แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสะเทือนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสะเทือนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เฝ้า







ผู้ใหญ่เฝ้า
เด็กนั่ง
ขอ




(สะพานลอยขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศกจากหน้าโรงแรม Westin, 19.18 น. พฤหัสบดี 14 กรกฎาคม 2554)

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เผื่อจะเป็นแก้วตาดวงใจของใครบางคน




ฉันเคยรู้สึกขมขื่นใจเมื่อเห็น แต่ช่วยอะไรไม่ได้
วันนี้พบข้อมูลน่าสนใจใน facebook จึงถือวิสาสะนำมาบอกต่อใน multiply
ช่วยกันเถอะ ช่วยกัน
เพราะเด็กที่เห็นนั่งอยู่ริมถนนนั้นคู่ควรจะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีอนาคตที่ดีกว่านี้
ที่สำคัญคือ เขาอาจจะเป็นแก้วตาดวงใจของใครบางคนที่คุณรู้จักก็ได้


---------------------------------------------------------------------------------------------------------
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน ขอแนะนำวิธีการแจ้งเบาะแสการพบเห็นเด็กขอทานอย่างง่ายๆ ดังนี้
- พบเด็กขอทานจำนวนกี่คน / อายุประมาณเท่าไหร่ / มีบาดแผลหรือตำหนิตามร่างกายหรือไม่ พบเด็กขอทานอยู่บริเวณใด
- มีผู้ใหญ่นั่งอยู่กับเด็กด้วยหรือเด็กนั่งขอคนเดียว
- ความถี่ในการพบ เช่น ทุกวัน / นานๆครั้ง หรือพบครั้งแรก
- หากสะดวกถ่ายภาพให้ถ่ายเก็บไว้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเด็กคนดังกล่าว
- สุดท้ายให้แจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อกลับไว้ เพื่อสะดวกในการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
<<<<< ทุกข้อมูลของคุณสามารถช่วยเหลือเด็กขอทานได้ พบเด็กขอทานโทร.02-941-4194 หรือศูนย์ประชาบดีโทร.1300

(ข้อมูลจาก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150251891755009&set=a.142611775008.113754.135097415008&type=1&theater )

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

Mangez-le si vous voulez: เมนูคนบาป [จานโปรดสำหรับคนใจร้าย]

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:ฌอง เติลเล่ (ร้านชำสำหรับคนอยากตาย)


ระยะหลังๆ มานี้ ฉันอ่านหนังสือไม่ค่อยจบ

แต่กับเล่มที่ไม่ควรจะเลือกมาอ่านอย่างหนังสือเล่มนี้ ฉันดันเลือกมาอ่าน
เพราะเครดิตคนเขียนคนเดียวกับ "ร้านชำสำหรับคนอยากตาย" ที่ฉันชอบมาก-เพราะอ่านยังไม่จบ ยังไม่รู้ตอนจบ

และทั้งๆ ที่ไม่ควรเลยที่จะอ่านไปจนจบ ฉันดันอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ
เพียงเพราะอยากรู้ว่าเขาจะจบอย่างไร

ในที่สุดก็ซึ้ง
ไม่ใช่ความซึ้งแบบปิติใจชวนให้น้ำตารื้น แต่เป็น "ซึ้งถึงใจมนุษย์" อันชวนให้หม่นหมองจากความรันทด หดหู่ใจ และเศร้าเหลือจะกล่าว

อ่านแล้วก็ใจคอไม่ดี หวั่นๆ ว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหน้าเวทีไฮปาร์คของสีไหน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในที่ทำงาน ในประวัติศาสตร์มันเคยเกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19



..จริงแหละ ถึงมันไม่เรื่องที่รู้แล้วไม่สบายใจ แต่เราก็ควรจะรู้ทันเรื่องราวแบบนี้ เพื่อที่ในวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าสถานการณ์บีบบังคับ เราจะยังคงมีสติ ไม่ตกเป็นคนใจร้าย เป็นคนก่อเรื่องร้ายๆ เสียเอง


ใจถึงก็ไปหากันมาอ่านเถอะ พี่น้อง



หมายเหตุ :
-ไม่อยากยอมรับว่าคนเขียนเขียนขึ้นจากเหตุการณ์จริง แต่มันก็เคยเกิดขึ้นจริงๆ
-แต่ยอมรับว่าคนเขียนเก่งมาก
-คนแปลคู่ คือ ปิยสุดา ม้าไว และฐนวิชณ์ ไกรเพิ่ม ตั้งใจทำงานดี หางานแปลทำฝึกมือกันต่อไปนะคะ
-freeform เป็นสำนักพิมพ์ที่เก่งในการนำเสนอ เห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้ ใครจะคิดว่าข้างในเป็นเรื่องแบบนี้ อยากให้ปรับปรุงความประณีตในการทำงานบรรณาธิกรณ์ด้วย หนังสือจะได้มีค่าเกินราคา และฉันจะได้รักสำนักพิมพ์ของคุณยิ่งขึ้นไปอีก
-มีใครรู้สึกอะไรไหม ถ้าฉันจะบอกว่าฉันติดสไตล์การทับศัพท์ฝรั่งเศสของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเสียแล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย : มิติซับซ้อนของการทำแท้ง

เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม ได้จัดเสวนาเรื่อง "ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องท้องไม่พร้อม" ขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเฟิร์ส ถ.เพชรบุรี  โดยมี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.เมทินี  พงษ์เวช ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี นายตุล ไวฑูรเกียรต์ นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปินวงอพาร์ทเม้นต์คุณป้า และ น.ส.อุษาสินี ริ้วทอง หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ พร้อมด้วยองค์กรทุกภาคส่วนเข้าร่วมเสวนา


เริ่มด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทย โดย รศ.ดร.กฤตยา  กล่าวว่า  การทำแท้งของผู้หญิงทั่วโลกนั้นมีมายาวนานแล้ว แต่ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ปัจจุบันกลับมองว่า ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวที่ทำแท้ง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้ง รวมถึงการทำแท้งเสรีไม่มีบนโลกนี้  เพียงแต่ว่า คนเราเวลามองการทำแท้งนั้นเป็นเรื่องของศาสนา ความรู้สึกบาปในจิตใจ  แต่แท้จริงแล้วอยากให้มองเรื่องสุขภาพของผู้หญิงที่ทำแท้งมากกว่า  97% ทั่วโลก อนุญาตให้มีการทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของผู้หญิง  ไม่ใช่การทำแท้งเสรี ซึ่งทุกอย่างมันต้องมีเงื่อนไข การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ แต่ในเมืองไทยที่มี คือการทำแท้งเสรีของคนที่มีสตางค์ มีข้อมูล ดังนั้น เรื่องท้องๆ  แท้งๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิงที่สังคมต้องร่วมกันดูแล

 

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวต่อว่า  อยากให้เปลี่ยนมุมมองทัศนคติเสียใหม่ว่า ผู้หญิงที่ท้องและทำแท้งแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่อาชญากร กม.การทำแท้งเป็นกม.เก่า มีการเสนอให้แก้ไขมาตรา 305   ซึ่งเป็นกม.อาญา มาตลอด แต่ก็ยังไม่เป็นผล  กฎหมายนี้เป็นกฎหมายใจร้าย  เพราะผู้หญิงกระทำต่อร่างกายตัวเองแล้วเป็นอาชญากรคิดได้อย่างไร


"คนจนขายกระดูกซี่โครงตัวเองเพื่อให้ ผู้หญิงอีกคนไปทำจมูก เขาผิดไหม เพราะนั่นเป็นส่วนนหึ่งของร่างกายเขา คนฆ่าตัวตาย ติดตารางไหม ตัวอ่อนที่อยู่ในร่างกายของผู้หญิง ยังไงก็เป็นส่วนนหนึ่งของร่างกาย เพราะฉะนั้นการที่ผู้หญิงเขาจัดการกับร่างกายของตัวเอง แล้วต้องติดคุก มันใจร้ายไหม มันก็มีแต่ทำให้เกิดปัญหา เพระาฉะนั้นคิดว่าต้องเปลี่ยนมุมมองของสังคมในเรื่องนี้ ว่าเขาไม่ใช่อาชญากร แต่ไม่ใช่แก้ตรงนี้อย่างเดียว ต้องแก้ที่จุดอื่น  จริงๆ อยากให้ยกเลิกกฎหมายนี้เหมือนกัน แล้วร่างกฎหมายใหม่ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับผู้หญิงที่ท้องแล้วมีปัญหา ขณะนี้หวังว่า เรื่องดังกล่าวจะเข้าไปอยู่ในพรบ.อนามัยเจริญพันธุ์ฯ แต่ นายกรัฐมนตรี ก็บอกให้ยกเรื่องนี้ออกไปก่อน มันร้อน อยากจะเรียนว่า เรื่องการทำแท้งเป็นเรื่องร้อนของนักการเมือง ประเทศไทยไม่มีนักการเมืองสักคนที่จะลุกขึ้นมายืนแล้วต่อสู้สิทธิให้กับ เรื่องอย่างนี้ ในทางส่วนตัวมีมาบอกว่าสนับสนุน แต่ในทางสาธารณะพูดออกไม่ได้กลัวจะเสียคะแนนเสียง สังคมไทยสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ อดีตไม่มีการเอาผิดกับผู้หญิง สิ่งที่ต้องการเปบลี่ยนแปลง อยู่ที่พวกเราทุกคน เพื่อให้มีทางเลือก เราอยากให้ทารกทุกคนเกิดมาด้วยความพร้อมและความต้องการ ซึ่งจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี " รศ.ดร.กฤตยา กล่าว


ด้าน ตุล  อพาร์ทเม้นต์คุณป้า ตัวแทนเยาวชนวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็น ผู้ชายหายไปไหน....เมื่อผู้หญิงท้องไม่พร้อมว่า เมื่อ ผู้หญิงท้องภาระทั้งหมดก็ต้องตกมาที่ตัวเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ไม่ได้วางแผน หรือความมักง่ายของผู้ชาย ที่เลือกจะหนีปัญหาหลายๆ ครั้ง ปัญหาผู้หญิงที่ไปทำแท้งในที่ๆ ไม่ปลอดภัย มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวกฎหมายเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องความกดดันของสังคม ไม่ได้มองว่า  ไม่มีใครรรับฟัง โดยเฉพาะฝ่ายชาย หรือบางกรณีรับฟังก็เรียกร้องให้มีการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่ง ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือความต้องการของคนสองคนแล้วไม่รับผิดชอบร่วมกัน กรณีการพบซากตัวอ่อนทารกเป็นพันๆ ราย ในวัดไผ่เงินฯ ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศนั้น สำหรับตนมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาตื่นตกใจ เพราะการทำแท้งมันเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่สื่อประโคมข่าวให้ความสนใจแค่ช่วงสั้นๆ แต่พอผ่านไปแล้ว เรื่องที่สื่อนำเสนอไปจะช่วยอะไรให้กับสังคมได้หรือไม่

 

นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง กล่าวอีกว่า วัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศจากกลุ่มเพื่อนมากกว่าคนในครอบครัว เพราะมันมีความไม่กล้าที่จะคุยกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะพ่อ แม่ และลูก แต่ถ้าถามว่า วัยรุ่นรู้วิธีการคุมกำเนิด ป้องกันโรคติดต่อ หรือไม่ ตอบได้เลยว่า พวกเขารู้ แต่มันก็จะมีความเขินอายเป็นประเด็นใหญ่ที่ยากจะขจัดไป  อย่างการใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่นการไปซื้อถุงยางอนามัย ที่ต้องฟันฝ่าสายตาจากคนที่มองมาอีกด้วย ดังนั้น สิ่งนี้ มันจึงเป็นประตูสำคัญ กำแพงที่หนาในการเข้าถึงการคุมกำเนิดไม่ได้ เรียกง่ายๆว่า คนไทยเรายังคงอยู่ในสังคมที่ ไม่กล้าพูดความจริงมากกว่า  ส่วนความรู้สึกบาปบุญมันฝังในหัวคนไทยหรือคนทั้งโลกมานาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามหรือหาทางออกให้กับเรื่องการทำแท้งเป็นอย่าง มาก อยากให้มองว่า การคุยเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

 


ขณะที่ มุมมองของการทำงานด้านการป้องกัน  ขององค์การแพธ  น.ส.อุษาสินี กล่าวว่า ทางแพธ  ได้มีการขยายการให้ความรู้ การสอนเพศศึกษาให้คนเกิดการป้องกัน หรือชะลอการมีเพศสัมพันธ์โดยตลอดไปยังโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก   เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจให้กับวัยรุ่น ทั้งนี้  พบว่า มีแผนกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้น ม. 5 ที่ชื่อว่า "บทเรียนเขียนชีวิต" ก็พบว่า บทเรียนดังกล่าวไม่ได้มีการหยิบยกเอามาสอนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการตั้งครรภ์และทำแท้งมาสอนเด็กเลย  ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ครู ส่วนใหญ่มักไม่เลือกที่จะเสนอประเด็นการทำแท้งในการสอนเพศศึกษา แต่เลือกที่จะหยิบเอาเรื่องบาปมาสอน ทำให้ยังไม่ก้าวข้ามประเด็นอื่นๆ เช่น วัยรุ่นหญิงชายจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะทำแท้ง หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือแบบไหน มีเพียงแต่ห้ามไม่ให้ทำแท้ง หรือห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความช่วยเหลือแก่คนรุ่นใหม่ให้เขาได้รับความรู้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสมในเรื่องเพศศึกษา เพื่อให้หลุดออกจากมายาคติที่สังคมได้สร้างกรอบไว้


"เราต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำอะไรที่จะเปลี่ยนมุมมอง ความรับผิดชอบที่ปลอดภัยต่อวัยรุ่นได้บ้าง การพยายามของเราไม่เพียงแค่ให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีการให้ข้อมูลความรู้ในระบบการศึกษา เป็นประเด็นที่ท้าทายมาก พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยากที่จะผลักดันการเรียนเพศศึกษาให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเขาจะเน้นให้เด็กมีความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่าที่จะสอนทักษะ ชีวิตให้เด็ก ขณะที่โรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก เขตนอกเมือง ปรากฎว่ามีหลายที่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เป็นคำถามใหญ่ในสังคมว่า เป้าหมายใหญ่ คือเราจะให้เด็กเกิดการเรียนรู้ หรือให้เด็กมีทักษะในการประกอบวิชาชีพ"


