แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ๒๕๕๓ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ๒๕๕๓ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวตลาดน้ำท่าคา



และปลาหมอจากบ่อกุ้ง (หรือบ่อปลา อะไรสักอย่าง สรุปว่าเป็นปลาที่เจ้าของบ่อไม่ต้องการ ต้องจับกินหรือทิ้งอยู่แล้ว) ซึ่งฉันหมายตาไว้ แต่ไม่กลับมาไม่ทันแม่ค้าเก็บของกลับบ้าน




เสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2553
วันคริสต์มาส ฉันติดตามน้องๆ ไปวัดที่ท่าคา อัมพวา สมุทรสงคราม

ก่อนถึงเวลานัด เราแวะไปหาของกินที่ตลาดน้ำท่าคากันก่อน
กล้องไม่ได้เอาไป มือแต่มือถือ ถ่ายรูปด้วย vignett application มาในโหมดขาว-ดำ Ilford (ซึ่ง โคตรจะคมชัดเลย-อยากใช้ Samsung Galaxi ตัวที่แพงๆ อะ)


วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พี่น้องรักกัน



มานี่ทำหน้าละเหี่ยมาก

จันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2553

รับมานี่มาเป็นน้องหมาน่อยครบเดือนแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แมวทั้งสองตัวเหมือนผ่านอะไรมาเย๊อะ
ตอนน้องมาใหม่ๆ ยังใส่เฝือก พี่ก็ต้องใส่ลำโพงหลังทายา่ที่หู ต่างคนต่างขู่ใส่กันฟอดๆ
ค่อยๆ เริ่มยอมให้อีกฝ่ายดม ยอมเล่นกันแบบเล่นๆ ไม่กัดจริง

จนในที่สุด ก็เลิฟเลิฟกันขนาดนี้แล้ว

ขั้นต่อไปเราคงได้เห็นภาพแมวสองตัวนอนขดกลม กอดกันแก้หนาวอะนะ
(ถ้ายังจะหนาวต่อไปอีกหลายวัน)

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Aoi Tori : The Blue Bird

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



Aoi Tori หรือนกสีฟ้า (2008) เป็นหนังเล็กๆ เรียบๆ แต่พูดถึงเรื่องยิ่งใหญ่ คือการสอนเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างกล้าหาญ และสง่างาม

“การลืมนั่น ขี้ขลาดนะ”
มูริอูจิเซนเซ (Hiroshi Abe) ผู้เข้าสอนแทนครูประจำชั้น ม. 2/1 ซึ่งถูกพักงานหลังจากมีนักเรียนในห้องคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนแกล้ง พูดกับนักเรียนทั้งชั้นในครั้งแรกหลังจากกวาดตาไปทั่วชั้นแล้วหาโต๊ะที่ควรเป็นของเด็กเจ้าปัญหาคนนั้นไม่พบ

เซนเซ หรือครูคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มีปัญหา
“เซนเซเป็นคนพูดตะกุกตะกัก ไม่สามารถพูดแบบปกติได้” เขายอมรับ “แต่เซนเซก็ตั้งใจพูด พวกเธอก็ควรตั้งใจฟัง แต่เพราะว่าพวกเธอทำไม่ได้ เซนเซถึงได้มาสอนที่นี่”

ปัญหาที่เกิดกับ โนะงูจิ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องสามัญเพียงแค่ในโรงเรียนในญี่ปุ่น แต่เป็นในโรงเรียนทั่วโลก ที่มีเด็กวัยเดียวกันมาอยู่รวมกัน สังคมกัน มีการจัดกลุ่ม ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มใหญ่ จากนั้นใครคนหนึ่งจะถูกอุปโลกให้เป็นหัวโจก แล้วก็ต้องมีใครสักคนเป็นอย่างน้อยที่ถูกแกล้ง

ไม่ใช่การใช้กำลังหรือขมขู่ เพื่อนๆ ในห้องแค่แกล้งให้โนะงูจินำของจากบ้านที่เป็นร้านสะดวกซื้อมาให้ แล้วเพื่อนทั้งห้องก็แค่หัวเราะใส่เพราะขำ โดยที่เจ้าตัวคนถูกแกล้งก็ได้แต่หัวเราะรับโดยที่ไม่เห็นขำด้วย

แต่สำหรับเด็กคนนั้น นั่นก็รุนแรงพอจะบีบจิตใจจนทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายแล้ว

โชคดีที่เขาไม่ประสพความสำเร็จในการพยายามตาย พ่อแม่จึงปิดร้าน ย้ายเขาไปเรียนที่อื่น เพื่อนร่วมชั้นหลายคน ทั้งที่รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังไม่ยอมรับว่าแค่หัวเราะใส่ และไม่ช่วยเหลือ นั่นเป็นการแกล้งเพื่อนแล้ว โรงเรียนเองไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้มากไปกว่าพยายามแสดงความสำนึกผิดหมู่โดยให้นักเรียนทั้งชั้นเขียนเรียงความสำนึกผิด เขียนซ้ำๆ จนกว่าจะได้ใจความที่กินใจ ว่ารู้สึกผิด สำนึกแล้ว ขอโทษ และ “ลืมมันซะ พวกเธอยังมีการสอบที่สำคัญรออยู่”

กล่อง “นกสีฟ้า” ถูกนำมาตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อรับข้อความจากคนที่มีอะไรอัดอั้นตันใจ บอกใครไม่ได้ โรงเรียนฝันไว้สวยๆ ว่าทุกอาทิตย์จะมีการรวมกลุ่มกันเปิดกล่อง อ่านข้อความในกล่อง แล้วก็รับรู้ร่วมกัน ทีนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไรของนักเรียนที่หลุดรอดสายตาของโรงเรียนอีกต่อไป ...แต่จนแล้วจนรอดกล่องนกสีฟ้าก็ไม่มีข้อความอะไรเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากคำถามว่า “นกสีฟ้าคืออะไร”

ไม่ใช่กล่องนกสีฟ้าหรอก ที่ช่วยเปิดใจ แล้วเข้าไปสะสางเรื่องในใจของนักเรียนห้องนี้ แต่เป็นครูชั่วคราวที่มีปัญหาในการพูด แต่ตั้งใจที่จะฟังพวกเขา แล้วก็อธิบายว่าทำไมการ “ลืม” จึงเป็นหนทางหนีปัญหาแบบคนตาขาว ส่วนคนที่ “จำ” ไว้เสมอจึงเป็นคนกล้าหาญ



บันทึก :
• ภูมิใจนำเสนอ อาเบะ ฮิโรชิ นักแสดงชาย (ญี่ปุ่น) ในดวงใจในเวลานี้
• ดูแล้วก็อดย้อนนึกถึงเรื่องในโรงเรียนของตัวเองไม่ได้นะ
• เพลงเปิดและปิดเรื่องเพราะอีกตามเคย เนื้อร้องก็ดี๊ดี รู้เพราะดีวีดีแผ่นนี้มีซับเนื้อเพลงด้วยน่ะซี
• น่าคิดนะ ว่าเรื่องไม่ดีที่เราพลาดมาในอดีต เราควรเลือก “ลืม” หรือ “จำ”

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ยั่วน้ำลายคนไดเอ็ต






ขึ้นไป Blue Sky Bar & Dining บนดาดฟ้าชั้น 24 โรงแรมโซฟิเทลเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ มาเมื่อวาน (โปรดทราบว่าคือโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว)

พบว่าภายใต้การอำนวยการของเชฟฌอง คลอด พิชอน เขานำเสนออาหารหน้าตาดี รสชาติใช้ได้เชียวแหละ

ใช้มือถือถ่ายรูปพวกนี้ไว้เป็น reference เลยเอามาให้คนไดเอ็ตร่วมชิมทางสายตา
อิ อิ

ป.ล. ห้องเวียดนาม เลอ ดาลัด ของเขาเพิ่งรีโนเวทเสร็จ จะขายในราคาลด 50% ถึงวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคมนี้ ใครสนใจโทรไปสอบถามและจองโต๊ะที่ โทร. 0 2541 1234

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

I've Been Married To Hell! : Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ก็พอเข้าใจอยู่ว่าแม่รักและเป็นห่วงลูก โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกชายที่ไม่ค่อยฉลาดนักของครอบครัวที่มีอันจะกินหน่อย จะให้แม่นอนใจ ไม่สน ไม่แคร์ว่าลูกจะไปรัก ไปดองกับสาวคนไหนได้อย่างไร ก็เขาอุตส่าห์ฟูมฟักเลี้ยงดูของเขามา

