แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำตา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Tokyo Tower: เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้?

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




วันวาน: เด็กหนุ่มวัย 18 พบกับหญิงสาวแสนสง่า ผู้สูงวัยกว่าเขา 20 ปี นับจากวินาทีนั้น สายตาของเขาก็หยุดอยู่เพียงเธอคนนั้น

วันนี้: ทั้งสองกลายเป็นคนรักที่ต้องซ่อนเร้นของกันและกัน ซ่อนเขาจากสามีของเธอ และซ่อนเธอจากแม่ของเขา

คำถามคือ
พรุ่งนี้: เมื่อเด็กหนุ่มเติบใหญ่ สู่วัยฉกรรจ์ ในขณะที่สาวใหญ่ได้แต่ร่วงโรยลง ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองจะมั่นคงอยู่ได้อย่างไร?

เป็นคำถามที่ฉันอยากมีคำตอบให้ตัวเอง หลังจากที่ดู Tokyo Tower (2005)-ที่ไม่ใช่เรื่องของผมกับแม่และพ่อในบางเวลา-จบ 3 รอบซ้อน



หนังเรื่องนี้เล่าถึง รักต้องห้าม
ไม่รู้หรอกว่าใคร หรืออะไร ที่เป็นคนตั้งกติกาว่า ความรักที่ฝ่ายหญิงแก่กว่าถึง 20 ปี มีสามีแล้ว และยังเป็นเพื่อนกับแม่ของฝ่ายชายนั้น “ต้องห้าม” ทั้งโทรุ (Okada Junichi) และชิฟุมิ (Kuroki Hitomi) ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม “ต้องห้าม” แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองก็รู้เหมือนๆ กับคนอื่น ว่าแม้ไม่ผิดที่จะรัก แต่ความรักของพวกเขาเป็นความรักที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง

ไม่เพียงเรื่องของโทรุกับชิฟุมิ หนังยังพูดถึงรักต้องห้ามอีกคู่ ที่ถูกเล่าเหมือนจะให้เอามาเปรียบเทียบกันอีกด้วย สำหรับคู่ของคิมิโกะและโคจิ (Matsumoto Jun) เหมือนมาพบกันในจังหวะที่มีคนหนึ่งกำลัง lost พอดีกับที่อีกคนรู้สึกท้าทาย ทั้งสองจึงไม่มีความรู้สึกดื่มด่ำ ซาบซึ้งต่อกัน ไม่มีใครกล้าประกาศให้อีกฝ่ายทิ้งโลกไว้เบื้องหลังแล้วมาอยู่ด้วยกัน คู่นี้ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันได้อย่างน่าประทับใจแบบประหลาดๆ ใจ

ฉันเคยมีคนรัก แต่ก็ยังไม่เคยแต่งงาน ฉะนั้นฉันจึงยังไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกที่คนสองคนชวนกันแต่งงานน่ะ มันเป็นยังไง อะไรคือสิ่งที่กระชับคู่แต่งงานเข้าไว้ด้วยกันตลอดเวลายาวนานของชีวิตสมรส หรือทำไมชีวิตการแต่งงานมันจึงทำให้ผู้หญิงสองคนนั้น ทั้งที่อยู่ต่างที่กัน และไม่รู้จักกันเลย lost ไปไกลลิบ (ไม่เห็นสงสัยเลยว่าทำไมผู้ชายถึง lost เพราะรู้ดี ผู้ชายพร้อมจะ lost ได้ทุกสถานะ)



แต่ฉันว่าฉันเข้าใจความรักดี

ฉันว่าฉันเข้าใจด้วยว่าทำไมชิฟุมิถึงทิ้งสามี และโตเกียวทาวเวอร์ไปหาโทรุ ผู้รออยู่ใต้เงาหอไอเฟล ฉันว่าฉันเข้าใจ ทำไมเธอกล้าตัดสินใจอย่างนั้น


ความรักไง





บันทึก
• โตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องนี้ ทำหน้าที่คล้ายโตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องแม่-ลูก และพ่อในบางครั้งเลย
• (มันเป็นพยานรักของโทรุและชิฟุมิไง)
• พระเอก (Okada Junichi-ได้ข่าวว่าเป็นนักร้องเจป๊อป) หน้าตาดีนะ แต่ถ้าก้นไม่สวยน่าจับ ฉันก็ไม่เห็นความจำเป็นของฉากเปลือย (เห็นแค่ด้านหลัง) อาบน้ำฝักบัวนั้นเลย
• อ้อ นอกจากหน้าตาดีแล้วน้องเขาเล่นดีด้วยนะ
• น้องจุน (Matsumoto Jun) ก็เล่นดีแบบเป็นตัวของตัวเองดีจัง (พี่คิดว่างั้นเพราะพี่ดูน้องมากี่เรื่องๆ น้องก็เล่นได้บุคลิกเดียวกันคงเส้นคงวาตลอดเลย)
• ฮิโตมิจัง เพอร์เซอร์คนสวย แฟนโคดะกัปตันจากซีรีส์ Good Luck นั้นยังสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าในหนังน่ะ ชิฟุมิอายุสี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่อยากบอกจังเลยว่า ผมทรงนั้นไม่สวย ชอบบ๊อบเท ที่ชิฟุมิไว้ตอนเจอโทรุครั้งแรกมากกว่า
• ฮิโตมิจังก็เล่นดี จะบอกว่าฉันชอบเสียงแล้วก็สำเนียงเค้าจัง
• ถ้าเลือกได้อยากมีสามีวัยเดียวกันที่บุคลิกมั่นคงแบบสามีชิฟุมิ ไม่ใช่สามีเด็ก โรแมนติก ช่างฝัน แล้วก็หลงฉันเสียขนาดนั้น อย่างโทรุ
• แต่พูดก็พูด ไดอาล็อกตอนบอกลาของโทรุ ทำหัวใจฉันหวั่นไหวเหมือนกันนะ
• หนังเรื่องนี้สวย ดราม่า มีหัวข้อย่อยแทรกในหัวข้อหลักหลายอยู่ ฉันว่าฉันยังเก็ตไม่หมดหรอก และเรื่องของคิมิโกะก็กินใจฉันมากเลย ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ฉันจะทิ้งผัวเฮงซวยอย่างนั้น เก็บข้าวของขึ้นซีตรองสีแดงคันน้อย เปิดซันรูฟ ออกจากบ้านในเวลาที่ซากุระบานเลย
• แต่ฉันจะไม่ไปหาเด็ก (หน้าตาดี) ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างโคจิหรอกนะ
• สิ่งที่ชอบมากที่สุด ในหนังเรื่องนี้คือ เพลง Finalist ชื่อ Forever Mine ที่ร้องและแต่งเองโดย Yamashita Tatsurou ฟังทีไร ซึ้งจนน้ำตาจะหล่นทู้กที


วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Hula Girls : เต้น! เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ใกล้สอบแล้ว อาทิตย์นี้ตั้งใจจะทบทวนบทเรียน แต่ก็เฉไฉไปเปิดหนังดู (ตามเคย)
ทีนี้เลยได้ทบทวนด้วย (นิดหน่อยก็ยังดี) สนุก แล้วก็มีน้ำตาไหลประกอบอีกตามเคย

Hula Girls ฉายในปี 2006 แต่เล่าเรื่องราวในปี 1965 หรือ 41 ปีก่อนหน้านั้น ในเมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งตั้งอยู่หุบเขาที่มีอากาศหนาวซึมเซาหม่นมัวตลอดปี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คนเมืองนั้นเขามีอาชีพการงานหลักอยู่ในเหมืองถ่านหินที่กำลังจะปิดตัวเพราะเริ่มมีการใช้น้ำมันมาแทนที่ ทำให้คนงานเกือบสองพันคนต้องตกงาน..แล้วเขาจะทำไงกัน พื้นที่เกษตรก็ไม่มี ประมงก็ไม่ได้ จะค้าขายหรือเส้นทางคมนาคมก็ไม่สะดวก เห็นว่าแม้แต่รถบัสยังไม่มีผ่าน จะขึ้นรถไฟก็อาจต้องไปขึ้นที่เมืองใกล้ๆ

ทางออกก็เลยเป็นโครงการ “โจบัง ฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์” ที่จะเนรมิตความอบอุ่นและสดใสของฮาวายมาไว้แถบนั้น เพื่อดึงดูดให้มีรายได้การท่องเที่ยว และการจ้างงานเกิดขึ้น

แต่ว่า ด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนเมืองนี้ที่เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ทำงานในเหมือง พอโตก็ต้องไปทำงานในเหมือง พอมีครอบครัว ก็ยังคงเป็นครอบครัวทำงานเหมืองต่อไป คณะเต้นฮูล่าจึงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากมีสาวๆ สนใจน้อยแล้ว แรกๆ น้องๆ เค้ายังอ่อนใจ เพราะเป็นการเต้นที่ใช้เทคนิคใหม่ ซึ่ง..ไม่สามารถ

จนได้เห็นครูสาวเปรี้ยวและมีปัญหาจากโตเกียวซ้อมเต้นหน้ากระจกนั่นแหละ น้องๆ ถึงมีแรงฮึด อยากจะเต้นเป็นบ้าง แต่แม้จะมีความพยายามแล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

ตอนที่แม่น้องนางเอกมาจิกตัวลูกสาวกลับบ้าน เธอประกาศว่า..คนเมืองนี้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน ช่วยสามีทำงานหาเงิน ไม่ใช่ออกมาเต้นแหกแข้งแหกขา ยั่วยวนผู้ชาย..

ไม่คิดว่าคุณครูจะสวนกลับไปว่า ..เพราะคิดอย่างคุณป้า ผู้ชายถึงยังไม่หยุดดูถูกผู้หญิงอย่างนี้ไง..

ใช่แล้ว ฮูล่าเกิร์ลไม่ได้เป็นแค่หนังดูสนุกๆ แต่เป็นหนังผู้ใหญ่ที่ถามถึงความฝัน ถามถึงความกล้าหาญที่จะเลือกทำ (งาน) ในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความสุข โดยเฉพาะถ้ามันเป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ถามถือการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง เคารพในความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ดีของผู้อื่น และการรู้จักยอมรับเมื่อเขาคนนี้พิสูจน์ให้เห็น

แม่น้องนางเอกพูดกับผู้นำสหภาพแรงงานเหมืองในครั้งที่ออกไปขอยืมเตาถ่านหิน เพื่อเอาไปจุดให้ความร้อนกับต้นปาล์มจากไต้หวันที่ขนมาปลูกสร้างบรรยากาศฮาวาย ไม่ให้พวกมันสลดตายเพราะความหนาวเย็นไปเสียก่อนที่ท่อน้ำอุ่นจะส่งน้ำมาได้ ว่า

..เมื่อก่อนฉันคิดว่างานคือการทำงานในหลุมมืดๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นหรือตาย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าการทำงานโดยการเต้นให้ความสุขกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เด็กพวกนั้น..พวกแกจะสร้างโลกใหม่ด้วยรอยยิ้มได้..

สาวๆ ฮูล่าทำให้เห็นแล้ว ด้วยการเต้นที่พวกเธอรัก พวกเธอช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมๆ กับที่ทำให้ตัวเองและผู้ชมมีความสุข

และบางทีอาจเป็นความเพียรพยายาม และความสุขที่ฉายออกมาผ่านยิ้มและประกายตาของพวกเธอนี่แหละ ที่สร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดขึ้นในใจคนดู



บันทึก:
• คนญี่ปุ่นนี่ถนัดทำหนังเรียกแรงบันดาลใจ+ความสามัคคีของเด็กผู้หญิงเสียจริง ดูฮูล่าเกิร์ลจบแล้วคิดถึงสวิงเกิร์ลทันที
• ฉากเมืองเหมืองถ่านหินทำให้นึกถึงช่วงแฟลชแบ็คในหนังโตเกียวทาวเวอร์ เมืองบ้านเกิดของแม่ไง จำได้ไหม?
• พี่ชายน้องนางเอกก้น (เปลือย) สวยจัง
• ชอบท่าเต้นของมาโดกะเซนเซที่บอกว่า “ฉันมีความรักให้คุณ” จัง
• “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อสุภาษิตนี้
• ไม่รู้มีใครดูแล้วรู้สึกว่าหนังถูกตัดไหม เหมือนมันเล่าข้ามเป็นช่วงๆ อะ หยั่งตอนก่อนน้องขึ้นเวทีแกรนด์โอเพนนิ่ง มีฉากพี่ชายจะนั่งรถรางเข้าเหมือน แล้วไงต่ออะ? หรือแค่จะบอกว่า ‘แต่ละคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี’ แค่นี้
• ดูแล้วอยากไปเข้าคลาสเบลลี่แดนซ์จัง อิ อิ


วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

The Departures : การเรียนรู้ที่จะปลดปล่อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


หนังเรื่องนี้ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน แต่พาตัวเองไปดู ทั้งที่ช่วงนี้ห่างสกาล่ามาไกล แทบไม่ได้ขวนขวายติดตามว่าเขากำลังฉายอะไรอยู่ แต่เมื่อหลายวันก่อน เพื่อนชาวเกาะเขียนเล่ามาว่า

....วันนั้นไปดูเรื่อง departures ก็ดีนะ
เพลงก็เพราะดี เอ็งดูยัง
(?)
หนังญี่ปุ่น
ฉายที่สกาล่า
ชอบเมียพระเอก…

อ่านแล้วมันอยากรู้ ว่า “ดี” ของเพื่อนนี่มันดียังไง (เพื่อนอิฉันคนนี้ชอบอะไรได้ยากอยู่) แล้วเมียพระเอกมีอะไร ทำไมเพื่อนถึง “ชอบ” ลองสืบเสาะดูได้ความว่า The Departures (2008) ยังฉายที่โรงหนังสยาม (ไม่ใช่สกาล่า) วันนี้นัดน้องสาว เลยชวนดูด้วยกันซะเลย

