ามีหนังมิตรภาพผู้ชายเรื่องไหนที่เคยดูแล้วรู้สึกกินใจแล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ อ่อ เสริมบอกจะเอาการ์ตูนนานะมาให้ดูด้วย ดีจัง






ป.ล.1 ナナ เป็นหนังที่ใส ดูแล้วหัวใจผ่องแผ้ว นอกจากนั้นภาพก็สวยมาก ฉากที่ชอบที่สุดคือที่ capture มาฝากนี่แหละ ช่วงเวลาในอ่างน้ำ 
สวย หวาน และอบอุ่นมากในความรู้สึก

ป.ล. 2 ชื่อ はち -ฮาจิจัง (แปลว่าผึ้งก็ได้) นั้น พบว่ามักถูกนำไปตั้งเป็นชื่อสุนัข-น่ารักโนะ

 


วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

Blood Diamond, Millionaire’s Stuff, The Kingdom และความเจ็บปวดของมนุษยชาติ

ใครคืนคนแรกที่ค้นพบเพชร

ใครเป็นคนคิดค้นวิธีเจียระไนเพชรให้ส่องประกายจับตาผู้หญิง

ใครบอกโลกว่าต้องหมั้นผู้หญิงด้วยเพชร

ใครเป็นคนเริ่มต้นปั่นราคาเพชร

ซึ่งเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะแอฟริกา

ใครกันที่หาญกล้า ริเริ่มนำเพชรมาประดับของเล่นต่างๆ

ใครบอกว่า iPod ที่ประดับเพชรจนพราวไปหมดนั้น คูลสุด

ใครอุตริเอาเพชรไปใส่ไว้ในแป้นกดของแซกโซโฟน

(ให้ตายเหอะ แซกโซโฟนฝังเพชรจะเปลี่ยนคนเป่ากลายเป็นจอห์น โคลเทรนได้อย่างนั้นหรือ?)

ใครกันที่สวมนาฬิกาซึ่งทุกตารางเซนติเมตรของหน้าปัดประดับด้วยเพชร

(เพชรทำให้กลไกนาฬิกาเที่ยงตรงขึ้น หรือว่าช่วยประหยัดพลังงานอย่างนั้นหรือ?)

 

หนัง  Blood Diamond บอกเล่าความเจ็บปวดของผู้คนไม่น้อย ที่เกิดจากความทารุณโหดร้าย ยาเสพติด ความโลภ การแย่งชิง ฯลฯ หลายสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับหัวใจเจ้าของเรื่อง และคนรู้เรื่อง

หลายสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นจากภาพเพียงภาพเดียว

ประกายตาของหญิงสาวซึ่งจับอยู่ที่แหวนเพชรในนิ้วนางข้างซ้าย มีชายหนุ่มที่รักเธอยืนเคียงข้างในร้านทิฟฟานี

Blood Diamond บอกว่าโศกนาฏกรรมในแหล่งเพชรที่แอฟริกาใต้จะไม่มีวันจบสิ้น

ถ้าผู้หญิงยังไม่เลิกบ้าเพชร

 

ในเวลาเดียวกับที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งในโลกบ้าเพชร

ผู้คนบางกลุ่มในโลกก็กำลังบ้าอุดมการณ์บางอย่าง

เขาหว่านล้อม ปลุกระดมให้คนอื่นๆ เชื่อเช่นเดียวกัน

จนสามารถทำทุกอย่างเพื่อที่จะบรรลุถึงจุดหมายนั้น

ทุกอย่าง แม้การประหัตประหาร คน ที่มีความเป็นคนเหมือนตัวเอง

เป็นลูกมีพ่อมีแม่ เป็นคนที่มีคนรัก มีความฝัน และมีภาระหน้าที่ เหมือนตัวเอง

หนัง The Kingdom ทำให้คนดูเศร้า

เศร้าที่ได้เห็นภาพจำลองของแผนการลงโทษคนบางคน เรื่องบางเรื่อง ด้วยชีวิตคนบริสุทธิ์

เรื่องราวจากสามจังหวัดชายแดนใต้ทำให้คนไทยน้ำตาไหล

เพราะรู้สึกเจ็บปวด

การลอบฆ่า รุม และทำร้ายคนบริสุทธิ์ 

การทำให้เด็กเป็นกำพร้า ผู้หญิงเป็นม่าย พ่อแม่ต้องจัดงานศพให้ลูก

การทำให้เหย้าเรือนถูกทิ้งร้างเพราะความกลัว

อย่างนั้นคือชัยชนะหรือ

 

งานแสดงสินค้าสำหรับมหาเศรษฐีมีสาระอันใดบ้าง?

