แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ motherhood แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ motherhood แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย : มิติซับซ้อนของการทำแท้ง

เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม ได้จัดเสวนาเรื่อง "ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องท้องไม่พร้อม" ขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเฟิร์ส ถ.เพชรบุรี  โดยมี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.เมทินี  พงษ์เวช ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี นายตุล ไวฑูรเกียรต์ นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปินวงอพาร์ทเม้นต์คุณป้า และ น.ส.อุษาสินี ริ้วทอง หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ พร้อมด้วยองค์กรทุกภาคส่วนเข้าร่วมเสวนา


เริ่มด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทย โดย รศ.ดร.กฤตยา  กล่าวว่า  การทำแท้งของผู้หญิงทั่วโลกนั้นมีมายาวนานแล้ว แต่ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ปัจจุบันกลับมองว่า ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวที่ทำแท้ง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้ง รวมถึงการทำแท้งเสรีไม่มีบนโลกนี้  เพียงแต่ว่า คนเราเวลามองการทำแท้งนั้นเป็นเรื่องของศาสนา ความรู้สึกบาปในจิตใจ  แต่แท้จริงแล้วอยากให้มองเรื่องสุขภาพของผู้หญิงที่ทำแท้งมากกว่า  97% ทั่วโลก อนุญาตให้มีการทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของผู้หญิง  ไม่ใช่การทำแท้งเสรี ซึ่งทุกอย่างมันต้องมีเงื่อนไข การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ แต่ในเมืองไทยที่มี คือการทำแท้งเสรีของคนที่มีสตางค์ มีข้อมูล ดังนั้น เรื่องท้องๆ  แท้งๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิงที่สังคมต้องร่วมกันดูแล

 

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวต่อว่า  อยากให้เปลี่ยนมุมมองทัศนคติเสียใหม่ว่า ผู้หญิงที่ท้องและทำแท้งแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่อาชญากร กม.การทำแท้งเป็นกม.เก่า มีการเสนอให้แก้ไขมาตรา 305   ซึ่งเป็นกม.อาญา มาตลอด แต่ก็ยังไม่เป็นผล  กฎหมายนี้เป็นกฎหมายใจร้าย  เพราะผู้หญิงกระทำต่อร่างกายตัวเองแล้วเป็นอาชญากรคิดได้อย่างไร


"คนจนขายกระดูกซี่โครงตัวเองเพื่อให้ ผู้หญิงอีกคนไปทำจมูก เขาผิดไหม เพราะนั่นเป็นส่วนนหึ่งของร่างกายเขา คนฆ่าตัวตาย ติดตารางไหม ตัวอ่อนที่อยู่ในร่างกายของผู้หญิง ยังไงก็เป็นส่วนนหนึ่งของร่างกาย เพราะฉะนั้นการที่ผู้หญิงเขาจัดการกับร่างกายของตัวเอง แล้วต้องติดคุก มันใจร้ายไหม มันก็มีแต่ทำให้เกิดปัญหา เพระาฉะนั้นคิดว่าต้องเปลี่ยนมุมมองของสังคมในเรื่องนี้ ว่าเขาไม่ใช่อาชญากร แต่ไม่ใช่แก้ตรงนี้อย่างเดียว ต้องแก้ที่จุดอื่น  จริงๆ อยากให้ยกเลิกกฎหมายนี้เหมือนกัน แล้วร่างกฎหมายใหม่ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับผู้หญิงที่ท้องแล้วมีปัญหา ขณะนี้หวังว่า เรื่องดังกล่าวจะเข้าไปอยู่ในพรบ.อนามัยเจริญพันธุ์ฯ แต่ นายกรัฐมนตรี ก็บอกให้ยกเรื่องนี้ออกไปก่อน มันร้อน อยากจะเรียนว่า เรื่องการทำแท้งเป็นเรื่องร้อนของนักการเมือง ประเทศไทยไม่มีนักการเมืองสักคนที่จะลุกขึ้นมายืนแล้วต่อสู้สิทธิให้กับ เรื่องอย่างนี้ ในทางส่วนตัวมีมาบอกว่าสนับสนุน แต่ในทางสาธารณะพูดออกไม่ได้กลัวจะเสียคะแนนเสียง สังคมไทยสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ อดีตไม่มีการเอาผิดกับผู้หญิง สิ่งที่ต้องการเปบลี่ยนแปลง อยู่ที่พวกเราทุกคน เพื่อให้มีทางเลือก เราอยากให้ทารกทุกคนเกิดมาด้วยความพร้อมและความต้องการ ซึ่งจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี " รศ.ดร.กฤตยา กล่าว


ด้าน ตุล  อพาร์ทเม้นต์คุณป้า ตัวแทนเยาวชนวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็น ผู้ชายหายไปไหน....เมื่อผู้หญิงท้องไม่พร้อมว่า เมื่อ ผู้หญิงท้องภาระทั้งหมดก็ต้องตกมาที่ตัวเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ไม่ได้วางแผน หรือความมักง่ายของผู้ชาย ที่เลือกจะหนีปัญหาหลายๆ ครั้ง ปัญหาผู้หญิงที่ไปทำแท้งในที่ๆ ไม่ปลอดภัย มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวกฎหมายเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องความกดดันของสังคม ไม่ได้มองว่า  ไม่มีใครรรับฟัง โดยเฉพาะฝ่ายชาย หรือบางกรณีรับฟังก็เรียกร้องให้มีการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่ง ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือความต้องการของคนสองคนแล้วไม่รับผิดชอบร่วมกัน กรณีการพบซากตัวอ่อนทารกเป็นพันๆ ราย ในวัดไผ่เงินฯ ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศนั้น สำหรับตนมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาตื่นตกใจ เพราะการทำแท้งมันเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่สื่อประโคมข่าวให้ความสนใจแค่ช่วงสั้นๆ แต่พอผ่านไปแล้ว เรื่องที่สื่อนำเสนอไปจะช่วยอะไรให้กับสังคมได้หรือไม่

 

นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง กล่าวอีกว่า วัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศจากกลุ่มเพื่อนมากกว่าคนในครอบครัว เพราะมันมีความไม่กล้าที่จะคุยกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะพ่อ แม่ และลูก แต่ถ้าถามว่า วัยรุ่นรู้วิธีการคุมกำเนิด ป้องกันโรคติดต่อ หรือไม่ ตอบได้เลยว่า พวกเขารู้ แต่มันก็จะมีความเขินอายเป็นประเด็นใหญ่ที่ยากจะขจัดไป  อย่างการใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่นการไปซื้อถุงยางอนามัย ที่ต้องฟันฝ่าสายตาจากคนที่มองมาอีกด้วย ดังนั้น สิ่งนี้ มันจึงเป็นประตูสำคัญ กำแพงที่หนาในการเข้าถึงการคุมกำเนิดไม่ได้ เรียกง่ายๆว่า คนไทยเรายังคงอยู่ในสังคมที่ ไม่กล้าพูดความจริงมากกว่า  ส่วนความรู้สึกบาปบุญมันฝังในหัวคนไทยหรือคนทั้งโลกมานาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามหรือหาทางออกให้กับเรื่องการทำแท้งเป็นอย่าง มาก อยากให้มองว่า การคุยเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

 


ขณะที่ มุมมองของการทำงานด้านการป้องกัน  ขององค์การแพธ  น.ส.อุษาสินี กล่าวว่า ทางแพธ  ได้มีการขยายการให้ความรู้ การสอนเพศศึกษาให้คนเกิดการป้องกัน หรือชะลอการมีเพศสัมพันธ์โดยตลอดไปยังโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก   เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจให้กับวัยรุ่น ทั้งนี้  พบว่า มีแผนกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้น ม. 5 ที่ชื่อว่า "บทเรียนเขียนชีวิต" ก็พบว่า บทเรียนดังกล่าวไม่ได้มีการหยิบยกเอามาสอนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการตั้งครรภ์และทำแท้งมาสอนเด็กเลย  ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ครู ส่วนใหญ่มักไม่เลือกที่จะเสนอประเด็นการทำแท้งในการสอนเพศศึกษา แต่เลือกที่จะหยิบเอาเรื่องบาปมาสอน ทำให้ยังไม่ก้าวข้ามประเด็นอื่นๆ เช่น วัยรุ่นหญิงชายจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะทำแท้ง หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือแบบไหน มีเพียงแต่ห้ามไม่ให้ทำแท้ง หรือห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความช่วยเหลือแก่คนรุ่นใหม่ให้เขาได้รับความรู้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสมในเรื่องเพศศึกษา เพื่อให้หลุดออกจากมายาคติที่สังคมได้สร้างกรอบไว้


"เราต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำอะไรที่จะเปลี่ยนมุมมอง ความรับผิดชอบที่ปลอดภัยต่อวัยรุ่นได้บ้าง การพยายามของเราไม่เพียงแค่ให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีการให้ข้อมูลความรู้ในระบบการศึกษา เป็นประเด็นที่ท้าทายมาก พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยากที่จะผลักดันการเรียนเพศศึกษาให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเขาจะเน้นให้เด็กมีความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่าที่จะสอนทักษะ ชีวิตให้เด็ก ขณะที่โรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก เขตนอกเมือง ปรากฎว่ามีหลายที่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เป็นคำถามใหญ่ในสังคมว่า เป้าหมายใหญ่ คือเราจะให้เด็กเกิดการเรียนรู้ หรือให้เด็กมีทักษะในการประกอบวิชาชีพ"


พร้อมกันนี้ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ  ยังได้นำริบบิ้นที่ผูกเป็นโบว์สีดำมาแจกให้กับผู้ร่วมเข้าเสวนาทุกคน โดย กล่าวว่า "ขอไว้อาลัยให้กับความมืดบอดของสังคมพุทธด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราจะเปลี่ยนความมืดเป็นความสว่างได้อย่างไร ถ้าเราไม่เปิดใจในเรื่องเพศ"

 

 

 

ส่วนดร.เมทินี  ซึ่งดูแลในส่วนงานของบ้านพักฉุกเฉิน  โครงสร้างทางเลือกสำหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม จากหลายๆ กรณี  ระบุว่า ผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในบ้าน พบว่า หลายคนขาดความรู้ความเข้าใจค่อนข้างมากในเรื่องเพศศึกษา  ซึ่งทางเราก็พยายามให้ความช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจให้คนเหล่านี้เกิดความพร้อมในหลายๆอย่าง มีการแนะนำหญิงที่ท้องไม่พร้อม ทำยังไงให้แม่ที่ไม่พร้อม พร้อมที่จะเลี้ยงลูกได้ หรือ เด็กผู้หญิงบางคนยังเรียนหนังสือไม่จบ ก็มีการใช้เงินจากการการรับบริจาค  ต่างๆ ที่ได้มาไปให้พวกเขาได้รับการศึกษาเพื่อให้เรียนจบ หลายคนพบว่า สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีอาชีพที่ดี ซึ่งทางสหทัยมูลนิธิก็ให้ความช่วยเหลือกับทางบ้านพักฉุกเฉินมาโดยตลอด ระหว่างนี้ สิ่งที่สำคัญ คือการทำงานกับผู้ปกครองของผู้หญิงเหล่านั้น เป็นอะไรที่ยากและท้าท้ายมาก

 

 


"อยากเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ จริงจังเรื่องนี้ ครอบครัว โรงเรียน สื่อ ต้องช่วยกัน  การป้องกันในโรงเรียนต้องทำจริง ซึ่งที่ผ่านมามันติดอยู่ที่ทัศนคติของครูบาอาจารย์ค่อนข้างมาก ไม่อยากให้ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวจริงๆ  เพราะว่า หลายครั้งทุกเรื่องเลย ผู้หญิงจะถูกตัดสินในกระบวนการสุดท้าย แต่ถ้าย้อนกลับไปดู จากประสบการณ์ที่บ้านพักฉุกเฉิน จะพบว่า หลายครั้งมันมีที่มาที่ไป หลายคนเป็นเด็กที่ถูกเหวี่ยง ไปอยู่กับคนนู้นคนนี้  คือเกิดมาจากความไม่พร้อมนี่แหละ แล้วนำไปสู่ปัญหา เด็กก็ตั้งคำถามว่า ให้หนูเกิดมาทำไม เกิดมาก็สร้างปัญหาให้กับสังคม นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้รับความรักที่แท้จริง สังคมต้องเข้าใจและไม่ตัดสินก่อนที่จะไปรับรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร อย่างเช่นการทำแท้ง กฎกติกาที่ออกมาห้ามนู่นห้ามนี่ ท้ายที่สุดอยากจะถามว่า คนที่ต่อต้านสุดโต่งเอื้อมมือมาช่วยอย่างไรบ้าง ในขณะที่ผู้หญิงที่ทำตามกติกาของสังคม แต่ว่าเขาไม่พร้อมเลย และสุดท้ายก็ไม่มีคนเอื้อมมือมาช่วยอยู่ดี"

 

 


ตรงส่วนนี้ ตัวแทนของสหทัยมูลนิธิ ได้ร่วมให้ความเห็นว่า  เท่าที่ทำงานกับเด็กและผู้หญิงมาตลอด ในเรื่องของการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม  สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นในส่วนของสังคมชนบท เมื่อท้องขึ้นมา จะกลัวพ่อแม่รู้และรับไม่ได้ ขณะที่ในสังคมเมือง  บางทีพ่อแม่รู้ แต่ไม่สามารถรองรับปัญหาได้ เนื่องต้องปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงชีพ   จะมารับผิดชอบสมาชิกใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นเคสที่หนักหนา หลายกรณีที่เห็นบ่อยๆ  พอมีคนตั้งท้องมาหาเรา อยู่ในช่วงก้ำกึ่ง สิ่งแรกที่ทุกคนคำนึงคือเรื่องของศาสนา ที่ฝังอยู่ในหัวว่า ถ้าเอาเด็กออกจะบาปแค่ไหน เขาไม่ได้คิดถึงแง่กฎหมายว่าอนุญาตหรือไม่ หรือจะไปหาหมอ แต่เมื่อมีบางรายไม่สามารถเอาเด็กไว้ได้จริงๆ เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดต่างๆ ของเด็กอาทิ สติปัญญาของผู้หญิงที่อาจจะไม่สมประกอบ ที่เขาไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้  ทางเราก็ไปช่วยประสานติดต่อในหลายๆที่ที่ช่วยเอาเด็กออกให้โดยปลอดภัย แต่ เมื่อติดต่อไป ทางแพทย์ก็ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า กลัวบาป แล้วบอกว่า ให้ไปทำที่ไหนก็ไป  อันนี้เป็นกำแพงของการทำงานที่จะช่วยผู้หญิงหรือเด็กที่ท้องไม่พร้อมจริงๆ มันทำให้ในสังคมไทยมีการต่อต้านทำแท้งเยอะ และมีมานานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2524