ดูแล้วก็บอกไม่ถูกหรอกว่าที่เพื่อนว่าดีน่ะ ดีตรงไหน รู้แต่ว่าน้ำตาไหลได้ตลอดตั้งแต่ต้นเรื่อง

หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิต ..ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังเศร้า แต่หมายถึงว่า มันเป็นหนังที่พูดถึงชีวิต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตและความฝันของคนคนหนึ่ง นำพาเขาอำลาเมืองหลวงกลับไปตั้งหลักที่บ้านเกิด ในบ้านที่แม่ทิ้งไว้หลังจากลาโลกนี้ไปแล้ว

เขาจับพลัดจับพลูไปได้งานเงินดี ที่คนดีๆ แต่คนดีๆ เขาไม่นึกอยากทำกัน มันคืองานแต่งศพก่อนนำลงโลง แล้วก็เผาหรือฝังตามประเพณี

ความน่าสนใจของเรื่องที่เขาเล่าไม่ได้มีเพียงขั้นตอน ธรรมเนียมในการแต่งศพ และพิธีกรรมงานศพ (ประณีตมาก) แต่ยังเป็นชีวิตของผู้จากไปและครอบครัว และชีวิตของคนทำศพคนนั้นด้วย

แปลกดี... ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิต เราแต่ละคนช่างไม่หนัก และไม่เหนื่อยที่จะ “ถือ” อะไรต่างๆ ไว้ในมือมากมาย ทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อย่างทิฐิ อัตตา และความภาคภูมิใจในตัวเอง ทั้งๆ ที่ของพวกนี้มันออกจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้เราดูฟู่ฟ่าอย่างลวงโลก (เออ แต่สไตล์นี้บางคนเขาก็ชอบนิเนอะ) และทั้งๆ ที่มันนั้นพอกหนาจนกลายเป็นเกราะ กั้นไม่ให้คนที่รักเราและเรารักเข้าถึงตัวเราได้

ต้องให้ความตายเรียกน้ำตามาชะล้าง ละลายเกราะพวกนั้นเสียก่อน เนื้อแท้ของความรู้สึกจึงจะปรากฏ เปิดประตูให้ความรู้สึกในใจหลั่งไหลออกมา



แล้วทำไมต้องรอให้น้ำตาหลังความตายมาทำหน้าที่นี้?

ตอนที่ทุกคนยังมีลมหายใจ ทำไมเราไม่ปลอดปล่อยตัวเอง ด้วยตัวของเราเอง

ปล่อยเหมือนที่ไดจังยอมขายเชลโล่ไฮโซ ราคา ๑๘ ล้านเยนตัวนั้นเสีย ปล่อยเหมือนที่ผัวเมียคู้่นี้ปล่อยทะโกะ (หมึกยักษ์) ที่ยังไม่ยอมตายตัวนั้นกลับทะเล



...เป็นอิสระและเผยความรู้สึกต่อคนรัก เหมือนที่ไดจังแกะ ปล่อยหินก้อนนั้นจากมือพ่อ





บันทึก:
• หลังจากตาปูดออกจากโรงกันทั้งพี่ทั้งน้อง น้องสาวอิฉันหันมาบอกว่า “ดูหนังกะแกทีไร ร้องไห้ทุกที” (ขอโทษนะ ก้อเค้าไม่รู้นี่นา ว่ามันจะ...มากขนาดนี้)
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ โยจิโระ ทากิตะ เจ้าของผลงาน The City That Never Sleeps: Shinjuku Shark (1993), Himitsu (1999), The Yin Yang Master (2001), When the Last Sword Is Drawn (2003) (....ไม่เคยดูเลย :-P)
• พระเอกในเรื่องชื่อไดโกะ (เมียเรียกไดจัง) คือ มาซาฮิโระ โมโทกิ เห็นว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อ ชิบุงากิไท ซึ่งเป็นที่รู้จักของวัยรุ่นญี่ปุ่นในยุค’80s (เกิดไม่ทัน)
• น้องนางเอกในเรื่องชื่อมิกะ เล่นโดย เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ (น้องคนนี้ก็คุ้นหน้าจัง) น้องเค้ายิ้มได้พิมพ์ใจ ทั้งตาและปาก ถ้าเราเป็นผัว เห็นยิ้มเมียอย่างนี้คงชื่นใจ ก็เธอซัพพอร์ตสุดๆ (หรือเพื่อนชาวเกาะจะชอบเมียพระเอกเพราะเธอเป็นผู้หนับหนุนที่ดี??)
• นึกชอบการเล่าถึงความรู้สึกในใจของไดจังที่ถูกสะเทือนด้วยประสบการณ์การทำงานวันแรก ที่กลับบ้านมากอดจูบ สัมผัสเลือดเนื้อของเมียได้ดื่มด่ำและร้อนแรงกว่าเดิม (เชื่อว่างั้นนะ)
• ในญี่ปุ่น หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลมาเป็นกอง แต่ที่น่าประทับใจมากคือ ได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครองด้วย
• มันยาวถึง ๑๓๐ นาที เพราะมีรายละเอียดอันน่าอภิรมย์ร้อยเรียงอยู่ในนั้น ก่อนเข้าชมควรเข้าห้องน้ำและกินอะไรรองท้องไม่ให้ว่างเปล่าเสียก่อน จะได้ไม่ขาดอรรถรสในการชม
• อ้อ ถ้าอยากช่วยลดโลกร้อน อย่าลืมพกผ้าเช็ดหน้าไปด้วยล่ะ
• ที่ House RCA เขาก็ฉายนะ ใกล้โรงไหนไปดูได้จ้า



วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

5x2 (cinq fois deux) : หนังเรียกน้ำตา

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



และแล้ว François Ozon ผู้กำกับ Swimming Pool ก็ทำร้ายหัวใจสาวโสดที่ยัง(แอบ)มีความฝันซึ่งดิสนีย์ยัดเยียดมาให้ตั้งแต่จำความได้ ที่ว่า..แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ครองรักกันตลอดไป


ก็รู้นะว่าชีวิตจริงมันไม่ได้จบอย่างนั้นเสมอไป แต่..ต้องทำกันขนาดนี้เลยหรอ?


เปล่าหรอก 5x2 (2004) ไม่ได้เฆี่ยนตีหัวใจคนดูด้วยแส้หนัง ไม่ใช่ทั้งก้านมะยม
ไม่ได้ใช้ไดอาลอกรุนแรงสะเทือนหัวใจคนดู ไม่ใช่ทั้งภาพการใช้กำลังทำร้ายกัน

เขา่แค่เล่าเรื่องของคู่รักคู่นึงที่ไปไม่รอด

เล่าง่ายๆ เริ่มจากตอนจบ ไล่ไปจนจุดเริ่มต้น


ที่มันเรียกน้ำตาได้มากนัก คงเป็นเพราะหนังมันค่อยๆ พาเราออกจากความทุกข์ ไปจบเอาตอนเริ่มต้นอันแสนสุขนี่ละมั้ง?








บันทึก:
-ด้วยความเคารพรายละเอียด(ม้าก-มาย)ในชีวิตสมรส อิฉันไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการหย่า แต่คิดว่าถ้ายังอยู่ด้วยกันแล้วปวดใจมากจนหาความสุข ความสงบไม่เจอ ก็หย่าแล้วแยกกันไปเถอะ ในทางกลับกันถ้าความสุขยังพอหาได้ ลองปรับปรุงความสัมพันธ์ดูก่อนก็ดี
-ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่คิดถึงตอนเริ่มต้นของคุณกับคนรักที่จบความสัมพันธ์กันไปแล้วเลยละก็
...แปลว่าคุณลืมได้แล้วจริงๆ
-ผู้กำกับใจร้ายมาก เรื่องนี้เขาเขียนบทคู่กับ Emmanuèle Bernheim
-นางเอก Valeria Bruni Tedeschi ได้ Best Actress จาก 2004 Venice Film Festival
-เป็นหนังฝรั่งเศส ที่ฝรั่งเศ้ส ฝรั่งเศส ผู้กำกับแอบถามท้าคนดูอีกตามเคย-ใช้ชีวิตคู่กันแล้วทำไมต้องซื่อสัตย์?
-อยากได้ OST
-กราบขอบคุณสปอนเซอร์คนสวย ขอโทษที่ดองนาน จะส่งคืนในเร็ววันนี้ฮะ



(-ทำไมเราต้องเลือกหนังเรื่องนี้มาดูก่อนไปงานแต่งด้วยวะ?)



วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Engine : ชีวิตคือการต่อสู้

Rating:★★★★★
Category:Other


Engine (2005) เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักแข่งรถ F3000 ที่ผิดหวังจากการทำงานที่อิตาลี บ่ายหน้ากลับมาบ้านในโตเกียว ซึ่งกลายสภาพเป็นบ้านเด็กกำพร้าไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรนเพื่อให้ได้ขับรถแข่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น บรรดาเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านก็ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของตัวเองไปพร้อมกัน

'ชีวิตคือการต่อสู้'

Engine บอกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีปัญหาของตัวเอง
และทุกคนต้องต่อสู้เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ในสนามแข่งขันแห่งชีวิตของตัวเอง จะชนะได้ไม่ใช่แค่ต้องเฮง ตัวใหญ่ รูปร่างได้เปรียบ แต่ต้องกล้าหาญ มุ่งมั่นอยากชนะ ถ้าจะให้ดีต้องมีกำลังใจจากคนรอบข้าง (โดยเฉพาะคนที่ตัวเองรัก) ด้วย

เป็นแนวคิด (แบบญี่ปุ่น?) ที่แจ่มแจ๋วมาก สำหรับคนในโลกที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะโอ๋ โอบอุ้มประคับประคอง ช่วยเด็กๆ ทำ (ไปเสียทุกเรื่อง) อย่างอิฉัน

ซีรีส์เรื่องนี้มาถึงมือหลังการพูดคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัวถึงซีรีส์ Change ที่เพิ่งลาจอทีวีไทยไป ใช่แล้ว ดารานำใน Engine คือคนเดียวกันที่แสดงเป็นนายกมือใหม่ในเวทีการเมืองคนนั้น แต่บุคลิกในสองเรื่องนี้ต่างกันมากเชียวแหละ

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวละคร Jiro Kanzaki (Takuya Kimura) นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เท่แบบแบดบอย (สเปค) อันได้แก่ ผมยุ่ง ผิวสีกร้านแดด สบถเป็นนิสัย ไร้หางเสียง จะกินจะนอนสุดเป็นธรรมชาติ (อีกนัยคือมูมมาม) แล้ว ยังเป็นทัศนคติ และวิธีเทคแคร์เด็กของเขา

จิโร่ไม่เคยมองเด็กว่า ‘เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก อย่าสอดตอนผู้ใหญ่พูด’ หรือ ‘เขายังเป็นเด็กอยู่ เขาทำไม่ได้หรอก’ หรืออะไรอย่างนั้น อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็น แต่จิโร่เป็นผู้ใหญ่ที่ respect เด็ก เช่นเดียวกับที่เขา respect ผู้ใหญ่ จะเรียกว่าให้เกียรติเด็กก็ได้ (แต่ใช้คำนี้คงไม่เข้ากับบุคลิกของจิโร่) เขาเล่นกับเด็กแบบที่เด็กจะเล่นกับเด็ก ฟังเด็กพูด เถียงกับเด็ก และลุ้นให้เด็กตัดสินใจเอง แล้วยืนกราน บอกผู้ใหญ่อย่างที่เขาต้องการ

เด็กๆ ในบ้านรักจิโร่ หัวบันไดห้องใต้หลังคาของจิโร่-ถ้ามี-มันคงเป็นบริเวณที่ไม่เคยแห้ง เพราะใครๆ ก็อยากจะมาหาจิโร่ บางที ได้แค่ยั่วเย้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว จิโร่กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน เราพบว่าบ่อยไปที่จิโร่ได้แรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองจากเด็ก

อิฉันว่า ผู้ใหญ่อย่างเราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย จากการดูซีรีส์เรื่องนี้

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ส่วนตัว ผู้ให้ยืมซีรีส์ชุดนี้มาให้ฝึกฟังมา ณ ที่นี่
ซีรีส์สนุกมาก ได้ผลมาก (เรื่องการฟังภาษาระดับเป็นกันเอง) และได้น้ำตาไหลไปหลายรอบ
ประทับใจกับความรักที่ผู้ใหญ่และเด็กมีต่อกัน