ฉันเชื่อว่าในซีรีส์ Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!(2007) คิมิโกะ (Nakama Yukie) เองก็เข้าใจดีว่าแม่รักลูก แต่ที่เธอไม่เข้าใจน่าจะเป็นประเด็นที่ว่า แล้วทำไมคุณแม่ผัว (Matsuzaka Keiko) ถึงต้องมายุ่งกับชีวิตของเธอขนาดดดดดดดนี้

คิมิโกะนักเขียนอิสระกับอิโซะจิโร่ (Tanihara Shosuke) หนุ่มพนักงานบริษัท พบกัน คบกัน ตัดสินใจแต่งงาน แล้วย้ายมาอยู่ร่วมกันในโตเกียว ในคอนโดหรูที่เป็นตึกสูงริมทะเลย่านโอไดบะ ซึ่งก็ออกจะเป็นที่อยู่ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มิใช่น้อย แต่คิมิโกะก็ไม่ยั่น เมื่อเธอฝันจะอยู่ตรงนั้น เธอก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องเขียนกี่แสนหรือกี่ล้านคำก็ตาม (ค่าเรื่องที่ญี่ปุ่นคิดเป็นคำจ้ะ)

ทั้งสองคนไม่ใช่พวกไฮโซหัวสูง ที่คบกันได้เพราะเข้ากันได้ดี จากการที่ต่างก็เป็นคนสบายๆ ไม่มีระเบียบ ไม่มีธรรมเนียมประเพณี ตั้งแต่แต่งงาน คิมิโกะทำแต่งาน ไม่เคยทำอาหารให้สามีกิน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอิโซจิโร่เวลาอยู่นอกบ้านก็ดูเป็นคนสบายๆ กินง่ายอยู่ง่าย และดูจะพอใจกับอาหารกล่อง อาหารสำเร็จรูป ที่หาง่ายๆ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเมืองอยู่แล้ว

จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากบ้านสามี ให้ทั้งคู่กลับไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าสาว เพียงเห็นกำแพงหินล้อมบ้านหลังใหญ่สุดอลัง สามีของเธอเปลี่ยนสู่โหมดเรียบร้อย สุภาพ สุขุม และโค้ง แค่นั้นคิมิโกะก็หนาว เพราะตระหนักว่าหนุ่มหน้าซื่อที่เธอแต่งด้วย ที่แท้คือทายาทเศรษฐีผู้ดีของย่านนั้น

ปัญหาของคิมิโกะไม่ได้อยู่ที่การถูกแม่ผัวเขม่นและคอยจับผิด แต่เป็นเพราะว่าแม่ผัวชอบเธอเอามากๆ ด้วยความที่ครอบครัวยามาโมโตะเป็นสมาชิกของเมืองนั้นมาหลายชั่วคน มีประเพณีวัฒนธรรมที่ต้องรักษาสืบทอดกันไปไม่ให้ตกหล่น แม่ผัวผู้แสนงามและอ่อนหวานจึงพยายามเคี่ยวเข็ญลูกสะใภ้ผู้ห่างไกลความเป็นกุลสตรีให้ได้เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว และของคนในเมืองนั้นอย่างเคร่งครัดตามประเพณี เป็นลูกสะใภ้ที่ดี เชิดหน้าชูตาแก่ครอบครัวยามาโมโตะต่อไป ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวสนุกสนานหรรษาเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูเป็นระยะ

แม้ว่าดูแล้วจะอดเครียดกับชีวิตลูกสะใภ้ขึ้นมาไม่ได้ก็ตาม



บันทึก:
• ซีรีส์เรื่องนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!
• คนญี่ปุ่นเขาก็ช่างแต่งกันได้โดยไม่ต้องไปเสนอหน้าที่บ้านพ่อแม่อีกฝ่ายก่อนเนอะ
• เป็นเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ที่น่ารักดีนะ ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ถ้าบ้านสามีรัก และต้อนรับบอย่างอบอุ่นแบบนี้ วันนึงก็คงอยากย้ายไปอยู่บ้านสามีถาวรเหมือนกัน
• ดูแล้วได้ศึกษาศิลปะในการอยู่กับสามีนิดหน่อย กับศิลปะในการอยู่ร่วมกับครอบครัวสามีอีกนิดหน่อย
• เห็นธรรมเนียมแปลกๆ ในซีรีส์เรื่องนี้แล้วอย่าไปคิดเป็นตุเป็นตะเลยว่าญี่ปุ่นทั้งญี่ปุ่นเขาจะเป็นแบบนี้ นี่เป็นเรื่องแต่ง ธรรมเนียมประเพณีในเรื่องก็อาจจะเพี้ยนบ้างอะไรบ้าง อย่าถือสา
• เพลง End Title เพราะอีกแล้ว



วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Shiawase no Kaori : รสชาติแห่งความสุข

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



เชฟเก่งๆ ของร้านดังๆ เขาพยายามทำกับข้าวให้อร่อยเพราะอะไร เพื่อใครกันนะ?
เพื่อตัวเอง เพราะอีโก้สั่งให้รักษามาตรฐานความอร่อยของตัวเองไว้ อย่าให้ตก
หรือเพื่อคนอื่น?

“หวางซัง” หรือเชฟหวาง (Tatsuya Fuji) ใน Shiawase no Kaori (2008) ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า Flavor of Happiness ไม่ได้มีอีโก้แบบนั้น เขาปฏิเสธเทียบเชิญให้ขึ้นห้างดัง และยืนยันจะทำอาหารขายในร้านเล็กๆ ซอมซ่อของตัวเองต่อไปด้วยเหตุผลง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

เพียงเพราะเขาอยากเห็นหน้าตาคนกินเวลามีความสุข เมื่อได้กินอาหารของเขา เท่านั้นเอง

รสชาติอาหารที่ปรุงอย่างตั้งใจ ใส่ใจ แม้เป็นอาหารกลางวันง่ายๆ ราคาไม่แพงนั้น อร่อยกินใจทาคาโกะ (Miki Nakatani) จากบทบาทที่ควรเป็นคนมาจูงใจให้เชฟหวางยอมขึ้นห้าง ไปเรียกกำไรมหาศาลให้บริษัทของเธอ มากินอาหารของเขานานวันเข้า เธอกลับอาสา สมัครเป็นศิษย์รับสืบทอดวิชาการปรุงอาหารจากเชฟเมื่อเชฟล้ม และกลายเป็นอัมพฤกษ์ ยกกระทะไม่ไหวอีกต่อไป

ทาคาโกะทิ้งงานมาถือปังตอ มาจับกระทะ เพราะเธอมีเหตุผลบางอย่างของเธอ เป็นเหตุผลเล็กๆ แต่ก็กินใจมนุษย์ปุถุชนที่แสนเหงาและแสนคิดถึงใครบางคนอย่างเราๆ

ระหว่างที่ทาคาโกะเรียนรู้ คนดูก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากที่รู้อยู่แล้ว ว่าความสุขของคนได้กินอาหารอร่อยๆ เป็นอย่างไร ฉันได้เห็นขั้นตอนการเตรียมอาหารจีน การหั่น การสับ การใช้ไฟ เทคนิคการใช้กระทะ และที่สำคัญ ฉันเหมือนได้สัมผัสถึงความสุขของคนทำอาหาร

แล้วก็อยากจะออกไปกินอาหารอร่อยๆ ที่คนทำตั้งใจทำให้เรากินอย่างมีความสุขขึ้นมาทันที
(มีที่ไหนจะแนะนำช่วยบอกด้วยนะ)




บันทึก:
• เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะมาก เพลง End Title ก็เพราะ นักร้องเสียงดีจริงๆ
• นักแสดงนำทั้งสองถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีจริงๆ
• สำหรับมิกิจังนั้น ฉันอยากตบมือให้ด้วยซ้ำ ค่าที่เธอเป็นนางเอกญี่ปุ่นชั้นนำ ที่ไม่ติดกับบทนางเอ๊กนางเอกเลย (จำ Kiraware Matsuko no isshô หรือ Memmory of Matsuko ได้ไหม?) เรื่องนี้เธอทั้งผอม ทั้งโทรม ไม่สวย ไม่อะไรทั้งสิ้น แต่เธอสง่านะ ท่าทางและแววตาตั้งอกตั้งใจเวลาตั้งใจทำอาหาร
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ใช่แค่ต่อมน้ำลายแตกอย่างเดียว แต่มันทำให้ฉันอยากเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ ให้มีรสชาติแห่งความสุขบ้างบ้าง (ว่าแต่ใครล่ะ จะมาทำหน้าตามีความสุขเมื่อได้กินอาหารของฉัน)
• นอกจากนี้ยังทำให้ฉันตั้งใจว่า ต่อไปถ้าเลี่ยงได้ จะไม่กินอาหารจากคนที่สักแต่ทำๆ มาขายให้เรากินอีกแล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย : มิติซับซ้อนของการทำแท้ง

เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม ได้จัดเสวนาเรื่อง "ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องท้องไม่พร้อม" ขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเฟิร์ส ถ.เพชรบุรี  โดยมี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.เมทินี  พงษ์เวช ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี นายตุล ไวฑูรเกียรต์ นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปินวงอพาร์ทเม้นต์คุณป้า และ น.ส.อุษาสินี ริ้วทอง หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ พร้อมด้วยองค์กรทุกภาคส่วนเข้าร่วมเสวนา


เริ่มด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทย โดย รศ.ดร.กฤตยา  กล่าวว่า  การทำแท้งของผู้หญิงทั่วโลกนั้นมีมายาวนานแล้ว แต่ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ปัจจุบันกลับมองว่า ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวที่ทำแท้ง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้ง รวมถึงการทำแท้งเสรีไม่มีบนโลกนี้  เพียงแต่ว่า คนเราเวลามองการทำแท้งนั้นเป็นเรื่องของศาสนา ความรู้สึกบาปในจิตใจ  แต่แท้จริงแล้วอยากให้มองเรื่องสุขภาพของผู้หญิงที่ทำแท้งมากกว่า  97% ทั่วโลก อนุญาตให้มีการทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของผู้หญิง  ไม่ใช่การทำแท้งเสรี ซึ่งทุกอย่างมันต้องมีเงื่อนไข การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ แต่ในเมืองไทยที่มี คือการทำแท้งเสรีของคนที่มีสตางค์ มีข้อมูล ดังนั้น เรื่องท้องๆ  แท้งๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิงที่สังคมต้องร่วมกันดูแล

 

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวต่อว่า  อยากให้เปลี่ยนมุมมองทัศนคติเสียใหม่ว่า ผู้หญิงที่ท้องและทำแท้งแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่อาชญากร กม.การทำแท้งเป็นกม.เก่า มีการเสนอให้แก้ไขมาตรา 305   ซึ่งเป็นกม.อาญา มาตลอด แต่ก็ยังไม่เป็นผล  กฎหมายนี้เป็นกฎหมายใจร้าย  เพราะผู้หญิงกระทำต่อร่างกายตัวเองแล้วเป็นอาชญากรคิดได้อย่างไร


"คนจนขายกระดูกซี่โครงตัวเองเพื่อให้ ผู้หญิงอีกคนไปทำจมูก เขาผิดไหม เพราะนั่นเป็นส่วนนหึ่งของร่างกายเขา คนฆ่าตัวตาย ติดตารางไหม ตัวอ่อนที่อยู่ในร่างกายของผู้หญิง ยังไงก็เป็นส่วนนหนึ่งของร่างกาย เพราะฉะนั้นการที่ผู้หญิงเขาจัดการกับร่างกายของตัวเอง แล้วต้องติดคุก มันใจร้ายไหม มันก็มีแต่ทำให้เกิดปัญหา เพระาฉะนั้นคิดว่าต้องเปลี่ยนมุมมองของสังคมในเรื่องนี้ ว่าเขาไม่ใช่อาชญากร แต่ไม่ใช่แก้ตรงนี้อย่างเดียว ต้องแก้ที่จุดอื่น  จริงๆ อยากให้ยกเลิกกฎหมายนี้เหมือนกัน แล้วร่างกฎหมายใหม่ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับผู้หญิงที่ท้องแล้วมีปัญหา ขณะนี้หวังว่า เรื่องดังกล่าวจะเข้าไปอยู่ในพรบ.อนามัยเจริญพันธุ์ฯ แต่ นายกรัฐมนตรี ก็บอกให้ยกเรื่องนี้ออกไปก่อน มันร้อน อยากจะเรียนว่า เรื่องการทำแท้งเป็นเรื่องร้อนของนักการเมือง ประเทศไทยไม่มีนักการเมืองสักคนที่จะลุกขึ้นมายืนแล้วต่อสู้สิทธิให้กับ เรื่องอย่างนี้ ในทางส่วนตัวมีมาบอกว่าสนับสนุน แต่ในทางสาธารณะพูดออกไม่ได้กลัวจะเสียคะแนนเสียง สังคมไทยสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ อดีตไม่มีการเอาผิดกับผู้หญิง สิ่งที่ต้องการเปบลี่ยนแปลง อยู่ที่พวกเราทุกคน เพื่อให้มีทางเลือก เราอยากให้ทารกทุกคนเกิดมาด้วยความพร้อมและความต้องการ ซึ่งจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี " รศ.ดร.กฤตยา กล่าว


ด้าน ตุล  อพาร์ทเม้นต์คุณป้า ตัวแทนเยาวชนวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็น ผู้ชายหายไปไหน....เมื่อผู้หญิงท้องไม่พร้อมว่า เมื่อ ผู้หญิงท้องภาระทั้งหมดก็ต้องตกมาที่ตัวเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ไม่ได้วางแผน หรือความมักง่ายของผู้ชาย ที่เลือกจะหนีปัญหาหลายๆ ครั้ง ปัญหาผู้หญิงที่ไปทำแท้งในที่ๆ ไม่ปลอดภัย มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวกฎหมายเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องความกดดันของสังคม ไม่ได้มองว่า  ไม่มีใครรรับฟัง โดยเฉพาะฝ่ายชาย หรือบางกรณีรับฟังก็เรียกร้องให้มีการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่ง ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือความต้องการของคนสองคนแล้วไม่รับผิดชอบร่วมกัน กรณีการพบซากตัวอ่อนทารกเป็นพันๆ ราย ในวัดไผ่เงินฯ ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศนั้น สำหรับตนมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาตื่นตกใจ เพราะการทำแท้งมันเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่สื่อประโคมข่าวให้ความสนใจแค่ช่วงสั้นๆ แต่พอผ่านไปแล้ว เรื่องที่สื่อนำเสนอไปจะช่วยอะไรให้กับสังคมได้หรือไม่

 

นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง กล่าวอีกว่า วัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศจากกลุ่มเพื่อนมากกว่าคนในครอบครัว เพราะมันมีความไม่กล้าที่จะคุยกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะพ่อ แม่ และลูก แต่ถ้าถามว่า วัยรุ่นรู้วิธีการคุมกำเนิด ป้องกันโรคติดต่อ หรือไม่ ตอบได้เลยว่า พวกเขารู้ แต่มันก็จะมีความเขินอายเป็นประเด็นใหญ่ที่ยากจะขจัดไป  อย่างการใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่นการไปซื้อถุงยางอนามัย ที่ต้องฟันฝ่าสายตาจากคนที่มองมาอีกด้วย ดังนั้น สิ่งนี้ มันจึงเป็นประตูสำคัญ กำแพงที่หนาในการเข้าถึงการคุมกำเนิดไม่ได้ เรียกง่ายๆว่า คนไทยเรายังคงอยู่ในสังคมที่ ไม่กล้าพูดความจริงมากกว่า  ส่วนความรู้สึกบาปบุญมันฝังในหัวคนไทยหรือคนทั้งโลกมานาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามหรือหาทางออกให้กับเรื่องการทำแท้งเป็นอย่าง มาก อยากให้มองว่า การคุยเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

 


