แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพื่อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพื่อน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

ความสุขก่อนวันปีใหม่ (1)





                นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทำไมเราควรมีความสุขกันนักหนากับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในเมื่อถ้าเรายังมีโอกาสหายใจในเช้าวันใหม่ ก็เท่ากับเรายังมีวันใหม่ๆ ให้เริ่มต้นกันได้ทุกวัน 

                แต่จะว่าฉันเฉยเมยกับช่วงเวลาที่ใครๆ พากันทำตัวให้มีความสุขก็ไม่ใช่หรอก เพราะฉันก็ทำตัวมีความสุขเหมือนกัน

                ระหว่างวันหยุดยาว 4 วัน ที่หลายคนออกไปเที่ยวไกลบ้าน ฉันจัดการผสมแป้งบราวนี่สำเร็จรูปใส่ถาดอะลูมิเนียมพร้อมเสิร์ฟ อบจนสุกหอม แล้วออกจากบ้าน ไปไกล ไปหาเพื่อน 2 คน ต่างมุมเมือง

                เพื่อนคนแรก ฉันไปเยี่ยมไข้ โชคชะตานำพาเรามารู้จักกันทางมัลติพลาย แลกเปลี่ยนเล่าเรื่องราวของกัน มีโอกาสไปทำอะไรแปลกๆ ฮาๆ แบบไม่ค่อยปกติร่วมกัน ก่อนที่เขาจะป่วยด้วยอาการประหลาด จริงๆ เขาเริ่มป่วยมาตั้งแต่ก่อนเราจะรู้จักกันเสียอีก ด้วยอาการเนื้องอกในสมองแบบแปลกๆ ที่ปรากฏขึ้นหลายตำแหน่ง บางตำแหน่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญและสุ่มเสี่ยงในการจะผ่าตัดออก หมอไม่อาจเข้าใจชนิดของเนื้องอกนี้ จึงไม่สามารถให้การรักษา หรือหยุดยั้งมันได้ เท่าที่ทำได้ เข้าใจว่าจะเป็นเพียงการบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ณ ตอนนั้นๆ

                ราวสามปีก่อนหน้า เป็นวันก่อนปีใหม่เหมือนกัน ฉันได้ไปเยี่ยมเขาที่บ้านหลังหนึ่ง อาการวันนั้นคงจะดีกว่าวันนี้ตรงที่เขายังพอพูด เล่าเรื่องอะไร บอกอะไรให้เรารับรู้บ้าง แต่ล่าสุดนี้ที่บ้านของพี่ชายที่อยู่ห่างออกไป เขาพูดลำบากขึ้นมาก ถึงขั้นที่แม้คนใกล้ชิดก็ยากจะฟังออกว่าเขาต้องการบอกอะไร การสื่อสารจากเขาในตอนนี้เป็นการจิ้มพิมพ์คำในโน้ตแพดของแท็บเล็ต ..โชคดีที่มือขวาของเขายังใช้ได้

                ได้เห็นอาการของเขา ยังไม่รู้สึกใจหายเท่ากับได้เห็นคุณแม่ สามปีก่อน คุณแม่คือกำลังหลักในการดูแลลูกชายคนนี้ จำได้ว่าวันนั้นคุณแม่คุยกับเราผู้ไปเยี่ยมยาวนาน เล่าเรื่องต่างๆ แต่หนหลัง เรื่องราวที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งและเป็นนักสู้ของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ คนที่ในคราวนี้เธอตัวเล็กลงกว่าเดิมอีกมากเพราะอาการป่วย คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ท่านนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร มีสายออกซิเจนช่วยหายใจ ท่าทางจะเหนื่อยอ่อนขณะพยายามกินอาหารในชามเล็กๆ ของท่าน บอกให้ฟังว่าไม่รู้รส และไม่อร่อยเลย ฉันเชียร์ได้แต่ให้ท่านกินอีกนิด เพื่อที่จะได้มีแรงสู้กับโรค

                อิ่มข้าวแล้วคุณแม่หยิบชิ้นงานโครเชต์ขึ้นมาถัก ฉันชวนคุย ท่านว่า เป็นหมวกสำหรับถวายพระ 2 วันถักได้ 1 ใบ “ถักไปเรื่อยๆ จะได้ไม่คิดมาก” ฉันยิ้ม และอนุโมทนาบุญกับท่าน

                บราวนี่ที่ฉันอบไปเป็นสูตรฝรั่ง มันทั้งหวานและเข้มข้น พี่ชายเพื่อนชิมแล้วบอกว่าหวาน แต่ฉันเห็นเพื่อนของฉัน ค่อยๆ ใช้ส้อมเล็มบราวนี่ชิ้นใหญ่ที่ฉันแบ่งให้ ส่งเข้าปากตัวเองช้าๆ อย่างต่อเนื่อง สลับกับหยุดไอเพราะสำลัก ..ใช่แล้ว ตอนนี้แม้แต่การเคี้ยวอาหารกลืนก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขา แต่เขายังพยายาม

                มองเห็นเพื่อนกินบราวนี่หวานๆ ของฉันจนหมดชิ้น ฉันมีความสุข โอบกอดเขา กราบคุณแม่ และบอกว่าจะกลับไปเยี่ยมอีก

                ฉันเดินทางข้ามเมือง กลับบ้านตัวเองอย่างมีความสุข

Whatever happens tomorrow, we've had today

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ในสวนศรี






Sanctuary ทางจิตใจที่สงบ แต่ไม่เงียบเหงา
แห่งใดแห่งหนึ่ง ในอำเภอนครชัยศรี นครปฐม



อาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2554

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Larry Crowne : ชีวิตคือการเรียนรู้

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Romantic Comedy


เพื่อนชวนไปดู Larry Crowne รอบพิเศษ หนึ่งวันก่อนหนังฉาย ฉันรีบ search หาข้อมูลแล้วตอบตกลง เพราะอยากหัวเราะ

ไม่ได้ดูหนังที่ทำให้หัวเราะมานานแล้ว

ก็ได้หัวเราะกันจริงๆ ไม่มากหรอก แค่พองาม เพราะนอกจากความขำ หนังเรื่องนี้ทำให้เราเกิดอีกหลายอารมณ์ เพราะจะว่าไปมันเป็นเรื่องค่อนข้างจริง เศรษฐกิจแย่ ถูกเลือกให้เป็นคนไปเพราะเรียนไม่จบปริญญา ตกงานโดยไม่ตั้งตัว บ้าน (หลังใหญ่) ต้องผ่อน รถต้องผ่อน แบงค์ไม่ประนีประนอม และหางานใหม่ไม่ได้

หลายคนที่เจอชะตากรรมเทวดาตกสวรรค์แบบนี้อาจถึงขั้นรับไม่ได้ แต่ดีที่ แลรี่ คราวน์ (ทอม แฮงก์) ผู้มีประสบการณ์บนเรือรบที่ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านมหาสมุทรนานถึงยี่สิบปี ในฐานะพ่อครัว เป็นคนมองโลกในแง่ดี รถเอสยูวีคันใหญ่บริโภคน้ำมันมากนัก เขาเลยยกแอลซีดีทีวีจอใหญ่ไปให้เพื่อนบ้าน แลกเอาสกูตเตอร์ยามาฮ่ายุค’ 70 เติม 2 ลิตรกว่าๆ ก็เต็มถังมาใช้ และในเมื่อต้องจบอนาคตทางการงานเพราะการศึกษาไม่มี เขาก็สมัครเรียนในวิทยาลัยชุมชน เลือกเรียนการพูดเพราะอธิการบดีบอกว่าวิชานี้จะเปลี่ยนชีวิตเขา และเศรษฐศาสตร์ ที่เขาอยากเรียน

