แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตสัตว์โลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตสัตว์โลก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ความเห็นแ่ก่ตัว : ว่าด้วยการใช้ทางเท้า




ก. ใช้ทางเท้าเป็นทางรถจักรยานยนต์ (ทำไมล่ะ ทีจักรยานยังให้ขี่บนทางเท้าได้เลย)

ข. จอดมอเตอร์ไซค์วินและจอดมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า (อ้าวไม่ดีหรอ ผู้โดยสารไม่ต้องเดินไกลไง ที่จอดรถมันไกล+ต้องแลกบัตร ฯลฯ ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ไม่เข้าใจหรอก)

ฃ. นั่งขอทาน นอนขอทานบนทางเท้า (ก็กลุ่มเป้าหมายเดินบนทางเท้า ถ้าไม่ให้นั่งทางเท้าจะให้ไปนั่งไหน)

ค. ขายอาหารบนทางเท้า (สงสารคนรีบไปทำงาน ไม่มีเวลาแวะหาอาหารเช้า)

ฅ. ย่างไก่ สะเต๊ะ และหมู ทอดลูกชิ้น ทอดมัน และปาท่องโก๋ริมทางเท้า(เพื่อความใหม่สด น่ากินสำหรับผู้บริโภค)

ฆ. เทเศษอาหาร และน้ำล้างจานลงท่อระบายน้ำ (จะให้ขนไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ไหวนะคะพี่)

ง. ขายเสื้อผ้า สายชาร์ตโทรศัพท์ ตุ๊กตา รองเท้า และกางเกงบ็อกเซอร์ เติมเงินมือถือ ฯลฯ บนทางเท้า (อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าค่ะ จะได้ไม่ต้องเดินไปตลาดไงคะ)

จ. ยืนประชาสัมพันธ์รับบริจาคสร้างค่ายพัฒนาชนบท ชวนซื้อโลงศพ (ให้ใคร?) ชวนบริจาคเพื่อสิ่งแวดล้อมและเด็ดด้อยโอกาส ฯลฯ (ผู้มีจิตศรัทธาจะได้ทำบุญร่วมกันระหว่างทางไงคะ)

ฉ. ก่อสร้างรุกล้ำทางเท้า (แป๊บเดียวฮะ เดี๋ยวก็คืนให้แล้วนะ)

ช. ขับรถลุยลงไปในแอ่งน้ำอย่างเร็วรี่ (ไม่ได้เบียดเบียนใครนะฮะ ขับรถก็ขับอยู่บนถนน)

ซ. ต่อท่อระบายน้ำจากดาดฟ้าลงมาที่หน้าบ้านเลย (น้ำจะได้ล้างทางเท้าหน้าบ้านให้สะอาดเอี่ยมไม่ต้องเปลืองน้ำประปาไง)


 

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Biutiful : ความงามที่มองเห็นด้วยหัวใจ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ไปดู Biutiful (2010) ของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu คนเดียว เพราะเป็นหนังของ Javier Bardem นักแสดงคนโปรด เพราะว่าเป็นหนังภาษาสเปน อันเป็นภาษาที่รักเสมอ และเพราะคิดว่ารอบหนังลงตัวพอดีกับจังหวะนัดทำฟัน ...โดยที่ไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้มากนัก (โอเค ก็รู้หรอกว่าหนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำสาขา ภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้นำพาอะไร)

การณ์ปรากฏว่าหนัง Biutiful มันเป็นอะไรแบบที่ ถ้าดูกันแบบใช้ ‘ตา’ ดูอย่างเดียว ก็แทบจะไม่ได้เห็นความ Beautiful เลย ต้องใช้ ‘หัวใจ’ ดู จึงจะมองเห็นว่าท่ามกลางความเสื่อมโทรมที่แสนจะชวนให้หดหู่ซึ่งฉายออกมาเป็นภาพต่อเนื่องยาวสองชั่วโมงกว่าๆ ตลอดหนังเรื่องนี้ คือภาพแห่งความงดงามของการเกิดมาเป็นคน

บาร์เซโลน่าที่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่นเป็นเมืองที่สง่า สะอาด และสว่างไสว แต่ในหนังเรื่องนี้กลับดูแออัดไปด้วยความสกปรก หม่น และหมองชนิดที่แทบไม่มีที่ว่างให้ต้นกล้าแห่งความหวังผลิใบอ่อนออกรับแสงอาทิตย์ ผู้คนก็ดูย่ำแย่ อมโรค ยากจน พิกลพิการทางร่างกายและจิตใจ จนแทบหาความสวยงามไม่ได้

ภาพพวกนี้เราไม่ประสงค์จะได้เห็น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลน่า โตเกียว กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ไหนๆ ในโลกก็ล้วนเป็นแบบเดียวกัน โลกโทรมๆ ที่เราไม่อาจเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างพรั่งพร้อม สะอาด สมบูรณ์ การเกิดเป็นคนที่ไม่สามารถเลือกพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร หรือลูกหลานที่แข็งแรง สวยงาม มีสุขภาพดี ชีวิตความเป็นพลเมืองที่ไม่อาจเลือกเกิดในประเทศชาติที่มีการยอมรับและเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นคน ทั้งยังไม่อาจเลือกจะทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนแรงงานอันชอบธรรม และยุติธรรมพอจะนำไปใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและลูกเมีย

นึกไม่ออกเลยใช่ไหมว่าในสภาพที่ไร้ซึ่งความน่าอภิรมย์แบบนี้ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร

และแล้วอินาร์ริตู ผู้กำกับใจร้ายที่ไม่เคยปรานีปราศรัยกับความอ่อนไหวแห่งเส้นประสาทของคนดู ก็ประดิษฐ์ชีวิตของ Uxbal (อุ๊กซ์บัล-ฆาเบียร์ บาร์เด็ม) ขึ้นมา เพื่อสาธิตให้เห็นว่า ชีวิตห่วยๆ ก็มีความสวยงามในแบบของมันอยู่เหมือนกัน

อุ๊กซ์บัลรู้ตัวว่ากำลังจะตาย และกำลังรวบรวมเงินทิ้งไว้ให้เป็นทุนชีวิตของลูกสอง เมียสติไม่ดีอีกหนึ่ง การพลาดพลั้งทำลายชีวิตที่มีชีวิตอื่นให้เลี้ยงดูเหมือนตัวเอง หัวจิตหัวใจเมื่อสัมผัสความห่วงหาอาลัยลูกผู้จากไปในวัยเยาว์ ความถวิลหาบิดาผู้ที่เขาไม่มีโอกาสได้พบหน้า และความรู้สึกเมื่อรู้ว่าพี่ชายเอากับเมียตัวเอง สถานการณ์ช่วงท้ายของชีวิตบีบคั้นรุนแรง แต่เขาก็หาทางออกของตัวเองจนได้

เราเองก็ต้องหาทางออกของเราได้เหมือนกัน

ฉันดูหนังเรื่องนี้ในวันหนึ่ง อีกวันก็ได้ข่าวการละสังขารของหลวงตาบัว แล้วฉันก็คิดว่า อีกไม่ช้าก็เร็วเราทุกชีวิตก็ต้องจากชีวิตนี้ไปเหมือนกัน มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าก่อนจากไปเรามีโอกาสได้สัมผัสกับความสวยงามครบมิติของการได้เกิดมามีชีวิต มาพบเจอ ผูกพัน และพลัดพรากกับคนอื่นๆ รวมทั้งมีโอกาสที่จะฟื้นคืนศรัทธาต่อมนุษย์อื่นได้เช่นเดียวกับอุ๊กซ์บัล

