แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประทับใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประทับใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Village Garden Restaurant




วันนี้ฉันพาตัวเองไปรู้จักร้านอาหารหนึ่งย่านพระรามสอง จริงๆ ก็มีโอกาสได้รู้จักร้านนั้นร้านนี้ ตรงนั้นตรงนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยเจอร้านที่อยากแนะนำให้เพื่อนรู้จักอย่างร้านนี้

ร้านนี้แปลก ลงทุนเยอะ อาคารสวย ไม่วิจิตร แต่สวยแบบตั้งใจออกแบบ เจ้าของร้านคุมครัวเอง เริ่มต้นจากเป็นคุณแม่ช่างทำอาหาร อบขนมให้ลูกกินตามสูตรในหนังสือ จนวันหนึ่งตัดสินใจไปเรียนกอร์ดองเบลอเพราะอยากเรียนให้รู้จริง ปรากฏว่าได้วิชากลับมามากมาย คุณอ้อบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องสูตรหรือเทคนิคการทำอาหารหรอก

เปิดร้านในซอยวัดยายร่ม หรือพระรามสอง 33 ใกล้โรงเรียนลูกได้ 8-9 เดือน ก่อนน้ำท่วมนิดหน่อย ยังไม่ได้โปรโมทอะไรมาก ยังไม่มีกระทั่งแฟนเพจใน facebook แถมยังตั้งราคาอาหารที่เมื่อเทียบกับวัตถุดิบจานชามสถานที่แล้ว ทำให้คนกินคิดว่า ได้กำไรหรือเปล่า

เลยแอบอยากให้ร้านนี้เปิดต่อไปนานๆ ให้คนแถวนั้น และคนไกลมีโอกาสพาตัวเองไปกินอาหารของคุณอ้อบ้าง อาหารแบบแม่ทำให้ลูก ภรรยาทำให้สามี คือสะอาด จัดให้ถึง เต็มที่ และไม่มีกั๊ก

แต่ก่อนเคยคิดว่าย่านพระรามสองหาร้านอาหารอร่อยๆ บรรยากาศน่านั่งยากจัง ตอนนี้ชักอิจฉาแล้วสิ



ปล. คุณอ้อรับจัดงานเลี้ยง งานสังสรรค์ด้วย สอบถามเส้นทางและจองโต๊ะโทร. 0 2427 9989

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยินดีที่ได้พบกัน






อายุ
ไม่ใช่้อุปสรรค
ของความฝัน



ยินดีที่ได้พบกัน "กรรมกรกวี" วัยหลังเกษียณ ผู้ไม่ย่อท้อต่อความฝันที่จะคิด และเขียน

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วันท้องฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม



เช้านี้เห็นเมฆก้อนใหญ่มาก
แต่ละมุมของก้อนเมฆก็สวยมาก



เท่าที่สังเกตดู แต่ละวันของเดือนในปี
แสงสี ท้องฟ้า และกลิ่นของอากาศไม่เคยเหมือนกัน
อย่างตอนนี้เข้าเดือนกันยายน ฟ้ายังฉ่ำฝน แต่แดดเริ่มเฉียง สาดเข้าระเบียงห้องที่หันหน้าไปทางใต้แล้ว
และจะค่อยๆ ก้าวเข้ามาเรื่อยๆ จนเรียกว่าสาดเข้ามาอย่างเต็มที่ในตอนสายเมื่อเข้าเวลาหน้าหนาวแบบเต็มๆ

ท้องฟ้า องศาของแดด ลม และกลิ่นของอากาศเป็นสิ่งที่ฉันสนใจ
บางทีที่เห็นแล้วชอบใจก็อยากจะถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด แต่ก่อนนี้ไม่ได้ทำ
หลังจากโหลด Application กล้องถ่ายรูปมาเล่นแล้วก็ติดใจ มันไม่ได้ช่วยให้ถ่ายได้ชัด
(เพราะเวอร์ชั่นนี้เป็นของฟรี ไม่สามารถถ่ายเป็นไฟล์ใหญ่โตได้) คิดว่ามันช่วยให้สนุกที่จะเก็บภาพท้องฟ้าขึ้นเยอะเลย

รูปพวกนี้เป็นท้องฟ้าหน้าฝน 10 วันแรกของเดือนกันยายน 2553
ต่อไป แสงสีของท้องห้าและการเรียงตัวของเมฆก็คงจะเปลี่ยนไปจากนี้
ไว้จะคอยดูและเก็บภาพมาฝากกันใหม่


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทางเดิน และการเดินทางของครูเล็ก




คนบางคน เกิดมาเพื่ออะไรบางอย่าง
ฉันยังไม่เชื่ออย่างนั้นจนกระทั่งโตพอ
ได้เห็นชีวิตคนหลายคน
บางคนเกิดมาเป็นปราชญ์ บ้างก็เกิดมาเป็นโจร

แต่กับครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน
ครูเกิดมาเป็นศิลปิน และครูโดยแท้

ภาพเรียงลำดับการเดินทางในชีวิตครูเล็กที่เห็นนี้ประดับอยู่ที่ทางเดินในแกลลอรี่ วิกหัวหิน
ที่ที่มีทั้งโรงละครและโรงเรียนมัธยม ที่พักและงานศิลปะ
น่าไปเห็นและชื่นชมเป็นอย่างมาก