สิ่งของเหล่านี้สร้างสันติภาพให้โลก?

สิ่งของเหล่านี้ทำให้ทุกภูมิภาคมีกินอุดมสมบูรณ์?

หรือมันช่วยยกระดับศีลธรรมในจิตใจมนุษย์?

สิ่งของเหล่านี้จุดประกายความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในโลก?

หรือว่ามันทำให้มนุษย์รู้จักให้เกียรติคนอื่น เช่นเดียวกับที่เขาให้เกียรติตนเอง?

 

??

 

นี่เรากำลังทำอะไรกันอยู่????

 

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

อากาศกำลังดี

อากาศกำลังดี

ทะเลยามนี้ช่างแสนงดงาม

ก็เลยเอ่ยคำรักเธอออกไป

..อ้ะ ไม่ใช่อย่างนั้น แค่อากาศช่วงนี้ทำให้นึกถึงเพลงนั้นของพี่ปั่น

ช่วงนี้อากาศกำลังดีจริงๆ

ชอบจัง เวลาที่กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิประมาณนี้ ความชื้นประมาณนี้ แดดตอนเช้าอุ่นประมาณนี้

ยิ่งตอนเก้าโมงจะสิบโมง (เห็นเพราะยังไปไม่ถึงที่ทำงานน่ะสิ) เมื่อพระอาทิตย์ทำมุมโพลาไรซ์กับโลก ท้องฟ้าทางด้านตรงกันข้ามกับทิศตะวันออกจะไล่โทนสีฟ้าเข้มไปจนสุด แล้วแดดจะจัดไปตลอดวัน พร้อมๆ กับการพัดมาของลมเย็นบาดผิว ยามเย็นจะมาเยือนอย่างว่องไว พร้อมแดดเจิดจ้าสุดๆ เหมือนเป็นการประกาศให้เก็บไออุ่นสุดท้ายเอาไว้ให้พอนะ เพราะพระอาทิตย์จะไปพักแล้ว (พรุ่งนี้มาเจอกันใหม่) ตกกลางคืน ณ ที่ที่ฟ้ามืดมากๆ (เช่นในป่าแก่งกรุง สุราษฎร์ฯ ที่เคยเห็นตอนไปค่ายอนุรักษ์ฯ สมัยปี 1) เราก็จะมองเห็นดาวดวงโตมากๆ แล้วก็แข่งกันเปล่งประกายพร่างพรายเต็มฟ้าจนไม่อยากละสายตาไปนอนเลย 

ลมแบบนี้ ฟีลลิ่งแบบนี้

แล้วอีกเดี๋ยวถ้าอากาศเย็นลงกว่านี้ สาวๆ ก็จะหาสเว็ตเตอร์สีสวยๆ ออกมาใส่

ในยามค่ำคืน คู่รักก็คงกอดกันนอนให้หายหนาว

อ่า..นึกแล้วอุ่น 

ถึงหน้าหนาวจะหนาวและเหงา แต่ก็รักหน้าหนาวจังนะ

 

 

ป.ล. รักหน้าหนาว แต่ก็รักหน้าร้อนด้วย เพราะหน้าร้อนทำให้ตาเบบูญ่า คูน กับตะแบกแข่งกันบาน แถมยังมีลมว่าวมาหอบว่าวหลากสีขึ้นไปลอยเท้งเต้งบนฟ้า เพราะหน้าร้อนมีสงกรานต์ กับข้าวเหนียวมะม่วง แล้วก็รักหน้าฝนเพราะหน้าฝนทำให้หญ้าระบัดใบ เพราะใครบางคนก็รักหน้าฝนเหมือนกัน และเพราะฝนทำให้คนสองคนได้ใกล้ชิดกัน ใต้ร่มคันเดียว

(ฮิฮิ)

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2550

อันเนื่องมาจากความเครียดของสาวโสด

เนื่องจากดิฉันเป็นคนจัดได้ว่ามีพรสวรรค์ในการวิตกกังวล


สามารถวิตกกังวลได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เดือนนี้เมนส์จะมาช้ากี่วัน กลัวฟันผุ กลัวเป็นมะเร็ง ไปจนถึงกลัวอาวุธชีวภาพ (เวลาขึ้นรถไฟใต้ดิน) โลกร้อน และโฟมที่จะอยู่ไปจนรุ่นหลานของลูก


ด้วยเหตุนี้ กว่าจะตัดสินใจทำไรใหญ่โต (ในความคิดของตัวเองได้) ก็ต้องใช้เวลา กำลังใจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยกันหนุนให้ลงมือปฏิบัติเสียที

