แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Last Friends: เพื่อนกันจนวันสุดท้าย


Rating:★★★★
Category:Other


เรื่องราวดราม่าทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงคนเดียว ...มิจิรุ เด็กสาวบ้านแตก อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักในการเป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นไม่ปรากฏ รู้แต่ว่าเพราะธุระของพ่อ ทำให้แม่ต้องหอบลูกหนีหนี้ไปก่อนวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย ทิ้งให้ รุกะ เพื่อนสนิทที่รักมิจิรุเป็นพิเศษใจหาย เพราะไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย

4 ปีให้หลัง มิจิรุกับแม่กลับมาโตเกียว ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกงานเสริมสวย เธอก็เริ่มหวั่นไหวไปกับคำชวนไป ‘อยู่ด้วยกัน’ ของ โซสุเกะ แฟนหนุ่ม

ลูกสาวดีใจที่ในที่สุดก็ได้จังหวะปลีกตัวออกไปอยู่ข้างนอกเพราะอึดอัดกับการที่แม่มีแฟนมาหามาสู่แบบนี้มานาน และเมื่อลูกไปขอ แม่ก็ให้ ‘ออกไปอยู่กับผู้ชาย’ แต่โดยดี มีข้อแม้นิดเดียวว่ายังคงช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันนั้นต่อไป

มิจิรุออกมาอยู่แมนชั่นอันสวยหรูของแฟน มีช่วงเวลาโรแมนติกแสนหวานเหมือนฝันได้คืนเดียวก็ตื่นขึ้นมาพบความจริงในเช้ารุ่งขึ้น แฟนของเธอตื่นเช้ากว่า และกิจกรรมแรกของเขาคือการเช็กข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะหันมาถามอย่างเคร่งเครียดว่า รุกะเป็นใคร

มิจิรุถูกตบตีครั้งแรกในเช้าวันนั้น เมื่อถึงคืนนั้น เธอยังหาหลักฐานอันได้แก่หนังสือรุ่นไปยืนยันกับแฟนหนุ่มไม่ได้ ว่ารุกะเป็นแค่เพื่อนสาวสมัยมัธยมจริงๆ มิจิรุจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปนั่งตากฝนฤดูใบไม้ผลิอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงที่เดิมที่เธอและรุกะเคยมานั่งบ่อยๆ สมัยยังใส่ชุดนักเรียน

รุกะมาพร้อมกับร่ม และพามิจิรุกลับแชร์เฮ้าส์ บ้านที่แชร์ค่าเช่ากับ เอริ แอร์โฮสเตสสาว เอริพารุกะไปรู้จักกับทาเครุ หนุ่มบาร์เทนเดอร์ผู้มีอาชีพในตอนกลางวันเป็นช่างผม-หน้า ในกองถ่ายภาพแฟชั่น

เหมือนเป็นโชคชะตาที่นำพาให้รุกะและทาเครุกลับมาพบกัน และทำความรู้จักกันอีกครั้ง หลังการพบกันครั้งแรกในตอนที่รุกะหุนหันไล่ตามมิจิรุจนชนทาเครุล้ม

ต่อจากนั้นไม่นาน ทาเครุก็ย้ายเข้ามาอยู่ในแชร์เฮ้าส์ ไล่เลี่ยกับโองุริน ชายหนุ่มจากสายการบินผู้มีปัญหากับภรรยา และติดตามเอริมาที่บ้าน ตามมาด้วยมิจิรุ ซึ่งถูกตบตีเพราะความหึงหวงจนชีวิตมีปัญหา งานก็เสียหาย แถมยังต้องอยู่แบบหวาดผวาว่าเมื่อไหร่จะโดนอีก

เรื่องราวที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้นำเสนอดูจริงจนน่ากลัว ปมของเด็กถูกทิ้งที่ทำให้คนบางคนหวงคนบางคนไว้ให้อยู่แต่กับตัวเอง ในโลกที่มีแค่เธอกับฉัน โลกที่ฉันคือโลกของเธอ และเธอคือโลกของฉัน ปมของเด็กที่ไม่ชอบเพศสภาพของตัวเอง แต่ดันมาถูกตอดเล็กตอดน้อยเพราะเพศสภาพที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเองนี่อีก แต่ด้วยแรงขับของการปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับจึงทำให้เกิดความมุ่งมั่นทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ยังมีปมของเด็กที่ถูกกระทำทางเพศในวัยเด็ก ส่งผลให้โตขึ้นมากลายเป็นคนรังเกียจ ไร้อารมณ์กับเพศตรงข้ามไป

แต่ท่ามกลางปมที่ทำให้ปวดหัวพวกนี้ ก็ยังมีความรักอันบริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพตามสูตรเก่าๆ รุกะรักมิจิรุมาตั้งแต่แรกพบจึงออกโรงปกป้องมิจิรุทุกอย่าง ทาเครุก็รักรุกะตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้ว่ารุกะถึงกับปกป้องมิจิรุด้วยชีวิตขนาดนั้น จึงปวารณาตัวจะปกป้องรุกะ และช่วยรุกะดูแลมิจิรุอีกแรง ส่วนมิจิรุเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนและใจดีจากทาเครุก็หลงรักทาเครุประสาหญิงสาวพร่องรัก ย้อนกลับมาที่รุกะ เมื่อพบว่าทาเครุเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แถมยังรักตัวเองในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ก็พบกับความอบอุ่นใจมาก มีรักตอบเหมือนกัน

แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของคน 3 คนนี้เป็นไปตามขนบของการเป็นผัว-เมียไม่ได้ สุดท้ายทั้ง 3 จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเพื่อน ต่างแบ่งปัน ช่วยเหลือ ดูแลความรู้สึกของกันและกัน ในแชร์เฮ้าส์หลังเดิม


อาจจะเป็นการจบที่ค่อนข้างเน่า แต่ฉันว่าความรักแบบนี้มีจริง เชื่อถือได้ และอบอุ่นใจจัง




บันทึก:
• รู้เรื่องและไปหาซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะได้อ่านบทความของคำ ผกา ผู้หญิงปากกล้าคนนั้นที่แม้ไม่ได้เป็น idol แต่ทำให้ฉันหยุดอยู่กับงานเขียนของเธอได้เสมอ
• ความรักจากเพศเดียวกันในความรู้สึกของฉันไม่ใช่เรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่มาดหมายว่าฉันจะรักตอบในแบบเดียวกัน แต่สำหรับเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนี่ไม่ได้เลย ขัดใจมาก
• ในการดูรอบแรก ในฐานะคนดู ซึ่งเป็นคนนอก เป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่น่าจะแก้ยากนี่หว่า ตบมาก็ตบกลับสิ แจ้งความสิ ย้ายออกมาสิ ฯลฯ แต่พอดูหลายรอบเข้าก็อินมากขึ้น และพบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันง่ายๆ อย่างที่คิด ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มให้กับส่วนที่ขาดหายไปของเราเสียขนาดนั้น แถมโลกนี้จะมีใครมาเติมเราได้เต็มแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้
• ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าฉันไปเจอคนที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เข้า จะยอมทนโดนตบจนกลายเป็นมาโซคิสไปเลยไหม
• ไดอาล็อกในซีรีส์เรื่องนี้หลายตอนช่างกรีดลึก โดยเฉพาะใจความในจดหมายฉบับสุดท้ายของโซสุเกะ (มีซับญี่ปุ่นด้วยนะ ขอบอก)
• เพลงประกอบชื่อ Prisoner of Love ฟังแล้วโคตรรปวดใจ (แปลไม่ยากเพราอุทาดะ ฮิคารุ ร้องเป็นภาษาอังกฤษครึ่งนึงตามธรรมเนียมของเธอ) ฟังไปประมาณสามสิบรอบ พบว่าเป็นเพลงที่เพราะจริงๆ ฮิคารุร้องออกมาเหมือนตัวเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องก็ไม่ปาน
• ขอบคุณคำ ผกา แม้ว่าดูไป 2 แผ่นแรกแล้วจะนึกถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาดูเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”


วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

A Frozen Flower : ไม่ใช่หนังเกย์

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ฉันไม่ได้ตกใจอะไรมาก เมื่อรู้ว่าพระราชาใน A Frozen Flower (2008) เป็นเกย์ (ไม่ใช่แค่ไบฯ) แล้วก็ไม่ได้ถึงขนาดหัวใจจะวายกับฉากรักร่วมเพศอันเปิดเผยระหว่างพระราชากับองครักษ์ เพราะมันก็ดูสมเหตุสมผลของคนรักกันดีแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีความหวาดเสียวอะไร แม้แต่กับฉากรักหลายวาระระหว่างมเหสีกับองครักษ์ก็ออกจะเฉยๆ เพราะยังเห็นว่าใช่ เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบที่คนลักลอบรักกันควรจะเป็น (หลายฉากยังแอบติว่าไม่เนียนด้วยซ้ำ)

ที่ฉันรู้สึกกับมันไม่น้อยกลับเป็นความเจ็บปวดของหนึ่งในสามคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากกว่า

เพราะพระราชาเป็นเกย์ ไม่สามารถทำให้มเหสีมีรัชทายาทได้ จึงให้องครักษ์ผู้เป็นชู้รักของตัวเองเป็นคนทำให้ ด้วยความรักและไว้ใจว่าชู้รักไม่น่าคิดอะไรกับเมีย(ในนาม)ของตัวเอง แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อองครักษ์ได้รู้จักตัวเองในมุมใหม่ ในฐานะผู้ชายที่ต้องการผู้หญิง

จากนั้นก็เป็นเรื่องธรรมชาติเลย หนุ่มสาวที่มีแรงดึงดูดต่อกันและกันมาพบกัน พึงใจในกันและกัน เริ่มมีความรู้สึกรักและต้องการในกันและกัน จึงลักลอบมาพบกัน

ใจพระราชาเหมือนมีควันกรุ่นตอนที่เริ่มจับสังเกตคนโกหก ตอนที่จับได้คาหนังคาเขาไฟนั้นก็เหมือนถูกโหมกระพือโพลงขึ้นท่วมใจ จนเมื่อได้ฟังคำตอบของคำถามที่แสนจะมีความหวังของตัวเอง ว่า “ที่ผ่านมาเจ้าเคยรักข้าหรือไม่?” ไฟนั้นก็เหมือนจะถึงจังหวะหมดเชื้อ ดับแสงวูบลงเอาดื้อๆ

ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้พระราชาตายไม่ใช่คมดาบของชู้รัก แต่เป็นคำตอบปฏิเสธแสนเกรี้ยวกราด สิ้นเยื่อหมดใย ว่า “ไม่” จากคนที่เขารักมาก และรักมาตลอดนั่นเอง

สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์
แต่เป็นหนังรักที่จบได้เศร้ามากเรื่องหนึ่ง




หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้สร้างอย่างประณีต จัดเป็นหนังดราม่าที่ดีมากๆ ประกายตาของพระราชา (Joo Jin Mo) กับมเหสี (Song Ji-hyo) ถึงขั้นพูดได้เลยทีเดียว
• ถ้าจะมองหนังเรื่องนี้ในแบบที่เคยได้ยินมาว่า Yoo Ha เป็นผู้กำกับหนังมีชื่อเสียงในทางทำหนังที่ตีแผ่อารมณ์ดิบเถื่อนแห่งความเป็นมนุษย์ได้ตรงไปตรงมา ฯลฯ แล้วละก็ ฉันไม่เห็นหนังเรื่องนี้จะดิบ เถื่อน หรือตรงอะไรขนาดนั้น สำหรับฉากรัก ออกจะเป็นอะไรที่ไม่เนียน และถนอมตัวมากๆ ด้วยซ้ำ ถ้าอยากจะใช้คำคุณศัพท์กับฉากรักว่า "ตรงไปตรงมา" โปรดไปศึกษาฉากรักใน Lust, Caution (2007) นะคะ
• เพลงประกอบเพราะมาก (ฟังภาษาเกาหลีไม่ออก)
• สำหรับองครักษ์รูปงามคนนั้น (Jo In-seong) เพื่อนฉันสังเกตว่าตอนอยู่กับพระราชาดูหวามไหว ปากแก้มก็เหมือนจะแดงเรื่อด้วยสีฝาดด้วยซ้ำ ในขณะที่ตอนอยู่กับมเหสีกลับมีท่าทางกร้าวกร้านสมชายมากกว่า ฉันดูสองรอบแล้วคิดว่าไม่นะ สิ่งที่ไม่เหมือนกันดูจะมีแค่ฟีลลิ่งจากเครื่องแต่งกายเท่านั้น บุคลิกของฮงริมตอนอยู่กับชายคนรัก หรือหญิงคนรัก ยังเป็นฮงริมเหมือนเดิม เพียงแค่สายตาที่มองอีกฝ่ายต่างออกไปเท่านั้นเอง
• ขอบคุณม่อนที่อุตส่าห์ไรท์ VCD มาให้ตั้งนานแล้ว กว่าจะได้ดูต้องไปถึงบางอ้อซะก่อน ว่ามันต้องเล่นกับคอมเท่านั้น

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

I've Been Married To Hell! : Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ก็พอเข้าใจอยู่ว่าแม่รักและเป็นห่วงลูก โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกชายที่ไม่ค่อยฉลาดนักของครอบครัวที่มีอันจะกินหน่อย จะให้แม่นอนใจ ไม่สน ไม่แคร์ว่าลูกจะไปรัก ไปดองกับสาวคนไหนได้อย่างไร ก็เขาอุตส่าห์ฟูมฟักเลี้ยงดูของเขามา