พร้อมกันนี้ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ  ยังได้นำริบบิ้นที่ผูกเป็นโบว์สีดำมาแจกให้กับผู้ร่วมเข้าเสวนาทุกคน โดย กล่าวว่า "ขอไว้อาลัยให้กับความมืดบอดของสังคมพุทธด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราจะเปลี่ยนความมืดเป็นความสว่างได้อย่างไร ถ้าเราไม่เปิดใจในเรื่องเพศ"

 

 

 

ส่วนดร.เมทินี  ซึ่งดูแลในส่วนงานของบ้านพักฉุกเฉิน  โครงสร้างทางเลือกสำหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม จากหลายๆ กรณี  ระบุว่า ผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในบ้าน พบว่า หลายคนขาดความรู้ความเข้าใจค่อนข้างมากในเรื่องเพศศึกษา  ซึ่งทางเราก็พยายามให้ความช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจให้คนเหล่านี้เกิดความพร้อมในหลายๆอย่าง มีการแนะนำหญิงที่ท้องไม่พร้อม ทำยังไงให้แม่ที่ไม่พร้อม พร้อมที่จะเลี้ยงลูกได้ หรือ เด็กผู้หญิงบางคนยังเรียนหนังสือไม่จบ ก็มีการใช้เงินจากการการรับบริจาค  ต่างๆ ที่ได้มาไปให้พวกเขาได้รับการศึกษาเพื่อให้เรียนจบ หลายคนพบว่า สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีอาชีพที่ดี ซึ่งทางสหทัยมูลนิธิก็ให้ความช่วยเหลือกับทางบ้านพักฉุกเฉินมาโดยตลอด ระหว่างนี้ สิ่งที่สำคัญ คือการทำงานกับผู้ปกครองของผู้หญิงเหล่านั้น เป็นอะไรที่ยากและท้าท้ายมาก

 

 


"อยากเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ จริงจังเรื่องนี้ ครอบครัว โรงเรียน สื่อ ต้องช่วยกัน  การป้องกันในโรงเรียนต้องทำจริง ซึ่งที่ผ่านมามันติดอยู่ที่ทัศนคติของครูบาอาจารย์ค่อนข้างมาก ไม่อยากให้ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวจริงๆ  เพราะว่า หลายครั้งทุกเรื่องเลย ผู้หญิงจะถูกตัดสินในกระบวนการสุดท้าย แต่ถ้าย้อนกลับไปดู จากประสบการณ์ที่บ้านพักฉุกเฉิน จะพบว่า หลายครั้งมันมีที่มาที่ไป หลายคนเป็นเด็กที่ถูกเหวี่ยง ไปอยู่กับคนนู้นคนนี้  คือเกิดมาจากความไม่พร้อมนี่แหละ แล้วนำไปสู่ปัญหา เด็กก็ตั้งคำถามว่า ให้หนูเกิดมาทำไม เกิดมาก็สร้างปัญหาให้กับสังคม นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้รับความรักที่แท้จริง สังคมต้องเข้าใจและไม่ตัดสินก่อนที่จะไปรับรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร อย่างเช่นการทำแท้ง กฎกติกาที่ออกมาห้ามนู่นห้ามนี่ ท้ายที่สุดอยากจะถามว่า คนที่ต่อต้านสุดโต่งเอื้อมมือมาช่วยอย่างไรบ้าง ในขณะที่ผู้หญิงที่ทำตามกติกาของสังคม แต่ว่าเขาไม่พร้อมเลย และสุดท้ายก็ไม่มีคนเอื้อมมือมาช่วยอยู่ดี"

 

 


ตรงส่วนนี้ ตัวแทนของสหทัยมูลนิธิ ได้ร่วมให้ความเห็นว่า  เท่าที่ทำงานกับเด็กและผู้หญิงมาตลอด ในเรื่องของการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม  สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นในส่วนของสังคมชนบท เมื่อท้องขึ้นมา จะกลัวพ่อแม่รู้และรับไม่ได้ ขณะที่ในสังคมเมือง  บางทีพ่อแม่รู้ แต่ไม่สามารถรองรับปัญหาได้ เนื่องต้องปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงชีพ   จะมารับผิดชอบสมาชิกใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นเคสที่หนักหนา หลายกรณีที่เห็นบ่อยๆ  พอมีคนตั้งท้องมาหาเรา อยู่ในช่วงก้ำกึ่ง สิ่งแรกที่ทุกคนคำนึงคือเรื่องของศาสนา ที่ฝังอยู่ในหัวว่า ถ้าเอาเด็กออกจะบาปแค่ไหน เขาไม่ได้คิดถึงแง่กฎหมายว่าอนุญาตหรือไม่ หรือจะไปหาหมอ แต่เมื่อมีบางรายไม่สามารถเอาเด็กไว้ได้จริงๆ เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดต่างๆ ของเด็กอาทิ สติปัญญาของผู้หญิงที่อาจจะไม่สมประกอบ ที่เขาไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้  ทางเราก็ไปช่วยประสานติดต่อในหลายๆที่ที่ช่วยเอาเด็กออกให้โดยปลอดภัย แต่ เมื่อติดต่อไป ทางแพทย์ก็ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า กลัวบาป แล้วบอกว่า ให้ไปทำที่ไหนก็ไป  อันนี้เป็นกำแพงของการทำงานที่จะช่วยผู้หญิงหรือเด็กที่ท้องไม่พร้อมจริงๆ มันทำให้ในสังคมไทยมีการต่อต้านทำแท้งเยอะ และมีมานานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2524

 

 

แทนของสหทัยมูลนิธิ   กล่าวเสริมต่อว่า ผู้ชายไม่รับผิดชอบ เมื่อทำผู้หญิงท้อง เท่าที่ทำงานมาพบว่า ไม่ใช่ผู้ชายไม่รับผิดชอบ บางคนก็มีความรับผิดชอบ แต่ที่บางคนหายไป เมื่อรู้ว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ นั่นคือการหนีไปตั้งหลักก่อน หายไปเลย แต่เมื่อตั้งสติได้ หลายรายที่กลับมารับผิดชอบ ครอบครัวของผู้ชายจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ชายรับผิดชอบ


"อยากฝากครอบครัวของผู้ชายด้วยว่า ถ้ามีกรณีอย่างนี้ ช่วยเปลี่ยนแนวคิดด้วยว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งท้องกับลูกชายตนเองไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย และไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่สมควรจะเป็นแม่ของหลาน"

 

 

 

ทางด้าน นายแพทย์ประจำคลินิกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตอบคำถามเรื่องผู้ให้บริกาปฏิเสธการให้บริการ ว่า  ตั้งแต่มีการไปกวาดจับคลินิกทำแท้งยังที่ต่างๆ ทำให้สถานบริการที่เปิดให้มีการทำแท้งตามเงื่อนไข  ได้รับผลกระทบกันไป แม้แต่สมาคมวางแผนครอบครัวฯ  ต้องระวังตัว  ส่วนที่ทางแพทย์ไม่ทำแท้งให้ผู้มีการร้องขอ  จริงๆแล้ว ที่อ้างว่า กลัวบาปไม่ใช่หรอก  ตนยืนยันว่า รพ.รัฐทุกแห่งปฏิเสธการทำแท้งทั้งที่สามารถทำได้ โดยแพทย์ผู้ให้บริการไม่มีความมั่นใจว่า มีกฎหมายคุ้มครองหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เรามาหาหนทางกันว่า จะขับ กม.มาตรา  301 ,305 ออกไปได้ดีกว่า

 

 

 

ตบท้ายด้วยตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน  กล่าวว่า ถ้ามีการช่วยเหลือหญิงที่ไม่พร้อม มันดีกว่าการที่ปล่อยให้เด็กเกิดมาแล้วเป็นปัญหาสังคมต่างๆ อยากจะบอกว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ที่อยากเป็นโสเภณี อยากทำแท้ง และอยากเป็นเมียน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะเงิน การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ ไม่มี มีแต่การทำแท้งที่ร้องขอ  ประเทศรอบๆไทย จัดให้มีการทำแท้งอย่างถูกต้องตามวิธี เหลือแต่ไทยที่ยังถกเถียง หาทางออกกันไม่เจอ


"ผมเห็นด้วยกับการจัดการคลินิกที่ทำ แท้งเถื่อน เพราะเขาไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ขณะที่หลายประเทศ ฝึกพยาบาลมาทำแท้ง เพราะหมอไม่ทำ แต่ประเทศไทย หมอพร้อม แต่หมอไม่กล้าทำอยากจะบอกสื่อมวลชนว่า อย่าไปประณามผู้หญิงเลย เขาท้องเองไม่ได้หรอก ถ้าผู้ชายไม่ทำเขา  ผมมีลูกชาย สามคน ยังไม่เห็นไปทำใครท้องเลย มันอยู่ที่เราสอนเขา เรื่องทำแท้งแก้ปลายเหตุ เราทำเรื่องวางแผนครอบครัวมา40 ปีแล้ว ให้กินยาคุมทุกวัน ใส่ถุงยางทุกครั้ง มันก็พลาดได้ อยากจะฝากว่า ถ้าเรามีคนใกล้ตัวท้อง แต่พ่อไม่รับผิดชอบ เราจะทำยังไง สื่ออย่าประณามเขาว่า เป็นแม่ใจร้าย "


ส่วนการพบซากศพเด็กทารก ที่วัดไผ่เงินฯ นั้น ตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ระบุว่า  เรา เรียกว่าศพไม่ได้ ไม่ใช่คนตามกฎหมาย สองพันกว่าห่อ ยังน้อยเกินไป ความเป็นจริงมีอีกเพียบ จัดการได้เลยทำแท้งเถื่อน แต่ถ้ามีการจัดงานโดยแพทย์ที่ถูกกฎหมาย โดยสถานทำแท้งที่ได้รับการรับรองอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ ผู้หญิงที่มีปัญหาจะลำบาก เนื่องจากหาที่ทำไม่ได้

 

>>>คัดมาทั้งเรื่องจากหน้านี้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290588063&grpid=01&catid&subcatid

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โตช้าหน่อยก็ได้







เสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2553

ในวันคล้ายวันเกิดใครบางคน และฝนกระหน่ำตลอดบ่าย
ฉันพบว่าหมาน่อยเป็นสาวแล้ว

รู้สึกเหงาและเศร้าอย่างบอกไม่ถูก

อยากพูดอีกหลายๆ ครั้งว่าหมาน่อยเอ๊ย โตช้าหน่อยก็ได้
เป็นแมวเด็กสนุึกกว่าแมวสาวเยอะเลยนะ



วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โคะโคะโระ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:นะทซึเมะ โซเซะคิ



ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความอนุเคราะห์ (ให้ยืม) จากม่อน (commonperson) เพื่อนมัลติพลายที่คุยกันมาพักใหญ่โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญให้เป็นคอนแทกกัน

เข้าใจว่าม่อนจัดหนังสือเล่มนี้มาให้ เพราะรู้ว่าฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ แต่ตัวเขาจะกินใจกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แค่ไหน และอย่างไร รอเขามาบอกเองน่าจะดี

‘โคะโคะโระ’ เป็นวรรณกรรมซึ่ง นะทซึเมะ โซเซะคิ เขียนขึ้นในปี 1914 ..เกือบร้อยปีมาแล้ว เรื่องความคลาสสิกและการยอมรับจากคนอ่านญี่ปุ่นแทบไม่ต้องพูดถึง หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กนักเรียนมัธยมปลาย (ไม่แน่ใจว่านานกี่สิบปี)โดยคัดเลือกบทสุดท้ายในจำนวนทั้งหมด 3 บทของหนังสือเล่มนี้

โคะโคะโระ ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ‘หัวใจ’ รู้อย่างนี้อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นนวนิยายโรแมนติก หวานแหววดาษดื่น ความรักที่เขาเล่าไว้ในเรื่องมีรสชาติขมขื่น ด้วยคมมีดขูดลึกเป็นแผลเรื้อรังที่กลางใจ และพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็งไปในที่สุด

ไม่ต้องอาศัยความรู้ภาษาญี่ปุ่นหรอก อันนั้นฉันมีน้อยจนแทบใช้อะไรไม่ได้ แต่พอนึกเอาเองได้ว่าที่โซเซะคิตั้งชื่อหนังสือว่า โคะโคะโระ เพราะนี่เป็นการเปิดเปลือยหัวใจผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งมีวิถีชีวิตแปลกประหลาด โดดเดี่ยวตัวเองจากสังคมด้วยการไม่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ไม่คบหาสมาคมกับผู้คน เก็บตัวใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับบ้าน กับภรรยาและหญิงรับใช้อีกคน

ทุกๆ เดือน ชายคนนี้จะต้องไปเคารพหลุมศพของคนคนหนึ่งตามลำพัง เราจะพูดว่า กิจกรรมนี้นับเป็นวัตรปฏิบัติที่เป็นเรื่องเป็นราวและสำคัญที่สุดในชีวิตไร้แก่นสารของเขาเลยก็ได้

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเขาทำให้คนในหลุมนั้นต้องตายนั่นเอง

คนเราเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีอวัยวะครบถ้วนหรือไม่ ผิดเพศหรือไม่ผิดเพศ เกิดเป็นอัจฉริยะ หรือโง่ทึบ ก็ควรจะมีชีวิตที่ผ่านครบทั้งรสหวานหอมซ่อนเปรี้ยว เผ็ดบ้าง เค็มบ้าง มันบ้าง ฝืดบ้าง สลับกันไป ได้สัมผัสกับความรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เครียดบ้าง แต่ก็มีความหรรษาและตื่นเต้น รื่นรมย์ในบางที แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องลงโทษตัวเองให้มีชีวิตที่มีโอกาสพบแต่ความขม ขื่น ข้นคลั่ก คาวราวกับกระอักเลือดในอกขึ้นมากลบในปาก แสงอาทิตย์ของผู้ชายคนนี้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน ทำไมถึงทิ้งไว้แต่ความหนาวเยียบ อับชื้น ที่รังแต่จะทำให้ชีวิตขึ้นรา