ขณะที่ มุมมองของการทำงานด้านการป้องกัน  ขององค์การแพธ  น.ส.อุษาสินี กล่าวว่า ทางแพธ  ได้มีการขยายการให้ความรู้ การสอนเพศศึกษาให้คนเกิดการป้องกัน หรือชะลอการมีเพศสัมพันธ์โดยตลอดไปยังโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก   เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจให้กับวัยรุ่น ทั้งนี้  พบว่า มีแผนกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้น ม. 5 ที่ชื่อว่า "บทเรียนเขียนชีวิต" ก็พบว่า บทเรียนดังกล่าวไม่ได้มีการหยิบยกเอามาสอนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการตั้งครรภ์และทำแท้งมาสอนเด็กเลย  ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ครู ส่วนใหญ่มักไม่เลือกที่จะเสนอประเด็นการทำแท้งในการสอนเพศศึกษา แต่เลือกที่จะหยิบเอาเรื่องบาปมาสอน ทำให้ยังไม่ก้าวข้ามประเด็นอื่นๆ เช่น วัยรุ่นหญิงชายจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะทำแท้ง หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือแบบไหน มีเพียงแต่ห้ามไม่ให้ทำแท้ง หรือห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความช่วยเหลือแก่คนรุ่นใหม่ให้เขาได้รับความรู้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสมในเรื่องเพศศึกษา เพื่อให้หลุดออกจากมายาคติที่สังคมได้สร้างกรอบไว้


"เราต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำอะไรที่จะเปลี่ยนมุมมอง ความรับผิดชอบที่ปลอดภัยต่อวัยรุ่นได้บ้าง การพยายามของเราไม่เพียงแค่ให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีการให้ข้อมูลความรู้ในระบบการศึกษา เป็นประเด็นที่ท้าทายมาก พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยากที่จะผลักดันการเรียนเพศศึกษาให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเขาจะเน้นให้เด็กมีความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่าที่จะสอนทักษะ ชีวิตให้เด็ก ขณะที่โรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก เขตนอกเมือง ปรากฎว่ามีหลายที่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เป็นคำถามใหญ่ในสังคมว่า เป้าหมายใหญ่ คือเราจะให้เด็กเกิดการเรียนรู้ หรือให้เด็กมีทักษะในการประกอบวิชาชีพ"


พร้อมกันนี้ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ  ยังได้นำริบบิ้นที่ผูกเป็นโบว์สีดำมาแจกให้กับผู้ร่วมเข้าเสวนาทุกคน โดย กล่าวว่า "ขอไว้อาลัยให้กับความมืดบอดของสังคมพุทธด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราจะเปลี่ยนความมืดเป็นความสว่างได้อย่างไร ถ้าเราไม่เปิดใจในเรื่องเพศ"

 

 

 

ส่วนดร.เมทินี  ซึ่งดูแลในส่วนงานของบ้านพักฉุกเฉิน  โครงสร้างทางเลือกสำหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม จากหลายๆ กรณี  ระบุว่า ผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในบ้าน พบว่า หลายคนขาดความรู้ความเข้าใจค่อนข้างมากในเรื่องเพศศึกษา  ซึ่งทางเราก็พยายามให้ความช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจให้คนเหล่านี้เกิดความพร้อมในหลายๆอย่าง มีการแนะนำหญิงที่ท้องไม่พร้อม ทำยังไงให้แม่ที่ไม่พร้อม พร้อมที่จะเลี้ยงลูกได้ หรือ เด็กผู้หญิงบางคนยังเรียนหนังสือไม่จบ ก็มีการใช้เงินจากการการรับบริจาค  ต่างๆ ที่ได้มาไปให้พวกเขาได้รับการศึกษาเพื่อให้เรียนจบ หลายคนพบว่า สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีอาชีพที่ดี ซึ่งทางสหทัยมูลนิธิก็ให้ความช่วยเหลือกับทางบ้านพักฉุกเฉินมาโดยตลอด ระหว่างนี้ สิ่งที่สำคัญ คือการทำงานกับผู้ปกครองของผู้หญิงเหล่านั้น เป็นอะไรที่ยากและท้าท้ายมาก

 

 


"อยากเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ จริงจังเรื่องนี้ ครอบครัว โรงเรียน สื่อ ต้องช่วยกัน  การป้องกันในโรงเรียนต้องทำจริง ซึ่งที่ผ่านมามันติดอยู่ที่ทัศนคติของครูบาอาจารย์ค่อนข้างมาก ไม่อยากให้ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวจริงๆ  เพราะว่า หลายครั้งทุกเรื่องเลย ผู้หญิงจะถูกตัดสินในกระบวนการสุดท้าย แต่ถ้าย้อนกลับไปดู จากประสบการณ์ที่บ้านพักฉุกเฉิน จะพบว่า หลายครั้งมันมีที่มาที่ไป หลายคนเป็นเด็กที่ถูกเหวี่ยง ไปอยู่กับคนนู้นคนนี้  คือเกิดมาจากความไม่พร้อมนี่แหละ แล้วนำไปสู่ปัญหา เด็กก็ตั้งคำถามว่า ให้หนูเกิดมาทำไม เกิดมาก็สร้างปัญหาให้กับสังคม นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้รับความรักที่แท้จริง สังคมต้องเข้าใจและไม่ตัดสินก่อนที่จะไปรับรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร อย่างเช่นการทำแท้ง กฎกติกาที่ออกมาห้ามนู่นห้ามนี่ ท้ายที่สุดอยากจะถามว่า คนที่ต่อต้านสุดโต่งเอื้อมมือมาช่วยอย่างไรบ้าง ในขณะที่ผู้หญิงที่ทำตามกติกาของสังคม แต่ว่าเขาไม่พร้อมเลย และสุดท้ายก็ไม่มีคนเอื้อมมือมาช่วยอยู่ดี"

 

 


ตรงส่วนนี้ ตัวแทนของสหทัยมูลนิธิ ได้ร่วมให้ความเห็นว่า  เท่าที่ทำงานกับเด็กและผู้หญิงมาตลอด ในเรื่องของการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม  สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นในส่วนของสังคมชนบท เมื่อท้องขึ้นมา จะกลัวพ่อแม่รู้และรับไม่ได้ ขณะที่ในสังคมเมือง  บางทีพ่อแม่รู้ แต่ไม่สามารถรองรับปัญหาได้ เนื่องต้องปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงชีพ   จะมารับผิดชอบสมาชิกใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นเคสที่หนักหนา หลายกรณีที่เห็นบ่อยๆ  พอมีคนตั้งท้องมาหาเรา อยู่ในช่วงก้ำกึ่ง สิ่งแรกที่ทุกคนคำนึงคือเรื่องของศาสนา ที่ฝังอยู่ในหัวว่า ถ้าเอาเด็กออกจะบาปแค่ไหน เขาไม่ได้คิดถึงแง่กฎหมายว่าอนุญาตหรือไม่ หรือจะไปหาหมอ แต่เมื่อมีบางรายไม่สามารถเอาเด็กไว้ได้จริงๆ เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดต่างๆ ของเด็กอาทิ สติปัญญาของผู้หญิงที่อาจจะไม่สมประกอบ ที่เขาไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้  ทางเราก็ไปช่วยประสานติดต่อในหลายๆที่ที่ช่วยเอาเด็กออกให้โดยปลอดภัย แต่ เมื่อติดต่อไป ทางแพทย์ก็ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า กลัวบาป แล้วบอกว่า ให้ไปทำที่ไหนก็ไป  อันนี้เป็นกำแพงของการทำงานที่จะช่วยผู้หญิงหรือเด็กที่ท้องไม่พร้อมจริงๆ มันทำให้ในสังคมไทยมีการต่อต้านทำแท้งเยอะ และมีมานานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2524

 

 

แทนของสหทัยมูลนิธิ   กล่าวเสริมต่อว่า ผู้ชายไม่รับผิดชอบ เมื่อทำผู้หญิงท้อง เท่าที่ทำงานมาพบว่า ไม่ใช่ผู้ชายไม่รับผิดชอบ บางคนก็มีความรับผิดชอบ แต่ที่บางคนหายไป เมื่อรู้ว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ นั่นคือการหนีไปตั้งหลักก่อน หายไปเลย แต่เมื่อตั้งสติได้ หลายรายที่กลับมารับผิดชอบ ครอบครัวของผู้ชายจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ชายรับผิดชอบ


"อยากฝากครอบครัวของผู้ชายด้วยว่า ถ้ามีกรณีอย่างนี้ ช่วยเปลี่ยนแนวคิดด้วยว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งท้องกับลูกชายตนเองไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย และไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่สมควรจะเป็นแม่ของหลาน"

 

 

 