หลังจากนั้น ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปจริงๆ ในห้องเรียนการพูด 217 เขาพบศาสตราจารย์สาวสวยขี้เมา (จูเลีย โรเบิร์ตส) และเพื่อนร่วมชั้นอีก 9 คน ที่ดูไม่มีแววพอๆ กัน ในห้องเรียนเศรษฐศาสตร์ เขาพบศาสตราจารย์ญี่ปุ่นผู้เคร่งครัด กับทฤษฎีที่ทำให้เขายินดีที่ได้รู้(จัก) แม้จะเป็นชั่วโมงนี้ของชีวิต นอกห้องเรียนเขาพบเพื่อนสาวน้อยที่ชวนเขาเข้าแก๊งค์สกูตเตอร์ ชวนกันออกท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนๆ อื่นๆ ที่ต่างคนต่างช่วยปรับเปลี่ยนชีวิตไร้ชีวาของเขาให้สดชื่น กระฉับกระเฉงขึ้น

คนเรานั้นที่จริงแล้วพึ่งพากัน หนังเรื่องนี้บอกกับฉันแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเป็นฝ่ายให้อยู่คนเดียว หรือเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ เราเรียนตลอดเวลาที่มีชีวิต การเรียนทำให้เรารู้ว่าชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี้มันใช่ หรือไม่ใช่ ถ้ามันใช่ก็ไปต่อ ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่เห็นเป็นไร หยุดแบบเดิมแล้วไปเริ่มแบบใหม่ ถ้าใช่ก็ไปต่อ ไม่ใช่ก็หยุด แล้วเริ่มใหม่ เรื่องมันมีแค่นี้

ฉันเองก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากหนังเรื่องนี้ ว่าความสุขจากการดูหนัง บางทีก็มาจากความรู้สึกผ่อนคลาย และรื่นรมย์ต่อเรื่องเบาๆ เรียบๆ ง่ายๆ ได้เหมือนกัน



บันทึก:
• โชคดีที่ฉันไม่คาดหวังอะไรใหญ่โตจากหนังที่ทอม แฮงก์ โปรดิวซ์เอง กำกับเอง นอกจากนี้ ถึงทอมจะแก่ไปเยอะ แต่ยังคงเป็นผู้ชายมีเสน่ห์ในความรู้สึกของฉัน ส่วนจูเลีย โรเบิร์ตส นักแสดงที่เล่นบทไหนก็เป็นจูเลีย โรเบิร์ตส ก็ยังทำให้ฉันรักเธอได้อีกตามเคย
• หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้อยากอยู่ 2 เรื่อง คือ ทำให้ฉันอยากเข้าชั้นเรียนอะไรสักอย่าง แล้วก็เรียนวิชานั้นร่วมกับเพื่อนให้สนุกไปเลย (บอกตรงๆ ว่าคิดถึงชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเด็กๆ มาก) แล้วก็อยากไปถอยขี่เวสป้าออกมาขี่จริงๆ ...แต่แถวๆ นี้ คงทำไม่ได้มั้ง


วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Code Blue : คุณค่าของเวลาที่เหลืออยู่

Rating:★★★★
Category:Other

หมอนักเรียนทุน 4 คน มาถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อฝึกงานเป็นหมอกู้ชีพที่จะเดินทางไปกับเฮลิคอปเตอร์เมื่อมีการร้องขอ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ขึ้น ฮ. แต่ต้องเป็นคนเก่ง ตัดสินใจได้เฉียบขาด และมีฝีมือ ทั้งสี่จึงแสดงแสนยานุภาพประชันกันเต็มที่

ฉันเกือบจะเอือมอีโก้และการชิงดีชิงเด่นของหมอหนุ่มสาวพวกนี้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ถ้าไม่ไปเจอประเด็นน่าสนใจมากๆ เข้า


จริงๆ จะเรียกว่าเป็นการค้นพบพร้อมๆ กับตัวละครก็ได้ ว่าสาระสำคัญของการที่อาจารย์หมอกดดันลงมาให้หมอฝึกหัดแต่ละคนเข้มงวดเคี่ยวเข็ญกับตัวเอง ฝึกฝนทักษะ เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวดจากความผิดพลาดใหญ่โตไปให้ได้โดยยังมีหัวใจอันเข้มแข็งนั้น แม้ส่วนหนึ่งจะเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งจริง ควรค่าแก่การยอมรับจากคนอื่นจริงๆ แต่ก็ยังจำเป็นต้องเก่ง เพื่อที่จะได้ช่วยชีวิตคนอื่นด้วย

มันน่าคิดดี

ในขณะที่คนบางคนพยายามสุดแรงเกิดที่จะยื้ออีกชีวิตไว้ จะได้มาอีกสัก 3 ปี ครึ่งชั่วโมง หรือเพียงแค่ 10 นาที ก็ยังเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ใช้ร่วมกับคนที่รัก ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก หรือได้สะสางสิ่งที่ยังค้างคาให้สมบูรณ์ ..เราเสียอีกที่หายใจทิ้งไปวันๆ ชินกับการมีชีวิตจนลืมคุณค่าของเวลาที่ยังเหลืออยู่ไปเสียอย่างนั้น


บันทึก :
• ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่คนหน้าตาดี นำเสนอเรื่องราวสนุก เร้าใจ ใช้ศิลปะในการนำเสนอภาพสมจริงบนเตียงผ่าตัดโดยไม่โหดร้ายเกินไปต่อสายตา แต่ยังมีแง่มุมชวนคิดเกี่ยวกับความภาคภูมิใจที่ได้ทุ่มเททำงานและเสียสละเพื่อคนอื่นด้วย (มีสาระตลอดเลยหรอนี่?)
• เพื่อนเลิฟที่ให้แผ่นซีรีส์ Code Blue มา คงเข้าใจว่าฉันชอบยามะพี (Yamashita Tomohisa) นะ...ก็ไม่ได้เกลียดหรอก แต่ Operation Love ซีรีส์เรื่องเดียวที่เคยดูยามะพีเล่นก็ไม่ถึงกับทำให้รัก
• ที่ไหนได้ หลังจากเริ่มดู Code Blue ก็เริ่มรักยามะพีขึ้นเรื่อยๆ นึกนับถือว่านักแสดงญี่ปุ่นนี่มันช่างทุ่มเทจริง เป็นหมอเหมือนหมอ เป็นพยาบาลเหมือนพยาบาล ไม่มีใครมีท่าทางเก้งก้างเกะกะขวางตาน่ารำคาญเลย
• ซีรีส์เรื่องนี้สร้างขึ้นมาจากมังงะอีกไหม ทำไมบทที่ยามะพีเล่นถึงได้เหมือนกับถูกเขียนขึ้นมาให้เขาเล่นขนาดนี้
• ไม่รู้ขาประจำซีรีส์ญี่ปุ่นเคยสังเกตเหมือนกันไหมว่าผู้กำกับเขาชอบให้ตัวละครวิ่งกันจังเลย
• การวิ่งมันเป็นสัญลักษณ์อะไรสำหรับคนญี่ปุ่นนะ หรือเพราะมันแค่สวย และดูมี dynamic ?

