แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลิโด้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลิโด้ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Biutiful : ความงามที่มองเห็นด้วยหัวใจ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ไปดู Biutiful (2010) ของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu คนเดียว เพราะเป็นหนังของ Javier Bardem นักแสดงคนโปรด เพราะว่าเป็นหนังภาษาสเปน อันเป็นภาษาที่รักเสมอ และเพราะคิดว่ารอบหนังลงตัวพอดีกับจังหวะนัดทำฟัน ...โดยที่ไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้มากนัก (โอเค ก็รู้หรอกว่าหนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำสาขา ภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้นำพาอะไร)

การณ์ปรากฏว่าหนัง Biutiful มันเป็นอะไรแบบที่ ถ้าดูกันแบบใช้ ‘ตา’ ดูอย่างเดียว ก็แทบจะไม่ได้เห็นความ Beautiful เลย ต้องใช้ ‘หัวใจ’ ดู จึงจะมองเห็นว่าท่ามกลางความเสื่อมโทรมที่แสนจะชวนให้หดหู่ซึ่งฉายออกมาเป็นภาพต่อเนื่องยาวสองชั่วโมงกว่าๆ ตลอดหนังเรื่องนี้ คือภาพแห่งความงดงามของการเกิดมาเป็นคน

บาร์เซโลน่าที่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่นเป็นเมืองที่สง่า สะอาด และสว่างไสว แต่ในหนังเรื่องนี้กลับดูแออัดไปด้วยความสกปรก หม่น และหมองชนิดที่แทบไม่มีที่ว่างให้ต้นกล้าแห่งความหวังผลิใบอ่อนออกรับแสงอาทิตย์ ผู้คนก็ดูย่ำแย่ อมโรค ยากจน พิกลพิการทางร่างกายและจิตใจ จนแทบหาความสวยงามไม่ได้

ภาพพวกนี้เราไม่ประสงค์จะได้เห็น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลน่า โตเกียว กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ไหนๆ ในโลกก็ล้วนเป็นแบบเดียวกัน โลกโทรมๆ ที่เราไม่อาจเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างพรั่งพร้อม สะอาด สมบูรณ์ การเกิดเป็นคนที่ไม่สามารถเลือกพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร หรือลูกหลานที่แข็งแรง สวยงาม มีสุขภาพดี ชีวิตความเป็นพลเมืองที่ไม่อาจเลือกเกิดในประเทศชาติที่มีการยอมรับและเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นคน ทั้งยังไม่อาจเลือกจะทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนแรงงานอันชอบธรรม และยุติธรรมพอจะนำไปใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและลูกเมีย

นึกไม่ออกเลยใช่ไหมว่าในสภาพที่ไร้ซึ่งความน่าอภิรมย์แบบนี้ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร

และแล้วอินาร์ริตู ผู้กำกับใจร้ายที่ไม่เคยปรานีปราศรัยกับความอ่อนไหวแห่งเส้นประสาทของคนดู ก็ประดิษฐ์ชีวิตของ Uxbal (อุ๊กซ์บัล-ฆาเบียร์ บาร์เด็ม) ขึ้นมา เพื่อสาธิตให้เห็นว่า ชีวิตห่วยๆ ก็มีความสวยงามในแบบของมันอยู่เหมือนกัน

อุ๊กซ์บัลรู้ตัวว่ากำลังจะตาย และกำลังรวบรวมเงินทิ้งไว้ให้เป็นทุนชีวิตของลูกสอง เมียสติไม่ดีอีกหนึ่ง การพลาดพลั้งทำลายชีวิตที่มีชีวิตอื่นให้เลี้ยงดูเหมือนตัวเอง หัวจิตหัวใจเมื่อสัมผัสความห่วงหาอาลัยลูกผู้จากไปในวัยเยาว์ ความถวิลหาบิดาผู้ที่เขาไม่มีโอกาสได้พบหน้า และความรู้สึกเมื่อรู้ว่าพี่ชายเอากับเมียตัวเอง สถานการณ์ช่วงท้ายของชีวิตบีบคั้นรุนแรง แต่เขาก็หาทางออกของตัวเองจนได้

เราเองก็ต้องหาทางออกของเราได้เหมือนกัน

ฉันดูหนังเรื่องนี้ในวันหนึ่ง อีกวันก็ได้ข่าวการละสังขารของหลวงตาบัว แล้วฉันก็คิดว่า อีกไม่ช้าก็เร็วเราทุกชีวิตก็ต้องจากชีวิตนี้ไปเหมือนกัน มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าก่อนจากไปเรามีโอกาสได้สัมผัสกับความสวยงามครบมิติของการได้เกิดมามีชีวิต มาพบเจอ ผูกพัน และพลัดพรากกับคนอื่นๆ รวมทั้งมีโอกาสที่จะฟื้นคืนศรัทธาต่อมนุษย์อื่นได้เช่นเดียวกับอุ๊กซ์บัล

....ที่จริงไม่ต้องเห็นเหมือนกันทั้งหมดหรอก จะยกเว้นภาพที่เขาเห็นบนเพดานไปสักอย่างก็ได้



หมายเหตุ
• มีความรู้สึกว่าการเขียนถึงหนังเรื่องนี้มันเข้ากับเพลง Blues ที่ฟังอยู่ชะมัด!
• ความจริงแล้วดูจากรายชื่อหนังที่ Iñárritu กำกับมาก่อน (เช่น AMORES PERROS, 21 GRAMS, BABEL) ก็น่าจะพอเตรียมใจกับความหนักของหนังได้นะ (จริงๆ ไปดูคนเดียวก็ดี ถ้าปวดหัวก็ปวดคนเดียว แต่ถ้าชวนเพื่อนไปดูด้วยแล้วเพื่อนปวดหัว เราคงปวดหนักกว่ามันเป็นสองเท่าเพราะโดนเพื่อนบ่นใส่!)
• แอบเห็น roundfinger เขียนไว้ใน Facebook ว่า “Biutiful ผู้กำกับเดียวกับ 21 grams ระหว่างนั่งดูเหมือนมีเหล็ก 21 tons ทับหัวอยู่ตลอดเวลา” แล้ว.. โคตรจะเห็นด้วยเลย
• ภาษาสเปนไม่ได้ใช้คำว่า biutiful ในความหมายว่าสวยงาม นี่เป็นการเขียนคำในภาษาอังกฤษผิด แต่ทำไมถึงผิด ที่มามันอยู่ในเรื่อง ไปหาเอานะจ๊ะ
• ความจริง Bardem น่าจะได้รางวัลนำชายนะ พี่แกเล่นได้เยินถึงใจจริงๆ เห็นภาพ+อาการแล้วแทบจะจินตนาการถึงกลิ่นได้ทีเดียว


วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Coco avant Chanel : ก่อนโลกจะรู้จักชาแนล

Rating:★★★
Category:Movies
Genre: Drama


บางทีเราก็ลืมไป ว่าก่อนที่โลกจะเป็นอย่างทุกวันนี้ โลกเป็นยังไงมาก่อน

ก่อนที่ผู้หญิงจะใส่กางเกงยีนส์ขาเดปเอวต่ำกับเสื้อกล้าม คล้องผ้าพันคอ เขย่งบนส้นเข็ม และไม่ลืมกรีดขอบตาคมกริ๊บออกจากบ้าน คนรุ่นทวดเราเขาแต่งตัวยังไง

ก่อนที่ผู้หญิงจะประกาศท้าหย่าผัว แล้วยืนยันจะเลี้ยงลูกคนเดียวในวิถีของซิลเกิลมัม
คนรุ่นทวดเราเขาอยู่ยังไง ทำมาหารับประทานยังไง

ก่อนที่โลกจะรู้จักกับชาแนล แบรนด์เนมที่กำหนดเทรนด์แฟชั่นและรสนิยมการแต่งตัวของผู้หญิงมีตังค์อย่างทุกวันนี้นั้นโลกเป็นอย่างไร ดูได้ในหนัง Coco avant Chanel (2009) หนังที่ตั้งชื่อภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า โคโค่ ก่อนจะเป็น (โคโค่) ชาแนล

โคโค่ ชาแนล มีชื่อจริงว่า กาเบรียล ส่วนโคโค่น่ะ เป็นชื่อหมาน้อยซึ่งอยู่ในเพลงที่เธอและพี่สาวร้องในบาร์เพื่อหาเลี้ยงชีพ

ผู้หญิงสมัยของโคโค่ที่จัดว่าเป็นสุภาพสตรี (คือมีตังค์) ไม่ต้องทำงานเลี้ยงชีพกัน เพราะจะมีผู้ชายคอยเลี้ยง ผู้ชายที่ว่าก็เป็นได้ตั้งแต่พ่อ สามี รวมทั้งสามีคนอื่น

โคโค่กับพี่สาวเป็นลูกกำพร้าแม่ที่พ่อไม่ยอมเลี้ยง แต่จับใส่รถม้ามาปล่อยที่คอนแวนต์เลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ชีวิตที่ควรจะเป็นชีวิตดีๆ ของเด็กสองคนนี้เลยไม่มีทางเลือก เป็นได้อย่างเดียว คือชีวิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

พี่สาวของเธอรักกับบารอนคนหนึ่ง ถึงกับเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ด้วยแล้ว แต่ก็แต่งงานกันไม่ได้ เพราะครอบครัวฝ่ายชาย (บารอนเชียวนะยะ) ไม่อาจรับสถานะลูกกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าของหล่อนได้ โคโค่เอง ในที่สุดก็ต้องเลือกที่ตามผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นสนุกคนหนึ่งไป เพื่อจะได้มีชีวิตต่อไป

สิ่งที่ชีวิตอันหยาบกระด้างและแห้งแล้งให้กับโคโค่คือ ความดื้อ ขวางโลก ขบถ เธอประกาศว่าอยากทำงาน และโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรที่จะเลี้ยงตัวเองได้นั้น เธอก็ค่อยๆ ค้นพบความสามารถในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของตัวเอง

โคโค่สวมหมวกสักหลาดเรียบๆ แบบผู้ชาย ใส่กางเกงแล้วก็โดดขึ้นหลังม้าแบบขี่คร่อม (สมัยนั้นผู้หญิงเค้าขี่แบบคนใส่กระโปรงนั่นซ้อนมอไซค์วินเดี๋ยวนี้อะ-เหมือนลูกเชอรี่ที่แปะไปบนเค้ก ดังที่ตัวละครตัวนึงกล่าวนั้นแล)

สไตล์ของโคโค่เท่ เธอทำหมวกไม่มีขนนก เดรสไม่มีคอร์เซ็ต (ชุดชั้นในที่รัดแน่นจนเนื้อ+ไขมันกลางลำตัวทะลักล้นไปออกที่นม) รองเท้าไม่มีส้น จับใจเหล่าผู้หญิง ซึ่งสมัยนั้นแข่งกัน ‘เยอะ’ มากจนเริ่มเบื่อ แล้วก็ทึ่งเอากับอะไรเรียบๆ ง่ายๆ เท่ๆ

เสน่ห์เท่แบบเป็นตัวของตัวเองของโคโค่จับใจผู้ชายอีกคน ซึ่งเป็นชายที่เธอรัก ซึ่งเขาก็รักเธอด้วย ..แต่เขากำลังจะแต่งงาน ช่าย..เขากำลังจะตกถังข้าวสาร (โอ้ว...ม่าย)

โคโค่นั้นรู้ดี ว่าเธอไม่อาจเป็นเมียใครได้ (ก็สถานะอย่างเธอ สังคมไม่ปลื้มอะดิ) ก็เลยเปลี่ยนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาทั้งหมดที่มี มุ่งมั่นไปในการทำงาน อย่างน้อยคงเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าแม้ไม่อาจได้รับการยอมรับในฐานะเมียผู้น่าภาคภูมิใจของชายคนที่เธอภูมิใจ แต่ผู้หญิงหลายๆ คนก็ทึ่ง ปลื้ม และยอมรับในสไตล์ของเธอ

ในที่สุด Chanel แบรนด์เนมที่นำนามสกุลของโคโค่มาใช้ ก็ถือกำเนิดขึ้น และยืนสง่าในโลกแฟชั่นมาจนทุกวันนี้

ชีวิตของโคโค่ไม่อาจพูดได้ว่าน่าสงสาร ที่รู้สึกในฐานะลูกผู้หญิงคือ เป็นชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของลูกผู้หญิง แม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่มีโอกาสได้เป็นเมีย หรือแม่ของใคร



รู้ไว้เถอะว่าโคโค่ ชาแนล คือผู้หญิงคนแรกๆ ที่เดินออกมาจากเงาของผู้ชาย






บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Anne Fontaine เล่นเป็นโคโค่ ชาแนลโดย Audrey Tautou
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังดูชีวิต โคโค่ ชาแนล แต่เหมือนดูอาเมลีที่แก่ขึ้น และทำตัวเป็นโคโค่ (เพราะยิ้มและเขี้ยวของเธอแน่เลยยัยโตตู)
• เรื่องของโคโค่ ชาแนล ออกจาทรงพลัง ทำไมหนังออกอ่อนอ้อยสร้อย ไม่ทรงพลังเลย หรือฉันคาดหวังเยอะไป? หรือฉันเข้าใจเนื้อหาหนังผิด? หรือฉันมีอคติกับโตตู? ไม่นะฉันรักโตตูที่เป็นอาเมลีจะตาย
• เล่าความรู้สึกนี้ให้น้องที่ออฟฟิศฟัง น้องบอกว่า ไม่หรอก ที่โตตูเล่นในดาวินชี่โค้ดนั่นออกจะดี (เอ่อ ไม่ได้ดูว่ะ-ฉันแอนตี้สังคมน่ะ)
• โปสเตอร์ที่หามาประกอบรีวิวนี่เป็นคนละอันกับที่ติดอยู่ที่ลิโด้ (ซึ่งเป็นภาพที่ไม่อยู่ในเรื่อง ในเรื่องโคโค่ไม่ได้ตัดม้าเต่อเหมือนในโปสเตอร์ใบนั้น) เข้าใจว่าที่ลิโด้ต้องใช้โปสเตอร์แบบนั้น เป็นเพราะว่าแม้หนังเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของโคโค่ ชาแนล แต่ไม่อาจใช้รูปที่เธอคีบบุหรี่ติดหน้าโรงได้ (โดยไม่ถูกด่า) นั่นเอง
• เราจะสังเกตเห็นความขบถของโคโค่ในรูปนี้ ชีใส่ชุดนอนผู้ชายนะนั่น ผู้หญิงเขาไม่ใส่แบบนี่กันหรอก
• สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้คือฉาก ฉากชนบท ทุ่งหญ้าที่คนรวยขี่ม้ากัน ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นสวยมาก
• แน่นอนว่า costume ในเรื่องก็สวยมากๆ
• ถ้าอยากชมก็เชิญที่ลิโด้เลยละกาน

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

CHÉRI : จุดจบของสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะความมาโซ ชอบทำร้ายความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งรู้ว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้คือจุดจบของความรักพิลึกพิลั่นระหว่างสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย ยิ่งหมายมั่นอยากจะดู

CHÉRI (2009) เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Lea de Lonval (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) โสเภณีชั้นสูง สวยสง่าและโดดเด่นที่สุดในสังคมฟู่ฟ่าของฝรั่งเศสยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้กำลังย่างเข้าวัย 50 จึงคิดจะถอนตัวจากวงการเสียที กับ Cheri (รูเพิร์ต เฟรนด์) ลูกชายวัย 18 ของ Madame Peloux (เคธี เบทส์) เพื่อนร่วมอาชีพของเธอ

มาดามเปลูซ์กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าที่เอาลูกชายไม่อยู่ ไหนจะขี้เกียจ ไม่เอาการเอางาน ไหนจะผลาญเงินเก่งไม่มีใครเกิน (จะโทษลูกได้ไง ตัวเองแทบไม่เคยลงมือเลี้ยงหรือสอนให้ลูกใฝ่ดีเลย) ชีกึ่งๆ จะรู้เห็นเป็นใจ และแอบยินดีด้วยซ้ำ เมื่อลูกไปติดเพื่อน ไปกินไปนอน ไปใช้เงินของเพื่อนเสียได้

เชรี “ติด” เลอาเหมือนเด็กน้อยติดพี่สาวคนสวย พี่สาวคนนี้ทั้งมีเสน่ห์ ทั้งเป็นผู้ดี มีมารยาท มีรสนิยม ไม่อ้วน จู้จี้จุกจิก แต่งตัวเยอะจนน่ารำคาญเหมือนแม่ตัวเอง แถมพี่สาวยังมีตังค์ ตามใจเขาได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย ส่วนเลอา ทั้งๆ ที่ผ่านกลเกมความรักมามาก ทั้งๆ ที่ไม่ยอมให้ตัวเองตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่ก็เผลอไผลปล่อยให้ตัวเอง “ติด” เชรีไป (จริงๆ เธออาจจะแค่อยากมีความรักจริงๆ กะเขาบ้าง) เธอติดเขากับราวกับพ่อหนุ่มคนนี้เป็นหมาน้อยน่าเอ็นดูที่เธอต้องคอยดูแล คอยประจบ ออดอ้อนเอาใจ คอยเกาคางให้ แล้วก็เปิดอ้อมแขนให้เขาซบหลับ ยามนิทรา

ไม่ใช่อะไรที่น่าอิจฉา น่ารังเกียจ น่าสมเพชเวทนา หรือน่าเห็นใจ เชรีกับเลอาเป็นแค่คนสองคนที่พบสิ่งที่ขาดหายในตัวคู่รัก

เชรีพบความอบอุ่นที่เขาแสวงหา ได้ลิ้มรสเซ็กซ์ที่แสนวิเศษ ส่วนเลอาก็ได้ความชุ่มชื่นสดใส และได้เปิดเผยความรู้สึกอันบริสุทธิ์ใจกับชู้รักอ่อนวัย

ถ้าความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเลอากับเชรียังคงเป็นความรัก เสน่หา พึงใจในตัวกันและกัน โดยไม่มีการคาดหวัง หรือตีตราจับจอง ไม่หึง ไม่หวง และไม่ต้องกังวล ว่าฉันเป็นอะไรของเธอ หรือเธอเป็นอะไรของฉัน เรื่องก็อาจไม่จบอย่างนี้ แต่ถ้าพลิกรูปมามองกันที่อีกด้าน มันคงเป็นไปไม่ได้ ที่คนสองคนจะรักกันตลอดไป โดยไม่คาดหวังการจงรักภักดีต่อกัน หรือคาดหวังให้เขามีเราคนเดียว

ความรักอย่างนั้นมันไอดีลเกินไป มันไม่มีจริงหรอก

หลังจากคบกันฉันชู้รักอยู่ 6 ปี เมื่อเชรีต้องแยกไปแต่งงานกับเด็กสาว (สวยด้วย) ที่แม่เตรียมไว้ให้ เลอาจึงแทบหัวใจสลาย เชรีเองก็ได้รู้ตัวว่าเขามีชีวิตโดยขาดเลอาไม่ได้ อยู่กับเมียที่ทั้งสาวทั้งสวย แต่ก็ไม่อาจสุขสม และอิ่มเอมเท่าอยู่กับชู้รักสูงวัย

หลังจากช่วงเวลาที่ต้องห่างไกลอันแสนทรมาน ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อที่จะพบว่าทั้งคู่รักกัน และไม่อาจมีชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่มีกันและกัน

ทว่า..บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว

เชรีพบว่า เลอาไม่ได้เป็นคนรักแสนดีที่มีแต่ให้ มีแต่เข้าใจ แล้วก็อภัยเขาได้เสมอ (เธอแค่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คนรักกลับคืนมา) ส่วนเลอาก็พบว่า เชรีไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เธอจะคอยดูแล กำกับบทบาทได้อีกต่อไปแล้ว