....ที่จริงไม่ต้องเห็นเหมือนกันทั้งหมดหรอก จะยกเว้นภาพที่เขาเห็นบนเพดานไปสักอย่างก็ได้



หมายเหตุ
• มีความรู้สึกว่าการเขียนถึงหนังเรื่องนี้มันเข้ากับเพลง Blues ที่ฟังอยู่ชะมัด!
• ความจริงแล้วดูจากรายชื่อหนังที่ Iñárritu กำกับมาก่อน (เช่น AMORES PERROS, 21 GRAMS, BABEL) ก็น่าจะพอเตรียมใจกับความหนักของหนังได้นะ (จริงๆ ไปดูคนเดียวก็ดี ถ้าปวดหัวก็ปวดคนเดียว แต่ถ้าชวนเพื่อนไปดูด้วยแล้วเพื่อนปวดหัว เราคงปวดหนักกว่ามันเป็นสองเท่าเพราะโดนเพื่อนบ่นใส่!)
• แอบเห็น roundfinger เขียนไว้ใน Facebook ว่า “Biutiful ผู้กำกับเดียวกับ 21 grams ระหว่างนั่งดูเหมือนมีเหล็ก 21 tons ทับหัวอยู่ตลอดเวลา” แล้ว.. โคตรจะเห็นด้วยเลย
• ภาษาสเปนไม่ได้ใช้คำว่า biutiful ในความหมายว่าสวยงาม นี่เป็นการเขียนคำในภาษาอังกฤษผิด แต่ทำไมถึงผิด ที่มามันอยู่ในเรื่อง ไปหาเอานะจ๊ะ
• ความจริง Bardem น่าจะได้รางวัลนำชายนะ พี่แกเล่นได้เยินถึงใจจริงๆ เห็นภาพ+อาการแล้วแทบจะจินตนาการถึงกลิ่นได้ทีเดียว


วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย : คุณโสฯ เยาวชน



ข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก โสเภณีเด็กอายุ 15-18 ปี จำนวน 10 คน ที่ค้าประเวณีแบบแอบแฝง และขายบริการด้วยตัวเอง ย่าน RCA

พบว่า...กรณีศึกษามากกว่าครึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรี และไม่พบกรณีศึกษาใด ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยม

แค่ เริ่มก็สะท้อนถึงความต่างจากรูปแบบโสเภณีในอดีต ที่มีการศึกษาน้อย และมักมาจากชนบท ที่ไม่มีโอกาสที่จะเรียนหนังสือ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการโสเภณีตั้งแต่เล็ก

"เป็นไปได้หรือไม่ ว่า...ระบบการศึกษาที่มีลักษณะรวมศูนย์ในเมืองหลวง ดึงเด็กสาวจากต่างจังหวัดให้เข้ามาอยู่ในเมืองกรุง ใช้ชีวิตอย่างอิสระในหอพัก บ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ คอนโดฯ ไม่ว่าจะอยู่ตามลำพัง กับเพื่อน หรือแม้กระทั่งกับคนรักก็ตาม

เหล่า นี้...เท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กสาวที่อ่อนด้อยวุฒิภาวะตัดสินใจทำในสิ่งที่ ผิดพลาดง่ายขึ้น" ร้อยตำรวจโทจักร เจ้าของงานวิจัยตั้งข้อสงสัย

แม้ ว่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ แต่ที่เหมือนกันคือ... ภาระหนี้สิน ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ พอๆกับรายได้จำนวนมหาศาลที่ดึงให้ ก้าวสู่เส้นทางนี้

หลายคนให้เหตุผลในการเข้าสู่กระบวนการนี้ว่า... "เพื่อเป็นการปลดเปลื้องภาระหนี้สิน"

นับ ตั้งแต่...การย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มขึ้น หนี้สินจากค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เช่น การศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ที่สำคัญกรณีศึกษาทุกคนชอบเที่ยวกลางคืน ซึ่งต้องใช้เงินมาก จึงไม่แปลกที่จะตัดสินใจค้าประเวณีเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ต้อย หนึ่งในกรณีศึกษาเล่าถึงสาเหตุในการก้าวสู่อาชีพนี้ ว่าหลังจากที่เสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่อายุ 15 เธอมีภาระที่ต้องรับผิดชอบในครอบครัวมากมาย...

"ต้อง...คอยดูแลน้องชาย ต้อง...หาเงินมาไว้เพื่อใช้จ่าย การได้เงินมาโดยวิธีค้าประเวณีนั้น ได้มาง่ายและเป็นเงินจำนวนมาก"

ปัจจัยต่อมา "ครอบครัวแตกแยก...เด็กไม่อยากอยู่บ้าน"

กรณี ของ อุ้ย พ่อแม่แยกทางกันและตัวเธอมารับรู้ภายหลังว่า...ทั้งคู่ไม่ ต้องการเธอกับน้องสาวไปดูแล จึงผลักภาระให้ป้าดูแลแทน ทำให้อุ้ยรู้สึกเสียใจมาก...คิดว่าไม่จำเป็นต้องไปเสียใจกับคนที่ไม่ต้องการ พวกเธออีกต่อไป และเลิกรอคอยให้พ่อแม่กลับมาหา

ขณะที่ น้อย ระบายว่า ความสัมพันธ์ในบ้านไม่ค่อยสงบสุขนัก เพราะพ่อที่แอบไปมีผู้หญิงอื่นนอกบ้านทำให้ไม่ค่อยอยู่บ้าน จนแม่จับได้ และมีปากเสียงกันหลายครั้ง

ความรุนแรงในบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...จนในที่สุด ทั้งสองก็แยกทางกัน

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้น้อยรู้สึกว่า..."ครอบครัวแบบนี้ ไม่มีเสียยังดีกว่า"

และ...สิ่ง ที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในครอบครัวหลายกรณีเป็นผลจาก "น้ำเมา" น้อยบอกว่า พ่อชอบดื่มเหล้า เมื่อเมาก็มักจะดุร้ายขว้างปาข้าวของ ไล่ทุกคนออกจากบ้าน ไม่ต่างกับกรณีของปอย บุ้ง และนุ้ย พ่อเลี้ยงของปอยมักจะดื่มเหล้าเป็นประจำและชอบทุบตีแม่เสมอเวลาที่เมา เมื่อเธอและน้องเข้าไปห้ามก็มักจะถูกตบตีตามไปด้วย...

"พ่อบุ้งเป็นคนขี้เมา กินเหล้าแล้วจะเมาอาละวาด...บางครั้งไม่พอใจก็จะใช้กำลังทำร้ายทั้งแม่เลี้ยงและลูก"

อีกประเด็นที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้....นั่นก็คือ "เพื่อน ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดกับค่านิยมที่เปลี่ยนไป"

สภาพ ครอบครัวที่ล้มเหลวนำไปสู่ความไม่เข้าใจ...สับสนว่าควรจะต้องปฏิบัติตัวเช่น ไรเมื่ออยู่ในสังคม ส่งผลให้เด็กสาวไม่อยากอยู่บ้านพยายามแยกตัวออกมา...แสวงหาความสุขนอกบ้าน ขณะเดียวกันเพื่อนก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต ทั้งความคิดและการกระทำ

ผึ้ง เล่าว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรกับการที่เธอไปเที่ยว เมาจนเกิดมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนที่ไปด้วย เพราะเพื่อนๆก็เป็นกันแบบนี้

ด้วย ความต้องการการยอมรับจากเพื่อนที่ชอบเที่ยวกลางคืนและประกอบอาชีพค้าประเวณี อยู่แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กสาวอย่าง แนท ยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของเธอ เพื่อนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเล่า และโอ้อวดกันในกลุ่ม

ขณะที่ต้อย...ยอมมีความสัมพันธ์กับแฟนได้ไม่นาน เธอก็ย้ายไปอยู่กับเขาจนเลิกรากันไปในที่สุด และจังหวะนี้เองที่เพื่อนซึ่งทำงานที่เดียวกันมาชวนให้ค้าประเวณี บอกว่า...