ทางด้าน นายแพทย์ประจำคลินิกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตอบคำถามเรื่องผู้ให้บริกาปฏิเสธการให้บริการ ว่า  ตั้งแต่มีการไปกวาดจับคลินิกทำแท้งยังที่ต่างๆ ทำให้สถานบริการที่เปิดให้มีการทำแท้งตามเงื่อนไข  ได้รับผลกระทบกันไป แม้แต่สมาคมวางแผนครอบครัวฯ  ต้องระวังตัว  ส่วนที่ทางแพทย์ไม่ทำแท้งให้ผู้มีการร้องขอ  จริงๆแล้ว ที่อ้างว่า กลัวบาปไม่ใช่หรอก  ตนยืนยันว่า รพ.รัฐทุกแห่งปฏิเสธการทำแท้งทั้งที่สามารถทำได้ โดยแพทย์ผู้ให้บริการไม่มีความมั่นใจว่า มีกฎหมายคุ้มครองหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เรามาหาหนทางกันว่า จะขับ กม.มาตรา  301 ,305 ออกไปได้ดีกว่า

 

 

 

ตบท้ายด้วยตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน  กล่าวว่า ถ้ามีการช่วยเหลือหญิงที่ไม่พร้อม มันดีกว่าการที่ปล่อยให้เด็กเกิดมาแล้วเป็นปัญหาสังคมต่างๆ อยากจะบอกว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ที่อยากเป็นโสเภณี อยากทำแท้ง และอยากเป็นเมียน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะเงิน การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ ไม่มี มีแต่การทำแท้งที่ร้องขอ  ประเทศรอบๆไทย จัดให้มีการทำแท้งอย่างถูกต้องตามวิธี เหลือแต่ไทยที่ยังถกเถียง หาทางออกกันไม่เจอ


"ผมเห็นด้วยกับการจัดการคลินิกที่ทำ แท้งเถื่อน เพราะเขาไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ขณะที่หลายประเทศ ฝึกพยาบาลมาทำแท้ง เพราะหมอไม่ทำ แต่ประเทศไทย หมอพร้อม แต่หมอไม่กล้าทำอยากจะบอกสื่อมวลชนว่า อย่าไปประณามผู้หญิงเลย เขาท้องเองไม่ได้หรอก ถ้าผู้ชายไม่ทำเขา  ผมมีลูกชาย สามคน ยังไม่เห็นไปทำใครท้องเลย มันอยู่ที่เราสอนเขา เรื่องทำแท้งแก้ปลายเหตุ เราทำเรื่องวางแผนครอบครัวมา40 ปีแล้ว ให้กินยาคุมทุกวัน ใส่ถุงยางทุกครั้ง มันก็พลาดได้ อยากจะฝากว่า ถ้าเรามีคนใกล้ตัวท้อง แต่พ่อไม่รับผิดชอบ เราจะทำยังไง สื่ออย่าประณามเขาว่า เป็นแม่ใจร้าย "


ส่วนการพบซากศพเด็กทารก ที่วัดไผ่เงินฯ นั้น ตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ระบุว่า  เรา เรียกว่าศพไม่ได้ ไม่ใช่คนตามกฎหมาย สองพันกว่าห่อ ยังน้อยเกินไป ความเป็นจริงมีอีกเพียบ จัดการได้เลยทำแท้งเถื่อน แต่ถ้ามีการจัดงานโดยแพทย์ที่ถูกกฎหมาย โดยสถานทำแท้งที่ได้รับการรับรองอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ ผู้หญิงที่มีปัญหาจะลำบาก เนื่องจากหาที่ทำไม่ได้

 

>>>คัดมาทั้งเรื่องจากหน้านี้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290588063&grpid=01&catid&subcatid

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มานี่ น้องพี่หมาน่อย


หมอใส่ให้มาเพราะว่ารูปทรงขาของหนูไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยน่ะสิ

เห็นบอกว่าอาทิตย์หน้านัดไปกายภาพ อาจจะเอาเฝือกออก

อีเฝือกนี่รัดแน่นซะเท้าหนูบวมกางยังกะอุ้งตีนหมีแน่ะลูก


เสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2553

ฉันกับแมวคราวไปรพ.ส ศรีวรา เพื่อเยี่ยมแมวน้อยชื่อ "โชคดี" ที่ฉันพบข้อมูลใน facebook
ตอนแรกเห็นรูปกับอ่านข้อมูลคร่าวๆ แล้วก็บอกแมวคราวว่าอยากขอมาเลี้ยงจัง

เขาบอกว่าเป็นแมวถูกรถชน สองขาหลังใช้ไม่ได้ แต่อึฉี่เองได้

คือช่วงนี้กำลังหาแมวมาเลี้ยงเป็นคู่กับหมาน่อย คิดว่าอยู่กันสองตัวจะได้เป็นเพื่อนกัน ออกตระเวนไปดูลูกแมวมาสองสัปดาห์แล้ว แต่มีอันแคล้วคลาดตลอด ตัวแรกพอไปถึงแล้วคนเลี้ยงเขาบอกไม่ให้ ตัวที่สองพอเจอกันน้องก็ท้องเสีย เลยต้องกินยาแล้วก็อยู่บ้านเจ้าของเดิมเขาไปก่อน จนมาอาทิตย์นี้มาเจอโชคดี

ตอนแรกคิดว่าน่าจะสัก 3 เดือน (เดามั่วจากลำดับวัคซีนที่หมอของโรงพยาบาลให้)
แต่พอรู้ว่าหนัก 1.6 กก. กลับมาดูน้ำหนักของหมาน่อยที่จดไว้แล้วก็เดาน่าจริงๆ มันน่าจะอายุได้ 4 เดือนมากกว่า ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะตอนนี้อาการบาดเจ็บจากการถูกรถชน (หรืออาจจะทับ) ที่ขาทั้งสองข้างหายเกือบดีแล้ว ถ้าขามันต้องเข้าเฝือก ก็เข้ามาเรียบร้อยแล้ว แผลใหญ่ที่ตำแหน่งประมาณลิ้นปี่ของคนจาก (ยาวสัก7 เซ็นต์ได้ ในแมวตัวแค่เนี้ย) ก็หายแล้ว ติดเรียบร้อย แผลตรงกลางหลังก็ดูเหมือนจะกลายเป็นแผลเป็น แผลพวกนี้คงต้องใช้เวลารักษาพักใหญ่ เดาเอาจากแผลทำหมันของหมาน่อย (1-2 ซม.เอง) กว่าจะหายดีก็สัก 3 อาทิตย์ได้ ดังนั้นมันก็น่าจะอายุ 3 เดือนขึ้นไปแล้วแหละ

..คิดดูเถอะว่าลูกแมวตัวนี้ผ่านเรื่องหนักหนามาแค่ไหน แต่มันก็ยังอุตส่าห์รอดมาได้ ชื่อ "โชคดี" ได้มาเพราะเหตุนี้เอง

ตอนเห็นมันครั้งแรก ฉันไม่ได้คิดเวทนา แต่กลับรู้สึกว่าลูกแมวตัวนี้น่ารัก น่าเอ็นดู ความไร้เดียงสาของมันช่างมีพลังยิ่งใหญ่ ดวงตาของมันสดใส พยายามเคลื่อนไหวไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ขาที่ใช้การได้ดีมีแค่คู่หน้า

เห็นมันกระถดตัวไปกับพื้นแล้ว น้ำตาฉันไม่ได้ซึมด้วยซ้ำไป

ความรู้สึกทำนองเดียวกันนี้คงเกิดกับแมวคราวเหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดหมอนี่ก็ไม่ได้ทัดทานอะไร เมื่อฉันขอโชคดีกลับมาเลี้ยงคู่กับหมาน่อย แค่ขอเปลี่ยนชื่อจาก "โชคดี" เป็น "มานี่" เท่านั้นเอง

หมายเหตุ: ชื่อ มานี่ ตั้งให้คล้องกับหมาน่อย มาจากคำว่า Money เป็นการเรียกด้วยสำเนียงไทยใหญ่จ้ะ

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ของไม่หวาน


หมูย่าง กับมัสตาร์ด (หมูบัง)
อกเป็ดบนเนื้อแอปเปิ้ล และมะเบือม่วงชุบแป้งทอด โรยหมูหยอง

อร่อยทุกอย่าง



ทริปสิงคโปร์ที่ผ่านมาว่าจะไม่ให้ดูรูปอาหาร
เพราะรู้ดีว่าทริปนี้ถ่ายมาได้ห่วยมาก (ก็มือไม้มันสั่น-ฮา)
แต่ว่าเจ้อยากดู ก็เลยเอาให้ดูหน่อย ไม่ครบ
เอาเท่าที่ชัดละกันนะเจ้

(ขอบอกว่าอาหารโรงแรมนี้รสชาติเหนือความคาดหมายจริงๆ!)