อะไรที่ทำให้แม้แต่ความรักซื่อสัตย์จากคนสวยผู้เรืองราศีผ่องใสเช่นภรรยาของเขาไม่อาจเยียวยา หรือแม้แต่จะช่วยฉุดรั้งจากความหมองหม่นที่กดเขาให้จมอยู่กับก้นบ่อ ให้ลอยขึ้นมามองเห็นโลกโดยไม่ต้องผ่านผืนน้ำสกปรกในบ่อได้

ฉันอ่านเรื่องของเขาแล้วแสนเวทนาสงสาร โอเค เนื้อตัวคนเรามีบาดแผลจากการกระทำของคนอื่นทั้งนั้น แต่การที่เราถูกคนคนหนึ่งทำร้าย ไม่ได้แปลว่าโลกทั้งใบทำร้ายเรา แล้วเราต้องแก้แค้นกับคนทั้งโลกสักหน่อย

อีกเรื่องคือความรัก ฉันคิดแบบฉันว่าความรักเป็นเรื่องของการให้ ถ้าเรารักเขา เราก็ให้ความรักไป ถ้าเขารักเรา เขาก็ให้ความรักมา ถ้าเรารักกันมันถึงจะดี เพราะต่างคนต่างให้ และต่างคนต่างรับ

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน เป็นเรื่องของใจที่ตรงกัน ถ้าใจเขาไม่ตรงกับเรา แต่ไปตรงกับคนอื่น ก็ต้องทำใจ ไม่แย่ง หรือไม่เกเร เพราะอย่างน้อย เราต้องอยู่ต่อไปอย่างรักตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง ถึงเราจะไม่ได้รับการเลือก อย่างน้อยเราก็จะได้ภูมิใจที่เราเคารพการเลือกของคนที่เรารัก

ที่คิดแบบนี้ได้ คงเป็นเพราะฉันโต (มาก) แล้ว ผ่านโลกมาเยอะ เห็นอะไรมาเยอะแล้ว คิดมาเยอะแล้ว ถ้าตอนที่เกิดเรื่อง ‘เขา’ โตกว่านั้น หรือถ้าเพียงแต่ ‘โลก’ของเขาไม่ได้ปิดแคบแบบที่เป็น แต่เปิดต้อนรับความรักความหวังดีจากมนุษย์รอบตัวบ้าง รังสีเมตตาอารีอาจจะพอให้แสงสว่างและความอบอุ่น ช่วยกล่อมเกลากมลความคิดของเขาให้คลายความเคียดแค้นจนอ่อนโยน รู้จักให้อภัยและเริ่มต้นใหม่ได้

หากเขาไม่โดดเดี่ยวอย่างนั้น ชีวิตของเขาคงไม่จบแบบนี้
ฉันคิดอย่างนั้นนะ




บันทึก:
• นิยายเรื่องนี้โคตรมาโซเลย อ่านแล้วทั้งอึดอัด ทั้งหดหู่ ดีนะ ที่มาอ่านเอาตอนแก่แล้ว
• อาจจะเป็นด้วยการแปลจากสำนวนภาษาที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบร้อยปีก่อน โดยอาจารย์ ภาษาญี่ปุ่น ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ และดร.กนก ศฤวคารินทร์ ซึ่งขณะที่แปลยังเป็นนักศึกษา ป. เอก ภาษาญี่ปุ่น และอาจจะรวมทั้งอัตลักษณ์ของโซเซะคิเองด้วย ที่ทำให้ โคะโคะโระ ฉบับแปลนี้ จัดเเป็นหนังสือที่อ่านยากเอาการ โดยเฉพาะสองบทแรก ปราบเซียนชัดๆ ใครอึดไม่พอ หมดความอยากรู้ หมดความมานะ แป้ก ถอดใจ วางเสียก่อน จะไปไม่ถึงบทที่สาม ซึ่งเป็นจุดพีคของเรื่องทั้งหมด และเมื่อไปไม่ถึงบทที่สาม ก็เท่ากับหมดโอกาสทำความเข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น
• ฉันเชื่อว่า โคะโคะโระ ฉบับภาษาญี่ปุ่นก็คงไม่ได้เป็นหนังสือที่อ่านง่าย แต่บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่อาจจะพอเหลือสิ่งเชื่อมโยงกันได้ ฉันว่า คนญี่ปุ่นจะอ่าน โคะโคะโระ ได้เก็ตดี เก็ตง่ายกว่าคนไทยอ่านฉบับแปล เช่นเดียวกับคนไทยอ่านข้างหลังภาพ เราย่อม (น่าจะ) หวังผลได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นอ่านข้างหลังภาพฉบับแปล ..หวังว่านะ
• ฉันเอง ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เลยขาดความอินกับความเกี่ยวเนื่องเรื่องยุคสมัย ที่ว่ากันว่าเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งที่กระทำต่อตัวละคร และการเปลี่ยนยุคสมัยก็เป็นจุดหักเหให้เขาเลี้ยวชีวิตลงเหวอย่างที่เขียนไว้ในเรื่อง แต่นี่แค่อ่านโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ก็ยังหดหู่ขนาดนี้เลย คิดดูสิว่าคนอ่านญี่ปุ่นที่มีความ relate กับยุคสมัยเดียวกับที่หนังสือเขียนขึ้นจะอินขนาดไหน (นึกเปรียบเทียบความอินกับชีวิตแม่พลอยของเรากับแม่เราดูเล่นๆ ก็ได้ )
• หลังจากพิชิตโคะโคะโระได้ ฉันรู้สึกฮึกเหิมมาก เกิดแรงบันดาลใจ หยิบ ‘รอยชีวิต’ ของเคนซาบุโร โอเอะ นักเขียนโนเบล ที่อ่านแล้วมืดมนอนธกาลพอกันจนต้องหยิบ-วาง หยิบ-วาง อยู่หลายปี ขึ้นมาอ่านใหม่ (ตอนนี้รู้สึกสนุกแล้วด้วยแหละ)
• มันน่าคิดจริงๆ ว่าเขากับเพื่อนของเขามี something กันหรือเปล่า ทำไมถึงได้แคร์กันมาก แล้วก็ทำไมแค่ผู้หญิงคนเดียว เพื่อนถึงให้เพื่อนไม่ได้ หรือเพราะว่าเพื่อนไม่อยากให้เพื่อนได้ผู้หญิง? (คิดแบบมาร-อิอิ)
• ขอขอบคุณเจ้าของหนังสืออีกครั้ง ถ้าสภาพในวันส่งคืนออกจะเยินไปเยอะ หวังว่าจะได้รับการอภัย กว่าจะอ่านจบต้องหอบหิ้วกันอยู่นาน ทั้งน้ำ ขนม และน้ำลาย ทิ้งรอยไว้ในหนังสือเธอเพียบเลย ม่อน เออ..แล้วต่อให้มี ผ ญี่ปุ่นคอยสอนให้อ่านก็ใช่ว่าจะอ่านฉบับภาษาญี่ปุ่นเข้าใจได้ง่ายๆ นะเธอ


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรามีสิทธิ์อะไร?


เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนรู้ดี

แต่วันนี้ ถ้าคุณมีเงินพอ คุณอาจไม่ต้อง แก่-เจ็บ และตาย เร็วเกินไปนัก

 

ฉันรู้มาว่ามีการบำบัดในทาง rejuvenation (การคืนสู่ความเยาว์วัย) อันหนึ่ง เรียกว่า Live Cell Therapy ซึ่งจะเป็นการฉีดเซลล์ใหม่ๆ เข้าไปผลัดกับเซลล์เสื่อมๆ ในตัว ที่เสื่อมทั้งจากวัย สิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ พิษ และอื่นๆ เพื่อเยียวยาให้อวัยวะนั้นๆ กลับสู่การทำงานอันมีประสิทธิภาพดังเดียวกับยามที่มันยังเยาว์

 

วิธีนี้ไม่ได้ใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด อันเป็นเซลล์ที่ยังเจริญไม่ถึงภาวะที่จะรู้แล้วว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร จะเจริญไปเป็นเซลล์ของอวัยวะไหน

 

เซลล์ที่ใช้ใน Live Cell Therapy (บ้างก็เรียก Fresh Cell Therapy) เป็นเซลล์เริ่มพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ แล้ว ถ้าอธิบายกันอย่างง่ายๆ การบำบัดด้วยวิธีนี้ทำโดยหากเซลล์อวัยวะไหนของร่างกายเสื่อม ก็จัดการฉีดไลฟ์เซลล์จากอวัยวะเดียวกันนั้นเข้าไป จากนั้น อวัยวะนั้นๆ ก็จะค่อยๆ ฟื้นฟู กลับสู่ความเยาว์วัย จากความใหม่สด แข็งแรง กระปรี้กระเปร่าของเซลล์ที่ถูกฉีดเข้าไป

 

อาการข้อเข่าเสื่อมจะดีขึ้นจนไม่เหลือความเจ็บปวดอีกต่อไป อาการกระตุกเพราะพาร์คินสันจะดีขึ้น การทำงานของไตจะฟื้นฟู จนลืมการฟอกไตไปเลย สายตาดีขึ้น ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่นดีขึ้น สีผม สีคิ้วดำขึ้น เส้นเลือดและสมองกลับสู่ความเยาว์วัย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การฉีดแต่ละครั้ง เขาไม่ได้จำเพาะแค่อวัยวะ แต่จะฉีดมาเป็นชุด หลังการวินิจฉัยโรคแบบ holistic (การทำงานของร่างกายแบบองค์รวม ไม่ตรวจแยกระบบการทำงาน) หลังการฉีดเซลล์แต่ละครั้ง คุณจึงได้ประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง

 

ยิ่งปีนี้ฉีด ปีหน้าฉีดอีก ปีโน้นและปีต่อไปฉีดอีก แทนที่คุณจะแก่ลงเรื่อยๆ ตามอายุ ในแบบที่ควรจะเป็น แต่จะกลับสดชื่น กระฉับกระเฉง เหมือนเด็กขึ้นเรื่อยๆ

 

ใครที่ได้รู้เรื่องนี้ นอกจากอยากไปฉีดเอง (เพื่อให้สาวและสวยไปอีกนานๆ) ก็อยากพาพ่อแม่และคนรู้จักไปฉีด เพราะไม่อยากเห็นท่านป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องฟอกไต หรือต้องนอนแบบอยู่กับที่หลังอาการเส้นเลือดสมอง ฯลฯ

 

เป็นความเจริญทางการแพทย์ที่เริ่ด เยี่ยม

..แต่ฉันสงสัย

 

อะไรทำให้เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นหนุ่มเป็นสาว แข็งแรง แล้วก็หายจากโรคอันทรมาน ทั้งๆ ที่เพื่อให้กลับสู่ความเป็นหนุ่มสาว แข็งแรง และหายจากโรค ฯ ของเรา สัตว์ไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัวต้องถูกทำให้แท้งจากท้องแม่ เพียงเพื่อสละเซล์อ่อนๆ ของแต่ละอวัยวะของมัน ให้กับเรา

 

ทั้งๆ ที่มันบางทีก็อาจจะอยากมีชีวิตอยู่บนโลกสีน้ำเงินนี้เหมือนเรา

เดินเล็มหญ้าในท้องทุ่งกว้าง ใต้ฟ้าสีคราม ฟังเสียงลมกระซิบ

วิ่งตะบึงไปในทะเลทราย เพื่อจะหยุดดื่มน้ำในบ่อกลางโอเอซิส

แหวกว่ายไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่อย่างเสรี

 

อะไรทำให้เรามีสิทธิ์ที่มีจะมีชีวิต แม้ต้องมีชีวิตอื่นสละให้

 

 

เงิน อย่างนั้นหรือ?