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Ahiru to kamo no koinrokkâ กับเหตุผลของการมีชีวิตอยู่

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


คุยกับแม่ลูก (อ่อน) สองเมื่อวานนี้เรื่องชีวิต เห็นตรงกันว่าการมีลูกและการเลี้ยงสัตว์ทำให้เราเรียนรู้ที่จะคิดถึงคนอื่น (บ้าง) ไม่ใช่แต่อะไรๆ ก็คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองเหมือนสมัยยังสาว ตอนที่โลกทั้งใบยังหมุนรอบตัวเรา

แม่ลูกสองสำทับด้วย quote คำพูดของศิลปินสุดเซอร์คนหนึ่ง “การมีลูกทำให้เป็นอิสระ” ...เขาหมายถึงอิสระจากการวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องตัวเอง ฉันเถียงไปว่า ไม่จริงเลย ถ้ามันคืออิสระจากการวนเวียนคิดถึงเรื่องตัวเอง เพียงเพื่อจะไปคิดวนเวียนเรื่องลูก (หรือสัตว์เลี้ยงของเรา) แล้วก็พานให้คิดถึงการมีชีวิตอยู่ หัวข้อที่ฉันคิดวนเวียนตั้งแต่รับลูกแมวพิการมาเลี้ยงคู่กับแมวสมบูรณ์ (แล้วก็มีอันว่าแมวที่คิดว่าสมบูรณ์ก็ไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์อย่างที่คิดเสียอีก!) นังหนูสามขาหน้าโง่และแบ๊วของฉันนี่เอง ที่ทำให้ฉันถามตัวเองออกบ่อยไป ว่าถ้ามันเป็นคน มันจะเลือกมีชีวิตอยู่ในสภาพร่างกายแบบนี้ไหม หรือถ้าฉันเป็นอย่างมัน ฉันจะมีหน้าร่าเริงวิ่งสามขาจู๊ดๆ ไล่หลังพี่สี่ขาอ้วนพีดีของมันไปทั่วห้อง เพียงเพื่อจะไล่ฟัดกันเล่นๆ ไหม จะรักชีวิตและจ้องมองจิ้งจกด้วยตากลม เป็นประกายอย่างนั้นได้หรือเปล่า

มีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากจะเขียนถึงตั้งนานแล้ว แต่ดูแล้วก็ทึ่งจนอึ้ง ไม่รู้จะเขียนถึงอย่างไรดี จนถึงวันที่ผ่านบทสนทนาเรื่อง ‘ลูก’ กับ ‘แมว’ ในวันนี้ ฉันจึงได้นึกออก ว่าแท้ที่จริงหนังเรื่องนี้พูดถึงการมีชีวิตอยู่

Ahiru to kamo no koinrokkâ (2007) ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่า “เป็ดเทศ กับเป็ดบ้าน และล็อกเกอร์หยอดเหรียญ” หนังที่เพื่อนสาวจัดให้มาตั้งนานแล้ว ด้วยเธอชอบหนังเรื่องนี้ที่อะไรอีกหลายอย่าง นอกจากเพราะมีนักแสดงในดวงใจของเธอร่วมแสดงด้วย เริ่มอย่างเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ด้วยภาพและเพลง Blowin’ in the Wind ในเสียงของ Bob Dylan อย่างหนังแนวๆ (ซึ่งทำให้ฉันหลับไปภายใน 15 นาทีแรกอยู่หลายรอบ) แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปแล้วต้องบอกว่าทึ่งกับบท และความยอกย้อนท้าทาย ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนตอนเล่นเกมตรรกะที่ทดสอบไหวพริบและสมาธิของเราไปในตัวไม่มีผิด

หลอกเราให้เราเข้าใจเป็นอย่างหนึ่งในตอนแรก แล้วก็มาเฉลยว่า ‘นั่นมันผิดหมดเลยจ้ะ’ ในตอนหลัง เด็กแปลกถิ่นคนหนึ่ง ย้ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเพื่อเรียนหนังสือ เขาไปพร้อมกับเสียงฮัมเพลง Blowin’n in the Wind เพลงที่ตัวละครบางคนบอกว่าเสียงของบ็อบ ดีแลน คนร้องในเทปนั้นเป็นราว ‘เสียงของพระเจ้า’ และเป็นความเกี่ยวเนื่องกับเพลงนี้ของตัวละครแต่ละตัวนี่เอง ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน
เด็กใหม่ถูกชักชวนไปร่วมปฏิบัติการงี่เง่าที่ดูไม่มีเหตุผล แต่ที่จริงแล้วมีเหตุผลหนักแน่นควรแก่เหตุ การทำให้คนอื่นเข้าใจว่าตัวเองเป็นอีกคน และการลงโทษคนบางคนด้วยวิธีที่เลือกสรรเอง ก็ล้วนมีเหตุผลของมัน

ฉันคิดว่าการเลือกที่จะใช้ชีวิต และ ‘เป็น’ ในแบบที่คนแต่ละคนปรารถนาจะเป็น เป็นเรื่องที่ต้องเคารพ แต่การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตอื่น จะเป็นพ่อแม่ คนรัก หรือแม้จะเป็นแค่หมาแมว นอกจากน่าเคารพแล้ว ยังเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ด้วย

(ยิ่งใหญ่จนควรค่าแ่ก่การได้รับการอภัยจากพระเจ้่าเลยล่ะ!)

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ของใช้จากเพื่อน



ของมูลนิธิเด็ก
ข้างในเป็นนิทานของคุณยาย(ของ)พราว
ลายเส้นสวย น่ารักดีทั้งสองเล่ม

พฤหัสบดีที่ 13 มกราคม 2554

ในที่สุดก็ได้รับออร์กาไนเซอร์คู่ใจมาใช้ก่อนถึงกลางเดือนมกราคม
ดีใจ และ ถูกใจที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ว่างๆ ก็ไปนั่งเล่นที่สวนสันติฯ




อาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553

บ่ายวันอาิทิตย์ที่เงียบเหงา สองเราขึ้นรถเมล์(ฟรี!) ไปถนนพระอาทิตย์
มันเป็นวันที่เงียบจริงๆ บรรยากาศก็เหงาๆ
ถ่ายรูปออกมายิ่งเหงา

แต่เราก็โอเคใช่ไหมป้า?