หนังเรื่องใหม่ของพระเอกในดวงใจเข้ามานานหลายอาทิตย์แล้ว แต่ก็มีเหตุให้ไม่ว่างพอจะมีอารมณ์วิ่งจู๊ดไปดูเสียที กอปรกับสิ่งที่ทำอยู่เป็นวัตร คือการบริจาคโลหิตทุก 6 เดือน ซึ่งครบกำหนดมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่มาถูกหมอบู๋ทัดทานเอาไว้ด้วยการให้ยาแอนตี้ไบโอติกนานเป็นชาติ มาได้จังหวะหมดกรรมหมดเวรเอาช่วงอาทิตย์นี้ พอดีกัน

ไหนๆ จะไปดูหนังที่ลิโด้ (หนังรอบเช้าเสาร์อาทิตย์แค่ 80 บาทจ้ะ) ก็ไปต่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เสร็จแล้วก็ไปต่อที่คณะทันตะฯ จุฬา ตรวจอาการตุบๆ ตื้ดๆ ที่ประสาทฟันทั้งๆ ที่ไม่มีรอยผุตรงไหน ซึ่งทำให้เครียดมานานว่ามันเป็นไรของมัน (วะ) ให้เสร็จๆ ไปเสียทีดีไหม

โปรแกรมวันนี้ก็เลยแสนจะแน่น  ที่สำคัญคือเครียด  แต่ก็ทำให้ได้รู้อะไรดีๆ ดังต่อไปนี้
1.  the Kingdom เป็นหนังแอ็กชั่นที่สนุกมาก  บทดี  CG ดี โดยเฉพาะฉากรถชนกลิ้งแปดตลบบนถนน และจบดี จริงๆ ก็ชอบดูเจมี่ทุกซีน แต่ชอบการแสดงในฉากจบเรื่องที่สุด จบแบบนั้นบอกอะไรหลายๆ อย่างที่ sentimental และคลาสซี่ในความรู้สึก เป็นหนังอีกเรื่องที่ไมเคิล มานน์ มีส่วนมากมาย (แกเป็นโปรดิวเซอร์) ดูก็รู้ แต่แม้ไม่ค่อยปลื้มกับมุมกล้องแฮนด์เฮล (ป้าดูแล้วปวดเศียร) ก็ยังอยากบอกแกว่ายังชอบที่จะดูหนังของแกอีกต่อไป โดยยังไม่มีวี่แววจะเบื่อแต่อย่างไร (ไม่แน่ใจว่าเจมี่จะคิดเหมือนกันไหมอ่ะนะ)-ขอบคุณตัวเองที่พาตัวเองไปดูเสียทีว่ะ
2. กับข้าวที่โรงอาหารคณะทันตะฯ จุฬา ถูกและอร่อย วันหลังเราไปกินแหนมเนืองกันหลังหนังรอบเช้านะคะป้าอ้อยขา-ขอบคุณพี่ผึ้งที่ชี้ทาง
3. วันนี้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติคนน้อยมาก พยาบาลเหงากันจะแย่ แต่เลือดก็ยังไม่พอใช้ (สงสัยเค้าแห่กันไปโรงพยาบาลศิริราชหมด) ดังนั้น ถ้าใครสุขภาพพร้อม เวลามี แวะๆ ไปบริจาคโลหิตกันหน่อยนะตัวเอง
4. ผิดกับที่กาชาด เพราะที่คลินิกนอกเวลาคณะทันตะฯ จุฬา คนบานตะไท นั่งรอด้วยใจตุ๊มต่อมๆ อยู่นานมาก จะวาย (คือว่าตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวตนก็มีหมอฟันกับตุ๊กแกนี่แหละที่กลัว ถึงแม้ทั้งสองสิ่งจะทำให้ออกอาการต่างกันไปคนละทิศทาง) ในที่สุดก็ได้ตรวจ ไม่มีฟันผุเหมือนกัน (ฮ่าฮ่า) แถมหมอยังชมว่าฟันสะอาดดี มีสึกนิดหน่อย ไม่รุนแรง เข้าใจว่าสึกจากการบดเคี้ยวนะ พอเล่าอาการว่ามาตรวจว่ามีฟันผุไหม แล้วก็มีอาการตื๊ดๆ แต่วๆ บางทีก็บึ๋งๆ เป็นบางโอกาสที่ประสาทฟัน ไม่ใช่ตัวฟันแบบคนฟันผุ (อันที่จริงฟันผุจะปวดไงก็ไม่รู้หรอก เพราะยังไม่เคยผุจนปวด) หมอก็ออกจะงงๆ ตรวจด้วยตาแล้วบอกว่าไม่มีไร แต่ก็ส่งเข้าห้องเอ็กซ์เรย์เพื่อจะดูฟิล์ม ซึ่งเมื่อเห็นแล้วหมอก็บอกว่าปกติดีนี่ ก่อนจะสรุปว่ามันน่าจะเป็นเอฟเฟคท์ของการถอนฟันคุด -เอิ่ม ถอนไปจะครบปีแล้วนะคะเนี่ย
พอถามว่าวันจะเกี่ยวกับการนอนกัดฟันไหมคะ หมอก็ส่งเสียงถามไปที่เตียงหมายเลข 10 ว่าหมอจะรับคนไข้ไหม ปรากฏว่าเตียงนั้นตอบกลับมาว่าให้ส่งชาร์ตไป ดิฉันก๊อเลยต้องพบหมอกัดฟันจนได้ (เฮ้ออออออ หยอง) โดยต้องออกไปนั่งรอใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อีกพักใหญ่
4. การเอ็กซ์เรย์ฟันนั้นช่างมีหลายรูปแบบ ปีก่อนตอนจะผ่าฟันคุด โดนไป 2 แบบ คราวนี้โดนอีกแบบ เข้าใจว่ายังไม่จบเพราะเห็นโปสเตอร์หน้าห้องบอกว่ามีแบบ CT ด้วย
5. หมอกัดฟัน (รู้สึกว่าชื่อเฉพาะทางแบบเป็นทางการคือ "ข้อต่อและขากรรไกร") ชื่อคุณหมอพิชญา หน้าตาน่ารักมาก คุยไปก็หัวเราะไป เห็นหน้าหมอแล้วคิดว่าต้องใช่คนที่พี่ผึ้งบอกว่าเป็นลูกนางสาวไทยแน่ ก็กะไว้ในใจว่ามีโอกาสจะถาม
หมอถามว่ารู้ได้ไงว่าตัวเองนอนกัดฟัน ก็บอกว่ารู้สึก 3 พี่น้องจะนอนกัดฟันกันทั้งบ้าน
แล้วตอนนี้ยังกัดอยู่ไหมคะ-หมอถามอีก คำถามนี้ทำให้อึ้ง เพราะว่านอนคนเดียวมานานแล้ว