จากนั้น เชรีก็เดินจากห้องนอนอันสวยงามและหรูหราของเลอาไป ปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพังกับเงาที่มองตอบจากในกระจก เดินจากไปพร้อมความปวดร้าวในหัวอก ทรมานไม่ต่างกับที่อดีตชู้รักสูงวัยของเขารู้สึก


ความสัมพันธ์ที่แสนจะแฟนตาซีของทั้งคู่จบลง พร้อมกับยุคสมัยอันเฟื่องฝันจากความฟู่ฟ่าเริงรมย์ โลกหมุนเข้าสู่คืนวันอันโหดร้ายของความเป็นจริงที่เราเรียกกันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1



บันทึก
• มิเชลล์ ไฟเฟอร์สวยมาก ถ้าอิฉัน 40 แล้วยังสวยได้เท่ามิเชลล์ตอน 50 ก็จัดว่าหรูแล้ว
• โดยส่วนตัวแล้วอิฉันเป็นสาวใหญ่ขึ้นทุกปี ดูหนังเรื่องนี้เลยเศร้าชิบ (สมใจมาโซ)
• หวังว่าชีวิตนี้คงไม่ซวยขนาดไปหลงรักเด็กหนุ่มที่ “ห่าง” กันขนาดนี้เข้า
• CHÉRI จริงๆ อ่านว่า เชรี (ในหนังออกเสียงแบบฝรั่งพูดภาษาอังกฤษว่าเชอรี) จริงๆ คือคำที่ใช้เรียกที่รัก เหมือนดาร์ลิง หรือสวีตฮาร์ต ไม่ได้หมายถึงลูกเชอรี่แบบที่อยู่บนยอดไอศกรีมสเวนเซ่นส์(เสมอ)แต่อย่างใด
• เรื่องนี้สอนให้รู้ (อีกครั้ง) ว่า ความรักไม่ใช่เกม ฉะนั้น อย่าได้ริอ่านไปเล่นกับความรัก
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ สตีเฟ่น เฟรียส์ คนกำกับหนังโรแมนติกคอมมิดี้ High Fidelity
• ผู้กำกับให้เสียงบรรยายในหนังเองด้วย (ทั้งน้ำเสียงและลีลา กวนทีนเป็นบ้าเลย)
• อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย รู้สึกว่าหนังมันดำเนินเรื่องเร็วไปอะ
• สำหรับผู้ที่จะไปชมที่โรง (เข้าใจว่ายังอยู่ในโปรแกรมเครือเอเพ็กซ์นะฮะ) โปรดสังเกตเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย






วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

Doubt : จากจุดเริ่มต้นเดียวกัน

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ดู Doubt (2008) กับปกรณ์ที่ลิโด้ตั้งแต่กลับจากชะอำได้สองวัน พบว่าเป็นหนังที่น่าอัศจรรย์ใจมาก แต่ต้องใช้เวลานึกอยู่หลายวัน จนเดินทางไปเจอปกรณ์ที่เกาะสมุย และกลับมาบางกอกอีกรอบแล้ว อิฉันจึงได้นึกออก ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องมันไม่ได้เริ่มต้นเอาที่ตัว “ความสงสัย” โดยตรง แต่มันเริ่มจากความเขม่นก่อน เขม่นว่าทำไมฟาเธอร์ฟลินน์ (ฟิลลิป ซีมอร์ ฮอฟแมน) ถึงได้เป็นพระที่ดูมั่นใจจัง ทำไมถึงโดดเด่นจัง ทำไมถึง shiny แล้วก็ดึงดูดผู้คนได้ดีจัง... แล้วการจับผิดของซิสเตอร์อลอยซิอัซ โบวิเอร์ (เมอริล สรีพ) จึงเริ่มขึ้น (พระช่วย! นามสกุลอะไรเรียกยากอย่างนี้ ขอเรียกว่าซิสเตอร์สรีพละกันนะ)

เรื่องนี้มันดูคุ้นชินพิกล..อิฉันเพิ่งถึงบางอ้อวันนี้ เมื่อกลับเข้าออฟฟิศเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน

ก็จริงแล้ว มันช่างละม้ายคล้ายเรื่องที่เกิดรอบๆ ตัวอิฉันนัก

ไม่ว่า “ผู้หญิง” สำหรับคุณจะน่ารัก น่าเทิดทูนราวกับแม่พระผู้บริสุทธิ์อย่างไร อิฉันขอแสดงความเคารพไว้ ณ ที่นี้ ก่อนจะขอเล่าว่า อิฉันออกจะโชคร้ายอยู่สักนิด ที่มองเห็นผู้หญิงรอบๆ ตัวเป็นสัตว์โลกช่างสังเกต เก็บรายละเอียด และช่างนำรายละเอียดนั้นมาวิเคราะห์แจกแจง เมื่อมีสมาชิกใหม่ย่างก้าวเข้ามาในผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง พวกเธอจะรอคอยการสาบานตนเข้าเป็นพวกเดียวกัน โดยคาดหวังว่าสมาชิกใหม่จะมีรสนิยมใกล้เคียงกัน ชอบกินข้าวร้านเดียวกัน ระดับราคาพอๆ กัน ชอบเดินตลาดแนวเดียวกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน มีความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน พูดภาษาบ้านๆ คือชอบที่จะ “เม้าท์” ในเรื่องเดียวกัน

ใครผิดไปจากนี้ คนนั้นแหละที่จะโดนเขม่น โดยการจับตาทุกรายละเอียด เพื่อเฟ้นหาประเด็นน่าสงสัยมาวิเคราะห์เจาะลึก ว่าหล่อนผู้นั้นทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วการที่หล่อนเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ แปลว่านิสัยของหล่อนเป็นยังไง ฯลฯ

...กระบวนการเช่นนี้เราเรียกภาษาบ้านๆ ว่า “เม้าท์” อีกนั่นแหละ

ใช่ เหมือนว่าเรื่องราวใน Doubt จะเริ่มจากอุปนิสัยดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณลูกผู้หญิง แต่ทว่า ความสงสัยในหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ อย่างที่บางคนสงสัยฆ่าเวลา หรือสงสัยเพื่อแค่ให้มีบทสนทนา (อย่างออกรส) กับคนอื่นๆ
ก็คนที่ถูกสงสัย และประเด็นที่สงสัยมันเกี่ยวข้องกับเด็กๆ นี่นา

บอกตรงๆ ก็ได้ว่า จริงๆ แล้ว “ผีแม่” เริ่มเข้าสิงอิฉันตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วล่ะ

โอเค-ซิสเตอร์สรีพเธออาจจะเป็นนางชีเคร่งวินัย ใจร้าย ใจแคบ ไม่มีรอมชอม ฯลฯ ก็ตาม แต่เธอไม่ได้ดื้อด้านที่จะเป็นอย่างนั้น หากยืนตัวตรงเป็นไม้บรรทัดอยู่บนจุดหลักการของเธอ เพราะเธอถือตัวว่าเป็นครู สิ่งที่ทำ ก็ทำเพื่อปลูกฝังระเบียบวินัยให้นักเรียน และนั่นคือความเมตตาต่อเด็กในแบบฉบับของเธอ

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของผีแม่ และด้วยความเอนเอียงเข้าข้างซิสเตอร์สรีพของอิฉัน (ขอสารภาพตรงๆ เลยแหละ) ทำให้อิฉันดูหนังเรื่องนี้โดยถือหาง เข้าข้างซิสเตอร์ เพราะเชื่อว่า แม้ซิสเตอร์จะเขม่นฟาเธอร์ แต่เธออยู่ข้างเด็ก

และถ้าฟาเธอร์ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมไม่พูดออกมา ว่าฉันไม่ได้ผิดนะ แทนที่จะหลบหน้า หนีหายไปจากเวทีอย่างที่เป็นในหนัง

คำพูดยอกย้อนที่คมกริบบาดหูระหว่างสงครามของสองตัวละครยังไม่ทำให้ปวดใจเท่ากับบทพูดน้อยคำของแม่ของโดนัลด์ เด็กผิวสีที่น่าสงสารคนนั้น

ตอนที่ซิสเตอร์สตรีพพยายามจะบอกข้อสงสัยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำอะไรกับลูกชายของเธอ-ทั้งๆ ที่ก็พอจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฟาเธอร์ฟลินน์ takes อะไรจากลูก แต่ก็ gave และสัญญาว่าจะ give อะไรกับลูกบ้าง-เธอดันพูดว่า

I don’t know if you and we are on the same side. I’ll be standing with my son and those who are good with my son. It’d be nice to see you there.

อิฉันฟังไป (อ่านซับฯ ด้วยสิคะ) แล้วก็อึ้ง…


ออกจากโรงมาถึงกับต้องถามปกรณ์ว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำยังไง?”