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

"Futari" พี่น้องสองมิติ

Rating:★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:อาคากะวา จิโร แปลโดยฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์


Futari "พี่น้องสองมิติ" เป็นเรื่องเล่าของพี่สาวกับน้องสาว หลังอุบัติเหตุร้ายแรงพรากผู้เป็นพี่ไป ครอบครัวที่เหลือกัน 3 ชีวิตจึงสั่นคลอนราวกับโดนคลื่นสึนามิโหมใส่ แต่แล้ววันหนึ่งพี่ก็กลับมาหาน้อง กลับมาอยู่ใกล้ๆ ในแบบมองไม่เห็นตัว แต่ได้ยินเสียง คอยพูดคุย ไต่ถาม ห้ามปรามและให้คำแนะนำ เมื่อน้องเรียกหา

มีพี่อยู่ข้างๆ น้องก็ค่อยๆ ดีขึ้น ด้วยไม่ได้รู้สึกว่าพี่จากไปไหน พี่สบายดี ไม่ได้เจ็บปวด ไม่ทรมาน ไม่ได้ถูกกักขังหรือหิวโหย ประกอบกับที่น้องยังเด็ก ยังใส จึงค่อยๆ ฟื้นตัวจากความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็ว อาการที่ดีขึ้น ส่งผลให้พ่อกับแม่รู้สึกดีขึ้นด้วย

น้องกำลังเติบโต อยู่ในระยะที่เหมือนดักแด้กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นผีเสื้อแสนสวย เวลาเช่นนี้มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น รวมทั้งปัญหาที่แสนทรมานใจของผู้ใหญ่ แต่การที่น้องมีพี่อยู่เคียงข้างตลอดเวลาทำให้สามารถผ่านช่วงยากลำบากไปได้อย่างอุ่นใจ และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

จนเมื่อถึงวันหนึ่ง เมื่อเธอไม่ต้องการพี่แล้ว ผู้เป็นพี่ก็หายไปเฉยๆ



อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ฉันรู้สึกอยากมีพี่สาวอีกครั้ง

การมีน้องชายสองคนในวัยห่างกัน 3 และ 5 ปี ไม่ได้ช่วยให้พี่สาวคนโตอย่างฉันรู้สึกอบอุ่น ก็น้องๆ เอาแต่เด็กกว่า โง่กว่า งอแง อ่อนแอ และเป็นภาระ(ที่พ่อแม่สั่ง)ให้ต้องดูแล น่าเบื่อที่สุด

ความน่าเบื่อของน้องผลักดันให้ฉันหันไปหลงใหลบุคลิกผู้นำ เก่งกล้าสามารถ ฉะฉาน และเอาแต่ใจ (ประสาลูกคนโต) ของพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง (ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว) อยากได้เธอมาเป็นพี่สาวของฉันจริงๆ (แม้เธอจะแกล้งฉันอยู่เสมอ) แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เราอยู่กันคนละจังหวัด เมื่อเธอมาอยู่บ้านฉันเพื่อที่จะมาเรียนหนังสือ วัยก็พาเธอพลัดไปเป็นสาวรุ่น ทิ้งห่างฉันซึ่งยังเป็นเด็กกะโปโลที่เธอน่าจะคิดเหมือนที่ฉันคิดกับน้อง ว่า “น้อง-น่า-รำ-คาญ”

ตอนยังเด็กฉันจึงรู้สึกเหงาๆ พิกล (ทั้งที่น้องๆ รอบตัวออกจะทำอึกทึกวุ่นวาย)

คงจะดี ถ้าเด็กๆ ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกันแบบมีพี่ มีน้อง หรืออย่างน้อย ก็ไม่ได้เติบโตมาโดยรู้สึกโดดเดี่ยว (ทั้งที่แทบไม่มีโอกาสจะอยู่คนเดียวเลย) อย่างฉัน




บันทึก:
• คำว่า Futari แปลตรงตัวว่า สองคน-เป็นคำลักษณะนามที่ใช้เรียกจำเพาะกับคนสองคน
• นิยายขนาดเหมาะมือ พล็อตไม่ซับซ้อน สำนวนอ่านง่าย เพราะเขียนมาให้เด็กมัธยมอ่าน
• คนเขียนหนังสือเล่มนี้คืออาคากะวา จิโร คนเดียวกับที่เขียน “มิเกะเนะโกะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ” และ “ซันชิไม ทันเทอิดัน” จากวิธีการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะจากการที่เขาเป็นผู้ชาย ฉันว่าเขาเป็นนักเขียนที่ช่างสังเกตและเก่ง สมแล้วเขียนอะไรๆ ได้หลายแนว แล้วก็เป็นนักเขียนที่เขียนอะไรๆ ออกมาได้พรั่งพรู ไม่มีติดขัดเลย
• น่าสนใจนะ ว่านักเขียนแบบนี้ได้แรงบันดาลใจจากอะไรบ้าง
• บอกไว้เป็นเกร็ดสนุกๆ ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ ผู้แปลสาวเจ้าของสำนวนแปลนี้ เป็นแฟนของตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิต นั่นเอง
• เข้าใจว่าที่มาของหนังสือเล่มนี้คือเอจัง เอจังให้ยืมหลังจากที่ฉันอ่าน “หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข” ของโยชิโมโต บานานา ที่ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ แปล เมื่อสัก 2 ปีก่อน แล้วเกิดกรี๊ดกร๊าดเอามากมาย

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ขำขำ



หาคนช่วยถ่าย

ขำดี โปรดสังเกตสีหน้าไม่ไว้วางใจของม้อย+อ้อย

และ มองต่ำลงมาอีกนิส
คุณจะเห็นตรีนของเราทั้งสองด้วย!



วันก่อนโน้นป้าอ้อยจะไปเดินสวน เลยชวนไปแวะพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนก่อน
ถ่ายรูปกันมา ขำดี


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

เทศกาลโปสการ์ดจากภูเก็ต



สองยุค
สองสำนวน


ช่วงที่ผ่านมาไ้ด้รับโปสการ์ดจากภูเก็ตถึง 3 ใบ
(แล้วทำไมถ่ายแค่ 2?)

แปลกดี ทั้งที่ไม่มีเพื่อนอยู่ภูเก็ต (มีแต่ศัตรู!)
เพื่อนๆ ที่มีโอกาสแวะเวียนไปภูเก็ตยังอุตส่าห์ส่งความคิดถึงมาให้

ยังไม่ได้ตอบใครเลย
และก็ยังปลื้มไม่หาย

ป.ล. หมาน่อยก็ปลื้มด้วยคับ

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กๆ กับวิทยาศาสตร์


มีกล้ามเนื้อที่ใช้บังคับลูกกะตาตั้ง...กี่มัดนะ


เสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553
ติดสอยห้อยตามป้าไปงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่ไบเทค บางนา
เด็กเยอะ ท่าทางจะสนุกดี ผู้ใหญ่ก็สนุก แต่เล่นเอากะปลกกะเปลี้ยจนไปหลับคา Inception ในเวลาต่อมาทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แอบย่องไปส่องงานศิลป์






อาทิตย์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓

ไม่ได้ตั้งใจจะไปเท่าไหร่ แต่เหมือนเพื่อนตั้งใจจะไปก็เลยไปด้วย
งานศิลปะในหอศิลป์กรุงเทพฯ ตอนนี้มีให้เลือกดูมากแบบ หลายแนว ถ้าชอบก็คงค่อยๆ เสพกันได้เป็นวันๆ แต่ฉันกับเพื่อนใช้เวลาไม่นานในการชม ๓ นิทรรศการที่สนใจ

แล้วก็พากันมึนหัวกลับบ้านกันไปทั้งคู่
(ไม่รู้ว่าเพราะอาหารกลางวัน หรือเพราะงานศิลป์-ฮา)

๓ นิทรรศการที่ไปชมได้แก่
-ไอคอนดีไซน์ ฝรั่งเศส (Icons of French Design)
9 ก.ค. - 22 ส.ค. 2553
นิทรรศการชั้น 7
>>งานโชว์ดีไซน์สไตล์ฝรั่งเศส จัดไลติ้งสวยสุดๆ
งานนี้ตอนแรกจะเป็นส่วนหนึ่งของ la fete (อ่าน ลาแฟต) งานวัฒนธรรมประจำปี
แต่ด้วยเหตุความวิบัติในเดือนพฤษภา ปีนี้เลยเหลือแค่นิทรรศการนี้อันเดียวมั้ง ก็หลายงานเค้าจะจัดที่ Zen (แต่ Zen ไม่มีแล้ว) หลายงานก็คงจัดไม่ได้เพราะคิวไม่ได้แล้ว ต่างๆ นานา