 





วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

Spring Snow : ผีเสื้ออายุสั้น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




Spring Snow มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Haru no Yuki หรือ Spring’s Snow เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องราวที่ควรเป็นนิยายรักน้ำเน๊า-น้ำเน่า แต่เพราะมันเป็นผลงานของ ยูคิโอะ มิชิมา นักเขียนระดับตำนาน (ที่กลายเป็นอมตะ-ตามทฤษฎีของมิลาน คุนเดอรา-โดยการฮาราคีรีตัวเองเมื่อปี ๒๕๑๓) นิยายรักเรื่องนี้เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่มีประเด็นซับซ้อนชวนคิด ที่เมื่อใครได้มีอันมารู้เรื่องด้วยก็จะพลอยปวดใจ และอดเสียดายแทนไม่ได้ คล้ายๆ กับความรู้สึกต่อเรื่องราวของ โรมิโอ & จูเลียต ของเชคสเปียร์นั่นเชียว

มันเกิดขึ้นในปีทศวรรษที่ 1910’s เริ่มต้นที่ความคับแค้นใจของหัวหน้าตระกูล อายากุระ ผู้ดีเก่าตกยาก กำลังมีปัญหาทางการเงิน ต้องไปพึ่งพา มัตสึกาเอะ ตระกูลเศรษฐีใหม่ที่มีเงิน แต่ไม่มีเชื้อสาย และคอนเนกชั่นกับเชื้อสายราชวงศ์

ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องของคนรุ่นพ่อ แต่กลับมาลงที่เด็กวัย ๑๒ อย่างซาโตโกะ กับคิโยอากิ วัย ๑๑ เสียได้

เพราะในวันหิมะแรกของฤดูหนาวปีนั้น หัวหน้าครอบครัวอายากุระดันสั่งหญิงรับใช้ พี่เลี้ยงของลูกสาวตัวเองทั้งๆ ที่เมา ว่า ก่อนที่ซาโตโกะจะได้แต่งงานกับคิโยอากิ ให้จัดให้ซาโตโกะเสียตัวให้กับผู้ชายที่เธอรักเสียก่อน เพราะเมื่อซาโตโกะเข้าพิธีสมรสโดยไร้ความบริสุทธิ์ ตระกูลมัตสิกาเอะก็เท่ากับถูกหลอกนั่นเอง

เด็กทั้งสองไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่คิด พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก และซาโตโกะก็รู้ตัวมาตั้งแต่ตอนเล่นเกมเปิดบัตรบทกวีแล้วว่า ตัวเองชอบคิโยอากิ

เป็นธรรมดาของเด็กผู้หญิงหรอก ที่จะมีความอ่อนไหว รู้ตัวไว แล้วก็ไม่วอกแวกไปทางอื่น ส่วนเด็กผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ ๑๙ หรือศตวรรษที่ ๒๐ อย่างทุกวันนี้ก็ยังแปลกเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน คือไม่ว่าเวลารักใครชอบใคร (ไม่รู้ทำไม) จะต้องคอยปัดป้อง ปิดบัง ต่อต้าน แล้วก็หลอกตัวเองและคนอื่นว่าไม่ได้รัก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อน พอผู้หญิงเขาถามก็จะเริ่มทำตัวแย่ๆ ทำร้ายจิตใจ ทำให้เขาเสียความรู้สึก เพื่อที่เขาจะได้จากไป

เรียกว่ามัวแต่ลีลาจนเสียเรื่องทุกที ..รวมทั้งคราวนี้ ทั้งที่พ่อถามคิโยอากิถามถึง ๒ ครั้งว่ารู้สึกอย่างไรกับซาโตโกะ เขาตอบแกล้มหัวเราะว่า ไม่แยแสสนใจเธอสักนิด

(โง่จัง เจ้าเด็กน้อย)

ในวัย ๒๐ ปี ซาโตโกะเป็นสาวสวยเหมือนดอกซากุระที่บานสะพรั่งเต็มต้น ไม่แปลกเลยถ้ากุลสตรีรูปงามอย่างเธอจะเป็นที่ประทับใจคนอย่างเจ้าชายมกุฎราชกุมาร ด้วยชาติตระกูลสูงส่งสมกัน ในที่สุดเจ้าชายก็ขอหมั้นซาโตโกะ และเมื่อการหมั้นได้รับการเห็นชอบจากสมเด็จพระจักรพรรดิ ซาโตโกะก็กลายเป็นของต้องห้ามไปในทันที

คิโยอากิเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าเขาต้องการซาโตโกะ

เขาแบล็กเมล์พี่เลี้ยงตัวแสบของหญิงสาวด้วยการอ้างถึงจดหมายที่เธอเขียนถึงเขา ทั้งๆ ความโกรธแบบเด็กผู้ชายที่ยังไม่โตเป็นหนุ่ม ทำให้เขาผลุนผลันเผามันก่อนเปิดอ่านไป ๒ ฉบับ ส่วนฉบับที่ ๓ ได้ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ความบ้าทำให้เขากล้าเอ่ยถึงจดหมายที่ไม่เคยได้อ่าน ๓ ฉบับนั้น ขู่พี่เลี้ยงของซาโตโกะว่า ถ้าไม่พาเธอมาพบ จะแฉ

พี่เลี้ยงทำเหมือนหาทางออกอื่นไม่ได้ จึงพาซาโตโกะมาพบคิโยอากิ

และแล้ว ท่ามกลางสายฝนตกที่ใส่หลังคาโรงเตี๊ยมเหมือนไม่มีวันซาเม็ด หนุ่มสาวทั้งสองก็ห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้


ฉันรู้ว่าทำไมซาโตโกะถึงยอมคิโยอากิ แต่ฉันไม่รู้ว่าที่คิโยอากิห้ามใจตัวเองไม่ได้นั้น เพราะรักหรือ ใคร่

ผู้ชายรักแล้วจึงใคร่
ใคร่ให้มากพอ ก็จะรักได้้
หรือแท้ที่จริงแล้วผู้ชายทั้งรักและใคร่ได้ในเวลาเดียวกัน?



ราวกับความสุขของคนทั้งสองยาวนานได้เพียงชั่วชีวิตของผีเสื้อ
หลังลอบพบกันไม่กี่ครั้ง ซาโตโกะก็ตั้งครรภ์ แม้ว่าชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของเธอคือพยานรับรองความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือตราบาปที่ต้องกำจัด

โศกนาฏกรรมแห่งความรักไม่อาจจบลงอย่างอิ่มสุข

คนดูอย่างฉัน ได้แต่ดูแล้วก็คิดเสียดายแทนคิโยอากิ
ครั้งนั้นถ้าไม่มัวแต่ลีลา ต่อต้าน ไม่ยอมรับว่ารู้สึก ก็คงไม่ต้องอดทนรอคอยให้วันเวลาค่อยผันผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น ที่ผีเสื้อจะได้คืนชีพอย่างร่าเริงอีกครั้ง




บันทึก:
• เคยดูหนังของผู้กำกับ อิซาโอะ ยูกิซาดะ หรือยังหว่า?
• “ฉันอยากชื่นชมหิมะแรกกับเธอ” ...เขาช่างเขียนให้ซาโตโกะบอกรักได้นิ่มนวล และอ่อนหวานเหลือเกิน
• จริงๆ คิโยอากิน่าจะสำเหนียกถึงความปรารถนาและความรู้สึกต่อซาโตโกะตั้งแต่ฝันถึงผีเสื้อคืนแรกแล้วนะ
• ไม่รู้ว่ามันไม่มีเซนส์ หยิ่ง หรือว่าโง่กันแน่
• หนังเรื่องนี้เป็นงานศิลปะ มันคงเป็นงานศิลปะมาตั้งแต่ตอนเป็นบทประพันธ์แล้ว (ขออภัย ยังไม่ได้อ่าน) พอมาเป็นหนังก็ใช้ภาษาหนังได้อย่างมีรสนิยมมาก มันแช่มช้า สวยงาม สงบ สุข ลุ่มลึก และแสนเศร้า
• ภาพในหนังงามมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพจริงหรือ CG น่าหลงใหลจริงๆ งามทุกฤดู งามทั้งโตเกียว นารา และคามากุระ (แต่นั่นมันต้นศตวรรษที่ ๑๙???)
• การแสดงของ ยูโกะ ทาเคอูชิ คือสิ่งที่ต้องยกย่อง เธอแสดงความรู้สึกของซาโตโกะผ่านออกมาทั้งทางดวงตา ท่าทาง จังหวะที่ร้องไห้ แม้กระทั่งมุมของใบหน้าที่รอจูบจากคิโยอากิ ฉันชอบสำเนียงเธอมากๆ พูดช้า มีแกรมมาร์ สมเป็นผู้ดี (เลยทำให้ฟังทัน โฮ่ โฮ่ โฮ่)
• ซาโตชิ ทสึมาบูกิ ก็ทำให้เรารู้สึกว่า ไอ่น้องคิโยอากินี่มันเด็ก โตไม่ทันซาโตโกะ หน้าตาก็รั้นสมบท
• น้องหนุ่ม-จันดารา กับโอ-อนุชิต ไปเล่นเป็นตัวละครเจ้าชายไทย ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้คิโยอากิรู้ตัว เป็นการปรากฏตัวที่..ดูยังไงก็เด่นเด้งออกมาไม่เนียนไปกับหนัง (ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ก็ไม่เลวหรอก)
• ตอนที่น่าสงสารมากคือตอนซาโกะนอนอยู่บนเตียงในโอซาก้า แต่ตอนที่อดน้ำตาหล่นคือตอนที่คุณย่าถามว่าถ้าคนรักมาหา เธอจะยอมพบเขาไหม
• น่าสงสารชะตากรรมของลูกผู้หญิงไม่มีทางเลือก
• (ถ้าซาโตโกะอยู่ในสมัยนี้ เธอจะทำยังไงหรือ ฉันอยากรู้)


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

Grave of the Fireflies : สุสานหิ่งห้อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Animation



(คำเตือน : ถ้ายังไม่อยากรู้เรื่อง โปรดอย่าเพิ่งอ่าน)



Grave of Fireflies (1988) หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น 火垂るの墓 (Hotaru no Haka) เป็นแอนิเมชั่นที่ไม่ได้เล่าเรื่องแนวจินตนาการ หรือการผจญภัยน่ารักๆ จบอย่างแฮปปี้ที่ดูแล้วต้องยิ้มตามแนวแอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของ Studio Ghibli แต่กลับนำเสนอชีวิตที่แสนจะ tragic ในช่วงเวลาที่สุดจะลำบาก อันเป็นภาพที่ดูห่างไกลตัวคนดูยุค 3G มีกินมีใช้เหลือเฟือ แถมผู้คนในสังคมยังเมตตาอารีต่อกันอย่างล้ำเหลือ (!?!) อย่างเรา ชนิดที่แทบนึกไม่ออกว่าก่อนหน้านี้ คนยุคนั้นปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร

มันเป็นชะตากรรมระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของเด็กญี่ปุ่นคู่หนึ่ง แม้เป็นเด็กเมืองโกเบ หาใช้เมืองฮิโรชิมาหรือนางาซากิที่โดนถล่มเสียราพณาสูรด้วยระเบิดปรมาณู แต่การเป็นกำพร้าแม่ และไม่รู้แห่งหนที่อยู่ของพ่อ ก็ทำให้เด็กสองต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาที่สุด

ครอบครัวของเซตะและเซตสึโกะที่จริงไม่ใช่ยากไร้ พ่อของเด็กทั้งสองเป็นถึงนายพลทหารเรือแห่งกองทัพพระจักรพรรดิ แต่ในยามสงคราม พ่อก็ไปออกรบ เหลือแต่แม่กับเซตะวัย 14 ปี และเซตสึโกะ น้องน้อยวัย 4 ขวบเพียงลำพัง

วันนั้นมีสัญญาณเตือนภัย เซตะให้แม่ซึ่งเป็นโรคหัวใจไปหลบภัยในอุโมงค์ก่อน ตัวเองค่อยแบกน้องขึ้นหลังตามไป เพราะไม่ได้ไปพร้อมกันนี่เอง เด็กทั้งสองจึงโชคดี รอดพ้นระเบิดลูกที่ถล่มลงมาจนทำให้แม่ถูกไฟคลอก บาดเจ็บสาหัส

บ้านของพวกเขาไหม้ไฟ แม่ก็ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เซตะจึงพาน้องขึ้นรถไฟไปอาศัยอยู่กับป้าที่อีกเมืองหนึ่ง แต่หลังจากกลับไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล เซตะก็กลับมาพร้อมกล่องใส่อัฐิ ก็แม่มีแผลไฟไหม้เยอะขนาดนั้น ในภาวะที่ไม่พร้อมจะให้การรักษาแบบนั้น ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอแบบนั้น ให้ถึงกับรอดคงเป็นอะไรที่สูงเกินหวัง

ในเวลาที่ข้าวยากหมากแพงจากสงคราม การอุปการะเลี้ยงดูเด็กเพิ่มอีกสองปากสองท้องย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่าย ก็น่าเห็นใจคุณป้ามากอยู่ แต่คุณป้าจะรู้ไหมว่าการระบายความเครียดไปเป็นคำพูดกดดัน เหน็บแนม ว่ากระทบพ่อกระทบแม่ จนถึงด่าตรงๆ ว่าขี้เกียจ ซึ่งบีบบังคับให้เด็กตาดำๆ ต้องออกไปดิ้นรนหาความสงบ สบายใจ และอาหารกินให้อิ่มท้องนอกบ้านนั้น เป็นบาปกรรมแค่ไหน

เซตะมีแค่เงินในบัญชีของแม่ กิโมโนเพียงชุดเดียวของแม่ก็ให้ป้าไปแลกข้าวสารแล้วแบ่งไว้หุงในบ้านครึ่งหนึ่งแล้ว เขาไม่มีรายชื่อญาติอื่นๆ ที่จะหวังไปพึ่งพิงได้ เท่าที่สติปัญญาของเด็กชายวัย 14 จะนึกออก เขาจึงทำได้แค่พาน้องไปอยู่ในอุโมงค์เหมืองเก่าข้างบึงน้ำ แรกๆ สองพี่น้องดีใจ สนุกและอิสระเหมือนเล่นสร้างบ้าน พากันไปขนของใช้เก่าๆ จากบ้านเรือนพังๆ เพราะระเบิด แล้วก็ถอนเงินในบัญชีของแม่มาซื้อข้าวสาร และของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ

แล้วก็ได้กินอิ่ม อร่อยและสบาย(ใจ)เป็นครั้งแรก

แม้จะยึดอุโมงค์เป็นบ้าน แต่อุโมงค์ก็ไม่ใช่บ้าน ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ตกค่ำ เซตสึโกะตัวน้อยจึงถูกรบกวนด้วยยุงและความมืด เด็กน้อยกลัวความมืด พี่ชายทำได้เพียงออกไปไล่จับหิ่งห้อยที่บินอยู่โดยรอบมาปล่อยไว้ในมุ้ง ให้น้องมองต่างแสงดาว

น้องหลับไปใต้แสงดาวหิ่งห้อย แต่แสงนี้กลับทำให้คนพี่คิดถึงงานวันเฉลิมฉลองกองทัพเรือ เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ยังมีแม่และพ่อ..

หิ่งห้อยที่ให้แสงราวกับดาว แต่เมื่อถึงเช้าก็กลายเป็นซากศพ ตอนที่เซตสึกะจังขุดดินหน้าอุโมงค์ เป็นหลุมฝังกองหิ่งห้อยที่กองอยู่พูน ทำให้ฉันไพล่ไปนึกถึงกองศพจากการทิ้งระเบิดที่ได้เห็นหลังจากเซตะไปเยี่ยมแม่ ในความรู้สึกฉากนี้นับเป็นฉากที่เศร้าที่สุดสำหรับฉัน

ชีวิตที่ส่งแสงระยิบระยับราวกับดวงดาว เมื่อเวลาผ่านพ้นก็กลายเป็นซากศพกองใหญ่
(หรือที่จริงชีวิตเราทุกคนก็เป็นอย่างนี้?)



สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ทำให้เซตสึโกะน้อยเริ่มมีอาการผื่นคันตามผิวหนัง แล้วก็เริ่มล้มป่วยเพราะท้องหิว เธอมีชีวิตได้อีกไม่นานก็จากโลกนี้ไปเนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร ..เรื่องนี้จะโทษว่าเป็นความผิดของใครดี ระหว่างพ่อที่ไม่ติดต่อมา แม่ที่ชิงจากโลกนี้ไปก่อน ป้าใจดำเพราะเห็นแก่ปากท้องของครอบครัวตัวเอง พี่ชายที่วิ่งหา ขโมยอาหารให้น้องไม่พอกิน เงินในบัญชีที่เหลือก็ได้แต่เก็บงำไว้จนไม่ทันใช้ หมอที่ไม่ยอมฉีดยาให้น้อง หรือว่า สงคราม?

เซตะเองหลังจากเผาศพน้องแล้วก็เก็บกระดูกไว้ในกล่องลูกอมที่ตัวเองเคยใช้ป้อนตอนน้องงอแง ชีวิตที่เหลือมีแค่ลมหายใจอันไร้ความหวัง ญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ่อก็หายไป ไม่มีชายคาอันอบอุ่นและปลอดภัยของบ้าน ไม่มีอาหารจะกิน

ในที่สุด จึงหยุดลมหายใจ กลายเป็นแสงดวงน้อยของหิ่งห้อย ลอยไปสมทบกับดวงวิญญาณของน้อง




หมายเหตุ :
• เป็น DVD อีกเรื่องที่เป็นของฝากจากแม่สาย (หนังแม่สายชัดระดับที่หนึ่งตะวันนา)
• ในบรรดาหนัง Ghibli ที่เพื่อนเอามาฝาก กะว่าจะดูเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย เพราะจำได้ว่าเศร้าที่สุด
• เคยดู Grave of Fireflies ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นวิดีโอที่เช่าจากร้านเฟม ท่าพระจันทร์ จำไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้เลือกเรื่องนี้ จำได้แค่ว่าดูแล้วรู้สึกเศร้า และหลอนไปนานเชียว
• ดูอีกครั้งตอนแก่ลงกว่าเดิมสิบกว่าปีก็ยังถึงกับเก็บเอาไปฝันร้ายอยู่ (ก็ฝันเห็นศพเรียงรายนั้นแหละ)
• ในความรู้สึก นี่เป็นแอนิเมชั่นที่ดูแล้วเศร้าที่สุดจาก Studio Ghibli เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากปวดใจก็ไม่ควรดูเลย
• เขาวาดเซตสึโกะตอนน้ำตาหล่นน้ำตาไหลได้น่าสงสารจริง โดยเฉพาะตอนที่ป้าจะเอากิโมโนของแม่ไปแลกข้าวสารน่ะ
• หลังสงครามสงบ บรรดาคนหนีสงครามกลับเข้าบ้านตัวเอง มีบ้านหนึ่งเล่นแผ่นเสียงเพลง home sweet home, there’s no place like home เสียงเพลงลอยไปถึงหน้าอุโมงค์ ภาพก็แฟลชแบ็กไปเป็นตอนเซตสึโกะน้อยผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้กลับบ้านตลอดกาล เล่นคนเดียวอยู่หน้าอุโมงค์ริมบึง ที่ที่เธอถือเป็นเสมือนบ้านของเธอและพี่ชาย ใครดูซีนนี้แล้วน้ำตาไม่ไหลก็คงเป็นคนใจแข็งมาก




วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แสนสะเทือนใจ : หรือทำได้แค่อยู่กับปัจจุบันขณะ?




โอซา แวง เปิดใจเลิกกับ ปีเตอร์มา 2 เดือน ย้ำชัดข่าว พอลล่า เป็นมือที่สามแค่เรื่องโปรโมท ปิดปากไม่ตอบฝ่ายชายมีคนใหม่

รัก กันหวานชื่น เป็นที่อิจฉาของใครต่อใคร แต่แล้วรักที่ดูเหมือนว่าไปรุ่ง ระหว่างนักร้องหนุ่ม ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และนางแบบสาวลูกครึ่งสิงคโปร์-สวีเดน โอซา แวง ก็กลับล้มพับไปซะแล้ว งานนี้ฝ่ายหญิงเลยขอมาเปิดใจในรายการ “ไนน์ เอ็นเตอร์เทน” ให้มันรู้กันไป

“เราเลิกกันไป เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ด้วยความที่ทั้งสองคนโตขึ้น เริ่มมีความคิดต่างกัน ความต้องการในความสัมพันธ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งโอซาก็ยอมรับ ว่ามีหลายอย่างที่โอซาต้องการ แต่เตอร์ไม่สามารถทำให้ได้ การตัดสินใจเลิกกัน มันค่อนข้างยาก แต่เมื่อชีวิตต้องเดินต่อไป ยังมีสิ่งอื่นต้องทำมากมาย ยอมรับว่าช่วงแรกโอซาร้องไห้เยอะมาก โชคดีที่มีคนรอบข้างให้กำลังใจ รวมถึงมีงานที่ต้องให้ความสำคัญ” โอซากล่าว

เมื่อถามว่ามีข่าวว่าพอลล่า เทเลอร์ เป็นมือที่สามหรือไม่ นางแบบสาวตอบว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากพอลล่าเป็นเพื่อนสนิทกัน และเพิ่งโทรศัพท์คุยกัน หัวเราะกันร่วน ก่อนที่เฉลย ว่าเป็นการจับคู่เพื่อโปรโมทละครที่เล่นด้วยกันเท่านั้น ส่วนว่าจะมีคนอื่นเป็นมือที่สามหรือไม่นั้น ไม่ขอตอบเรื่องนี้

สำหรับเรื่องที่ฟากสาวโอซาเองก็มีภาพหลุดกับชายหนุ่มคนใหม่ โอซา ตอบดังนี้

“คนคนนั้นเป็นเพื่อนกัน ภาพที่เห็นเกิดจากมีคนพยายามไปดึงออกมาจากเฟชบุ๊กของโอซา  ทั้งที่ปาร์ตี้นั้นมีคนไปร่วมมากมาย แต่กลับจงใจที่จะตัดต่อภาพของโอซากับเพื่อนออกมาแค่สองคน”

เหลือบไปเห็นว่าสาวโอซาไปตัดผมมาซะสั้นจู๋ ว่าเข้าตำราอกหักรึเปล่า สาวเจ้ารีบปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกัน แต่การตัดผมสั้นเป็นความชอบลึกๆ จึงอยากลองตัดดู

“หลังจากเลิกกันก็มีเหงาบ้าง อาจจะด้วยที่นี่ไม่ใช่บ้านของโอซาด้วย สำหรับเตอร์แม้ ว่าเราจะเลิกกัน แต่ก็เจอกันได้ เพราะว่าเราคบกันมานาน ศึกษากันมาจนรู้ว่าเป็นเพราะเราไปต่อด้วยกันไม่ได้จริงๆ 

ถามว่าโอซาจะเข็ดกับความรักไหม เรื่องเข็ดคงไม่ เพราะยังอยากแต่งงาน อยากที่จะมีลูก เพียงแต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ อยากที่จะโฟกัสไปที่เรื่องงานก่อน ซึ่งก็จะยังคงอยู่ที่เมืองไทย แต่จะเดินทางไปมาต่างประเทศบ่อยหน่อย โดยเร็วๆ นี้จะไปเรียนต่อด้านการแสดงที่อเมริกา ในขณะที่ประมาณปลายปีหนังฮอลลีวู้ดที่ได้ไปเล่นไว้ก็กำลังจะเข้าฉาย ฉะนั้นหลังจากนี้ก็จะต้องเดินทางไปลงเสียงพากย์ด้วย" โอซากล่าวสรุป


ข่าวจาก: www.bangkokbiznews.com


วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

Slumdog Millionaire : หนังเศร้า

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ยินเสียงร่ำลือหนาหูเกี่ยวกับความเจ๋งของ Slumdog Millionaire (2008) หนังที่ถามคำถามตัวเป้งไว้บนโปสเตอร์ว่า What does it take to fine a lost love?

และไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องจะเป็น money, lucks, smarts หรือว่า destiny แต่ด้วยชะตากรรมนำพา ในวันนี้ อิฉันก็ได้ไปดูหนังเรื่องนี้กับหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะรอดู DVD เพราะมีหนุ่มเสนอจะให้ยืมถึง 2 คน

(หึ หึ)

จากความรู้สึกแล้ว หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังรักที่เรียกได้ว่า “เน่าสนิท” ไม่ผิดกับนิยายประโลมโลกย์ที่กี่ยุคกี่สมัยก็ยังใช้พล็อตแบบนี้ คือรักแท้ที่ผูกพันกันตั้งแต่เยาว์วัย การพลัดพราก แล้วก็หากันจนพบ แต่ก็มีอุปสรรคใหม่เป็นชนชั้นที่แตกต่าง ทำให้ฝ่ายชายต้องพิสูจน์ตัวเองให้ฝ่ายหญิงเห็น
และแล้ว หลังจากการต่อสู้ฝ่าฟัน ความรักก็ลงตัว จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ใครเป็นผู้ร้ายก็ตายไป (ตามระเบียบ)

แต่หนังเรื่องนี้มันน่าดูตรงที่เขาใช้จังหวะ ภาพ มุม การตัดต่อ ที่บอกถึงอารมณ์ และความรู้สึก เล่าเรื่องชีวิตในสลัมของเด็กๆ ตัวละครเอกในเรื่องได้อย่างมีสีสัน น่าประทับใจมาก ชีวิตอะไรจะลำบากและเปื้อนดินขนาดนั้น และขบวนการอะไรที่จะเลวร้ายกับเด็กได้ขนาดนั้น

เด็กสลัมตาดำๆ สองคู่ ที่แม้จะหาความสุขได้ตามประสา แต่ก็ดูมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากเพราะความยากจน อยู่ดีๆ ก็ต้องเสียแม่ไป (พ่ออยู่ไหนไม่มีใครรู้) ชีวิตที่ไม่มีแม่คอยกางปีกปกป้อง ทำให้เด็กจำเป็นต้องแก่และกร้านโลก แทนที่จะพัฒนาไปในทางดีๆ ในที่สุดต้องเดินไปในทางที่...อิฉัน ซึ่งช่วงนี้ “ผีแม่” กำลังเข้าสิง ดูแล้วรู้แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก

จะว่าอะไรไหม ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเศร้าสำหรับอิฉัน

ไม่ได้ร้องไห้ระหว่างที่ดูหรอก แต่นึกถึงแล้วก็อยากจะร้องตอนเดินไปโอบองแปง
ท่ามกลางผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ อิฉันอยากสะอึกสะอื้นออกมาด้วยซ้ำ

เพราะเด็กชายสองพี่น้องในเรื่องนี้ทำให้อิฉันนึกถึงน้องชายทั้งสองของตัวเอง (เชื่อไหมว่า Madhur Mittal ซึ่งเล่นเป็น ซาลิม ตัวพี่ชายตอนโตนั่นก็หน้าตาละม้ายคล้ายน้องคนรองได้อีก) ก็ลองคิดเล่นๆ ไปว่า ถ้าในวัยประมาณนั้น อยู่ดีๆ แม่มาจากเราไปกะทันหัน อยู่ดีๆ ก็เกิดบ้านแตกสาแหรกขาดขึ้นมา เราจะเป็นยังไง

ต่อให้มีญาติพี่น้องยื่นมือมาอุ้มชูดูแล เราก็คงไม่อาจโตมาในสภาพใกล้เคียงผู้ใหญ่ปกติเหมือนในทุกวันนี้ ที่เป็นผลจากการโตมาในบ้านหลังเดียวกัน บ้านซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไร แต่ก็ยังมีแม่ ยังกินอิ่ม นอนหลับ มีโรงเรียน มีค่าเทอม มีชุดนักเรียนเพียงพอ ได้เรียนพิเศษ และเล่นเกมมาริโอ (โอ..แน่นอน ถึงแม้ว่าถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราอาจมี drive ที่จะไปแข่งเกมทศกัณฑ์ หรือเกมพันหน้า ฯลฯ เหมือนจามาลมั่งน่ะนะ)

บทของซาลิม คนที่ชีวิตทำให้เขาต้องแข้งแข็ง กล้า และต้องกร้าว เพื่อปกป้องน้องนั้น ทำให้ดิฉันจุก 2 ครั้ง ในตอนที่เขาทำละหมาดก่อนออกไปทำงานชั่ว เขาบอกกับพระองค์ ว่าเขารู้ว่าตัวเองทำบาป แต่เขาวิงวอนพระเจ้า ขอให้ทรงให้อภัย กับตอนที่เขาสรรเสริญพระเจ้าก่อนจบชีวิต

อิฉันดูแล้วรู้สึกน้อยใจ ทำไมพระเจ้าให้โอกาสเด็กคนนี้ได้ใช้ชีวิตน้อยนัก?