(ใจจริง อยากถามว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำอย่างนั้นหรอ?” มากกว่า)




บันทึก
• ขอบคุณปกรณ์ที่ดูเป็นเพื่อน แรกๆ เอ็งคงไม่อยาก (ไม่งั้นคงไม่หลับ) แต่ดูแล้วก็ชอบใช่ไหม?
• หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ไดอาลอกโคตรเจ๋ง ถ้ามันเป็นมวย การแคสติ้งได้ป้าสรีพมาชกกับน้าฮอฟแมนแบบนี้ นับเป็นคู่ชกที่สมศักดิ์ศรีจริงๆ
• ขอคารวะคุณจอห์น แพ็ตทริก แชนลีย์ เจ้าของบทละครเวทีดั้งเดิมชื่อ Doubt: A Parable เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สาขาดราม่าในปี 2005 ซึ่งลงมือเขียนบทดัดแปลงและกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คุณเข้าใจหยิบธรรมชาตินิสัยของคนมาเล่น และเล่นได้เจ๋งมากค่ะ
• น้องเอมี่ อาดัมส์ ที่เล่นเป็นซิสเตอร์เจมส์หน้าตาน่ารักจริงๆ หลายคนดูแล้วคงอยากกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งสินะ
• อิฉันนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนที่ไร้อคติกับเกย์ แต่อิฉันเกลียดการคุกคามทางเพศว่ะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่คุกคามเด็กด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เพศไหน อิฉันรับไม่ได้ทั้งนั้น
• (เห็นไหม ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำผิดจริง แต่สัญชาตญาณผู้หญิงที่อิฉันก็มีกะเค้าเหมือนกัน ทำให้อิฉันเขม่นคนได้ง่ายๆ งี้แหละ)
• (ไม่รู้สินะ ในฐานะผู้หญิง ยอมรับว่าค่อนข้างเชื่อมั่นใน woman's intuition ของตัวเองไม่น้อย พูดอีกทีแล้วจะบอกว่าภูมิใจด้วยซ้ำ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า ความช่างสังเกต และช่างสงสัยของลูกผู้หญิง ใช่จะเป็นสิ่งไร้สาระเสมอไป



วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องหมาหมา : ใจละลาย



ผมหล่อใช่มั้ยล่ะ?




อาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒

ไปดูหนังที่ลิโด้
และตอนกำลังจะเดินข้ามฝั่งไปพารากอนนั้นเอง ที่....ได้สบตากับน้องหมาสุดหล่อตัวนี้

โอ้ยย....ทำไมไม่มั่วกอดมาสักทีนะเรา

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

The Reader : แด่ช่วงเวลานั้น (ที่ฉันอ่านหนังสือ)

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
เคยอ่าน The Reader ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน และเมื่อทราบว่าเคต วินเสล็ตลงทุนเล่นหนังดราม่าเรื่องนี้ไว้อย่างสุดยอด อิฉันก็ลงมืออ่าน The Reader อีกรอบ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าโรง

จนในที่สุดก็ได้ไปดูภาพยนตร์ The Reader (2008) เสียที

ใครๆ ที่เขาได้ไปดูมาก่อน ล้วนกลับมาชมเชยให้เราฟังว่าเป็นหนังที่ดี ดูแล้วซึ้งกินใจ ร้องไห้ตาม ฯลฯ น้องคนหนึ่งซึ่งคุยกันรู้เรื่องในเรื่องของหนัง+หนังสือ ซึ่งได้ลงทุนอ่านหนังสือก่อนไปดู (เหมือนกัน) ถึงกับบอกว่า “หนังดีมากๆ ดีกว่าหนังสืออีก”

นั่นไม่ทำให้อิฉันผู้ซึ่งรักเรื่องราวความผูกพันบนความเจ็บปวดที่หนังสือเล่มนี้เล่า (เอามาก) ถึงกับเขม่นน้องทำนอง ‘อรัยวะ หนังจะทำได้ดีกว่าหนังสือได้ไง’ แต่ทำให้รู้สึกสนใจหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ อยากรู้ว่าเขาทำอย่างไร จึงทำให้น้องคนนี้จึงสรุปสั้น ๆ คมๆ แค่นั้น

อิฉันดูแล้วมองไม่เห็นทางที่จะนำหนังกับหนังสือมาเปรียบเทียบกันได้ แต่ก็คิดว่าพอเทียบเคียงกันได้ในบางแง่ ตามข้อสังเกตที่ตั้งขึ้นดังนี้

• หนังกับหนังสือ เป็นสื่อที่ใช้ภาษาต่างกัน อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แต่อิฉันเชื่อว่าการที่เราจะเสพอรรถรสจากวรรณกรรมดีๆ สักเล่มได้เต็มอิ่มนั้น มันต้องมีตั้งแต่ทักษะในการอ่าน สมาธิที่จะสนใจเรื่องบรรทัดต่อบรรทัด มีวุฒิภาวะในด้านที่จำเป็น บวกกับจินตนาการอันกว้างไกล ในขณะที่ภาษาของหนังที่เล่าเรื่องผ่านภาพ เสียง ในจังหวะจะโคนที่เหมาะสม ดูจะเป็นลีลาที่เข้าถึงผู้รับสารได้ดีกว่า โดยที่ผู้รับสารจะมีแบ็คกราวนด์ยังไงก็ได้ อยู่ในภาวะมีหรือไม่มีสมาธิก็ได้ เพราะอีกเดี๋ยวภาพบนจอก็จะดึงเขาสู่สมาธิเอง

• สำหรับอิฉันแล้ว มีความรู้สึกว่าเรื่องในหนังสือค่อยๆ ลากเราจมสู่อารมณ์อันลึกล้ำ แล้วก็ทำให้เราจมดิ่งอยู่อย่างนั้น-เนิ่นนาน เหมือนกับการค่อยๆ เดินลงทะเลสาบอย่างหม่นหมอง แล้วก็ค่อยๆ ละเลียดกับความตายจากอาการอึดอัด หายใจไม่ออก พร้อมๆ กับการจมลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่หนังเล่าได้อย่างสะเทือนอารมณ์เหมือนถูกถ่วงน้ำ มันตกใจ ช็อค แล้วก็ทำให้น้ำตาไหลอย่างฉับพลัน สมมติถ้าเราเต็มใจจะตาย การดูหนังคงเหมือนตายด้วยน้ำมือคนรัก แต่การอ่านหนังสือ เหมือนฆ่าตัวตายเพราะคนรัก (ก็คงได้?)

• หนังทำให้น้ำตาหยดในฉากสุดท้าย บทสนทนาระหว่างเด็กน้อยกับมิสมาเธอร์ ดูเหมือนความเศร้านี้ยังเหลือติดออกมาจากโรงอีก 15 นาที ในขณะที่่หนังสือทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่อัดอยู่ในอก แล้วก็แน่นอยู่ในนั้นอีกนาน.... (เก็บไปฝันด้วย)

• การอ่านหนังสือทำให้สงสารมาก มากมาย สงสารทั้งคู่ แต่ดูหนังแล้วไม่ยักรู้สึกรู้สากับความรู้สึกเจ็บปวดของเด็กน้อยซึ่งถูกฮันนาทิ้งไปโดยไม่ร่ำลา (สงสัยข้อจำกัดของหนังจะมันมีเยอะไป) อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ได้เห็นการแสดงอันยอดเยี่ยมของเคต และราล์ฟ ไฟนส์ ซึ่งน่าประทับใจ สมราคา

• ทีมสร้างหนังเรื่องนี้ และตัวเคตเอง ทำให้อิฉันเหมือนได้รู้จักฮันนาอีกคนที่แม้จะโทรม ฉาบความห่างเหินบนสีหน้าเพื่อปิดซ่อนความเครียดและรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลาเอาไว้ แต่ก็ยังคงสวย และเร้าอารมณ์สไตล์ฮอลลีวูด ในขณะที่ฮันนาคนที่หลุดออกมาจากหนังสือดูเป็นสาวบ้านนอกอมทุกข์ ดิบกว่า แต่เร้าอารมณ์กว่า

• (หลงรักเคต วินสเล็ตกับตีนกาเวลาที่เธอยิ้มอีกแล้ว แม้ในหนังเรื่องนี้เคตจะยิ้มน้อยมาก)

• สรุปว่าชอบทั้งหนังและหนังสือ แต่กับหนังสือแล้ว รู้สึกประทับใจมากกว่า
(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการอ่านหนังสือก่อนดูหนังแล้วมาสรุปอย่างนี้จะแฟร์ไหม )

• สงสัยหนังรอบที่ไปดูจะถูกตัดไปเยอะ (ลิโด้ 2 รอบ 9.50 น. เสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552) ดูมันไม่ค่อยสมบูรณ์ ที่รู้สึกทะแม่งสุดเป็นตอนที่ฮันนาถามเด็กน้อยว่า เธอเก่งวิชาอะไรบ้าง แล้วเขาตอบว่าไม่เก่งอะไรเลย ..มันควรมีซีนที่ฮันนาสั่งอย่างเฉียบขาดว่าถ้าไม่เก่งอะไรเลยไม่ต้องมาเจอกันอีกด้วย เพราะมันเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง ว่าจริงๆ แล้วฮันนาเป็นที่ทำให้เด็กน้อยเอาจริงเอาจังกับการเรียน จนพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็นได้ว่าโตแล้ว เอาตัวรอดได้ จากเรื่องดั้งเดิมในหนังสือ ฮันนาไม่ได้เป็นแค่ชู้รักวัยแม่นะ แต่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตวัยเด็กของเด็กน้อยเลยล่ะ ฮันนาเป็นทั้ง drive และ inspiration เลยนะ


เขียนบันทึกความรู้สึกเมื่ออ่าน The Reader จบเป็นรอบที่สองไว้ที่ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/71



ป.ล. สภาพภายในทัณฑสถานหญิงของเยอรมันช่างน่าอภิรมย์เหลือแสน



วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

Venus : แม้แต่วีนัสก็ต้องการความรัก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ใครที่ไม่เคยคิดเลยในชีวิตนี้ ว่า...แก่แล้วจะเป็นไง? ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงมีจิตตกกันบ้าง
อิฉันเองก็เป็น เป็นเอามากเทียวในตอนดูครั้งแรกที่ลิโด้ และเชื่อว่าบัดดี้ที่ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันนั้นก็คงไม่ได้รู้สึกต่างจากกันมาก คือคงจะถึงแก่สลดกับความแก่ขึ้นมาโดยฉับพลันทันใด