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สิงคโปร์ที่ไปเห็น


บนถนนจากสนามบิน



11-12 พฤศจิกายน 2553
ไปสิงคโปร์เป็นครั้งแรก
จะว่าเชยก็คงไม่เชิง เพราะหลายๆ คนก็ยังไม่เคยไปเหมือนกัน
(ก็มันจำเป็นจะต้องเคยไปที่ไหนล่ะ)

ตอนจะไปก็ไม่ค่อยอยากไป (เหตุผลเดิม-ห่วงแมว)
แต่ก็ทำใจว่าเออ ไปทำงาน แล้วก็คิดว่าไปเปิดหูเปิดตาซะหน่อยนะ
เงินทองก็ไม่ได้เตรียมไปช้อปอะไรมากมาย แลกไปแค่ 2000 บาทเอง ได้ยังไม่เต็มร้อยดอลลาร์สิงคโปร์เลย

ผลก็คือ ดีใจมากที่ได้ไปเห็นสิงคโปร์ในมุมนี้เป็นมุมแรก (เชื่อว่าคงมีอีกหลายมุม เหมือนที่บางกอก เชียงใหม่ และหาดใหญ่มีหลายมุม)

ดีใจที่เริ่มต้นทำความรู้จักกับสิงคโปร์ด้วยความประทับใจ

ปล. คำถามแรกที่คนสิงคโปเรียนถามเมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไปสิงคโปร์เป็นครั้งแรกคือ รู้สึกอย่างไรกับสิงคโปร์ (ต๊าย ตอบยากยังกะคำถามนางงาม)
ฉันตอบว่า สิงคโปร์มีต้นไม้ใหญ่เต็มเมืองเลย (ประทับใจมาก)
ถ้าได้ตอบใหม่จะตอบว่า ประทับใจน้ำใจเอื้อเฟื้อของคนสิงโปเรียนมาก (ก็ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยนี่นา ว่าจะมี)

แก้เผ็ดน้องเหมียวหนีเที่ยว



ลองวางเซิร์ฟๆ แผ่ๆ อย่างนี้ก่อน

วางเต็มพื้นที่ไม่ได้หรอก ซื้อมาน้อย



ไปเดิน Daiso สิงคโปร์ได้ของเด็ดมาแก้เผ็ดนังเหมียวชอบหนีเที่ยว

เป็นแผงพลาสติกลักษณะเหมือนหนามแทงขึ้นมา เค้าเอาไว้ครอบแปลงเพาะต้นไม้ไม่ให้เหมียวไปคุ้ยเขี่ย (แล้วอาจจะอึ) คิดว่าถ้าเหมียวไม่ชอบเดินบนหนามแบบนี้ ถ้าเอามาวางกั้นไว้บนระเบียง ให้ยาวพ้นระยะกระโดด อาจเป็นการกักบริเวณแมวได้โดยไม่เป็นการทำร้ายจิตใจกันเกินไป


(ว่าแต่ Daiso เมืองไทยไม่มีขายชิมะ?)


วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย : คุณโสฯ เยาวชน



ข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก โสเภณีเด็กอายุ 15-18 ปี จำนวน 10 คน ที่ค้าประเวณีแบบแอบแฝง และขายบริการด้วยตัวเอง ย่าน RCA

พบว่า...กรณีศึกษามากกว่าครึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรี และไม่พบกรณีศึกษาใด ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยม

แค่ เริ่มก็สะท้อนถึงความต่างจากรูปแบบโสเภณีในอดีต ที่มีการศึกษาน้อย และมักมาจากชนบท ที่ไม่มีโอกาสที่จะเรียนหนังสือ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการโสเภณีตั้งแต่เล็ก

"เป็นไปได้หรือไม่ ว่า...ระบบการศึกษาที่มีลักษณะรวมศูนย์ในเมืองหลวง ดึงเด็กสาวจากต่างจังหวัดให้เข้ามาอยู่ในเมืองกรุง ใช้ชีวิตอย่างอิสระในหอพัก บ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ คอนโดฯ ไม่ว่าจะอยู่ตามลำพัง กับเพื่อน หรือแม้กระทั่งกับคนรักก็ตาม

เหล่า นี้...เท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กสาวที่อ่อนด้อยวุฒิภาวะตัดสินใจทำในสิ่งที่ ผิดพลาดง่ายขึ้น" ร้อยตำรวจโทจักร เจ้าของงานวิจัยตั้งข้อสงสัย

แม้ ว่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ แต่ที่เหมือนกันคือ... ภาระหนี้สิน ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ พอๆกับรายได้จำนวนมหาศาลที่ดึงให้ ก้าวสู่เส้นทางนี้

หลายคนให้เหตุผลในการเข้าสู่กระบวนการนี้ว่า... "เพื่อเป็นการปลดเปลื้องภาระหนี้สิน"

นับ ตั้งแต่...การย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มขึ้น หนี้สินจากค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เช่น การศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ที่สำคัญกรณีศึกษาทุกคนชอบเที่ยวกลางคืน ซึ่งต้องใช้เงินมาก จึงไม่แปลกที่จะตัดสินใจค้าประเวณีเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ต้อย หนึ่งในกรณีศึกษาเล่าถึงสาเหตุในการก้าวสู่อาชีพนี้ ว่าหลังจากที่เสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่อายุ 15 เธอมีภาระที่ต้องรับผิดชอบในครอบครัวมากมาย...

"ต้อง...คอยดูแลน้องชาย ต้อง...หาเงินมาไว้เพื่อใช้จ่าย การได้เงินมาโดยวิธีค้าประเวณีนั้น ได้มาง่ายและเป็นเงินจำนวนมาก"

ปัจจัยต่อมา "ครอบครัวแตกแยก...เด็กไม่อยากอยู่บ้าน"

กรณี ของ อุ้ย พ่อแม่แยกทางกันและตัวเธอมารับรู้ภายหลังว่า...ทั้งคู่ไม่ ต้องการเธอกับน้องสาวไปดูแล จึงผลักภาระให้ป้าดูแลแทน ทำให้อุ้ยรู้สึกเสียใจมาก...คิดว่าไม่จำเป็นต้องไปเสียใจกับคนที่ไม่ต้องการ พวกเธออีกต่อไป และเลิกรอคอยให้พ่อแม่กลับมาหา

ขณะที่ น้อย ระบายว่า ความสัมพันธ์ในบ้านไม่ค่อยสงบสุขนัก เพราะพ่อที่แอบไปมีผู้หญิงอื่นนอกบ้านทำให้ไม่ค่อยอยู่บ้าน จนแม่จับได้ และมีปากเสียงกันหลายครั้ง

ความรุนแรงในบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...จนในที่สุด ทั้งสองก็แยกทางกัน

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้น้อยรู้สึกว่า..."ครอบครัวแบบนี้ ไม่มีเสียยังดีกว่า"

และ...สิ่ง ที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในครอบครัวหลายกรณีเป็นผลจาก "น้ำเมา" น้อยบอกว่า พ่อชอบดื่มเหล้า เมื่อเมาก็มักจะดุร้ายขว้างปาข้าวของ ไล่ทุกคนออกจากบ้าน ไม่ต่างกับกรณีของปอย บุ้ง และนุ้ย พ่อเลี้ยงของปอยมักจะดื่มเหล้าเป็นประจำและชอบทุบตีแม่เสมอเวลาที่เมา เมื่อเธอและน้องเข้าไปห้ามก็มักจะถูกตบตีตามไปด้วย...

"พ่อบุ้งเป็นคนขี้เมา กินเหล้าแล้วจะเมาอาละวาด...บางครั้งไม่พอใจก็จะใช้กำลังทำร้ายทั้งแม่เลี้ยงและลูก"

อีกประเด็นที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้....นั่นก็คือ "เพื่อน ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดกับค่านิยมที่เปลี่ยนไป"

สภาพ ครอบครัวที่ล้มเหลวนำไปสู่ความไม่เข้าใจ...สับสนว่าควรจะต้องปฏิบัติตัวเช่น ไรเมื่ออยู่ในสังคม ส่งผลให้เด็กสาวไม่อยากอยู่บ้านพยายามแยกตัวออกมา...แสวงหาความสุขนอกบ้าน ขณะเดียวกันเพื่อนก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต ทั้งความคิดและการกระทำ

ผึ้ง เล่าว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรกับการที่เธอไปเที่ยว เมาจนเกิดมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนที่ไปด้วย เพราะเพื่อนๆก็เป็นกันแบบนี้

ด้วย ความต้องการการยอมรับจากเพื่อนที่ชอบเที่ยวกลางคืนและประกอบอาชีพค้าประเวณี อยู่แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กสาวอย่าง แนท ยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของเธอ เพื่อนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเล่า และโอ้อวดกันในกลุ่ม

ขณะที่ต้อย...ยอมมีความสัมพันธ์กับแฟนได้ไม่นาน เธอก็ย้ายไปอยู่กับเขาจนเลิกรากันไปในที่สุด และจังหวะนี้เองที่เพื่อนซึ่งทำงานที่เดียวกันมาชวนให้ค้าประเวณี บอกว่า...