แล้วก็ไม่ได้หือได้อืออะไรกับความสมหวังแสนแฮปปี้เอนดิ้งของสองหนุ่มสาวเลย

หนังเรื่องนี้ยังบอกข้อมูลที่น่าปวดใจกับอิฉัน 2 ข้อ คือการที่ฮินดูในอินเดียบุกทำร้าย ฆ่ามุสลิมอย่างโหดร้ายที่สุด อันนี้ไม่ว่ามุสลิมจะไปทำอะไรเขาไว้ก่อน ตำรวจฮินดูก็ไม่น่าจะนั่งเฉยดูคนถูกเผาได้อย่างนั้น

กับอีกฉาก การจับเด็กดีๆ มาทำให้เป็นเด็กพิการของแกงค์ค้ามนุษย์ ก็รู้อยู่ว่ามันมีจริง แต่เห็นแล้วมันปวดใจ ใจคอคนทำเป็นยังไง ทำไมทำได้ขนาดนั้น

ถ้าการภาวนา แผ่เมตตา หรือกรวดน้ำ ช่วยได้ อยากจะทำให้เด็กทุกคน ไม่อยากให้มีเด็กคนไหน ไม่ว่าเด็กไทย อินเดีย โรฮิงญา เขมร หรือแม้แต่เด็กออสเตรีย ต้องถูกผู้ใหญ่ข่มเหงรังแกในทางใดๆ อย่าให้มีเด็กคนไหนมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่โหดร้าย ที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ก็อย่างที่บอกแหละ ช่วงนี้ “ผีแม่” เข้าสิง





บันทึก

• หนังเรื่องนี้เป็นหนังอังกฤษทุนต่ำที่ได้รางวัลนั้น-รางวัลนี้จากหลายเวที คุณความดีนี้ อิฉันยังอยากจะปรบมือให้คุณผู้กำกับ Danny Boyle, Vikas Swarup คนเขียนเรื่อง และ Simon Beaufoy เขียนบท ช่วงแรกๆ หนังเล่าเรื่องได้จับใจดีจริงๆ อ้อ ชอบสกอร์ (โดย เอ.อาร์. ราห์แมน) ด้วยนะคะ ฟังแล้วอยากเข้าคลาส Indian Dance ขึ้นมาติดหมัด
• ใช่ มันเจ๋งอยู่ การที่ตัวน้องเลือกเล่นเกมเพื่อเป็นหนทางในการเปลี่ยนจาก “สุนัขสลัม” เป็นคน (ดัง) ในขณะที่ตัวพี่เลือกทางอื่น แต่ให้ดาวแค่ 4 ดวง เพราะถึงพล็อตมันน่าเบื่อ แต่ตอนต้นเรื่องทำได้ดีแล้ว ช่วงหลังๆ ก็น่าจะทำได้น่าเบื่อน้อยกว่านี้ แต่นี่อะไร๊ ทำไมมีความรู้สึกว่ามันเหมือน MV เลยอะ (ไม่ได้หมายถึงช่วง end title หรอกนะ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง City of God ของผู้กำกับ Katia Luno ที่เล่าถึงชีวิตในสลัมในริโอ เดอจาเนโร
• น้อง Dev Patel ที่เล่นเป็นจามาลตอนโตน่ะ ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนนะจ๊ะ ไม่ใช่สลัมในมุมไบ น้องมีความสามารถนะคะ พี่ยอมรับ แต่น้องผู้หญิง Freida Pinto ที่เล่นเป็นลาติกาน่ะ พี่ว่าน้องสวยอย่างเดียวเลยค่ะ
• ค่อยยังชั่ว เมื่อรู้ว่าบ่ออุจจาระที่จามาลวัยเด็กตกลงไปทำจากเนยถั่วผสมช็อกโกแลต
• ติดใจนิดนึง ทำไมฮินดูถึงต้องไล่ฆ่ามุสลิมด้วย แล้วเรื่องนี้มันติดอยู่ในใจคนเขียนเรื่องมากใช่ไหม ถึงได้แต่งเรื่องของจามาลกับซาลิมขึ้นมาแบบนี้

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

Lonely Hearts : ไขว่ขว้าหารักจนได้เรื่อง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมใช่ไหม เราถึงได้ยี้ ขยะแขยง เข็ดขยาด หวาดกลัวกับสภาวะที่ต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ไร้คนรู้ใจนัก

ไม่ว่ายุคใด สมัยไหน การอยู่แบบ lonely heart มันเป็นอะไรที่เกินจะทน หลายคนไม่อยากทน ก็เลยลุกขึ้นมาไขว่คว้าหารักกันด้วยวิธีต่างๆ กัน ทั้งรุกและรับ ..อย่าปฏิเสธเลยว่า การพูดคุยในโลกไซเบอร์นี่ก็ใช่

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Lonely Hearts (2006) เป็นเรื่อง base on true story แม้จะเกิดราวๆ ปลายปีทศวรรษที่ 1940s นับย้อนหลังไปได้เกือบ 50 ปี แต่ก็แสดงให้เห็นว่าคนยุคนั้นก็สุดทนกับการอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายจนต้องดิ้นรนหาคนรู้ใจผ่านจดหมาย (คล้ายๆ เว็บนัดเดตในสมัยนี้นั่นแหละ) เป็นช่องให้มิจฉาชีพเลือกหลอก ปอกลอกเป็นรายตัวได้ (ยุคสมัยผ่านมาครึ่งร้อยปีแล้ว แต่เหตุการณ์ยังเหมือนเดิมเลยเนอะ)

พล็อต (เรียกงี้กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องแต่งได้ไหม) คือ เรย์ (Jared Leto) ชายโฉด ที่กะหลอกเอาทั้งตัวและเงินของสาวแก่แม่ม่ายหัวใจเปลี่ยว ได้มาเจอกับมาร์ธา (Salma Hayek) หญิงชั่ว ผู้มีเสน่ห์ยั่วยวน เป็นอะไรที่สมน้ำสมเนื้อมาก คนหนึ่งมีพรสวรรค์ในการหลอกผู้หญิง ไม่มีมโนธรรมในสำนึก อีกคนเป็นคนสวยแต่ประสาท เป็นจอมบงการ ใจร้าย และสามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่แคร์อะไรเลย แค่อยากทำ ฉันก็จะทำ

คนชั่วคู่นี้ดึงดูดกันอย่างดื่มด่ำ ยอมรับในกันและกัน ยินยอมที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ร่วมมือกันหลอกผู้หญิงคนแล้วคนเล่า แล้วก็ทำให้ผู้หญิงหลายคนตาย ไม่ตายเพราะฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่อาจทนความอัปยศของการถูกหลอกได้ ก็ตายเพราะถูกสองคนนี้ฆ่า

แล้วไอ้ที่ฆ่าเขาน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอกนะ เพราะว่าหึงหวงกันเองทั้งนั้น

คุณนักสืบเอลเมอร์ โรบินสัน หรือพี่ John Travolta ของอิฉันโดดเข้ามาในวงจนอุบาทว์ของคู่รักที่ใช้ความรักเป็นเหยื่อล่อสาวๆ คู่นี้เพียงเพราะการฆ่าตัวตายอันแสนสวยงาม (กรีดข้อมือ ตายเปลือย ลอยอยู่ในเลือดละลายน้ำ) ของเหยื่อรายหนึ่ง ที่แกสะดุดใจ เพราะเมื่อ 3 ปีก่อน เมียของแกก็ฆ่าตัวตายโดยการระเบิดหัวด้วย .38 ให้เลือด (+มันสมอง) กระจุยกระจายอยู่ในบริเวณอ่างอาบน้ำ ทำเอาแกหดหู่ไป 3 ปี วางงานนักสืบไปนั่งโต๊ะ รับโทรศัพท์ (จนอ้วนปุ๊กหยั่งที่เห็น) และเกือบหมดไฟไปแล้ว

อาจเพราะปริศนาว่า เมียฆ่าตัวตายทำไม ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ทำให้พี่เขาสนใจว่าทำไมสาวสวยวัย 25 ที่มีงาน มีเงิน มีบ้าน ถึงตัดสินใจฆ่าตัวตายอย่างนี้ พอเริ่มได้กลิ่นพิกลๆ ว่าการฆ่าตัวตายของสาวสวยมีเบื้องหลังที่ไม่ปกตินัก พี่ก็เริ่มลงมือสืบ

หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังสืบสวนสอบสวน ผสมฆาตกรรมแบบย้อนยุค ที่ทำได้สวย คือสวยทั้งภาพ ไดอาลอก และบท ไอ้โหดน่ะ โหด แต่..โว้ว ตายได้สวยจังพี่ บทหนังจัดสัดส่วนและให้น้ำหนักกับพาร์ทต่างๆ รอบตัวของตัวละครเอกอย่างสมดุล

ในส่วนของการ perform ต้องบอกว่าบทส่งความสามารถของซัลมาสุดๆ มาร์ธาเป็นสตรีมีอดีตอันเลวร้ายที่ส่งผลต่อจิต เข้าข่ายฮิสทีเรีย ต้องการความรัก แต่เสียใจ ไม่ใช่ฮิสทีเรียแบบช่อง 7 เขาเขียนบทให้เธอได้แสดงลึกๆ แต่มีมิติซับซ้อน น่าสนใจมาก

ถ้ามีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ น่าจะจับตาตัวมาร์ธาให้ดี ก็ยัยคนนี้แหละที่เค้นให้เรื่องมันร้ายได้น่าสลดขนาดนี้

ตอนรับสารภาพ (โอ..มีคนคิดว่าผู้ร้ายจะลอยนวลด้วยหรอ?) ชีถามพี่ทราโวลต้าว่า ทำไม (ทำได้ขนาดนี้) รู้ไหม?

..เพราะว่าเรย์ ‘belongs to me’ เรย์ทำทุกอย่างเพราะรักฉัน เรารักกัน
คิดดูสิคุณนักสืบ การที่เรารักใครสักคนมากพอที่จะฆ่าคนตาย หรือยอมตายเพื่อคนที่เรารักได้

อิฉันมองตาซัลมา (คือจริงๆ เธอคือมาร์ธา) ตอนนั้นแล้วรู้สึกหนาวว่ะ




บันทึก
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง Black Dahlia (ก็มันยุคเดียวกันหนิ)
• ซัลมาสวยจัง ต้องเป็นสาวละตินใช่มะ ถึงจะสวยคมได้ขนาดนี้
• เห็นหุ่นนกเพนกวินของพี่ทราโวลต้าแล้วนึกถึงก้นเด้งๆ ของแกใน
• อารมณ์ไหนหรอ ที่ทำให้คนสมัครใจเข้าไปดูเขาประหารชีวิตด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า?
• เมียพี่ทราโวลต้า (ในเรื่อง) เป็นแม่บ้านยุค ‘50s อีกรายที่ฆ่าตัวตาย โดยที่ฐานะความเป็นอยู่ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ทำไมนะ ยุคสมัยนั้นมันกดดันแม่บ้านอเมริกันมากนักหรอ
• ดูมาร์ธารักเรย์สุดๆ และเพราะรักนี่แหละทำให้หวง แล้วก็หึงจนเป็นบ้าไปขนาดนี้ แต่อิฉันไม่คิดว่าเรย์จะรักมาร์ธาอะไรนักหรอกนะ พ่อคนนี้เค้าสันดานกะล่อน แล้วรักตัวเองมาก ที่คลิ๊กกับมาร์ธาก็เพราะว่ามาร์ธาเป็นผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ด้วยได้โดยไม่ต้องสวมหน้ากาก และวิกผมมากกว่า (ฮา)
• ผู้กำกับและคนเขียนเรื่องนี้คือ Todd Robinson เห็นว่ามีการทำเพื่ออุทิศให้พ่อด้วย (แต่ลูกพี่ทราโวลต้าในเรื่องไม่ได้ชื่อ Todd นิหว่า เหมือนจะชื่อเอ็ดดี้นะ)
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ต้องมาขบคิดถึงความรัก-ความสัมพันธ์ในอุดมคติเหมือนกัน ว่ามันควรไหมที่คนรักของเราควรจะ ‘belongs to me’ แล้วมันควรไหมที่จะต้องฆ่าตัวตายเมื่อรู้ว่าแม่งหลอกให้เรารัก
• ยังคงคิด-แบบไม่องุ่นเปรี้ยวด้วย-ว่า รักคนอื่นมากแค่ไหนก็ต้องไม่ลืมรักตัวเองด้วย กรณีนี้นึกนิยมเจ้เรอเน่ (Laura Dern) secret lover ของพี่ทราโวลต้ามากอยู่ ชีคนนี้ดูมีวุฒิภาวะพอที่จะมีความสัมพันธ์แบบนี้ สัมผัสได้ว่าชีรักผู้ชายของชีไม่น้อย แต่ระหว่างที่รัก ชียังคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้อย่างน่านับถือ
• เข้าใจนะ ว่าคนที่ฆ่าตัวตายน่ะ เพราะว่าเค้าอยากตาย แต่ก็ยังสงสัยนะว่า จริงๆ แล้วเค้าได้เทียบกันดีแล้วใช่ไหม ว่าอยากตายมากกว่าอยากอยู่
• ว่าแต่ว่าเค้าทำใจยังไงกับภาระที่ทิ้งไว้? ห่วงมั่งไหม หรือว่าปลงเรียบร้อยแล้ว?







วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Revolutionary Road : นอกจากความรัก ชีวิตสมรสยังต้องการอะไรอีก?