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

สุดกรี๊ดที่อาเมะโยโกะ



หมึกยักษ์

เห็นเจ้านี่แล้วเกิดอยากกินซูชิขึ้นมา

ป.ล. นี่แหละสีแหลแบบแคนนอน



พฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2553



เช้าแรกในโตเกียว
กินอาหารเช้าแล้วก็ขึ้นรถไฟสองสามต่อ แล้วไปลงสายยามาโนะเตะที่สถานีอุเอโนะ
(ที่ได้ไปเห็นซากุระสีชมพูเข้มมานั่นแล) เสร็จแล้วคิดกันว่าจะไปไหนต่อ

ดูคู่มือแล้วได้ความว่าย่านใกล้ๆ อุเอโนะชนิดที่เดินถึงมีแหล่งช็อปชื่อ Ameyoko
ยังไม่แน่ใจนักว่าที่นั่นขายอะไรบ้าง แต่แค่รู้ว่าเป็น "แหล่งช็อป" ก็อยากจะไปทันที

และแล้ว
ก็ได้ช็อปมาสมใจ

อิอิ




หมายเหตุ
ที่นี่ขายของหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของกินอย่างผลไม้ ของแห้ง ชา ขนมขบเคี้ยวแห้งๆ
แต่ที่มีเยอะและถูกมากคือ เสื้อผ้า และรองเท้า (ไม่ค่อยได้ถ่ายมา เกรงใจเจ้าของร้าน+เอาแต่ช็อป) ของที่ได้มาจากที่นี่คือนาฬิกา Swatch (2100 เยน), เสื้อวอร์มอาดิอาสของแท้ (1422 เยน-ลด 70 หรือ 80% จำไม่ได้), ชาเขียวแบบเซนฉะ (ห่อละ 840 เยน), เครื่องสำอางฝากญาติพี่น้องจากร้านมัตสึโมโตะ (8,147 เยน-ถูกโคตร)

อยากได้รองเท้าบู๊ตยางสำหรับวันที่บางกอกฝนตก-น้ำท่วม แต่ขี้เกียจแบก

สรุปคือถ้ามีเวลาในโตเกียวสักครึ่งวัน ไปที่นี่เหอะ หนุกดี ของถูกๆ ทั้งนั้น

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Fargo: สุดท้ายก็แห้ว

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ชื่อหนัง Fargo (1996) น่าจะเคยผ่านหูฉันมาบ้างแล้วแหละ เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ตั้ง 7 สาขา แล้วก็ซิวไปได้ถึง 2 รางวัล คือ Best Original Screenplay โดยสองพี่น้อง Joel และ Ethan Coen กับรางวัล Best Actress in Leading Role ที่ให้แก่ Frances McDormand ในปีเดียวกับที่ English Patient ได้รางวัลสาขา Best Picture

แต่ที่ได้มาดูเนี่ย ก็เพราะม่อน วันหนึ่งม่อนบอกว่าหาซื้อหนังเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่เจอสักที ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงของมัน ก็ลอง Google ดูบ้างแล้วเลยเจอเว็บขายหนัง Pirate ที่มีหนังเรื่องนี้ขาย ว่าแล้วก็ลองสั่งซื้อซีรีส์ญี่ปุ่นมา 1 ชุด พ่วง Fargo มาเผื่อม่อนด้วย
(ไม่กล้าซื้อเยอะเพราะไม่เคยสั่งซื้อหนังจากเว็บแบบนี้เองมาก่อน-กลัวจะเสียท่า)

หนังมาจากเชียงใหม่ (ออกจะทึ่ง) มาถึงมือวันนี้ ก็เลยเปิดเช็คสักหน่อย ปรากฏว่าชัดดี เสียงดี ซับไทย ไม่มีปัญหานะม่อน (อิ อิ)

เปิดเรื่องด้วยสีขาวแห่งความอ้างว้างของทุ่งหิมะที่เหมือนจะซ่อนความลับที่เศร้าสร้อยบางอย่างเอาไว้ จากนั้นก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นภาพรถปิ๊กอัพลากรถอีกคันวิ่งฝ่าหมอกมา แล้วเรื่องทั้งหมดก็ถูกเล่าขึ้น

จะว่าเป็นพล็อตก็ไม่เชิง เพราะเขาบอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าดัดแปลงขึ้นจากเหตุการณ์จริงในปี 1987 เริ่มจากผัวร้อนเงินที่วางแผนให้คนมาลักพาตัวเมีย เรียกค่าไถ่จากพ่อตาเศรษฐี แผนที่วางไว้ก็หละหลวม ไม่ค่อยรัดกุมเท่าไหร่ แถมเลือกคนเพี้ยน ไม่เต็มเต็งมาทำงาน ตัวเอง ‘หลุด’ ทำแผนพังไม่พอ ยังทำเงินล้าน ‘หลุด’ ไปด้วย

ผลสุดท้ายก็เลยกินแห้วกันทั่วหน้า

หลายเหยื่อที่่ตายไปก็เหมือนตายเปล่า สังเวยให้ความประสาทเสียของคนซะอย่างนั้นแหละ

สิ่งที่ฉันชอบในหนังเรื่องนี้คือสไตล์ของ Coens ฉันยังไม่เคยดู No Country for Oldmen อันโด่งดังหรอกนะ (ก็ฉันมีโรคต่อต้านสังคมเป็นโรคประจำตัว) หนังเรื่องเดียวของ Coens ที่เคยดูจึงเป็น Burn After Reading (2008) ที่สอง Coens กล้าเอารูปหล่ออย่างจอร์จ คลูนีย์และแบรด พิตต์ ไปปู้ยี้ปู้ยำจนจำไม่ได้ ซึ่งก็พบว่าชอบมาก อินมากกับเรื่องเรียกเสียงหัวเราะที่่เศร้าขมๆ ลึกๆ อยู่ในอกแบบนั้น