ก็พอแก่แล้วหามันอะไรดีไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะแก่แบบมีลูกผัว หรือแก่แบบไม่มีใครเลย เพราะเอาเข้าจริง เพื่อนกะผัวก็แก่พอๆ กะเรา ลูก-ถ้ามี มันก็ไม่ได้มานั่งแก่กะเรา ครั้นจะหวังให้มันมานั่งปรนนิบัติพัดวี คอยดูแลอยู่เป็นเพื่อนเรา ก็คงเป็นเรื่องไกลเกินหวัง ก็นึกสิ ตอนนี้เรายังมีความฝัน ความอยาก ความทะเยอทะยานอีกเพียบ ที่อยากจะทำ อยากสำรวจโลกหรอ อยากมีผัวหรอ หรือว่าอยากมั่ว อย่างเมาจนคลานเป็นหมา อยากนอนกับผู้หญิงทีละสองคน อยากได้ดิบได้ดีทางการงาน อยากรวย อยากได้รับการยอมรับ หรือว่าอยากเรียนหนังสือสูงๆ อยากทำตามอุดมการณ์ ฯลฯ นอกจากความฝันแล้วไหนจะหน้าที่อีก รู้ไหม เพื่อนเราบางคนน่ะ นอกจากต้องหาเงินเลี้ยงลูกแล้ว บางทีก็ยังต้องเลี้ยงผัวด้วย

คนเป็นลูก ในเวลาที่มันยังมีเรี่ยวแรง มันก็จำเป็นจะต้องเอาเรี่ยวแรงไปจัดการกับชีวิต หน้าที่ และความฝันของมันเป็นไพรออริตี้แรก-ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น ก็จงปลง และเตรียมใจรับความแก่เสียตั้งแต่บัดนี้เถิด

หนังเรื่องนี้ชื่อ Venus (๒๐๐๖) และแม้เรื่องราวในหนังจะเหมือนการบอกเล่าถึงพิธีกรรมก่อนลาโลกของชายแก่อายุกว่าเจ็ดสิบ (มอรีซ-Peter O’Toole) แต่ในเนื้อหนังไม่ได้พร่ำถึงแต่ความเก่า ชรา ความเสื่อม ความอึดอัด อืดอาด เชื่องช้า น่ารำคาญ (แหม๋..เขาเข้าใจคัดบรรยากาศชวนหดหู่นี้ในลอนดอนนะ)เพราะว่าในความไม่น่าอภิรมย์ สลดหดเศร้านั้นยังมีแสงเรืองรอง เจิดจ้าของวัยสาวสะพรั่งของวีนัสมาประดับบรรยากาศเปื่อยๆ ให้คนแก่ได้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง (อือ...ในบางมุม ลอนดอนก็มีแสงสวยๆ เหมือนกัน)

วีนัสคือเทพีแห่งความรัก มีรูปโฉมงดงามหยั่งที่เรารู้ๆ กัน แต่โปรดอย่าคิดว่า วีนัส หรือชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้คือเจสซี่ (Jodie Whittaker) จะเป็นสาวสวยเจ้าของรูปโฉมแสนพิสุทธิ์ไม่ผิดกับเทพีวีนัส เปล่าเลย วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ถูกตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งเรียก (ยกย่อง?) ว่า วีนัส ในโลกของเธอแล้ว เธอไม่ได้เป็นอะไรที่ดีไปกว่า "ส่วนเกิน" ของชีวิตแม่ เป็นผลผลิตของปัญหาสังคมแถวๆ นั้น (แถวๆ ไหนก็มีคล้ายๆ กันแหละฮะ พี่น้อง) นอกจากหน้าตาธรรมด้า-ธรรมดา วีนัสยังเป็นเด็กที่แม่ไม่รัก ไม่อบรม ไม่มีมารยาท ไม่มีความเป็นผู้ดี ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่แปลกที่จะทะเยอทะยานแบบโง่ๆ ไม่ใฝ่ไปในทางที่ดี (ก็ไม่ถึงกับนิสัยไม่ดีหรอก) และด้วยความที่เธอขาดรัก เธอก็เลยแสวงหารักจนน่าสงสาร

ยัยวีนัสถูกแม่ถีบให้มาอยู่กะตาในลอนดอน ด้วยเหตุว่าอยู่บ้านด้วยกันหล่อนไม่มีงานทำ ต้องเกาะแม่กินสถานเดียว ตาของวีนัสเป็นเพื่อนแก่ก๊วนเดียวกับลุงมอรีซ ลุงเลยมีโอกาสได้เจอยัยบ้านนอกคนนี้ ซึ่งตอนเจอกัน ก็ไม่เชิงว่ายัยเด็กนี่จะทำให้ลุงกลายเป็นเฒ่าหัวงู หรือโคแก่อยากเคี้ยวหญ้าอ่อนขึ้นมาอย่างฉับพลันหรอก (ต่อมลูกหมากของแกคงไม่เอื้ออำนวยช่วยแกเคี้ยวหญ้าอ่อนแล้วล่ะ) แต่มันเหมือนแกได้เจออะไรที่แบบว่า inspire ให้แก่มีชีวิตต่อไปอย่างกระชุ่มกระชวยอะ

ลุงมอรีซเมื่อหนุ่มๆ หล่ออย่างร้าย ก็แกเป็นนักแสดงอาชีพ ถึงกะเคยได้รับบทนำในแฮมเล็ตเชียว เชื่อว่าแกคงเป็นเสือผู้หญิงสุดๆ น่าจะเป็นประเภท “ต้องได้เอา ถ้าอยากจะเอา” แกเคยทิ้งเมียตอนกำลังอุ้มลูกอ่อน แถมลูกที่โตกว่าอีก ๒ คนยังไม่มีใครถึง ๖ ขวบเลยไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ด้วยซ้ำ เอากะแกสิ (แต่ในหนังแกกลับไปดูแลเมียนะ-สภาพโทรมไม่ต่างกันเท่าไหร่เล้ย.. อนิจจัง อนิจจา ชีวิตคนแก่)

จริงๆ แล้วอิฉันไม่อาจเข้าใจได้หรอกว่าทำไมวีนัสถึงกระตุ้นลุงได้ขนาดนั้น เลยมั่วสรุปว่าคงเป็นไปตามสัญชาตญาณสัตว์เพศผู้ที่จมูกยังพอรับฟีโรโมนสาวสดได้อยู่ ความรู้สึกซู่ซ่า กระฉับกระเฉงที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเนี่ย มันก็ดี ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้แกได้หน่อยนึง พร้อมๆ กันนั้นก็ช่วยให้แก Remind ถึงช่วงชีวิตที่ยังรุ่งโรจน์ เข้ากันพอดีกับจังหวะที่แกเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะไปแล้ว

แกพยายามจะขอจับผม จับมือ ขอดม ขอหอมของแกอยู่เรื่อยๆ (เหมือนฉีดยากระตุ้นหัวใจเลยนะ อิฉันว่า)

วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไม่ใช่เด็กไซด์ไลน์ที่มาพร้อมกับความช่ำชองในการหลอกผู้ชาย (แก่) แรกๆ ก็รังเกียจคนแก่คนนี้น่าดู ทั้งเพราะแก่จนงุ่มง่าม แล้วก็เพราะความหัวงู แต่ก็อย่างที่บอก ด้วยความซื่อ ด้วยความเป็นเด็กขาดรัก เมื่อได้รับความรัก ความเมตตา เอ็นดู ได้รับน้ำใสใจจริงที่สัมผัสได้จริงๆ จากคนแก่ ความหยาบกระด้างในใจก็ดูจะอ่อนนุ่มขึ้นทีละหน่อย

เด็กมันเฟื่อง อยากเป็นนางแบบ (-___-) ลุงมอรีซเอง ด้วยความลามก (นิดนึง) อยากเห็นเรือนร่างใหม่สดของสาวน้อยเป็นทุน จึงช่วยหางานให้นางแบบนู้ดให้พวกนักเรียนศิลปะให้ เด็กนี่ตอนแรกก็รังเกียจ ด้วยความหยิ่ง ประกาศว่าไม่มีทางจะได้เห็นนมเห็นจิ๋มฉันหรอก แรกๆ เลยยอมเปิดแต่ลาดไหล่กับขา (เชอะ อีตอนหล่อนใส่มินิสเกิร์ต ชั้นว่าผู้ชายมันเห็นไปถึงไหนๆ แล้วล่ะย่ะ) จนเสร็จงาน ลุงพาเข้ามิวเซียม ไม่ได้พาไปดูรูปวีนัสหรอก (อันนั้นมันอยู่ไหนไม่รู้) แต่พาไปดูงานคลาสสิกรูปนู้ด (ก็เป็นนู้ดแค่แผ่นหลังของผู้หญิง เห็นแค่ส่วนก้นกะสะโพกอะนะ)

“สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ เรือนร่างของสตรีคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่พวกเขาจะได้เห็น” ลุงเพ้อออกมา ยัยวีนัสฟังแล้วก็ เพ้อตาม ถามว่า “แล้วสิ่งที่สวยที่สุดที่ผู้หญิงจะได้เห็นล่ะ?”