 

 

แทนของสหทัยมูลนิธิ   กล่าวเสริมต่อว่า ผู้ชายไม่รับผิดชอบ เมื่อทำผู้หญิงท้อง เท่าที่ทำงานมาพบว่า ไม่ใช่ผู้ชายไม่รับผิดชอบ บางคนก็มีความรับผิดชอบ แต่ที่บางคนหายไป เมื่อรู้ว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ นั่นคือการหนีไปตั้งหลักก่อน หายไปเลย แต่เมื่อตั้งสติได้ หลายรายที่กลับมารับผิดชอบ ครอบครัวของผู้ชายจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ชายรับผิดชอบ


"อยากฝากครอบครัวของผู้ชายด้วยว่า ถ้ามีกรณีอย่างนี้ ช่วยเปลี่ยนแนวคิดด้วยว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งท้องกับลูกชายตนเองไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย และไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่สมควรจะเป็นแม่ของหลาน"

 

 

 

ทางด้าน นายแพทย์ประจำคลินิกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตอบคำถามเรื่องผู้ให้บริกาปฏิเสธการให้บริการ ว่า  ตั้งแต่มีการไปกวาดจับคลินิกทำแท้งยังที่ต่างๆ ทำให้สถานบริการที่เปิดให้มีการทำแท้งตามเงื่อนไข  ได้รับผลกระทบกันไป แม้แต่สมาคมวางแผนครอบครัวฯ  ต้องระวังตัว  ส่วนที่ทางแพทย์ไม่ทำแท้งให้ผู้มีการร้องขอ  จริงๆแล้ว ที่อ้างว่า กลัวบาปไม่ใช่หรอก  ตนยืนยันว่า รพ.รัฐทุกแห่งปฏิเสธการทำแท้งทั้งที่สามารถทำได้ โดยแพทย์ผู้ให้บริการไม่มีความมั่นใจว่า มีกฎหมายคุ้มครองหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เรามาหาหนทางกันว่า จะขับ กม.มาตรา  301 ,305 ออกไปได้ดีกว่า

 

 

 

ตบท้ายด้วยตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน  กล่าวว่า ถ้ามีการช่วยเหลือหญิงที่ไม่พร้อม มันดีกว่าการที่ปล่อยให้เด็กเกิดมาแล้วเป็นปัญหาสังคมต่างๆ อยากจะบอกว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ที่อยากเป็นโสเภณี อยากทำแท้ง และอยากเป็นเมียน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะเงิน การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ ไม่มี มีแต่การทำแท้งที่ร้องขอ  ประเทศรอบๆไทย จัดให้มีการทำแท้งอย่างถูกต้องตามวิธี เหลือแต่ไทยที่ยังถกเถียง หาทางออกกันไม่เจอ


"ผมเห็นด้วยกับการจัดการคลินิกที่ทำ แท้งเถื่อน เพราะเขาไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ขณะที่หลายประเทศ ฝึกพยาบาลมาทำแท้ง เพราะหมอไม่ทำ แต่ประเทศไทย หมอพร้อม แต่หมอไม่กล้าทำอยากจะบอกสื่อมวลชนว่า อย่าไปประณามผู้หญิงเลย เขาท้องเองไม่ได้หรอก ถ้าผู้ชายไม่ทำเขา  ผมมีลูกชาย สามคน ยังไม่เห็นไปทำใครท้องเลย มันอยู่ที่เราสอนเขา เรื่องทำแท้งแก้ปลายเหตุ เราทำเรื่องวางแผนครอบครัวมา40 ปีแล้ว ให้กินยาคุมทุกวัน ใส่ถุงยางทุกครั้ง มันก็พลาดได้ อยากจะฝากว่า ถ้าเรามีคนใกล้ตัวท้อง แต่พ่อไม่รับผิดชอบ เราจะทำยังไง สื่ออย่าประณามเขาว่า เป็นแม่ใจร้าย "


ส่วนการพบซากศพเด็กทารก ที่วัดไผ่เงินฯ นั้น ตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ระบุว่า  เรา เรียกว่าศพไม่ได้ ไม่ใช่คนตามกฎหมาย สองพันกว่าห่อ ยังน้อยเกินไป ความเป็นจริงมีอีกเพียบ จัดการได้เลยทำแท้งเถื่อน แต่ถ้ามีการจัดงานโดยแพทย์ที่ถูกกฎหมาย โดยสถานทำแท้งที่ได้รับการรับรองอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ ผู้หญิงที่มีปัญหาจะลำบาก เนื่องจากหาที่ทำไม่ได้

 

>>>คัดมาทั้งเรื่องจากหน้านี้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290588063&grpid=01&catid&subcatid

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไม่ใช่แค่ "ค่าน้ำนม"




ในวันหยุดวันแม่ ฉันอ่านนิตยสารสารคดีฉบับกรกฎาคม 2553 เจอเรื่องที่ทำให้ทึ่งว่า เด็กสมัยนี้อาจไม่ได้มีแค่ "ค่าน้ำนม" ที่ต้องระลึกรู้บุญคุณ แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนต้องซึ้งและพยายามโตขึ้นมาดีให้คุ้มคุณค่าก็คือ "ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป" ที่ทุกสิ่งมีชีวิตในโลกจ่ายให้ด้วย

เห็นว่าต้นทุนการผลิต จัดจำหน่าย และทำลายผ้าอ้อมสำเร็จรู
ปออกจะเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่น่าจะรู้ (ทั้งที่ควรรู้) ฉันจึงคัดเฉพาะตอนที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน

*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแต่ละชิ้
นประกอบด้วยวัสดุที่แตกต่างกัน 3 ชั้น ชั้นนอกสุดคือฟิล์มพอลิเอทิลีน เป็นแผ่นพลาสติกบางๆคอยป้องกันอึและฉี่ของเจ้าตัวน้อยไหลซึมสู่ภายนอก ชั้นกลางบรรจุสารโซเดียมพอลิอะครีเลต หรือพอลิเมอร์ดูดซับความชื้น ลักษณะเป็นเม็ดกลมขนาดเล็กซึ่งจะเปลี่ยนสภาพเป็นเจลเมื่อเจอความ เปียกชื้น และชั้นในสุดซึ่งสัมผัสกับผิวทารกตลอดเวลาคือผ้าไม่ทอ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ยอมให้ของเหลวซึมผ่านไปสู่วัสดุดูดซับความ ชื้นแต่ไม่ไหลย้อนขึ้นมา จึงช่วยให้ทารกแห้งสบาย
*       วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผ้าอ้
อมสำเร็จรูปคือ น้ำมันดิบ เยื่อไม้ และพลาสติก
*       การผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูป 1 ชิ้น ใช้น้ำมันดิบ 2/3 ถ้วยตวง
*       ไม่เพียงต้องโค่นต้นไม้
ขนาดโตเต็มที่จำนวน 10 ตันเพื่อให้ได้เยื่อกระดาษเพียงพอกับการผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับ ทารกแรกเกิดจนถึง 2 ขวบเพียงคนเดียว ขั้นตอนการฟอกขาวเยื่อกระดาษยังซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมด้วยการปล่อยมล พิษชื่อ "ไดออกซิน"
*       กว่าเจ้าตัวน้อยจะควบคุมการขั
บถ่ายได้เอง ต้องผ่านการเปลี่ยนผ้าอ้อมราว 5,000-6,000 ครั้ง หากทั้งหมดเป็นการนุ่งผ้าอ้อมสำเร็จรูป นอกจากมันจะแปลงร่างเป็นภูเขาขยะสูงท่วมหัว ยังคิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่ต้องควักกระเป๋าจ่าย
*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปต้องใช้เวลานาน 200-500 ปีจึงจะเสื่อมสภาพและแตกสลายเป็
นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นั่นหมายความว่า ขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุกชิ้นนับตั้งแต่ผลิตออกมา หากไม่ถูกโยนเข้าเตาเผาขยะ มันก็ยังตกค้างอยู่ในโลกใบนี้
*       ผ้าอ้อมบางรุ่นแสดงความเป็นมิ
ตรกับสิ่งแวดล้อมโดยประทับตรา "Biodegradable" หรือ "ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ" ทว่าในความเป็นจริงมีเพียงองค์ประกอบส่วนน้อยเท่านั้นที่ย่อยสลายได้เร็ว
ที่เหลืออีกส่วนใหญ่ล้วนเป็นวั
สดุย่อยสลายยากเช่นเดียวกับที่ใช้ ในผ้าอ้อมสำเร็จรูปทั่วๆ ไป
*       สิ่งขับถ่ายที่หมักหมมอยู่
ในขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปมักย่อยสลาย โดยจุลินทรีย์ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนหรือมีออกซิเจนน้อย และปล่อยผลลัพธ์เป็นมีเทน ซึ่งสร้างปัญหาโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์
*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปใช้แล้วเป็
นขยะที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ หากไม่จัดการให้ดี เช่น กองทิ้งกลางแจ้ง ฝังในหลุมฝังกลบที่มีการรั่วซึม น้ำชะขยะจะกระจายเชื้อโรคสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นจากการใช้ผ้าอ้อมแบบดั้งเดิมซึ่งต้องฉีดล้าง สิ่งขับถ่ายลงโถส้วมก่อนนำผ้าอ้อมไปซักทำความสะอาด

สุดท้ายนี้ขอออกตัวว่าไม่ได้
บรรจงเขียนขึ้นเป็นความเรียงรับวันแม่ แค่มันบังเอิญทิ่มตาเอาในจังหวะว่าง และขอบคุณสวรรค์ที่ดิฉันไม่มีบุตร เพราะถ้ามี ก็คงไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกให้โตขึ้นด้วยการพึ่งพาผ้าอ้อมซักได้เพียงอย่างเดียว


วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หัวอกแม่



อารมณ์ "รันทดและงดงาม" ตอนหนึ่งจาก "รันทดและงดงาม"

..............

แน่นอน แม่ต้องการให้เธอแต่งงาน การที่แม่พาเธอมาเกียวโตก็เพื่อให้ห่างจากโอกิ เพื่อให้เธอสบายใจเท่านั้น แม่ไม่ได้หวังจะให้เธออยู่ที่นี่เป็นการถาวร แต่เกียวโตไม่ได้เยียวยาความกังวลของเธอ เมื่อโอโตโกะอายุสิบเก้า แม่ก็ยื่นข้อเสนอให้เธอแต่งงานเป็นครั้งแรก วันนั้นเป็นคืนเทศกาลแสงไฟพันดวง ซึ่งจัดขึ้นที่วัดเนมบุทซึ ในอะดาชิโะ  กลางที่ราบซางะ

โอโตโกะเห็นน้ำตาแม่คลอเบ้าขณะมองดูแสงไฟพันดวงที่จุดขึ้นหน้าแผ่นหินคร่ำคร่าเหนือหลุมฝังศพ-ศพไม่มีญาติ-เรียงรายสุดลูกหูลูกตาราวกับเด็กที่ตกนรกทั้งเป็น บรรยากาศแห่งความตายครอบคลุมบริเวณ แสงวับแวมของเปลวไฟในความมืดยิ่งทำให้หดหู่ยิ่งขึ้น

มืดสนิท เมื่อเธอกับแม่เดินกลับมาตามถนนของเมือง

"ช่างเงียบเหงาจริง" แม่ของเธอว่า "ลูกล่ะ โอโตโกะ ไม่รู้สึกเหงาบ้างหรือไง" คราวนี้คำว่า 'เหงา' มีความหมายเปลี่ยนไป แม่เริ่มพูดถึงพิธีการแต่งงานของโอโตโกะ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งในโตเกียวเป็นแม่สื่อให้

"แม่คะ ขอโทษด้วย หนูแต่งงานไม่ได้หรอกค่ะ" โอโตโกะว่า

"ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงเราจะแต่งงานไม่ได้นี่นา"

"แต่หนูว่ามีนะคะ"

"ถ้าหนูไม่แต่งงาน เราทั้งคู่จะกลายเป็นศพไม่มีญาตินะจ๊ะ"

"หนูไม่เข้าใจหรอกค่ะ"

"ก็ไม่มีญาติที่ไหนมาคอยเศร้าโศกเสียใจเวลาเราตายไง"

"ค่ะ แต่หนูยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี" เธอหยุดพูด "ถึงตอนนั้นเราก็ตายไปแล้ว"

..............