ก็ช่วยไม่ได้อะนะจ๊ะ ที่ปีนี้จะชวด (หวังว่าปีหน้าและปีต่อๆ ไปจะไม่ชวด เพราะศิลปินฝรั่งเศสเขาเข้าใจถึงกระบวนการทวงถาม "ประชาธิปไตย" แบบไทยๆ ได้ดี)


-ภูมินิทัศน์ วัฒนธรรม (Cultural Landscape)
15 ก.ค. - 22 ส.ค. 2553
ห้องนิทรรศการชั้น 8
>>งานโชว์รูปประกวด เริ่มเวียนๆ ตอนดูรูปในห้องนี้ติดกันหลายรูป
แต่หลายรูปก็ดีเชียวนะ

-ฝันถึงสันติภาพ (Imagine Peace)
25 มิ.ย. - 22 ส.ค. 2553
นิทรรศการชั้น 9
>>จังหวะ เวลา และหัวข้อออกจะทรงพลัง แต่ไหงโชว์ไม่ค่อยจะมีพลังเท่าไหร่ไม่รู้ได้




วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Osen : ยุคสมัย วัฒนธรรมการกิน และหมีขั้วโลก

Rating:★★★★
Category:Other


สั่งซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะอยากรู้ว่าอาหารญี่ปุ่นจริงๆ เป็นอย่างไร

ดูแล้วนอกจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร ยังเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องไปกินสุกียากี้ญี่ปุ่นที่ Akiyoahi อีกครั้งในเร็ววัน โชคยังดีที่ดูแล้วไม่ได้ถึงกับกระหายใคร่จะกินสาเกอุ่นๆ หรืออยากเบียร์ญี่ปุ่นจนทุรนทุราย เพราะนางเอกในเรื่อง (Aoi Yu) แม้จะเป็นตัวละครอายุน้อย หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู แต่ดื่มเหล้าเก่งเหลือเกิน เธอดื่มโชว์บ่อยๆ อย่างรื่นเริง และเมาได้น่ารักเสียด้วย

ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความแปลกอย่างที่เราก็รู้กันอยู่โดยไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ว่าเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง อย่างฟุตเทจสารคดีที่นำเสนอชีวิตการกินของคนญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษเมื่อต้นเรื่องนั่นแหละ ชาวญี่ปุ่นมีกินตลอดเวลาที่ต้อง ทุกหัวถนน ท้ายถนน สี่แยก สามแยก ตรงทางลงรถใต้ดิน ในทางเดินของสถานีรถไฟ หน้าห้องน้ำ ฯลฯ จะมีตู้ขายของกินแบบหยอดเหรียญเต็มไปหมด ร้านราเมงหรืออาหารชุดราคาประหยัดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็หาได้ทั่วไป แถมยังมีร้านสะดวกซื้อหลายเจ้า วางขายอาหารสะอาด ราคาประหยัดกันเกลื่อนกลาด จะกินของร้อนในหน้าหนาว หรือกินของเย็นในหน้าร้อน มีให้เลือกตามใจ

อาหารสำเร็จรูปพร้อมกินเกรดที่ดีขึ้นมา คืออาจจะเป็นวัสดุที่ดีกว่าหรือรสชาติดีกว่าก็ยังมีรออยู่แพ็คที่พร้อมจะถูกใส่เข้าไปในไมโครเวฟทั้งอย่างนั้นที่ DepaChika หรือชั้นใต้ดินของ Department Store

แต่ทั้งๆ ที่โลกการกินของคนญี่ปุ่น convenience และ speedy ไปขนาดนี้แล้ว แต่ร้านอาหารอย่างในเรื่องคือ “อิชโชอัง” ก็ยังมีอยู่

อิชโชอังเป็นกิจการที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ตัวร้านคืออาคารเก่าหลังใหญ่ที่ยังดูแข็งแรงมั่นคง แล้วก็ดูสะดวกสบายกับชีวิตสไตล์คนในร้านอิชโชอัง นายหญิงผู้เป็นทั้งเจ้าของกิจการและผู้ควบคุมการปรุงอาหารและบริการของร้านคนปัจจุบันชื่อ ฮันดะ เซน (เพราะงี้เลยเรียกโอเซน?) อายุของเธอแค่ 23 ปี แต่เพราะได้รับการฝึกฝนมาดีประกอบกับมีพรสวรรค์และมีความรักชอบศิลปะทางด้านนี้ด้วย โอเซนเลยเก่งทั้งการปรุงอาหาร เขียนพู่กันแบบโบราณ เก่งเรื่องเครื่องปั้นดินเผา แถมยังนุ่มห่มกิโมโนและทำผมเผ้าให้เข้ากันอย่างน่าประทับใจ

อาหารของอิชโชอังเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นอย่างประณีต จากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่สดใหม่ หาได้ตามฤดูกาล ใช้ผักที่ปลูกเองในสวนหลังร้าน ลูกค้าที่มากินอาหารของอิชโชอังจึงไม่ต้องลำบากคิดมาจากบ้านว่าจะสั่งอะไร เพราะเมนูของร้านนี้จะไม่มีหน่อไม้ ถ้าไม่ใช่ฤดูของหน่อไม้ ปลาที่ได้กินก็จะแล้วแต่ฤดู และแล้วแต่ว่าวันนี้พ่อครัวได้ปลาอะไรมา กรรมวิธีในการปรุงก็จะเป็นขั้นตอนที่ประณีต ละเมียดละไม มีที่มาที่ไป มีเหตุผลตรรกะ ทำไมต้องปรุงแบบนี้ ทำไมไม่ปรุงแบบนั้น

ในเรื่องยังเล่าเกร็ดเกี่ยวกับเครื่องปรุงพื้นๆ ที่จำเป็นกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น การหุงข้าวด้วยฟาง การหมักมิโซะ และการทำปลาคัตสึโอตากแห้งสำหรับไสเป็นแผ่นบาง ใช้ต้มทำน้ำซุป (แบบเดียวที่โรยหน้าทะโกะยากิไงจ๊ะ) เราได้รู้ถึงขั้นว่าปลาแห้งนี้มันมีระดับคนลิ้นธรรมดากับระดับลิ้นเทพ และแบบที่เป็นของสำหรับลิ้นเทพนั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนทำให้ “รา” ขึ้นปลาโออยู่หลายรอบ ถึงจะได้รสชาติแบบนั้นออกมา
อ่านมาถึงขั้นนี้อย่าเพิ่งคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ชมแล้วหรรษา เบาสมอง ไม่ต้องคิดอะไรต่อ ดูจบก็แค่ออนไลน์ search หาร้านอาหารญี่ปุ่นดีๆ แล้วโทรชวนเพื่อน เพราะแท้ที่จริง Osen มีประเด็นหนักหน่วง ปวดร้าว ที่เราทุกคนเมื่อได้ดูแล้วต้องได้คิด ว่าควรยอมโอนอ่อนแต่โดยดีไปตามความเร็วของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หรือจะตั้งมั่นอยู่กับสปีดเชื่องช้า แช่มช้อยของความดั้งเดิมดี