ฉันเชื่อว่าในซีรีส์ Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!(2007) คิมิโกะ (Nakama Yukie) เองก็เข้าใจดีว่าแม่รักลูก แต่ที่เธอไม่เข้าใจน่าจะเป็นประเด็นที่ว่า แล้วทำไมคุณแม่ผัว (Matsuzaka Keiko) ถึงต้องมายุ่งกับชีวิตของเธอขนาดดดดดดดนี้

คิมิโกะนักเขียนอิสระกับอิโซะจิโร่ (Tanihara Shosuke) หนุ่มพนักงานบริษัท พบกัน คบกัน ตัดสินใจแต่งงาน แล้วย้ายมาอยู่ร่วมกันในโตเกียว ในคอนโดหรูที่เป็นตึกสูงริมทะเลย่านโอไดบะ ซึ่งก็ออกจะเป็นที่อยู่ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มิใช่น้อย แต่คิมิโกะก็ไม่ยั่น เมื่อเธอฝันจะอยู่ตรงนั้น เธอก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องเขียนกี่แสนหรือกี่ล้านคำก็ตาม (ค่าเรื่องที่ญี่ปุ่นคิดเป็นคำจ้ะ)

ทั้งสองคนไม่ใช่พวกไฮโซหัวสูง ที่คบกันได้เพราะเข้ากันได้ดี จากการที่ต่างก็เป็นคนสบายๆ ไม่มีระเบียบ ไม่มีธรรมเนียมประเพณี ตั้งแต่แต่งงาน คิมิโกะทำแต่งาน ไม่เคยทำอาหารให้สามีกิน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอิโซจิโร่เวลาอยู่นอกบ้านก็ดูเป็นคนสบายๆ กินง่ายอยู่ง่าย และดูจะพอใจกับอาหารกล่อง อาหารสำเร็จรูป ที่หาง่ายๆ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเมืองอยู่แล้ว

จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากบ้านสามี ให้ทั้งคู่กลับไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าสาว เพียงเห็นกำแพงหินล้อมบ้านหลังใหญ่สุดอลัง สามีของเธอเปลี่ยนสู่โหมดเรียบร้อย สุภาพ สุขุม และโค้ง แค่นั้นคิมิโกะก็หนาว เพราะตระหนักว่าหนุ่มหน้าซื่อที่เธอแต่งด้วย ที่แท้คือทายาทเศรษฐีผู้ดีของย่านนั้น

ปัญหาของคิมิโกะไม่ได้อยู่ที่การถูกแม่ผัวเขม่นและคอยจับผิด แต่เป็นเพราะว่าแม่ผัวชอบเธอเอามากๆ ด้วยความที่ครอบครัวยามาโมโตะเป็นสมาชิกของเมืองนั้นมาหลายชั่วคน มีประเพณีวัฒนธรรมที่ต้องรักษาสืบทอดกันไปไม่ให้ตกหล่น แม่ผัวผู้แสนงามและอ่อนหวานจึงพยายามเคี่ยวเข็ญลูกสะใภ้ผู้ห่างไกลความเป็นกุลสตรีให้ได้เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว และของคนในเมืองนั้นอย่างเคร่งครัดตามประเพณี เป็นลูกสะใภ้ที่ดี เชิดหน้าชูตาแก่ครอบครัวยามาโมโตะต่อไป ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวสนุกสนานหรรษาเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูเป็นระยะ

แม้ว่าดูแล้วจะอดเครียดกับชีวิตลูกสะใภ้ขึ้นมาไม่ได้ก็ตาม



บันทึก:
• ซีรีส์เรื่องนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!
• คนญี่ปุ่นเขาก็ช่างแต่งกันได้โดยไม่ต้องไปเสนอหน้าที่บ้านพ่อแม่อีกฝ่ายก่อนเนอะ
• เป็นเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ที่น่ารักดีนะ ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ถ้าบ้านสามีรัก และต้อนรับบอย่างอบอุ่นแบบนี้ วันนึงก็คงอยากย้ายไปอยู่บ้านสามีถาวรเหมือนกัน
• ดูแล้วได้ศึกษาศิลปะในการอยู่กับสามีนิดหน่อย กับศิลปะในการอยู่ร่วมกับครอบครัวสามีอีกนิดหน่อย
• เห็นธรรมเนียมแปลกๆ ในซีรีส์เรื่องนี้แล้วอย่าไปคิดเป็นตุเป็นตะเลยว่าญี่ปุ่นทั้งญี่ปุ่นเขาจะเป็นแบบนี้ นี่เป็นเรื่องแต่ง ธรรมเนียมประเพณีในเรื่องก็อาจจะเพี้ยนบ้างอะไรบ้าง อย่าถือสา
• เพลง End Title เพราะอีกแล้ว



วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รักในโลกไซเบอร์

เถอะจะเล่า เรื่องราว ของสาวหนึ่ง

ทำงานซึ่ง เช้าเย็น เห็นเสมอ

เป็นเช่นนี้ ซ้ำๆ สำหรับเธอ

ไม่ฟุ้งเฟ้อ เรียบดี หนอชีวิต

แต่บางครั้ง เหงาใจ กระไรอยู่

บ้างอยากรู้ อยากลอง มันข้องจิต

อยากจะลิ้ม รื่นฤดี ของชีวิต

แต่ล้วนพิษ ล้วนภัย ไปทุกทาง

เพื่อนมากมาย ก็คล้าย วนวายวุ่น

ชุลมุน ชีวิต มันติดขวาง

มากภาระ ยากนัก เกินจักวาง

จึงแยกห่าง ออกมา ไม่ว่ากัน

โดยรวมๆ ดีใส ไร้ปัญหา

แค่บางครา ว้าเหว่ เมื่อเหหัน

ถึงวันหนึ่ง แสงสว่าง กระจ่างพลัน

เธอถลัน สู่โลกฝัน อันวิไล

เธอเปิดแชท ดูใจ ใครคนหนึ่ง

อาจไม่ซึ้ง รูปนาม ก็หวามไหว
ทิ้งระยะ บางอย่าง เพื่อวางใจ

โลกส่วนตัว เราไว้ ในลึกๆ

คุยทุกวัน สัมพันธ์ อันหวานชื่น

ดูระรื่น ชื่นจินต์ ถวิลตรึก สู่ความฝัน อำไพ ในคาดนึก

ไม่กระอึก กระอัก จักเจอกัน


เขาทั้งสอง ปองฝัน อันสดใส

ระทึกใจ ไหวหวาม เหมือนความฝัน

เช่นไรหนอ เกินรอ ต่อคืนวัน

จึงพบกัน ฝันนี้ ที่เป็นจริง


หลังพบเจอ เออออ พอคุยได้

กลับห่างหาย คลายไป ไม่สุงสิง
เขาผิดหวัง ด้วยใจ ไม่ประวิง

ไม่ใช่สิ่ง ร่ำริน จินตนา

เธอกลับเหงา กลับเศร้า เฝ้าท้อแท้

แต่ไม่แคร์ แค่นั้น ใช่ปัญหา
ไล่เซื่องซึม ทึมทับ อับอุรา

แสวงหา รักใหม่ ในไซเบอร์ฯ

เรื่องรักในโลกไซเบอร์

เถอะจะเล่า เรื่องราว ของสาวหนึ่ง
ทำงานซึ่ง เช้าเย็น เห็นเสมอ

เป็นเช่นนี้ ซ้ำๆ สำหรับเธอ
ไม่ฟุ้งเฟ้อ เรียบดี หนอชีวิต


แต่บางครั้ง เหงาใจ กระไรอยู่
บ้างอยากรู้ อยากลอง มันข้องจิต
อยากจะลิ้ม รื่นฤดี ของชีวิต

แต่ล้วนพิษ ล้วนภัย ไปทุกทาง


เพื่อนมากมาย ก็คล้าย วนวายวุ่น
ชุลมุน ชีวิต มันติดขวาง
มากภาระ ยากนัก เกินจักวาง
จึงแยกห่าง ออกมา ไม่ว่ากัน

โดยรวมๆ ดีใส ไร้ปัญหา
แค่บางครา ว้าเหว่ เมื่อเหหัน

ถึงวันหนึ่ง แสงสว่าง กระจ่างพลัน
เธอถลัน สู่โลกฝัน อันวิไล

เธอเปิดแชท ดูใจ ใครคนหนึ่ง
อาจไม่ซึ้ง รูปนาม ก็หวามไหว
ทิ้งระยะ บางอย่าง เพื่อวางใจ
โลกส่วนตัว เราไว้ ในลึกๆ

คุยทุกวัน สัมพันธ์ อันหวานชื่น
ดูระรื่น ชื่นจินต์ ถวิลตรึก
สู่ความฝัน อำไพ ในคาดนึก
ไม่กระอึก กระอัก จักเจอกัน

เขาทั้งสอง ปองฝัน อันสดใส
ระทึกใจ ไหวหวาม เหมือนความฝัน
เช่นไรหนอ เกินรอ ต่อคืนวัน
จึงพบกัน ฝันนี้ ที่เป็นจริง


หลังพบเจอ เออออ พอคุยได้
กลับห่างหาย คลายไป ไม่สุงสิง
เขาผิดหวัง ด้วยใจ ไม่ประวิง
ไม่ใช่สิ่ง ร่ำริน จินตนา

เธอกลับเหงา กลับเศร้า เฝ้าท้อแท้
แต่ไม่แคร์ แค่นั้น ใช่ปัญหา

ไล่เซื่องซึม ทึมทับ อับอุรา
แสวงหา รักใหม่ ในไซเบอร์ฯ

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : เรามีเวลาเหลือกันคนละเท่าไหร่?




รักแท้! เจ้าสาวใส่ชุดแต่งงาน ไปประกอบพิธีสู่ขอ และ มงคลสมรสกับเจ้าบ่าวที่นอนเป็นเจ้าชายนิทรา ที่รพ.ตำรวจ เพราะลื่นล้มทำให้สมองตาย  หมอระบุหากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที...

ที่ รพ.ตำรวจ เมื่อเวลา 18.00 น.  วันที่ 9 พ.ค. 2553 น.ส.วิภาวรรณ ทองชูแสง อายุ 35 ปี พนักงานข้าราชการโรงเรียนนายเรือ แต่งชุดเจ้าสาวพร้อมญาติได้เดินทางไปประกอบพิธีสู่ขอ และมงคลสมรสกับ นายอดิศักดิ์ ไค่นุ่นกา อายุ 35 ปี เจ้าบ่าว ลูกจ้างประจำกรมสวัสดิการทหารเรือ ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ในห้องศัลยกรรมประสาทชายชั้น 4 ตึกเฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากฝ่ายชายลื่นล้มในแฟลตพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ ศีรษะกระแทกพื้นสมองตายร่างกายไม่ตอบสนองมาตั้งแต่คืนวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุว่า โอกาสรอดน้อยมาก ต้องให้ออกซิเจน และยาช่วยกระตุ้นหัวใจ หากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที

เจ้า สาวเปิดเผยว่า ตามกำหนดได้แจกการ์ดแต่งงานกันในวันนี้ ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร โรงเรียนนายเรือ สมุทรปราการ แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ส่วนสาเหตุเนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวอ่อนเพลียจากการไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ มาทำพิธีในช่วงเช้าไม่มีเวลาพักผ่อน ตอนนี้ถือว่าได้ทำพิธีให้ดีที่สุดตามที่ได้ตั้งใจไว้แล้ว ส่วนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นก็จะทำใจยอมรับ


(ล่าสุด) เจ้าบ่าวนิทรา แต่งงานกับแฟนสาว ที่โรงพยาบาลตำรวจ เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ เมื่อคืนที่ผ่านมา ปิดตำนานรักแท้สุดประทับใจ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00น. วันที่ 10 พ.ค. 2553 นายอดิศักดิ์ ได้เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางความโศกเศร้า ปิดตำนานรักแท้ที่ฟันฝ่ากันมาจนถึงวันแต่งงานสุดประทับใจ


ข้อมูลจาก:
-http://www.thairath.co.th/content/region/82176
-http://www.thairath.co.th/content/region/81956

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Kekkon Dekinai Otoko : อยากโสด ใครจะทำไม?