"ใน เมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้ว การมีอะไรกับคนอื่นก็ไม่ต่างจากการมีอะไรกับคนรัก แต่การทำเช่นนี้เราได้ผลตอบแทนที่เราเลือกได้อีกต่างหาก"

บท สรุป...การแก้ไขปัญหาโสเภณีเด็ก จึงมิใช่เพียงการปราบปรามทางกฎหมายเท่านั้น หากเป็นปัญหาที่ต้องเข้ามาแก้ไขในระดับโครงสร้างส่วนบน (เศรษฐกิจและสังคม) และในระดับปัจเจก (ครอบครัวและตัวเด็ก)

เพื่อ...ให้ปัญหาสามารถคลี่คลายได้อย่างแท้จริง

ปม "โสเภณีเด็ก" ภาคสมัครใจ ท่ามกลางวิถีสังคมไทยที่แปรเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าจะแก้กันได้ง่ายๆ เหมือนเปิดตำราทดลองวิทยาศาสตร์.





>>>บางส่วน (คัดมาโดยไม่ได้ดัดแปลงข้อความ) จากบทความ "เปิดใจโสเภณีเด็ก ถนนบาปที่สมัครใจ" ถอดสาระน่ารู้จากคลังวิทยานิพนธ์   บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชุดที่ 2 "ชุมชนพลวัตร" คลี่ปม "โสเภณีเด็ก" ภาคสมัครใจ ท่ามกลางวิถีสังคมไทยที่แปรเปลี่ยน

งานวิจัยของ ร้อยตำรวจโทจักร จุลกะรัตน์ ที่สนใจคลี่ปมปัญหาสังคมในเรื่องปัจจัยที่ทำให้เด็กหญิงเป็นโสเภณี ศึกษากรณีสถานบันเทิงย่านรอยัลซิตี้ อเวนิว กรุงเทพมหานคร

อ่านฉบับเต็มที่ http://www.thairath.co.th/today/view/117941

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แอบดูแมวในตะกร้า






พุธที่ 6 ตุลาคม 2553

หมาน่อย ลูกแมววัย 8 เดือน หนัก 3.1 กิโลกรัม (แล้วละมั้ง)
ฟื้นตัวรวดเร็วจากแผลผ่าตัดทำหมัน (เมื่อ 12 วันก่อน)
หม่ามี๊ถือฤกษ์ตามใจฉัน ตัดสินใจถอดลำโพงกันเลียแผลให้หมาน่อยตั้งแต่เมื่อคืน
ได้ผลคือ เสร็จจากตั้งหน้าตั้งตาเลียเนื้อตัวและแผล ซึ่งตอนนี้แห้งดี เกือบหมดรอยเย็บ (เหลือแต่รอยบุ๋มลงไป) แล้ว หมาน่อยก็ตั้งหน้าตั้งตาซน

เช้านี้หม่ามี๊เลยขุดตะกร้าสีชมพูที่หยุดใช้สิบกว่าวันเพราะแมวใส่ลำโพงไม่ซนมาใช้ใหม่
จับหมาน่อยลงพักผ่อนในตะกร้า แล้วก็กลั่นแกล้งแมวด้วยการถ่ายรูปเป็นชุด

งานนี้แมวหนีไม่ได้
อิอิ

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ระหว่างทาง







ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าสะพานตากสิน-มหาราช
บ่ายปลายฤดูฝน อาทิืตย์ที่ 26 กันยายน 2553


วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กินเจ

Start:     Oct 7, '10 06:00a
End:     Oct 16, '10
Location:     ที่ที่มีชีวิตอยู่


ตั้งอกตั้งใจกินเจ
และกรวดน้ำ อุืิทิศส่วนกุศลทุกวัน

(งดรับนัดรับประทานเนื้อหนังมังสา)

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

หมาน่อยไปทำหมัน



ฮึ่มๆๆๆๆ


หลังจากที่หม่ามี๊ประสาทกับการคิดเรื่องทำหมันแมวมา ๒ อาทิตย์
ในที่สุด ก็ตัดสินใจพาหมาน่อยไปทำหมันที่โรงพยาบาลสัตว์สวนหลวง ถนนเฉลิมพระเกียรติร.๙ (ใกล้สวนหลวง ร.๙)

นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ตื่นเต้นมาก ทั้งกับคนและแมว
กว่าจะตัดสินใจได้ ก็ได้เพื่อนโม่และเดือนคอยให้คำปรึกษามาเป็นลำดับ
เพื่อนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้ที่ปรึกษาหลักทั้งสองได้อย่างละเอียดละออ งานนี้หม่ามี๊เลยเก็บภาพหมาน่อยในขั้นตอนต่างๆ มาฝาก เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่แม่แมวมือใหม่ที่จะพาแมวตัวแม่ตัวแรกในชีวิตไปทำหมันด้วย

เรียงภาพไล่ตามเหตุการณ์เป็นวันๆ ไปเลยละกัน

วันที่ ๑ : เสาร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓ (เลยวันครบรอบเกิดครบ ๘ เดือนของหมาน่อยที่หม่ามี๊ติ๊ต่างขึ้นมา ๑ วัน)

หลังจากงดอาหารและน้ำมาตั้งแต่เที่ยงคืน หม่ามี๊จับหมาน่อยไว้ในกระเป๋าฟิตเนส ระเห็จระเหินจากบ้าน ผ่านซีคอนสแควร์และพาราไดซ์พาร์คไปถึงโรงพยาบาลซึ่งอยู่บนถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ตอนสายๆ
คุณหมอตรวจร่างกายทั่วๆ ไปเพื่อให้แน่ใจว่าน่อยไม่ได้กำลังท้อง
น่อยไม่ต้องตรวจเลือดเพราะอายุยังไม่เกิน ๑ ปี
จากนั้นหม่ามี๊ก็ฝากหมาน่อยไว้ที่โรงพยาบาล นอนกรงให้หายตื่นเต้น แล้วคุณหมอจะผ่าตอนบ่ายโมงบ่ายสอง ระหว่างนี้ถ้ามีอะไรไม่ดี โรงพยาบาลจะโทรมา
แต่ถ้าเขาไม่โทรมา เราก็สามารถโทรมาเช็คผลการผ่าตัดได้

หม่ามี๊กับแมวคราวกลับไปเยี่ยมหมาน่อยราวทุ่ม การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี หมาน่อยตื่นจากยาสลบแล้ว แต่จมูกยังซีด แถมยังแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ป้องกันตัวเองสุดฤทธิ์ เพราะยังจำใครไม่ได้

แมวคราวโดนไปสองฟ่อ ถึงแก่ซึม
(หมามี๊เข้าใจสิ่งที่โม่เตือนไว้ก็ตอนนี้)
เบาใจแล้วก็พากันกลับ

วันที่ ๒ : อาทิตย์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๓
จากที่คิดว่าจะไปหาตอนบ่ายๆ หม่ามี๊เปลี่ยนแผน เข้าเมืองไปวัดพระแก้ว กว่าจะไปถึงโรงพยาบาลก็ทุ่มกว่า

เปิดประตูเข้าห้องไป หมาน่อยก็ขู่ฟอด แต่พอหม่ามี๊เรียกหลายคำ น่อยก็จำได้
มีร้องตอบมาเหมือนเคย เปิดประตูให้หมาน่อยออกมา น่อยก็ออกมาเดินกระย่องกระแย่ง หมามี๊ไม่อยากให้เดินเยอะเลยจับเข้ากรง พอเข้าไปในกรง หนูก็หันมาขู่พี่ที่คอยดูแลหนูอีกฟอด หม่ามี๊ตลกจัง