เรื่องเล่าใน Fargo ก็เป็นแนวนั้น เป็นมุกที่ทำให้ตบเข่าป้าบในแชแนลแรก แต่ก็จุกอกในแชแนลต่อมา และเอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องตลกที่ขำไม่ออกแต่พาลจะทำน้ำตาซึมด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าในหนังฆาตกรรมตลกร้ายเรื่องนี้มีเรื่องที่ทำให้ยิ้มทั้งที่กำลังเศร้าได้ กับความรักเล็กๆ ของผัวศิลปิน เมียตำรวจที่กำลังท้องโต แต่ก็เป็นคนฉลาด สามารถคลี่คลายและจับคนร้ายได้ ฉากที่มีแค่สองคนบนเตียงในช่วงเวลาก่อนเข้านอน และบทสนทนาสั้นๆ กับปฏิกิริยาโต้ตอบของผัวกับเมีย เล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย แต่ซึ้ง และอบอุ่นเหลือเกิน

ฉันบอกตัวเองตั้งแต่ยังไม่รู้ว่ารางวัลออสการ์ในปีนั้นตกเป็นของเธอแล้วว่า Frances McDormand นี่แหละ ..ของจริง


บันทึก:
• ตั้งใจมากๆ ว่าจะไปดู A Serious Man ที่กำลังจะเข้าให้ได้!
• นอกจากรางวัลออสการ์ สองพี่น้อง Coens ยังพาหนังเรื่องนี้ไปกวาดรางวัลมาซะเยอะ ทั้งนำแสดงหญิงจาก Bafta Award และผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 1996 ด้วย
• ฉันว่าการ Casting เป็นส่วนสำคัญมากๆ ในการทำหนังเรื่องนี้
• งานกำกับภาพเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรศึกษาด้วย หนังเรื่องนี้บันทึกภาพทุ่งหิมะไว้ได้ฟีลลิ่งที่เย็นชาจริงๆ


วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ แปลโดยวัลยา วิวัฒน์ศร


ดูเหมือนคนเราจะเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ต่อเมื่อได้เสียมันไปแล้ว

วันที่ยังมีประสาทสัมผัสครบทั้งห้า มือเท้ายังทำงานตามใจสั่ง จับจังหวะ และเคลื่อนไหวได้เร็วเท่าความคิด เราคงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าถ้าในวันรุ่งขึ้น เพียงอะไรสักอย่างในร่างกายไม่ยอมทำงานตามที่มันควรทำ ชีวิตเราจะเปลี่ยนเป็นอย่างไร มีปัญหาแค่ไหน และเรายังจะใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ไหม

ก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 1995 ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ คือบรรณาธิการนิตยสาร Elle วัย 43 ปี ที่ใช้ชีวิตปกติ คือ เช้ากินโกโก้ร้อน จูบเมีย ไปทำงาน แก้ปัญหาประสาบรรณาธิการนิตยสาร ตกเย็นก็ไปรับลูกชายจากบ้านแม่ของเขาเพื่อจะไปใช้เวลาวันสุดสัปดาห์ด้วยกัน

แม้อุบัติเหตุเส้นเลือดในสมองแตกในวันนั้นไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่การรอดมาได้ในร่างกายที่กลายเป็นอัมพาตทั้งตัว เหลืออวัยวะที่สั่งให้ขยับได้เพียงอย่างเดียวคือเปลือกตาข้างซ้ายนั้น บางที ตายไปเสียอาจจะี่สบายกว่า

คิดดูเถิด คนที่ยังมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น มีความคิด มีความรู้สึก เจ็บ ร้อน และหนาว แต่พูดไม่ได้ ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้ แม้แต่การกลืนกินก็ทำไม่ได้ และแทบจะสื่อสารกับใครไม่ได้เลยนั้น มีชีวิตอยู่อย่างทรมานแค่ไหน

โบบี้ยังมีชีวิต แม้จะถูกจองจำอยู่ในชุดประดาน้ำหนักอึ้ง รัดรึง แต่ความคิดของเขาโบยบินเสรีได้เช่นเดียวกับผีเสื้อตัวน้อย ดังใจความที่เขาเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเขียนขึ้นโดยมีผู้ช่วยที่จะไล่ตัวอักษรตามลำดับที่ใช้มาก-น้อย ในภาษาฝรั่งเศสให้เขาฟัง แล้วเขาจะเลือกด้วยสัญญาณของการกะพริบเปลือกตาซ้าย