Rating:★★★★★
Category:Other


เลือกซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะเชื่อว่ามันตลก อีกส่วนก็เพราะอยากรู้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึง ‘ไม่สามารถแต่งงาน’

ก็ชื่อ Kekkon Dekinai Otoko (結婚できない男) มันหมายความว่า The Man Who Can't Get Married น่ะสิ

แล้วฉันก็ได้พบคำตอบคล้ายกับที่ตัวเองเคยคิดไว้ว่า เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวมันจะเป็นชีวิตที่แสนสบาย และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ กินอย่างที่อยากกิน อยู่อย่างที่อยากอยู่ ดูหนัง ฟังเพลง แต่งตัวอยู่บ้าน แม้แต่จะจัดบ้านยังไง มีระเบียบหรือไร้ระเบียบแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับใจเราคนเดียว ไม่ต้องคอยห่วงความเป็นอยู่ ความสบาย ความพออกพอใจ และความสุขของคนที่อยู่ด้วย

พระเอกของเรื่องชื่อ คุวาโน่ ชินสุเกะ (Abe Hiroshi) สถาปนิกโสดวัย 40 เป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางการออกแบบที่ชัดเจน ไม่ชอบต่อรอง แม้เขาคนนี้จะทำงานเก่ง แต่ก็มนุษย์สัมพันธ์แย่สุดๆ แถมยังเป็นโอตาคุอ่อนๆ แบบที่ชอบอะไร สนใจอะไรก็จะค้นคว้าจนรู้เยอะ รู้ลึก แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะพูดพรูออกมาโดยไม่เห็นแก่หน้าคนอื่น ทำให้คนอื่นเสียหน้า เป็นที่อับอายอยู่หลายครั้งหลายครา

เขามีความมีความสุขเงียบๆ กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว กลับจากทำงานก็จะแวะร้านเช่าดีวีดี เลือกหนังโอตาคุสักเรื่องสองเรื่อง แวะซื้อของกินเดิมๆ ที่ร้านสะดวกซื้อร้านเดิม (แล้วก็ไม่เคยมีบัตรสะสมแต้มสักที) เดินข้ามสะพานกลับแมนชั่นไฮโซ ปรุงอาหารกินเองบ้างในบางวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ตัวเองชอบกิน แล้วก็กินแบบไม่แคร์สุขภาพหรืออะไรทั้งสิ้น) จากนั้นก็จะรินนมสด ๑ แก้ว มาวางข้างโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าเครื่องเสียงซึ่งเล่นเพลงคลาสสิก ในแนวตามแต่อารมณ์วันนั้น แล้วก็ออกท่าทางราวกำลังคอนดักเพลงนั้น ด้วยอารมณ์ที่แสนจะ ‘อิน’

จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของ มิจิรุ (Kuninaka Ryoko-น้องคนนี้เคยเจอแล้ว ในโฮตารุ) สาวข้างห้องที่กำลังห้าม ‘เคนจัง’ ไม่ให้ทำอะไรบางอย่างทำให้เขาเปลี่ยนเพลง เพิ่มโวลุ่ม กวนประสาทเพื่อนบ้านเล่นซะงั้น ทันใดนั้นผลกรรมที่ได้กระทำไว้ก่อนก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก มิจิรุ ที่โต้ตอบเสียงน่ารำคาญด้วยการทุบ-ถีบผนังห้องยังไงก็ไม่ได้ผล กำลังเดินมากดกริ่งเพื่อบอกให้ช่วยเบาเสียงพอดี เธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตคุวาโน่ไปในที่สุด

ที่โรงพยาบาลของครอบครัวน้องเขย คุวาโน่ได้พบกับ นัตสึมิ (Natsukawa Yui) หมอสาววัยปลายสามสิบที่กำลังเหงาๆ และหวั่นไหวเล็กน้อยสถานภาพ ‘โสด’คุวาโน่เกือบโดนหมอนัตสึมิตรวจประตูหลังในครั้งนั้นแล้วเชียว ถ้าเขาไม่ออกอาการดื้อแพ่งจนหมอระอา

แน่ละมันเป็นเรื่องที่ดูแล้วอารมณ์ดี แต่สาระสำคัญที่ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงไม่ใช่ความพยายามที่จะพ้นไปจากความเป็นโสด การจับผู้ชายหรือผู้หญิงเหมาะๆ ให้ได้ เพื่อที่จะแต่งงาน มีครอบครัว สิ่งที่พูดถึงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่น และความแตกต่างระหว่าง ‘อยากมีความรัก’ กับ ‘อยากแต่งงาน’

สุดท้าย ซีรีส์เรื่องนี้ยังสอนว่า เป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ชอบต่อรองได้ แต่ควรจะอ่อนโยน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะไม่ว่าเราจะพอใจอยู่เป็นโสดหรือแต่งงานมีครอบครัว เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เต็มไปหมด และการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติสุขนั้น อบอุ่น มีชีวิตชีวากว่าอยู่คนเดียวเยอะเลย



บันทึก
• เป็นซีรีส์ที่ให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และภาษาญี่ปุ่นจนน่าปลื้่มใจ
• มีความรู้สึกว่ารับส่งกันได้ดีมากเลย ระหว่างคนเขียนบทกับคนเล่น และผู้กำกับ บทของคุวาโน่ เหมือนเขียนมาให้อาเบะโดยเฉพาะ หรือไม่คนเขียนบทอาจจะเขียนบทแบบนี้ให้อาเบะ ฉันไม่แน่ใจ
• อีกเรื่องที่ทำให้นึกชอบซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกคือ มันเป็นซีรีส์ดูสนุกและมีคุณภาพ โดยไม่ต้องมีภาพหวือหวาของ love scene ไม่ต้องมีนางเอกหรือนางอิจฉาสวยอึ๋มแต่งหน้าเข้ม แต่งตัวเซ็กซี่ ไม่ต้องมีบทสนทนาเผ็ดร้อนรุนแรง มันดูเป็นเรื่องจริงเลยล่ะ ที่แม้จะเป็นสาวโสดที่ไม่สวย ไม่สาว ไม่อึ๋ม ก็พบรักได้ ถ้าเจอคนที่ ‘ใช่’ และเข้ากันได้ (อ๊ะ! ..ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกนะ)
• อีกอย่างหนึ่ง เวลาจะประเมินคุณค่าของเพศตรงข้าม หลักการเก่าๆ ที่เราจะดูเพียงแค่ หน้าตา บุคลิก รสนิยม หน้าที่การงาน รายได้ ฯลฯ เรื่องภายนอกพวกนี้คงเป็นอะไรที่ผิวเผินมาก เพราะคุณค่าที่จริงของคนเรามันอยู่ในชั้นที่ลึกเข้ามาจากเปลือกพวกนั้น
• เราอาจจะคิดไปได้ว่าเขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เขาจะเป็นแบบที่เราคิดหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง
• เคนจังน่ารักมาก ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ปลื้มปั๊กมาก่อน มาดูเรื่องนี้แล้วนึกเอ็นดูมันจัง (ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหมาชอบกินแตงกวา)
• ตาเคนจังกับคุวาโน่เหมือนกันจริงๆ ซะด้วยสิ

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Sexual Life : คำถามที่คนมีคู่ต้องตอบ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

เหมือนจะเป็นหนังอาร์ เหมือนจะเป็นหนังเปรี้ยว กล้าหยิบคำๆ นั้นมาเป็นชื่อ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเบาๆ ไม่ใช่หนังปลุกใจเสือป่า และไม่ใช่แม้แต่บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาฟอนเฟะบนเตียง

ที่จริงมันเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องเล่าถึงความสัมพันธ์อันมีรายละเอียดระหว่างคู่รัก ที่มีเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แถมยังเล่นแรง ด้วยการยิงคำถามใส่คนดูโดยไม่ปรานีปราศรัยว่า
“จะเลือกอยู่กับคนที่เรารัก หรือคนที่เราเลือกแล้ว”

Sexual Life (2005) เป็นหนังดราม่าที่ผูกเรื่องเล็กๆ ของคู่รักหลายคู่เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ี่มีทั้งเพิ่งเดตกัน มาเจอกันบนเตียงชั่วคราวเพราะยังไม่อยากเร่งรัดขอเซ็กซ์จากแฟนสาว คู่นึงเป็นความสัมพันธ์ลับระหว่างนายกับเลขา มีบ้างเป็นเรื่องการเสียความบริสุทธิ์ให้หนุ่มคนรักก่อนเข้าพิธีวิวาห์ เพื่อเสียความบริสุทธิ์(ตามที่สามีเข้าใจ) อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น และเรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับที่สามีไม่รู้จนวันที่เจ้าของเรื่องตาย

บางคู่เป็นคู่ชีวิตที่อยู่กันมานานจนผัวจำทุกอย่างของเมียได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รส ตำแหน่งของรอยกระ หรือท่วงท่าที่เธอโปรดปราน จึงสิ้นแล้วซึ่งแรงจูงใจที่จะมีอะไรกับเมีย และเธอเองก็กำลังเซ็งกับความเย็นชาของสามี จนต้องกระตุ้นตัวเองอีกครั้งด้วยหนุ่มแปลกหน้ารูปหล่อ ผู้ซึ่งกำลังพยายามถอนตัวเองจากการเป็นมือที่สามระหว่างเพื่อนสาวกับคนรักของเธอ ซึ่งกำลังจะเข้าโบสถ์แลกคำสาบานกัน ในขณะที่ว่าที่เจ้าบ่าวยังสับสนกับชีิวิต ว่าชีวิตของเขานั้นเป็นของเขาหรือของใคร

ดูๆ ไปแล้วก็เห็นใจ เพราะใครๆ ก็ไม่อยากเป็นคนมากชู้หลายใจ ใครๆ ก็อยากรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองรักให้ยืนยง มั่นคงไปนานๆ แต่ว่าความสัมพันธ์นั้นไม่มีสูตรตายตัว ความสัมพันธ์ของคนคนหนึ่ง ไม่อาจเป็นตัวอย่างให้อีกคนลอกเลียน
และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าความสัมพันธ์แบบที่เรากำลังมีอยู่นั้น ถูก หรือผิด ได้ดีเท่ากับตัวเราเอง

เพราะเราเองนั่นแหละ ที่จะต้องเป็นคนตอบ
จะเลือกใคร ระหว่างคนรัก กับคนที่เลือกแล้ว?




บันทึก
• ไตเติลหนังเรื่องนี้สวย มันสอดพอดีกับเกมครอสเวิร์ดที่น้องคุกกี้เล่นตอนเริ่มเรื่องเลย
• เป็นหนังที่เขียนบทได้ดีและลงตัว ไม่เห็นจะต้องมีเรื่องให้มากเข้าไว้อย่าง New York, I love you หรือ Paris, Je t’aim เลยนินะ
• เป็นหนังฟอร์มเล็ก ดาราไม่ดังมาก แต่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีนะ ลงตัว
• น่าสนใจตรงที่แม่ยายในเรื่องนี้แนะนำให้ลูกสาว ซึ่งยืนยันว่าผัวนอนกับเลขาแน่นอน ให้ลืมเรื่องนี้เสีย เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ แต่ดันกลับลุ้นให้ลูกออกเดตกับเพื่อนสมัยมหาลัยที่หลงโทรมาหา นัยว่าเพื่อเยียวยาความสัมพันธ์กับสามี
• มีคู่หนึ่งในเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะต้องเดตกันนานแค่ไหน จึงจะเริ่มมีเซ็กซ์ด้วยกันดี แถมตอนมีเซ็กซ์กันจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายพอใจ คือตัวเองก็คาดหวังให้อีกฝ่ายประทับใจ แต่อีกฝ่ายกลับพูดว่าไม่ได้คาดหวังอะไรนัก จากนั้นเขาก็มานั่งคุยกันในวันต่อๆ มา แล้วฝ่ายชายพูดว่า บางที เรื่องบางเรื่องเราอาจจะ ‘ควรพูดให้น้อย คิดให้น้อย แต่ทำให้เยอะ’...เป็นคำพูดที่จับใจคนช่างคิดช่างพูดอย่างฉันจังเลย
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อัตราค่าบริการต่อครึ่งชั่วโมงของนางทางโทรศัพท์ในหนังนั้น แพงมากมาก คือ 75 เหรียญ ไม่รวมทิปและค่าแท็กซี่กลับ (เพราะงี้ใช่ไหมเลยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกัน-แต่เอ้า แฟนเธอจะชมว่า หูย...ใหญ่มาก โอว์...เยี่ยมจริง อ๊าห์...คุณยอดที่สุด อย่างมืออาชีพไหมนะ?)

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่เราทำไม่ได้เมื่อเรามีคู่





อ่าน "จักรวาลในสวนดอกไม้" ของฮิมิโตะ ณ เกียวโต เมื่อวันก่อน
สนใจตอนหนึ่งที่เธอยกตัวอย่างขำๆ จากหนังสือ "Againts Love: A Polemic"
โดย Laura Kipnis แล้วก็อยาก share กับเพื่อนมัลติพลาย

หนังสือนั้นยกตัวอย่าง "สิ่งที่เราทำไม่ได้เมื่อเรามีคู่" ไว้ว่า

"เราไม่สามารถออกจากบ้านไปเฉยๆ โดยไม่บอกอะไรกับใคร เราไม่สามารถไปโดยไม่บอกว่าจะกลับกี่โมง เราไม่สามารถเถลเถไถอยู่นอกบ้านจนเกินเที่ยงคืน ห้าทุ่ม สี่ทุ่ม เวลากินอาหารเย็น หรือแม้กระทั่งต้องกลับบ้านเมื่องานเลิก เราไม่สามารถไปปาร์ตี้คนเดียว เราไม่สามารถออกไปเที่ยวคนเดียวเพียงเพราะเราอยากไปเที่ยว เพราะนั่นแปลว่าเราเป็นคนไร้หัวจิตหัวใจ ไม่นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นที่จะห่วงว่าเราไปไหน จะกลับกี่โมง... เราไม่สามารถทำอะไรโดยไม่ปรึกษาอีกฝ่ายหนึ่ง ..เราไม่สามารถทิ้งหนังสือ รองเท้า เครื่องสำอาง ชุดชั้นใน เครื่องเย็บปักถักร้อย หนังสือโป๊ไว้เกลื่อนกลาดทั่วบ้าน เราไม่สามารถสูบบุหรี่ หรืออย่างน้อยไม่สามารถสูบบุหรี่ในบ้าน หรือไม่สามารถเอาก้นบุหรี่จุ่มทิ้งไว้ในถ้วยกาแฟ ไม่สามารถบ้าคลั่งงานอดิเรกของสะสมในระดับที่เกินกว่าที่อีกฝ่ายหนึ่งจะรับได้

"คุณไม่สามารถทิ้งจานไว้ในอ่างโดยไม่ล้าง หรือล้างลวกๆ ไม่ใส่น้ำยาล้างจาน ไม่สามารถดื่มน้ำจากขวดในตู้เย็นโดยไม่เทลงแก้ว ทำเลอะแล้วไม่เช็ด..ไม่สามารถมีโต๊ะทำงานแสนสบายเพราะมันไม่เข้ากับสไตล์การตกแต่งบ้านที่มีอยู่ ..คุณไม่สามารถเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ในขณะที่กำลังทำธุระอยู่เพราะมันดูน่าเกลียด ขณะเดียวกันคุณก็ห้ามล็อกประตูห้องน้ำ เพราะต้องเผื่ออีกคนอาจอยากเข้ามาใช้..คุณเล่นโซลิแทร์ไม่ได้ตอนที่เขาอยู่  เพราะเสียงคลิกของเม้าส์ทำให้เขารำคาญ คุณไม่สามารถเมาธ์แตกทางโทรศัพท์ เพราะเขาชอบพูดแทรก เพื่อนสนิทของคุณไม่สามารถโทร.หาได้หลังสี่ทุ่ม ..คุณไม่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยกินข้าวไปด้วย คุณสั่งขี้มูกในโต๊ะอาหารไม่ได้ กินขนมบนเตียงก็ไม่ได้ ลุกจากเตียงทันทีหลังมีเซ็กซ์ก็ไม่ดี คุณไม่สามารถเป็นโรคนอนไม่หลับโดยไม่พยายามอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจว่ามีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจคุณนักหนา..."