อ้อ ..ความรักของหนุ่มสาวด้วยจ้ะ



บันทึก:
• ตอนผู้ชายอุ้มเด็กนี่ ดูดีจัง
• ซีรีส์เรื่องนี้จัดแสงสวย แล้วก็ภาพสวย ยังกะหนังแน่ะ
• ผู้ใหญ่ดูแล้วจะได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องปฏิบัติตัวกับเด็กใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักพูดกับเขา เพราะว่าแม้จะเป็นเด็กกำพร้าอายุแค่ ๕ ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น 'เด็กน่าสงสาร' ทุกคนไป
• จิโร่สอนว่า จะเข้าใจและเข้าถึงเด็ก ไม่เห็นต้องเข้าใจทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับเด็ก แค่รื้อฟื้นความรู้สึกที่ตัวเองเคยรู้สึกเมื่อก่อนเป็นเด็ก ก็จะเข้าใจเด็กได้ไม่ยาก
• กว่าโค้ชจะยอมให้จิโร่ขับรถแข่ง โค้ชทดสอบจิโร่ได้โหดมาก แต่สิ่งที่โค้ชสอนจิโร่น่ะ โคตรจะสำคัญเลย โค้ชให้จิโร่ขับรถแข่งอีกครั้ง เพียงเพราะว่าจิโร่ ‘ได้เรียนรู้ที่จะขับรถให้คนอื่นนั่งแล้ว’
• Koyuki หรือคุณนางเอกนั่น หน้าตาสวยแบบญี่ปุ่น แต่หุ่นอินเตอร์มาก และเขาก็เจ๋งมากนะ ที่ไม่ให้คุณนางเอกขาสวยนุ่งสั้น โชว์ขานอกบทเลย (เธอเล่นเป็นเซนเซนี่นา)
• สำหรับน้อง Ueno Juri หรือน้องโนดาเมะ (ชอบน้องมาตั้งตะ Swing Girl-2004 ละ) ในเรื่องเธอเล่นที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เลยต้องมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า อยากบอกว่าประทับใจความสามารถของน้องมาก น้องเล่นเรื่องนี้ได้แบบเราลืมโนดาเมะไปเลย (น้องเค้าเล่นซีรีส์โนดาเมะปี 2006 ทีหลัง Engine จ้ะ)
• ซีรีส์ญี่ปุ่นนี่ ช่างเขียนบทได้ดีจริง คนเล่นก็เล่นสมจริง จะฉาก จะไฟ จะเมคอัพ อะไรก็ดี เนียนไปหมด (พูดแบบนี้จะมีคนด่าไหมว่าเป็นคนไทยทำไมไม่ดูละครไทย :-P)




วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Breakfast on Pluto : การตามหา การค้นพบ และการเข้าใจตัวเอง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดิฉันชอบดูหนังที่เล่าเรื่องของเกย์ ไม่รู้จะบอกเหตุผลยังไงเหมือนกัน นอกจากหนังที่เล่าเรื่องเกย์ ก็ยังชอบดูหนังที่เล่าเรื่องเลสเบี้ยนและเรื่องของสาวประเภทสอง กับแดรกควีนได้อีก (โอ้..แสนจะคิดถึง To Wong Foo ที่ดูไม่ได้แล้วเพราะเครื่องเล่นวิดีโอถอดวิญญาณออกจากร่างไปเสียแล้ว)

Breakfast on Pluto (2005) หรือในชื่อไทยว่า “โลกใบสุดท้ายของผู้ชายนะยะ” เล่าเรื่องของสาวประเภทสอง ..เรียกอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะมีคนมาจิก มาเถียงอีกไหมว่าเรียกถูก เรียกผิด หรือเรียกแบบไม่ให้เกียรติ เหยียดหยาม (บลา-บลา-บลา) ดังนั้น ต่อไปขอเรียกชื่อเจ้าตัวว่า "น้องคิต" ซึ่งย่อมาจากคิตเทน (Kitten)

คิตเทน (น้องเหมียว) เป็นชื่อเล่นที่เจ้าตัว Patrick Bradem (Cillian Murphy) ใช้เรียกตัวเอง น้องคิตถือกำเนิดขึ้นราวปี ’60s ณ เมืองชายแดนไอร์แลนด์ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่เลี้ยง โดนแม่จับใส่ตะกร้ามาวางไว้ที่ประตูหลังโบสถ์ในเช้าวันคริสมาสต์อีฟ แล้วก็จากไป หลวงพ่อเลียม (Liam Neeson) ซึ่งที่จริงก็คือพ่อของน้องคิตนั่นแหละ ก็เอาลูกไปให้แม่ม่ายนางหนึ่งเลี้ยงเป็นลูก

โดยที่ไม่ทราบถึงเหตุผลกลใด น้องคิตเริ่มแอบแต่งหญิงเมื่ออายุได้สักสิบขวบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา น้องก็ไม่พยายามแอ๊บแมนอีกต่อไป สร้างความอิดหนาระอาใจให้ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ที่ไม่อาจยอมรับการเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ก่อนจะดับไปของมนุษย์เพศอื่นนอกจากชายและหญิง เป็นอย่างมาก ...โชคยังดีที่น้องคิตยังมีเพื่อนแท้อีก ๓ คน กับความสัมพันธ์อันมีค่า จนน่าจะเรียกได้ว่าคุ้มที่ได้เกิดมา แม้จะเกิดมาเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ ผู้หญิงก็ไม่เชิง

ในยุค ’70s นั้น ในไอร์แลนด์มีขบวนการปลดปล่อย (จำข่าววินาศกรรม ระเบิดพลีชีพ ฯลฯ ในอังกฤษตอนเรายังเด็กๆ ได้ไหม นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย) หนุ่มสาวยุคนั้นถ้าไม่ nerd เกินไปนักก็มักหาตัวได้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการนี้ และก็ไอ้การปฏิวัตินี่แหละที่ทำให้น้องคิตต้องเสียเพื่อน 1 ใน 3 ของเพื่อนที่มีอยู่ไป โดยที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย

น้องคิตยอมรับความรุนแรงมีอยู่รายรอบตัวไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นตามหาแม่ ที่ใครๆ ก็ว่ากันว่า สวยเซ็กซี่เหมือน Mitzi Garner ที่ลอนดอน ...แล้วการผจญภัยของเธอก็เริ่มขึ้น

มันน่าสงสารนะ คนคนหนึ่ง รู้ว่าพ่อคือใคร แม่คือใคร แต่ต้องไปโตในฐานะลูกเลี้ยงของคนอื่น แค่นั้นยังไม่พอ ดันเกิดผิดพวกกับคนหมู่มาก เลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามารักมาจริงใจด้วย ตลอดทางจากชายแดนสู่ลอนดอนของน้องคิตก็เลยล้มลุกคลุกคลานจนแม้จะตลกแต่ก็ขำออกมาทั้งน้ำตา

น้องคิตไม่รู้ว่าแม่อยู่ไหน การหาแม่ในลอนดอนเลยเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ก็แหม๋ แม้แต่รูปแม่เธอยังไม่มีเลย ข้อมูลที่มีก็แค่รู้จากขี้ปากคนอื่นว่า แม่หน้าเหมือนดาราคนหนึ่ง หลังจากเกือบเอาตัวไม่รอดจากเกย์มาโซวิกลจริต น้องคิตก็มาเจอหนุ่มมายากล พ่อคนนี้แสนโรแมนติก ขณะที่น้องคิตเองก็ขาดรัก ในที่สุดเธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยในการโชว์ไปโดยปริยาย มีวันหนึ่ง ขณะกำลังโชว์มุกเดิมๆ กันอยู่ น้องคิตก็ถูกชาลี เพื่อน 1 ใน 2 ที่เหลืออยู่บุกไปลากตัวออกมา ชาลีโกรธที่หนุ่มมายากลใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือ

ชาลีเค้าตามเออร์วินแฟนหนุ่มมาลอนดอน ที่จริงแล้ว เพื่อจะมาทำแท้ง

เออร์วินอยู่ในขบวนการปฏิวัตินั่น ชาลีรู้สึกไม่มั่นคง ในภาวะเช่นนี้เธอไม่คิดว่าพร้อมและสามารถให้กำเนิดและให้การเลี้ยงดูลูกได้ น้องคิตวางตัวเป็นเพื่อนที่ดี อิฉันว่าเธอคงสะเทือนใจมาก (ก็เธอก็คือหนึ่งในเด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมจะมีไม่ใช่หรือ) แต่เธอไม่ว่าอะไร เธอแค่ยืนอยู่เคียงข้างเพื่อน โชคดีของเด็ก ที่ระหว่างนั่งรอคิว ชาลีถามน้องคิตว่า
“(ถ้าให้เกิดมา) อนาคตลูกฉันจะเป็นยังไง?”
“ก็คงเลวร้ายมากๆ...เหมือนฉัน” น้องคิตตอบเพื่อน ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงประชด แต่คือการเคียงข้าง ให้กำลังใจ

แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชาลีเปลี่ยนใจ ลุกขึ้นเดินออกไปนอกคลินิก
“เธอบอกว่าเด็กคนนี้อาจเลวร้ายมากๆ เหมือนเธอ” ชาลีว่า
“อาจเลวร้ายกว่า” น้องคิตบอก
“แต่ฉันรัก ที่เธอเลวร้ายอย่างนี้แหละ”
แล้วสองคนก็กอดกัน อิฉันก็น้ำตาซึม

เหมือนว่าน้องคิตยังใช้กรรมไม่หมด คืนหนึ่งตอนออกเที่ยว เธอเกือบได้สานสัมพันธ์กับทหารหนุ่มหล่อล่ำแล้วเชียว ดันมีระเบิดเสียก่อน และแทนที่จะดังเพราะนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าว ดันกลายเป็นว่าเธอถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกรไอริช ปลอมตัวเป็นผู้หญิงมาวางระเบิดไปเสีย
แม้จะถูกซ้อมจนอ่วม แต่น้องคิตกลับรู้สึกปลอดภัยดีในห้องขังเล็กๆ ของเธอ ก็โลกข้างนอกช่างสับสน ผู้คนไว้วางใจกันไม่ได้ จ้องจะเอาเปรียบกันตลอดเวลา แล้วก็ดูอันตรายเสียจริง พอถูกปล่อยออกมาน้องคิตเลยคว้างๆ พี่ตำรวจเลยตามมาแนะนำงานการที่เหมาะสมให้ เป็นนางโชว์ จะนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ คอยพูดคุยกับหนุ่มๆ ที่ต้องหยอดเหรียญเสียก่อน

และโดยไม่เคยคาดหวังมาก่อน วันหนึ่งเสียงที่คุยกับเธอกลายเป็นเสียงที่เธอคุ้ยเคย มาในการคุยกันที่ก็คุ้นเคยกันอีก (จริงๆ แล้วการคุยกันแบบนี้เหมือนการสารภาพบาปจริงๆ ด้วย) และเสียงนั้น ที่บอกทางไปบ้านแม่

น้องคิตจำแลงกายไปเจอแม่ ก่อนเจอแม่ เธอได้พบน้องชายต่างพ่อผู้มีชื่อเดียวกัน คือแพ็ททริก ...เธอพบว่าแม่มีใหม่ชีวิตของแม่แล้ว จึงจากมาโดยไม่ได้ติดใจอะไร
คนที่ติดใจคือน้องชายของเธอ

แต่ไม่ได้ติดใจว่าทำไมเธอต้องอ้างเหตุผลเพื่อมาที่บ้านของเขาหรอก ดูเหมือนเธอกับน้องชายจะชอบกันอย่างประหลาดด้วยซ้ำ


จากนั้น ข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงน้องคิตอีกครั้ง พ่อของเธอส่งข่าวมาบอกว่าเออร์วินถูกฆ่า แล้วชาลีซึ่งกำลังท้องแก่ก็กำลังแย่ น้องคิตกลับมาที่โบสถ์ พ่อเปิดประตูรับ น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเรียกพ่อว่าไง พ่อบอก “Father” (เพราะจริงๆ พ่อก็เป็นทั้งพ่อ และบาทหลวงอยู่แล้ว) น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเข้าไป พ่อบอก เข้ามาเถิด พ่อสวดมนต์ให้ลูกกลับตลอดมา


ซีนต่อมา สองพ่อลูกเปิดประตูพบชาลีนอนหันหลังให้ประตู อย่างโศก อย่างซึมสลด แล้วน้องคิตก็ปีนขึ้นเตียง นอนกอดเพื่อนจากด้านหลัง บอกเพื่อนว่าไม่ต้องเล่าอะไร แล้วเพื่อนก็ปิดตาหลับ ...มันช่างอบอุ่นใจ

เช้ารุ่งขึ้นน้องคิตแต่งตัวสวยเปิดประตูไปหยิบนมที่ถูกนำมาส่งหน้าประตู มุมเดิมกับตอนที่เธอมาถึงโบสถ์แห่งนี้เชียว แล้วสองคนนั่งจิบชามื้อเช้า พ่อมองลึกลงในตาลูกแล้วบอกว่า “You have your mother’s eyes” พ่ออธิบายเพิ่มว่า มันเป็นสีฟ้าเหมือนสีน้ำทะเลที่ Rosses Point

น้องคิตมองหน้าพ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดถึงแม่ เธอถาม พ่อเคยพาแม่ไปหรอ พ่อบอก หลายครั้ง น้องคิตมองพ่อ น้ำตาเอ่อดวงตาสีฟ้าสวยของเธอ เธอว่า

“I went looking for her but I found you.”