"ใน เมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้ว การมีอะไรกับคนอื่นก็ไม่ต่างจากการมีอะไรกับคนรัก แต่การทำเช่นนี้เราได้ผลตอบแทนที่เราเลือกได้อีกต่างหาก"

บท สรุป...การแก้ไขปัญหาโสเภณีเด็ก จึงมิใช่เพียงการปราบปรามทางกฎหมายเท่านั้น หากเป็นปัญหาที่ต้องเข้ามาแก้ไขในระดับโครงสร้างส่วนบน (เศรษฐกิจและสังคม) และในระดับปัจเจก (ครอบครัวและตัวเด็ก)

เพื่อ...ให้ปัญหาสามารถคลี่คลายได้อย่างแท้จริง

ปม "โสเภณีเด็ก" ภาคสมัครใจ ท่ามกลางวิถีสังคมไทยที่แปรเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าจะแก้กันได้ง่ายๆ เหมือนเปิดตำราทดลองวิทยาศาสตร์.





>>>บางส่วน (คัดมาโดยไม่ได้ดัดแปลงข้อความ) จากบทความ "เปิดใจโสเภณีเด็ก ถนนบาปที่สมัครใจ" ถอดสาระน่ารู้จากคลังวิทยานิพนธ์   บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชุดที่ 2 "ชุมชนพลวัตร" คลี่ปม "โสเภณีเด็ก" ภาคสมัครใจ ท่ามกลางวิถีสังคมไทยที่แปรเปลี่ยน

งานวิจัยของ ร้อยตำรวจโทจักร จุลกะรัตน์ ที่สนใจคลี่ปมปัญหาสังคมในเรื่องปัจจัยที่ทำให้เด็กหญิงเป็นโสเภณี ศึกษากรณีสถานบันเทิงย่านรอยัลซิตี้ อเวนิว กรุงเทพมหานคร

อ่านฉบับเต็มที่ http://www.thairath.co.th/today/view/117941

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แมว (๑)






งีบหลับในท่า "ขดอุ่นในท้องแม่"
บ่ายวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๓


ชีวิต (๑)






๑๘.๓๘ น.
พุธที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓
ปากซอยสุขุมวิท ๓๓/๑ เยื้องดิ เอ็มโพเรียม


ไม่ใช่แค่ "ค่าน้ำนม"




ในวันหยุดวันแม่ ฉันอ่านนิตยสารสารคดีฉบับกรกฎาคม 2553 เจอเรื่องที่ทำให้ทึ่งว่า เด็กสมัยนี้อาจไม่ได้มีแค่ "ค่าน้ำนม" ที่ต้องระลึกรู้บุญคุณ แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนต้องซึ้งและพยายามโตขึ้นมาดีให้คุ้มคุณค่าก็คือ "ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป" ที่ทุกสิ่งมีชีวิตในโลกจ่ายให้ด้วย

เห็นว่าต้นทุนการผลิต จัดจำหน่าย และทำลายผ้าอ้อมสำเร็จรู
ปออกจะเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่น่าจะรู้ (ทั้งที่ควรรู้) ฉันจึงคัดเฉพาะตอนที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน

*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแต่ละชิ้
นประกอบด้วยวัสดุที่แตกต่างกัน 3 ชั้น ชั้นนอกสุดคือฟิล์มพอลิเอทิลีน เป็นแผ่นพลาสติกบางๆคอยป้องกันอึและฉี่ของเจ้าตัวน้อยไหลซึมสู่ภายนอก ชั้นกลางบรรจุสารโซเดียมพอลิอะครีเลต หรือพอลิเมอร์ดูดซับความชื้น ลักษณะเป็นเม็ดกลมขนาดเล็กซึ่งจะเปลี่ยนสภาพเป็นเจลเมื่อเจอความ เปียกชื้น และชั้นในสุดซึ่งสัมผัสกับผิวทารกตลอดเวลาคือผ้าไม่ทอ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ยอมให้ของเหลวซึมผ่านไปสู่วัสดุดูดซับความ ชื้นแต่ไม่ไหลย้อนขึ้นมา จึงช่วยให้ทารกแห้งสบาย
*       วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผ้าอ้
อมสำเร็จรูปคือ น้ำมันดิบ เยื่อไม้ และพลาสติก
*       การผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูป 1 ชิ้น ใช้น้ำมันดิบ 2/3 ถ้วยตวง
*       ไม่เพียงต้องโค่นต้นไม้
ขนาดโตเต็มที่จำนวน 10 ตันเพื่อให้ได้เยื่อกระดาษเพียงพอกับการผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับ ทารกแรกเกิดจนถึง 2 ขวบเพียงคนเดียว ขั้นตอนการฟอกขาวเยื่อกระดาษยังซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมด้วยการปล่อยมล พิษชื่อ "ไดออกซิน"
*       กว่าเจ้าตัวน้อยจะควบคุมการขั
บถ่ายได้เอง ต้องผ่านการเปลี่ยนผ้าอ้อมราว 5,000-6,000 ครั้ง หากทั้งหมดเป็นการนุ่งผ้าอ้อมสำเร็จรูป นอกจากมันจะแปลงร่างเป็นภูเขาขยะสูงท่วมหัว ยังคิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่ต้องควักกระเป๋าจ่าย
*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปต้องใช้เวลานาน 200-500 ปีจึงจะเสื่อมสภาพและแตกสลายเป็
นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นั่นหมายความว่า ขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุกชิ้นนับตั้งแต่ผลิตออกมา หากไม่ถูกโยนเข้าเตาเผาขยะ มันก็ยังตกค้างอยู่ในโลกใบนี้
*       ผ้าอ้อมบางรุ่นแสดงความเป็นมิ
ตรกับสิ่งแวดล้อมโดยประทับตรา "Biodegradable" หรือ "ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ" ทว่าในความเป็นจริงมีเพียงองค์ประกอบส่วนน้อยเท่านั้นที่ย่อยสลายได้เร็ว
ที่เหลืออีกส่วนใหญ่ล้วนเป็นวั
สดุย่อยสลายยากเช่นเดียวกับที่ใช้ ในผ้าอ้อมสำเร็จรูปทั่วๆ ไป
*       สิ่งขับถ่ายที่หมักหมมอยู่
ในขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปมักย่อยสลาย โดยจุลินทรีย์ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนหรือมีออกซิเจนน้อย และปล่อยผลลัพธ์เป็นมีเทน ซึ่งสร้างปัญหาโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์
*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปใช้แล้วเป็
นขยะที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ หากไม่จัดการให้ดี เช่น กองทิ้งกลางแจ้ง ฝังในหลุมฝังกลบที่มีการรั่วซึม น้ำชะขยะจะกระจายเชื้อโรคสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นจากการใช้ผ้าอ้อมแบบดั้งเดิมซึ่งต้องฉีดล้าง สิ่งขับถ่ายลงโถส้วมก่อนนำผ้าอ้อมไปซักทำความสะอาด