ไม่ใช่แค่ไม่ยอมแพ้แก่ชุดประดาน้ำ ผีเสื้อตัวน้อยของโบบี้ยังใช้ความเพียรพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า มากแค่ไหนก็ไม่รู้ เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราฟัง เรื่องราวที่เป็นภาพสะท้อนของความสุข-ทุกข์ ความรัก มิตรภาพ สิ่งล้ำค่าในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง รวมทั้งความทรงจำที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อได้แม้ไม่มีอิสรภาพจะเคลื่อนไหวและสื่อสารกับคนอื่นดังใจ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องเศร้าอย่างที่คิด (คิดมาหลายปี เลยไม่ยอมอ่านเสียที) เพราะในนี้มีแรงบันดาลใจให้ฉันซึ่งปัจจุบันยังมีชีวิต และยังสั่งให้ร่างกายทำได้ทุกอย่างตามที่คิด อยากใช้ชีวิตทุกวินาทีอย่างมีค่า อยากลิ้มรส เมื่อลิ้นยังได้รส-สูดดม กลิ่นรอบตัว-กอด เมื่อยังมีโอกาสกอด-ลูบไล้ เพื่อจดจำความรู้สึกจากสัมผัส- ชื่นชมเมื่อตายังมองเห็น และอยากจะคิดดี พูดดี ทำดี กับคนที่ฉันรักเมื่อยังมีโอกาสใช้ชีวิตด้วยกัน (...จริงๆ นะ)

ขอบคุณที่ฉันยังมีชีวิต ขอบคุณที่คุณยังมีชีวิต
เพราะเมื่อยังมีชีวิต เรายังมีโอกาส



บันทึก
• “..เตโอฟีล ลูกชายของผมนั่งเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาห่างจากใบหน้าผมเพียงห้าสิบเซ็นต์ แล้วผม พ่อของเขา ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะเอามือลูบผมดกหนาของเขา สัมผัสต้นคออันอ่อนนุ่ม กอดรัดร่างน้อยๆ อันอบอุ่นและลื่นเรียบของเขาให้แนบแน่น จะให้พูดว่าอย่างไร มันเหี้ยมโหด อยุติธรรม สุดจะทนทาน หรือน่าสะพรึงกลัวกันแน่ ทันใดนั้นผมรู้สึกเหมือนด่าวดิ้นสิ้นใจ น้ำตาท่วมท้น มีเสียงดังลั่นอันเกิดจากอาการจุกเสียดเปล่งออกจากลำคอของผมจนเตโอฟีลตัวสั่น อย่ากลัวไปเลยเด็กเอ๋ย พ่อรักเจ้า..” ช่างเป็นวรรคมีชีวิตจิตใจอะไรอย่างนี้
• สำนักพิมพ์ผีเสื้อทำงานประณีตมาก ทั้งรูปเล่ม ความพิถีพิถันในการแปล พิสูจน์อักษร (ไม่มีตัวสะกดผิดเลย) และพิมพ์ เชื่อว่าเชิงอรรถที่ผู้แปลอุตส่าห์จัดทำไว้ท้ายเล่ม ดีไม่ดีจะใช้เวลาพอๆ กับการแปลหนังสือทั้งเล่มด้วยซ้ำ
• ชอบเล่มเล็กๆ จับถนัด สีกระดาษสบายตา font สวน point ใหญ่ อ่านง่าย ทั้งยังไม่มีภาพประกอบรกรุงรังที่จะมาตีกรอบจำกัดจินตนาการคนอ่าน
• แม้ไม่มีอุปสรรคทางร่างกาย ฉันก็เชื่อว่าคนเราทุกคนมีชุดประดาน้ำของตัวเอง แต่ถ้าผีเสื้อของเรายังมีชีวิต ก็จะพาเราโบยบินออกไปจากความหนักอึ้งที่ครอบทับอยู่นี้ได้ อย่ายอมแพ้ง่ายๆ แล้วกัน
• สุดท้ายนี้ไม่ลืมขอบคุนอ้น เจ้าของหนังสือ และเอ๋ คนให้ยืมหนังสือ สองคนนี้กำลังจะได้พบกับอัศจรรย์ของการมีชีวิต (ใหม่) แล้ว


วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

9 ½ Weeks : พิกัดสมดุลในความสัมพันธ์

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

แม้จะเป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก แต่นอกจากความรัก ความพิศวาสแล้ว คงต้องมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย ความสัมพันธ์จึงจะราบรื่น ลงตัว

ก็เรากับคู่รักไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียงนี่นา

ดูอย่างคู่รักใน 9 ½ Weeks (1986) ซิ บทบาทบนเตียงของเอลิซาเบธกับจอห์นออกจะเข้ากันได้ดี๊ดี ฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายก็รับ ฝ่ายหนึ่งรุก อีกฝ่ายก็รับ ดูออกจะเติมกันได้เต็มขนาดนั้น แต่แล้วทำไมเรื่องถึงจบได้เหงาแบบนั้นล่ะ?

ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนเหมือนจะเข้าใจกันแล้ว (หรือจริงๆ ไม่เข้าใจกัน) เหมือนสองคนจะรักกันมาก (หรือจริงๆ ไม่มากพอจะให้อภัยกัน) เหมือนสองคนจะขาดกันไม่ได้ (หรือที่จริงแล้วมีฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวดกับการทนอยู่ร่วมเตียงกัน) และทั้งๆ ที่สามารถหยุดยั้งคนรักที่กำลังจะจากไปได้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พยายามจะทำ

ฉันยังไม่เข้าใจอีกว่าทำไม? ทั้งๆ ที่ต่างก็เป็นคนที่ชีวิตนี้จะหาใครที่รู้สึกแบบนี้ด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ความรักอันดื่มด่ำที่มีต่อกันนั้น ไม่มากพอจะกลบทับความเจ็บปวดในใจได้มิดเมี้ยน เหมือนมันไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลยหรือ?