ว่าแล้วหมอดูฟันและมีความเห็นที่เป็นการมองต่างมุมกับคุณหมอที่ตรวจโอพีดีที่เจอคนแรก เพราะแค่ปราดเดียวก็ชี้ให้เห็นรอยสึกที่ฟัน แล้วอธิบายว่าถ้าปล่อยไปมันอาจทำให้ฟันแตก เห็นไหมคะมีรอยร้าวเป็นเส้นบางๆ ที่ฟันด้วย (โอย เครียดอีก) คุยๆ กันแล้วก๊อเลยตกลงว่าจะทำการรักษา โดยการพิมพ์ฟันเพื่อจะสร้าง "เฝือกฟัน" สวมครอบฟันบนเอาไว้ตอนนอน เพื่อเป็นกันชนไม่ให้ฟันเสียดสีกันเอง ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงฟันยางของนักมวยดู นั่นหล่ะ มันจะเป็นอย่างนั้น แต่มันจะไม่ใช่ยาง น่าจะเป็นเรซิ่นนะ ถ้าจำไม่ผิด
6. ทีนี้ต่อไป ดิฉันก็จะต้องเรียนรู้ที่จะหลับโดยที่มีวัตถุแปลกปลอมอยู่ในปาก ซึ่งยังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอุปสรรคกับชีวิตรักไหม (ถ้าเกิดวันหน้ามีโอกาสจะมีชีวิตรักอ่ะนะ)
7. รู้ราคาเฝือกแล้วก็เป็นเครียดอีก เป็นเงิน 4,000 บาทจ่ะ แต่ให้แบ่งจ่ายได้ 2 ครั้ง วันนี้ก็เลยจ่ายไปทั้งสิ้น 2,080 บาท  (หมอเค้าไม่ยักคิดค่าตรวจแฮะ) พอเล่าให้พี่ผึ้งฟังแล้วพี่ผึ้งบอกโรงบาลชั้นถูกกว่าอีก แค่สองพันแปดเอง (กรี๊ดดดดดดดดดดด) พอกรี๊ดเสร็จพี่ผึ้งก็บอก ทำที่นั่นแหละดีแล้ว ราคาเค้า reasonalble แล้วหมอก็เก่งเฉพาะทาง-เอ๊ะยังไงคะพี่
8. ได้พบว่าสิ่งที่น่าขยะแขยงกว่าการเอ็กซ์เรย์ฟันก็คือการพิมพ์ฟัน ดีที่เคยมาแล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้มีอ้วกใส่คุณหมอคนสวยแน่ เล่นโดนไปทั้งหมด 4 ครั้ง เพราะว่าคุณผู้ช่วยผสมวัสดุมาไม่ได้ส่วนตั้ง 2 ครั้ง นึกแล้วบึ๋ย!
9. พอพิมพ์ฟันมาราธอนเสร็จ (หมอปล่อยมุกว่าเห็นไหม ได้แถมตั้ง 2 ที-เอิ่ม หมอคะ เปลี่ยนเป็นแถมอย่างอื่นได้ป่าว) ก็ได้เวลาถามคุณหมอคนสวย
"หมอคะ คุณแม่หมอเป็นนางสาวไทยหรือเปล่าคะ" หมอก็อึ้งไปแป๊บ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะคิกๆ แบบผู้หญิงน่ารักว่า ไม่ใช่ค่ะๆ คุณแม่เป็นนางสาวไทยนั่นอาจารย์ (หมายถึงหมอ) อีกคนหนึ่ง
10. ทำน้องหน้าแหกเลยนะคะพี่ผึ้ง


วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เกิดสงครามพันครั้ง..เด็กก็ยังสวยงาม


เด็กอะไร เกิดมาก็ตัวโต-ตึงมาเบ็ดเสร็จแล้ว


อัลบั้มรวมรูปเด็ก 'เปรี้ยว'

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เชื่อไหม ใน '6 degrees of separation'?

บนโลกนี้ มีคนเป็นล้านคน
ทุกคนมีเป็นล้านใจ ฉันก็ไม่ใช่ใคร ก็แค่คนหนึ่ง
โลกเราดูช่างกว้างใหญ่
ท้องฟ้าดูช่างกว้างไกล เธอแปลกใจบ้างไหม

.......

คือเรื่องมหัศจรรย์ ที่เราได้พบกัน
คือเรื่องมหัศจรรย์ ที่ฉันได้รักเธอ
........

เคยได้ยินเรื่อง 6 degrees of separation ไหม ที่เขาเชื่อว่าคนทุกคนในโลกใบนี้สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้โดยไม่เกิน 6 ทอดความสัมพันธ์
เช่น แฟนเก่าของเรากับแบรด พิตต์ ซึ่งมันเป็นไปได้โดยการที่...
แฟนเรามีพ่อเป็นคนเขมร (ทอดที่ 1)
พ่อของแฟนมีศักดิ์เป็นอาของผู้ชายคนหนึ่ง (ทอดที่ 2)
ซึ่งผู้ชายคนนี้คือพ่อที่แท้จริงของน้องแมดด็อกซ์ (ทอดที่ 3)
ผู้ซึ่งถูกขอไปเลี้ยงเป็ฯบุตรบุญธรรมของคนสวย แองเจลิน่า โจลี (ทอดที่ 4)
ซึ่งเป็นซะมีของพ่อหนุ่มแบรด พิตต์นั่นเอง (ทอดที่ 5)


เห็นไหม โยงกันแค่ 5 ทอดเท่านั้น

อ่า...
หลายคนเคยได้ยินแล้ว คนที่ได้ยินแล้วบ้างก็เชื่อ บ้างก็ไม่เชื่อสินะ
ฉันเอง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในประเด็นเรื่อง "ไม่เกิน 6 ทอดความสัมพันธ์" แต่เชื่อว่าทุกคนในโลกเชื่อมโยง
ได้จริง
ยิ่งมาเล่นใน multiply ซึ่งจะบอกเราตลอดว่าคนที่เราเข้าไปดูอัลบั้ม อ่านบล็อกนั้น มีความสัมพันธ์โยงใยกับเราได้อย่างไร

มันเป็นเรื่องน่าประทับใจนะ ถ้าจะคิดว่าผู้คนกว่าแปดพันล้าน (หรือเปล่า) ในโลกนี้ ที่แท้ก็เชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือด แต่ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ฯลฯ

น่าประทับใจจริงๆ


ป.ล. รูปนี้ไม่เกี่ยว'ไรกับเรื่องที่เขียน แค่เป็นภาพที่เห็น (ไม่สวยเท่าสักกระผีกของปีกริ้นของที่เห็นจริง) มันคือพระจันทร์(เกือบเต็มดวง)ขึ้น เหนือน่านฟ้าใจกลางถนนสุขุมวิท (มองจากหน้าต่างโรงเรียนภาษา) ตอนที่ลมหนาวพัดผ่านมาเยือนกรุงเทพฯ อย่างเอื่อยๆ