สุดท้ายนี้ขอออกตัวว่าไม่ได้
บรรจงเขียนขึ้นเป็นความเรียงรับวันแม่ แค่มันบังเอิญทิ่มตาเอาในจังหวะว่าง และขอบคุณสวรรค์ที่ดิฉันไม่มีบุตร เพราะถ้ามี ก็คงไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกให้โตขึ้นด้วยการพึ่งพาผ้าอ้อมซักได้เพียงอย่างเดียว


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทางของคน ถนนของเสือ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Outdoors & Nature
Author:ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

.....
วันหนึ่งขณะกลับจากซื้อเสบียงราวๆ สี่โมงเย็น แสงแดดอ่อนๆ ทอทาบทั่วผืนป่า ใบไม้เริ่มแห้ง ต้นไม้หลายต้นทยอยเปลี่ยนสี
ก่อนขึ้นเนินชันๆ เนินสุดท้าย เสือดาวโตเต็มวัยตัวหนึ่งยืนอยู่กลางเส้นทาง
พอเห็นรถ เสือตัวนั้นปฏิบัติเหมือนกับสัตว์ตัวอื่นๆ นั่นคือยืนจ้องสักครู่แล้วค่อยๆ เดินเข้าข้างทาง
แต่เจ้าตัวนี้แปลกสักหน่อย มันเดินแอบเข้าข้างทางแล้วทรุดตัวลงนั่งเฉย
ผมเคลื่อนรถเข้าไปใกล้ จ้องตากันอยู่ในระยะเอื้อมมือถึงอยู่พักใหญ่ๆ
เสือหันไป-มา ทำท่าเหมือนจะอยู่หรือจะไปดี จากลักษณะ ผมเข้าใจว่ามันเป็นเสือดาวที่เพิ่งเติบโตเต็มวัย และคงเพิ่งพ้นมาจากการเลี้ยงดูของแม่
ผมสบตากับมันโดยไม่มีเลนส์หรืออะไรมาคั่นกลาง
จากแววตา ผมเห็นความรู้สึกหวาดหวั่น
เป็นความรู้สึกที่ผมพอจะเข้าใจ
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก กับการอยู่อาศัยในป่ากว้างเพียงลำพัง
…..



“ทางของคน ถนนของเสือ” เป็นหนังสือผู้ชายเขียนที่เขียนได้ “จับใจ” อีกเล่ม

ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ หรือพี่เชน เท่าที่ฉันรู้จัก เป็นคนพูดน้อย สุภาพ มองทุกคนในแง่ดี

หนังสือของพี่เชนก็เป็นพี่เชนแบบที่ฉันรู้จัก คือ เรื่องเล่าที่ประหยัดถ้อยคำ อ่านง่าย ไม่ต้องใช้สมองคิดซับซ้อนในการแปลความหมาย แต่คำน้อยคำที่ใช้กลับแปลเป็นสารที่โคตรกินใจเลย

เรื่องราวในนี้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ร่วม ๒ ในการร่วมงานกับโครงการศึกษานิเวศวิทยาของเสือ ที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้พี่เชนจะเล่าถึงการทำงาน การติดตาม วิธีศึกษาพฤติกรรมของเสือ สัตว์ผู้ล่าอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นดรรชีชี้ถึงอะไรหลายๆ อย่างในพื้นที่ป่านั้นๆ แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือแนว “ธรรมชาติของเสือ”

ในความรู้สึก ฉันว่ามันเป็นเรื่องราวที่ให้อารมณ์เหมือนผู้ชายเล่าถึงเพื่อนสนิท (ใช่เลย เหมือนบางตอนเวลา ผาด พาสิกรณ์ เขียนให้ตัวเอกในนิยาย เสือเพลินกรง นึกถึงเพื่อนรัก)

ในหนังสือเล่มเล็กๆ ฉันได้อ่านเรื่องราวของฮีโร่ในคราบคนธรรมดา ได้ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างลูกผู้ชาย ได้เห็นมุมที่พี่เชนมองเสือ มองคน และธรรมชาติ และความเคารพที่พี่เชนมีต่อสัตว์ คน และธรรมชาติ

และแน่นอน ฉันได้พบด้วยว่า จริงๆ แล้วชายในฝันของฉันก็มีตัวตนอยู่จริง




บันทึก
• “ทางของคน ถนนของเสือ” ที่มีวางขายในร้านหนังสือรูปปกไม่ได้แบบปกนี้ แต่จะเป็นรูปพี่เชนกำลังนั่งอยู่ในกระท่อม เป็นรูปเดียวกับที่อยู่บนปกหลังเล่มที่ฉันอ่าน ปกแบบที่ฉันได้อ่านนี่ คนที่ให้มาบอกว่าเป็นความผิดพลาดในการพิมพ์ ฉันเลยกรี๊ดว่าวุ้ย โชคดีจังเรา มีไม่เหมือนคนอื่น
• ขอบคุณนะจ๊ะ วี เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการทำงานที่ดี ตรวจตัวสะกดดี เคาะวรรคดี จัดย่อหน้าดี ชอบมาก เวลาละเลียดอ่านมันอร่อยได้กับหลายๆ อย่างเลย ปกก็สวยนะ ยิ่งปกที่ทำวางขาย เราว่ายิ่งสวย คอนเซ็ปท์ดีอีกตะหาก
• ความจริงช่วงก่อนนู้น ตอนที่ยังซื้อขวัญเรือนอ่านทุกปักษ์ก็ได้อ่านงานพี่เชนทุกปักษ์เช่นกัน แต่ไหงไม่อินเท่าอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ไม่รู้นะ ตอนนั้นพี่เชนเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ต่างกันไป สัตว์บ้าง คนบ้าง มันเหมือนเบื่อๆ ด้วยซ้ำ หรือเพราะอันนั้นมันอยู่ในรูปของคอลัมน์ๆ นึง แต่นี่เป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค อยู่ในไซส์ที่เข้ามือพอดี หรือเพราะฉันแก่ขึ้น? (ฮ า)
• สงสัยว่าที่ตัวเองรู้สึกประทับใจวิธีเขียนงานที่ใช้คำน้อยๆ ของพี่เชนนี่ เพราะว่าระหว่างนี้ก็กำลังอ่าน “เสือเพลินกรง” (ใช้คำเยอะ บรรยายเยอะ ประสานิยาย) อยู่ด้วยหรือเปล่าน้า?



วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รอยชีวิต

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Kenzaburo Oe



...ฉันจะใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ของทั้งตัวเองและภรรยาโดยมีเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ขี่อยู่บนหลังได้อย่างไร ไม่ว่าจะอย่างไรฉันจะต้องหนีไปจากเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำเช่นนั้นละก็ โอ้! การเดินทางไปแอฟริกาของฉันจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ เบิร์ดถูกผลักดันให้เกิดความรู้สึกปกป้องตัวเองอย่างเร่าร้อน ราวกับเขาถูกไล่ล่าจากทารกสัตว์ประหลาดในตู้อบผ่านกระจกกั้นนั้น เบิร์ดรวบรวมกำลังเข้าต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันเบิร์ดก็รู้สึกอับอายในความเห็นแก่ตัวของตนที่เกาะติดตัวเขาราวกับพยาธิตัวกลมจนเหงื่อไหลไปทั่วร่าง และเกิดอาการหน้าแดง หูข้างหนึ่งของเบิร์ดหนวกสนิท ได้ยินเพียงเสียงเลือดไหลเวียน ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับโดนต่อยด้วยกำปั้นที่มองไม่เห็นแต่มีพลังมหาศาล ความรู้สึกอับอายพัดกระพือไฟร้อนจนเบิร์ดหน้าแดงและน้ำตาคลอ...