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

***คำเตือน : คนโสดที่ยังมีทัศนคติที่ดีต่อการมีชีวิตคู่ควรทำใจให้เข้มแข็งก่อนเข้าโรง***



คนอยู่คนเดียวมากเสียจนสูญเสียทักษะในการอยู่กับคนอื่นอย่างอิฉันเคยตั้งคำถามขวางๆ เวลารู้ว่าคนที่เขารักกันกำลังจะแต่งงานกันว่า จะอยู่กันได้นานแค่ไหน้? (อย่าลืมขึ้นเสียงสูงนะฮะ)

ใครอ่านแล้วจะด่าว่า ‘แม่นี่ องุ่นเปรี้ยว’ ก็เชิญตามสบาย ขอยอมรับอย่างหน้าชื่นเลยว่า ลึกๆ แล้วไม่อยากอยู่คนเดียวหรอก แต่ทำไงได้ละฮะ อยู่มานานก็ยังไม่เจอคนที่อยากอยู่กะเรา แล้วเราก็อยากอยู่ด้วยเสียที ก็อย่างที่บอก ว่าไม่ชินกับกับอยู่กับคนอื่น เวลาเริ่มๆ จะอยู่ใกล้กันมันก็จะเริ่มจากความอึดอัด กลายเป็นขัดใจ ขวางหูขวางตา หงุดหงิดรำคาญ นานๆ เข้าก็เริ่มออกอาการร้ายกาจ กดดันให้สุภาพบุรุษกลายเป็นอสูรกาย ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีมันเลยพลอยมลายหาญสูญไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มองโลกในแง่ร้ายไงฮะ อยู่กับใครไม่เคยได้ เลยเหมาเอาว่าคนอื่นก็ต้องเป็นเหมือนตัวเอง..ซะงั้น

แต่แม้จะมีภูมิคุ้มกันเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ศรัทธาในความรัก หมดหวังในชีวิตคู่ ฯลฯ อยู่ในตัวเป็นอย่างดี แต่หนังเรื่องนี้ยังทำให้ถึงกับห่อเหี่ยว เดินคอตกออกจากโรง เพราะหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตคู่เชียวนะฮะ

คนเราแต่งงานกันเพราะอะไร? วันนี้ก็เพิ่งแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องนี้กับเพื่อนใหม่ไป จำได้ว่าแสล๋นตอบไปว่า บางคู่ก็แต่งเพราะลูกต้องการพ่อ..ดูเหมือนแฟรงก์ (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) กับเอพริล (เคต วินสเล็ต) วีลเลอร์ ก็แต่ง และย้ายมาอยู่ในบ้านสีขาวหลังสวยบนถนน Revolutionary Road เพราะว่าท้องเหมือนกัน

โอเคฮะ โอเค แฟรงก์ไม่ได้ข่มขืนเอพริลหรอก ตอนนั้นคู่นี้เขาหลงใหลในกันและกันพอดูเลยแหละ (รักไหม? ไม่ขอตีความนะฮะ) พอมาอยู่บ้านเดียวกัน มีลูก ชีวิตสมรสก็เลยเริ่มต้นขึ้น (กรณีนี้มีพิธีสมรสไหม ไม่เกี่ยวฮะ) เรื่องราวในหนังเหมือนจะเป็นปลายๆ ยุค ’50s ซึ่งเท่าที่จำได้ช่วงที่การโฆษณา การสร้างภาพลักษณ์มีอิทธิพลต่อความคิดและชีวิตของผู้บริโภคเอามาก (แม้แต่แฟรงก์ยังทำงานเขียนก๊อปปี้โฆษณาเลย) ยิ่งมาเจอป้านายหน้าขายบ้านกล่อมให้รู้สึกเลอเลิศ ลอยอยู่เหนือมนุษย์สามัญทั่วไป เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่คนคู่นี้ต้องการก็คือ ชีวิตที่สวยงาม เป็นระเบียบ พร้อมพรั่ง ในบ้านหลังสวย มีสนามให้ลูกๆ วิ่งเล่น (ที่ป้าขายให้) นึกตามได้ง่ายๆ ประมาณภาพชีวิตพรั่งพร้อมในนิตยสาร มาร์ธา สจวร์ตส ลีพวิ่ง น่ะฮะ

ซึ่งการจะมีชีวิตอย่างนั้นได้ มันก็ต้องมีมันนี่ เมื่อคุณเมียเกิดไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเล้ยในอาชีพนักแสดงของเธอ บทหนักก็เลยตกอยู่ที่คุณผัว ที่ต้องทำตัวประหนึ่งเครื่องจักร เช้าขึ้นก็ลาดสังขารขบรถไปขึ้นรถไฟ ขึ้นลิฟต์ไปทำงานที่ตัวเองไม่ชอบในตึกสูง เพื่อให้แต่ละเดือนๆ มีเงินมาบันดาลชีวิตตามมาตรฐานอเมริกันชนชั้นกลางอย่างชาวบ้าน

ก็ดูๆ เหมือนครอบครัวนี้ไม่มีปัญหาอะไรนะฮะ ไม่ได้อดอยากปากแห้งเพราะหาเงินไม่พอใช้ ไม่เป็นหนี้ ไม่มีใครติดเหล้า ไม่มีใครมีชู้ (เอิ่ม..อย่างน้อยตอนนั้นก็ยังไม่มีใครมีนะฮะ) เมียก็มีบ้านสวยๆ อยู่ เฟอร์นิเจอร์ข้าวของเครื่องใช้หรือเครื่องแต่งกายก็มีสวยๆ ทัดหน้าเทียมตามชาวบ้านเขาดี

แต่ทั้งผัวทั้งเมียต่างซังกะตาย เพราะชีวิตที่มีมันราบเรียบเสียจนเหมือนไม่มีชีวิต (ใช่ซี้ เมียแป้กเรื่องงาน ส่วนผัวก็ไม่มีความสุขกับงานเอาเสียเลย) จนคุณเมียซึ่งชีวิตนี้ยังไม่ได้ไปไหนไกลๆ เลยไปเจอรูปผัวถ่ายคู่หอไอเฟลเข้า จึงเสนอไอเดียว่าไปกันเหอะ ขายทุกอย่างแล้วไปอยู่ปารีสกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องทำกิน เพราะฉันจะเลี้ยงเธอเอง จะไปเป็นเลขาองค์กรของรัฐบาล-หาเรื่องตื่นเต้นให้ชีวิต ว่างั้น

ผัวซึ่งกำลังเซ็งชีวิต ฟังๆ แรกๆ แล้วก็ตื่นเต้นตามเห็นด้วย คุณเมียเลยคึกใหญ่ จากที่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันก็กลายเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส มีบทพิศวาสให้เห็นนิดหน่อย (เท่าที่พี่แซม เมนเดส สามีคุณนางเอกที่รับหน้าที่เป็น Producer ของหนังจะกรุณา) แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฝ่ายผัวที่เขียนก๊อปปี้ส่งๆ ไปมั่วๆ ดันไปโดนใจนายอย่างแรก เลยเกิดรุ่งในหน้าที่การงานขึ้นมา ก็ชักเกิด self esteem (แปลว่าไรแล้วนะ?) เริ่มลืมๆ เรื่องจะไปปารีส คุณเมียจับสังเกตได้ เล่นเอาบ้านเกือบแตกยังไม่พอ ยังเกิดท้องขึ้นมาอีก

ไม่คิดนะฮะ ว่าคุณเมียในเรื่อง ซึ่งเดิมเป็นแม่ของเด็กสองคนอยู่แล้ว จะเห็นแก่ความฝัน (หรือแค่ความต้องการ) ของตัวเองที่จะไปปารีสขนาดสามารถตัดสินใจทำลายเด็กในท้องได้ แต่เธอก็ทำ และนั่นก็เป็นการทำลายภาพครอบครัวแสนสวยงามที่เธอพยายามสร้างจนยับเยิน

จริงๆ แล้วการที่คุณพี่ริชาร์ด เย็ทส์ นักเขียนเจ้าของเรื่องนี้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา อาจมีจุดเริ่มต้นแค่ที่เขาอยากเหน็บแนม (แถวบ้านเรียกด่า) ว่าแท้ที่จริง สิ่งที่ทำลายชีวิตคนอเมริกันยุคนั้นก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อ เพราะมันทำให้คนอเมริกันตั้งหน้าตั้งตามองหาสิ่งที่ตัวเองต้องการจนลืมไปว่า แท้ที่จริงแล้ว ครอบครัว และชีวิตคู่ไม่มีสูตรตายตัว และความไม่สมบูรณ์แบบไม่ได้แปลว่า ความ ‘hopeless and emptiness’

คุณป้านายหน้าขายบ้านนี่แหละ ตัวสำคัญ มายกยอปอปั้นให้เขารู้สึกตัวเองเลิศเลอไม่พอ ยังพาลูกชายสติไม่ดีมากวนประสาทเขาเสียป่วน (ถ้าใครไปดูจับตาฉากที่ป้าแกพาลูกชายมาบ้านนี้ดูให้ดีนะฮะ มีอยู่ ๒ ซีน) ตอนท้าย พอบ้านเขาแตกไม่มีชิ้นดีแล้ว ป้ายังมามานินทาเขาอีก ว่าที่จริงคู่วีลเลอร์ก็ไม่ได้เพอร์เฟคท์มากนักหรอก ออกจะเพี้ยนด้วยซ้ำ ว่าแล้วป้าก็สรรเสริญเยินยอคู่แต่งงานคู่ใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านหลังนี้แทนเป็นชุดใหญ่

ใหญ่โตจนคุณลุง ผัวของแกต้องเฟดเครื่องช่วยฟังจนมันเงียบสนิทไป โดยไม่ได้กล่าวทัดทาน หรือขัดคอป้าแต่อย่างใด



...หรือที่จริงแล้ว สิ่งที่ชีวิตสมรสต้องการมากๆ คือความ “อดทน”ฮะ?





บันทึก :
• ห้าดาวให้กับบทบาทการแสดงของเคตกะลีโอ
• ในหนังเรื่องนี้เคตหุ่นดีจัง แต่ไหงหน้าเหี่ยวได้ขนาดนี้ล่ะ?
• ลีโอก็เหี่ยว อายุเท่าไหร่กันเชียวยะ ..เก่งขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ แหละ พ่อคนนี้
• ถึงจะเหี่ยว แต่เคต วินสเล็ตยังคงเป็นผู้หญิงที่น่ามองเสมอ อิฉันชอบมองปาก กับหูดเม็ดนั้นของเธอจัง
• หนังเรื่องนี้เป็นหนังไดอาล็อกดราม่าสุดเข้ม (เดี๋ยวนี้เค้าขึ้นคำเตือนว่าเป็นหนังสำหรับอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปก่อนฉายด้วยฮะ) ดูแล้วคนโสดเครียดดีฮะ แอบนึกในใจว่า รู้งี้ไม่น่าเก็บ The Reader (วันนี้ฉายที่สกาล่า) เอาไว้ก่อนเลย
• ถามตัวเองเล่นๆ ว่าผัวเมียคู่นี้รักกันไหม ขอตอบตัวเองเล่นๆ ว่า ผัวรัก รักทั้งเมีย ลูก และครอบครัว แต่ตัวเมียรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ที่เหมือนจะรักผัวนั่น เพราะว่าผัวคือองค์ประกอบหนึ่งของ “ภาพ” ของตัวเองมากกว่า
• หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนัง The Stepford Wives ของคุณคนสวย นิโคล คิดแมน ได้ไงไม่ทราบ
• วันก่อนคุณเดือน moonjocker บอกให้ไปดูคนเดียวออกมาแล้วค่อยดักจับเพื่อนหน้าโรง วันนี้อิฉันยังไม่ทันตั้งท่าก็เจอเพื่อนของพี่ที่ทำงาน แก(สาวโสดเหมือนกัน)มาดู Revolutionaryฯ รอบต่อจากอิฉัน..ดูเป็นรอบที่สองฮะ (โอ้วแม่จ้าว..สาวโสดคนนี้) ถามแกว่าติดใจอะไร แกว่าแกติดใจไดอาล็อกฮะ
• จากตัวอย่างหนังที่ได้ดู คิดว่านอกจาก The Reader แล้ว ต้องไปดู MILK (ชอบฌอน เพนน์ และชอบเกย์ฮะ) DOUBT (ไปเชียร์ป้าสตรีพ) ละก้อ The Wrestler (มาร้องไห้ให้มิคกี้ รูค)

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เรื่องของม้าม่วง กะ ม้านาว





ส่วนหนึ่งในการ์ตูนของตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร
ที่ http://columbia.jp/comic/wisut/0022.html
น่ารักจัง ว่างๆ ก็คลิกไปอ่านกันดูนะ ตัวเอง

รักดอกจึงบอกไห่นะ

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

จดหมายถึงคุณมิ่ง


 

จันทร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๑

มิ่ง,

 
            จำได้ไหมในวันที่เจอกันครั้งแรก เราคุยกันถึงหนังเรื่องโปรด เธอพูดถึงหนังเจ๋งๆ หลายเรื่องที่ฉันยังไม่ได้ดู แล้วฉันก็พูดเล่นๆ ว่าให้เธอเขียนรายการมาเลย เดี๋ยวฉันจะไปหามาดู

            จนแล้วจนรอด รายการของเธอก็ยังไม่เสร็จ และในวันที่เราเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่รอเขียนรายการแล้ว เธอนำมันมาให้ฉันเลย

            The Fountain คือหนังที่เธออยากให้ฉันได้ดู ครั้งนั้นฉันถาม ทำไมถึงเป็นเรื่องนี้’ ‘เธอชอบอะไร ในนั้น’ ‘เรื่องเป็นยังไงอะฯลฯ ฉันคงถามจนเธอตอบไม่ถูก ก็เลยไม่ตอบยาวไปกว่า ชอบผู้หญิงคนนั้นมั้ง ...ผู้หญิงคนที่เธอบอกว่าชอบ แต่จำชื่อไม่ได้ เธอชื่อ ราเชล ไวสซ์ นะจ๊ะ


            ฉันยังดองหนังของเธอไว้ตั้งนาน เพราะว่าหัวอ่านดีวีดีที่มีมันใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ยอมอ่านอะไรทั้งสิ้น ตายสนิท ระหว่างการดองเค็ม ฉันเหลือบไปเห็น The Fountain ของเธอเป็นบางครั้งบางคราว แต่ก็ได้แต่ผัดกับตัวเองว่า เดี๋ยวจะซื้อหัวอ่านใหม่แล้วจะดู

            ฉันได้หัวอ่านใหม่ในวันก่อนวันสิ้นปี และฉันได้ดูหนังของเธอแล้วเมื่อคืนนี้ หลังจากมันมาอยู่กับฉันตั้งเดือนครึ่ง และฉันมีคำถามมากมายจะถามเธออีกแล้ว

 

            มิ่ง.. ต้นไม้โบราณในเรื่อง ใช่ต้นเดียวกับที่เธอเคยเล่าให้ฉันฟังหรือเปล่า? ต้นไม้ต้นนั้น คือต้นไม้แห่งชีวิตใช่ไหมมิ่ง?

            มิ่ง.. ที่อยากให้ฉันดูหนังเรื่องนี้ เพราะเธออยากให้ฉันได้สัมผัสกับความโศกเศร้าอาดูรจากการสูญคนรัก เฉกเช่นตัวละครในเรื่องที่เสียภรรยาไปโดยช่วยอะไรไม่ได้ กระนั้นหรือ?