วันที่ ๓ : วันจันทร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๓
หม่ามี๊ไม่ได้ไปเยี่ยมหมาน่อย
เพราะอ่อนใจกับการจราจรจากที่ทำงาน-โรงพยาบาล-บ้าน และฟ้าฝน
อีกอย่างโทรเช็กว่าหมาน่อยกินได้นิดหน่อย อึฉี่ได้ และร่าเริงดี (จริงอ้ะ?) หม่ามี้ก็นอนใจ
อยู่โรงพยาบาล ยังไงก็ปลอดภัยละนะ

วันที่ ๔ : วันอังคารที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓
หม่ามี๊ลางานไปรับหมาน่อยในตอนบ่าย ขอสารภาพว่าตื่นเต้นมากที่น่อยจะได้กลับบ้านซะที คิดถึงกันเนอะน่อยเนอะ

เจอหน้ากัน จำกันได้แล้วน่อยก็ร้องประท้วงไม่หยุดเลย หม่ามี๊เปิดกรงอุ้มแล้วพบว่าขนหนูหลุดกระจายเลย คงเป็นเพราะว่าสองวันมานี้ใส่ลำโพงตลอด เลียเนื้อตัวแทบไม่ได้ แล้วหนูก็อาจจะไม่มีกะจิตกะใจจะเสริมสวยนัก ไม่เป็นไร ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวแปรงขนให้นะจ๊ะ

หมอให้ยาฆ่าเชื้อเม็ดเล็กไปให้หม่ามี๊ป้อน คนจ่ายยากำชับให้มีคนช่วยจับกันโดนหนูตบ
หุ หุ หม่ามี๊ไม่มีหรอก

ลงจากแท็กซี่อันแสนร้อนขึ้นมาถึงห้องของเรา น่อยดูดีใจที่ถึงบ้านเสียที เดินกรายไปทั่วบ้าน แล้วก็กินปลาไข่ (ของโปรด) ผสมอาหารเม็ดลูกแมวไปเกือบหมดชาม ฉี่ เดินตามหม่ามี๊อีกพักใหญ่ แล้วก็นอน

ถึงบ้านเราแล้วเนอะหมาน่อยเนอะ





วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ว่างๆ ก็ไปนั่งเล่นที่สวนสันติฯ




อาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553

บ่ายวันอาิทิตย์ที่เงียบเหงา สองเราขึ้นรถเมล์(ฟรี!) ไปถนนพระอาทิตย์
มันเป็นวันที่เงียบจริงๆ บรรยากาศก็เหงาๆ
ถ่ายรูปออกมายิ่งเหงา

แต่เราก็โอเคใช่ไหมป้า?

สนามหลวงหายไป






เมื่อวานไปแถวท่าพระจันทร์ ท่าช้าง
แล้วว่าจะเดินเลาะสนามหลวงไปรอรถเมล์ไปถนนพระอาทิตย์

แต่หาสนามหลวงอันแสนคุ้นเคยไม่เจอ
เขากั้นรั้วรอบเสียมิดชิด

ฟุตปาธจะเดินยังไม่มี
จะโดนรถเฉี่ยวไหม ต้องระวังกันเอาเอง


วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

อย่างนี้นี่เอง



กริ๊งงงง กริ๊งงงงง



(เอ๊ะใคร เบอร์ไม่คุ้น) สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณน้ำหวานใช่ไหมคะ
ค่ะ จากไหนคะ
ดิฉัน เหมย เหมือนฝัน จากบริษัทท่องเที่ยว ***นะคะ บริษัทของเราเป็นตัวแทนท่องเที่ยวเกาหลี ฮ่องกง บาหลี...
ขอโทษค่ะ เข้าประเด็นเลยก็ได้ค่ะ
คือ จะเชิญสมัครสมาชิกน่ะค่ะ
....
ไม่ทราบคุณน้ำหวานเดินทางบ่อยไหมคะ
(เข้าใจว่าถามถึงเดินทางต่างประเทศ) ไม่ค่อยบ่อยค่ะ
ปีละัสองทริปได้ไหมคะ
ไม่นะคะ หลายปีทริปมากกว่า ไม่ค่อยมีงบน่ะค่ะ
โอเคค่ะ งั้นไม่รบกวนแล้วนะคะ ขอบคุณ สวัสดีค่ะ
......(อ ย่ า ง นี้ นี่ เ อ ง)




ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Paul Gallico แปลและเรียบเรียงโดย บัญชา

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังได้อ่าน "ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส" (Flowers for Mrs. Harris) เป็นครั้งแรก (เมื่อไม่กี่วันมานี้) คือความตระหนักถึงประสบการณ์ ความรอบรู้ ความเข้าใจชีวิต อารมณ์ขัน และความสามารถในการผูกเรื่อง เล่าเรื่องของ Paul Gallico ผู้เขียน

พอล กาลลิโค ทำให้ฉันรู้จักมิสซิสแฮริส “แม่บ้านรับจ้างจากลอนดอน” หญิงชนชั้นกรรมาชีพผู้ซื่อสัตย์ต่องานและการอดออม ด้วยมีความฝันยิ่งใหญ่ที่จะได้เป็นเจ้าของชุดสวย ผลงานชิ้นเอกของคริสเตียน ดิออร์ เช่นเดียวกับผู้หญิงในทุกสาขาอาชีพทั่วโลก เป็นความปรารถนาและ passion ที่เข้มข้น รุนแรงพอจะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งอด และทน เก็บเงินจนมีเงินดอลลาร์เป็นมัด และพาตัวเองขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต ไป “ช้อป” สิ่งที่แกต้องการถึงปารีส

จากการโปรยเสน่ห์ของพอล ฉันรักตัวละครทุกตัวในหนังสือเล่มนี้ สำนวนของเขาเนรมิตให้มิสซิสแฮรีสหลุดออกมาโลดแล่นให้ฉันเห็นแบบตัวเป็นๆ ความเป็นแก รอยยิ้มที่ทำให้ตาหยีและแก้มยุ้ย สไตล์ อุปนิสัย ความซื่อสัตย์ ภูมิใจในตัวเอง ความอ่อนโยน ท่าทางที่อ่อนโยนยามแกปฏิบัติต่อกระถางเจเรเนียมทั้ง 30 ในแฟลตเล็กๆ ของแก กระทั่งได้ยินสำเนียงเหน่อแบบคนชั้นล่างของแก ตัวละครอื่นๆ ก็ล้วนดูมีชีวิตจิตใจ มีด้านมืดด้านสว่าง มีความแข่งแกร่งและอ่อนแอ ที่สำคัญที่สุด พอลไม่ได้เขียนให้นิยายเรื่องนี้มีแต่เรื่องดี ดี ดี และจบไปอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง มีเหมือนกันที่ตัวละครต้องอกหักเพราะผิดหวัง เราจึงได้เพลินไปกับรอยยิ้มและน้ำตา การมีความหวัง-ความผิดหวัง-และเมื่อที่ความหวังฟื้นตัว ฟูฟ่องขึ้นมาใหม่

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วหม่นหมอง มันได้ผลเลยแหละ ถ้าจะใช้เรียกรอยยิ้มจากความอิ่มใจ อิ่มในน้ำใจและความรัก ความเมตตาที่คนเรามีให้กัน แม้จะจบไปโดยทำให้เราน้ำตาซึม แต่ก็ซึมด้วยความประทับใจ (และหอมฟุ้ง)

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทำให้อยากรักผู้คนรอบตัวให้มากขึ้น




บันทึก:
• ขอบคุณเพื่อนเอ๋ ที่ให้ยืมมาอ่าน ชอบกว่า "ด้วยหัวใจทั้งเจ็ดดวง" นะจ๊ะ (http://mandymois.multiply.com/reviews/item/135)
• ฉันอ่านแล้วนึกถึงนักเขียนโปรดอีกคน ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช
• ความอินในหนังสือเล่มนี้ต้องขอยกเครดิตให้กับผู้แปลและเรียบเรียงด้วยนะคะ
• ตกลงคนแปลที่ใช้นามปากกา “บัญชา” เป็นใครหรอ?
• ตอนเรียนปี 1 หรือ 2 รู้สึกรุ่นพี่จะทำละครจากหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่ได้มีโอกาสชม และไม่เคยพยายามหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเลย แต่ในที่สุดก็ได้อ่าน รู้สึกสนุกมาก พานให้อยากมีโอกาสชมละครของพวกรุ่นพี่ด้วยแฮะ