...เยอะจังเนอะ



วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

จักรวาลในสวนดอกไม้

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:ฮิมิโตะ ณ เกียวโต


ใครหรือคือผู้รับฟังยามปรับทุกข์
ฟัง ฟัง ฟังเราพูดพล่ามจนพอใจ
แล้วก็เพียงยิ้มบางๆ โบกลมให้น้ำตาระเหยหาย

เมื่อนัยน์ตาแจ่ม
จึงกระจ่างใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แล้วก็เติบโตขึ้นอีกขั้น



ผู้รับฟังอย่างสงบงามของเธอผู้นี้คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากดอกไม้เล็กใหญ่ ต้นไม้ ใบหญ้าทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ ที่รายล้อมอย่างไม่มีระเบียบในสวนรอบบ้าน

ฮิมิโตะ ณ เกียวโต โปรยเสน่ห์ใส่ฉันอีกครั้งด้วยความเรียงงดงามชุดนี้ งานเขียนซึ่งสะท้อนภาพความเป็นหญิงสาวผู้มีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก มีความอ่อนไหว หญิงสาวธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เป็นสาวพรหมจรรย์เลิศเลอ ไร้มลทิน นางเอก นางมาร เป็นแม่ หรือเมียของใคร เป็นแค่หญิงสาวธรรมดาๆ ที่เจริญวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามประสบการณ์ที่ชีวิตที่ได้สั่งสมมา

แค่มนุษย์เพศหญิงสามัญที่มีพร้อมทั้งกิเลส ตัณหา ความปรารถนา อยากได้ เหมือนกับๆ มนุษย์โลกคนอื่นๆ ทำให้เธอดิ้นรน ค้นหา ไขว่คว้า เพื่อจะได้ครอบครอง แต่กลับได้พบกับความพลาดพลั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า

จะโดยตั้งใจหรือไม่ รับรู้ถึงความสุขทุกข์ของเธอหรือไม่-ไม่รู้ได้ แต่ต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่นรอบตัวพากันแสดงให้เห็นถึงวาระของการเกิด การดับ การต่อสู้ ความพ่ายแพ้ และพยายาม ครั้งแล้วครั้งเล่า

อันเท่ากับสอนให้เธอเข้าใจชีวิต

ความงดงาม ความเจ็บปวด เศร้าสร้อย และทระนงอยู่ในทีของต้นไม้ในสวน ที่ฮิมิโตะฯ เขียนเล่าให้เราอ่าน เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ให้เรารู้ว่า บางที กุญแจไขปริศนาในใจหาได้อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล

แต่อยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้านนี่เอง




บันทึก
• เจ้าของนามปากกา ฮิมิโตะ ณ เกียวโต เป็นคนคนเดียวกับเจ้าของนามปากกา คำ ผกา (เผื่อยังมีคนไม่ทราบ)
• จักรวาลในสวนดอกไม้เป็นการรวมพิมพ์บทความที่เคยตีพิมพ์ใน Image (ถ้าจำไม่ผิด)
• เธอเขียนถึงแม่ได้น่ารัก (อ่านแล้วนึกถึงแม่ตัวเองทันทีเชียว) แต่เขียนถึงหลานสาววัย 4 ขวบได้อย่างที่ทำให้คนอ่านน้ำตาหล่น
• ฉันรักผู้หญิงคนนี้นะ แม้เขาจะเกลียดหมามาก (เพราะมันบุกรุกทำสวนของเธอเลอะเทอะ) ฉันก็รัก
• ฉันชอบเวลาเธอเขียนถึงกิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น ราก ดอก และกลิ่น ที่มักจะนำพาไปสู่ความทรงจำในช่วงต่างๆ ของชีวิต รวมทั้งตอนที่เธอเล่าถึงวิธีปลูกต้นไม้และดูแลสวนตามสัญชาตญาณในแบบเฉพาะของเธอด้วย
• ตอนที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ดอกราตรี และ เจตจำนงของดอกไม้
• อ่านแล้วอยากปลูกบ้าน ปลูกสวนตามใจของตัวเองอย่างนี้บ้าง
• ฉบับที่อ่านพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ ภาพประกอบสวยเชียว (โดยไทยวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์) จัดหน้าได้อ่านง่าย ขนาดรูปเล่มจับถนัดมือ แต่ดูเหมือนปกจะสวยน้อยไปนิด

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถามที่มีคำตอบ






คำถาม : ดูเหมือนพวกผู้ชายชอบความท้าทาย

ถ้าวันนึงหมดความท้าทาย
เรื่องมันจะเป็นไงนะ?



คำตอบ : พี่ว่าผู้ชายก็เหมือนผู้หญิง คือคนเหมือนกัน
 
ทุกคนมีวันหมดความท้าทาย หรือเบื่อ ซึ่งถึงวันนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความผูกพัน การควบคุมตัวเอง (หิริโอตัปปะ) เพื่อที่จะทำให้เรารักษาความรู้สึกที่ดี (ที่ไม่ใช่ความหวือหวา) ต่อกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้แต่เราไม่ทำผิดต่อกัน เราก็จะจากกันด้วยความรู้สึกที่ดี ที่ยังมีมิตรภาพที่ไม่จางจากไป
 
ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป...แต่จะเปลี่ยนอย่างไรขึ้นอยู่กับ (ความดีของ) เรา
 
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ไม่ใช่คิดเพื่อทำให้วันนี้เราไม่มีความสุข เพียงต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ดีที่สุดระหว่างเรา (คำว่าดีที่สุด อาจรวมถึงความถูกต้องด้วย)



วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

Spring Snow : ผีเสื้ออายุสั้น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




Spring Snow มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Haru no Yuki หรือ Spring’s Snow เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องราวที่ควรเป็นนิยายรักน้ำเน๊า-น้ำเน่า แต่เพราะมันเป็นผลงานของ ยูคิโอะ มิชิมา นักเขียนระดับตำนาน (ที่กลายเป็นอมตะ-ตามทฤษฎีของมิลาน คุนเดอรา-โดยการฮาราคีรีตัวเองเมื่อปี ๒๕๑๓) นิยายรักเรื่องนี้เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่มีประเด็นซับซ้อนชวนคิด ที่เมื่อใครได้มีอันมารู้เรื่องด้วยก็จะพลอยปวดใจ และอดเสียดายแทนไม่ได้ คล้ายๆ กับความรู้สึกต่อเรื่องราวของ โรมิโอ & จูเลียต ของเชคสเปียร์นั่นเชียว

มันเกิดขึ้นในปีทศวรรษที่ 1910’s เริ่มต้นที่ความคับแค้นใจของหัวหน้าตระกูล อายากุระ ผู้ดีเก่าตกยาก กำลังมีปัญหาทางการเงิน ต้องไปพึ่งพา มัตสึกาเอะ ตระกูลเศรษฐีใหม่ที่มีเงิน แต่ไม่มีเชื้อสาย และคอนเนกชั่นกับเชื้อสายราชวงศ์

ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องของคนรุ่นพ่อ แต่กลับมาลงที่เด็กวัย ๑๒ อย่างซาโตโกะ กับคิโยอากิ วัย ๑๑ เสียได้

เพราะในวันหิมะแรกของฤดูหนาวปีนั้น หัวหน้าครอบครัวอายากุระดันสั่งหญิงรับใช้ พี่เลี้ยงของลูกสาวตัวเองทั้งๆ ที่เมา ว่า ก่อนที่ซาโตโกะจะได้แต่งงานกับคิโยอากิ ให้จัดให้ซาโตโกะเสียตัวให้กับผู้ชายที่เธอรักเสียก่อน เพราะเมื่อซาโตโกะเข้าพิธีสมรสโดยไร้ความบริสุทธิ์ ตระกูลมัตสิกาเอะก็เท่ากับถูกหลอกนั่นเอง

เด็กทั้งสองไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่คิด พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก และซาโตโกะก็รู้ตัวมาตั้งแต่ตอนเล่นเกมเปิดบัตรบทกวีแล้วว่า ตัวเองชอบคิโยอากิ

เป็นธรรมดาของเด็กผู้หญิงหรอก ที่จะมีความอ่อนไหว รู้ตัวไว แล้วก็ไม่วอกแวกไปทางอื่น ส่วนเด็กผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ ๑๙ หรือศตวรรษที่ ๒๐ อย่างทุกวันนี้ก็ยังแปลกเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน คือไม่ว่าเวลารักใครชอบใคร (ไม่รู้ทำไม) จะต้องคอยปัดป้อง ปิดบัง ต่อต้าน แล้วก็หลอกตัวเองและคนอื่นว่าไม่ได้รัก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อน พอผู้หญิงเขาถามก็จะเริ่มทำตัวแย่ๆ ทำร้ายจิตใจ ทำให้เขาเสียความรู้สึก เพื่อที่เขาจะได้จากไป

เรียกว่ามัวแต่ลีลาจนเสียเรื่องทุกที ..รวมทั้งคราวนี้ ทั้งที่พ่อถามคิโยอากิถามถึง ๒ ครั้งว่ารู้สึกอย่างไรกับซาโตโกะ เขาตอบแกล้มหัวเราะว่า ไม่แยแสสนใจเธอสักนิด

(โง่จัง เจ้าเด็กน้อย)

ในวัย ๒๐ ปี ซาโตโกะเป็นสาวสวยเหมือนดอกซากุระที่บานสะพรั่งเต็มต้น ไม่แปลกเลยถ้ากุลสตรีรูปงามอย่างเธอจะเป็นที่ประทับใจคนอย่างเจ้าชายมกุฎราชกุมาร ด้วยชาติตระกูลสูงส่งสมกัน ในที่สุดเจ้าชายก็ขอหมั้นซาโตโกะ และเมื่อการหมั้นได้รับการเห็นชอบจากสมเด็จพระจักรพรรดิ ซาโตโกะก็กลายเป็นของต้องห้ามไปในทันที

คิโยอากิเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าเขาต้องการซาโตโกะ

เขาแบล็กเมล์พี่เลี้ยงตัวแสบของหญิงสาวด้วยการอ้างถึงจดหมายที่เธอเขียนถึงเขา ทั้งๆ ความโกรธแบบเด็กผู้ชายที่ยังไม่โตเป็นหนุ่ม ทำให้เขาผลุนผลันเผามันก่อนเปิดอ่านไป ๒ ฉบับ ส่วนฉบับที่ ๓ ได้ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ความบ้าทำให้เขากล้าเอ่ยถึงจดหมายที่ไม่เคยได้อ่าน ๓ ฉบับนั้น ขู่พี่เลี้ยงของซาโตโกะว่า ถ้าไม่พาเธอมาพบ จะแฉ

พี่เลี้ยงทำเหมือนหาทางออกอื่นไม่ได้ จึงพาซาโตโกะมาพบคิโยอากิ

และแล้ว ท่ามกลางสายฝนตกที่ใส่หลังคาโรงเตี๊ยมเหมือนไม่มีวันซาเม็ด หนุ่มสาวทั้งสองก็ห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้


ฉันรู้ว่าทำไมซาโตโกะถึงยอมคิโยอากิ แต่ฉันไม่รู้ว่าที่คิโยอากิห้ามใจตัวเองไม่ได้นั้น เพราะรักหรือ ใคร่

ผู้ชายรักแล้วจึงใคร่
ใคร่ให้มากพอ ก็จะรักได้้
หรือแท้ที่จริงแล้วผู้ชายทั้งรักและใคร่ได้ในเวลาเดียวกัน?