ช่างเป็นการเล่าเรื่องรักที่ถ่ายทอดความร้อนแรง ยั่วเย้า ทุรนทุราย เป็นความสบสนชนิดที่ยากจะหาจุดพิกัดที่สมดุล เหมาะสมลงตัว สมกับเป็นเรื่องราวของความรักจริงๆ



หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีประเด็นมากนัก แต่เป็นหนังเล่าเรื่องรักที่สวยแบบมีรายละเอียดล้นเหลือ
สมควรแก่การหามาเสพให้ซึ้งถึงอรรถรสกันเอาเอง




หมายเหตุ:
• 9 ½ Weeks (1986) สร้างจากบทประพันธ์ของ Elizabeth McNeil เป็นหนัง Erotic Drama เรื่องดังที่ไม่เมคมันนี่ตอนฉาย แต่ชื่อเสียงของหนังยังกระฉ่อนอยู่อีกนานในรูปของวิดีโอ (ใช่ วิดีโอแบบที่เป็นตลับๆ น่ะ)
• ไม่ได้กระฉ่อนเพราะมันโป๊อล่างฉ่างนะ (ห่างไกลคำนั้นมาก) แต่คงเป็นเพราะมันเป็นหนังอีโรติกที่สวยงามมากกว่า คิดดูสิ ปี 1986 กับการสร้างภาพด้วยแสงอย่างนั้น มุมกล้องอย่างนั้น ไหนจะเพลงอีก
• อีกอย่างที่น่าจะทำให้คนชอบกันมากน่าจะเป็นเพราะฉากรักที่แหวกแนวธรรมเนียมประเพณีน่ะ เหมือนกับว่าไม่ว่าคุณจะเคยมีจินตนาการทางเพศหวือหวา ตื่นเต้นแค่ไหน ตัวละครในหนังเรื่องนี้ทำมันทั้งหมด อย่างนั้นเลย
• เป็นงานที่ล้ำยุคมากๆ
• บางคนเขาจัดให้หนังเรื่องนี้เป็น Erotic Sadomasochistic สำหรับฉัน ฉันว่านี่เป็นหนังซาโด-มาโซ ที่เจ็บปวดได้วิจิตรเหลือเกิน
• นอกจากนี้มันเป็นหนังที่เป็นหลักฐานการมีอยู่จริงของยุค’80s ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม แฟชั่น แสง เงา และดนตรี เห็นแล้วอิ่มในใจ บอกไม่ถูกอะ
• Kim Basinger นักแสดงอดีตนางแบบเล่นหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 32-33 สวยจนไม่รู้จะสวยยังไง สวยทั้งหน้า รูปร่างอิ่มเอิบโดยไม่อ้วน สมส่วน เย้ายวน ริ้วรอยยามแย้มยิ้มที่ไปกันได้กับกริยาแห่งวัย ..สาววัยสามสิบกว่าสวยอย่างนี้เอง
• อย่างเดียวในตัว คิม เบซิงเกอร์ (วิกิฯ บอก pronounced /ˈbeɪsɪŋər/ BAY-sing-ər,) ที่ฉันเห็นว่าไม่สวย ก็คือมือ เธอเป็นผู้หญิงสวยที่มือบึกมาก นิ้วใหญ่ เส้นเลือดปูดโปนได้อีก อ้อ อีกส่วนที่(จำขี้ปากคนอื่นมา)ไม่สวยคือ หนังตา มีคนวิจารณ์ว่าคิมมีหนังตาห้อยย้อย มันตก ไม่สวย ไม่รู้สิ ฉันว่าในวัยนั้น บวกกับการเมคอัพเปลือกตาอย่างนั้น เธอดูเซ็กซี่จะตายไป (อีกอย่าง สมัยนี้เค้าทำกันได้สวยเนียนแบบสบายๆแล้วหนิ)
• สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้คือ โหนกแก้ม รูปหน้าคิมสวยมาก จมูก รับกับปาก และฟัน (อาจจะครอบมา ตามฟอร์มดาราฮอลลีวูด แต่ก็โอฯ อะนะ) ขา สะโพก แล้วก็นม เป็นนมที่น่าอิจฉามาก ทำยังไงก็ไม่มีทางสวยเป็นธรรมชาติได้อย่างนั้น
• Mikey Rourke ตอนหนุ่มช่างมีแววตากับรอยยิ้มเย้ายวนเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่า 20 ปีต่อมา เขาจะกลายเป็นอย่างนั้นใน The Wrestler (2008) ไปได้ (http://en.wikipedia.org/wiki/The_Wrestler_(2008_film))
• จอห์นเป็นตัวละครที่เป็นชายในฝันของหลายคน รวย เปย์ ขี้เล่น ชอบเอาใจ ทำกับข้าวเก่ง ร้อนแรง ยั่วยวน แล้วก็สร้างสรรค์ แต่ผู้ชายแบบนี้ไม่มั่นคงอย่างแรงเลย น่ากลัวที่สุด (ฉันขอแค่คนธรรมดาที่ทำกับข้าวเก่งก็พอ)
• ซีนที่อีโรติกมากๆ คือ ฉากปิดตาส่องไฟ (เสื้อเธอบางน่ะ ), ตอนปิดตาป้อน, ฉากเริงรักที่บันได กลางสายฝน ส่วนฉากที่เอลิซาเบธเต้นระบำเปลือยนั่นแสงสวยมาก แล้วก็เป็นฉากที่ดูแล้วได้อารมณ์ที่ไม่ใช่อีโรติก แต่เป็น “ความรักและสนิมสนม” ...รักฟิลลิ่งนี้จัง
• ขอขอบคุณจูเนียร์ มายเวิลด์ สปอนเซอร์หลักที่ให้การสนับสนุนการเปิดหูเปิดตามา ณ ที่นี้ (มีอีกหลายเรื่องที่อยากเขียนถึง ให้เวลาเจ้หน่อยนะคุณน้อง)



วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

ฤทธิ์มีดสั้น

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:โกวเล้ง แปลโดย ว.ณ เมืองลุง


ที่จริงฉันได้ “ฤทธิ์มีดสั้น” ฉบับแปลโดย ว.ณ เมืองลุง พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สื่อสัจจา ครบชุด (3 เล่มจบ) มาไว้ในครอบครองตั้งแต่ราวปี 2538-39 ตั้งแต่สมัยทำงาน (หรือฝึกงาน? จำไม่ได้แล้ว) ที่หนังสือพิมพ์สยามกีฬารายวันนู่น ไม่ได้ซื้อเองหรอก แต่ยืมเพื่อนช่างภาพกีฬาชื่อเจี๊ยบมา

เพื่อนไม่ได้เร่งรัดให้รีบอ่าน เลยเอื่อยมาเรื่อยๆ เพิ่งจะหยิบมาอ่านจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้ และจากที่เคยขยาดสำนวน แขยงการจำชื่อตัวละครจีนในวันเริ่มอ่าน และทั้งๆ ที่มีนิสัยเสียประจำตัว คือไม่ค่อยอุตสาหะอ่านหนังสือจนจบ คราวนี้กลับอ่านได้ต่อเนื่องจนจบเรื่อง

เพราะมันสนุกมาก

ฉันพบ โกวเล้งไม่ได้แค่เล่าเรื่องการต่อสู้ด้วยวิทยายุทธ์และกำลังภายใน ชิงไหวชิงพริบอย่างน่าติดตาม ยิ่งไม่ใช่แค่เรื่องรักลึกล้ำสะท้านสะเทือนใจ แท้ที่จริงแล้วเรื่องที่โกวเล้งเล่าคือเรื่องราวยุ่งขิงที่เกิดจากแสดงธาตุแท้ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งความดีและเลวในตัวเอง ไม่มีใครดีเลิศ หรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะมีความมุ่งมั่นไม่วอกแว่กแต่ก็ยังมีหัวใจเป็นคน มีรัก โลภ โกรธ หลง และแค้น

ตัวละครแต่ละตัวถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต มีการปูพื้นฐานและวางพล็อตไว้อย่างดี แต่ละตัวละครจึงดูมีชีวิตชีวาจนแทบจะออกมาโลดแล่นอยู่ในฝันยามฉันหลับ ในฤทธิ์มีดสั้น โกวเล้งมีคำอธิบายที่จะช่วยให้เราเข้าใจตัวละครทุกตัวได้กระจ่าง ซึ่งฉันเชื่อว่า อ่านตอนยี่สิบกว่าๆ คงไม่เข้าใจหัวใจของลี้คิมฮวง และหัวใจของอาฮุย ได้เท่าอ่านตอนสามสิบกว่าๆ (ฮา-ข้อดีของการมีอายุมากขึ้น)

เข้าใจทำไมลี้คิมฮวงยกคนที่รักปานดวงใจให้เล้งโซ่วฮุ้น
เข้าใจลิ่มซีอิมทำไมยอมตัดใจจากลี้คิมฮวง
เข้าใจทำไมอาฮุยยอมลิ่มเซียนยี้ทุกอย่าง
เข้าใจทำไมพฤติกรรมของลิ่มเซียนยี้เป็นแบบนี้
เข้าใจทำไมอาฮุยแทบยอมตายแทนลี้คิมฮวง
เข้าใจกระทั่งทำไมจิ้นบ่อเมี่ยเป็นอย่างนั้น

ฉันได้เห็นความโลภ เห็นแก่ตัว และน้ำใจอันยิ่งใหญ่ในฤทธิ์มีดสั้น เห็นกลการเอาชนะอีโก้ใหญ่โต เห็นความกล้าหาญอันน่านับถือ เห็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่

“สหาย” มีไว้ทำไม ก็ได้ประจักษ์ใจในครั้งนี้




บันทึก:
• โกวเล้งดัดแปลงฤทธิ์มีดสั้นจากหนังคาวบอย "Gunfight at the o.k. corral" (1957)
• มีคนแนะนำว่าถ้าจะอ่านเรื่องของโกวเล้ง ควรอ่านสำนวนแปลของ ว.ณ เมืองลุง
• ไม่ได้ติดใจการร่ำสุรานัก ทั้งไม่ได้รำคาญการถวิลหาสุราของตัวละครแต่อย่างใด แต่ถ้าคนใกล้ตัวในชีวิตจริงขาดสุราไม่ได้ คงไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่หรอก
• ชอบใจฉากอีโรติกของโกวเล้งจัง
• มีดแรกไม่เคยพลาดเป้า แต่ก็มีแค่มีดเดียว ถ้าเจอหมาหมู่ ต่อให้เป็นลี้คิมฮวงก็แป้กได้เหมือนกัน
• เล่มต่อไปคืออะไร เหยี่ยวเดือนเก้า จอมดาบหิมะแดง หรือดาบจอมภพ เรียงลำดับอย่างไรดี?
• มีคำถามอยากถามเล่นๆ คำถาม
1.คุณคิดว่าใครเป็นพระเอกที่แท้จริง
2.ตัวละครหญิงตัวไหนที่คุณนับถือ
3.ตัวละครไหนน่าสงสารที่สุด
• ฉันควรติดตามหาเพื่อนคนนี้เพื่อคืนหนังสือให้เขาไหม? หรือควรจะซื้อชุดใหม่ให้เลยดี หนังสือที่ถูกตั้งไว้เฉยๆ บนชั้นหนังสือ ตอนนี้สันมันมีรอยกระสีน้ำตาลพร่างเต็มไปหมดแล้วอะ