...เป็นประโยคที่จับใจที่สุดในหนังเรื่องนี้


หนังไม่ได้จบตรงนี้ แต่ยังเล่าถึงวิบากกรรมของสองพ่อลูก และสองแม่ลูก (ชาลีกับลูกในท้อง) ช็อคความรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องสั้นหักมุมเลย
แต่ตอนจบ แลนดี้งได้สวยนะ อิฉันว่า




บันทึก
• เป็นหนังที่บอกอะไรเราหลายอย่างโดยไม่ใช้ไดอาล็อก ดูแล้วรู้สึกดีจริงเลย
• อยากให้ไปหาคำตอบกันเอง ว่าทำไมหนังถึงชื่อ Breakfast ob Pluto มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ Breakfast at Tiffany's อย่างไรไหม
• ได้ดีวีดีเรื่องนี้มาจากกระบะลดราคา ถ้าจำไม่ผิด อยู่ในคาร์ฟูร์ เค้าลดราคาเหลือ 79 บาท
• น่าประทับใจมากที่ได้ทราบว่าพี่ผู้กำกับคือ Niel Jordan เคยกำกับหนังที่อิฉันชอบอย่าง Interview with the Vampire และ The End of the Affair
• หนังเรื่องนี้ไม่มีเลิฟซีนน่าเกลียดเลย มีแต่ภาพสวยๆ ที่น่ารัก น่าเอ็นดู แล้วก็น่าเห็นใจ
• Cillian Murphy ที่เล่นเป็นน้องคิต (เคยเล่น Red Eye แต่อิฉันไม่เคยดู) ตาสวยจริงๆ แล้วก็เล่นได้ดีมาก อิฉันสามารถมองตัวละครตัวนี้ได้อย่างดื่มด่ำมากๆ
• หนังเรื่องนี้ใช้เพลงที่ไม่ใช่เพลงป๊อป จากยุค ’70 แต่ละเพลงฟังแล้วเพราะๆ ทั้งนั้นเลย
• ไม่รู้ว่าบาปหลวงนิกายของหลวงพ่อเลียมมีครอบครัวได้ไหม ถ้ามีได้แล้ว หลวงพ่อเลียมจะเลี้ยงน้องคิตเองเลยใช่ไหม
• หรือว่าเพราะต้องเอาไปให้แม่ม่ายเลี้ยงให้ โดยส่งเช็คค่าเลี้ยงดูเป็นระยะๆ นั้นเพราะมีศีลว่า ห้ามมีเมีย ห้ามมีลูก
• เป็นหนังที่ shock และ shake คนดูอย่างแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรง
• เขาทำฉากระเบิด ไฟไหม้ได้สวยมาก และแรงมาก โดยไม่ได้รุนแรงมาก (เอ๊ะ ยังไง)
• สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ คนอื่นจะมองเราว่าแตกต่าง น่ารังเกียจยังไงก็ช่าง แค่เราเข้าใจตัวเอง และคนที่เรารักเข้าใจเรา แค่นั้นก็พอแล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยหรอก แต่คนเราเกิดจากร้อยพ่อพันแม่ จะให้มีอะไรเหมือนๆ กัน คิดเหมือนๆ กัน เกลียดเหมือนกัน เห็นคล้อยตามกันไปหมดได้ไง ไม่ใช่กาเหว่าที่บางเพลงนี่หว่า (อ่านจบอย่าลืมยักไหล่เก๋ๆ 1 ครั้ง)



วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

Out of Africa : รักที่ริมขอบฟ้า

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่ก็ได้ DVD หนัง Out of Africa (1985) หรือ “รักที่ริมขอบฟ้า” มาไว้ในครอบครองนานจนลืม เพิ่งมานึกได้ว่าอยากดูก็สองสามวันนี้เอง แล้วก็ไม่รู้เป็นอะไร ดูไปถึง Chapter ที่ 7 ก็หยุดไว้ก่อน แล้วไปค้นหนังสือ “รักที่ริมขอบฟ้า” ซึ่งแปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล นักแปลมหากาพย์ผู้ล่วงลับ ซึ่งก็ได้มาครอบครองตั้งแต่ปี 2000 แล้วก็ยังไม่ได้ลงมืออ่านจริงจัง (ตามเคย) แค่เปิดชิมไปนิดๆ หน่อย (ก็ตอนนั้นรู้สึกว่าอ่านยากจัง-เพราะเขาแปลแบบประโยคต่อประโยค มีคอมมา โคลลอนก็แปลมาตามโครงสร้างประโยคต้นฉบับเลย) มาอ่านจริงจัง อ่านถึงบทที่ 2 ก็วางหนังสือ

ไม่รู้ว่าเพี้ยน หรือสมาธิสั้น..ก็อิฉันแค่อยากจะรู้ว่าหนังเล่าเรื่องเหมือนหนังสือไหม แค่นั้นเอง
พอเริ่มจับทางได้ว่า อ๋อ หนังสือเล่าเรื่องแนวนี้ ส่วนหนังเล่าอีกแนว เลยกลับมาเปิดหนังดูจนจบแบบฟูมฟายน้ำหูน้ำตา เมื่อคืนวานนี้เอง

หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือที่ บารอนเนส Karen Blixen (Meryl Streep) เขียนขึ้นเมื่อกลับสู่เดนมาร์ก เมืองมาตุภูมิ หลังจากที่เธอเดินทางไปใช้ชีวิตในเคนยาเป็นเวลาทั้งหมด 23 ปี

เรื่องราวที่หนังเล่าจึงเป็นชีวิตครบรสของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งความรัก ความฝัน ความตั้งอกตั้งใจ ความมานะบากบั่น แล้วเธอก็มีใจสู้ สู้ยิบตาอย่างน่านับถือจริงๆ

เรื่องเริ่มจากวัยสาว คาเรนเป็นสาวเดนมาร์กจากครอบครัวมีอันจะกินที่อยากแต่งงานเพราะอยากออกจากบ้าน โดยไม่สนว่าจุดหมายจะเป็นที่ไหน ศรีลังกาหรือออสเตรเลียก็จะไป ขอให้ได้ไป เมื่อคนรักบารอนของเธอไม่ยอมแต่งงานด้วย เธอจึงยื่นข้อเสนอในการแต่งงานกับเพื่อน ซึ่งเป็นน้องชายของคนรัก ผู้กำลังถังแตกว่า แต่งกับเธอเสีย แล้วจะได้เงินไปทำฟาร์มโคนมที่เคนยา

คาเรนแต่งงานและเป็นบารอนเนสในวันที่เดินทางถึงเคนยา แต่เมื่อถึงบ้าน บนโต๊ะดินเนอร์ เธอกลับได้รู้ว่าบารอนผู้สามีเปลี่ยนแผนจากการเลี้ยงวัวนม (ซึ่งเธอคงจะมีทักษะมากกว่า) ไปเป็นปลูกกาแฟ (ซึ่งเธอปลูกไม่เป็น แถมยังไม่เคยมีใครปลูกกาแฟได้ผลดีในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลขนาดนี้มากก่อน) เสียแล้ว

และก่อนที่เธอจะได้หัวเสียกับเขา สามีก็เก็บของออกไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น

เป็นอันว่าคาเรนถูกทอดทิ้งตั้งแต่แรก ต้องแนะนำตัว และทำความรู้จักกับสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าควรทำตัวอย่างไร บริหารจัดการ และแก้ปัญหาในไร่ รวมทั้งดูแลความเป็นอยู่ของคนของเธอให้อยู่ดีมีความสุข มีการศึกษา ซึ่งก็ยังดี เพราะเธอยังมีการช่วยเหลือจากคนรับใช้ชาวพื้นเมืองผู้นับถือศาสนาอิสลามชื่อ ฟาราห์

คาเรนรักชีวิตทิวทัศน์ แสงอาทิตย์ สายลม หยาดฝนในแอฟริกา รักความหลากหลายอันแตกต่างแห่งชาวพื้นเมืองที่อยู่รายรอบตัว เธอรักชีวิตที่นี่ ความรักนี้ของเธอยิ่งใหญ่เสียจนแม้จะถูกชายที่ได้ชื่อว่าสามีทอดทิ้ง หรือประสบโชคร้ายจากการทำไร่กาแฟ เธอก็ยังมีแรงทน ทนที่จะสู้ไป

อีกรักของคาเรนมีให้ชายชื่อ Denys Finch Hatton (Robert Redford) ชายหนุ่มแห่งอิสรเสรีผู้ฉลาดและร่ำรวยอารมณ์ขัน ซึ่งดูเหมือนจะปรากฏตัวในยามหัวใจของเธอต้องการกำลังใจเพื่อให้เดินผ่านพ้นปัญหาเสมอ นับตั้งแต่ครั้งแรก ระหว่างที่เธอรู้สึกอ่อนไหว ไม่มั่นใจ กับดินแดนใหม่ ท่ามกลางแวดล้อมของผู้คนต่างภาษา เธอพบเขาครั้งแรกเมื่ออยู่บนรถไฟสู่ไนโรบี ระหว่างกำลังอ้างว้างเพราะสามีออกจากบ้านทิ้งให้อยู่ลำพังนานวัน เขาก็ปรากฏตัว แล้วมอบนกหวีดเพื่อตอบแทนเรื่องเล่าแสนสนุกที่เธอจัดให้ในค่ำคืนที่เขาและเพื่อนแวะมาค้างแรม เข็มทิศนำทางที่เขามอบให้เมื่อเธอกำลังหลงทางในทะเลทรายกว้างใหญ่แห่งแอฟริกา รวมทั้งทิวทัศน์แสนงามของแอฟริกาจากมุมมองของพระเจ้าที่เขานำเธอไปชม

ใช่แล้ว คาเรนกับเดนนิสรักกัน ตั้งแต่คาเรนยังเป็นภรรยาของบารอนนั้นแน่ะ แต่แม้จะหย่าขาดจากบารอนแล้ว ทั้งสองก็ยังเป็นคู่รัก โดยไม่ได้เปลี่ยนเป็นคู่สมรส

เดนนิสบอกว่า “I’m with you because I choose to be with you” กระดาษแผ่นเดียวไม่ได้ทำให้เราอยู่ใกล้กันมากขึ้น หรือทำให้ผมรักคุณมากขึ้น

ใช่แล้ว แม้จะรักคาเรนแค่ไหน แต่เดนนิสเหมือนมาไซ คือมีชีวิตอยู่ในวันนี้ และจะอยู่ไม่ได้ หากไร้ซึ่งอิสรเสรี

แม้จะทำใจมาตั้งแต่แรก เพราะรู้ และเข้าใจธรรมชาติของผู้ชายคนนี้ แต่แม้คุณจะเป็นคาเรน นี่ย่อมนับเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ที่จะทำความเข้าใจได้ว่า...ถ้ารักฉัน ทำไมไม่อยู่กับฉัน ทำไมไม่เคียงข้างฉันในยามที่ฉันต้องการคุณ

ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน คาเรนตั้งใจจะให้เป็นช่วงเวลาอันสวยงาม มันจึงไม่ถูกรบกวนด้วยการปรับทุกข์ ฟูมฟายว่าราคากาแฟตก ปีนี้ฝนมากไป หรืออีกไม่นานความสวยงามของแอฟริกาจะถูกบุกรุกจากผู้มาเยือน และอาจจะเป็นด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์อันแสนงามนี้ พร้อมๆ กับรอยร้ายของชีวิตในแอฟริกาของคาเรน

ปีสุดท้ายของชีวิตในแอฟริกา เกิดไฟไหม้โรงคั่วและโกดังเก็บเมล็ดกาแฟ ผลผลิตตลอดทั้งปี ในปีที่เมล็ดกาแฟได้ราคาดีวอยวายไปในกองเพลิง คาเรนหมดปัญญาหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยธนาคารแล้ว ไม่มีทางออกสำหรับเธออีกแล้ว นอกจากขายสมบัติทั้งหมด ใช้หนี้ แล้วกลับเดนมาร์ก

ยังเหลือภาระรับผิดชอบยิ่งใหญ่ (ซึ่งทำให้อิฉันน้ำตาตก) อีกเรื่อง คือการหาที่ดินผืนหนึ่ง เพื่อให้ชาวพื้นเมืองที่เคยทำงานให้เธอได้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน คาเรนคุกเข่าลงขอร้องให้ข้าหลวงผู้ดูแลอาณานิคมแอฟริการับปาก แต่ผู้ที่ยืนขึ้นเพื่อรับปากเธอกลับเป็นสุภาพสตรีผู้เป็นภรรยาของท่านข้าหลวง

ถ้าคาเรนจากไปโดยทิ้งแอฟริกาและเดนนิสไว้เบื้องหลัง เธอจะกลับมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนคนรัก และดินแดนที่เธอแสนรักสักครั้งไหมนะ? อิฉันลองคิดดูประสาคนงี่เง่า เพราะว่าเรื่องที่หนังเล่าคือ ทั้งๆ ที่สัญญาว่าจะไปส่งลงเรือกลับเดนมาร์ก แต่คาเรนกลับสูญเสียเดนนิสไปอย่างไม่มีวันกลับ ก่อนหน้าวันที่เขาสัญญาจะมารับนั้นเอง

แทนที่จะเป็นคาเรน ผู้ถูกฝัง ณ เนินเขาที่เธอปรารถนาจะถูกฝังอยู่ (ดังที่คุณได้เห็นในภาพโปสเตอร์) กลับเป็นคนที่เธอรักที่สุดซึ่งทอดกายนอนหลับอยู่ตรงนั้น เพื่อที่จะเฝ้ามองภูมิประเทศแสนงามแห่งแอฟริกาตลอดไป

คาเรนจากแอฟริกาในปี 1931 แล้วเธอไม่ได้กลับมาอีก
เป็นไปตามคำพูดของเดนนิส ที่ครั้งหนึ่งเคยเหน็บเธอ ซึ่งขณะนั้นรู้สึกผูกพันกับสิ่งต่างๆ ในแอฟริกามามาย จนกลายเป็นความทุกข์ เขาบอกว่า

“เราไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย
เราแค่ผ่านมาเท่านั้น”