ราวกับความสุขของคนทั้งสองยาวนานได้เพียงชั่วชีวิตของผีเสื้อ
หลังลอบพบกันไม่กี่ครั้ง ซาโตโกะก็ตั้งครรภ์ แม้ว่าชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของเธอคือพยานรับรองความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือตราบาปที่ต้องกำจัด

โศกนาฏกรรมแห่งความรักไม่อาจจบลงอย่างอิ่มสุข

คนดูอย่างฉัน ได้แต่ดูแล้วก็คิดเสียดายแทนคิโยอากิ
ครั้งนั้นถ้าไม่มัวแต่ลีลา ต่อต้าน ไม่ยอมรับว่ารู้สึก ก็คงไม่ต้องอดทนรอคอยให้วันเวลาค่อยผันผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น ที่ผีเสื้อจะได้คืนชีพอย่างร่าเริงอีกครั้ง




บันทึก:
• เคยดูหนังของผู้กำกับ อิซาโอะ ยูกิซาดะ หรือยังหว่า?
• “ฉันอยากชื่นชมหิมะแรกกับเธอ” ...เขาช่างเขียนให้ซาโตโกะบอกรักได้นิ่มนวล และอ่อนหวานเหลือเกิน
• จริงๆ คิโยอากิน่าจะสำเหนียกถึงความปรารถนาและความรู้สึกต่อซาโตโกะตั้งแต่ฝันถึงผีเสื้อคืนแรกแล้วนะ
• ไม่รู้ว่ามันไม่มีเซนส์ หยิ่ง หรือว่าโง่กันแน่
• หนังเรื่องนี้เป็นงานศิลปะ มันคงเป็นงานศิลปะมาตั้งแต่ตอนเป็นบทประพันธ์แล้ว (ขออภัย ยังไม่ได้อ่าน) พอมาเป็นหนังก็ใช้ภาษาหนังได้อย่างมีรสนิยมมาก มันแช่มช้า สวยงาม สงบ สุข ลุ่มลึก และแสนเศร้า
• ภาพในหนังงามมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพจริงหรือ CG น่าหลงใหลจริงๆ งามทุกฤดู งามทั้งโตเกียว นารา และคามากุระ (แต่นั่นมันต้นศตวรรษที่ ๑๙???)
• การแสดงของ ยูโกะ ทาเคอูชิ คือสิ่งที่ต้องยกย่อง เธอแสดงความรู้สึกของซาโตโกะผ่านออกมาทั้งทางดวงตา ท่าทาง จังหวะที่ร้องไห้ แม้กระทั่งมุมของใบหน้าที่รอจูบจากคิโยอากิ ฉันชอบสำเนียงเธอมากๆ พูดช้า มีแกรมมาร์ สมเป็นผู้ดี (เลยทำให้ฟังทัน โฮ่ โฮ่ โฮ่)
• ซาโตชิ ทสึมาบูกิ ก็ทำให้เรารู้สึกว่า ไอ่น้องคิโยอากินี่มันเด็ก โตไม่ทันซาโตโกะ หน้าตาก็รั้นสมบท
• น้องหนุ่ม-จันดารา กับโอ-อนุชิต ไปเล่นเป็นตัวละครเจ้าชายไทย ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้คิโยอากิรู้ตัว เป็นการปรากฏตัวที่..ดูยังไงก็เด่นเด้งออกมาไม่เนียนไปกับหนัง (ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ก็ไม่เลวหรอก)
• ตอนที่น่าสงสารมากคือตอนซาโกะนอนอยู่บนเตียงในโอซาก้า แต่ตอนที่อดน้ำตาหล่นคือตอนที่คุณย่าถามว่าถ้าคนรักมาหา เธอจะยอมพบเขาไหม
• น่าสงสารชะตากรรมของลูกผู้หญิงไม่มีทางเลือก
• (ถ้าซาโตโกะอยู่ในสมัยนี้ เธอจะทำยังไงหรือ ฉันอยากรู้)


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Tokyo Tower: เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้?

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




วันวาน: เด็กหนุ่มวัย 18 พบกับหญิงสาวแสนสง่า ผู้สูงวัยกว่าเขา 20 ปี นับจากวินาทีนั้น สายตาของเขาก็หยุดอยู่เพียงเธอคนนั้น

วันนี้: ทั้งสองกลายเป็นคนรักที่ต้องซ่อนเร้นของกันและกัน ซ่อนเขาจากสามีของเธอ และซ่อนเธอจากแม่ของเขา

คำถามคือ
พรุ่งนี้: เมื่อเด็กหนุ่มเติบใหญ่ สู่วัยฉกรรจ์ ในขณะที่สาวใหญ่ได้แต่ร่วงโรยลง ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองจะมั่นคงอยู่ได้อย่างไร?

เป็นคำถามที่ฉันอยากมีคำตอบให้ตัวเอง หลังจากที่ดู Tokyo Tower (2005)-ที่ไม่ใช่เรื่องของผมกับแม่และพ่อในบางเวลา-จบ 3 รอบซ้อน



หนังเรื่องนี้เล่าถึง รักต้องห้าม
ไม่รู้หรอกว่าใคร หรืออะไร ที่เป็นคนตั้งกติกาว่า ความรักที่ฝ่ายหญิงแก่กว่าถึง 20 ปี มีสามีแล้ว และยังเป็นเพื่อนกับแม่ของฝ่ายชายนั้น “ต้องห้าม” ทั้งโทรุ (Okada Junichi) และชิฟุมิ (Kuroki Hitomi) ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม “ต้องห้าม” แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองก็รู้เหมือนๆ กับคนอื่น ว่าแม้ไม่ผิดที่จะรัก แต่ความรักของพวกเขาเป็นความรักที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง

ไม่เพียงเรื่องของโทรุกับชิฟุมิ หนังยังพูดถึงรักต้องห้ามอีกคู่ ที่ถูกเล่าเหมือนจะให้เอามาเปรียบเทียบกันอีกด้วย สำหรับคู่ของคิมิโกะและโคจิ (Matsumoto Jun) เหมือนมาพบกันในจังหวะที่มีคนหนึ่งกำลัง lost พอดีกับที่อีกคนรู้สึกท้าทาย ทั้งสองจึงไม่มีความรู้สึกดื่มด่ำ ซาบซึ้งต่อกัน ไม่มีใครกล้าประกาศให้อีกฝ่ายทิ้งโลกไว้เบื้องหลังแล้วมาอยู่ด้วยกัน คู่นี้ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันได้อย่างน่าประทับใจแบบประหลาดๆ ใจ

ฉันเคยมีคนรัก แต่ก็ยังไม่เคยแต่งงาน ฉะนั้นฉันจึงยังไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกที่คนสองคนชวนกันแต่งงานน่ะ มันเป็นยังไง อะไรคือสิ่งที่กระชับคู่แต่งงานเข้าไว้ด้วยกันตลอดเวลายาวนานของชีวิตสมรส หรือทำไมชีวิตการแต่งงานมันจึงทำให้ผู้หญิงสองคนนั้น ทั้งที่อยู่ต่างที่กัน และไม่รู้จักกันเลย lost ไปไกลลิบ (ไม่เห็นสงสัยเลยว่าทำไมผู้ชายถึง lost เพราะรู้ดี ผู้ชายพร้อมจะ lost ได้ทุกสถานะ)



แต่ฉันว่าฉันเข้าใจความรักดี

ฉันว่าฉันเข้าใจด้วยว่าทำไมชิฟุมิถึงทิ้งสามี และโตเกียวทาวเวอร์ไปหาโทรุ ผู้รออยู่ใต้เงาหอไอเฟล ฉันว่าฉันเข้าใจ ทำไมเธอกล้าตัดสินใจอย่างนั้น


ความรักไง





บันทึก
• โตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องนี้ ทำหน้าที่คล้ายโตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องแม่-ลูก และพ่อในบางครั้งเลย
• (มันเป็นพยานรักของโทรุและชิฟุมิไง)
• พระเอก (Okada Junichi-ได้ข่าวว่าเป็นนักร้องเจป๊อป) หน้าตาดีนะ แต่ถ้าก้นไม่สวยน่าจับ ฉันก็ไม่เห็นความจำเป็นของฉากเปลือย (เห็นแค่ด้านหลัง) อาบน้ำฝักบัวนั้นเลย
• อ้อ นอกจากหน้าตาดีแล้วน้องเขาเล่นดีด้วยนะ
• น้องจุน (Matsumoto Jun) ก็เล่นดีแบบเป็นตัวของตัวเองดีจัง (พี่คิดว่างั้นเพราะพี่ดูน้องมากี่เรื่องๆ น้องก็เล่นได้บุคลิกเดียวกันคงเส้นคงวาตลอดเลย)
• ฮิโตมิจัง เพอร์เซอร์คนสวย แฟนโคดะกัปตันจากซีรีส์ Good Luck นั้นยังสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าในหนังน่ะ ชิฟุมิอายุสี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่อยากบอกจังเลยว่า ผมทรงนั้นไม่สวย ชอบบ๊อบเท ที่ชิฟุมิไว้ตอนเจอโทรุครั้งแรกมากกว่า
• ฮิโตมิจังก็เล่นดี จะบอกว่าฉันชอบเสียงแล้วก็สำเนียงเค้าจัง
• ถ้าเลือกได้อยากมีสามีวัยเดียวกันที่บุคลิกมั่นคงแบบสามีชิฟุมิ ไม่ใช่สามีเด็ก โรแมนติก ช่างฝัน แล้วก็หลงฉันเสียขนาดนั้น อย่างโทรุ
• แต่พูดก็พูด ไดอาล็อกตอนบอกลาของโทรุ ทำหัวใจฉันหวั่นไหวเหมือนกันนะ
• หนังเรื่องนี้สวย ดราม่า มีหัวข้อย่อยแทรกในหัวข้อหลักหลายอยู่ ฉันว่าฉันยังเก็ตไม่หมดหรอก และเรื่องของคิมิโกะก็กินใจฉันมากเลย ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ฉันจะทิ้งผัวเฮงซวยอย่างนั้น เก็บข้าวของขึ้นซีตรองสีแดงคันน้อย เปิดซันรูฟ ออกจากบ้านในเวลาที่ซากุระบานเลย
• แต่ฉันจะไม่ไปหาเด็ก (หน้าตาดี) ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างโคจิหรอกนะ
• สิ่งที่ชอบมากที่สุด ในหนังเรื่องนี้คือ เพลง Finalist ชื่อ Forever Mine ที่ร้องและแต่งเองโดย Yamashita Tatsurou ฟังทีไร ซึ้งจนน้ำตาจะหล่นทู้กที


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

(นิยายรัก) ฤดูร้อน และรอยเท้าบนผืนทราย : บทโหมโรงของนักเขียนหนุ่ม

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

แม้เขาคนนี้จะมีงานเขียนที่ตีพิมพ์ออกมาแล้วถึง 14 เล่ม ทั้งกวีนิพนธ์ รวมเรื่องสั้น และความเรียง แต่ขอสารภาพว่า ฉันไม่เคยอ่านเรื่องของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2539 จากรวมเรื่องสั้น “แผ่นดินอื่น” ผู้จากไป (เร็วเกินไป-ในปี 2549) มาก่อนเลย

เรื่องแรกที่หยิบมาอ่านดันเป็นนวนิยายที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์สองเรื่อง ที่รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้

“(นิยายรัก) ฤดูร้อน และรอยเท้าบนผืนทราย” ถูกระบุว่าเป็น “ต้นร่าง” เปิดประเด็นเพื่อเข้าสู่เรื่องราวที่ล้ำลึก และมีรสชาติ สร้างความรู้สึกและจุดประกายแสงแห่งแรงบันดาลใจขึ้นในผู้อ่านแต่ละคน...ถ้าเพียงมันจะมีโอกาสได้ถูกเขียนขึ้นจนจบสมบูรณ์

อาจเรียกได้ว่าเป็นความไม่สมบูรณ์ แต่ Overture ปลุกเร้าอารมณ์คนดูให้ตื่น พร้อมคล้อยตามไปกับเนื้อหาใน Opera อย่างไร บทโหมโรงของนวนิยายย่อมทำหน้าที่เดียวกัน

ฉันอ่านบทโหมโรงของ “(นิยายรัก) ฤดูร้อน” แล้วไม่รู้สึกตื่น เขา (กนกพงศ์) สร้างภาพในจินตนาการคนอ่านด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ อ่านแล้วราวฉันหายจากตรงนี้ไปอยู่เชิงเขาหลวง นครศรีธรรมราช ที่ที่ล้อมตัวเองด้วยสีเขียวครึ่ดของต้นไม้ต้นไร่ ในอากาศที่หนักอึ้งด้วยไอน้ำที่ลอยอยู่ แต่มันนาน ยาวไป จนฉันรู้สึกเบื่อ เหมือนจะชื้นจนหายใจลำบาก พานอยากพาตัวเองไปพ้นๆ

หรือบางที อาจเป็นเพราะเขายังพาไปไม่ถึงพีคพ้อยท์แห่งความสงสัย ที่จะยั่วให้ฉันกระวนกระวายใคร่รู้เรื่องในลำดับต่อไป และยังมองไม่เห็นแววแห่งความเป็น “นิยายรัก”?