ถึงแม้ว่าการมีอยู่ของอิชโชอังไม่อาจเปรียบเทียบกับการมีอยู่ของหมีขั้วโลก แต่ถ้าลองคิดดู คุณเองก็อาจจะพบว่า การยังคงอยู่ของสัตว์อย่างหมีขั้วโลก กับร้านอาหารอย่างอิชโชอัง นั้น บ่งชี้ว่าสิ่งสำคัญบางอย่างยังอยู่กับเรา สิ่งสำคัญนี้ มันสำคัญก็เพราะว่าถ้ามันสูญสลายหายไปแล้ว จะไม่มีทางถอยหลัง หรือเรียกกลับมาได้อีก แล้วชีวิตของเราก็จะไม่อาจเหมือนเดิมได้อีกเลย





บันทึก:
• เพื่อนซึ่งดูโอเซนจบล่วงหน้าไปแล้วได้เล่าระหว่างมื้ออาหารเกาหลีว่า ช่วงที่เพิ่งจบซีรีส์เรื่องนี้ใหม่ๆ นั้นเกิดอาการไม่สามารถเข้าร้าน Zen และ Fuji ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟในนั้นไม่ได้ปรุงขึ้นจากจิตวิญญาณ ฉันฟังแล้วปล่อยก๊าก เห็นด้วยกับเพื่อนมากๆ
• ตัวฉันเอง ถ้าเลือกได้ก็ไม่เลือกเข้าสองร้านข้างบนนานแล้ว (ฮ า) แต่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังเต็มใจเดินเข้าร้านฟูจิ เพื่อที่จะอดหงุดหงิดใจไม่ได้กับกิริยาอาการของพนักงานเสิร์ฟ ถ้วยชาม และรสชาติของอาหาร แต่ทำไงได้ กินข้าวกับเพื่อนที่ไร ไม่ว่าจะกินที่ฟูจิหรือที่ไหน มันสนุกทุกทีนี่นา
• อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ต้องตามใจใคร และตัวเลือกอื่นยังพอมี ฉันไม่เข้าสองร้านนั้นหรอก เสียดายเงิน (แม้ราคาอาหาร+บริการมันจะถูกกว่าร้านที่ฉันเลือกเข้าก็ตาม)
• ช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ฉันโชคดี ได้ทำงานที่มักมีโอกาสได้ชิมอาหารแปลกใหม่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นของราคาแพง และไม่ใช่เมนูปกติในชีวิตประจำวันของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองสับสนกับชีวิต ฉันจึงต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมา 2 ชุด สำหรับการกินอาหารปกติ และอาหารไม่ปกติ เช่นเดียวกับการแยกพิกัดนักมวย
• ความเป็นคน 2 มาตรฐานนี่เองทำให้ฉัน ซึ่งแม้จะรู้แล้วว่าความอร่อยที่แท้จริงของของสิ่งหนึ่งคืออะไร สามารถจะกินสิ่งนั้นในรสชาติที่อร่อยน้อยกว่าควรจะอร่อยตามมาตรฐานที่มันควรอร่อยได้โดยไม่รู้สึกลำบาก (อิ อิ)
• อันที่จริงเราควรขอบคุณของไม่อร่อยนะ ที่ทำให้เรารู้จักว่าความอร่อยที่แท้จริงเป็นอย่างไร
• คนบางคนเขาไม่สนใจหรอก ว่าหมีขั้วโลกจะมีอยู่หรือหมดไป ไม่ได้แคร์ด้วยว่าลูกกำลังกินอะไรอยู่ หรือลูกไม่รู้กระทั่งว่า หัวไชเท้าคือส่วนรากของต้น ไม่สนใจว่าอาหารตรงหน้าปรุงอย่างไร ใช้วัตถุดิบจากไหน เขาสนใจแต่กินให้อิ่มแล้วกลับไปทำงานต่อให้ผลกำไรในปีนี้มันไม่น้อยกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หัวอกแม่



อารมณ์ "รันทดและงดงาม" ตอนหนึ่งจาก "รันทดและงดงาม"

..............

แน่นอน แม่ต้องการให้เธอแต่งงาน การที่แม่พาเธอมาเกียวโตก็เพื่อให้ห่างจากโอกิ เพื่อให้เธอสบายใจเท่านั้น แม่ไม่ได้หวังจะให้เธออยู่ที่นี่เป็นการถาวร แต่เกียวโตไม่ได้เยียวยาความกังวลของเธอ เมื่อโอโตโกะอายุสิบเก้า แม่ก็ยื่นข้อเสนอให้เธอแต่งงานเป็นครั้งแรก วันนั้นเป็นคืนเทศกาลแสงไฟพันดวง ซึ่งจัดขึ้นที่วัดเนมบุทซึ ในอะดาชิโะ  กลางที่ราบซางะ

โอโตโกะเห็นน้ำตาแม่คลอเบ้าขณะมองดูแสงไฟพันดวงที่จุดขึ้นหน้าแผ่นหินคร่ำคร่าเหนือหลุมฝังศพ-ศพไม่มีญาติ-เรียงรายสุดลูกหูลูกตาราวกับเด็กที่ตกนรกทั้งเป็น บรรยากาศแห่งความตายครอบคลุมบริเวณ แสงวับแวมของเปลวไฟในความมืดยิ่งทำให้หดหู่ยิ่งขึ้น

มืดสนิท เมื่อเธอกับแม่เดินกลับมาตามถนนของเมือง

"ช่างเงียบเหงาจริง" แม่ของเธอว่า "ลูกล่ะ โอโตโกะ ไม่รู้สึกเหงาบ้างหรือไง" คราวนี้คำว่า 'เหงา' มีความหมายเปลี่ยนไป แม่เริ่มพูดถึงพิธีการแต่งงานของโอโตโกะ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งในโตเกียวเป็นแม่สื่อให้

"แม่คะ ขอโทษด้วย หนูแต่งงานไม่ได้หรอกค่ะ" โอโตโกะว่า

"ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงเราจะแต่งงานไม่ได้นี่นา"

"แต่หนูว่ามีนะคะ"

"ถ้าหนูไม่แต่งงาน เราทั้งคู่จะกลายเป็นศพไม่มีญาตินะจ๊ะ"

"หนูไม่เข้าใจหรอกค่ะ"

"ก็ไม่มีญาติที่ไหนมาคอยเศร้าโศกเสียใจเวลาเราตายไง"

"ค่ะ แต่หนูยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี" เธอหยุดพูด "ถึงตอนนั้นเราก็ตายไปแล้ว"

..............