บันทึก
• Out of Africa กำกับโดย Sydney Pollack ยาวประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที ยาวมากๆ แต่ไม่ยักเป็นหนังที่ดูแล้วหลับแฮะ
• หนังเรื่องนี้รวบรางรางวัลมาได้ถึง 28 รางวัล ในจำนวนนี้เป็นออสการ์ 7 รางวัล รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ไม่มีรางวัลนักแสดงชาย หรือหญิงยอดเยี่ยมนะจ๊ะ
• ว่ากันว่าสตรีไทยบางคน ซื้อตั๋วเข้าชมหนังเรื่องนี้ซ้ำๆ ถึง 12 รอบทีเดียว
• หนังเรื่องนี้ถ่ายภาพได้สวยจริงๆ บทดัดแปลงก็เริ่ดมาก จัดน้ำหนักและสัดส่วนได้สมดุลจริงๆ อิฉันชอบไดอาล็อกมากๆ
• เขาจัดบ้านคาเรนน่าอยู่มาก ชอบวีรันดาที่มีเก้าอี้หวายพร้อมเอนกายมากที่สุด
• 14-15 ปีก่อน ป้าสตรีพสวยเหลือเกิน โครงหน้าเธอดูแกร่งสมกับเป็นคาเรน สำเนียงที่ทำให้พูดภาษาอังกฤษไม่ชัดนั่นก็เยี่ยมจริงๆ
• สำหรับโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เจ้าของดวงตาสีฟ้าคู่นั้น อิฉันมีความรู้สึกว่าบุคลิกของตัวละครที่พี่แกเล่นนั้น เหมือนในชายกระซิบม้า (The Horse Whisperer) มาก มันนิ่ง เหงา โดดเดี่ยว แต่อ่อนโยน ดึงดูดหัวใจสาวชะมัด ยิ่งเสน่ห์ดึงดูดบรรดาสตรีมีสามีแล้วนี่ ตัวละครสองตัวนี้กินกันไม่ลงเลยนะฮะ (ฮา) เรดฟอร์ดเล่นเป็นเดนนิสได้เด็ดขาดมาก ไม่รู้ถ้าให้คนอื่นเล่น อิฉันจะรู้สึกเคารพความรักอิสระของเดนนิสโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ อย่างนี้ไหม
• ความรู้สึก และความสัมพันธ์ ระหว่างคาเรนและเดนนิสน่าศึกษามาก มันเกิดขึ้นกับชายหญิงที่มีวุฒิภาวะแล้ว ที่เคารพในกันและกัน แต่ก็ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกที่มีต่อกันและกันด้วย
• เชื่อว่า Out of Africa จะเป็นหนังอีกเรื่องที่คิดถึง อยากดู และดูได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ขอบคุณทุกคนมาก ที่ทำหนังเรื่องนี้มาให้ดู
• อยากอ่าน “รักที่ริมขอบฟ้า” เร็วๆ จัง อยากรู้ว่าจะรู้สึกถึงบุคลิกของตัวละครเหมือนกับที่รู้สึกจากในหนังไหม



วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

Slumdog Millionaire : หนังเศร้า

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ยินเสียงร่ำลือหนาหูเกี่ยวกับความเจ๋งของ Slumdog Millionaire (2008) หนังที่ถามคำถามตัวเป้งไว้บนโปสเตอร์ว่า What does it take to fine a lost love?

และไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องจะเป็น money, lucks, smarts หรือว่า destiny แต่ด้วยชะตากรรมนำพา ในวันนี้ อิฉันก็ได้ไปดูหนังเรื่องนี้กับหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะรอดู DVD เพราะมีหนุ่มเสนอจะให้ยืมถึง 2 คน

(หึ หึ)

จากความรู้สึกแล้ว หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังรักที่เรียกได้ว่า “เน่าสนิท” ไม่ผิดกับนิยายประโลมโลกย์ที่กี่ยุคกี่สมัยก็ยังใช้พล็อตแบบนี้ คือรักแท้ที่ผูกพันกันตั้งแต่เยาว์วัย การพลัดพราก แล้วก็หากันจนพบ แต่ก็มีอุปสรรคใหม่เป็นชนชั้นที่แตกต่าง ทำให้ฝ่ายชายต้องพิสูจน์ตัวเองให้ฝ่ายหญิงเห็น
และแล้ว หลังจากการต่อสู้ฝ่าฟัน ความรักก็ลงตัว จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ใครเป็นผู้ร้ายก็ตายไป (ตามระเบียบ)

แต่หนังเรื่องนี้มันน่าดูตรงที่เขาใช้จังหวะ ภาพ มุม การตัดต่อ ที่บอกถึงอารมณ์ และความรู้สึก เล่าเรื่องชีวิตในสลัมของเด็กๆ ตัวละครเอกในเรื่องได้อย่างมีสีสัน น่าประทับใจมาก ชีวิตอะไรจะลำบากและเปื้อนดินขนาดนั้น และขบวนการอะไรที่จะเลวร้ายกับเด็กได้ขนาดนั้น

เด็กสลัมตาดำๆ สองคู่ ที่แม้จะหาความสุขได้ตามประสา แต่ก็ดูมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากเพราะความยากจน อยู่ดีๆ ก็ต้องเสียแม่ไป (พ่ออยู่ไหนไม่มีใครรู้) ชีวิตที่ไม่มีแม่คอยกางปีกปกป้อง ทำให้เด็กจำเป็นต้องแก่และกร้านโลก แทนที่จะพัฒนาไปในทางดีๆ ในที่สุดต้องเดินไปในทางที่...อิฉัน ซึ่งช่วงนี้ “ผีแม่” กำลังเข้าสิง ดูแล้วรู้แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก

จะว่าอะไรไหม ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเศร้าสำหรับอิฉัน

ไม่ได้ร้องไห้ระหว่างที่ดูหรอก แต่นึกถึงแล้วก็อยากจะร้องตอนเดินไปโอบองแปง
ท่ามกลางผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ อิฉันอยากสะอึกสะอื้นออกมาด้วยซ้ำ

เพราะเด็กชายสองพี่น้องในเรื่องนี้ทำให้อิฉันนึกถึงน้องชายทั้งสองของตัวเอง (เชื่อไหมว่า Madhur Mittal ซึ่งเล่นเป็น ซาลิม ตัวพี่ชายตอนโตนั่นก็หน้าตาละม้ายคล้ายน้องคนรองได้อีก) ก็ลองคิดเล่นๆ ไปว่า ถ้าในวัยประมาณนั้น อยู่ดีๆ แม่มาจากเราไปกะทันหัน อยู่ดีๆ ก็เกิดบ้านแตกสาแหรกขาดขึ้นมา เราจะเป็นยังไง

ต่อให้มีญาติพี่น้องยื่นมือมาอุ้มชูดูแล เราก็คงไม่อาจโตมาในสภาพใกล้เคียงผู้ใหญ่ปกติเหมือนในทุกวันนี้ ที่เป็นผลจากการโตมาในบ้านหลังเดียวกัน บ้านซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไร แต่ก็ยังมีแม่ ยังกินอิ่ม นอนหลับ มีโรงเรียน มีค่าเทอม มีชุดนักเรียนเพียงพอ ได้เรียนพิเศษ และเล่นเกมมาริโอ (โอ..แน่นอน ถึงแม้ว่าถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราอาจมี drive ที่จะไปแข่งเกมทศกัณฑ์ หรือเกมพันหน้า ฯลฯ เหมือนจามาลมั่งน่ะนะ)

บทของซาลิม คนที่ชีวิตทำให้เขาต้องแข้งแข็ง กล้า และต้องกร้าว เพื่อปกป้องน้องนั้น ทำให้ดิฉันจุก 2 ครั้ง ในตอนที่เขาทำละหมาดก่อนออกไปทำงานชั่ว เขาบอกกับพระองค์ ว่าเขารู้ว่าตัวเองทำบาป แต่เขาวิงวอนพระเจ้า ขอให้ทรงให้อภัย กับตอนที่เขาสรรเสริญพระเจ้าก่อนจบชีวิต

อิฉันดูแล้วรู้สึกน้อยใจ ทำไมพระเจ้าให้โอกาสเด็กคนนี้ได้ใช้ชีวิตน้อยนัก?

แล้วก็ไม่ได้หือได้อืออะไรกับความสมหวังแสนแฮปปี้เอนดิ้งของสองหนุ่มสาวเลย

หนังเรื่องนี้ยังบอกข้อมูลที่น่าปวดใจกับอิฉัน 2 ข้อ คือการที่ฮินดูในอินเดียบุกทำร้าย ฆ่ามุสลิมอย่างโหดร้ายที่สุด อันนี้ไม่ว่ามุสลิมจะไปทำอะไรเขาไว้ก่อน ตำรวจฮินดูก็ไม่น่าจะนั่งเฉยดูคนถูกเผาได้อย่างนั้น

กับอีกฉาก การจับเด็กดีๆ มาทำให้เป็นเด็กพิการของแกงค์ค้ามนุษย์ ก็รู้อยู่ว่ามันมีจริง แต่เห็นแล้วมันปวดใจ ใจคอคนทำเป็นยังไง ทำไมทำได้ขนาดนั้น

ถ้าการภาวนา แผ่เมตตา หรือกรวดน้ำ ช่วยได้ อยากจะทำให้เด็กทุกคน ไม่อยากให้มีเด็กคนไหน ไม่ว่าเด็กไทย อินเดีย โรฮิงญา เขมร หรือแม้แต่เด็กออสเตรีย ต้องถูกผู้ใหญ่ข่มเหงรังแกในทางใดๆ อย่าให้มีเด็กคนไหนมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่โหดร้าย ที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ก็อย่างที่บอกแหละ ช่วงนี้ “ผีแม่” เข้าสิง





บันทึก

• หนังเรื่องนี้เป็นหนังอังกฤษทุนต่ำที่ได้รางวัลนั้น-รางวัลนี้จากหลายเวที คุณความดีนี้ อิฉันยังอยากจะปรบมือให้คุณผู้กำกับ Danny Boyle, Vikas Swarup คนเขียนเรื่อง และ Simon Beaufoy เขียนบท ช่วงแรกๆ หนังเล่าเรื่องได้จับใจดีจริงๆ อ้อ ชอบสกอร์ (โดย เอ.อาร์. ราห์แมน) ด้วยนะคะ ฟังแล้วอยากเข้าคลาส Indian Dance ขึ้นมาติดหมัด
• ใช่ มันเจ๋งอยู่ การที่ตัวน้องเลือกเล่นเกมเพื่อเป็นหนทางในการเปลี่ยนจาก “สุนัขสลัม” เป็นคน (ดัง) ในขณะที่ตัวพี่เลือกทางอื่น แต่ให้ดาวแค่ 4 ดวง เพราะถึงพล็อตมันน่าเบื่อ แต่ตอนต้นเรื่องทำได้ดีแล้ว ช่วงหลังๆ ก็น่าจะทำได้น่าเบื่อน้อยกว่านี้ แต่นี่อะไร๊ ทำไมมีความรู้สึกว่ามันเหมือน MV เลยอะ (ไม่ได้หมายถึงช่วง end title หรอกนะ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง City of God ของผู้กำกับ Katia Luno ที่เล่าถึงชีวิตในสลัมในริโอ เดอจาเนโร
• น้อง Dev Patel ที่เล่นเป็นจามาลตอนโตน่ะ ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนนะจ๊ะ ไม่ใช่สลัมในมุมไบ น้องมีความสามารถนะคะ พี่ยอมรับ แต่น้องผู้หญิง Freida Pinto ที่เล่นเป็นลาติกาน่ะ พี่ว่าน้องสวยอย่างเดียวเลยค่ะ
• ค่อยยังชั่ว เมื่อรู้ว่าบ่ออุจจาระที่จามาลวัยเด็กตกลงไปทำจากเนยถั่วผสมช็อกโกแลต
• ติดใจนิดนึง ทำไมฮินดูถึงต้องไล่ฆ่ามุสลิมด้วย แล้วเรื่องนี้มันติดอยู่ในใจคนเขียนเรื่องมากใช่ไหม ถึงได้แต่งเรื่องของจามาลกับซาลิมขึ้นมาแบบนี้

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

The Reader : แด่ช่วงเวลานั้น (ที่ฉันอ่านหนังสือ)

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
เคยอ่าน The Reader ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน และเมื่อทราบว่าเคต วินเสล็ตลงทุนเล่นหนังดราม่าเรื่องนี้ไว้อย่างสุดยอด อิฉันก็ลงมืออ่าน The Reader อีกรอบ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าโรง

จนในที่สุดก็ได้ไปดูภาพยนตร์ The Reader (2008) เสียที

ใครๆ ที่เขาได้ไปดูมาก่อน ล้วนกลับมาชมเชยให้เราฟังว่าเป็นหนังที่ดี ดูแล้วซึ้งกินใจ ร้องไห้ตาม ฯลฯ น้องคนหนึ่งซึ่งคุยกันรู้เรื่องในเรื่องของหนัง+หนังสือ ซึ่งได้ลงทุนอ่านหนังสือก่อนไปดู (เหมือนกัน) ถึงกับบอกว่า “หนังดีมากๆ ดีกว่าหนังสืออีก”

นั่นไม่ทำให้อิฉันผู้ซึ่งรักเรื่องราวความผูกพันบนความเจ็บปวดที่หนังสือเล่มนี้เล่า (เอามาก) ถึงกับเขม่นน้องทำนอง ‘อรัยวะ หนังจะทำได้ดีกว่าหนังสือได้ไง’ แต่ทำให้รู้สึกสนใจหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ อยากรู้ว่าเขาทำอย่างไร จึงทำให้น้องคนนี้จึงสรุปสั้น ๆ คมๆ แค่นั้น

อิฉันดูแล้วมองไม่เห็นทางที่จะนำหนังกับหนังสือมาเปรียบเทียบกันได้ แต่ก็คิดว่าพอเทียบเคียงกันได้ในบางแง่ ตามข้อสังเกตที่ตั้งขึ้นดังนี้

• หนังกับหนังสือ เป็นสื่อที่ใช้ภาษาต่างกัน อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แต่อิฉันเชื่อว่าการที่เราจะเสพอรรถรสจากวรรณกรรมดีๆ สักเล่มได้เต็มอิ่มนั้น มันต้องมีตั้งแต่ทักษะในการอ่าน สมาธิที่จะสนใจเรื่องบรรทัดต่อบรรทัด มีวุฒิภาวะในด้านที่จำเป็น บวกกับจินตนาการอันกว้างไกล ในขณะที่ภาษาของหนังที่เล่าเรื่องผ่านภาพ เสียง ในจังหวะจะโคนที่เหมาะสม ดูจะเป็นลีลาที่เข้าถึงผู้รับสารได้ดีกว่า โดยที่ผู้รับสารจะมีแบ็คกราวนด์ยังไงก็ได้ อยู่ในภาวะมีหรือไม่มีสมาธิก็ได้ เพราะอีกเดี๋ยวภาพบนจอก็จะดึงเขาสู่สมาธิเอง

• สำหรับอิฉันแล้ว มีความรู้สึกว่าเรื่องในหนังสือค่อยๆ ลากเราจมสู่อารมณ์อันลึกล้ำ แล้วก็ทำให้เราจมดิ่งอยู่อย่างนั้น-เนิ่นนาน เหมือนกับการค่อยๆ เดินลงทะเลสาบอย่างหม่นหมอง แล้วก็ค่อยๆ ละเลียดกับความตายจากอาการอึดอัด หายใจไม่ออก พร้อมๆ กับการจมลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่หนังเล่าได้อย่างสะเทือนอารมณ์เหมือนถูกถ่วงน้ำ มันตกใจ ช็อค แล้วก็ทำให้น้ำตาไหลอย่างฉับพลัน สมมติถ้าเราเต็มใจจะตาย การดูหนังคงเหมือนตายด้วยน้ำมือคนรัก แต่การอ่านหนังสือ เหมือนฆ่าตัวตายเพราะคนรัก (ก็คงได้?)