ส่วนบทโหมโรงของ “รอยเท้าบนผืนทราย” นั้น ทั้งๆ ที่เรื่องราวเกิดขึ้น ณ จุดพิกัดใกล้กับเรื่องแรก คือใต้ร่มเงาของเขาหลวง ใต้ต้นเงาะ และทุเรียนสูงอายุ แต่กลับเป็นการเล่าด้วย Passion ที่เร่าร้อน มีอุณหภูมิทางอารมณ์กว่าเรื่องแรก มีการเลื่อนไหลของสายลมมากกว่าเรื่องแรก มีรสชาติ ถึงพริกถึงขิงกว่าเรื่องแรก แบบนี้คงถูกจริตคนอ่านอย่างฉัน มันถึงทำให้ฉันรู้สึกพอใจ และประทับใจมาก ที่ในที่สุดก็พาตัวเองมารู้จัก กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียที
(นึกดีใจด้วย ที่ไม่หยุดอ่านเสียตั้งแต่รู้สึกเบื่อกับเรื่องแรก)

มันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ และความรู้สึกของของเขาที่มีต่อผู้หญิงของเขา ผู้ซึ่งทิ้งชีวิตเมืองมากับเขา จากการอ่าน ฉันรู้สึกว่าเธอดูดัดจริต ยั่วยวน แต่ก็เป็นเหมือนกองไฟอุ่นแรงบันดาลใจให้ร้อนได้ในเวลาเดียวกัน

ดูเป็นความสัมพันธ์ที่มีชีวิตชีวา อิ่มเอม และเป็นจริงเป็นจังจนฉันอยากรู้จักหญิงสาวผู้เป็นหญิงสาวในชีวิตจริงของเขา และฉันก็พบ

...เธอดูไม่ใช่หญิงสาวในเรื่องเสียทีเดียว แต่ฉันว่าใช่ล่ะ เธอคนนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจของเขา

กนกพงศ์ เป็นนักเขียน ฉันหมายถึงนักเขียนจริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นนักเขียน ในงานเขียนของเขา เราจะพบว่ามันสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต อย่างมีประสบการณ์ และอย่างมีรสนิยมทางวรรณกรรม

ที่สำคัญคือ เขาไม่เพียงเขียนบทรักได้สวยงาม และมีชีวิต แต่ยังมีอารมณ์ขันด้วย!



ฉันอยากรู้จักเขามากขึ้นอีก
ช่วยแนะนำได้ไหมว่า ฉันควรเริ่มต้นจากเล่มไหน



วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คำสารภาพ ฉบับที่ ๖ : ฉันลบคอนแทก



ฉันเล่นมัลติพลายมาสองปีกว่าได้ เคยมีคอนแทกเหยียบร้อย (ถ้าไม่เกิดเรื่องคืนวันฮัลโลวีนเมื่อปีก่อนไม่รู้จะทะลุไปเท่าไหร่) กับเวตติ้งลิสต์อีกเกือบสามสิบ (วันดีคืนดีก็หายไปเองบ้างเพราะเขาพาตัวเองออกไปจากแถว)

 

เทียบกับหลายคนในโลกมัลติพลาย จำนวนคอนแทกของฉันแค่จุ๋มจิ๋ม แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมกูต้องมีคอนแทกเป็นร้อยด้วยวะ

 

ฉันเป็นมนุษย์ประเภทที่อยู่ได้โดยไม่ต้อง Popular แล้วก็เลิกแคร์คนที่ฉันไม่คิดว่าควรแคร์ไปนานแล้ว (หลังเรียนรู้ว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะแคร์ทุกคนให้ได้ครบ) แต่คนที่มาเป็นคอนแทกกัน ฉันอยากจะแคร์ ฉะนั้น ถ้าคนพวกนี้มีเป็นร้อยๆๆ เหมือนชาวโลกมัลติพลายคนอื่น ฉันคงต้องตามแคร์จนไม่เหลือเวลาไปทำมาหากิน

 

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสจะได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และมีน้ำใจ ฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ (ได้เพื่อนแบบนี้จากมัลติพลายเยอะอยู่เหมือนกัน ^_^ )

 

ด้วยความไม่อยากจะฉาบฉวย ผิวเผิน ทำให้ฉันขอเป็นคอนแทกคนอื่นน้อยมาก ยิ่งหลังจากฮัลโลวีนบ้าบอคอแตกนั่น ยิ่งคิดมาก ตัดสินใจช้ากันไปใหญ่ คนใหม่ๆ ที่เพิ่งรู้จักไม่นาน (บางคนก็ไม่รู้จักเลย) ที่มาขอทาบทามเป็นเพื่อนกัน (ทำไมเขาถึงอยากเป็นเพื่อนกะฉันนะ?) ฉันแทบไม่เสียเวลาคิด หรือพยายามตามไปทำความรู้จักกับเขา แต่ ดอง invitation ไว้อย่างนั้นแหละ

 

เพราะว่าถ้ารับเขาเป็นคอนแทก ไม่รู้จักเขาคนเดียวไม่พอ ยังได้เน็ตเวิร์กเป็นร้อยๆ จากคอนแทกเขา ซึ่งฉันไม่รู้จักสักคนเป็นของแถมมาด้วย ..แค่คิดก้อกลุ้มละ

 

สิ่งที่จะสารภาพก็คือ:

หลังจากคิดเพี้ยนๆ วนเวียนอยูู่่พักใหญ่ ฉันก็เริ่มลงมือสังคายนาบัญชีรายชื่อคอนแทกของตัวเอง ดูว่ามีใครอยู่ในนั้นบ้าง ใครบ้างที่ถึงแม้ไม่เคยอัปแม้แต่รูป Headshot ก็ลบเขาออกไปไม่ได้ ใครยังมีชีวิตอยู่ ใครตัดทางโลกไปแล้ว และในวันแรก คือศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2552 ก็เลือกลบคอนแทกไปประมาณ 7 รายการ เรื่องเหตุผล..คิดว่าคงไม่จำเป็นต้องสาธยายแจกแจงกัน เพราะฉันไม่ใช่คณะกรรมการซีไรต์ตัวแม่

 

ที่อยากจะบอกไว้ในบล็อกที่ไม่รู้จะให้ประโยชน์โภชน์ผลแก่คนอ่านหรือไม่ก็ไม่แน่ใจนี้ ก็คือ

 

มัลติพลายมันแค่โลกสมมตินะจ๊ะ อย่าไปเอาน้ำยากับมันมากมายเลย


โลกที่เรามีชีวิตอยู่เนี่ย มันเป็นโลกจริงๆ มีแรงจีที่กระทำต่อทุกสิ่งอย่างที่อยู่บนตัวมัน นั่นทำให้เท้าของเราติดอยู่กับดิน เป็นโลกที่มีต้นไม้ สายลม แม่น้ำ สายฝน พระอาทิตย์ และหิมะ บนโลกใบที่มันกำลังร้อนอยู่เนี่ย เราสามารถทำความรู้จักกันด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 6 พูดคุย จับมือ เทศนา หอมแก้ม กินข้าว ปรับทุกข์ เถียง คุยตลกกันได้ กระทั่งมีเซ็กซ์กันอย่างสุขสมจากการสอดใส่ ไม่ใช่แค่สุขหลอนๆ จากไซเบอร์เซ็กซ์

 

สำหรับฉัน การเป็นคอนแทกกันไม่ได้หมายความว่าเรารักกันปานจะกลืน รู้ใจกันทุกเรื่อง สนิทกันเหมือนเป็นเพื่อนกันมาสามชาติ การเลิกเป็นคอนแทกกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหันหลังให้กัน หมดมิตรภาพและความเมตตากรุณาต่อกัน หรือแปลว่าฉันเกลียดคุณขนาดทนสูดหายใจเอามวลอากาศเดียวกับคุณเข้าไปไม่ได้

 

ฉันแค่ลบคอนแทก ไม่ได้บล็อก

การที่คุณไม่ได้เป็นคอนแทกของฉันแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถมาเยี่ยมเยียนกันได้อีก รู้ไหม ฉันยังติดตามข่าวคราวของคุณผ่าน Inbox ที่เซ็ตเป็น Network (เรายังอยู่ในเน็ตเวิร์กเดียวกันจ้ะ!) ยังทักทาย แซว กัด จีบ ทับถม สดุดี กระทบกระเทียบเปรียบเปรย ให้กำลังใจ ตั้งคำถาม โยนระเบิด ฯลฯ กันผ่าน Guestbook ได้อยู่ เดี๋ยวนี้ฉันปล่อยให้มันเปิดประตูรับ ทุกคนในโลกมัลติพลายแล้วล่ะ  


ฉะนั้นถึงฉันจะลบชื่อคุณออกจากคอนแทกโดยไม่ได้ขออนุญาตเป็นเรื่องเป็นราว และถึงแม้การที่เราได้มาเป็นคอนแทกกันนั้น เกิดจากคุณ ที่มาขอฉันเองก็


...โปรดอย่าเคืองฉันเลย

 

 

 


ป.ล. 1 ถ้าไม่รบกวนเกินไป อยากให้คุณช่วยบอกเหตุผลดีๆ สักข้อ ว่าคนเราขอเป็นคอนแทกกันไปทำไม?

ป.ล. 2 รูปหมาน้อยร่าเริงนี่ไม่ได้ถ่ายเอง เจอในโลกเสมือนนี่แหละ เซฟไว้นานแล้วจ้า

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Comrades, Almost a Love Story : เพื่อนรัก-รักเพื่อน

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


หลายปีหลังแยกทางกัน ถ้าบังเอิญได้พบกับคนรักที่ตัดใจจากไปแล้ว เห็นเขาส่งยิ้มแบบเดียวกับแบบเดิมที่เราคุ้ยเคยดีให้มาแต่ไกล ใจเราตอนนั้นจะเป็นยังไงนะ?



ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา เราอาจพบกับความรักได้หลายครั้ง แต่แต่ละครั้งที่ได้รักคงประทับอยู่ในพื้นที่ความทรงจำเรามากน้อย งดงาม และจับใจเราไม่เท่ากัน

หนังฮ่องกงที่ใช้ชื่อไทยว่า “เถียนมีมี่ 3,650 วัน..รักเธอคนเดียว” เล่าเรื่องความรักที่ไม่อาจลืมเลือนของหนุ่มสาวจากแผ่นดินใหญ่คู่หนึ่งที่ข้ามมาขุดทองในฮ่องกงในปี 1986

วิถีชีวิตคนจีนแผ่นดินใหญ่ในฮ่องกงเวลานั้นอาจคล้ายคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ คือมันลำบาก งานที่มีให้ทำก็จะเป็นแต่งานที่คนฮ่องกงเค้าไม่ทำ เพราะมันเหนื่อยยาก ต้องใช้แรงงาน พูดเป็นแต่จีนกลางก็ต้องมาหัดพูดกวางตุ้งจะได้สื่อสารกับเขาได้ แค่นั้นไม่พอ ถ้าอยากได้งานดีกว่านี้ ก็ต้องหัดพูดอังกฤษด้วย

แต่ถึงจะลำบาก แต่ชีวิตในฮ่องกงให้โอกาส ใครขยัน ใครลงทุนเป็น ใครมีคอนเนกชั่นดีก็อาจจะรวยได้เหมือนกัน

ลี่เฉียว (จางม่านอวี้) นางเอกของเรานั้นขยันมาก ตั้งอกตั้งใจแล้วก็พยายามเหลือเกิน วันๆ ทำงานหลายอย่าง เธอมาฮ่องกงก็เพราะอยากมีเงินกลับไปสร้างบ้านให้แม่อยู่ ส่วนเสี่ยวจิน (หลี่หมิง) พระเอกก็เป็นคนดี ร่าเริง จิตใจดี มองโลกในแง่ดี (ด้วยสายตาและความรู้สึกของเสี่ยวจินนี่เองที่ทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงซอกมุมที่น่ารัก น่าอยู่และโรแมนติกของฮ่องกงในเวลานั้น) เสี่ยวจินที่เขียนจดหมายถึงคนรักซึ่งรออยู่ที่บ้านตลอดเวลา สงสัยเขาข้ามมาทำงานเก็บเงินตั้งตัวก่อนกลับไปแต่งงานกับหล่อน

สองคนเจอกันครั้งแรกในร้านแมคโดนัลด์ คนนึงเป็นคนขาย อีกคนไปเข้าคิวซื้อ จากนั้นก็กลายเป็นเพื่อนคนแรกบนเกาะฮ่องกงของกันและกัน ..มันดูอบอุ่นขึ้นนะ ชีวิตในเมืองใหญ่ เมืองแปลกใหม่ ที่มีเพื่อนเนี่ย

ลี่เฉียวเองยังดูมีความสุขขึ้นเยอะ เธอถึงกับร้องเพลงเถียนมีมี่จากท้ายรถจักรยานที่เพื่อนปั่นไปส่งตอนเปลี่ยนที่ทำงาน เพื่อนเองก็ผสมโรงด้วย ภาษาจีนในเพลงของเติ้งลี่จวินทำให้ทั้งสองคิดถึงบ้านกระมัง?