“Her first child.” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม

เด็กนั่นได้ยินแล้วทำหน้าเหยเก แล้วก็เดินหนีไปซะงั้น (ตอนแรกอิฉันไม่เข้าใจหรอก นึกว่าอีนี่มันโง่ ฟังลุงพูดไม่เข้าใจ ดูต่อไปถึงได้เข้าใจว่า อ่อ อันที่จริงเราเองแหละที่โง่) ตอนหลังถึงมารู้ว่า ชีเคยมีแฟนคนนึง ตอนแรกก็ดูจะรักจะตามใจชีดี แต่พอท้องเท่านั้นแหละ ทิ้งเลย กระทั่งแม่บังเกิดเกล้า (ที่เคยบอกชีว่าถ้าชีไม่เกิดมา ชีวิตแม่ก็คงดีกว่านี้) ก็บังคับให้ไปทำแท้ง เท่านั้นแหละ อิฉันเห็นใจยัยวีนัสขึ้นมาทันที

ชีวิตนึงกำลังรุ่งโรจน์ แต่อีกชีวิตนึงกำลังจะแตกดับ หนังทำให้เราร้าวราญใจกับความเป็นจริงข้อนี้ ซึ่งก็คือสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ได้บีบคั้นจิตใจอิฉันด้วยการพูดถึง "ความรัก"

อะไรคือความรักที่แท้ ที่เราควรแสวงหา อะไรที่สถานที่ที่เหมาะ ที่เราความจะอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เราความภูมิใจจะทำ คำตอบที่ถูกที่ควรมันเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้รับการเติมรักจนเต็มใจเสียก่อน ไม่อย่างนั้น หัวสมองจะกลวง คิดอะไรไม่ออก

ถึงหนังจบลงด้วยการจากไปของลุง แต่นั่นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้อิฉันร้องไห้อย่างยากจะหยุดในรอบแรกที่ดูในโรง (ก็ร้องจนป้าอ้อยต้องนั่งเป็นเพื่อนจนเอนด์ไตเติลเกือบจบน่ะ) ตอนนั้นพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง โดยสรุปว่าสงสัยเพราะชีวิตของวีนัสมันทิ่มแทงใจดำ อาจเป็นได้ว่าตอนนั้นยังคิดถึงหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งหักใจให้เลิกหลังจากคบอยู่ ๖ ปีได้ไม่นาน

อีกใจนึงไม่อยากเชื่อว่าน้ำตาไหลเพราะคิดถึง (+เป็นห่วง) ผู้ชายคนนั้นซะทั้งหมด เพราะจำได้ว่าเขื่อนน้ำตาแตกตอนเพลง Put Your Records On ขึ้น

สงสัยอิฉันจะร้องให้เพราะจุกใจกับเด็กขาดรัก ที่ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก่อน จนมาวันนึงก็ยิ้มได้อย่างสดใส และรู้ว่าตัวเองจะเดินไปไหน จะทำอะไรต่อไป เพราะอิ่มฟูจากความรักที่เพิ่งได้รับ หยั่งยายวีนัสมากกว่า

ดูซ้ำอีกทีเมื่อวานก็รู้สึกอย่างนี้


หมายเหตุ:
• Venus กำกับโดย Roger Michell
• เขียนบทโดย Hanif Kureishi
• Peter O’Toole ตัวจริงไม่ได้แก่ขนาดนั้น (หวังว่า) ยังมีผลงานเป็นระยะๆ ล่าสุดเห็นใน Troy แกเล่นเป็นพ่อพี่แบรดหรือไงเนี่ย สง่าเชีย-ไม่เคยดูหนังดราม่าของแกมาก่อน เรื่องนี้แกเล่นดีจริง
• คิดถึงป้าอ้อยจัง
• ป้าขา วันนั้นเห็นน้องร้องไห้เยอะขนาดนั้น ป้าคิดไงหรอ?
• Put Your Records On แต่งเนื้อ/ทำนองโดย Corinne Bailey Rae เป็นเพลงโปรดของอิฉัน

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

The Orphanage : ยังไม่เข้าใจแม่

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Horror
วันอังคาร ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ จับพลัดจับผลูไปดูหนังผีสเปนกับปกรณ์
คือตอนแรกไม่รู้ว่ามันคือหนังอะไร ไม่ได้เตรียมตัวไปล่วงหน้า แค่นัดกันประมาณเที่ยงครึ่งที่สยาม แล้วไปดูกันว่าน่าดูเรื่องอะไรบ้าง

อยากดู Australia แต่เพื่อนดูแล้ว (แถมบอกว่าไม่หนุก-ใช่สิ เอ็งจะหนุกกะกล้ามแน่นๆ ของฮิว แจ็คแมนเรอะ?) เพื่อนยังไม่ได้ดู Burn after Reading ก็บอกให้เพื่อนดู เผื่อเพื่อนได้ขำ เดี๋ยวเราจะดู The Orphanage เอง เพราะว่าดูมันน่าดูที่สุดจากที่เหลือ (วันนั้นไม่อยากดูหนังญี่ปุ่น) เสร็จแล้วออกมาเจอกัน

ปรากฏว่าเพื่อนตัดสินใจมาดูเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็ดีมากเลย เพราะไม่รู้มาก่อนว่า มัน - เป็น - หนัง – ผี และมันน่ากลัว มาก – มาก ถ้านั่งดูคนเดียวอาจมีกรี๊ดได้

หนังเล่าถึงชีวิตเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นกันมาตั้งแต่แม่ (ลอร่า) ซึ่งมีคนขอรับไปอุปการะ เช่นเดียวกับลูก (ซีโมน) เด็กกำพร้าขี้โรค ซึ่งเธอและสามีหมอขอรับมาอุปการะตั้งแต่ยังแบเบาะ

ลอร่าผูกพันกับบ้านหลังใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อถึงวันที่เธอพร้อม อยากเปิดสถานอุปการะเด็กกำพร้าที่เป็นเด็กพิเศษบ้าง เธอจึงเลือกบ้านหลังนี้ ซึ่งถูกปล่อยร้างอยู่เกือบ ๓๐ ปี หลังจากเธอออกจากบ้านไป เพราะการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็ก ๕ คนที่เหลือ

ทำไมหนอทำไม บ้านเก่าแสนเก่า มีเสียงไม้ลั่นดังเรื่อยๆ อยู่ใกล้ชายหาดก็จริง (สวยด้วย) แต่แถวๆ หาดดันมีถ้ำน่ากลัวๆ ที่จะเป็นโพรงใหญ่เฉพาะตอนน้ำลด...ที่แบบนี้มันน่าเลี้ยงเด็กตรงไหน อิฉันงง

ความแปลกประหลาด เพี้ยนพิลึก เริ่มตั้งแต่ครอบครัวน่ารักครอบครัวนี้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน ดูเหมือนลอร่าก็รู้สึก (แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้นำพา) คุณสามีหมออาจจะไม่มีทั้งเซ้นส์และความผูกพัน ส่วนหนูน้อยซีโมนวัย ๗ ขวบ แม้จะป่วยเป็นโรคประหลาด (VIH หรือ IVH อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ HIV) ต้องกินยาทุกวัน แต่ก็มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูผิดเด็กป่วยซึ่งเล่าเสมอว่าเล่นกับคนโน้นคนนี้ มีเพื่อนเยอะแยะรอบตัว ฯลฯ ก็ไม่ได้รู้สึกว่า “เพื่อน” ของพวกเขา ที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นตัว เป็นสิ่งที่ควรจะกลัว ลอร่าเอง แรกๆ ก็คิดว่าที่ลูกพูดถึงเพื่อน คงเป็นแค่จินตนาการในแนวเดียวกับเรื่องปีเตอร์แพนที่เธอเล่าให้ลูกฟัง (อิฉันเดาว่าบางทีลอร่าก็เชื่อว่าเรื่องเล่าของซีโมนคือความพยายามแย่งความสนใจไปจากเธอซึ่งกำลังยุ่งกับการเตรียมตัวรับเด็กพิเศษคนแรกที่จะมาถึงบ้านเท่านั้น)

เมื่อลอร่าพาซีโมนไปเดินเล่นริมหาด เด็กน้อยก้าวเข้าไปสำรวจในโพรงถ้ำน่าสยองที่อิฉันเล่าไป แล้วดันไปคุยกะใครไม่รุตรงมุมมืดๆ (ไม่มีใครมองเห็นตัว) แถมชวนกันมาเล่นที่บ้านอีก หืยยยย... อิฉันได้ขนลุกเป็นคราวแรกก็คราวนี้แหละ

นอกจากนี้ยังมีการมาเยือนของคุณยายน่าสยองคนหนึ่งที่ลอร่าคุ้นหน้า แล้วก็เกมเพี้ยนๆ ที่ซีโมนชวนแม่มาเล่นด้วยนั่นอีก

เมื่อซีโมนหายตัวไปในวันลอร่าจัดปาร์ตี้ต้อนรับเด็กคนแรกที่มาถึงบ้าน (ให้ตาย ปาร์ตี้นี้แม่งโคตรเพี้ยน เด็กพิเศษหน้าตาไม่น่าเอ็นดูเหมือนเด็กปกติไม่พอ ผู้ใหญ่ยังอุตริจัดเป็นปาร์ตี้เด็กพิเศษสวมหน้ากากอีกนะ) ลอร่าแทบคลั่งขณะค้นหาตัวซีโมนตามห้องต่างๆ ของบ้านหลังใหญ่ และในที่สุด เธอก็ถูกขังไว้ในห้องน้ำโดยเด็กสวมหน้ากากกระสอบคนหนึ่ง ใช่... ในที่สุดเจ๊เค้าเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเรื่องที่เกิดมันไม่ปกติ ออกจากห้องน้ำได้ก็ร้องกรี๊ดๆ วิ่งเรียกชื่อลูกลงทะเล หกล้มหกลุกขาหักขาแพลงกันไปก็ไม่ยอมหยุด เพราะตอนนั้นน้ำขึ้นแล้ว เริ่มท่วมปากถ้ำ แล้วตัวเองดันเห็นลูกยืนอยู่ที่ปากถ้ำอีก ดีที่ผัวตามไปหยุดไว้ทัน ไม่งั้นเรื่องคงจบตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเข้าไปจมน้ำตายติดแหงกอยู่ในถ้ำ แถมซีโมนไม่ได้อยู่ในนั้นอีกด้วย

จากนั้นหนังก็เล่าถึงการค้นหาอย่างบ้าคลั่งของพ่อแม่คู่นี้ จากสามเดือน เป็นเก้า เธอเอามันทุกวิธี ตั้งแต่ติดประกาศตามหา ไปจนเข้าทรงถามวิญญาณ เราได้เห็นความพยายามของลอร่า ความเคร่งเครียด กดดันตัวเอง ฯลฯ จนผัวทนไม่ได้ ยื่นคำขาดว่าต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้ (เพิ่งคิดได้นะยะ) ซึ่งหนังก็เขียนบทไว้ได้เนียน นักแสดงก็เล่นดี ด้วยความที่เชื่อว่าชีรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เป็นทุกข์เป็นร้อนกับการหายตัวไปของลูกชนิดที่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทั้งที่ไม่ใช่ลูกในอุทร โอเค ชีอาจจะแค่อยากรู้เท่านั้นว่าลูกตายไปแล้ว (จะได้หมดห่วง) จะอะไรก็ตาม อิฉันเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจ...นี่แม่เค้ารักลูกกันอย่างนี้หรอ? ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกที่ตัวเองให้กำเนิดด้วยใช่ไหม?