• หนังทำให้น้ำตาหยดในฉากสุดท้าย บทสนทนาระหว่างเด็กน้อยกับมิสมาเธอร์ ดูเหมือนความเศร้านี้ยังเหลือติดออกมาจากโรงอีก 15 นาที ในขณะที่่หนังสือทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่อัดอยู่ในอก แล้วก็แน่นอยู่ในนั้นอีกนาน.... (เก็บไปฝันด้วย)

• การอ่านหนังสือทำให้สงสารมาก มากมาย สงสารทั้งคู่ แต่ดูหนังแล้วไม่ยักรู้สึกรู้สากับความรู้สึกเจ็บปวดของเด็กน้อยซึ่งถูกฮันนาทิ้งไปโดยไม่ร่ำลา (สงสัยข้อจำกัดของหนังจะมันมีเยอะไป) อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ได้เห็นการแสดงอันยอดเยี่ยมของเคต และราล์ฟ ไฟนส์ ซึ่งน่าประทับใจ สมราคา

• ทีมสร้างหนังเรื่องนี้ และตัวเคตเอง ทำให้อิฉันเหมือนได้รู้จักฮันนาอีกคนที่แม้จะโทรม ฉาบความห่างเหินบนสีหน้าเพื่อปิดซ่อนความเครียดและรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลาเอาไว้ แต่ก็ยังคงสวย และเร้าอารมณ์สไตล์ฮอลลีวูด ในขณะที่ฮันนาคนที่หลุดออกมาจากหนังสือดูเป็นสาวบ้านนอกอมทุกข์ ดิบกว่า แต่เร้าอารมณ์กว่า

• (หลงรักเคต วินสเล็ตกับตีนกาเวลาที่เธอยิ้มอีกแล้ว แม้ในหนังเรื่องนี้เคตจะยิ้มน้อยมาก)

• สรุปว่าชอบทั้งหนังและหนังสือ แต่กับหนังสือแล้ว รู้สึกประทับใจมากกว่า
(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการอ่านหนังสือก่อนดูหนังแล้วมาสรุปอย่างนี้จะแฟร์ไหม )

• สงสัยหนังรอบที่ไปดูจะถูกตัดไปเยอะ (ลิโด้ 2 รอบ 9.50 น. เสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552) ดูมันไม่ค่อยสมบูรณ์ ที่รู้สึกทะแม่งสุดเป็นตอนที่ฮันนาถามเด็กน้อยว่า เธอเก่งวิชาอะไรบ้าง แล้วเขาตอบว่าไม่เก่งอะไรเลย ..มันควรมีซีนที่ฮันนาสั่งอย่างเฉียบขาดว่าถ้าไม่เก่งอะไรเลยไม่ต้องมาเจอกันอีกด้วย เพราะมันเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง ว่าจริงๆ แล้วฮันนาเป็นที่ทำให้เด็กน้อยเอาจริงเอาจังกับการเรียน จนพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็นได้ว่าโตแล้ว เอาตัวรอดได้ จากเรื่องดั้งเดิมในหนังสือ ฮันนาไม่ได้เป็นแค่ชู้รักวัยแม่นะ แต่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตวัยเด็กของเด็กน้อยเลยล่ะ ฮันนาเป็นทั้ง drive และ inspiration เลยนะ


เขียนบันทึกความรู้สึกเมื่ออ่าน The Reader จบเป็นรอบที่สองไว้ที่ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/71



ป.ล. สภาพภายในทัณฑสถานหญิงของเยอรมันช่างน่าอภิรมย์เหลือแสน



วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

The Reader : ใครสักคน (ที่รู้จักฉันจริงๆ)

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:Bernhard Schlink แปลโดยสมชัย วิพิศมากูล



***คำเตือน : บทความนี้มีคำเฉลยปมของเรื่อง ถ้าอยากอ่านหนังสือให้สนุกก๊ออย่าเพิ่งมาอ่านบทความนะจ๊ะ***





หลายๆ คนที่อยู่มาจนอายุขนาดนี้แล้วยังโสด จะเหงากันบ้างไหม?

เหงา เหมือนอยู่คนเดียวในโลกที่แสนจะวุ่นวาย ท่ามกลางผู้คนมากมาย ..แต่ไม่มีใครรู้จักเราจริงๆ เลย

อิฉันอ่าน The Reader จบเป็นครั้งที่สองเมื่อสองวันก่อน เมื่อจะลงมือเขียนถึง สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ “ความเหงา” ของตัวละครทั้งสองในเรื่องนี้

อย่างที่พอรู้นั่นแหละ นิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องของสาวใหญ่วัย ๓๖ ที่มีอันได้มาพบ และมีสัมพันธ์สวาทกับเด็กหนุ่มวัย ๑๕ ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่านอีกครั้ง อิฉันลองทบทวนดูว่าจำอะไรได้บ้าง ก็พบว่าภาพที่ยังค้างอยู่หลังการอ่านรอบแรกเมื่อ ๕-๖ ปีก่อนมีเพียงอ่างอาบน้ำใหญ่ในห้องครัว มีแสงยามบ่ายส่องมาจากด้านหลัง ในอ่างสาวมีใหญ่เจ้าของเรือนร่างสมบูรณ์ แข็งแรง กำลังอาบน้ำ ถูตัวให้เด็กหนุ่มแขนขายาวเก้งก้าง

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าลามกของสาววิปริตที่ชอบมีอะไรกับเด็ก หรือเรื่องของเด็กห่ามห้าว ก้าวหน้า อยากเรียนรักกับสาวใหญ่ แต่นี่คือภาพความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำที่มีปมประเด็นซับซ้อน

เด็กน้อย (มิคาเอล แบร์ก) จะออกจากโรงเรียนมาพบกันหลังจาก ฮันนา (ฟราวชมิทซ์) เลิกงานขายตั๋วบนรถรางบ้าง ก่อนเธอไปทำงานบ้าง โดยก่อนจะสอนบทสวาทให้ เธอจะขอร้องให้เด็กน้อยอ่านหนังสือให้ฟังทุกครั้ง นอกจากนี้จะมีการอาบน้ำให้ เพราะเธอเป็นคนรักความสะอาด จนในที่สุด การอ่านออกเสียงและการอาบน้ำก็กลายเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ก่อนร่วมรักไป

และแม้ว่าทั้งสองจะสนิทสนมกันมาก แต่ฝ่ายที่โตกว่าก็แอบซ่อนความลับสำคัญของเธอไว้ในช่องว่างของวัย โดยที่เด็กไม่ได้สำเหนียก

ไม่ว่าฮันนาจะรู้ตัวหรือไม่ การปรากฏตัว และมีบทบาทแสนสำคัญในช่วงปีแรกๆ ของเด็กชายซึ่งกำลังทำความรู้จักกับชีวิต และโลก ทำให้เธอกลายเป็นหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญในชีวิตของเขา เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ เป็นปริศนา ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ของเธอกับเขา กลายเป็นปมชีวิตไปในที่สุด

การลักลอบคบกันแบบนี้ไม่มีทางยาวนาน การค่อยๆ แก่ตัวลงของสาวใหญ่ ยังไม่มีนัยสำคัญเท่ากับการที่เด็กก็ค่อยๆ โตขึ้น ฮันนาทิ้งเด็กน้อยไปในวันหนึ่ง และสร้างรอยแผลยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา

เหตุการณ์นี้เหมือนฟ้าผ่าลงมาข้างตัว เด็กน้อยอึ้ง งง ไม่เข้าใจ หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างกำแพงป้องกันตัวเองจากการผูกพันทางความรู้สึกแบบนี้ และมีบุคลิกกระด้าง เย็นชาไปในที่สุด

เด็กน้อยได้พบกับฮันนาอีกครั้ง ระหว่างเรียนกฎหมาย ระหว่างวันคืนอันยาวนานของในการไปศาล เพื่อสังเกตการณ์การไต่สวนพิจารณาโทษอาชญากรที่ปล่อยให้เชลยหญิงชาวยิวถูกเผาทั้งเป็นจากการทิ้งระเบิดเมื่อครั้งที่นาซียังครองเมือง-ฮันนาคือหนึ่งในยามที่ถูกกล่าวโทษ

เขาไม่ได้เข้าไปถาม ว่าทำไมเธอถึงทิ้งเขาไปโดยไม่ร่ำลา แต่ทำกลับย้ำรอยแผลของตัวเองด้วยด้วยการฟังการซักค้านอย่างเย็นชา และระหว่างเฝ้ามองร่างกายด้านหลังของฮันนา เขาก็เริ่มปะติดปะต่อ ว่าฮันนาอ่านหนังสือไม่ออก และเขียนไม่ได้

เพื่อปกป้องความลับนี้ ฮันนาก็ยอมรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

เด็กน้อยรู้สึกผิด ที่เขาไม่ได้แสดงความพยายามจะช่วยเหลือเธอเลย ความรู้สึกที่เจ้าตัวกดซ่อนให้ลึกอยู่ในใจนี้ทำร้ายเขารุนแรงกว่าที่เจ้าตัวจะนึกออก แต่ก่อนที่จะเป็นบ้าเป็นหลังไปเสียก่อน เขาก็ลุกขึ้นมากลางดึก และพาตัวเองให้พ้นความทรมานจากการนอนไม่หลับด้วยการอ่านหนังสือ บันทึกเทป ส่งไปให้ฮันนา

เขาอ่าน อ่าน และอ่าน โดยไม่พักจะสนใจว่า คนฟังจะชอบไหม ใช่..เหมือนเขื่อนเก็บน้ำที่เริ่มมีรูรั่ว เริ่มปล่อยน้ำที่กักไว้มหาศาลให้ไหลทะลักออกมา

จนในวันหนึ่ง ก็ได้รับโน้ตสั้นๆ เขียนด้วยความตั้งอกตั้งใจแน่วแน่ของคนเพิ่งหัดเขียน เพื่อชมเชยหนังสือเล่มสุดท้ายที่เขาอ่านให้ฟัง..มันเป็นหนังสือที่เด็กน้อยแต่งเอง

หลังจากปกปิดความลับนี้มาตลอดชีวิต ฮันนาตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งเหลือเวลาไม่มากแล้ว เพื่อที่จะเรียนการอ่าน และเขียน อิฉันได้ทราบคำเฉลยในภายหลังว่า เธอเรียนโดยการที่หูก็ฟังเสียงที่เด็กน้อยอ่าน ตาก็ไล่ไปตามหนังสือที่ผู้คุม (มีเมตตา) หามาให้ยืม แล้วจึงเริ่มเขียน

ทั้งๆ ที่ประพฤติตัวดีจนได้รับการพิจารณาปล่อยตัว ทว่า ฮันนาไม่มีโอกาสออกมาใช้ชีวิตข้างนอก แล้วภาพจิ๊กซอว์ที่เด็กน้อยเพียรต่อโดยลำพังในเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็เสร็จสมบูรณ์ คำถามหลายอย่างที่คนอ่านคาใจ ก็ได้รับคำตอบมีเหตุมีผลในช่วงนี้

อิฉัน ในวัยที่อยู่มาจนอายุขนาดนี้ โดยที่ยังเป็นโสด ปิด The Reader ด้วยความรู้สึกว่า
บางที ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่เราโหยหาอย่างที่สุดมันไม่ใช่อะไรเลย นอกจากการรับรู้การมีตัวตน การยอมรับ และเข้าใจความเป็นเราอย่างแท้จริงจากใครสักคน..แค่นั้นเอง



(ปัญหาคือ การที่ใครคนนั้นจะรู้จักเราได้ เราก็ต้องเปิดประตูกว้างๆ ต้อนรับเขาก่อนใช่ไหม)