อ่านแล้วคิดถึงแม่ตัวเอง


หมายเหตุ : ขอบคุณโม่ที่ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้อ่าน มัน "รันทดและงดงาม" จริงๆ

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คุณแม่อยากรู้วววว์



เพื่อนผู้เป็นคุณแม่ยังสาว (ตอนปลาย) ข้องใจ คิดไม่ตก เลยเขียนมาถามคนช่างคิด+ปากสว่างอย่างฉัน
เพราะเพื่อนอยากรู้ว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้าง เพื่อนๆ ในมัลติพลายของฉันจะทำอย่างไร



วันก่อนไปกิน ร้านกินเส้นกับน้องสาว สั่งสปาเกตตี้ต้มยำทะเลแห้ง แต่ได้เส้นมาม่ามาแทน
ก็กินไป

กินเสร็จ ก็นึกไปว่าถ้าสมมติว่าลูกมากินด้วย แล้วเกิดเหตุการณ์อย่างงี้ ควรจะทำยังไง

ก.บอกบ๋อยว่า ผิด ไม่เอา ไปทำมาใหม่
ข.ยอมกิน (เหมือนเดิม)
ค.บอกบ๋อยว่าผิด ให้รู้ว่าผิดนะ แต่ก็จะกิน

คน ไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งชั้นด้วย เป็นข้อ ข. ซึ่งบางทีมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ว่าแมะ


วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เดียว

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:งามพรรณ เวชชาชีวะ

วันก่อนได้ยิน (จริงๆ คืออ่าน) เจ้แอน-แม่ทะเล เม้นท์ว่า ‘เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่’ ไว้ในโน้ตที่ฉันเปรยไว้ว่าจะกลับไปอยู่บ้าน ..ก็ไม่รู้เพราะความเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่หรืออีกเปล่า เจ้ถึงได้ให้ (ด้วยความพิศวาส) หนังสือเล่มนี้กับฉัน (และฉันก็จะให้-ด้วยความพิศวาส-ต่อไปยังน้องรักอีกคน)

นิยายเรื่องนี้อ่านง่าย อ่านลื่น อ่านเพลิน ตามสไตล์ งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้ไม่จำเป็นต้องไซโคคนอ่านด้วยศัพท์ซับซ้อน สำนวนสวิงสวาย วางโครงเรื่องวกวน หวือหวา เพียงเพื่อจะทำให้คนอ่านรับรู้ว่านี่ว่านี่เป็นเรื่องซีเรียสนะจ๊ะ ซีเรียสจริงๆ จ้ะ ..เธอแค่ค่อยๆ เล่าไปเรื่อยๆ ค่อยๆ นำพาเราสู่ความเข้าใจกับเรื่องราวทีละนิด แล้วค่อยไปกดดันเราให้ซีเรียสในจังหวะที่เหมาะ จนในที่สุด เราก็เข้าใกล้ความ ‘เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่’ ไปกับเรื่องราวของเธอได้

“เดียว” เกิดจากการหายไปของน้องเดียว ลูกคนเดียว ที่เป็นดังแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อแม่ (เรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะที่บ้านก็มีกันตั้งสามพี่น้อง ลูกของตัวเองก็ยังไม่มีโอกาสจะมี) หายในที่นี้ คือโดนลากตัวขึ้นรถตู้นิรนามที่บึ่งหนีไปต่อหน้าต่อตาคนเป็นพ่อ..บาดใจกันขนาดนั้น

เรื่องเกิดขึ้นสิบกว่าปีก่อน ยุคที่อินเทอร์เน็ตและมือถือยังไม่แพร่หลายอย่างนี้ อาศัยแค่กำลังติดตามของตำรวจจึงไม่อาจพาเด็กชายกลับมาสู่อ้อมอกของพ่อแม่ได้

ลูกที่เฝ้าเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม จะไปตกระกำลำบากอย่างไร ถูกให้ทำงานที่แย่ สกปรก และเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน จะถูกเขาหักแขนหักขา ควักลูกตาแล้วไปนั่งขอทาน พาไปค้าประเวณี ขนยาเสพติด ไปลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว หรือถูกผ่าท้องเอาตับไตมาขาย พ่อแม่ไม่มีทางรู้

ความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงเหมือนใจจะขาด

ที่จริงข่าวแก๊งค์ลักเด็กเอย ฟอร์เวิร์ดอีเมล์ขอความช่วยเหลือตามเด็กหายเอย ข่าวแบบนี้มีมาเรื่อยๆ จนเราชินหู และคงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก ถ้าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกเต้า หลาน หรือญาติพี่น้องของเรา อ่านจบแล้วฉันเองก็เพิ่งตระหนักนะ ว่า การค้ามนุษย์เป็นปัญหายิ่งใหญ่เหลือเกิน ใหญ่เกินกว่ากำลังของคนเป็นพ่อแม่ ตำรวจ และมูลนิธิช่วยเหลือ

ฉัน ในฐานะเพื่อนร่วมโลกของพ่อ แม่ และลูก ครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย ควรมีบทบาทอย่างไรในยามที่ประสบฉากหนึ่งในกระบวนการค้ามนุษย์ เวลาเห็นเด็กชายตัวผอม หน้าหม่น ผิวกร้าน ใส่ชุดนักเรียนสกปรกมอมแมม ถือกล่องบุบบี้ยืนอยู่ตรงตีนสะพานลงจากสถานีรถไฟฟ้า ปากพร่ำพูดแต่ตาไม่สบกับใคร ร้องขอแค่เงินสนับสนุนการศึกษา เวลาเด็กชายพาน้องสาวตัวเล็กมาขายดอกกุหลาบเหี่ยวๆ ในร้านอาหาร เวลาเห็นผู้หญิงนั่งขอทานอยู่บนพื้น ในตักมีเด็กวัยกำลังกินนมนอนหลับคอพับคออ่อนอยู่

ให้ หรือไม่ให้?
หรือควรจะทำยังไงต่อ?
มีอะไรที่เราช่วยได้มากกว่าส่งฟอร์เวิร์ดอีเมล์ไหม?



บันทึก:
• ข้อมูลที่ทำให้สะเทือนใจมากๆ ที่ได้รู้จากนิยายเรื่องนี้คือ วิธีที่เขาทำให้เด็กๆ ไม่กล้ากลับมาหาพ่อแม่ แม้จะจำได้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน และเบอร์โทรศัพท์เบอร์อะไร
• การผูกเรื่องของนิยายเรื่องนี้ไม่ถึงกับเนียนเป็นเนื้อเดียวแบบถุงน่องเนื้อดีหรอก แต่ฉันว่างามพรรณประณีตมาก เธอวางแผนเขียนได้แยบยล และลุ่มลึก ฉันเชื่อเธอใช้เวลากับมันนานพอดู (อ่านงานแบบนี้แล้วรู้สึกอยากจะขอบคุณนักเขียนนะ)
• ฉันคิดว่า คนอยากจะเป็นนักเขียนนิยาย อย่างน้อยต้องทำได้อย่างนี้ ถ้าได้ไม่ถึงครึ่งของงานแบบนี้ สำนักพิมพ์โปรดอย่าพิมพ์ให้เปลืองกระดาษ สำนักพิมพ์ที่ไม่คัดสรรงานมาแบบสั่วๆ ก็ไม่น่านับถือในสายตานักอ่านอย่างฉัน
• งามพรรณจบได้เจ็บปวดมาก (ผิดคาด)
• ไม่ค่อยได้อ่านนิยายไทยเขียนใหม่ๆ มากนัก แต่ฉันว่า นิยายอย่าง ‘เดียว’ เนี่ย ไม่เสียเวลาอ่านเลย
• อ่านท่อนท้ายในรถไฟขากลับ เผลอน้ำตาไหลโดยไม่ตั้งตัว หวังว่าจะไม่มีคนสนใจ
• (ถึงมีคนสนใจก็ใช่ว่าฉันจะแคร์นี่นะ)
• สุดท้ายนี้ขอจบด้วยคำขอบคุณเจ้แอน ผู้เมตตา แล้วก็มอบของดีๆ ให้ม้าน้อยมาตลอด






วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ใครหนอ ใครกันให้เราขี่คอ






คืนหนึ่ง
มีลมเย็นรำเพยพัด
โบกร้อนให้ห่างไกลคนบางกอก

แม้แม่-ลูกในสวนยังไม่วาย เริงลมรื่น
หยอกล้อ เล่นกันไม่ยอมหยุด







วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เรื่องแม่-แม่




ประสบการณ์ของผู้โดยสารนั้นยากจะแบ่่งปัน



ธันวาคม ๒๕๕๒

มาเชียงใหม่คราวนี้เหมือนว่าจะมาเที่ยว
แต่ไปๆ มาๆ เหมือนว่าทริปนี้้ของคนเกลียดเด็กอย่างฉัน กลายเป็นทริปตามติดชีวิตแม่ และ(ว่าที่)แม่ไปซะงั้น



วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Hula Girls : เต้น! เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ใกล้สอบแล้ว อาทิตย์นี้ตั้งใจจะทบทวนบทเรียน แต่ก็เฉไฉไปเปิดหนังดู (ตามเคย)
ทีนี้เลยได้ทบทวนด้วย (นิดหน่อยก็ยังดี) สนุก แล้วก็มีน้ำตาไหลประกอบอีกตามเคย

Hula Girls ฉายในปี 2006 แต่เล่าเรื่องราวในปี 1965 หรือ 41 ปีก่อนหน้านั้น ในเมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งตั้งอยู่หุบเขาที่มีอากาศหนาวซึมเซาหม่นมัวตลอดปี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คนเมืองนั้นเขามีอาชีพการงานหลักอยู่ในเหมืองถ่านหินที่กำลังจะปิดตัวเพราะเริ่มมีการใช้น้ำมันมาแทนที่ ทำให้คนงานเกือบสองพันคนต้องตกงาน..แล้วเขาจะทำไงกัน พื้นที่เกษตรก็ไม่มี ประมงก็ไม่ได้ จะค้าขายหรือเส้นทางคมนาคมก็ไม่สะดวก เห็นว่าแม้แต่รถบัสยังไม่มีผ่าน จะขึ้นรถไฟก็อาจต้องไปขึ้นที่เมืองใกล้ๆ

ทางออกก็เลยเป็นโครงการ “โจบัง ฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์” ที่จะเนรมิตความอบอุ่นและสดใสของฮาวายมาไว้แถบนั้น เพื่อดึงดูดให้มีรายได้การท่องเที่ยว และการจ้างงานเกิดขึ้น

แต่ว่า ด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนเมืองนี้ที่เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ทำงานในเหมือง พอโตก็ต้องไปทำงานในเหมือง พอมีครอบครัว ก็ยังคงเป็นครอบครัวทำงานเหมืองต่อไป คณะเต้นฮูล่าจึงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากมีสาวๆ สนใจน้อยแล้ว แรกๆ น้องๆ เค้ายังอ่อนใจ เพราะเป็นการเต้นที่ใช้เทคนิคใหม่ ซึ่ง..ไม่สามารถ

จนได้เห็นครูสาวเปรี้ยวและมีปัญหาจากโตเกียวซ้อมเต้นหน้ากระจกนั่นแหละ น้องๆ ถึงมีแรงฮึด อยากจะเต้นเป็นบ้าง แต่แม้จะมีความพยายามแล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

ตอนที่แม่น้องนางเอกมาจิกตัวลูกสาวกลับบ้าน เธอประกาศว่า..คนเมืองนี้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน ช่วยสามีทำงานหาเงิน ไม่ใช่ออกมาเต้นแหกแข้งแหกขา ยั่วยวนผู้ชาย..

ไม่คิดว่าคุณครูจะสวนกลับไปว่า ..เพราะคิดอย่างคุณป้า ผู้ชายถึงยังไม่หยุดดูถูกผู้หญิงอย่างนี้ไง..

ใช่แล้ว ฮูล่าเกิร์ลไม่ได้เป็นแค่หนังดูสนุกๆ แต่เป็นหนังผู้ใหญ่ที่ถามถึงความฝัน ถามถึงความกล้าหาญที่จะเลือกทำ (งาน) ในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความสุข โดยเฉพาะถ้ามันเป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ถามถือการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง เคารพในความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ดีของผู้อื่น และการรู้จักยอมรับเมื่อเขาคนนี้พิสูจน์ให้เห็น

แม่น้องนางเอกพูดกับผู้นำสหภาพแรงงานเหมืองในครั้งที่ออกไปขอยืมเตาถ่านหิน เพื่อเอาไปจุดให้ความร้อนกับต้นปาล์มจากไต้หวันที่ขนมาปลูกสร้างบรรยากาศฮาวาย ไม่ให้พวกมันสลดตายเพราะความหนาวเย็นไปเสียก่อนที่ท่อน้ำอุ่นจะส่งน้ำมาได้ ว่า

..เมื่อก่อนฉันคิดว่างานคือการทำงานในหลุมมืดๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นหรือตาย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าการทำงานโดยการเต้นให้ความสุขกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เด็กพวกนั้น..พวกแกจะสร้างโลกใหม่ด้วยรอยยิ้มได้..

สาวๆ ฮูล่าทำให้เห็นแล้ว ด้วยการเต้นที่พวกเธอรัก พวกเธอช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมๆ กับที่ทำให้ตัวเองและผู้ชมมีความสุข

และบางทีอาจเป็นความเพียรพยายาม และความสุขที่ฉายออกมาผ่านยิ้มและประกายตาของพวกเธอนี่แหละ ที่สร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดขึ้นในใจคนดู



บันทึก:
• คนญี่ปุ่นนี่ถนัดทำหนังเรียกแรงบันดาลใจ+ความสามัคคีของเด็กผู้หญิงเสียจริง ดูฮูล่าเกิร์ลจบแล้วคิดถึงสวิงเกิร์ลทันที
• ฉากเมืองเหมืองถ่านหินทำให้นึกถึงช่วงแฟลชแบ็คในหนังโตเกียวทาวเวอร์ เมืองบ้านเกิดของแม่ไง จำได้ไหม?
• พี่ชายน้องนางเอกก้น (เปลือย) สวยจัง
• ชอบท่าเต้นของมาโดกะเซนเซที่บอกว่า “ฉันมีความรักให้คุณ” จัง
• “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อสุภาษิตนี้
• ไม่รู้มีใครดูแล้วรู้สึกว่าหนังถูกตัดไหม เหมือนมันเล่าข้ามเป็นช่วงๆ อะ หยั่งตอนก่อนน้องขึ้นเวทีแกรนด์โอเพนนิ่ง มีฉากพี่ชายจะนั่งรถรางเข้าเหมือน แล้วไงต่ออะ? หรือแค่จะบอกว่า ‘แต่ละคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี’ แค่นี้
• ดูแล้วอยากไปเข้าคลาสเบลลี่แดนซ์จัง อิ อิ


วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พ่อแม่ช่วยกันปั้น





หวัดดีน้องปั้น

หนูเกิดเวลา ๒๓.๒๐ น. คืนวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนาคม ๒๕๕๒ ก่อนกำหนดเดิมของหนู คือวันที่ ๗ เดือน ๗ ตั้ง ๒ สัปดาห์
มาพร้อมน้ำหนัก ๓,๐๐๐ กรัม น้าดูแล้วก็คิดว่าหนูตัวใหญ่ไม่ใช่เล่นเลย
(เกิดมาก็ตัวตึงเปรี๊ยะเชียวลูก) ..แต่หนูรู้อะไรไหม แม่จินนี่น้อยของหนูเขาคลอดหนูเองเลยนะ
แล้วเขาก็ได้แต่เล่าซ้ำๆ อย่างภาคภูมิใจให้น้าฟังว่า "เป็นอะไรที่เจ็บปวดทรมานมาก"
(หนูนึกออกไหมว่าแม่เค้ากำลังทำหน้ายังไง-อิ อิ)

พ่ออาร์ตกะแม่จินตั้งชื่อหนูว่า "ปั้น" น้าว่าน้าเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
ชื่อจริงหนูเท่มาก แม่เขาให้หนูชื่อว่า "นฤทธิ์" ฟังดูแมน+แรงดีนะ น้าว่า

ตอนอายุยังไม่เต็มวันนี่ตัวหนูเป็นสีส้มเหมือนแซลมอนรมควัน (น้ากำลังหิว) เวลาหนูร้องหน้าหนูดูแดงแป๊ดขึ้นมาเชียว

แม่หนูบอกน้ำนมยังไม่ไหล
แต่หนูขยันดูดมากๆ น้าว่าเดี๋ยวนมอุ่นๆ คงจะไหลมาเทมาให้หนูได้ดูดจนอิ่มอย่างแน่นอน

สู้ต่อไปนะ น้องปั้น!