วันหนึ่งหลังจากตั้งเต็นท์ขายเทปและแผ่นเสียงเติ้งลี่จวิน แต่ขายไม่ได้เลยเพราะฝนตก ทั้งสองก็ขึ้นเตียงกัน มันไม่ใช่ความตั้งอกตั้งใจหรือหมายมั่นปั้นมืออะไร ไม่แน่ใจหรอกว่าตอนนั้นสองคนนั้นชอบกันแค่ไหน จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นแค่เรื่อง ‘คืนฝนตกฟ้าคะนอง คนว้าเหว่สองคนมากินข้าวด้วยกัน’ เหมือนที่ลี่เฉียวบอกก็ได้

ไม่รู้ลี่เฉียวคิดยังไง แต่รู้ว่าหลังจากนั้นแล้วเสี่ยวจินเขียนจดหมายหาคนรักไม่ออกเลย

ทั้งสองคบกันอย่างนี้พักใหญ่ ไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน แต่นัดเจอกันในห้องเช่าหมายเลข 527 แบบชั่วคราวเพราะลี่เฉียวต้องการประหยัดเงิน

เสี่ยวจินเองโชคดี จากหนุ่มส่งของ ได้เปลี่ยนไปทำงานพ่อครัว ก็เริ่มมีเงินเก็บ วันหนึ่ง ลี่เฉียวเสียหุ้นแทบหมดตัว แถมมีหนี้นอกระบบอีกบาน เลยจำใจต้องไปเป็นหมอนวด (นวดอย่างเดียวนะจ๊ะ) งานที่ทำเจ้าตัวจิตตกไม่น้อยเพราะไม่ภูมิใจ แต่ก็ทำให้เธอได้เจอกับพี่เป้า

เสี่ยวถิงชวนลี่เฉียวไปเลือกสร้อยข้อมือทองคำให้คนรัก (...ซื่ออะไรอย่างนี้) ลี่เฉียวก็ช่วยเลือก เสี่ยวถิงดันซื้อแบบเดียวกันอีกอันให้ลี่เฉียวด้วย (เขาคงไม่รู้ว่าทำแบบนี้มันทำร้ายใจกันขนาดไหน) เส้นบางๆ ในใจลี่เฉียวเลยขาดผึงในคืนนั้น เธอโวยวายถามว่าทำแบบนี้ทำไม ‘ฉันมาฮ่องกงไม่ใช่เพื่อคุณ คุณมาฮ่องกงก็ไม่ใช่เพื่อฉัน’

ทั้งสองแยกกันตั้งแต่คืนนั้น แล้วเสี่ยวถิงก็เลิกขี่จักรยานไปเลย

ถิงถิง คนรักของเสี่ยวถิงเดินทางมาฮ่องกงสองสามปีให้หลัง ลี่เฉียวมางานแต่งของทั้งสองพร้อมพี่เป้า สามีที่ไม่ได้แต่งด้วย ความเป็นอยู่ของเธอตอนนี้ดีมาก ก็พี่เป้าเป็นนักเลง มีสตางค์เลี้ยงเมียให้สุขสบาย แถมลี่เฉียวก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอยังลงทุนและทำงานเพราะอยากมีตังค์ไปสร้างบ้านให้แม่

ความรู้สึกคงเป็นเหมือนถ่านไฟที่ใช้หุงข้างจริงๆ นั่นแหละ ตราบใดมันยังไม่มอดดับ เราก็เป่าให้มันโชนขึ้นมาใหม่ได้ ด้วยอะไรคล้ายๆ กันนี้ แรงดึงดูดของความห่วงหาอาลัย ความรักความผูกพันที่ทั้งสองยังมีต่อกันก็เลยทำให้ห้องหมายเลข 527 ของโรงแรมโทรมๆ นั่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

‘ฉันอยากลืมตาแล้วมองเห็นคุณทุกวัน’ จางม่านอวี้ในองค์ของลี่เฉียวพูด เธอถามคนดูด้วยตาดวงกลมที่กำลัง lost in love ว่า เธอจะทำยังไงดี

เสี่ยวถิง คนรักของเธอบอกเธอว่าเขาจะกลับบ้านมาบอกถิงถิง และเขาทำจริง แต่ว่าลี่เฉียวกลับเป็นฝ่ายที่ไม่อาจทำตามสัญญาได้ และครั้งนี้ ทั้งสองคนก็พลัดกันไปอีกหลายปี


พบกันอีกครั้งในปี 1996 หนึ่งปีก่อนอังกฤษจะส่งคืนฮ่องกงให้กับจีน วันนั้นทีวีประกาศข่าวการเสียชีวิตของเติ้งลี่จวิน หน้าทีวีที่กำลังฉายสกู๊ปประวัตินักร้องคนโปรด เพลงเถียนมีมี่ที่แว่วอยู่ในใจพวกเขาตลอดก็ดังขึ้น

ทั้งสองส่งยิ้มแบบเดิม แบบเดียวกับเมื่อสิบปีก่อนให้กัน แล้วหนังก็จบ


รักแท้ที่ต้องรอถึงสิบปี.. เรื่องแค่นี้ ‘จิ๊บๆ’





บันทึก
• ชอบเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ทั้ง OST และ score
• เพิ่งรู้ว่าเติ้งลี่จวินตายที่เชียงใหม่
• เห็นหลี่หมิงขี่จักรยานแล้วรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย
• ถึงมันจะเน่าไปหน่อย แต่รักหนังเรื่องนี้จัง
• ผู้กำกับปีเตอร์ ชานเกิดที่ฮ่องกงเมื่อปี ค.ศ. 1962 เมื่ออายุ 12 ขวบเขาติดตามครอบครัวมาอยู่ที่ประเทศไทย อายุ 18 ปีก็ไปเรียนวิชาภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกา แล้วเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในฮ่องกง (มิน่า มีบทพูดถึงพัทยา แล้วก็มีตัวละครเป็นคนไทยเดินทางไปค้ากามที่ฮ่องกงด้วย)
• ได้ข่าวว่าหนังเรื่องนี้จับใจทั้งคนฮ่องกง ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ อิฉันเองก็ชอบ มันเหมือนเป็นบันทึกเหตุการณ์ช่วงนั้นน่ะ
• หนังเรื่องนี้ได้รางวัลเยอะซะด้วยนะ


วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The 40 Year-Old Virgin : The longer you wait, the harder it gets. (ฮา)

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


ถ้ามันเป็นแครมบรูเล ผิวหน้าที่เป็นคาราเมลหอมหวานน้ำตาลไหม้ของ The 40 Year-Old Virgin คงเป็นรสชาติตลกเดอร์ตี้โจ๊กแบบอเมริกันที่เรียกเสียงฮาน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล

แต่พอใช้ช้อนเคาะหน้า ตักเนื้อขนมเข้าปากเท่านั้น ก็จะได้รู้ว่าที่จริงขนมถ้วยนี้ไม่ได้อร่อยเผินๆ แค่ชั้นเดียว แต่ยังมีรสล้ำนวลลิ้นที่จะเจาะลึกเข้าไปในใจคนดูอีกชั้น

เพราะมันกล้าตั้งคำถามซอฟต์ๆ แต่ชวนขบคิดถึง เซ็กซ์ กับความสัมพันธ์

หนังเรื่องนี้เล่าถึวชีวิตของ Andy Stitzer (Steve Carell) หนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ที่ตลอดชีวิตของเขายังไม่เคย “จึ้ก” สาวจริงๆ สักครั้ง

อันว่าคนเราอายุขนาดนี้แต่ยังเป็นเวอร์จิ้น ถ้าถือเพศนักบวช หรืออาศัยอยู่ในประเทศที่รักษาศีลของกาเมสุมิจฉาฯ เคร่งครัดอย่างบ้านเรา (ฮา) ก็คงจะไม่แปลก ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง (ไทย) ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่แอนดี้เป็นหนุ่มอเมริกัน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่แสนจะเปิดเผยและตรงไปตรงมากับการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ ยังคงความบริสุทธิ์มาจนอายุปานนี้จึงเป็นอะไรที่หน้าขายหน้ามาก

แอนดี้เป็นโสด (แน่ล่ะ) มีชีวิตที่เรียบง่ายในอพาร์ตเม้นท์ที่สะอาดและเป็นระเบียบ มีงานอดิเรกคือสะสมตุ๊กตาซูเปอร์ฮีโร่ กับเล่นวิดีโอเกม เขาไม่สูบบุหรี่ ตื่นเช้า ทำกายบริหารอย่างมีวินัย อาบน้ำ ปรุงอาหารกินเอง แล้วก็ขี่จักรยานมาทำงานในร้านขายเครื่องไฟฟ้าใหญ่ของเมือง

จริงๆ แล้วถึงแม้จะค่อนข้างเนิร์ด แต่ชีวิตของแอนดี้ออกจะ็เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ จัดการอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แต่จากสายตาเพื่อนร่วมงานแล้วการใช้ชีวิตของแอนดี้เป็นอะไรที่พิลึกกึกกือเอามากๆ ยิ่งพอรู้ว่าเขายังเวอร์จิ้น เพื่อนๆ ก็คิดไปได้ต่างๆ นานา มีปัญหาบุคลิกภาพอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่มีใครเอา เป็นเกย์หรือเปล่า แล้วก็คันไม้คันมืออยากจะช่วยจัดการให้แอนดี้ได้แอ้มสาวเสียที

คนนึงก็เน้นรูปโฉม ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สาวสน อีกคนบอกว่าไม่ใช่รูปลักษณ์แต่เป็นลีลา แล้วก็สอนว่า สิ่งที่ผู้ชายไม่รู้คือวิธีการพูดคุยกับผู้หญิง

“ที่จริงผู้หญิงแค่อยากพูดเรื่องตัวเอง” หมอนั่นอวดรู้ี้ “ฉะนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ถามเปิดประเด็น จากนั้นก็ทำขรึม แล้วตีลูกโง่เข้าไว้” (หน็อย.....ทำไมกรูไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้เลยวะ เห็นมีแต่พวกกร่างชอบอวดเรื่องตัวเอง)

ส่วนเพื่อนอีกคนก็ลงทุนยกหนังโป๊ในคอลเลกชั่นที่สะสมไว้เป็นกล่องใหญ่มาให้แอนดี้ศึกษา

เมื่อแอนดี้เจอสาวน่ารักที่คิดอยากจะโทรหา เพื่อนก็ห้ามเด็ดขาด แล้วกรอกหูว่า ต้องหาประสบการณ์กับเบี้ยใบ้รายทางให้ได้สัก ๒๐-๓๐ คนซะก่อน ถึงจะมีเซ็กซ์กับสาวคนที่ชอบได้อย่างไม่เส็งเคร็ง จากนั่นก็ชวนแอนดี้ออกนอกกรอบด้วยการชวนปุ๊น กินเหล้า แล้วก็ฉี่ข้างตึก (เสื่อมเนอะ พวกผู้ชายเนี่ย)

พร้อมๆ กับพัฒนาความสัมพันธ์กับสาวที่ตัวเองชอบ (เธอผู้นั้นเคยก้าวพลาดในความสัมพันธ์จนทำให้มีลูกคนแรกตั้งแต่ยังอายุน้อย แล้วก็ยังมีต่อมาอีก ๒ คน แถมตอนนี้ลูกสาวคนโตมีหลานยายให้แล้วด้วย จึงตกลงกันว่าจะไม่รีบมีเซ็กซ์ แต่จะรอให้เดตกันครบ ๒๐ ครั้งเสียก่อนแล้วค่อย...) แอนดี้ก็ลองฝึกฝนตัวเองตามหลักสูตรของเพื่อนไปด้วย แต่ทำไงก็ไม่เวิร์ก จนเขาเริ่มสงสัย

ถ้าไม่มีใจด้วยแล้วจะมีเซ็กซ์ด้วยได้ไง?
แล้วถ้าแฟนรู้ว่ายังเวอร์จิ้นเธอจะรังเกียจไหม?
เซ็กซ์ของเขากับแฟนจะเป็นยังไง?
(อันนี้ออกแนวไม่มั่นใจ กลัวมันจะไปจบเห่เอาบนเตียง)


โธ่เอ๊ย พ่อคุณ ช่างโง่ได้้น่าเอ็นดูจริงๆ


ผู้หญิงน่ะ ถ้ารักเสียอย่าง.. อะไรๆ ที่เหลือก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว




บันทึก:
• มีตอนนึงที่ลูกสาวคนกลางวัยไฮสคูลของแฟนแอนดี้อยากไปฟังบรรยายเรื่องการวางแผนครอบครัว เพราะว่าเธออยากจะติ๊ดชึ่งกับแฟนหนุ่ม แล้วแอนดี้ก็ไปเป็นเพื่อน (เพราะจริงๆ เจ้าตัวก็อยากรู้แล้วก็มีคำถามที่อยากถาม) แล้วก็เลยคิดถึง Juno ขึ้นมา ในความเปิดเผยของสังคมอเมริกัน มันก็มีข้อดีเหมือนกันนะ
• ไอ้นกเขาขันตอนเช้านี่มันตลกดีจัง ผู้ชายเค้าเป็นอย่างนี้กันทุกคนเลยไหมน่ะ
• ตอนที่ตลกมากๆ นอกจากตอนแม่สาวแว็กซ์จะนับ อิชิ-นี่-ซัง (๑-๒-๓) แล้วดึงแว็กซ์ ก็ยังมีตอนที่แอนดี้ขึ้นเตียงแฟนแล้ว (แต่ใส่คอนดอมไม่เป็น) ลูกสาวแฟนกลับมาเห็นพอดี เลยอด ทีนี้ก็เลยต้องกลับบ้าน จากนั้นก็็โทรไปถามคอลเซ็นเตอร์ของบริษัทยา “คุณบอกว่าหลัง ๔ ชั่วโมงแล้วถ้ายังตื่นอยู่ให้โทรมา” แอนดี้ถาม คอลเซ็นเตอร์ (เสียงแขก) ตอบว่า แต่คุณไม่ได้กินยาเราหนิ แล้วแนะว่าในอินเดียเราใช้เทคนิคดีดไข่ หรือจุดไฟจี้ที่ข้อมือ เพื่อดึงความสนใจจากสมอง จากนั้นไอ้้ที่โด่ไม่รู้ล้มมันก็จะพังพาบลงมาเอง (.....ฮาว่ะ)


วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

CHÉRI : จุดจบของสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะความมาโซ ชอบทำร้ายความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งรู้ว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้คือจุดจบของความรักพิลึกพิลั่นระหว่างสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย ยิ่งหมายมั่นอยากจะดู

CHÉRI (2009) เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Lea de Lonval (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) โสเภณีชั้นสูง สวยสง่าและโดดเด่นที่สุดในสังคมฟู่ฟ่าของฝรั่งเศสยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้กำลังย่างเข้าวัย 50 จึงคิดจะถอนตัวจากวงการเสียที กับ Cheri (รูเพิร์ต เฟรนด์) ลูกชายวัย 18 ของ Madame Peloux (เคธี เบทส์) เพื่อนร่วมอาชีพของเธอ