คำถามที่เกิดขึ้นระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ถ้าฉันต้องตกที่นั่งเดียวกับเบิร์ด ฉันจะหนี หรือเผชิญหน้า

ไม่ว่า Kenzaburo Oe นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 จะต้องการถามคนอ่านอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม เขาก็ได้เล่าไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ปฏิกิริยาผงะหงายในวาระแรกที่เบิร์ดเผชิญหน้ากับลูกชายที่คลอดออกมาพร้อมอาการ "สมองเลื่อน" จนดูเหมือนมีสองหัว ความขัดแย้งในใจ ไปจนหนทางที่เขาตัดสินใจเลือก แม้มันจะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำความฝันให้เป็นจริง

ตอนที่หยุดอ่านไปในครั้งแรกเพราะลีลาการเล่าเรื่องมันกดประสาทเสียจนอดกลัวไม่ได้ว่าถ้าอ่านแล้วอินมากๆ จะกลัวการมีลูก และเลี้ยงลูก แต่จริงๆ แล้วไม่เลย กลับมาอ่านจนจบในครั้งนี้กลับได้รู้สึกถึงการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของจิตใจคนเป็นพ่อเป็นแม่

แม้เป็นเรื่องฮาร์ดคอร์ แต่ก็คุ้มที่อ่านจนจบ



บันทึก:
• “รอยชีวิต” หรือ A Personal Matter โดย Kenzaburo Oe แปลโดย เดือนเต็ม กฤษดาธานนท์ ซึ่งเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 ผู้นี้ บรรณาธิกรโดย ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
• โอเอะมีลูกชายคนแรกเมื่ออายุ 29 ปี “ฮิคาริ” ถือกำเนิดในปี 1964 พร้อมกับความพิการทางสมอง และนั่นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เขาเขียน “รอยชีวิต” ในปีต่อมา แต่ไม่ว่าโอเอะจะเขียนให้เบิร์ดดูแย่ อ่อนแอ และปอดแค่ไหน แต่สำหรับโอเอะแล้ว ลูกคือแรงผลักดันให้เขาเข้มแข็งและยืนหยัดเผขิญหน้ากับปัญหาอย่างกล้าหาญและสง่างาม
• เป็นการเล่าถึงภาพในสมอง และบรรยายอาการที่แสดงออกมาทางกายได้ surreal มาก ประทับใจกับสำนวน ลีลาของเคนซาบุโร โอเอะ การแปลเองก็เกือบดีแล้ว (คงต้องยกเครดิตให้การบรรณาธิกรของ อ.รื่นฤทัยด้วย) มันเกือบดีแล้วแหละ แต่ที่ติดขัดบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง ฉันให้อภัยได้ ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่เขาอุตสาหะแปลให้อ่าน ^_^
• การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนการติดตามตามข่าวที่รายงานสดจากสมรภูมิรบ ติดตามจนถึงวันที่สงครามสงบและสันติภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
• อ่านหนังสือที่อ่านยาก และหยิบๆ วางๆ หลายครั้งเล่มนี้จบแล้วฮึกเหิมอีกแล้ว อ่านโคโคโระกับรอยชีวิตจบ เล่มไหนๆ ก็อ่านจบน่า (ฮา)


วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

เรดาร์แมว : อยากนอนด้วย






พุธที่ 13 มกราคม 2553

บังเอิญไปเจอหนูในหน้าที่เล่าเรื่องนี้
....โคตรน่ารักเลย


Morris Animal Inn Reopens as Luxury Pet Resort


Champagne Celebration for VIPs (Very Important Pets) and their People Will Mark Grand Reopening

MORRISTOWN, N.J., Nov. 13, 2008 — Morris Animal Inn, a 5-star luxury resort and spa for pets, announces the completion of its multi-million dollar expansion and renovation project. The full-service country inn for dogs and cats offers the finest amenities for four-legged guests anywhere — including lodging, grooming, spa services, day care, doggie day camp and more.

The state-of-the-art facility has doubled in size and offers a heated indoor pool, whirlpool, pet suites with soothing music and videos, skylights, indoor and outdoor play areas, pampering and activities packages, daily maid and room service, Happy Hour with homemade pet treats, tuck-in service and more.

Morris Animal Inn (http://www.morrisanimalinn.com) will roll out the red carpet for a Grand Reopening Celebration for its VIPs (Very Important Pets) and their people beginning at 6 p.m. on Thursday, November 20. The private event will feature behind-the-scenes tours, a visit from the “Puparazzi,” a bone bar for dogs, music and refreshments. The media is invited.

The United States pet industry continues to grow. Americans will spend $43 billion dollars on their pets this year, and $3.2 billion on boarding and grooming — up 7 percent from last year, according to the American Pet Products Manufacturers Association.

“Our Inn is not a typical boarding kennel but rather a first-class experience for companion animals,” says owner Walter Morris.

Located on a quiet country lane with over 12 acres, the new facility was designed by Morris with state-of-art engineering to provide for both the comfort and safety of his pet guests. The facility is climate-controlled with purified air, smoke and sprinkler systems, back-up generators, 24-hour surveillance cameras and the capability for daily floor-to-ceiling sanitizing for the cleanest environment. Perimeter fencing encloses the facility.

Spacious, comfortable and affordable accommodations range from $29 to $52 for dogs, $23 to $49 for cats, depending upon size of the pet and season. Additional add-on services are available.

Family-owned and -operated for over four decades, the Inn was established by Walter Morris Sr., a professional dog handler who won “Best in Show” at the prestigious Westminster Kennel Club Dog Show. Current owners Walter Morris Jr. and wife Marianne built the current facility in 1986 and put years of experience into transforming Morris Animal Inn into a luxury pet resort and spa.

ABOUT MORRIS ANIMAL INN

Morris Animal Inn is a full-service, luxury pet resort for dogs and cats located in Morristown, NJ. Established in 1960, the country inn was recently renovated and expanded into a state-of-the-art facility that offers lodging, spa services, grooming, day care and camp. The award-winning Morris Animal Inn is a charter member of the Pet Care Services Association. For more information, call 973-539-0377 or visit http://www.morrisanimalinn.com.

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มันนานมาแล้ว






...ที่คุณผู้ชายเขาเริ่มมีความสนิทสนมกัน








(ภาพจากฝาผนังในพระวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ หมือนอัลบั้มก่อนหน้านี้)


วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว





ภาพชีวิตที่ถูกบันทึกไว้บนฝาผนังพระวิหารลายคำ
วัดพระสิงห์ เชียงใหม่

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

9 ½ Weeks : พิกัดสมดุลในความสัมพันธ์

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

แม้จะเป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก แต่นอกจากความรัก ความพิศวาสแล้ว คงต้องมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย ความสัมพันธ์จึงจะราบรื่น ลงตัว

ก็เรากับคู่รักไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียงนี่นา

ดูอย่างคู่รักใน 9 ½ Weeks (1986) ซิ บทบาทบนเตียงของเอลิซาเบธกับจอห์นออกจะเข้ากันได้ดี๊ดี ฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายก็รับ ฝ่ายหนึ่งรุก อีกฝ่ายก็รับ ดูออกจะเติมกันได้เต็มขนาดนั้น แต่แล้วทำไมเรื่องถึงจบได้เหงาแบบนั้นล่ะ?

ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนเหมือนจะเข้าใจกันแล้ว (หรือจริงๆ ไม่เข้าใจกัน) เหมือนสองคนจะรักกันมาก (หรือจริงๆ ไม่มากพอจะให้อภัยกัน) เหมือนสองคนจะขาดกันไม่ได้ (หรือที่จริงแล้วมีฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวดกับการทนอยู่ร่วมเตียงกัน) และทั้งๆ ที่สามารถหยุดยั้งคนรักที่กำลังจะจากไปได้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พยายามจะทำ

ฉันยังไม่เข้าใจอีกว่าทำไม? ทั้งๆ ที่ต่างก็เป็นคนที่ชีวิตนี้จะหาใครที่รู้สึกแบบนี้ด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ความรักอันดื่มด่ำที่มีต่อกันนั้น ไม่มากพอจะกลบทับความเจ็บปวดในใจได้มิดเมี้ยน เหมือนมันไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลยหรือ?

ช่างเป็นการเล่าเรื่องรักที่ถ่ายทอดความร้อนแรง ยั่วเย้า ทุรนทุราย เป็นความสบสนชนิดที่ยากจะหาจุดพิกัดที่สมดุล เหมาะสมลงตัว สมกับเป็นเรื่องราวของความรักจริงๆ



หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีประเด็นมากนัก แต่เป็นหนังเล่าเรื่องรักที่สวยแบบมีรายละเอียดล้นเหลือ
สมควรแก่การหามาเสพให้ซึ้งถึงอรรถรสกันเอาเอง




หมายเหตุ:
• 9 ½ Weeks (1986) สร้างจากบทประพันธ์ของ Elizabeth McNeil เป็นหนัง Erotic Drama เรื่องดังที่ไม่เมคมันนี่ตอนฉาย แต่ชื่อเสียงของหนังยังกระฉ่อนอยู่อีกนานในรูปของวิดีโอ (ใช่ วิดีโอแบบที่เป็นตลับๆ น่ะ)
• ไม่ได้กระฉ่อนเพราะมันโป๊อล่างฉ่างนะ (ห่างไกลคำนั้นมาก) แต่คงเป็นเพราะมันเป็นหนังอีโรติกที่สวยงามมากกว่า คิดดูสิ ปี 1986 กับการสร้างภาพด้วยแสงอย่างนั้น มุมกล้องอย่างนั้น ไหนจะเพลงอีก
• อีกอย่างที่น่าจะทำให้คนชอบกันมากน่าจะเป็นเพราะฉากรักที่แหวกแนวธรรมเนียมประเพณีน่ะ เหมือนกับว่าไม่ว่าคุณจะเคยมีจินตนาการทางเพศหวือหวา ตื่นเต้นแค่ไหน ตัวละครในหนังเรื่องนี้ทำมันทั้งหมด อย่างนั้นเลย
• เป็นงานที่ล้ำยุคมากๆ
• บางคนเขาจัดให้หนังเรื่องนี้เป็น Erotic Sadomasochistic สำหรับฉัน ฉันว่านี่เป็นหนังซาโด-มาโซ ที่เจ็บปวดได้วิจิตรเหลือเกิน
• นอกจากนี้มันเป็นหนังที่เป็นหลักฐานการมีอยู่จริงของยุค’80s ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม แฟชั่น แสง เงา และดนตรี เห็นแล้วอิ่มในใจ บอกไม่ถูกอะ
• Kim Basinger นักแสดงอดีตนางแบบเล่นหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 32-33 สวยจนไม่รู้จะสวยยังไง สวยทั้งหน้า รูปร่างอิ่มเอิบโดยไม่อ้วน สมส่วน เย้ายวน ริ้วรอยยามแย้มยิ้มที่ไปกันได้กับกริยาแห่งวัย ..สาววัยสามสิบกว่าสวยอย่างนี้เอง
• อย่างเดียวในตัว คิม เบซิงเกอร์ (วิกิฯ บอก pronounced /ˈbeɪsɪŋər/ BAY-sing-ər,) ที่ฉันเห็นว่าไม่สวย ก็คือมือ เธอเป็นผู้หญิงสวยที่มือบึกมาก นิ้วใหญ่ เส้นเลือดปูดโปนได้อีก อ้อ อีกส่วนที่(จำขี้ปากคนอื่นมา)ไม่สวยคือ หนังตา มีคนวิจารณ์ว่าคิมมีหนังตาห้อยย้อย มันตก ไม่สวย ไม่รู้สิ ฉันว่าในวัยนั้น บวกกับการเมคอัพเปลือกตาอย่างนั้น เธอดูเซ็กซี่จะตายไป (อีกอย่าง สมัยนี้เค้าทำกันได้สวยเนียนแบบสบายๆแล้วหนิ)
• สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้คือ โหนกแก้ม รูปหน้าคิมสวยมาก จมูก รับกับปาก และฟัน (อาจจะครอบมา ตามฟอร์มดาราฮอลลีวูด แต่ก็โอฯ อะนะ) ขา สะโพก แล้วก็นม เป็นนมที่น่าอิจฉามาก ทำยังไงก็ไม่มีทางสวยเป็นธรรมชาติได้อย่างนั้น
• Mikey Rourke ตอนหนุ่มช่างมีแววตากับรอยยิ้มเย้ายวนเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่า 20 ปีต่อมา เขาจะกลายเป็นอย่างนั้นใน The Wrestler (2008) ไปได้ (http://en.wikipedia.org/wiki/The_Wrestler_(2008_film))
• จอห์นเป็นตัวละครที่เป็นชายในฝันของหลายคน รวย เปย์ ขี้เล่น ชอบเอาใจ ทำกับข้าวเก่ง ร้อนแรง ยั่วยวน แล้วก็สร้างสรรค์ แต่ผู้ชายแบบนี้ไม่มั่นคงอย่างแรงเลย น่ากลัวที่สุด (ฉันขอแค่คนธรรมดาที่ทำกับข้าวเก่งก็พอ)
• ซีนที่อีโรติกมากๆ คือ ฉากปิดตาส่องไฟ (เสื้อเธอบางน่ะ ), ตอนปิดตาป้อน, ฉากเริงรักที่บันได กลางสายฝน ส่วนฉากที่เอลิซาเบธเต้นระบำเปลือยนั่นแสงสวยมาก แล้วก็เป็นฉากที่ดูแล้วได้อารมณ์ที่ไม่ใช่อีโรติก แต่เป็น “ความรักและสนิมสนม” ...รักฟิลลิ่งนี้จัง
• ขอขอบคุณจูเนียร์ มายเวิลด์ สปอนเซอร์หลักที่ให้การสนับสนุนการเปิดหูเปิดตามา ณ ที่นี้ (มีอีกหลายเรื่องที่อยากเขียนถึง ให้เวลาเจ้หน่อยนะคุณน้อง)



ประตูที่ปิดตาย

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:กฤษณา อโศกสิน

ระหว่างอ่านนิยายเรื่องนี้ ฉันถามตัวเองว่า เราควรใช้เวลาทำความรู้จักกับคนคนหนึ่งนานสักแค่ไหนกัน จึงจะสามารถตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาได้