หมายเหตุ:
-ชมภาพน้องปั้นตอนอยู่ในท้องแม่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/229/229
-พ่อหนูหน้าตาดีจริงๆ นะ http://mandymois.multiply.com/photos/album/473/473


วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

ME YOU THEM : 1 เมีย 3 ผัว ครอบครัวพิลึก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy

ME YOU THEM (2000) หรือ Eu Tu Eles ในภาษาโปรตุกีส เล่าถึงชีวิตผู้หญิงหนึ่งคนที่มีสามี 3 คน และลูกอีก 3 อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน

เดือนบอกว่าดูแล้วนึกถึงอิฉัน เลยส่งมาให้ดูบ้าง อิฉันเองก็สงสัยว่า อะไรนะทำให้เดือนนึกถึงเรา ดูจบแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดี เป็นได้ว่าอาจเป็นเพราะความมีเสน่ห์ทางเพศ?(จริงหรอ?? เรายังหา ผ ไม่ได้สักคนเลยนะ-อิ อิ) หรือเพราะรูปลักษณ์ที่สวยแบบบ้านๆ? (..อะนะ อย่างน้อยก็ยังสวย) หรือจะเป็นเพราะความบึกบึน แข็งแรงเหมือนแม่นางเอกในเรื่อง?...อะไรก็ตาม แต่คงไม่ใช่ความเป็นแม่พันธุ์—ฮา

ผู้ชายคนนึงจะมี ม 2 หรือ 3 อยู่ในบ้านเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผู้หญิงที่มี ผ ถึง 3 แถมแต่ละคนยังปรองดองสามัคคีไม่มีขัดแย้งกันอย่างนี้ มันน่าสนใจแท้ๆ ว่าเธอทำได้ไง

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอีโรติก แต่เป็นคอมมิดี้ดราม่า มันจึงไม่ใช่การใช้เสน่ห์ยั่วยวนทางเพศ หรือบทสวาทร้อนเร่าถึงกึ๋นที่ดึงดูดผู้ชายทั้ง 3 ให้มาโคจรรอบตัวผู้หญิงคนนี้ แต่ถ้าบอกตอนนี้ว่าคือ ความรัก ความผูกพัน และพึ่งพาอาศัย ก็คงจะนึกภาพกันไม่ออกอีก ว่า 3 ความเนี้ยจะใช้ผูกผู้ชายไว้กับตัวได้ไง..อย่างนี้ต้องเล่าคร่าวๆ


เรื่องมันเกิดที่บ้านนอกของบราซิล Darlene (Regina Casé) เป็นสาวบราซิลเชื้อสายอินเดียน (ชาวพื้นเมืองของบราซิล) รูปโฉมของเจ้าหล่อนจึงไม่ใช่ความสวยสะคราญ อ้อนแอ้น แต่คือหน้าตาบ้านๆ ในรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศและการทำงานหนัก หนังเริ่มเล่าก็ตอนเธอท้องโตเสียแล้ว ตอนนั้นฟ้าเพิ่งสาง เธอเก็บของ ล่ำลาแม่ นั่งลาออกไปในชุดแต่งงาน ไปรออยู่ที่โบสถ์ แต่รอจนสายก็ไม่เห็นมีใครมาแต่งงานด้วย แต่ออกจากบ้านมาแล้ว จะบากหน้ากลับไปได้ไง เธอเลยโบกรถทั้งชุดแต่งงานนั่นแหละ

3 ปีต่อมา ดาร์ลีนาจึงกลับมาพร้อมลูกชายวันกำลังน่ารัก แวะทัก Osias (Lima Duarte) เพื่อนบ้านซึ่งกำลังสร้างบ้านด้วยดิน ว่าบ้านสวย ก่อนจะไปบ้านตัวเอง แล้วจึงพบว่า แม่เสียชีวิตแล้ว และก่อนที่จะกระเตงลูกกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมนั่นเองที่เธอได้รับข้อเสนอจากโอซิแอสว่า บ้านที่ว่าสวยน่ะ อยากได้ไหม ถ้าอยากได้ มาแต่งงานกันสิ

แรกเลยดาร์ลีนาก็งง แต่ซิงเกิลมอมที่ไม่มีที่ไปอย่างเธอ อยู่ดีๆ มีผู้ชายหน้าตาไม่น่ารังเกียจ (แก่นิดนึง) แถมมีบ้านมาขอแต่งงาน เธอก็เซย์เยส เพื่อที่จะได้รู้ว่า บ้านน่ะ สุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นของเธอหรอก เพราะเมื่อเธอแต่งกับเขา เธอก็เป็นของเขา และบ้านของเธอ ก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่ดี

ชีวิตที่มี ผ เป็นตัวเป็นตนไม่หวานชื่นและสบายอย่างที่คิด เพราะ ผ ไม่ค่อยทำการบ้าน ไม่แสดงความพิสวาสในตัวเธอเอาเสียเลย เขาหลอกเธอมาแต่งเป็นเมียทาสมากกว่า งานรับจ้างในไร่คนอื่นก็ต้องทำ เลี้ยงแพะให้ผัวก็ต้องทำ ไหนจะงานบ้าน แล้วงานหนักอย่างเดินไกลๆ ไปตักน้ำ หาฟืนอะไรอย่างนี้ ก็ต้องช่วยกันทำกับลูกชาย

ส่วนผัว.. วันๆ ก็ได้แต่นอนเปล ฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ปล่อยแพะหากินเอง

แล้วดาร์ลีนาผู้ว้าเหว่ ไร้รักจาก ผ ก็มี ‘อะไรๆ’ กับหนุ่มผิวดำผู้มาธุระเรื่องแพะของผัว จนป่องขึ้นมา แล้วก็คลอดลูกออกมาเป็นเด็กตัวดำ

ราเชล น้องสาวผัวกระแนะกระแหนเธอเรื่องสีผิวของลูก (แน่ล่ะ แม่มันไม่ดำ พี่ชายตัวเองก็ไม่ดำ แล้วเด็กมันดำเหมือนใคร) ดาร์ลีนาย้อนว่า “ลูกตัวดำเพราะแม่ทำงานหนักไม่มีใครช่วย” (อิฉันฟังแล้วทั้งเห็นใจทั้งสะใจเลยเชียว)


พายุลูกต่อมาที่กระหน่ำใส่ชีวิตผู้หญิงคนนี้คือ การตัดสินใจเพื่ออนาคตของลูก ดาร์ลีนาตอนนั้นทั้งเซ็ง ผ นัมเบอร์ 1 แล้วก็ไม่รู้สึกผูกพันอะไรนัก แถมทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่คนเดียว เลยตัดสินใจพาจูงลูกคนเล็ก พาลูกคนโตอยู่กับพ่อ (หน้าตาพ่อลูกคนแรกเป็นไง หนังไม่เปิดโอกาสให้เห็น) แล้วเธอก็เกือบหนีไปแล้วเชียว ยังดีที่ตัวผัวซึ่งสบายจนชินและยอมรับกับความลำบากในวันที่เมียไม่อยู่ไม่ได้ ไปตามเธอกลับมา

คนคนหนึ่งที่มีความเห็นอกเห็นใจ เอื้ออาทร และใส่ใจดูแล เป็นคนคนเดียวที่ดาร์ลีนาระบายความเศร้าหมองเพราะต้องพรากจากลูกก็คือ Zezinho (Stênio Garcia) ญาติผู้น้องของผัว ซึ่งกลายมาเป็น ผ นัมเบอร์ 2 ของดาร์ลีนา

เซซิโน่ย้ายมาอยู่บ้านของโอซิแอสเพราะถูกราเชลไล่ออกจากบ้าน โทษฐานที่มัวแต่ออกไปข้างนอก (ไปเริงรักกับดาร์ลีนา กลางแจ้ง-ริมบ่อที่หล่อนนั่งซักผ้า) จนกลับมาไม่ทันดูใจคุณยายชรา ผ นัมเบอร์ 2 นี้ออกจะมีบุคลิกเรียบร้อย เก่งการบ้านการเรียน จน ผ นัมเบอร์ 1 ประเมินว่า 'ทำไม่เป็น' ปลอดภัย ให้อยู่ใกล้นังเมียไฟแรงสูงได้
นัมเบอร์ 2 นี้นับว่าเป็นคนมีน้ำอกน้ำใจกับดาร์ลีนามาก ตั้งแต่แกมาอยู่บ้านด้วยก็ช่วยแบ่งเบาไปได้มาก ทั้งดูแลทำงานบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า เลี้ยงแพะ แถมยังปั่นจักรยานไปส่งข้าวเที่ยงร้อนๆ ให้เธอถึงที่ไร่เลยด้วย

แล้วลูกชายคนที่ 3 ของดาร์ลีนาก็ถือกำเนิดขึ้น เด็กคนนี้มีดวงตาสีฟ้าสวย เหมือน ผ นัมเบอร์ 2


ผ คนที่ 3 ของดาร์ลีนาชื่อ Ciro (Luiz Carlos Vasconcelos) ทั้งหนุ่ม หล่อ (มั่ก!) และหุ่นดี เธอสบตา และถูกใจสำนวนของเขาจากงานสังสรรค์ของหมู่บ้าน จากนั้นก็ได้เจออีกครั้งในไร่อ้อย ตอนนั่งรถส่งคนงานกลับมาด้วยกัน เขาว่าเขายังไม่มีที่พัก ดาร์ลีนาจึงชวนไปกินข้าวที่บ้าน (ผ นัมเบอร์ 2 เป็นคนทำ) เกือบโดน ผ นัมเบอร์ 2 กันท่าไม่ให้เข้าบ้านแล้วเชียว ดีว่าหนุ่มคนนี้มารยาทน่ารัก ไปเยือนพร้อมของติดไม้ติดมือ ผ นัมเบอร์ 1 ชอบใจ (คงกะจะขัดคอนัมเบอร์ 2 ด้วย-เคืองที่ลูกตัวเองสีตาเหมือนน้อง ว่างั้น) เลยเชิญเข้าบ้าน แถมให้ชวนให้พักด้วยกันอีก

ตกเช้า หนุ่มสาวเขาเดินตามกันไปไร่ ตาเฒ่าสองคนอยู่บ้านด้วยกัน นัมเบอร์ 2 อดริษยาไม่ไหว เริ่มเป่าหูนัมเบอร์ 1 ว่าเนี่ย เดี๋ยวชาวบ้านต้องนินทาแน่เลย นัมเบอร์ 1 ได้ยินแล้วฉุนเชียว ‘นี่บ้านฉัน ฉันจะให้ใครอยู่ก็ได้ ใครจะกล้ามานินทา’ ว่าแล้วก็สั่งให้นัมเบอร์ 2 หุงข้าวเที่ยงเผื่อนัมเบอร์ 3 แถมให้ปั่นจักรยานไปส่งข้าวให้เมียตัวเองและ ผ นัมเบอร์ 3 ด้วย (ฮา)

นัมเบอร์ 2 ปั่นจักรยานไปส่งข้าวเที่ยงให้เมียตัวเองและ ผ ใหม่อย่างร้าวรานใจ ไปถึงยังไปแอบเห็นเขาเริงรักกันกลางวันแสกๆ กลางดงอ้อยอีก (เจ้าประคู้นนน ผีสางเทวดาไม่อายไม่ว่า แต่ไม่คายหลังกันมั่งหรือไงไม่รู้สิ) เล่นเอาป่วยไปเลย


นัมเบอร์ 3 ขยันหาของมากำนัลนัมเบอร์ 1 เจ้าของบ้านเลยออกคำสั่งว่าให้อยู่ได้จนกว่าจะได้ที่อยู่ที่ดีกว่านี้ แล้วนัมเบอร์ 3 ก็อยู่อย่างสบายใจเนียนๆ จากพื้นนิสัยที่ดี รักเด็ก ทำให้เด็กๆ รักแถมยังเข้ากับนัมเบอร์ 1 ได้ดีอีก

กระนั้น เขาก็รู้สึกผิด แล้วก็แอบน้อยใจอยู่ลึกๆ เขาบอกดาร์ลีนาวันหนึ่งว่า ชีวิตนี้ไม่เคยต้องต่อคิวยาวขนาดนี้เพื่อรอผู้หญิงคนเดียว ว่าแล้วเขาก็ชวนหนี


แต่ดาร์ลีนาไม่คิดจะหนี ก็บ้านหลังนี้สงบสุขดี นอกจากนี้เธอมีลูกชายอีกถึง 2 คนในบ้านหลังนี้ ไหนจะ ผ อีก 2 ซึ่งเธอรักทุกคนเลย ว่าแล้วเธอจึงวางแผนสำคัญขึ้น