บันทึก:
• ชื่อเดิมในภาษาเยอรมันของเรื่องนี้คือ Der Vorleser
• ผู้เขียนชื่อว่า Bernhard Schlink เป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมายและผู้พากษา ทั้งยังเป็นนักเขียนแนวสืบสวนอีกด้วย
• ส่วนคนแปล คือ สมชัย วิพิศมากูล
• อ่านเรื่องนี้อีกครั้งเพราะนึกอยากไปดูหนังที่ เคต วินสเล็ต เล่นจนได้ลูกโลกทองคำ (สาขาสมทบหญิง) ตอนอ่านครั้งแรกนั่น เพื่อนอิ๋วให้ยืมมา่อ่านฮะ
• ประทับใจคนเขียนมาก ทั้งๆ ที่เล่าเรื่องสลับลำดับเวลาไปมา แต่ช่างเขียนได้ดี อรรถาธิบายและถ่ายทอดภาพของความรู้สึกได้อย่างยอด ลีลาการเขียนอีโรติกก็ช่างสวยงาม พอเหมาะพอดี ที่รู้สึกได้ขนาดนี้ก็ต้องขอบคุณคนแปลด้วยนะฮะ
• ชอบภาพนั้นมาก ตอนฮันนาค่อยๆ รูดถุงน่อง จับให้เรียบ แล้วติดไว้กับสายยางรัดถุงน่อง
• คุกในเยอรมันสภาพดีจังเลย อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่บอร์ดิ้งสคูล
• การไม่รู้หนังสือ ทำให้ชีวิตลำบากมาก ยิ่งถ้าเราเป็นผู้หญิงอะนะ เพราะว่าเด็กผู้ชายสมัยนี้ นอกจากอ่านหนังสือไม่แตกแล้ว ยังไม่ค่อยจะอ่านกันเสียด้วยสิ

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

Waiting in the Dark : ありがとう

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

คนตาบอดจะใช้ชีวิตอยู่โดยลำพังได้ไหม?
...ถ้าเป็นคนไทยล่ะ ไม่-มี-ทาง
แต่แล้วถ้าคนตาบอดคนนั้นเป็นคนญี่ปุ่น อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นล่ะ
หนังเรื่องนี้ให้คำตอบว่า ‘ได้’ นะ..แต่เหงาไหมนั้น เป็นอีกประเด็นจ้ะ

หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตคนเหงาสองคน คนนึงคือ มิชิรุ (ทานากะ เรนะ) เด็กสาวตาบอดที่ไม่ได้บอดมาตั้งแต่กำเนิด ชีวิตค่อนข้างน่าสงสารเพราะแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก ให้อาศัยอยู่ในบ้านหน้าสถานีรถไฟกับพ่อ พ่อก็ดีแหละ แต่มามีอันตายจากในวันที่เธออายุครบยี่สิบพอดี
คนญี่ปุ่นจะบรรลุนิติภาวะและเป็นผู้ใหญ่เมื่ออายุ ๒๐ มิชิรุยืนกรานที่จะอยู่เพียงลำพังต่อไปในบ้านของเธอ เธอว่าที่นั่นมีความทรงจำของเธอ เธอว่าเธออยู่ได้ ด้วยเงินประกันชีวิตของพ่อ และด้วยความช่วยเหลือจาก คาซึเอะ เพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่วัยประถม
..จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะบ้านคือความทรงจำหรอก แต่เพราะบ้านหลังนี้คือโลกของเธอ เธอกลัวที่จะออกไปสัมผัสโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคย ก็เลยเลือกที่จะโดดเดี่ยวตัวเอง อยู่อย่างปลอดภัยในโลกของตัวเอง
ซึ่งเธอก็อยู่ของเธอได้จริงๆ มีออกไปข้างนอก ไปซื้อของ กินข้าวนอกบ้านบ้าง ก็ภายใต้การดูแลของคาซึเอะผู้แสนดี ผู้มีชีวิตมีสีสัน มีความฝันเหมือนกับคนปกติทั่วๆ ไป

คนเหงาอีกคนคือ อากิฮิโระ (เฉินป๋อหลิน) เขาคนนี้โดดเดี่ยวตัวเองจากสังคม เพราะรู้สึกว่าตัวเองแปลกแตกต่างจากคนอื่น สาเหตุสำคัญคือเพราะเขาเป็นลูกครึ่งจีน คนญี่ปุ่นนั้น ชาตินิยมมากๆ ลูกครึ่งที่ไม่ได้เกิดและโตในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นไม่ถือเป็นคนญี่ปุ่นด้วย การถูกคนอื่นเรียกลับหลังว่าเป็นคนจีนก็ส่วนหนึ่ง แต่อิฉันคิดว่าส่วนสำคัญคือเขาไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากพอ มั่นใจในตัวเองมากพอ ที่จะคบกับคนอื่น (โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงาน) มากกว่า ก็เลยต้องมาเหงาแบบนี้
อากิฮิโระมีปัญหาในที่ทำงาน มีคนคนนึงแกล้งเขา ที่ระแวงอยู่แล้วเลยระแวงมากขึ้นจนเกือบประสาท จนวันนึงเขาพบผู้ชายคนนั้นยืนริมชานชาลารถไฟ (หลังบ้านมิชิรุไง) รถด่วนกำลังจะวิ่งผ่านสถานี และเขาก็อยากจะ...

ผู้ชายคนนั้นตาย ก็คงถูกทับเละน่ะ อากิฮิโระหนีเข้ามาอยู่ในบ้านของมิชิรุ ตอนแรกใครๆ คงคิดเหมือนอิฉันว่ารู้ว่าผู้หญิงที่อยู่คนเดียวในบ้านนี้ตาบอด เลยมาซ่อนตัว แต่ตอนหลังรู้ว่าการแอบอยู่ริมหน้าต่าง แอบมองไปที่สถานีรถไฟอยู่เรื่อยๆ นั้น เป็นการมองหาบางสิ่งบางอย่าง ไม่ใช่แค่มองว่าตำรวจไปหรือยัง
คงสงสัยใช่ไหม ว่าคนตามองไม่เห็นแต่หูดี และมีประสาทสัมผัสเป็นเลิศอย่างมิชิรุไม่รู้เลยหรอ ว่ามีมาอยู่ในบ้านด้วย มากินด้วย ไม่ใช่แค่นั้น แต่ต้องทั้งฉี่ อึ ไหนจะกลิ่นตัว (ปู้จาย) ที่ไม่ได้อาบน้ำอีก
เธอก็สงสัยอยู่ แต่คิดว่าเป็นผี (เด็กคนนี้คิดถึงพ่อนะ อย่าลืมสิ) แต่ดูเหมือนไม่มีปัญหากับเธอ เพราะถ้าใครคนนั้นมีจริง เขาก็ไม่ได้เบียดเบียนอะไรเธอ ของทุกสิ่งในบ้านยังอยู่เหมือนเดิม
จนวันนึง เขาคนนั้นได้ช่วยเธอไว้จากอุบัติเหตุ มิชิรุถึงได้เริ่มทำอาหารสำหรับ ๒ คน

ข้างคาซึเอะ เห็นมิชิรุแทบจะขังตัวเองอยู่ในบ้านก็ชักห่วง ถ้าวันนึงเธอไม่มีโอกาสได้ดูแลเพื่อน แล้วเพื่อนจะใช้ชีวิตอย่างไร เลยอยากให้เพื่อนฝึกช่วยตัวเองในการออกมานอกบ้านบ้าง ออกมาสัมผัสกับชีวิตชีวา ความสนุกสนานของโลกภายนอกบ้าง แต่เพื่อนก็ยืนกรานว่าโลกภายนอกไม่มีอะไรน่าสนใจ (ที่จริงเพราะเธอเคยลองแล้วแต่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเลย) มิชิรุบอกคาซึเอะว่า “ถ้าฉันออกไปข้างนอกคนเดียว จะไปขวางทางทุกคน"
ความดื้อของเพื่อนทำให้คาซึเอะโกรธ ถึงกับซาโยนาระ (ลาก่อน-ลาเฉยๆ เค้าไม่พูดคำนี้จ้ะ) และไม่รับโทรศัพท์ แต่เพราะคาซึเอะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวในโลก มิชิรุจึงตัดสินใจจะไปหา ไปคุยด้วย แต่ก็กลัว กลัวมาก จะเปิดประตูออกจากบ้านยังไม่กล้า
อากิฮิรุคงทนไม่ไหวแล้ว ก็เลยจูงออกมา เดินไปเป็นเพื่อน คอยให้กำลังใจเงียบๆ จนถึงหน้าบ้านคาซึเอะ มิชิรุบอกว่าเธอเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดี แล้วถอดโค้ตของพ่อที่เธอเอามาใส่ (คงเพราะคิดถึงน่ะ) ให้อากิฮิรุ เพราะเชื่อว่าเขาจะหนาว บอกว่าไม่ต้องห่วงตัวเอง เดี๋ยวยืมเสื้อเพื่อนใส่ได้ แล้วก็ให้กลับไปรอที่บ้าน เพราะเดี๋ยวเพื่อนคงไปส่ง แต่ถ้าเพื่อนไม่ไปส่ง ก็คิดว่ากลับเองได้แล้ว

เมื่อต่างคนต่างได้รับการมองเห็นจากอีกฝ่าย ทำให้คนสองคนเริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนของตัวเอง มิชิรุกล้าพอจะไปหาคำตอบกับเรื่องที่เธอสงสัย แล้วก็กล้าที่จะไขปริศนาทั้งหมด และเธอก็ช่วยเขาได้ในที่สุด

ตอนจบของเรื่องเกิดขึ้นในสวนสาธารณะ เป็นตอนที่ไดอาลอกที่สวยที่สุด

อากิฮิโระ : ฟังนะ.. มันเหมือนดอกไม้ที่เริ่มบานช่วงใบไม้ผลิ..
ถึงแม้ว่าจะเป็นไปอย่างช้าๆ
ผมก็ปรารถนาให้พวกเราและทุกอย่างได้ผลิบานเต็มที่
เพราะฉะนั้น...

มิชิรุ: ขอบคุณนะ
ตอนนี้ฉันมั่นใจ
ฉันจะผลิบานอย่างเต็มที่
ฉันเชื่ออย่างนั้น

อากิฮิโระ: ขอบคุณนะ

ชอบน้ำเสียง ありがとう(อาริงาโต-ขอบคุณ) ของทั้งสองเสียจริง




บันทึก:
• เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องที่ดีมาก เขียนบทก็ดีมากด้วย
• น้องนางเอกหน้าตาเรียบๆ แต่น่าัรัก น่ามองมากๆ ส่วนพระเอกก็ดูจี๊น-จีน
• การดูหนังญี่ปุ่นเป็นการทบทวนบทเรียนที่เจ๋งจริงๆ โดยเฉพาะหนังที่พูดช้า ชัด ใช้แสลงน้อยๆ สบถน้อยๆ แล้วก็ใช้ประโยคที่มีโครงสร้างแบบหนังเรื่องนี้
• (ความช้าของหนังทำให้อิฉันดูได้ clear+smooth ด้วย ..ก็การ์ดจอมันตามไม่ทันโปรแกรมที่ใช้ดูหนังแล้วอะสิ)
• ซับไตเติลภาษาไทยหนังเรื่องนี้ดีมากๆ น่าสรรเสริญจริงๆ (แหม๋ อยากให้เค้ามีซับฯ ภาษาญี่ปุ่นให้ด้วยจัง)
• หนังเรื่องนี้ไม่มีเสียงอึกทึก (ดีกับประสาทหู) แต่เสียงทุกเสียงในหนังบอกบางอย่างกับคนดูตลอดเวลา
• ถ้าใจอยู่กับหนัง เราจะได้ยินกระทั่งเสียงคลี่ยิ้ม
• หนังเรื่องนี้แบ่งเป็นสามองก์ บางคนจะดูหนังเรื่องไม่จบ เพราะทนความเหงาในสององก์แรกไม่ได้
• อยากบอกเขาคนนั้นว่า ถ้าดูไปจนถึงองก์สุดท้าย น้ำตาเขาอาจไหลได้
• แต่น้ำตานั่น มันไหลออกมาเพราะคนสองคนในหนังไม่ได้เหงาอีกต่อไปแล้วน่ะสิ







วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551

The Kite Runner: For You, I Will

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงหนังสยาม
ชอบดูหนังที่โรงสยามกับสกาล่ามาก เพราะโรงมันใหญ่ มีที่นั่งดูสบายๆ มากกว่าโรงเล็กๆ ที่ต้องแย่งซื้อตั๋วแถวหลังตรงกลางๆ เข้าไว้
คราวนี้ดูคนเดียว ไม่มีึคนนั่งข้างหน้า สบายตา แต่ก็เขินนิดๆ เวลาร้องไห้ (ถ้ามาดูกับเพื่อนจะร้องได้อย่างไม่มีเขิน-อาจถึงขั้นสะอื้น)

หนังเล่าเรื่องย้อนไปในปี '๗๐s ช่วงสงครามเย็น แฟชั่นกำลังเป็นฮิปปี้กางเกงขาบาน ขับฟอร์ดมัสแตงเสียงกระหึ่ม ตอนนั้นกรุงคาบูล อัฟกานิสถานยังสงบสุข เห็นได้จากชีวิตชีวาของตลาด และกิจกรรมของผู้ใหญ่
เมืองนี้คงจะมีลมดี เพราะเด็ก ผู้ชายเค้าเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานอยู่ทั่วเมือง ทั้งบนพื้น แล้วก็บนหลังคาตึก มีการรบกันเล็กๆ ด้วยการตัดสายป่านของอีกฝ่าย ว่าวใครขาด คนนั้นก็แพ้