ฉัน ผู้เกิดในปีพ.ศ. หลังปีที่นิยายเรื่องนี้เขียน อ่านแล้วให้รู้สึกฉงนแกมดูแคลนยัยจิลลา นางเอกของ “ประตูที่ปิดตาย” พิลึก

ตามเรื่อง กฤษณา อโศกสิน เล่าว่า จิลลา สาว (ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องมีสร้อยต่อว่า “น้อย”) วัย 24 เลือก (จากผู้ชายที่มาติดพันอยู่2-3 คน) นพี หนุ่มใหญ่วัย 36 นักเรียนนอกสุดเพียบพร้อม คือทั้งหน้าตาหล่อ รวย มีนามสกุล แต่งตัวดี สะอาดสะอ้าน หน้าที่การงานเริ่ด ผ่านผู้หญิงมาไม่น้อย แต่ก็ยังรักษาความโสดไว้ได้

คุณสมบัติอีหรอบอย่างข้างบน ถ้าหลุดมาปรากฏในโลกทุกวันนี้ คนเล่าสาธยายยังไม่ทันจบ คงไม่แคล้วโดนคนถามแทรกอย่างรู้ทันว่า “เกย์ล่ะสิ ” แต่ไม่หรอก ยัยจิลลาไม่คิดเลยว่าคนรักที่แสนเพียบพร้อมของตัวเองจะไม่ชอบผู้หญิง หล่อนคิดว่าเขาเป็นผู้ชายเพอร์เฟคท์

ด้วยความใส จิลลาคิดว่านพีรักษาความโสดไว้เพื่อรอหล่อน (อพิโถ่-อพิถังเอ๊ย) ตื่นเต้นกับรูปที่ปรุงมาเสียสวยของ “ผู้ชาย”คนนี้ได้ไม่นานเธอก็ปักใจเชื่อว่า นี่แหละ ใช่แล้ว-แต่งเลย โดยไม่ได้ทำฉุกใจ คิดทำการ test run หาข้อบกพร่องกันเสียก่อน

เริ่มมาจับความเอาว่า เฮ้ย ผัวฉันทำไมแปลกๆ ก็เมื่อผัวไม่ค่อยเต็มใจยอมทำการบ้าน (ไหนเคยคุยว่าผ่านมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ผมไม่อยากยกย่องเชิดชูใคร) ไหนเพื่อนๆ บอกว่าให้เตรียมใจรับศึกหนักช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์ยังหวาน แต่ไม่เห็นมีอะไรเลย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ออกจะสวย ทั้งยังสาวยังแส้ ยังเต่งตึง แต่งชุดนอนบางเบา สวยเซ็กซ์ เอ็กซ์ก็ปานนี้ ผัวยังได้แต่นอนกอด แล้วก็จูบหน้าผากทีนึงก่อนพลิกตัวหันหลังให้

จนในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงว่า ผัวตัวเองไม่ได้ชอบมีอะไรกับผู้หญิงเท่าไหร่ ที่ชอบมากเป็นชีวิตจิตใจชนิดขาดแล้วจะแห้งแล้ง เหี่ยวเป็นบัวแล้งน้ำน่ะ คือการมีอะไรกับผู้ชายตะหาก

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ดื้อแพ่ง ชอบเอาชนะ แม่จิลลาคนสวยเองก็มีคุณสมบัติข้อนี้ไม่น้อยกว่าคนอื่น หล่อนยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบนของสามีได้ ก็เลยยอมปล่อยตัวมีลูกกับเขาอีก (โง่จริงเธอ)

นิยายเรื่องนี้จะจบยังไง? จิลลาอาจจะสงสัย และแอบมีความหวัง (ว่าประตูยังไม่ถูกปิดตาย)

แต่ฉันเชื่อว่าถ้าจิลลาเกิดช้าเท่าพวกเรา เธอคงรู้ตอนจบโดยไม่ต้องเดา
และหวังว่า ถ้าเธอเป็นสาวยุคเดียวกับพวกเรา คงใช้เวลาทำความรู้จักกับผู้ชายให้ดีกว่านี้ ไม่รีบด่วนมีสามีโดยที่เธอและคนรักยังคงเป็น “คนแปลกหน้า” บนเตียง

(ถ้าเธอรู้ตัวว่าชอบมีอะไรกับผู้ชาย อย่างน้อยที่สุดก็ควรแน่ใจว่าผู้ชายของเธอก็ชอบผู้หญิง ไม่ใช่ “ผู้ชาย” และไม่ใช่ “บางครั้งผู้ชาย บางครั้งผู้หญิง”)

คนเป็นเกย์สมัยนี้แทบจะหลอกผู้หญิงไม่ได้แล้ว และส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมหลอกด้วย เพราะเขายอมรับนับถือตัวเองกันมากขึ้น (สังคมก็เหมือนจะยอมรับเขามากขึ้นด้วย) เปิดเผย และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ส่วนผู้หญิงสมัยนี้ก็มองได้เก่งขึ้นว่าผู้ชายคนไหน “แท้” คนไหน “ไม่แท้” ผู้หญิงที่ถูกเกย์หลอกให้แต่งงานด้วยเพื่อภาพลักษณ์จึงมีน้อยลง



นอกเสียจากว่าเธอคนนั้นจะเข้าใจ และยอมแต่งด้วย เพราะข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง




หมายเหตุ:
• กฤษณา อโศกสิน เขียนนวนิยายเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2517 นานมากแล้ว ผู้คนยังไม่รู้จักคำว่าเกย์กันเลยมั้ง ตอนนั้น เชื่อว่านอกจากจะมีเกย์ที่ยังไม่เข้าใจตัวเอง ไม่ยอมรับตัวเองแล้ว ก็คงมีผู้หญิงโดนเกย์หลอกแต่งงานด้วยไม่ใช่น้อย การเขียนถึงหัวข้อนี้จึงเป็นอะไรที่กล้ามาก ฉันรู้สึกนับถือนักเขียนท่านนี้มาก ช่างเป็นประเด็นที่แสนจะล้ำยุค จนปัจจุบันก็ยังทันสมัยอยู่เลย
• ฉันคิดอยากอ่านนิยายเรื่องนี้มาเป็นสิบปีแล้ว แต่เพิ่งมาสอยฉบับพิมพ์โดยประพันธ์สาส์น (ลดราคา) ในงานสัปดาห์หนังสือที่เพิ่งผ่านมานี้เอง
• (ปกเฉิ่มไปหน่อยเนอะ)
• อ่านแล้วไม่ผิดหวังเลยจริงๆ นอกจากไลฟ์สไตล์ของตัวละครและฉากแล้ว การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ให้อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเชย หรือตกยุคแม้แต่น้อย
• ฉันยังไม่เคยแต่งงาน แต่ฉันไม่ชอบเลย เวลาที่คนพูดว่าการแต่งงานก็เหมือนซื้อหวย ฉันกำลังบอกคุณว่า อย่ายอมรับชะตากรรมหลังแต่งงานเพราะเชื่อว่าการแต่งงานก็คือการซื้อหวย แต่จงเลือกคนที่จะแต่งงานด้วยเหมือนเลือกซื้อรถ ไม่ว่าจะซื้อมือแรกหรือมือสอง ถ้าไม่ลองคุณจะรู้ได้ไงว่ารถคันนี้วิ่งดี
• เซ็กซ์ก่อนแต่งอาจไม่ช่วยการันตี 100% ว่าเขาไม่ใช่เกย์ เพราะเขามีความสุขกับคุณได้ อย่าลืมว่าผู้ชายบางคนนั้นมีความสุขได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย แต่เซ็กซ์ก่อนแต่งจะให้ข้อมูลสุดสำคัญกับคุณหลายอย่าง อย่างเบๆ เลยคือคุณจะรู้อุปนิสัยของฝ่ายตรงข้าม ความอดทน การให้เกียรติ การปรนนิบัติเอาใจ ความอ่อนหวาน สัญชาตญาณ ฯลฯ ซึ่งสิ่งสำคัญที่คุณควรสนใจเป็นพิเศษคือ แรงดึงดูดที่มีต่อกัน และความเข้ากันได้ (หรือไม่ได้)
• การหาความสุขทางเพศของผู้หญิงเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงผู้ชายมากขนาดนั้น (ฉันเปล่าเป็นเฟมินิสต์) ดังนั้น ถ้าโลกนี้ไม่เหลือผู้ชายที่ดีพอจะเป็นสามีของคุณก็อย่าได้แคร์ เกย์เป็นเพื่อนที่ดีของผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้หญิงบางนางเสียอีก อันที่จริง ฉันเชื่อด้วยว่าผู้หญิงกับเกย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่คุณต้องออกแบบวิธีการใช้ชีวิตในแบบของคุณเท่านั้น
• สุดท้ายนี้ อยากให้มนุษย์ทุกเพศมีชีวิตอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียน และไม่แย่งชิงกัน (โอม...จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มาแย่งสามีของฉันไปเลย)