คืนนั้นเธอปรนเปรอนัมเบอร์ 1 เสร็จแล้วก็สะกิดปลุกนัมเบอร์ 2 ให้ตามไปที่คอกแพะ นัมเบอร์ 2 ดีใจเหลือหลาย บอกว่าเกือบลืมไปแล้วว่าเซ็กซ์เป็นยังไง แต่ดาร์ลีนากลับบอกเขาว่า อยากให้ช่วยหว่านล้อมนัมเบอร์ 1 ให้ต่อห้องเพิ่มให้นัมเบอร์ 3 ไม่อย่างนั้น เธอจะหนีไปกับเขา

เธอใช้ไม้ตายกับนัมเบอร์ 2 โดยการบอกความจริง เธอท้องกับนัมเบอร์ 3 แล้ว

กล่อมเสร็จ ดาร์ลีนาก็ล้างหน้าตา เนื้อตัว นัมเบอร์ 3 ตามออกมาเหน็บประสาคนกำลังน้อยใจ เธอก็ใช้ไม้ตายอีกครั้ง ผ นัมเบอร์ 3 เป็นคนรักเด็ก พอรู้ว่ากำลังจะมีลูกของตัวเองก็ดีใจมาก โผกอดเมีย และร่วมรักอย่างเร่าร้อน และไม่คิดจะจากเมียไปไหนอีก


นัมเบอร์ 2 กับ 3 อยู่มือดาร์ลีนาแล้ว เหลือแต่นัมเบอร์ 1 คนหัวแข็ง ถือดี

นัมเบอร์ 2 ทำตามคำสั่งเมีย เริ่มกล่อมโดยอ้างว่า ดาร์ลีนากำลังท้องกับ ผ ใหม่ ถ้านัมเบอร์ 1 ไม่ยอมให้นัมเบอร์ 3 อยู่ด้วย สองคนนี้จะหนีตามกันไป นัมเบอร์ 1 โวยวาย ‘นี่บ้านฉัน ไอ้สองคนนี้มาอยู่ใต้ปีกของฉัน ถ้ามันอยากไปกันนักก็ไปเลย แต่ห้ามเอาลูกไปด้วยนะ’

นัมเบอร์ 2 ผู้ฉลาดและใจเย็นกว่า ได้ยินดังนั้นก็แก้ให้
‘เราต่างหากที่อยู่ใต้ปีกพวกเขา เรามันตาแก่ ถ้าเขาไป เราก็มีแต่จะถูกทิ้งให้ยืนพิงกัน’

นัมเบอร์ 1 ฟังแล้วสะดุ้ง เพราะความจริงนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว ชีวิตของเขาจะขาดเมียคนนี้ไม่ได้เลย ขาดน้องชายคนนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันทำกับข้าวอร่อยกว่าเมีย งานบ้านก็ทำเรียบร้อยกว่า กระทั่งลูกทั้งสองคน (ที่อิฉันเองว่าเขาก็รู้นะ ว่าไม่มีคนไหนเป็นลูกเขาเลย) ก็ขาดไม่ได้ เด็กสองคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในบริวาร และความเคยชินในชีวิตอันมีสีสันของเขาไปเสียแล้ว

ว่าแล้วบ่ายนั้น 2 ผ เฒ่าก็ยักแย่ยักยันช่วยกันต่อเติมบ้าน (ย่านนั้นเขาเอาดินมาผสมน้ำให้เขละๆ แล้วโปะลงบนโครงไม้ไผ่ฮะ) หรืออีกนัยคือ บริเวณใหม่สำหรับ ผ คนที่ 3 ของเมีย


และแล้ว..ดาร์ลีนาก็คลอดลูกชายคนที่ 4 ของเธอ แต่เป็นเด็กคนที่ 3 ของบ้านนี้ (โดยที่ลูกทั้ง 4 ไม่มีใครไหนมีพ่อคนเดียวกันเลย) เห็นเด็กแล้ว ผ นัมเบอร์ 1 ก็รู้อีกตามเคย ว่านี่ไม่ใช่ลูกกรูหรอก แกคิดๆ อยู่ทั้งคืน เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ ผ นัมเบอร์ 3 ออกไปไร่ตามปกติ นัมเบอร์ 2 กับเมียยังนอนอยู่เพราะความเหนื่อยอ่อน เขาก็อุ้มทารกน้อย และพี่ชายอีก 2 คนขึ้นเกวียน ขับออกไปท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุ

คนดูอดตกใจไม่ได้ว่าตาคนนี้จะเกิดหึงเพี้ยนๆ ขึ้นมา พาเด็กไปทิ้งที่ไหนหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่หรอก เขาพาเด็กไปทำธุระบางอย่าง ที่จะทำให้แม่ของเด็กพาเด็กหนีเขาไปไม่ได้เท่านั้นเอง

แล้วเรื่องก็จบลงด้วยรอยยิ้ม


ครอบครัวพิลึกพิลั่นที่มี ม 1 ผ 3 และลูกชายอีก 3 คนจากคนละพ่อ จึงอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข (ตามประสา) เพราะแต่ละคนต่างพึ่งพาอาศัย เมตตา ช่วยเติมความรักความอบอุ่นให้กันและกันจนเต็มอิ่มนั่นเอง








บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Andrucha Waddington จากเรื่องของ Elena Soarez
• เพลง OST ของหนังเรื่องนี้เพราะมาก ชักอยากได้อัลบั้มละสิ
• ภาพก็สวย แสงสวย สีสวย เป็นสีแดงของดิน ตัดกับสีฟ้าของฟ้า ถ้าเอาภาพในหนังเรื่องนี้มาทำภาพนิ่ง เราก็จะมีรูปสำหรับจัดนิทรรศการภาพถ่ายเป็นร้อยๆ รูปเลย
• หนังเรื่องนี้มันน่ารักตรงที่มันถ่ายทอดชีวิตลำบากๆ น่าสงสารๆ ของผู้หญิงคนนึงออกมาอย่างน่ารัก แล้วก็อย่างคนมองโลกในแง่ดี ^_^
• รู้สึกดีเหมือนกันที่เห็นผู้หญิงคนนึง ที่ไม่ได้สวย ไม่ได้เอ็กซ์ แต่ก็เป็นจุดศูนย์กลางจักรวาลของผู้ชายตั้ง 6 คนในบ้าน
• เจ๊เรจิน่านี่เค้าเล่นได้เหมือนเป็นตัวเองเลยนะยะ จะอุ้มลูก แกะเม็ดข้าวโพด ตัดอ้อย เนียนไปหมดเลยเชียว
• คนบราซิลแถบนั้นเขาเกี้ยวกันง่ายจริงนะ (เอ หรือมันเกี้ยวกันง่ายอย่างนี้ทั้งทวีปอเมริกาใต้เลยหว่า?)
• นอนเปลทุกคืนมันไม่ปวดหลังหรือไงไม่รู้แฮะ เห็นมีแต่คนป่วย+แก่ที่นอนเตียง
• เขาว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่อง Based on True Story ด้วยนะฮะ
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จริงๆ แล้วก็มีแต่แม่เท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าพ่อของลูกตัวเองคือใคร (ฮา)
• ขอบคุณเดือนที่ดูแล้วอุตส่าห์นึกถึง เลยทำให้เราได้ดูไปด้วย ^_^



วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของความรัก


ความรักนี่ก็แปลก ยากจะอธิบายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดเมื่อไหร่ และควรจะเป็นแบบไหน

เราแค่รู้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เป็นไปแล้ว

ควรจะเป็น แบบไหน ยิ่งเป็นสิ่งเกินการควบคุม

 

อิฉันมีคนรักมาแล้ว 3 คน แต่ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ชายแต่ละคนที่คบด้วยนั้น คือความรักทั้งหมด 

 

เพราะกับแต่ละคน อิฉันรู้สึกกับเขาต่างกันไป

 

เมื่อวานนี้ ผู้ชายคนที่สอง ซึ่งบอกกับในที่นี้ได้ว่าเป็นครั้งแรกที่อิฉันได้รู้จักความรัก..รักแรก แล้วก็รักมากด้วย โทรมาหา ตอนที่กำลังนั่งกินโจ๊กอยู่ข้างทาง

อิฉันรับสายไม่ทัน แต่พอรู้ว่าเขาโทรมา ก็ส่งข้อความกลับไปถามว่า ได้รับโปสการ์ดแล้วสิ?

 

เขาโทรกลับมาทันใด บอกว่าส่งโปสการ์ดมาหรอ ไม่รู้เรื่องเลย

แล้วก็ได้คุยถามสารทุกข์ดิบกันนิดหน่อย ก่อนจะวางสายไป เพราะรู้ว่าเราคุยไม่สะดวก

 

ไม่ได้คุยกันหลายเดือนแล้ว แม้แต่โปสการ์ดใบสุดท้ายที่ส่งให้กัน มันก็มาถึงราวๆ คริสมาสต์ปีก่อน

แปลกดีนะ ที่เราเพิ่งส่งโปสการ์ดไป พอดีกับที่เขาคิดถึงเราขึ้นมา

 

ความรู้สึกที่มีกับผู้ชายคนนี้เป็นปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์ไม่น้อย

ภาพแรกของเขาเหมือนฉากในภาพยนตร์ อิฉันหลงรักเขาอย่างรวดเร็ว ได้อย่างไรก็ไม่รู้จะเล่าอย่างไร แต่รู้ว่าเขาเป็นคนที่ เข้าทาง เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาห้าว แต่โรแมนติก อ่อนไหว แต่ก็เข้มแข็ง มีหัวใจด้านชาที่อยากจะรัก แต่ก็ไม่กล้าลงหลักปักใจ เพราะยังเข็ดขยาดจากการถูกคนรักหักหลังเมื่อครั้งนั้น  

 

เราปิดเรื่องของเราเป็นความลับ เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อการคบกันอย่างเปิดเผย อิฉันในวัยนั้น บอกตัวเองว่าไม่แคร์ เพราะนี่มันเรื่องของเรา

 

ไม่อยากคิดเลยว่าวันที่เขาคุกเข่าลงวันนั้น บทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของเราตอนเช้าตรู่นั่น หรือภาพที่เรามองเห็น แทนที่จะเป็นทุ่งหญ้าเขียวสดหมาดฝนที่อยู่ตรงหน้า ระหว่างที่มือหนึ่งต่างกุมแก้วกาแฟ อีกมืออยู่ในมือของอีกคน จะเป็นแค่ความฝัน

..แต่มันคงเป็นได้แค่นั้นแหละ  เพราะมันไม่ได้กลายเป็นจริงขึ้นมา

 

นานปีที่คบกันแบบนั้น ทั้งๆ ที่อิฉันไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น เขาเองก็ไม่สบายใจที่จะคบกันไปแบบนั้น แต่ก็เปลี่ยนเป็นแบบอื่นไม่ได้ เป็นความขัดแย้งที่ทำเอาเราสองชักอ่อนใจ สุดท้าย จึงต่างคนต่างเงียบหายไปจากชีวิตของอีกคน

 

แน่นอนว่าการเลิกกันไม่ใช่เรื่องง่าย การทำใจยิ่งยากกว่า แต่เมื่อมันจำเป็นต้องทำ เราก็ควรทำ ชีวิตคนเราไม่ได้เป็นของใครอื่น นอกจากของเรา และถึงเราไม่ได้ตัวเขามาเคียง เราก็ยังมีชีวิต มีจิตใจของเราที่ต้องดูแล

 

สิ่งที่แลกมาด้วยอาการตาบวมเพราะร้องไห้นานเกินไป ร้องหนักจนหายใจไม่ออก หัวตื้อ แล้วก็นอนหลับยาก แล้วก็มักตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย วนเวียนอย่างนี้อยู่นานวัน คือการเรียนรู้ที่จะรัก

 

ถามตัวเอง-รักเขาจริงไหม? รักเพราะอะไร? แล้วเราเสียใจเพราะอะไร? เพียงเพราะเขาไม่ได้ขอให้เราอยู่เคียงข้างอย่างนั้นหรือ? แล้วหากเขาไม่อาจมีเราอยู่เคียงข้าง หากไม่ได้พบกันอีกเลย จะยังรักอยู่ไหม?