ตอนที่ลอร่าเจอซีโมนตอนท้ายเรื่องนั่น ก็สงสัยอีก เฮ้ย นี่เค้ารักลูกจนทำได้ขนาดนี้เลยเรอะ? เค้าทำอย่างนี้เพื่อไร เพราะว่าห่วงลูกที่ป่วยอยู่ ต้องกินยาทุกวัน? หรือเพียงเพื่อให้ตัวเองหายจากความรู้สึกผิด เพราะปล่อยให้ลูกหายไป? ความมองโลกในแง่ร้าย และไม่เคยเป็นแม่คนมาก่อนทำให้คิดไปอีกว่า... หรือที่เค้าเป็นอย่างนี้เพราะแค่จะตามหาสมบัติชิ้นสำคัญของเค้าวะ??? (ดูอิฉันสิคุณ)

ถ้าคุณไปดู (อยากให้ไปดูนะ) จะเห็นปริศนาที่ค่อยๆ เฉลยขึ้นที่ละน้อยๆ จนในที่สุดคุณก็จะแจ่มแจ้งเหมือนเติมภาพจิ๊กซอว์ขนาด ๒,๕๐๐ ชิ้นครบ จากประสบการณ์หารดูหนังผีที่มีอยู่น้อยนิด อิฉันพบว่ามันเป็นหนังผีที่เขียนบทลงตัวมากอะ มันมี logic มีเหตุมีผล มีจังหวะลงตัว มีการแสดงที่ยอดเยี่ยม มีรสนิยมการใช้เอฟเฟคท์ที่คลาสซี่มาก ไม่ฟุ่มเฟือย แต่อิมแพคสุดๆ ตอนที่เค้าจะจัดให้คุณสยองนะ คุณจะสยองจนแม้แต่ขนอ่อนริมใบหูยังพลอยลุกไปด้วย

เป็นเอาได้ขนาดนี้ แต่หนังเรื่องนี้ก็จบได้สวยมาก ไม่จัดเป็นแฮปปี้เอนดิ้งหรอก (อย่างนั้นคนดูที่ทั้งสงสัยว่าซีโมนมันหายไปไหนวะ แล้วเอาใจช่วยลอล่าตามหาลูกมาตลอดเรื่องคงก่นด่า-อย่างน้อยก็อิฉันคนหนึ่ง) เป็นการจบที่สยอง แต่ก็ลงตัว

สรุปว่าชอบหนังผีเรื่องนี้มาก

ยกให้เป็นหนังสุดยอดแห่งการสยองขวัญของปี ๒๕๕๑ เลยล่ะ






บันทึก
• ชื่อสเปนของหนังคือ El Orfanato (ชื่อไทยแม่งห่วย-สถานรับเลี้ยงผี)
• ที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านี่เป็นหนังสเปน
• (แอบดีใจที่ยังฟังออกหลายคำอยู่)
• มารู้ว่าเป็นหนังผีอีตอนไตเติลนั่นแหละ
• ฉากเปิดเรื่องเป็นฉากที่ทั้งสวยและระทึกอยู่ในที ทั้งจากดนตรี การเหวี่ยงกล้อง และ un-dos-tres นั่นด้วย
• หนังผีฝรั่งนี่ดี ไม่ต้องเรียกความสยองกันด้วยผีหน้าเละ เลือดไหล น้ำเหลืองเยิ้ม
• ผู้กำกับชื่อ ฆวน อันโตนิโอ บาโยน่า
• เรื่องนี้เขียนโดย เซอร์จิโอ้ จี. ซานเชซ
• ไม่คิดมาก่อนว่าคนสเปนจะทำหนังผีดี และมีรสนิยมถึงเพียงนี้
• ฉายในเครือเอเพ็กซ์เท่านั้น เช็ครอบฉายที่ 0 2252 6498


วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551

The Kite Runner: For You, I Will

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงหนังสยาม
ชอบดูหนังที่โรงสยามกับสกาล่ามาก เพราะโรงมันใหญ่ มีที่นั่งดูสบายๆ มากกว่าโรงเล็กๆ ที่ต้องแย่งซื้อตั๋วแถวหลังตรงกลางๆ เข้าไว้
คราวนี้ดูคนเดียว ไม่มีึคนนั่งข้างหน้า สบายตา แต่ก็เขินนิดๆ เวลาร้องไห้ (ถ้ามาดูกับเพื่อนจะร้องได้อย่างไม่มีเขิน-อาจถึงขั้นสะอื้น)

หนังเล่าเรื่องย้อนไปในปี '๗๐s ช่วงสงครามเย็น แฟชั่นกำลังเป็นฮิปปี้กางเกงขาบาน ขับฟอร์ดมัสแตงเสียงกระหึ่ม ตอนนั้นกรุงคาบูล อัฟกานิสถานยังสงบสุข เห็นได้จากชีวิตชีวาของตลาด และกิจกรรมของผู้ใหญ่
เมืองนี้คงจะมีลมดี เพราะเด็ก ผู้ชายเค้าเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานอยู่ทั่วเมือง ทั้งบนพื้น แล้วก็บนหลังคาตึก มีการรบกันเล็กๆ ด้วยการตัดสายป่านของอีกฝ่าย ว่าวใครขาด คนนั้นก็แพ้

และเพื่อให้สมศักดิ์ศรีของผู้ชนะ ก็ควรจะต้องเก็บว่าวที่ตัวเองพิชิตมาได้เอาไว้ด้วย

มีเด็กผู้ชายอยู่สองคน มีฐานะต่างกัน เพราะคนหนึ่งเป็นลูกนาย (อาร์มีร์) อีกคนเป็นลูกบ่าว(ฮัสซัน) สองคนนี้รักกันมาก ยิ่งฮัสซัน ทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกแค่นั้น แต่ก็ทั้งรัก ภักดี และ sacrificed ตัวเองเพื่อเพื่อนสุดๆ ไม่ว่าอาร์มีร์จะทดสอบความภักดีของเขากี่ครั้ง ฮัสซันก็ยังให้คำตอบที่หนักแน่น และมั่นคงเหมือนเดิม

มีตอนหนึ่งที่ฮัสซันวิ่งไปเก็บว่าวที่ถูกตัดขาดและกำลังลอยตามลมให้อาร์มีร์ เขาวิ่งไปคนละทางกับเด็กอื่นๆ อาร์มีร์สงสัยว่าทำไมไม่ไปตามเก็บว่าวให้ ฮัสซันตอบว่า เขารู้ว่าเดี๋ยวมันจะลอยมาทางนี้ และถ้าอาร์มีร์อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นว่าวอีกกี่ตัว เขาก็จะเก็บมาให้อาร์มีร์ให้ได้ (เริ่มซึ้งแล้วซี)

เล่าถึงความรักและผูกพันของสองเพื่อนอีกนิดหนังก็ปล่อยตัวร้ายออกมา เป็นเด็กวัยรุ่นหัวรุนแรงที่เป็นพวกแบ่งแยกสีผิวและชนชั้น พวกนี้คอยแกล้งสองเพื่อนรัก เพราะเขม่นอาร์มีร์ซึ่งเป็นลูกโทนของคนมีตังค์ นักเรียนนอกหัวก้าวหน้าประจำกรุงคาบูล แต่ดันมาคบใกล้ชิดสนิทสนมกับฮัสซัน ซึ่งเป็นพวก ฮาซาร่า (เข้าใจว่าเป็นชนกลุ่มน้อยมาจากภูเขา-อะไรอย่างนั้น)

ไอ้ ๓ วายร้ายนี้เอง ที่ดักทำร้ายฮัสซันในวันเปิดศึกแข่งว่าวของเมือง ที่ฮัสซันดันอาร์มีร์ให้พิชิตเด็กอื่นๆ ในเมืองสำเร็จ แล้วก็วิ่งไปตามเก็บว่าวตัวสุดท้ายที่ตัดสายป่านได้
และไปจนตรอกต่อหน้า ๓ วายร้ายนี่

ไม่คาดคิดมาก่อนว่า (ด้วยความเคารพ ดิฉันไม่เคยอ่านนิยายและไม่เคยรู้เรื่องย่อมาก่อน) ว่ามันจะทำร้ายฮัสซันอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสังคมมุสลิมจะมีผู้ชายข่มขืนผู้ชายด้วย
พูดให้ถูกคือเด็กผู้ชายข่มขืนเด็กผู้ชาย แถมบอกเพื่อนว่าอย่างนี้ไม่บาป แต่มันคือการลงโทษ

เรื่องมันบัดซบจริงๆ
และมันบัดซบยิ่งขึ้นเมื่ออาร์มีร์เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่ไม่ได้พยายามจะช่วยเพื่อน เพราะเขา 'ขลาด' เกินไป

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็มีรอยร้าว ฮัสซันรู้หรือเปล่านะว่าอาร์มีร์เห็น-ไม่รู้เหมือนกัน แต่อาร์มีร์พยายามสร้างกำแพงปกป้องความรู้สึกของตัวเอง เขาทำตัวห่างเหิน ทราบว่าเพื่อนป่วยก็ไม่ไปเยี่ยมเหมือนเคย แถมยังเลวร้ายถึงขั้นป้ายสีว่าเพื่อนขโมยของ จนในที่สุด พ่อลูกคู่นี้ก็ขออพยพตัวเองออกไปจากบ้าน