อ่านแล้วคิดถึงแม่ตัวเอง


หมายเหตุ : ขอบคุณโม่ที่ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้อ่าน มัน "รันทดและงดงาม" จริงๆ

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

The Spring Tone-รอวันใบไม้ผลิ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:ยูโมโตะ คะซุมิ แปลโดยขวัญใจ แซ่คู

หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นเล่มเล็กๆ ที่สำนักพิมพ์จัดให้เป็น 'วรรณกรรมเยาวชน'
แต่ฉันอ่านแล้วไม่รู้ว่าเยาวชนอ่านแล้วจะรู้สึกอะไรมากมายเหมือนคนวัย (แม่) เยาวชน อย่างฉันอ่านไหม

การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้นอนคุยกับเพื่อนสนิทวัยเดียวกัน คุยกันถึงวันหนึ่งในชีวิตของพวกเราที่ผ่านมานานแสนนาน จนเกือบลืมไปแล้ว

วันนั้นเป็นวันที่เรางงงวยกับชีวิตที่คร่อมคาอยู่ระหว่างความเป็นเด็กกับวัยรุ่น อยู่ๆ ก็ถูกจู่โจมด้วยสรีระที่้เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกแปลกประหลาดกับรุ่นพี่เท่ๆ พร้อมกันนั้นก็ต้องทำความรู้จักกับเสื้อยกทรง เสื้อบังทรง และของประหลาดอย่างผ้าอนามัย

เป็นวัยที่เราทำตัวไม่ถูกเลย เพราะไม่ว่าจะในสายตาพ่อแม่หรือสายตาตัวเอง เราไม่ใช่เด็กแล้ว แต่เป็นผู้ใหญ่หรือยังก็ยังไม่แน่ใจ

น้องชายที่โตตามมายังไร้เดียงสา แต่เราไม่รู้จะจัดการยังไงกับความไร้เดียงสาของน้อง ทำอะไรไม่ถูกกับคนแปลกหน้าในชีวิต วางตัวไม่ถูกไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับญาติผู้ใหญ่ในบ้านที่แสนจะรักเรา แต่ไม่ว่าจะท่านจะแสดงความรักกับเราในรูปแบบไหน ก็ไม่เคยทำให้เราพอใจหรือปลื้มใจ มีแต่ทำให้อายหรือหงุดหงิด แม้กับพ่อแม่ของเราเอง

ยิ่งเวลาที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน เรายิ่งทำตัวไม่ถูก

ทำอะไรไม่ถูก ไม่เข้าใจอะไรเลย แม้แต่ตัวเอง


ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันเหมือนค้นพบสมบัติมีค่าในมุมลึกของลิ้นชักที่ตัวเองไม่ได้ทำหายหรอก แค่ลืมว่าเก็บมันไว้ตรงนั้นื ซ่อนไว้เสียแนบเนียนจนตัวเองยังเกือบลืม

มันคือ เหรียญทองยืนยันความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิตเล็กๆ ในฐานะที่สามารถผ่านช่วงเวลายากลำบากอย่างตอนนั้นมาได้อย่างปลอดภัย

มหวิกฤตที่เคยรู้สึกว่ามันช่างเป็นปัญหายิ่งใหญ่เหลือเกินในชีวิต ณ ขณะนั้น เราในวันนี้ เมื่อมองย้อนไปกลับเห็นเป็นเรื่องเล็ก


คิดแล้วก็ให้รู้สึกเห็นใจเด็กที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่อย่างบอกไม่ถูก


หมายเหตุ:
-จำได้ว่าเอ๋บอกตอนไปช่วยจัดชั้นหนังสือ (ตอนนั้นท้องเอ๋โตมั่ก) ว่าแกน่าจะชอบเรื่องนี้ อืมม์ ชั้นชอบจริงๆ แหละแก คนเขียนเข้าใจความรู้สึกของเด็กวัยนั้นได้ดีจัง ทั้งที่เค้าเขียนตอนอายุมากแล้ว
-ว่าแต่ตอนนั้นแกจำได้หรอว่าเรื่องมันเป็นไง?
-ขอบคุณนะ ที่เขให้ยืมมาอ่าน
-สภาพหนังสือตอนนี้เยินมากอะแก ไม่ได้เพราะถูกแมวแทะ แต่เพราะชั้นมันๆ ที่เกิดจากการเคลือบยูวี (ที่จริงมันน่าจะเป็นพลาสติกประเภทหนึ่ง) ร่อนออกมาอะเซ่
-อยากหาอีกเล่มของ สนพ. เจบุ๊ค พิมพ์งานของนักเขียนคนเขียนและนักแปลคนนี้เป็นคนแปลอีก รู้สึกฉบับแปลจะชื่อ 'เพื่อนรัก'


วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Devil’s Advocate : ชนะเป็นมาร

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ใน Devil’s Advocate (1997) เควิน โลแม็กซ์ (Keanu Reeves) เป็นทนายจำเลยที่ชนะคดีมาตลอด นั่นทำให้เขาไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ แม้จะเป็นคดีล่วงละเมิดทางเพศที่ครูกระทำต่อนักเรียนของตัวเอง ซึ่งตัวเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าลูกความเป็นฝ่ายผิด จึงใช้พลังทั้งมวลที่มีพลิกลิ้นจนเป็นฝ่ายชนะคดีอีกครั้ง ชัยชนะบนคราบน้ำตาของผู้เสียหายเปล่งประกาย 'เข้าตา' บริษัทกฎหมายใหญ่เบ้งจากนิวยอร์กที่ส่งคนมาทาบทามให้ไปช่วยคัดเลือกลูกขุนในการพิจารณาคดี

เงินก้อนใหญ่และนิวยอร์กคือเหยื่อล่อชิ้นสำคัญให้เควินกับแมรีแอนน์ (Charize Theron) ทิ้งฟลอริดา แม่ และโบสถ์ของแม่อย่างไม่อาลัย ไปสู่อ้อมกอดต้อนรับของจอห์น มิลตัน (Al Pacino) เจ้าของบริษัทผู้ฉลาด ปราดเปรื่อง และรวยเสียงหัวเราะเริงร่าอย่างรู้ทัน (อันที่จริงรู้ใจ) คน

นิวยอร์กเป็นมหานครที่ผู้คนแข่งขันกันตลอดเวลา และในการแข่งขัน คนที่ได้รับการจดจำคือผู้ชนะเท่านั้น ชัยชนะเป็นกลิ่นหอมหวานดั้งเดิมที่ดึงดูดเควินอยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้นให้กระหายชัยชนะอย่างในนิวยอร์ก เขาจึงมุ่งตรงไปหามันจนไม่ยอมเสียเวลากับอะไรข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้อง มนุษยธรรม จริยธรรม หรือเมียแสนสวย ที่เขาเคยยอมรับว่าเป็น 'ทุกสิ่งทุกอย่าง' ของตนเอง

เควินไม่รู้ตัวว่าที่จริงเขาเป็นเหมือนเหล็กที่ถูกเผาให้ร้อน เพื่อให้ช่างตีขึ้นรูปให้เป็นอาวุธชั้นเลิศ ช่างตีเหล็กคนนั้นจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่จอห์น พ่อแท้ๆ ที่เขาเพิ่งรู้จัก ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่งได้รู้ด้วย ว่าพ่อไม่ใช่แค่คนเก่ง แต่พ่อของเขาคือมารตัวใหญ่ที่อุบัติขึ้นเพื่อปฏิบัติการแทะทำลายโครงสร้างของความยุติธรรม และความดีของมนุษยชาติ โดยใช้ความหอมหวานซ่านซ่าของชัยชนะล่อให้เขาและเลือกเนื้อเชื้อไขคนอืนๆ แทรกซึมเข้าไปในศาล ไปเปลี่ยนคนผิดให้เป็นคนถูก ย่ำยีคนถูกให้เจ็บปวดกับความอยุติธรรม

กว่าเควินจะรู้ตัว เขาต้องเสียแมรีแอนน์ไป แต่เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด พิธีกรรมการยั่วกิเลสของพ่อก็ไม่อาจเอาชนะคุณธรรมความดีที่แม่ฟูมฟักไว้ในตัวเขาได้ เควินจึงตัดสินใจไม่ให้ในสิ่งที่พ่อต้องการ

การตัดสินใจของเควินอาจทำให้คนดูช็อก แล้วก็ซึ้งกับอีกครั้งที่ธรรมะชนะอธรรม แต่เรื่องราวในหนังยังไม่จบ เพราะมารมันเอาจริง จะเอาชนะให้ได้ และจะทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะให้ได้

ดูหนังเรื่องนี้แล้วได้คิด บางทีที่เรารู้สึกกระหายชัยชนะเหลือเกิน ร้อนรุ่มอยากได้เหลือเกิน โลภ คิดๆๆๆๆ ว่าทำอย่างไรถึงจะได้สิ่งนั้นมาครอบครอง อาจจะต้องหยุด แล้วถามตัวเองสักนิดว่า ทำไมเราถึงอยากได้ขนาดนั้น อยากเป็นคนชนะขนาดนั้น? ใครกันที่อยากชนะ ตัวเรา หรือมารในตัวเรา?