 

ตอบตัวเองสั้นๆ ว่า ยังไงก็รักเขาแล้ว และถึงเขาจะร้าย เราจะผลักไส ตัดรอน ก็จะรักเขาต่อไป

 

หลังจากนั้น ก็ได้แต่ส่งใจไป บอกเขาว่ารัก บอกเขาว่าเป็นห่วง อยากบอกอรุณสวัสดิ์ ราตรีสวัสดิ์  อยากถามสบายดีไหม  ทุกอย่างทางโน้นยังเหมือนเดิมหรือเปล่า..ก็ได้แต่ส่งใจไป

 

การรักและคิดถึงคนๆ หนึ่งจากระยะที่ห่างไกล ซึ่งจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าไกลเท่าไหร่ แถมไม่รู้ด้วยว่าเขารักและคิดถึงเราเหมือนกันไหม และเขามีใครมาเคียงข้างหรือยัง ทำให้อิฉันได้เรียนรู้ว่า ถ้ายังรักจะรักเขาต่อไป ก็ต้องรักแบบนี้

 

เมื่อยอมรับสภาพตัวเองได้ อิฉันก็เริ่มเห็นใจคนที่มีรัก ซึ่งจริงๆ แล้วเราทุกคนกำลังรักใครบางคน หรือใครหลายๆ คนอยู่ตลอดเวลา แม่รักลูก ครูรักนักเรียน พี่รักน้อง พ่อรักแม่ เพื่อนรักเพื่อน  หัวหน้ารักลูกน้อง แล้วอิฉันก็พัฒนาระดับขั้นของการ รัก ไปในชั้น

 

อิฉันว่าเพราะรักเขา อิฉันจึงเข้าใจความ เมตตา ในพรหมวิหาร 4 พบว่าตัวเองอยากให้ทุกคนมีความสุข เมื่อเห็นใครกำลังมีความสุขกับความรัก อิฉันยินดีด้วย แต่ถ้ารู้ว่าใครกำลังทุกข์เพราะความรัก อิฉันอยากให้เขาพบหนทางเยียวยาจิตใจตัวเองไวๆ

ความรักวนเวียน ลอยฟ่อง และอ้อยอิ่งอยู่รอบตัวเรา เรารักคนอื่นๆ และคนอื่นๆ ก็รักเรา โลกนี้จะไม่มีใครขาดรักเลย เพียงแค่เรารู้จักรักเท่านั้น

 

อิฉันวางสายคนรักเก่าด้วยความรู้สึกอิ่มเอม เพียงเขาระลึกถึงเราบ้าง ก็รู้สึกยินดีมากแล้ว

กดอ่านข้อความภาพที่เข้ามาระหว่างรับสายเขา ก็พบกับภาพที่ทำให้ยิ้ม

 

อิฉันส่งข้อความไปถามเพื่อนสาวว่า-เป็นยังไง ท้องโตไปถึงไหนแล้ว

สะดือจุ่นแล้ว ^_^ -เธอตอบ

อยากเห็นจังเลย-อิฉันเย้า

แล้วเธอก็ส่งภาพนี้มา


ความรักลอยอยู่รอบตัวเราจริงๆ ด้วย



วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

Doubt : จากจุดเริ่มต้นเดียวกัน

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ดู Doubt (2008) กับปกรณ์ที่ลิโด้ตั้งแต่กลับจากชะอำได้สองวัน พบว่าเป็นหนังที่น่าอัศจรรย์ใจมาก แต่ต้องใช้เวลานึกอยู่หลายวัน จนเดินทางไปเจอปกรณ์ที่เกาะสมุย และกลับมาบางกอกอีกรอบแล้ว อิฉันจึงได้นึกออก ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องมันไม่ได้เริ่มต้นเอาที่ตัว “ความสงสัย” โดยตรง แต่มันเริ่มจากความเขม่นก่อน เขม่นว่าทำไมฟาเธอร์ฟลินน์ (ฟิลลิป ซีมอร์ ฮอฟแมน) ถึงได้เป็นพระที่ดูมั่นใจจัง ทำไมถึงโดดเด่นจัง ทำไมถึง shiny แล้วก็ดึงดูดผู้คนได้ดีจัง... แล้วการจับผิดของซิสเตอร์อลอยซิอัซ โบวิเอร์ (เมอริล สรีพ) จึงเริ่มขึ้น (พระช่วย! นามสกุลอะไรเรียกยากอย่างนี้ ขอเรียกว่าซิสเตอร์สรีพละกันนะ)

เรื่องนี้มันดูคุ้นชินพิกล..อิฉันเพิ่งถึงบางอ้อวันนี้ เมื่อกลับเข้าออฟฟิศเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน

ก็จริงแล้ว มันช่างละม้ายคล้ายเรื่องที่เกิดรอบๆ ตัวอิฉันนัก

ไม่ว่า “ผู้หญิง” สำหรับคุณจะน่ารัก น่าเทิดทูนราวกับแม่พระผู้บริสุทธิ์อย่างไร อิฉันขอแสดงความเคารพไว้ ณ ที่นี้ ก่อนจะขอเล่าว่า อิฉันออกจะโชคร้ายอยู่สักนิด ที่มองเห็นผู้หญิงรอบๆ ตัวเป็นสัตว์โลกช่างสังเกต เก็บรายละเอียด และช่างนำรายละเอียดนั้นมาวิเคราะห์แจกแจง เมื่อมีสมาชิกใหม่ย่างก้าวเข้ามาในผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง พวกเธอจะรอคอยการสาบานตนเข้าเป็นพวกเดียวกัน โดยคาดหวังว่าสมาชิกใหม่จะมีรสนิยมใกล้เคียงกัน ชอบกินข้าวร้านเดียวกัน ระดับราคาพอๆ กัน ชอบเดินตลาดแนวเดียวกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน มีความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน พูดภาษาบ้านๆ คือชอบที่จะ “เม้าท์” ในเรื่องเดียวกัน

ใครผิดไปจากนี้ คนนั้นแหละที่จะโดนเขม่น โดยการจับตาทุกรายละเอียด เพื่อเฟ้นหาประเด็นน่าสงสัยมาวิเคราะห์เจาะลึก ว่าหล่อนผู้นั้นทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วการที่หล่อนเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ แปลว่านิสัยของหล่อนเป็นยังไง ฯลฯ

...กระบวนการเช่นนี้เราเรียกภาษาบ้านๆ ว่า “เม้าท์” อีกนั่นแหละ

ใช่ เหมือนว่าเรื่องราวใน Doubt จะเริ่มจากอุปนิสัยดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณลูกผู้หญิง แต่ทว่า ความสงสัยในหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ อย่างที่บางคนสงสัยฆ่าเวลา หรือสงสัยเพื่อแค่ให้มีบทสนทนา (อย่างออกรส) กับคนอื่นๆ
ก็คนที่ถูกสงสัย และประเด็นที่สงสัยมันเกี่ยวข้องกับเด็กๆ นี่นา

บอกตรงๆ ก็ได้ว่า จริงๆ แล้ว “ผีแม่” เริ่มเข้าสิงอิฉันตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วล่ะ

โอเค-ซิสเตอร์สรีพเธออาจจะเป็นนางชีเคร่งวินัย ใจร้าย ใจแคบ ไม่มีรอมชอม ฯลฯ ก็ตาม แต่เธอไม่ได้ดื้อด้านที่จะเป็นอย่างนั้น หากยืนตัวตรงเป็นไม้บรรทัดอยู่บนจุดหลักการของเธอ เพราะเธอถือตัวว่าเป็นครู สิ่งที่ทำ ก็ทำเพื่อปลูกฝังระเบียบวินัยให้นักเรียน และนั่นคือความเมตตาต่อเด็กในแบบฉบับของเธอ

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของผีแม่ และด้วยความเอนเอียงเข้าข้างซิสเตอร์สรีพของอิฉัน (ขอสารภาพตรงๆ เลยแหละ) ทำให้อิฉันดูหนังเรื่องนี้โดยถือหาง เข้าข้างซิสเตอร์ เพราะเชื่อว่า แม้ซิสเตอร์จะเขม่นฟาเธอร์ แต่เธออยู่ข้างเด็ก

และถ้าฟาเธอร์ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมไม่พูดออกมา ว่าฉันไม่ได้ผิดนะ แทนที่จะหลบหน้า หนีหายไปจากเวทีอย่างที่เป็นในหนัง

คำพูดยอกย้อนที่คมกริบบาดหูระหว่างสงครามของสองตัวละครยังไม่ทำให้ปวดใจเท่ากับบทพูดน้อยคำของแม่ของโดนัลด์ เด็กผิวสีที่น่าสงสารคนนั้น

ตอนที่ซิสเตอร์สตรีพพยายามจะบอกข้อสงสัยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำอะไรกับลูกชายของเธอ-ทั้งๆ ที่ก็พอจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฟาเธอร์ฟลินน์ takes อะไรจากลูก แต่ก็ gave และสัญญาว่าจะ give อะไรกับลูกบ้าง-เธอดันพูดว่า

I don’t know if you and we are on the same side. I’ll be standing with my son and those who are good with my son. It’d be nice to see you there.

อิฉันฟังไป (อ่านซับฯ ด้วยสิคะ) แล้วก็อึ้ง…


ออกจากโรงมาถึงกับต้องถามปกรณ์ว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำยังไง?”




(ใจจริง อยากถามว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำอย่างนั้นหรอ?” มากกว่า)




บันทึก
• ขอบคุณปกรณ์ที่ดูเป็นเพื่อน แรกๆ เอ็งคงไม่อยาก (ไม่งั้นคงไม่หลับ) แต่ดูแล้วก็ชอบใช่ไหม?
• หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ไดอาลอกโคตรเจ๋ง ถ้ามันเป็นมวย การแคสติ้งได้ป้าสรีพมาชกกับน้าฮอฟแมนแบบนี้ นับเป็นคู่ชกที่สมศักดิ์ศรีจริงๆ
• ขอคารวะคุณจอห์น แพ็ตทริก แชนลีย์ เจ้าของบทละครเวทีดั้งเดิมชื่อ Doubt: A Parable เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สาขาดราม่าในปี 2005 ซึ่งลงมือเขียนบทดัดแปลงและกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คุณเข้าใจหยิบธรรมชาตินิสัยของคนมาเล่น และเล่นได้เจ๋งมากค่ะ
• น้องเอมี่ อาดัมส์ ที่เล่นเป็นซิสเตอร์เจมส์หน้าตาน่ารักจริงๆ หลายคนดูแล้วคงอยากกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งสินะ
• อิฉันนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนที่ไร้อคติกับเกย์ แต่อิฉันเกลียดการคุกคามทางเพศว่ะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่คุกคามเด็กด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เพศไหน อิฉันรับไม่ได้ทั้งนั้น
• (เห็นไหม ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำผิดจริง แต่สัญชาตญาณผู้หญิงที่อิฉันก็มีกะเค้าเหมือนกัน ทำให้อิฉันเขม่นคนได้ง่ายๆ งี้แหละ)
• (ไม่รู้สินะ ในฐานะผู้หญิง ยอมรับว่าค่อนข้างเชื่อมั่นใน woman's intuition ของตัวเองไม่น้อย พูดอีกทีแล้วจะบอกว่าภูมิใจด้วยซ้ำ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า ความช่างสังเกต และช่างสงสัยของลูกผู้หญิง ใช่จะเป็นสิ่งไร้สาระเสมอไป



วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

Slumdog Millionaire : หนังเศร้า

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ยินเสียงร่ำลือหนาหูเกี่ยวกับความเจ๋งของ Slumdog Millionaire (2008) หนังที่ถามคำถามตัวเป้งไว้บนโปสเตอร์ว่า What does it take to fine a lost love?

และไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องจะเป็น money, lucks, smarts หรือว่า destiny แต่ด้วยชะตากรรมนำพา ในวันนี้ อิฉันก็ได้ไปดูหนังเรื่องนี้กับหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะรอดู DVD เพราะมีหนุ่มเสนอจะให้ยืมถึง 2 คน

(หึ หึ)

จากความรู้สึกแล้ว หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังรักที่เรียกได้ว่า “เน่าสนิท” ไม่ผิดกับนิยายประโลมโลกย์ที่กี่ยุคกี่สมัยก็ยังใช้พล็อตแบบนี้ คือรักแท้ที่ผูกพันกันตั้งแต่เยาว์วัย การพลัดพราก แล้วก็หากันจนพบ แต่ก็มีอุปสรรคใหม่เป็นชนชั้นที่แตกต่าง ทำให้ฝ่ายชายต้องพิสูจน์ตัวเองให้ฝ่ายหญิงเห็น
และแล้ว หลังจากการต่อสู้ฝ่าฟัน ความรักก็ลงตัว จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ใครเป็นผู้ร้ายก็ตายไป (ตามระเบียบ)

แต่หนังเรื่องนี้มันน่าดูตรงที่เขาใช้จังหวะ ภาพ มุม การตัดต่อ ที่บอกถึงอารมณ์ และความรู้สึก เล่าเรื่องชีวิตในสลัมของเด็กๆ ตัวละครเอกในเรื่องได้อย่างมีสีสัน น่าประทับใจมาก ชีวิตอะไรจะลำบากและเปื้อนดินขนาดนั้น และขบวนการอะไรที่จะเลวร้ายกับเด็กได้ขนาดนั้น

เด็กสลัมตาดำๆ สองคู่ ที่แม้จะหาความสุขได้ตามประสา แต่ก็ดูมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากเพราะความยากจน อยู่ดีๆ ก็ต้องเสียแม่ไป (พ่ออยู่ไหนไม่มีใครรู้) ชีวิตที่ไม่มีแม่คอยกางปีกปกป้อง ทำให้เด็กจำเป็นต้องแก่และกร้านโลก แทนที่จะพัฒนาไปในทางดีๆ ในที่สุดต้องเดินไปในทางที่...อิฉัน ซึ่งช่วงนี้ “ผีแม่” กำลังเข้าสิง ดูแล้วรู้แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก

จะว่าอะไรไหม ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเศร้าสำหรับอิฉัน

ไม่ได้ร้องไห้ระหว่างที่ดูหรอก แต่นึกถึงแล้วก็อยากจะร้องตอนเดินไปโอบองแปง
ท่ามกลางผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ อิฉันอยากสะอึกสะอื้นออกมาด้วยซ้ำ

เพราะเด็กชายสองพี่น้องในเรื่องนี้ทำให้อิฉันนึกถึงน้องชายทั้งสองของตัวเอง (เชื่อไหมว่า Madhur Mittal ซึ่งเล่นเป็น ซาลิม ตัวพี่ชายตอนโตนั่นก็หน้าตาละม้ายคล้ายน้องคนรองได้อีก) ก็ลองคิดเล่นๆ ไปว่า ถ้าในวัยประมาณนั้น อยู่ดีๆ แม่มาจากเราไปกะทันหัน อยู่ดีๆ ก็เกิดบ้านแตกสาแหรกขาดขึ้นมา เราจะเป็นยังไง

ต่อให้มีญาติพี่น้องยื่นมือมาอุ้มชูดูแล เราก็คงไม่อาจโตมาในสภาพใกล้เคียงผู้ใหญ่ปกติเหมือนในทุกวันนี้ ที่เป็นผลจากการโตมาในบ้านหลังเดียวกัน บ้านซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไร แต่ก็ยังมีแม่ ยังกินอิ่ม นอนหลับ มีโรงเรียน มีค่าเทอม มีชุดนักเรียนเพียงพอ ได้เรียนพิเศษ และเล่นเกมมาริโอ (โอ..แน่นอน ถึงแม้ว่าถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราอาจมี drive ที่จะไปแข่งเกมทศกัณฑ์ หรือเกมพันหน้า ฯลฯ เหมือนจามาลมั่งน่ะนะ)

บทของซาลิม คนที่ชีวิตทำให้เขาต้องแข้งแข็ง กล้า และต้องกร้าว เพื่อปกป้องน้องนั้น ทำให้ดิฉันจุก 2 ครั้ง ในตอนที่เขาทำละหมาดก่อนออกไปทำงานชั่ว เขาบอกกับพระองค์ ว่าเขารู้ว่าตัวเองทำบาป แต่เขาวิงวอนพระเจ้า ขอให้ทรงให้อภัย กับตอนที่เขาสรรเสริญพระเจ้าก่อนจบชีวิต

อิฉันดูแล้วรู้สึกน้อยใจ ทำไมพระเจ้าให้โอกาสเด็กคนนี้ได้ใช้ชีวิตน้อยนัก?