และเพื่อให้สมศักดิ์ศรีของผู้ชนะ ก็ควรจะต้องเก็บว่าวที่ตัวเองพิชิตมาได้เอาไว้ด้วย

มีเด็กผู้ชายอยู่สองคน มีฐานะต่างกัน เพราะคนหนึ่งเป็นลูกนาย (อาร์มีร์) อีกคนเป็นลูกบ่าว(ฮัสซัน) สองคนนี้รักกันมาก ยิ่งฮัสซัน ทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกแค่นั้น แต่ก็ทั้งรัก ภักดี และ sacrificed ตัวเองเพื่อเพื่อนสุดๆ ไม่ว่าอาร์มีร์จะทดสอบความภักดีของเขากี่ครั้ง ฮัสซันก็ยังให้คำตอบที่หนักแน่น และมั่นคงเหมือนเดิม

มีตอนหนึ่งที่ฮัสซันวิ่งไปเก็บว่าวที่ถูกตัดขาดและกำลังลอยตามลมให้อาร์มีร์ เขาวิ่งไปคนละทางกับเด็กอื่นๆ อาร์มีร์สงสัยว่าทำไมไม่ไปตามเก็บว่าวให้ ฮัสซันตอบว่า เขารู้ว่าเดี๋ยวมันจะลอยมาทางนี้ และถ้าอาร์มีร์อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นว่าวอีกกี่ตัว เขาก็จะเก็บมาให้อาร์มีร์ให้ได้ (เริ่มซึ้งแล้วซี)

เล่าถึงความรักและผูกพันของสองเพื่อนอีกนิดหนังก็ปล่อยตัวร้ายออกมา เป็นเด็กวัยรุ่นหัวรุนแรงที่เป็นพวกแบ่งแยกสีผิวและชนชั้น พวกนี้คอยแกล้งสองเพื่อนรัก เพราะเขม่นอาร์มีร์ซึ่งเป็นลูกโทนของคนมีตังค์ นักเรียนนอกหัวก้าวหน้าประจำกรุงคาบูล แต่ดันมาคบใกล้ชิดสนิทสนมกับฮัสซัน ซึ่งเป็นพวก ฮาซาร่า (เข้าใจว่าเป็นชนกลุ่มน้อยมาจากภูเขา-อะไรอย่างนั้น)

ไอ้ ๓ วายร้ายนี้เอง ที่ดักทำร้ายฮัสซันในวันเปิดศึกแข่งว่าวของเมือง ที่ฮัสซันดันอาร์มีร์ให้พิชิตเด็กอื่นๆ ในเมืองสำเร็จ แล้วก็วิ่งไปตามเก็บว่าวตัวสุดท้ายที่ตัดสายป่านได้
และไปจนตรอกต่อหน้า ๓ วายร้ายนี่

ไม่คาดคิดมาก่อนว่า (ด้วยความเคารพ ดิฉันไม่เคยอ่านนิยายและไม่เคยรู้เรื่องย่อมาก่อน) ว่ามันจะทำร้ายฮัสซันอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสังคมมุสลิมจะมีผู้ชายข่มขืนผู้ชายด้วย
พูดให้ถูกคือเด็กผู้ชายข่มขืนเด็กผู้ชาย แถมบอกเพื่อนว่าอย่างนี้ไม่บาป แต่มันคือการลงโทษ

เรื่องมันบัดซบจริงๆ
และมันบัดซบยิ่งขึ้นเมื่ออาร์มีร์เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่ไม่ได้พยายามจะช่วยเพื่อน เพราะเขา 'ขลาด' เกินไป

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็มีรอยร้าว ฮัสซันรู้หรือเปล่านะว่าอาร์มีร์เห็น-ไม่รู้เหมือนกัน แต่อาร์มีร์พยายามสร้างกำแพงปกป้องความรู้สึกของตัวเอง เขาทำตัวห่างเหิน ทราบว่าเพื่อนป่วยก็ไม่ไปเยี่ยมเหมือนเคย แถมยังเลวร้ายถึงขั้นป้ายสีว่าเพื่อนขโมยของ จนในที่สุด พ่อลูกคู่นี้ก็ขออพยพตัวเองออกไปจากบ้าน

หลังจากนั้น รัสเซียก็บุกคาบูล
พ่อพาอาร์มีร์หนีเพราะรู้ตัวดีว่าด่าคอมมิวนิสต์ไว้มาก
ตอนอยู่บนรถบรรทุกข้ามแดนไปปากีสถาน มีทหารรัสเซียเรียกให้หยุด แล้วก็สั่งให้ผู้หญิงที่กำลังอุ้มเด็กทารกที่กำลังร้องไห้โยเยลงไปหาความสำราญกัน สามีของผู้หญิงคนนั้นโกรธ แต่โกรธไม่เท่าพ่อของอาร์มีร์ ที่โกรธจนลืมตาย ลุกขึ้นยืนด่าผ่านล่าม ท้าว่าให้ยิงเขาให้ตาย ไม่อย่างนั้นจะแช่งพ่อทหารคนนั้น (อะไรประมาณนี้นะ) เกือบได้ตายจริง แต่นายของทหารผู้นั้นมาถึงก่อน และปล่อยรถบรรทุกไป

ตอนที่รถวิ่งอีกครั้ง ทุกคนคอตก เหงื่อแตก เพราะพึ่งรอดตายมาได้ สามีของผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมาคุกเข่าต่อหน้าพ่อของอาร์มีร์ เหมือนจะจูบมือแล้วพูดขอบคุณ น้ำตาดิฉันก็ไหลเป็นยกแรก

เป็นอันว่าเพื่อนสองคนพลัดพรากกันทั้งทางกายและใจ พลัดกันไปไกล เพราะคนหนึ่งไปใช้่ชีวิตพลเมืองชั้นสองในอเมริกา อีกคนยังอยู่ในภัยสงครามกลางเมืองของอัฟกานิสถาน ที่หลังจากโดนรัสเซียรังแก ก็มีพวกตอลีบานเข้ามากดขี่ต่อ อ้างว่ามาปลดแอก แต่ที่จริงก็คือการกระทำย่ำยีในอีกรูปแบบนั่นแหละ

อาร์มีร์โตเป็นหนุ่มเรียนจบ ยังมุ่งมั่นจะเป็นนักเขียน พบรัก แต่งงาน พ่อตาย นิยายได้รับการตีพิมพ์ และแล้วก็ได้รับโทรศัพท์จากเืพื่อนพ่อ คนที่ส่งเสริมพรสวรรค์และความสนใจในการเขียนของเขาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก

อาร์มีร์เดินทางไปปากีสถานเพราะทราบว่าเพื่อนพ่อกำลังป่วยหนัก โดยไม่่รู้ว่าเพื่อนพ่อมีจดหมายฉบับหนึ่งรอเขาอยู่

เป็นจดหมายจากฮัสซันซึ่งพยายามเรียนหนังสือด้วยตัวเอง และตั้งใจจะไม่เขียนจดหมายถึงอาร์มีร์ จนกว่าจะใช้ภาษาได้ดีพอ... ทว่า ฮัสซันได้ตายไปด้วยกระสุนพวกตอลีบันเพราะพยายามปกป้องบ้านพ่ออาร์มีร์ไว้ เมียก็ถูกยิงตายตาม เหลือลูกชายไว้ ๑ คน ตอนนี้อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
เพื่อนพ่ออยากให้ไปรับลูกฮัสซันกลับไปอเมริกาด้วย อาร์มีร์สงสัยว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น เพื่อนพ่อเลยบอกว่า เพราะว่าพ่อของฮัสซันเป็นหมัน แต่แม่ฮัสซันท้องกะพ่ออาร์มีร์ ฮัสซันก๊อเลยเป็นน้องชายของอาร์มีร์น่ะซี

ทีนี้ อาร์มีร์เลยต้องบุกไปคาบูล อัฟกานิสถาน ไปถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งน่าอนาถใจมากที่ได้เห็นภาพเด็กๆ วิ่งเล่นทั้งที่มีขาข้างเดียวกับไม้ค้ำ ถามถึงโซรัปหลานชาย ก็รู้ว่าถูกพวกตอลีบันซื้อตัวไป (รู้เลยว่าซื้อไปทำไม เพราะไดอาลอกที่ว่า บางทีก็เลือกเด็กผู้หญิง บางทีก็เลือกเด็กผู้ชาย) และที่คนดูแลจำเป็นต้องให้ไปก็เพราะว่า ไม่มีปัญญาไปต่อกรกับคนพวกนี้ แถมเด็กอื่นๆ จำเป็นต้องมีเงินมาซื้ออาหารกินด้วย
(เศร้าว่ะ-ยูนิเซฟรู้แล้วคงร้องกรี๊ด)

อาร์มีร์เลยจำต้องบุกไปตามตัวหลาน ณ รังของพวกตอลีบัน และได้พบในที่สุดว่า เจ้าตัวเอ้ที่ซื้อเด็กชายมาบำบัดความใคร่นั้น คือไอ้อันธพาลที่เคยทำร้ายฮัสซัน เพื่อนของเขาในวันนั้นนั่นเอง
(จะเห็นได้ว่า โลกไม่ได้เลวร้ายอย่างเดียว มันยังกลมมากๆ อีกด้วย)

อาร์มีร์คงโดนคนจิตวิปริตคนนี้ทำร้ายจนตาย ถ้าหลานไม่ใช้หนังสติ๊ก(Made in USA) ที่ตัวเองมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับพ่อของเขาตั้งแต่เมื่อครั้งกระโน้นช่วยเอาไว้

ในที่สุด อาร์มีร์ก็พาหลานผู้เงียบงันเพราะขวัญหาย ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เดินทางถึงบ้านในแคลิฟอร์เนีย หนังบอกว่าเขายอมรับ และปกป้องเกียรติของหลาน (พูดให้ลึกคือเขายอมรับผิดแล้ว ที่คราวนั้นเห็นเพื่อนโดนรังแก แต่ไม่กล้าช่วย) ด้วยการกล้าพูด (เป็นครั้งแรก) กับพ่อตาว่า หลานคนนี้เป็นลูกของน้องชาย ซึ่งเป็นน้องคนละแม่ของเขา แถมยังบอกพ่อตาอีกว่า อย่าเรียกเด็กคนนี้ว่า เด็กฮาซาราอีก เพราะว่าเขามีชื่อ ชื่อโซรัป

และอาร์มีร์ก็ได้ไถ่บาปจากใจในตอนท้าย เขาชวนให้โซรัปเล่นว่าว บอกหลานว่าพ่อของเขาเล่นว่าวเก่งแค่ไหน เมื่อพิชิตว่าวผู้ท้าประลองได้ อาร์มีร์ก็ตั้งท่าวิ่งไปเก็บว่าวตัวที่สายป่านขาดให้หลาน

โดยบอกกับเด็กชายเหมือนที่พ่อของเขาเคยบอกตัวเอง คำพูดที่ทำให้ดิฉันนึกถึงเพลงที่มีเนื้อร้องว่า

I will cross the ocean for you
I will go and bring you the moon
I will be your hero, your strength
Anything you need ....
Promise you, for you I will

(ซึ้งกำลังดีนะ หนังเรื่องนี้)




ข้อสังเกตุ
๑.หนังเรื่องนี้ควรได้รางวัลสาขาเกี่ยวกับการถ่ายภาพและซีจีด้วย เพราะไม่ได้แค่นำมุมสวยๆ ของชีวิตมาให้เราดู แต่การทำภาพว่าวเริงลมสู้รบกันบนฟ้ายังทำได้ดีมากจนอยากลองหัดเล่นว่าวบ้าง
นอกจากนี้เขายังทำภาพกรุงคาบุลหลังสงครามได้รันทดจิตมากๆ คนอัฟกันน่าสงสารที่สุด
๒.ชอบไตเิติ้ลหนัง ที่ทำฟ้อนต์เลียนแบบตัวหนังสือภาษาอาหรับ
๓.ชอบยิ้มของโซรัปตอนฉากจบของหนัง
๔.หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องดี แล้วก็จัดสัดส่วนการเล่าเรื่องต่างๆ การให้น้ำหนักกับประเด็นต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม แถมไม่ลืมแทรกอารมณ์ขันไว้อย่างถูกจังหวะ ดิฉันชอบซีนแต่งงานตามประเพณีอัฟกัน ที่ผู้ใหญ่เอากระจกมาให้บ่าว-สาวส่อง แล้วอาร์มีร์ถามเมียว่า "What do you see?" ชอบคำตอบของฝ่ายหญิง ทั้งสายตาและไดอาลอก ทำให้เรารู้้เลยว่าสองคนนี้รักกันและต้องการกันและกันขนาดไหน
๕.ชักอยากไปเดินในที่ที่ได้กลิ่นคะบับแพะมั่งแล้วสิ
๖.อาร์มีร์เคยติงพ่อตัวเองว่า 'ดื่ม' เป็นบาปไม่ใช่หรือ พ่อ(อาจจะเส)บอกลูกว่า สิ่งที่บาปที่สุดคือการขโมย โดยเฉพาะการฆ่าคน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการขโมยชีวิตของเขา ทำให้เมียหมดโอกาสมีลูก ทำให้ผัวหมดโอกาสอยู่กับลูกเมีย (...ประมาณนี้นะ ความจำไม่แม่น) ไม่ว่าพ่อจะบอกอาร์มีร์อย่างนี้เพราะตัวเองเป็นนักดื่ม แต่ดิฉันชอบใจมาก และเห็นด้วยอย่างสุดๆ ว่า การขโมยเป็นบาปอย่างที่สุด
๗.มีความรู้สึกประทับใจในการทำงานของคนแปลซับไตเติ้ลมาก คราวนี้ไม่รู้สึกถูกขัดขวางอารมณ์เลย-ขอบคุณมากค่ะ

The Kite Runner (๒๐๐๗)
สร้างจากนวนิยายดัง ดังไปหลายประเทศ มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วย (เห็นว่าเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กอเมริกันนะ) โดย Khaled Hosseini
กำกับโดย Marc Forster
เขียนสกรีนเพลย์โดย David Benioff