หมายเหตุ :
• หนังสร้างจากนวนิยายโดย Andrew Neiderman กำกับโดย Taylor Hackford
• เป็นหนังที่สะท้อนภาพความเป็นไปในโลกนี้ได้กระจะอย่างน่าเจ็บปวดดี
• แต่จริงหรือ ที่คนชนะคดีถือเป็นฝ่ายถูก??
• “Lawyers are the devil’s ministry” Quote นี้น่าสนใจมาก
• หลายเรื่องที่ฉันเคยผ่านตาแล้วพบว่าหนุ่มคีอานูเล่นไม่ค่อยเข้าตา ฉันว่าเรื่องนี้โอเค แต่ถ้าไม่หล่อสดขนาดนั้น (ย้ำอีกทีว่าหนังเรื่องนี้ออกปี ‘97) มีหวังโดนรัศมี อัล ปาชิโน่เบียดกระเด็นแหง๋ ส่วนแม่ชาร์ลีซคนสวย ตอนนั้นยังเดินไม่ใกล้เวทีออสการ์ ก็เลยยังแหม่งๆ อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ดูแล้วก็เพลินตาดีนะ
• CG หนังเรื่องนี้น่าสนใจนะ อย่าลืมสิว่ามันหนังเมื่อ 13 ปีที่แล้วแน่ะ
• ว่าแต่ฝ่ายจำเลยเขามีสิทธิ์เลือกลูกขุนกันได้ด้วยหรอ
• มีสองคนที่ต้องขอบคุณ คือ น้องปิ๋ม ผู้ให้ยืมแผ่นหนังเรื่องนี้มานานแล้ว แต่พี่ยังไม่ได้ดูสักที เพราะทั้งเครื่องเล่นและหัวอ่านที่บ้านต่างก็อ่านไม่ได้ (เกือบถอดใจว่าสงสัยทำแผ่นน้องเขาเสียไปแล้ว) จนกระทั่ง ป๊อปว้าว บุคคลที่สองที่ต้องของคุณ ได้บริจาคเครื่องเล่นซัมซุงมาให้ใช้ หลังจากที่ตัวเองได้ถอยเครื่องเล่นโซเคนอันไฮโซกว่า (อ่านได้เริ่ดมากมาก-ขอบอก) จึงขอขอบคุณบุคคลทั้งสองไว้ ณ ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ


...แต่ไม่อยากเป็นพจมานนนนนนนน



ลักษณะนิสัย ของคนที่เกิดวันที่ 11
  คือแม้จะเจ้าอารมณ์ แต่ก็สร้างสรรค์

คนเกิดวันที่ ๑๑ เป็นคนที่ต้องการคนเอาใจมากกว่าคนเกิดวันอื่น ๆ เป็นคนซื่อตรง และปราศจากเล่ห์เหลี่ยม แต่ก็มักใจน้อยและเจ้าอารมณ์ ดังนั้นจึงมักทำงานที่ต้องอดทน หรือมีรายละเอียดกวนใจมากเกินไปไม่ค่อยได้

คนเกิดวันที่ ๑๑ จึงไม่ชอบเป็นผู้บริหารราชการที่มีระเบียบมากมาย จุกจิก แต่ชอบที่จะเป็นศิลปิน ซึ่งสามารถสร้างสรรค์งานได้โดยจินตนาการและอารมณ์ของตนเอง

และด้วยเหตุผลที่เป็นคนมีจินตนาการแจ่มชัด มีอารมณ์อ่อนไหวช่าง คิดช่างฝันนี้เอง จึงเป็นผู้ที่มีความสุขมากถ้ามีโอกาสได้ทำงานด้าน ประดิษฐ์สร้างสรรค์

ถ้าคุณมีบุตรธิดาคนรัก หรือแม้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่ามอบงานบริหารให้เลย ให้มอบงานประดิษฐ์คิดค้นให้ดีกว่า คุณจะได้ประโยชน์และเขาหรือเธอก็จะมีความสุขด้วย

คนเกิดวันที่ ๑๑ ค่อนข้างหัวแข็งในสายตาคนรอบข้าง แต่ที่จริงเป็นคนที่เรียกว่า ' หยิ่งในตัวเอง ' มากกว่า ว่ากันว่าถ้าตรวจสอบวันเกิดกันได้ คุณพจมาน สว่างวงศ์ คงเกิดวันที่ ๑๑ เพราะเป็นคนหยิ่งในตัวเอง และถ้าอยากจะทำให้อ่อนน้อมนุ่มนวลก็ทำได้เป็นอย่างดี ใครที่ทำให้คนที่เกิดวันนี้เกลียดหรือหมั่นไส้ จะถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวเลย แต่ก็เป็นไปเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น เพราะคนเกิดวันที่ ๑๑ จะไม่รุกรานคนอื่นเลย

เมื่อพูดกันถึงเรื่องความรัก คุณคงไม่ต้องบอกรักคนที่เกิดวันนี้ก็ได้ ถ้าคุณสามารถทำตัวให้เป็นคนที่เป็นเพื่อนกับคนเกิดวันนี้ได้ในทุกสถานการณ์ เป็นกำลังใจในการทำงานให้แก่เขาหรือเธอผู้นั้น ที่ สำคัญคือคุณต้องเป็น ' หลัก ' ให้เขาหรือเธอผู้เกิดวันที่ ๑๑ ได้ในการเป็นผู้นำและตัดสินใจในเรื่องที่เขาหรือเธอไม่ชอบที่จะเกี่ยวข้อง

ในเรื่องของความสัมพันธ์ เมื่อยามคุณอยู่กันสองต่อสองนั้น คำยกยอ คำพูดขอร้องที่อ่อนหวาน จะเป็นการปรุงรสสวาทที่ดีกับคนเกิดวันที่ ๑๑ และในส่วนที่เป็นบทรัก คนเกิดวันที่ ๑๑ เป็นคนที่ชอบทำอะไรซื่อ ๆ ไม่มีพลิกแพลง

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า คุณจะทำความเรียบง่ายไม่พลิกแพลงให้เป็นความสุข สมของทั้งสองฝ่ายได้อย่างไรเท่านั้นเอง


วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โปสการ์ดไม่ธรรมดา




ข้างหน้าสวยดี





โปสการ์ดธรรมดาที่เหมือนไม่ค่อยจะธรรมดา
ได้รับในอาทิตย์ที่ผ่านมา

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553