แล้วก็ไม่ได้หือได้อืออะไรกับความสมหวังแสนแฮปปี้เอนดิ้งของสองหนุ่มสาวเลย

หนังเรื่องนี้ยังบอกข้อมูลที่น่าปวดใจกับอิฉัน 2 ข้อ คือการที่ฮินดูในอินเดียบุกทำร้าย ฆ่ามุสลิมอย่างโหดร้ายที่สุด อันนี้ไม่ว่ามุสลิมจะไปทำอะไรเขาไว้ก่อน ตำรวจฮินดูก็ไม่น่าจะนั่งเฉยดูคนถูกเผาได้อย่างนั้น

กับอีกฉาก การจับเด็กดีๆ มาทำให้เป็นเด็กพิการของแกงค์ค้ามนุษย์ ก็รู้อยู่ว่ามันมีจริง แต่เห็นแล้วมันปวดใจ ใจคอคนทำเป็นยังไง ทำไมทำได้ขนาดนั้น

ถ้าการภาวนา แผ่เมตตา หรือกรวดน้ำ ช่วยได้ อยากจะทำให้เด็กทุกคน ไม่อยากให้มีเด็กคนไหน ไม่ว่าเด็กไทย อินเดีย โรฮิงญา เขมร หรือแม้แต่เด็กออสเตรีย ต้องถูกผู้ใหญ่ข่มเหงรังแกในทางใดๆ อย่าให้มีเด็กคนไหนมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่โหดร้าย ที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ก็อย่างที่บอกแหละ ช่วงนี้ “ผีแม่” เข้าสิง





บันทึก

• หนังเรื่องนี้เป็นหนังอังกฤษทุนต่ำที่ได้รางวัลนั้น-รางวัลนี้จากหลายเวที คุณความดีนี้ อิฉันยังอยากจะปรบมือให้คุณผู้กำกับ Danny Boyle, Vikas Swarup คนเขียนเรื่อง และ Simon Beaufoy เขียนบท ช่วงแรกๆ หนังเล่าเรื่องได้จับใจดีจริงๆ อ้อ ชอบสกอร์ (โดย เอ.อาร์. ราห์แมน) ด้วยนะคะ ฟังแล้วอยากเข้าคลาส Indian Dance ขึ้นมาติดหมัด
• ใช่ มันเจ๋งอยู่ การที่ตัวน้องเลือกเล่นเกมเพื่อเป็นหนทางในการเปลี่ยนจาก “สุนัขสลัม” เป็นคน (ดัง) ในขณะที่ตัวพี่เลือกทางอื่น แต่ให้ดาวแค่ 4 ดวง เพราะถึงพล็อตมันน่าเบื่อ แต่ตอนต้นเรื่องทำได้ดีแล้ว ช่วงหลังๆ ก็น่าจะทำได้น่าเบื่อน้อยกว่านี้ แต่นี่อะไร๊ ทำไมมีความรู้สึกว่ามันเหมือน MV เลยอะ (ไม่ได้หมายถึงช่วง end title หรอกนะ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง City of God ของผู้กำกับ Katia Luno ที่เล่าถึงชีวิตในสลัมในริโอ เดอจาเนโร
• น้อง Dev Patel ที่เล่นเป็นจามาลตอนโตน่ะ ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนนะจ๊ะ ไม่ใช่สลัมในมุมไบ น้องมีความสามารถนะคะ พี่ยอมรับ แต่น้องผู้หญิง Freida Pinto ที่เล่นเป็นลาติกาน่ะ พี่ว่าน้องสวยอย่างเดียวเลยค่ะ
• ค่อยยังชั่ว เมื่อรู้ว่าบ่ออุจจาระที่จามาลวัยเด็กตกลงไปทำจากเนยถั่วผสมช็อกโกแลต
• ติดใจนิดนึง ทำไมฮินดูถึงต้องไล่ฆ่ามุสลิมด้วย แล้วเรื่องนี้มันติดอยู่ในใจคนเขียนเรื่องมากใช่ไหม ถึงได้แต่งเรื่องของจามาลกับซาลิมขึ้นมาแบบนี้

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แต่งสวยไปงานแต่ง




วันเสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๓๕๕๒ เป็นวันฉลองแต่งงานของจินนี่น้อย
แต่จินนี้น้อยจัดที่เชียงใหม่
ไม่รู้เป็นไง อิฉันละอยากไปเสียจริงๆ
ก็เลยจัดการให้ตัวเองได้ไป

ดีนะ ที่ไปเพราะทั้งงาน มีเพื่อนสาธิตฯ แค่ ๖ คนเอง

งานนี้จัดที่ริมสระว่ายน้ำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ
เป็นงานเล็กๆ บรรยากาศน่ารัก เพราะมีพร็อบเป็นพระจันทร์ใกล้เต็มดวง
เจ้าสาวก็ส้วยสวย..ให้ตายเหอะ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นจินนี่สวยเท่านี้มาก่อน
สงสัยได้รัศมีเปล่งปลั่งของว่าที่คุณแม่ช่วยขับให้คุณเธองามเด่น เอิบอิ่มด้วยหน้าอกหน้าใจใหญ่เด้งขึ้นถึง ๓ เท่า

อิ อิ

ส่วนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวทุกคนยอมรับโดยถ้วนทั่วว่า..โคตรน่ารัก

อิจฉามันว่ะ ได้สามีที่ทั้งเด็ก น่ารัก แล้วก็เข้าใจพูดจาขนาดนี้

(ที่หน้างาน ชมจินนี่ว่าสวยด้วยการแซวไปที่สามีหนุ่มของเธอ ว่า
ตั้งแต่ได้เจอกัน วันนี้จินนี่สวยที่สุดเลยเนอะ
สามีหนุ่ม-นามกรว่า อาร์ต-ยิ้มตาหยี แล้วตอบว่า
สวยทุกวันเลยครับ
..........กรี๊ดดดดดดดดด-น่ารักๆๆๆๆๆ)

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

คลอดทีละครอก!!!

พุธที่ 28 มกราคม 2552

ฟังสรยุทธ์เล่าข่าวนี้

มาอ่านอีกทีในไทยรัฐออนไลน์ แล้วก็มีคำถาม


1. 8 คนนี้ เกิดจากการร่วมรักครั้งเดียว หรือหลายครั้ง (เหมือนหมา)

2. ท้องแม่จะใหญ่แค่ไหนเนี่ย (แล้วนมจะใหญ่ขึ้นมากกว่าปกติเพื่อให้เพียงพอกับเด็ก 8 คนไหม)

3. แล้วลูกตะละคนล่ะ จะเล็กเท่าลูกแมวเลยไหม? คลอดก่อนกำหนดได้อีกนะ

4. จะเอานมที่ไหนกิ๊น

5. คนเป็นพ่อจะดีใจไหม?

6. แล้วแม่ล่ะ

7. ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะเรา เราจะทำไงฟะ???


หมองงแม่มะกันเบ่งแฝด 8 [28 ม.ค. 52 - 03:52]

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ 26 ม.ค.ว่า หญิงสาวชาวอเมริกันไม่ เปิดเผยชื่อคลอดลูกแฝด 8 คน เป็นเพศชาย 2 คน เพศหญิง 6 คน นับเป็นรายที่ 2 ของสหรัฐฯ ขณะที่เอพีอ้างว่าเป็นรายที่ 2 ของโลก ทั้งนี้ ดร.ฮาโรลด์ เฮนรี หัวหน้าแผนกทำคลอดประจำศูนย์การแพทย์ไคเซอร์ เพอร์มาแนนท์ เบลล์ฟลาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ ห่างจากนครลอสแอนเจลิสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 27 กม. เผยว่า ทีมหมอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีถึง 8 คน เพราะก่อนหน้าทราบว่าเป็นแฝด 7 คน เพราะเฝ้าดูอาการตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก และเตรียมตั้งชื่อชั่วคราวเป็นตัวอักษรเอ-จีเท่านั้น ทั้งนี้ คุณแม่เริ่มเบ่งลูกคนแรกเวลา 10.43 น. กระทั่งคนสุดท้ายเวลา 10.48 น. ตามเวลา ท้องถิ่น ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 46 คนกับห้องทำคลอด 4 ห้อง 

ข่าวระบุ เด็กแฝด 8 คลอดก่อนกำหนด 9 สัปดาห์ มีน้ำหนักระหว่าง 680 กรัม- 1.474 กก. ทารกแรกเกิด 2 คนอยู่ในตู้อบ ส่วนอีกคนต้องอาศัยเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ คาดต้องอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 เดือน ขณะที่คุณแม่ลูกดกอาจกลับบ้านได้ในอีก 1 สัปดาห์ พร้อมเผยตั้งใจให้นมบุตรทั้งหมดเอง อย่างไรก็ดี ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทานยา บำรุง ซึ่งมีโอกาสคลอดลูกหลายคนได้ อนึ่ง เหตุการณ์การคลอดลูกแฝด 8 คน เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2541 จากครอบครัวชาวไนจีเรีย แต่เสียชีวิตคนหนึ่งในสัปดาห์ต่อมา และเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 10 ขวบเมื่อเดือน ธ.ค.ปีกลาย.

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/news.php?section=international&content=121053

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

เพื่อนฉัน : ยิ้มของคนเป็นแม่



แม้ว่าหน้าจะอยู่ในเงา
แต่ยิ้มของเธอยังเจิดจรัส



เจอจินนี่น้อยเมื่อวันแต่ง เอ & เอ
(วันไหนนะ น้าเอ๋)

จินนี้น้อยนำข่าวดีมาบอกอิฉันเป็นคนแรก ว่าเรากำลังจะมีหลาน
หลาน วันนั้นอายุ ๓ เดือนกว่าๆ นอนอุตุอยู่ในพุงตุ่ยๆ ของเธอ

แหม้...อิฉันแสนยินดีจะได้เห็นหน้าหลาน

ขำดีนะ จินนี่น้อย
ใครจะคิดว่าวันนึงแกจะเป็นแม่
^_^

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

The Orphanage : ยังไม่เข้าใจแม่

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Horror
วันอังคาร ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ จับพลัดจับผลูไปดูหนังผีสเปนกับปกรณ์
คือตอนแรกไม่รู้ว่ามันคือหนังอะไร ไม่ได้เตรียมตัวไปล่วงหน้า แค่นัดกันประมาณเที่ยงครึ่งที่สยาม แล้วไปดูกันว่าน่าดูเรื่องอะไรบ้าง

อยากดู Australia แต่เพื่อนดูแล้ว (แถมบอกว่าไม่หนุก-ใช่สิ เอ็งจะหนุกกะกล้ามแน่นๆ ของฮิว แจ็คแมนเรอะ?) เพื่อนยังไม่ได้ดู Burn after Reading ก็บอกให้เพื่อนดู เผื่อเพื่อนได้ขำ เดี๋ยวเราจะดู The Orphanage เอง เพราะว่าดูมันน่าดูที่สุดจากที่เหลือ (วันนั้นไม่อยากดูหนังญี่ปุ่น) เสร็จแล้วออกมาเจอกัน

ปรากฏว่าเพื่อนตัดสินใจมาดูเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็ดีมากเลย เพราะไม่รู้มาก่อนว่า มัน - เป็น - หนัง – ผี และมันน่ากลัว มาก – มาก ถ้านั่งดูคนเดียวอาจมีกรี๊ดได้

หนังเล่าถึงชีวิตเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นกันมาตั้งแต่แม่ (ลอร่า) ซึ่งมีคนขอรับไปอุปการะ เช่นเดียวกับลูก (ซีโมน) เด็กกำพร้าขี้โรค ซึ่งเธอและสามีหมอขอรับมาอุปการะตั้งแต่ยังแบเบาะ

ลอร่าผูกพันกับบ้านหลังใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อถึงวันที่เธอพร้อม อยากเปิดสถานอุปการะเด็กกำพร้าที่เป็นเด็กพิเศษบ้าง เธอจึงเลือกบ้านหลังนี้ ซึ่งถูกปล่อยร้างอยู่เกือบ ๓๐ ปี หลังจากเธอออกจากบ้านไป เพราะการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็ก ๕ คนที่เหลือ

ทำไมหนอทำไม บ้านเก่าแสนเก่า มีเสียงไม้ลั่นดังเรื่อยๆ อยู่ใกล้ชายหาดก็จริง (สวยด้วย) แต่แถวๆ หาดดันมีถ้ำน่ากลัวๆ ที่จะเป็นโพรงใหญ่เฉพาะตอนน้ำลด...ที่แบบนี้มันน่าเลี้ยงเด็กตรงไหน อิฉันงง

ความแปลกประหลาด เพี้ยนพิลึก เริ่มตั้งแต่ครอบครัวน่ารักครอบครัวนี้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน ดูเหมือนลอร่าก็รู้สึก (แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้นำพา) คุณสามีหมออาจจะไม่มีทั้งเซ้นส์และความผูกพัน ส่วนหนูน้อยซีโมนวัย ๗ ขวบ แม้จะป่วยเป็นโรคประหลาด (VIH หรือ IVH อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ HIV) ต้องกินยาทุกวัน แต่ก็มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูผิดเด็กป่วยซึ่งเล่าเสมอว่าเล่นกับคนโน้นคนนี้ มีเพื่อนเยอะแยะรอบตัว ฯลฯ ก็ไม่ได้รู้สึกว่า “เพื่อน” ของพวกเขา ที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นตัว เป็นสิ่งที่ควรจะกลัว ลอร่าเอง แรกๆ ก็คิดว่าที่ลูกพูดถึงเพื่อน คงเป็นแค่จินตนาการในแนวเดียวกับเรื่องปีเตอร์แพนที่เธอเล่าให้ลูกฟัง (อิฉันเดาว่าบางทีลอร่าก็เชื่อว่าเรื่องเล่าของซีโมนคือความพยายามแย่งความสนใจไปจากเธอซึ่งกำลังยุ่งกับการเตรียมตัวรับเด็กพิเศษคนแรกที่จะมาถึงบ้านเท่านั้น)