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

(นิยายรัก) ฤดูร้อน และรอยเท้าบนผืนทราย : บทโหมโรงของนักเขียนหนุ่ม

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

แม้เขาคนนี้จะมีงานเขียนที่ตีพิมพ์ออกมาแล้วถึง 14 เล่ม ทั้งกวีนิพนธ์ รวมเรื่องสั้น และความเรียง แต่ขอสารภาพว่า ฉันไม่เคยอ่านเรื่องของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2539 จากรวมเรื่องสั้น “แผ่นดินอื่น” ผู้จากไป (เร็วเกินไป-ในปี 2549) มาก่อนเลย

เรื่องแรกที่หยิบมาอ่านดันเป็นนวนิยายที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์สองเรื่อง ที่รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้

“(นิยายรัก) ฤดูร้อน และรอยเท้าบนผืนทราย” ถูกระบุว่าเป็น “ต้นร่าง” เปิดประเด็นเพื่อเข้าสู่เรื่องราวที่ล้ำลึก และมีรสชาติ สร้างความรู้สึกและจุดประกายแสงแห่งแรงบันดาลใจขึ้นในผู้อ่านแต่ละคน...ถ้าเพียงมันจะมีโอกาสได้ถูกเขียนขึ้นจนจบสมบูรณ์

อาจเรียกได้ว่าเป็นความไม่สมบูรณ์ แต่ Overture ปลุกเร้าอารมณ์คนดูให้ตื่น พร้อมคล้อยตามไปกับเนื้อหาใน Opera อย่างไร บทโหมโรงของนวนิยายย่อมทำหน้าที่เดียวกัน

ฉันอ่านบทโหมโรงของ “(นิยายรัก) ฤดูร้อน” แล้วไม่รู้สึกตื่น เขา (กนกพงศ์) สร้างภาพในจินตนาการคนอ่านด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ อ่านแล้วราวฉันหายจากตรงนี้ไปอยู่เชิงเขาหลวง นครศรีธรรมราช ที่ที่ล้อมตัวเองด้วยสีเขียวครึ่ดของต้นไม้ต้นไร่ ในอากาศที่หนักอึ้งด้วยไอน้ำที่ลอยอยู่ แต่มันนาน ยาวไป จนฉันรู้สึกเบื่อ เหมือนจะชื้นจนหายใจลำบาก พานอยากพาตัวเองไปพ้นๆ

หรือบางที อาจเป็นเพราะเขายังพาไปไม่ถึงพีคพ้อยท์แห่งความสงสัย ที่จะยั่วให้ฉันกระวนกระวายใคร่รู้เรื่องในลำดับต่อไป และยังมองไม่เห็นแววแห่งความเป็น “นิยายรัก”?

ส่วนบทโหมโรงของ “รอยเท้าบนผืนทราย” นั้น ทั้งๆ ที่เรื่องราวเกิดขึ้น ณ จุดพิกัดใกล้กับเรื่องแรก คือใต้ร่มเงาของเขาหลวง ใต้ต้นเงาะ และทุเรียนสูงอายุ แต่กลับเป็นการเล่าด้วย Passion ที่เร่าร้อน มีอุณหภูมิทางอารมณ์กว่าเรื่องแรก มีการเลื่อนไหลของสายลมมากกว่าเรื่องแรก มีรสชาติ ถึงพริกถึงขิงกว่าเรื่องแรก แบบนี้คงถูกจริตคนอ่านอย่างฉัน มันถึงทำให้ฉันรู้สึกพอใจ และประทับใจมาก ที่ในที่สุดก็พาตัวเองมารู้จัก กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียที
(นึกดีใจด้วย ที่ไม่หยุดอ่านเสียตั้งแต่รู้สึกเบื่อกับเรื่องแรก)

มันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ และความรู้สึกของของเขาที่มีต่อผู้หญิงของเขา ผู้ซึ่งทิ้งชีวิตเมืองมากับเขา จากการอ่าน ฉันรู้สึกว่าเธอดูดัดจริต ยั่วยวน แต่ก็เป็นเหมือนกองไฟอุ่นแรงบันดาลใจให้ร้อนได้ในเวลาเดียวกัน

ดูเป็นความสัมพันธ์ที่มีชีวิตชีวา อิ่มเอม และเป็นจริงเป็นจังจนฉันอยากรู้จักหญิงสาวผู้เป็นหญิงสาวในชีวิตจริงของเขา และฉันก็พบ

...เธอดูไม่ใช่หญิงสาวในเรื่องเสียทีเดียว แต่ฉันว่าใช่ล่ะ เธอคนนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจของเขา

กนกพงศ์ เป็นนักเขียน ฉันหมายถึงนักเขียนจริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นนักเขียน ในงานเขียนของเขา เราจะพบว่ามันสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต อย่างมีประสบการณ์ และอย่างมีรสนิยมทางวรรณกรรม

ที่สำคัญคือ เขาไม่เพียงเขียนบทรักได้สวยงาม และมีชีวิต แต่ยังมีอารมณ์ขันด้วย!