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรามีสิทธิ์อะไร?


เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนรู้ดี

แต่วันนี้ ถ้าคุณมีเงินพอ คุณอาจไม่ต้อง แก่-เจ็บ และตาย เร็วเกินไปนัก

 

ฉันรู้มาว่ามีการบำบัดในทาง rejuvenation (การคืนสู่ความเยาว์วัย) อันหนึ่ง เรียกว่า Live Cell Therapy ซึ่งจะเป็นการฉีดเซลล์ใหม่ๆ เข้าไปผลัดกับเซลล์เสื่อมๆ ในตัว ที่เสื่อมทั้งจากวัย สิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ พิษ และอื่นๆ เพื่อเยียวยาให้อวัยวะนั้นๆ กลับสู่การทำงานอันมีประสิทธิภาพดังเดียวกับยามที่มันยังเยาว์

 

วิธีนี้ไม่ได้ใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด อันเป็นเซลล์ที่ยังเจริญไม่ถึงภาวะที่จะรู้แล้วว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร จะเจริญไปเป็นเซลล์ของอวัยวะไหน

 

เซลล์ที่ใช้ใน Live Cell Therapy (บ้างก็เรียก Fresh Cell Therapy) เป็นเซลล์เริ่มพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ แล้ว ถ้าอธิบายกันอย่างง่ายๆ การบำบัดด้วยวิธีนี้ทำโดยหากเซลล์อวัยวะไหนของร่างกายเสื่อม ก็จัดการฉีดไลฟ์เซลล์จากอวัยวะเดียวกันนั้นเข้าไป จากนั้น อวัยวะนั้นๆ ก็จะค่อยๆ ฟื้นฟู กลับสู่ความเยาว์วัย จากความใหม่สด แข็งแรง กระปรี้กระเปร่าของเซลล์ที่ถูกฉีดเข้าไป

 

อาการข้อเข่าเสื่อมจะดีขึ้นจนไม่เหลือความเจ็บปวดอีกต่อไป อาการกระตุกเพราะพาร์คินสันจะดีขึ้น การทำงานของไตจะฟื้นฟู จนลืมการฟอกไตไปเลย สายตาดีขึ้น ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่นดีขึ้น สีผม สีคิ้วดำขึ้น เส้นเลือดและสมองกลับสู่ความเยาว์วัย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การฉีดแต่ละครั้ง เขาไม่ได้จำเพาะแค่อวัยวะ แต่จะฉีดมาเป็นชุด หลังการวินิจฉัยโรคแบบ holistic (การทำงานของร่างกายแบบองค์รวม ไม่ตรวจแยกระบบการทำงาน) หลังการฉีดเซลล์แต่ละครั้ง คุณจึงได้ประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง

 

ยิ่งปีนี้ฉีด ปีหน้าฉีดอีก ปีโน้นและปีต่อไปฉีดอีก แทนที่คุณจะแก่ลงเรื่อยๆ ตามอายุ ในแบบที่ควรจะเป็น แต่จะกลับสดชื่น กระฉับกระเฉง เหมือนเด็กขึ้นเรื่อยๆ

 

ใครที่ได้รู้เรื่องนี้ นอกจากอยากไปฉีดเอง (เพื่อให้สาวและสวยไปอีกนานๆ) ก็อยากพาพ่อแม่และคนรู้จักไปฉีด เพราะไม่อยากเห็นท่านป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องฟอกไต หรือต้องนอนแบบอยู่กับที่หลังอาการเส้นเลือดสมอง ฯลฯ

 

เป็นความเจริญทางการแพทย์ที่เริ่ด เยี่ยม

..แต่ฉันสงสัย

 

อะไรทำให้เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นหนุ่มเป็นสาว แข็งแรง แล้วก็หายจากโรคอันทรมาน ทั้งๆ ที่เพื่อให้กลับสู่ความเป็นหนุ่มสาว แข็งแรง และหายจากโรค ฯ ของเรา สัตว์ไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัวต้องถูกทำให้แท้งจากท้องแม่ เพียงเพื่อสละเซล์อ่อนๆ ของแต่ละอวัยวะของมัน ให้กับเรา

 

ทั้งๆ ที่มันบางทีก็อาจจะอยากมีชีวิตอยู่บนโลกสีน้ำเงินนี้เหมือนเรา

เดินเล็มหญ้าในท้องทุ่งกว้าง ใต้ฟ้าสีคราม ฟังเสียงลมกระซิบ

วิ่งตะบึงไปในทะเลทราย เพื่อจะหยุดดื่มน้ำในบ่อกลางโอเอซิส

แหวกว่ายไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่อย่างเสรี

 

อะไรทำให้เรามีสิทธิ์ที่มีจะมีชีวิต แม้ต้องมีชีวิตอื่นสละให้

 

 

เงิน อย่างนั้นหรือ?

 





วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๓




I would rather have had one breath of her hair, 
one kiss of her mouth, 
one touch of her hand, 
than eternity without it. 
One. 

said Seth 
City of Angels (1998)


 

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตน้อยน้อย







ชีวิตน้อยน้อย ในสวนจตุจักร


(ไม่ชอบอย่าลบหลู่)
(และบางเจ้าก็ no photo ซะด้วย)



วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ส บ ต า กั บ เ ต่ า



ไม่รู้คิดถึงแฟนหรือคิดถึงมาม่า


ศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒

เคลียร์การ์ด (เผื่อจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม) เลยไปเจอรูปเซ็ตนึงที่คิดจะเอามาฝากกันตั้งนานแล้ว
เต่าพวกนี้ไปเจอที่ตลาดคลองสวนตั้งแต่วันปีใหม่

น่าสงสารไหมล่ะ
หวังว่าเค้าใส่กะละมังไว้รอคนซื้อไปปล่อย
...ไม่ใช่ซื้อไปแกง