หลังจากนั้น รัสเซียก็บุกคาบูล
พ่อพาอาร์มีร์หนีเพราะรู้ตัวดีว่าด่าคอมมิวนิสต์ไว้มาก
ตอนอยู่บนรถบรรทุกข้ามแดนไปปากีสถาน มีทหารรัสเซียเรียกให้หยุด แล้วก็สั่งให้ผู้หญิงที่กำลังอุ้มเด็กทารกที่กำลังร้องไห้โยเยลงไปหาความสำราญกัน สามีของผู้หญิงคนนั้นโกรธ แต่โกรธไม่เท่าพ่อของอาร์มีร์ ที่โกรธจนลืมตาย ลุกขึ้นยืนด่าผ่านล่าม ท้าว่าให้ยิงเขาให้ตาย ไม่อย่างนั้นจะแช่งพ่อทหารคนนั้น (อะไรประมาณนี้นะ) เกือบได้ตายจริง แต่นายของทหารผู้นั้นมาถึงก่อน และปล่อยรถบรรทุกไป

ตอนที่รถวิ่งอีกครั้ง ทุกคนคอตก เหงื่อแตก เพราะพึ่งรอดตายมาได้ สามีของผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมาคุกเข่าต่อหน้าพ่อของอาร์มีร์ เหมือนจะจูบมือแล้วพูดขอบคุณ น้ำตาดิฉันก็ไหลเป็นยกแรก

เป็นอันว่าเพื่อนสองคนพลัดพรากกันทั้งทางกายและใจ พลัดกันไปไกล เพราะคนหนึ่งไปใช้่ชีวิตพลเมืองชั้นสองในอเมริกา อีกคนยังอยู่ในภัยสงครามกลางเมืองของอัฟกานิสถาน ที่หลังจากโดนรัสเซียรังแก ก็มีพวกตอลีบานเข้ามากดขี่ต่อ อ้างว่ามาปลดแอก แต่ที่จริงก็คือการกระทำย่ำยีในอีกรูปแบบนั่นแหละ

อาร์มีร์โตเป็นหนุ่มเรียนจบ ยังมุ่งมั่นจะเป็นนักเขียน พบรัก แต่งงาน พ่อตาย นิยายได้รับการตีพิมพ์ และแล้วก็ได้รับโทรศัพท์จากเืพื่อนพ่อ คนที่ส่งเสริมพรสวรรค์และความสนใจในการเขียนของเขาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก

อาร์มีร์เดินทางไปปากีสถานเพราะทราบว่าเพื่อนพ่อกำลังป่วยหนัก โดยไม่่รู้ว่าเพื่อนพ่อมีจดหมายฉบับหนึ่งรอเขาอยู่

เป็นจดหมายจากฮัสซันซึ่งพยายามเรียนหนังสือด้วยตัวเอง และตั้งใจจะไม่เขียนจดหมายถึงอาร์มีร์ จนกว่าจะใช้ภาษาได้ดีพอ... ทว่า ฮัสซันได้ตายไปด้วยกระสุนพวกตอลีบันเพราะพยายามปกป้องบ้านพ่ออาร์มีร์ไว้ เมียก็ถูกยิงตายตาม เหลือลูกชายไว้ ๑ คน ตอนนี้อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
เพื่อนพ่ออยากให้ไปรับลูกฮัสซันกลับไปอเมริกาด้วย อาร์มีร์สงสัยว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น เพื่อนพ่อเลยบอกว่า เพราะว่าพ่อของฮัสซันเป็นหมัน แต่แม่ฮัสซันท้องกะพ่ออาร์มีร์ ฮัสซันก๊อเลยเป็นน้องชายของอาร์มีร์น่ะซี

ทีนี้ อาร์มีร์เลยต้องบุกไปคาบูล อัฟกานิสถาน ไปถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งน่าอนาถใจมากที่ได้เห็นภาพเด็กๆ วิ่งเล่นทั้งที่มีขาข้างเดียวกับไม้ค้ำ ถามถึงโซรัปหลานชาย ก็รู้ว่าถูกพวกตอลีบันซื้อตัวไป (รู้เลยว่าซื้อไปทำไม เพราะไดอาลอกที่ว่า บางทีก็เลือกเด็กผู้หญิง บางทีก็เลือกเด็กผู้ชาย) และที่คนดูแลจำเป็นต้องให้ไปก็เพราะว่า ไม่มีปัญญาไปต่อกรกับคนพวกนี้ แถมเด็กอื่นๆ จำเป็นต้องมีเงินมาซื้ออาหารกินด้วย
(เศร้าว่ะ-ยูนิเซฟรู้แล้วคงร้องกรี๊ด)

อาร์มีร์เลยจำต้องบุกไปตามตัวหลาน ณ รังของพวกตอลีบัน และได้พบในที่สุดว่า เจ้าตัวเอ้ที่ซื้อเด็กชายมาบำบัดความใคร่นั้น คือไอ้อันธพาลที่เคยทำร้ายฮัสซัน เพื่อนของเขาในวันนั้นนั่นเอง
(จะเห็นได้ว่า โลกไม่ได้เลวร้ายอย่างเดียว มันยังกลมมากๆ อีกด้วย)

อาร์มีร์คงโดนคนจิตวิปริตคนนี้ทำร้ายจนตาย ถ้าหลานไม่ใช้หนังสติ๊ก(Made in USA) ที่ตัวเองมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับพ่อของเขาตั้งแต่เมื่อครั้งกระโน้นช่วยเอาไว้

ในที่สุด อาร์มีร์ก็พาหลานผู้เงียบงันเพราะขวัญหาย ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เดินทางถึงบ้านในแคลิฟอร์เนีย หนังบอกว่าเขายอมรับ และปกป้องเกียรติของหลาน (พูดให้ลึกคือเขายอมรับผิดแล้ว ที่คราวนั้นเห็นเพื่อนโดนรังแก แต่ไม่กล้าช่วย) ด้วยการกล้าพูด (เป็นครั้งแรก) กับพ่อตาว่า หลานคนนี้เป็นลูกของน้องชาย ซึ่งเป็นน้องคนละแม่ของเขา แถมยังบอกพ่อตาอีกว่า อย่าเรียกเด็กคนนี้ว่า เด็กฮาซาราอีก เพราะว่าเขามีชื่อ ชื่อโซรัป

และอาร์มีร์ก็ได้ไถ่บาปจากใจในตอนท้าย เขาชวนให้โซรัปเล่นว่าว บอกหลานว่าพ่อของเขาเล่นว่าวเก่งแค่ไหน เมื่อพิชิตว่าวผู้ท้าประลองได้ อาร์มีร์ก็ตั้งท่าวิ่งไปเก็บว่าวตัวที่สายป่านขาดให้หลาน

โดยบอกกับเด็กชายเหมือนที่พ่อของเขาเคยบอกตัวเอง คำพูดที่ทำให้ดิฉันนึกถึงเพลงที่มีเนื้อร้องว่า

I will cross the ocean for you
I will go and bring you the moon
I will be your hero, your strength
Anything you need ....
Promise you, for you I will

(ซึ้งกำลังดีนะ หนังเรื่องนี้)




ข้อสังเกตุ
๑.หนังเรื่องนี้ควรได้รางวัลสาขาเกี่ยวกับการถ่ายภาพและซีจีด้วย เพราะไม่ได้แค่นำมุมสวยๆ ของชีวิตมาให้เราดู แต่การทำภาพว่าวเริงลมสู้รบกันบนฟ้ายังทำได้ดีมากจนอยากลองหัดเล่นว่าวบ้าง
นอกจากนี้เขายังทำภาพกรุงคาบุลหลังสงครามได้รันทดจิตมากๆ คนอัฟกันน่าสงสารที่สุด
๒.ชอบไตเิติ้ลหนัง ที่ทำฟ้อนต์เลียนแบบตัวหนังสือภาษาอาหรับ
๓.ชอบยิ้มของโซรัปตอนฉากจบของหนัง
๔.หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องดี แล้วก็จัดสัดส่วนการเล่าเรื่องต่างๆ การให้น้ำหนักกับประเด็นต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม แถมไม่ลืมแทรกอารมณ์ขันไว้อย่างถูกจังหวะ ดิฉันชอบซีนแต่งงานตามประเพณีอัฟกัน ที่ผู้ใหญ่เอากระจกมาให้บ่าว-สาวส่อง แล้วอาร์มีร์ถามเมียว่า "What do you see?" ชอบคำตอบของฝ่ายหญิง ทั้งสายตาและไดอาลอก ทำให้เรารู้้เลยว่าสองคนนี้รักกันและต้องการกันและกันขนาดไหน
๕.ชักอยากไปเดินในที่ที่ได้กลิ่นคะบับแพะมั่งแล้วสิ
๖.อาร์มีร์เคยติงพ่อตัวเองว่า 'ดื่ม' เป็นบาปไม่ใช่หรือ พ่อ(อาจจะเส)บอกลูกว่า สิ่งที่บาปที่สุดคือการขโมย โดยเฉพาะการฆ่าคน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการขโมยชีวิตของเขา ทำให้เมียหมดโอกาสมีลูก ทำให้ผัวหมดโอกาสอยู่กับลูกเมีย (...ประมาณนี้นะ ความจำไม่แม่น) ไม่ว่าพ่อจะบอกอาร์มีร์อย่างนี้เพราะตัวเองเป็นนักดื่ม แต่ดิฉันชอบใจมาก และเห็นด้วยอย่างสุดๆ ว่า การขโมยเป็นบาปอย่างที่สุด
๗.มีความรู้สึกประทับใจในการทำงานของคนแปลซับไตเติ้ลมาก คราวนี้ไม่รู้สึกถูกขัดขวางอารมณ์เลย-ขอบคุณมากค่ะ

The Kite Runner (๒๐๐๗)
สร้างจากนวนิยายดัง ดังไปหลายประเทศ มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วย (เห็นว่าเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กอเมริกันนะ) โดย Khaled Hosseini
กำกับโดย Marc Forster
เขียนสกรีนเพลย์โดย David Benioff