เมื่อลอร่าพาซีโมนไปเดินเล่นริมหาด เด็กน้อยก้าวเข้าไปสำรวจในโพรงถ้ำน่าสยองที่อิฉันเล่าไป แล้วดันไปคุยกะใครไม่รุตรงมุมมืดๆ (ไม่มีใครมองเห็นตัว) แถมชวนกันมาเล่นที่บ้านอีก หืยยยย... อิฉันได้ขนลุกเป็นคราวแรกก็คราวนี้แหละ

นอกจากนี้ยังมีการมาเยือนของคุณยายน่าสยองคนหนึ่งที่ลอร่าคุ้นหน้า แล้วก็เกมเพี้ยนๆ ที่ซีโมนชวนแม่มาเล่นด้วยนั่นอีก

เมื่อซีโมนหายตัวไปในวันลอร่าจัดปาร์ตี้ต้อนรับเด็กคนแรกที่มาถึงบ้าน (ให้ตาย ปาร์ตี้นี้แม่งโคตรเพี้ยน เด็กพิเศษหน้าตาไม่น่าเอ็นดูเหมือนเด็กปกติไม่พอ ผู้ใหญ่ยังอุตริจัดเป็นปาร์ตี้เด็กพิเศษสวมหน้ากากอีกนะ) ลอร่าแทบคลั่งขณะค้นหาตัวซีโมนตามห้องต่างๆ ของบ้านหลังใหญ่ และในที่สุด เธอก็ถูกขังไว้ในห้องน้ำโดยเด็กสวมหน้ากากกระสอบคนหนึ่ง ใช่... ในที่สุดเจ๊เค้าเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเรื่องที่เกิดมันไม่ปกติ ออกจากห้องน้ำได้ก็ร้องกรี๊ดๆ วิ่งเรียกชื่อลูกลงทะเล หกล้มหกลุกขาหักขาแพลงกันไปก็ไม่ยอมหยุด เพราะตอนนั้นน้ำขึ้นแล้ว เริ่มท่วมปากถ้ำ แล้วตัวเองดันเห็นลูกยืนอยู่ที่ปากถ้ำอีก ดีที่ผัวตามไปหยุดไว้ทัน ไม่งั้นเรื่องคงจบตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเข้าไปจมน้ำตายติดแหงกอยู่ในถ้ำ แถมซีโมนไม่ได้อยู่ในนั้นอีกด้วย

จากนั้นหนังก็เล่าถึงการค้นหาอย่างบ้าคลั่งของพ่อแม่คู่นี้ จากสามเดือน เป็นเก้า เธอเอามันทุกวิธี ตั้งแต่ติดประกาศตามหา ไปจนเข้าทรงถามวิญญาณ เราได้เห็นความพยายามของลอร่า ความเคร่งเครียด กดดันตัวเอง ฯลฯ จนผัวทนไม่ได้ ยื่นคำขาดว่าต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้ (เพิ่งคิดได้นะยะ) ซึ่งหนังก็เขียนบทไว้ได้เนียน นักแสดงก็เล่นดี ด้วยความที่เชื่อว่าชีรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เป็นทุกข์เป็นร้อนกับการหายตัวไปของลูกชนิดที่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทั้งที่ไม่ใช่ลูกในอุทร โอเค ชีอาจจะแค่อยากรู้เท่านั้นว่าลูกตายไปแล้ว (จะได้หมดห่วง) จะอะไรก็ตาม อิฉันเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจ...นี่แม่เค้ารักลูกกันอย่างนี้หรอ? ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกที่ตัวเองให้กำเนิดด้วยใช่ไหม?

ตอนที่ลอร่าเจอซีโมนตอนท้ายเรื่องนั่น ก็สงสัยอีก เฮ้ย นี่เค้ารักลูกจนทำได้ขนาดนี้เลยเรอะ? เค้าทำอย่างนี้เพื่อไร เพราะว่าห่วงลูกที่ป่วยอยู่ ต้องกินยาทุกวัน? หรือเพียงเพื่อให้ตัวเองหายจากความรู้สึกผิด เพราะปล่อยให้ลูกหายไป? ความมองโลกในแง่ร้าย และไม่เคยเป็นแม่คนมาก่อนทำให้คิดไปอีกว่า... หรือที่เค้าเป็นอย่างนี้เพราะแค่จะตามหาสมบัติชิ้นสำคัญของเค้าวะ??? (ดูอิฉันสิคุณ)

ถ้าคุณไปดู (อยากให้ไปดูนะ) จะเห็นปริศนาที่ค่อยๆ เฉลยขึ้นที่ละน้อยๆ จนในที่สุดคุณก็จะแจ่มแจ้งเหมือนเติมภาพจิ๊กซอว์ขนาด ๒,๕๐๐ ชิ้นครบ จากประสบการณ์หารดูหนังผีที่มีอยู่น้อยนิด อิฉันพบว่ามันเป็นหนังผีที่เขียนบทลงตัวมากอะ มันมี logic มีเหตุมีผล มีจังหวะลงตัว มีการแสดงที่ยอดเยี่ยม มีรสนิยมการใช้เอฟเฟคท์ที่คลาสซี่มาก ไม่ฟุ่มเฟือย แต่อิมแพคสุดๆ ตอนที่เค้าจะจัดให้คุณสยองนะ คุณจะสยองจนแม้แต่ขนอ่อนริมใบหูยังพลอยลุกไปด้วย

เป็นเอาได้ขนาดนี้ แต่หนังเรื่องนี้ก็จบได้สวยมาก ไม่จัดเป็นแฮปปี้เอนดิ้งหรอก (อย่างนั้นคนดูที่ทั้งสงสัยว่าซีโมนมันหายไปไหนวะ แล้วเอาใจช่วยลอล่าตามหาลูกมาตลอดเรื่องคงก่นด่า-อย่างน้อยก็อิฉันคนหนึ่ง) เป็นการจบที่สยอง แต่ก็ลงตัว

สรุปว่าชอบหนังผีเรื่องนี้มาก

ยกให้เป็นหนังสุดยอดแห่งการสยองขวัญของปี ๒๕๕๑ เลยล่ะ






บันทึก
• ชื่อสเปนของหนังคือ El Orfanato (ชื่อไทยแม่งห่วย-สถานรับเลี้ยงผี)
• ที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านี่เป็นหนังสเปน
• (แอบดีใจที่ยังฟังออกหลายคำอยู่)
• มารู้ว่าเป็นหนังผีอีตอนไตเติลนั่นแหละ
• ฉากเปิดเรื่องเป็นฉากที่ทั้งสวยและระทึกอยู่ในที ทั้งจากดนตรี การเหวี่ยงกล้อง และ un-dos-tres นั่นด้วย
• หนังผีฝรั่งนี่ดี ไม่ต้องเรียกความสยองกันด้วยผีหน้าเละ เลือดไหล น้ำเหลืองเยิ้ม
• ผู้กำกับชื่อ ฆวน อันโตนิโอ บาโยน่า
• เรื่องนี้เขียนโดย เซอร์จิโอ้ จี. ซานเชซ
• ไม่คิดมาก่อนว่าคนสเปนจะทำหนังผีดี และมีรสนิยมถึงเพียงนี้
• ฉายในเครือเอเพ็กซ์เท่านั้น เช็ครอบฉายที่ 0 2252 6498


วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การเดินทางของเด็ก



ใช้มือถือถ่ายอีก
Nokia 7650
ถือกล้องไว้หน้าจอมอนิเตอร์ จับภาพใบหน้าแน่วแน่ของน้องอายที่กำลังจ้องไปที่เกมใจจอ

น้องอาย เป็นหลานสาวคนโตของป้าโอ๋

เรารู้จักกันมาตั้งแต่หกปีก่อน ตอนที่น้าม้อยมาทำงานที่มีเดียปีแรก
ตอนนั้นน้องอายยังเบ๋บี๋อยู่เลย
ตามป้าโอ๋มาทำงานตอนที่หนูปิดเทอม

เวลาผ่านไป น้าม้อยยังไม่ก้าวหน้า แต่ไม่ถอยหลัง
ยังนั่งโต๊ะเก้าอี้ตัวเดิม ใช้คอมฯ ชุดเิดิม
น้องอายยังแวะมาเยี่ยมเรื่อยๆ ตอนปิดเทอม

วันนี้น้องอายก็มา
โตขึ้นเยอะะะะะะะ ตัวยืดตัวยาว
หน้าตาก็เริ่มหวาน การแต่งตัวเริ่มมี accessories ใกล้สาวเข้าไปทุกที


วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๗ : เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

"ม้อย..ได้นิสัยอย่างนี้มาจากธรรมศาสตร์หรือเปล่าลูก?"

แม่ถามลูก ระหว่างสนทนาเรื่องร้อยพันอย่าง

อะไรฟะ-ลูกงง

"นิสัยอะไรอะ?"

"ก็..นิสัยติดดินน่ะ" แม่เฉลย

"อ้าว..ตอนอยู่เชียงใหม่ม้อยไม่ติดดินเรอะ?" ลูกงง

"ไม่รู้สิ ตอนนั้นลูกยังเล็ก ยังดูไม่ออก"

".........ติดดินหรอ? ม้อยว่าม้อยออกจะเป็นคนถือเนื้อถือตัวนะ"

"คนที่ถือเนื้อถือตัวน่ะ เพราะเขาเป็นตัวของตัวเองสูงตะหาก"

เอ๊ะ แม่เรากะลังจะบอกไรเรานะ???

 

บันทึก :

-เราแม่ลูกไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งแต่ดิฉันเอ็นท์ติดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นเราอยู่ที่เชียงใหม่กัน

-พอเอ็นท์ฯ ติดก็ไม่มีเวลาคิดว่าจะเรียนหรือไม่เรียน เพราะต้องเรียนเลย จากนั้นก็ออกจากเชียงใหม่มาแบบแทบจะไม่ได้กลับไปอีกเลย

-การที่แม่เห็นว่าลูกติดดินนี่ ก็คิดไปได้หลายประการ เป็นต้นว่า ขี้เกียด ซกมก ไม่แต่งตัว ไม่แต่งหน้า ไม่ทะเยอทะยาน ฯลฯ แต่เพื่อสันติภาพ... เดี๊ยนขอคิดว่าแม่ชมละกัน (คือว่าแม่เดี๊ยนออกจะชื่นชมมหา'ลัยที่ลูกเอ็นท์ติดเยอะอยู่น่ะ)

 

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

FROZEN


วันพุธที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑


You only see what your eyes want to see

มาดอนน่าเอื้อนเอ่ยขึ้น พอดีกับจังหวะก้าวออกจากลิฟต์

ออกจากออฟฟิศก็ปาเข้าไปสามทุ่มครึ่ง
อากาศกำลังดี ฟ้าโปร่ง ลมพัดเย็นสบาย
การจบลงด้วยดีของบทสนทนายุ่งขิงนานสามชั่วโมงกว่าทำให้ยิ้มกริ่ม

How can life be what you want it to be
You're frozen
When your heart's not open

จากหน้าตึกโอเชียน เดินไปปากซอย ๑๙ เลี้ยวขวาไปทางอโศกมนตรี
มุ่งหน้าไปสถานีบีทีเอส

You're so consumed with how much you get
You waste your time with hate and regret

เิริ่มจะดึกแล้ว แต่รถราบนถนนอโศกยังจอแจ
'บรรยากาศสวยจัง' ไม่ได้ใส่แว่นก็จะเห็นโลกกลางคืนเบลอๆ สวยๆ แบบนี้เอง
และขณะที่กำลังอิ่มเอมกับอารมณ์อยู่นั้น....

นั่นมัน...
ก้อนอะไร ใหญ่ๆ ดำๆ กำลังเคลื่อนที่มา

You're broken
When your heart's not open

ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ

Mmmmmm, if I could melt your heart

เฮ้ย!
นั่นมันช้าง เอ๊ย! ไม่ใช่ ลูกช้างนี่นา

Mmmmmm, we'd never be apart

แล้วมันจะวิ่งไปไหน?
บนทางเท้าริมถนนอโศก?
ตอนสามทุ่มกว่า?
หรือมันตกมัน?

Mmmmmm, give yourself to me

บ้า
ตัวมันยังเล็กอยู่เลย

Mmmmmm, you hold the key

เฮ้ย มันเป็นไรอะ?

Now there's no point in placing the blame
And you should know I suffer the same

หลบ หลบ
ต้องหลบ

If I lose you
My heart will be broken

ตุบ ตุบ ตุบ
ช้างน้อยผ่านไป

บนทางเท้าริมถนนอโศกเวลาสามทุ่มครึ่งที่ยังมีรถวิ่งจอแจ
มันวิ่งข้ามแยกเข้าตึกรัชภาคย์ไป
ยังตรงไปอีก

Love is a bird, she needs to fly
Let all the hurt inside of you die

ดูมันรีบๆ
จะไปไหนล่ะนั่น?
แล้วถ้ามันไปถึงปากซอยเรา มันจะดูรถก่อนข้ามถนนไหม?

You're frozen
When your heart's not open

แล้วเราควรทำไงดี?
เจ้าของมันก็ไม่เห็นวิ่งตามมาสักที
หรือควรตามมันไป

If I could melt your heart
We'd never be apart

...ปลอบให้หายตกใจ ?

บ้าสิ
มันโกรธไร หนีไรมาก็ไม่รู้

Give yourself to me

'แล้วเราควรทำไงเนี่ย?'
ยืนอึ้งอยู่ในแสงเบลอสวย
บนถนน รถรายังขวักไขว่
คิดยังไม่ออก

You hold the key

ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ
เท้าทั้งสี่ของมันพาเจ้าของวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ

แล้วมันจะถูกรถชนไหม?

You only see what your
eyes want to see
How can life be what
you want it to be
You're frozen
When your heart's not open

....อะไรนะ
มาดอนน่าว่าเราป่าวเนี่ย?