มาดามเปลูซ์กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าที่เอาลูกชายไม่อยู่ ไหนจะขี้เกียจ ไม่เอาการเอางาน ไหนจะผลาญเงินเก่งไม่มีใครเกิน (จะโทษลูกได้ไง ตัวเองแทบไม่เคยลงมือเลี้ยงหรือสอนให้ลูกใฝ่ดีเลย) ชีกึ่งๆ จะรู้เห็นเป็นใจ และแอบยินดีด้วยซ้ำ เมื่อลูกไปติดเพื่อน ไปกินไปนอน ไปใช้เงินของเพื่อนเสียได้

เชรี “ติด” เลอาเหมือนเด็กน้อยติดพี่สาวคนสวย พี่สาวคนนี้ทั้งมีเสน่ห์ ทั้งเป็นผู้ดี มีมารยาท มีรสนิยม ไม่อ้วน จู้จี้จุกจิก แต่งตัวเยอะจนน่ารำคาญเหมือนแม่ตัวเอง แถมพี่สาวยังมีตังค์ ตามใจเขาได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย ส่วนเลอา ทั้งๆ ที่ผ่านกลเกมความรักมามาก ทั้งๆ ที่ไม่ยอมให้ตัวเองตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่ก็เผลอไผลปล่อยให้ตัวเอง “ติด” เชรีไป (จริงๆ เธออาจจะแค่อยากมีความรักจริงๆ กะเขาบ้าง) เธอติดเขากับราวกับพ่อหนุ่มคนนี้เป็นหมาน้อยน่าเอ็นดูที่เธอต้องคอยดูแล คอยประจบ ออดอ้อนเอาใจ คอยเกาคางให้ แล้วก็เปิดอ้อมแขนให้เขาซบหลับ ยามนิทรา

ไม่ใช่อะไรที่น่าอิจฉา น่ารังเกียจ น่าสมเพชเวทนา หรือน่าเห็นใจ เชรีกับเลอาเป็นแค่คนสองคนที่พบสิ่งที่ขาดหายในตัวคู่รัก

เชรีพบความอบอุ่นที่เขาแสวงหา ได้ลิ้มรสเซ็กซ์ที่แสนวิเศษ ส่วนเลอาก็ได้ความชุ่มชื่นสดใส และได้เปิดเผยความรู้สึกอันบริสุทธิ์ใจกับชู้รักอ่อนวัย

ถ้าความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเลอากับเชรียังคงเป็นความรัก เสน่หา พึงใจในตัวกันและกัน โดยไม่มีการคาดหวัง หรือตีตราจับจอง ไม่หึง ไม่หวง และไม่ต้องกังวล ว่าฉันเป็นอะไรของเธอ หรือเธอเป็นอะไรของฉัน เรื่องก็อาจไม่จบอย่างนี้ แต่ถ้าพลิกรูปมามองกันที่อีกด้าน มันคงเป็นไปไม่ได้ ที่คนสองคนจะรักกันตลอดไป โดยไม่คาดหวังการจงรักภักดีต่อกัน หรือคาดหวังให้เขามีเราคนเดียว

ความรักอย่างนั้นมันไอดีลเกินไป มันไม่มีจริงหรอก

หลังจากคบกันฉันชู้รักอยู่ 6 ปี เมื่อเชรีต้องแยกไปแต่งงานกับเด็กสาว (สวยด้วย) ที่แม่เตรียมไว้ให้ เลอาจึงแทบหัวใจสลาย เชรีเองก็ได้รู้ตัวว่าเขามีชีวิตโดยขาดเลอาไม่ได้ อยู่กับเมียที่ทั้งสาวทั้งสวย แต่ก็ไม่อาจสุขสม และอิ่มเอมเท่าอยู่กับชู้รักสูงวัย

หลังจากช่วงเวลาที่ต้องห่างไกลอันแสนทรมาน ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อที่จะพบว่าทั้งคู่รักกัน และไม่อาจมีชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่มีกันและกัน

ทว่า..บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว

เชรีพบว่า เลอาไม่ได้เป็นคนรักแสนดีที่มีแต่ให้ มีแต่เข้าใจ แล้วก็อภัยเขาได้เสมอ (เธอแค่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คนรักกลับคืนมา) ส่วนเลอาก็พบว่า เชรีไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เธอจะคอยดูแล กำกับบทบาทได้อีกต่อไปแล้ว

จากนั้น เชรีก็เดินจากห้องนอนอันสวยงามและหรูหราของเลอาไป ปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพังกับเงาที่มองตอบจากในกระจก เดินจากไปพร้อมความปวดร้าวในหัวอก ทรมานไม่ต่างกับที่อดีตชู้รักสูงวัยของเขารู้สึก


ความสัมพันธ์ที่แสนจะแฟนตาซีของทั้งคู่จบลง พร้อมกับยุคสมัยอันเฟื่องฝันจากความฟู่ฟ่าเริงรมย์ โลกหมุนเข้าสู่คืนวันอันโหดร้ายของความเป็นจริงที่เราเรียกกันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1



บันทึก
• มิเชลล์ ไฟเฟอร์สวยมาก ถ้าอิฉัน 40 แล้วยังสวยได้เท่ามิเชลล์ตอน 50 ก็จัดว่าหรูแล้ว
• โดยส่วนตัวแล้วอิฉันเป็นสาวใหญ่ขึ้นทุกปี ดูหนังเรื่องนี้เลยเศร้าชิบ (สมใจมาโซ)
• หวังว่าชีวิตนี้คงไม่ซวยขนาดไปหลงรักเด็กหนุ่มที่ “ห่าง” กันขนาดนี้เข้า
• CHÉRI จริงๆ อ่านว่า เชรี (ในหนังออกเสียงแบบฝรั่งพูดภาษาอังกฤษว่าเชอรี) จริงๆ คือคำที่ใช้เรียกที่รัก เหมือนดาร์ลิง หรือสวีตฮาร์ต ไม่ได้หมายถึงลูกเชอรี่แบบที่อยู่บนยอดไอศกรีมสเวนเซ่นส์(เสมอ)แต่อย่างใด
• เรื่องนี้สอนให้รู้ (อีกครั้ง) ว่า ความรักไม่ใช่เกม ฉะนั้น อย่าได้ริอ่านไปเล่นกับความรัก
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ สตีเฟ่น เฟรียส์ คนกำกับหนังโรแมนติกคอมมิดี้ High Fidelity
• ผู้กำกับให้เสียงบรรยายในหนังเองด้วย (ทั้งน้ำเสียงและลีลา กวนทีนเป็นบ้าเลย)
• อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย รู้สึกว่าหนังมันดำเนินเรื่องเร็วไปอะ
• สำหรับผู้ที่จะไปชมที่โรง (เข้าใจว่ายังอยู่ในโปรแกรมเครือเอเพ็กซ์นะฮะ) โปรดสังเกตเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย






วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กรีดกรายไปงานแต่ง






เสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๒

somewhere in Bangkok
เบลอ แต่ไม่เมา


The Departures : การเรียนรู้ที่จะปลดปล่อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


หนังเรื่องนี้ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน แต่พาตัวเองไปดู ทั้งที่ช่วงนี้ห่างสกาล่ามาไกล แทบไม่ได้ขวนขวายติดตามว่าเขากำลังฉายอะไรอยู่ แต่เมื่อหลายวันก่อน เพื่อนชาวเกาะเขียนเล่ามาว่า

....วันนั้นไปดูเรื่อง departures ก็ดีนะ
เพลงก็เพราะดี เอ็งดูยัง
(?)
หนังญี่ปุ่น
ฉายที่สกาล่า
ชอบเมียพระเอก…

อ่านแล้วมันอยากรู้ ว่า “ดี” ของเพื่อนนี่มันดียังไง (เพื่อนอิฉันคนนี้ชอบอะไรได้ยากอยู่) แล้วเมียพระเอกมีอะไร ทำไมเพื่อนถึง “ชอบ” ลองสืบเสาะดูได้ความว่า The Departures (2008) ยังฉายที่โรงหนังสยาม (ไม่ใช่สกาล่า) วันนี้นัดน้องสาว เลยชวนดูด้วยกันซะเลย

ดูแล้วก็บอกไม่ถูกหรอกว่าที่เพื่อนว่าดีน่ะ ดีตรงไหน รู้แต่ว่าน้ำตาไหลได้ตลอดตั้งแต่ต้นเรื่อง

หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิต ..ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังเศร้า แต่หมายถึงว่า มันเป็นหนังที่พูดถึงชีวิต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตและความฝันของคนคนหนึ่ง นำพาเขาอำลาเมืองหลวงกลับไปตั้งหลักที่บ้านเกิด ในบ้านที่แม่ทิ้งไว้หลังจากลาโลกนี้ไปแล้ว

เขาจับพลัดจับพลูไปได้งานเงินดี ที่คนดีๆ แต่คนดีๆ เขาไม่นึกอยากทำกัน มันคืองานแต่งศพก่อนนำลงโลง แล้วก็เผาหรือฝังตามประเพณี

ความน่าสนใจของเรื่องที่เขาเล่าไม่ได้มีเพียงขั้นตอน ธรรมเนียมในการแต่งศพ และพิธีกรรมงานศพ (ประณีตมาก) แต่ยังเป็นชีวิตของผู้จากไปและครอบครัว และชีวิตของคนทำศพคนนั้นด้วย

แปลกดี... ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิต เราแต่ละคนช่างไม่หนัก และไม่เหนื่อยที่จะ “ถือ” อะไรต่างๆ ไว้ในมือมากมาย ทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อย่างทิฐิ อัตตา และความภาคภูมิใจในตัวเอง ทั้งๆ ที่ของพวกนี้มันออกจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้เราดูฟู่ฟ่าอย่างลวงโลก (เออ แต่สไตล์นี้บางคนเขาก็ชอบนิเนอะ) และทั้งๆ ที่มันนั้นพอกหนาจนกลายเป็นเกราะ กั้นไม่ให้คนที่รักเราและเรารักเข้าถึงตัวเราได้

ต้องให้ความตายเรียกน้ำตามาชะล้าง ละลายเกราะพวกนั้นเสียก่อน เนื้อแท้ของความรู้สึกจึงจะปรากฏ เปิดประตูให้ความรู้สึกในใจหลั่งไหลออกมา



แล้วทำไมต้องรอให้น้ำตาหลังความตายมาทำหน้าที่นี้?

ตอนที่ทุกคนยังมีลมหายใจ ทำไมเราไม่ปลอดปล่อยตัวเอง ด้วยตัวของเราเอง

ปล่อยเหมือนที่ไดจังยอมขายเชลโล่ไฮโซ ราคา ๑๘ ล้านเยนตัวนั้นเสีย ปล่อยเหมือนที่ผัวเมียคู้่นี้ปล่อยทะโกะ (หมึกยักษ์) ที่ยังไม่ยอมตายตัวนั้นกลับทะเล



...เป็นอิสระและเผยความรู้สึกต่อคนรัก เหมือนที่ไดจังแกะ ปล่อยหินก้อนนั้นจากมือพ่อ





บันทึก:
• หลังจากตาปูดออกจากโรงกันทั้งพี่ทั้งน้อง น้องสาวอิฉันหันมาบอกว่า “ดูหนังกะแกทีไร ร้องไห้ทุกที” (ขอโทษนะ ก้อเค้าไม่รู้นี่นา ว่ามันจะ...มากขนาดนี้)
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ โยจิโระ ทากิตะ เจ้าของผลงาน The City That Never Sleeps: Shinjuku Shark (1993), Himitsu (1999), The Yin Yang Master (2001), When the Last Sword Is Drawn (2003) (....ไม่เคยดูเลย :-P)
• พระเอกในเรื่องชื่อไดโกะ (เมียเรียกไดจัง) คือ มาซาฮิโระ โมโทกิ เห็นว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อ ชิบุงากิไท ซึ่งเป็นที่รู้จักของวัยรุ่นญี่ปุ่นในยุค’80s (เกิดไม่ทัน)
• น้องนางเอกในเรื่องชื่อมิกะ เล่นโดย เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ (น้องคนนี้ก็คุ้นหน้าจัง) น้องเค้ายิ้มได้พิมพ์ใจ ทั้งตาและปาก ถ้าเราเป็นผัว เห็นยิ้มเมียอย่างนี้คงชื่นใจ ก็เธอซัพพอร์ตสุดๆ (หรือเพื่อนชาวเกาะจะชอบเมียพระเอกเพราะเธอเป็นผู้หนับหนุนที่ดี??)
• นึกชอบการเล่าถึงความรู้สึกในใจของไดจังที่ถูกสะเทือนด้วยประสบการณ์การทำงานวันแรก ที่กลับบ้านมากอดจูบ สัมผัสเลือดเนื้อของเมียได้ดื่มด่ำและร้อนแรงกว่าเดิม (เชื่อว่างั้นนะ)
• ในญี่ปุ่น หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลมาเป็นกอง แต่ที่น่าประทับใจมากคือ ได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครองด้วย
• มันยาวถึง ๑๓๐ นาที เพราะมีรายละเอียดอันน่าอภิรมย์ร้อยเรียงอยู่ในนั้น ก่อนเข้าชมควรเข้าห้องน้ำและกินอะไรรองท้องไม่ให้ว่างเปล่าเสียก่อน จะได้ไม่ขาดอรรถรสในการชม
• อ้อ ถ้าอยากช่วยลดโลกร้อน อย่าลืมพกผ้าเช็ดหน้าไปด้วยล่ะ
• ที่ House RCA เขาก็ฉายนะ ใกล้โรงไหนไปดูได้จ้า