            มิ่ง.. เธอรู้ไหม? เมื่อคืนฉันน้ำตาหล่นเมื่อเห็นน้ำตาของ ทอมมี่หลั่งออกมาหลังจากพบว่าภรรยาของเขาได้จากไปแล้วจริงๆ และวันนี้ ฉันได้เห็นอีก จากดวงตาพ่อ ผู้ถือภาพถ่ายของลูกสาว ที่ตามหาลูกมาตั้งแต่รู้ว่าเธอคนนั้นหายไปในกองไฟโหมซานติก้าในชั่วโมงใหม่ ของปีใหม่

            มิ่ง.. ทำไมน้ำตาที่หลั่งให้การจากไปของคนรักจึงทำร้ายใจคนที่ได้รับรู้อย่างฉันได้รุนแรงนัก?

            มิ่ง.. บอกฉันหน่อย ความรู้สึกระหว่างคนสองคน หากมันคือความรักอันแท้จริงแล้ว มันจะเบาบางจนพร้อมจะลอยหายไปพร้อมลมหายใจที่หลุดลอยของคนรักอย่างนั้นหรือ? หรือว่า แท้ที่จริงแล้วมันเป็นความรู้สึกที่แสนจะหนักแน่น และฝังลึกลงไปในใจของคนที่ยังอยู่?  

            มิ่ง.. ด้วยหนังเรื่องนี้ เธอกำลังบอกเล่าความรู้สึกที่อัดแน่นมานานในใจเธอกับฉันใช่ไหม?

            มิ่ง.. บอกฉันได้ไหม ความเจ็บปวดโศกเศร้าในใจของเธอ มันเกิดขึ้นจากสิ่งใด ความสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก หรือเพราะเธอยังติดค้างบางอย่างกับเธอผู้นั้น หรือเพราะเธอรู้สึกผิด ที่ไม่อาจช่วยเธอผู้นั้นได้ เช่นเดียวกับที่ทอมมี่ไม่อาจช่วยชีวิตอิซซี่?

            มิ่ง.. บอกซิ อะไรจะช่วยพาเธอออกมาจากโลกแห่งความเจ็บปวดได้? ต้นไม้แห่งชีวิตในสวนอีเดนช่วยได้ไหม?   

 

            แล้วสวนอีเดนอยู่ไหนกันล่ะ มิ่ง?

            ...เธออยากให้ฉันช่วยหาไหม

 

เพื่อนของเธอ,

ม้อย

 

 

หมายเหตุ

-The Fountain (2006)

-เขียนเรื่อง สกรีนเพลย์ และกำกับโดย Darren Aronofsky

-นำแสดงโดย Hugh Jackman และ Rachel Weisz

 

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

ท้องฟ้าวันปีใหม่


เวลาสิบโมงเกือบครึ่ง
(มีนัดสิบโมงครึ่งฮะ -__-)

๑ มกราคม ๒๕๕๑
ตื่นสาย เพราะนอนดึก
เข้านอนหลังวันใหม่ นอนไปแป๊บเดียวได้อ่าน sms ข่าวน่าสะเทือนใจรับปีใหม่
จากนั้นก็เลยกระสับกระส่าย หลับๆ ตื่นๆ

แปลกเนอะ หลังคืนอันโหดร้าย จนไม่อยากจะยอมรับว่ามันเป็นความจริง
ท้องฟ้าในเช้าวันใหม่ของปีใหม่กลับสดใส แจ่มกระจ่าง
อากาศก็สดชื่น เย็นสบายเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเราผ่านเมื่อคืนมาได้ยังไง

(เหมือนที่ผ่านมาเป็นแค่ฝัน)

สงสัยฟ้าอยากบอกเราว่า อย่าเศร้านาน
แล้วก็ห้ามชินกับความสุข และความทุึกข์
เพราะมันทั้งคู่ไม่มีอะไรอยู่กับเรานาน

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๕ : อิฉันกินลิ้นวัว






.......มันอร่อยมาก






หมายเหตุ:
-ในภาพคือ Tagiatalle Pasta with Ox-tongue Ragout White Truffle Cream
-พาสต้าซอสไวท์ทรัฟเฟิลสุดหอม และเนื้อวัวตุ๋นไวน์ขาวนาน 8 ชั่วโมง
วางเบคอนกรอบ โรยพริกป่นเล็กน้อย เพิ่มฟิลลิ่งแบบเอเชี่ยน
-เนื้อนิ่ม รสอร่อยอย่างอธิบายไม่ถูก
-อิฉันไม่กินเนื้อวัวตั้งแต่อายุ ๑๕
-แต่วันนี้นอกจากลิ้นวัว(๑ คำ)แล้ว ยังกินหัวไหล่ลูกแกะอีกด้วย T-T
-ต้องกินเจไถ่โทษสักกี่วันกันนะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รักแล้วรอหน่อย

ในจักรวาลนี้ยังมีโลกอันสวยงามใบหนึ่ง ชื่อว่า โลกมัลติพลาย

 

สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกมัลติพลายมีความชอบ บุคลิก แนวคิด ความคิดเห็น อาชีพการงาน และประสบการณ์ต่างกัน แต่ทุกคนอยู่ด้วยกันได้โดยการแลกเปลี่ยน หรือ share กันและกัน เริ่มจากแชร์กับเพื่อน เริ่มขยายเป็นแชร์กับเพื่อน เพื่อนของเพื่อน และครอบครัวของเพื่อน เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ คนทุกคนบนโลกมัลติพลายจึงมีความเชื่อมโยงกันน้อยขั้นกว่า 6 degree of separation ที่ใช้สรุปความเชื่อมโยงของคนใน Planet Earth ซะอีก

 

การแบ่งปันในท่ามกลางความหลากหลายนี่เองที่ทำให้โลกมัลติพลายสวยงาม

 

...เมื่อสมัครใจมาเป็นพลโลกมัลติพลายกับเขา อิฉันก็ปฏิบัติตัวตามธรรมเนียมสามัญของชาวโลกใบนี้

คือเปิดใจ รับเพื่อนใหม่ แล้วก็พูดคุย แลกเปลี่ยนกัน

 

จำได้ว่า

ดิฉันมีความสุขกับการให้และรับ มีความสุขในการคบหาเพื่อนใหม่ๆ ในโลกมัลติพลายมาก

มากจนเคยคิดว่าความสุขจากโลกใบนี้ช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตบนโลกจริงๆ ด้วยซ้ำไป

 

ทว่า

เมื่อไม่นานนี้เอง ที่อิฉันต้องสะเทือนใจอย่างแรงจากโทสะของคนในโลกมัลติพลาย

อย่าสนใจรายละเอียดเลย เอาเป็นว่า เหตุการณ์นี้ทำให้อิฉัน ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริงๆ ที่คนเราคบกันด้วยการดูหน้า ซื้อผ้าก็ต้องดูเนื้อ-นึกหวาดระแวงอันตรายในโลกมัลติพลายขึ้นมาอย่างฉับพลัน

 

ขอสารภาพตามตรง

อิฉันระแวงคนใหม่ๆ ที่ไม่รู้จัก

ทั้งๆ ที่เขาอาจจะแค่อยากจะรู้จัก อยากเป็นเพื่อนด้วย อาจจะด้วยน้ำใสใจจริงแท้ๆ ไร้สิ่งเคลือบแฝง

แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว อิฉันไม่อาจเปิดใจใสบริสุทธิ์เชื่อได้ในทันทีเลย ว่าคนที่อยากจะเป็นเพื่อนจะอยากรู้จักกันจริงๆ

 

หรือแค่อยากจะเข้ามาในบ้านของอิฉัน มาเห็นหน้าตากัน เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์ในทางเสียหายเกี่ยวกับอิฉัน

 

ทั้งๆ ที่รู้สึกดีๆ ทุกครั้ง เวลาได้อ่านข้อความขอแอดเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนบ้าน เป็นออนไลน์บัดดี้ ฯลฯ

 

เหมือนวัวสันหลังหวะที่กล้าไม่มั่นใจในอะไรเลย แต่อิฉันไม่อยากปฏิเสธน้ำใจคนเลยนะ พูดตรงๆ

 

อิฉันก็เลยอยากจะถามเพื่อนๆ ที่ขอแอดมาว่า

ให้เวลาอิฉันหน่อยได้ไหม ให้อิฉันได้ทำความรู้จักกับคุณสักหน่อย เดี๋ยวถ้ารู้สึกสบายใจขึ้น เพราะรู้จักคุณดีขึ้น หรืออะไรก็ตามแต่ อิฉันจะเป็นฝ่ายไปวิงวอน ขอให้คุณรับเป็นเพื่อนเอง

 

ถึงตอนนั้น หากคุณปฏิเสธ ไม่อยากรับเป็นเพื่อน

อิฉันก็จะยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ถ้าได้ ช่วยบอกกันหน่อยนะจ๊ะ

..

..

..


สุดท้ายนี้

ขอบคุณนะจ๊ะ ที่อยากเป็นเพื่อนกัน


วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คำคม#๑๔



ปัญหา จะไม่ใช่ปัญหา ถ้ามันไม่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายของชีวิต



เพื่อนโปรแกรมเมอร์ที่เพิ่งรู้จักกล่าว 

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

หลังดิฉันจบการบอกเล่าถึงเหตุการณ์สั่นสะเทือนความรู้สึก ที่ทำให้นอนไม่หลับในคืนก่อนหน้




วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Charles Bukowski/แปล อาณัติ มาตรคำจันทร์
ตอนแรกคิดอยากจะรายงานว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว กรี๊ดเรื่อง "คุณจูบนังลิลลี่" ดังที่สุด
แต่พอได้อ่าน "ล้างหน้าไก่" ก็อยากจะกรี๊ดให้หนักกว่าเดิม
ด้วยว่ามันช่างกระแทกใจดิฉันอย่างจัง

"คุณจูบนังลิลลี่" เป็นเรื่องของความหึงผัวแบบไร้สติของผู้หญิงวัยทอง (ต๊าย เปล่ากระแทกใคร แม้แต่ตัวเองนะฮะ อ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหาชีวิตล่าสุดแล้วละฮะ) คือคุณป้าเธอฝังใจเรื่องที่ผัวเคยจูบผู้หญิงชื่อลิลลี่ แม้จะเป็นเวลา ๕ ปีผ่านมาแล้ว แต่เธอก็ยังไม่หยุดถามผัว กระแทก เหน็บแนมผัวถึงจูบอันแสนหวานกับผู้หญิงชื่อลิลลี่

อันว่าผัวเมีย ถ้าไร้ซึ่งความไว้วางใจในกันและกันแล้ว คงยากที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบและสันติ
หลังจากทะเลาะกัน (ตามเคย) คุณลุงผู้ผัวก็หลับไปอย่างรวดเร็ว คุณป้าก็เกิดบ้าขึ้นมา คว้าปืนมายิงผัว แล้วบูคาวสกี้ก็จบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างคาดไม่ถึงอีกตามเคย

ส่วน “ล้างหน้าไก่” กระแทกใจกว่าอีก
เพราะมันสะท้อนชีวิตเฮงซวยและความเบื่อผัวของสตรีที่มีอาชีพเป็นเมียมา ๓ ปี ตื่นเช้าขึ้นมา ปวดขี้ปวดเยี่ยวยังไงผัวไม่สน ถ้าอยากเอา ต้องได้เอา เสร็จแล้วก็ต้องเตรียมอาหารเช้าให้ผัว ผัวหาอะไรไม่เจอก็ถาม พอแสดงความหงุดหงิดบ้างก็โดนผัวตบ... ช่างเขียนได้ยังกะเป็นเมียแสนซวยคนนั้นเสียเอง

“คืนหนาว” เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึก..โหวง
ส่วน “หายตัว” นั่น ตอนแรกคิดว่าจะเป็นเรื่องอีโรติกดีๆ แล้วเชียว อ่านไปๆ กลับปล่อยก๊ากออกมาได้


........................
ด้วยความเคารพ
อิฉันได้หนังสือเล่มนี้มาด้วยโชคและวาสนา
ตอนที่แวะไปเยี่ยมมิโดริจังที่บูธงานสัปดาห์หนังสือเมื่อกลางเดือนตุลาที่ผ่านมา
ในครั้งที่สองที่ไปนั้น ปรากฏว่าเจอนางาซาว่าคุง และนางาซาว่าคุงก็ได้ให้หนังสือเล่มนี้กลับมาอ่าน
แถมด้วยลายเซ็นสุดเท่ (เห็นแล้วเปรี้ยวปากทุกที)
ถ้าจำไม่ผิด เจ้าตัวบอกว่า ‘ไม่มีสาระอะไรหรอก แต่อาจจะชอบ’

ปรากฏว่าชอบจริงๆด้วยแหละฮะ
มันมันดี แดกดี มึนดี อย่าไปมองหาตรรกะเลย เพราะนี่คือรวมเรื่องสั้นที่ออกแนวเซอร์เรียล (แบบลุงๆ )
ตอนที่อ่านบทแรกน่ะ กะจะแซวนางาซาว่าคุงว่าที่เลือกเรื่องนี้มาแปล เพราะว่าอ่านแล้วมันมีฟิลลิ่งของงาน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผสมกับน้าชาติ กอบจิตติ ใช่ไหม ปรากฏอ่านๆ ไป มีกลิ่นเรื่องแฟนตาซีแบบมูราคามิโชยออกมาได้อีก
สรุปแล้วลุงนักเขียนขี้เมา (รวมคนแปลด้วยไหมฮะ?) ช่างเป็นคนที่เขียนเรื่องที่อ่านแล้วหดหู่ก็หดหู่ จะเพ้อฝันก็เพ้อได้น่าเวทนาเชียว จะประชดชีวิตก็ทำได้อย่างแสนขมขื่น บทจะเขียนให้ lost ก็ lost ไปได้อย่างกู่ไม่กลับ หาความ lust ไม่เจอเลย
ใครชอบอ่านเรื่องแนวนี้ลองหามาอ่านดูฮะ ถ้าหายากนัก แนะนำให้สั่งซื้อทางไปรษณีย์ที่ www.wekluay.com ฮะ

ดีใจจัง ที่ได้อ่าน
^__^