ฉันอยากรู้จักเขามากขึ้นอีก
ช่วยแนะนำได้ไหมว่า ฉันควรเริ่มต้นจากเล่มไหน



วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Eternal moonwalk - A tribute to Michael Jackson.

http://www.eternalmoonwalk.com/


ชมการมูนวอล์กแบบไม่จบไม่ิสิ้น
และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความไม่จบไม่สิ้นนี้

ใครส่งคลิปไปก็ช่วยบอกด้วยเด้อ
ข้าเจ้าอยากดู

^_^

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จากมะละกาถึงบาหลี ในนามของพระเจ้าและพริกไทย

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Travel
Author:สมพงษ์ งามแสงรัตน์


ประสบปัญหาเล็กน้อยตอนจะเขียนรีวิว
คือมันต้องเลือกว่าหนังสือเล่มนี้อยู่หมวดไหน

คือ..ไม่ใช่ history แม้จะเล่าประวัติศาสตร์
..ยังไม่ใช่ art & photography แม้จะนำเสนอเรื่องราวของศิลปะ มีภาพสเก็ตช์สวยๆ ประกอบเรื่อง พร้อมด้วยภาพถ่ายสบายตา
..ไม่ใช่ literature & fiction แม้จะเขียนด้วยสำนวนแบบมีท่วงที มีอารมณ์ เหน็บแนมอย่างมีศิลปะ เล่าเรื่องยากๆ ซับซ้อนได้อย่างสนุึก..เพราะว่านี่มันไม่ใช่เรื่องแต่ง
..ไม่ใช่ outdoors & nature แม้จะเล่าถึงเรื่องเอาต์ดอร์ และธรรมชาติ
ทั้งยังไม่ใช่ religion & spirituality อีก แม้จะเล่าถึงความเชื่อ และรายงานศาสนาเปรียบเทียบ โยงมาอธิบายว่าทำไมคนที่เห็น จึงเป็นแบบที่เห็น

ก๊อเลยต้องจัดให้อยู่ในหมวด travel

แต่ถึงกระนั้นนี่ก็ไม่ใช่คู่มือท่องเที่ยว ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องบอกว่าเป็น “สารคดีท่องเที่ยว” ซึ่งไม่ได้เอาข้อมูลการเดินทางมาแผ่ซะเยอะเหมือนกะจะให้คนอ่านสะกดรอยตามไปถูก แต่เป็นการนำข้อมูลแบบ non-fiction หรือข้อเท็จจริงมานำเสนอในรูปแบบที่เป็นตัวของคนเขียนเอง

สมพงษ์ งามแสงรัตน์ เริ่มต้นเรื่องใต้ต้นมะละกาหรือมะขามป้อม (ความรู้ใหม่) แล้วพาเราไหลลื่นไปกับเรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนาน ตัดสลับมารายงานสภาพบ้านเรือนจริงๆ ที่ได้พบเห็น ทั้งในรูปแบบของถ้อยคำ ภาพถ่าย แล้วก็ภาพสเก็ตช์ฝีมือสถาปนิก

จากมาเลเซีย เขาพาลัดล่องไปตาม เรื่อยไปตามหมู่เกาะใหญ่น้อยของอินโดนีเซียจนถึงบาหลี เล่าแบบคนมีพื้นความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม ด้วยข้อมูลที่สะสมตามประสบการณ์ชีวิต (แกอายุราว ๔๗) ด้วยสำบัดสำนวนเหนือชั้นในการถ่ายทอดความคิดความเห็นส่วนตัว รวมทั้งบทวิพากษ์เปรียบเทียบบ้านเขา-บ้านเรา ประสบการณ์มันๆ จากการเดินทางคนเดียว เดินท่อมๆ บ้าง นั่งชิลล์บ้าง ติดดินแบบลูกผู้ชาย แต่ก็ไม่ยอมทนกับความลำบากมากนัก
(จะทนนั่งรถบัสวิ่งด้วยความเร็ว ๒๐ กม./ชม. หยุดขายของกันทุกป้ายไปทำไม ในเมื่อจองตั๋วแอร์เอเชียพันกว่าบาทเอง)

อ่านแล้วรู้สึกสนุก พานให้อยากเปิดเว็บ จองตั๋ว แล้วบินตามรอยเขาไปในทันที

(แทนที่จะดูตารางงานก่อนนะคนเรา)

เปิดหนังสือเหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้างจริงๆ




บันทึก:
• อ่านเรื่องนี้แล้วสนุกดี เที่ยวมาเล อินโด แต่ได้เข้าใจไทย จีน สเปน โปรตุเกส และอังกฤษด้วย
• อ่านไปอ่านมาก็ให้รู้สึกสงสารอินโดนีเซียไม่น้อย
• ผลงานก่อนหน้านี้ของสมพงษ์มี จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน, ใต้เสื่อตาตามิ, หนึ่งวงในตงง้วน, หริทวาร ประตูสู่พระเจ้า, ลอยไปในกังตั๋ง
• คิดว่าต้องหา “ใต้เสื่อตาตามิ” มาอ่านเป็นเล่มต่อไป
• ถ้าอยากอ่านบ้าง โปรดรออีกแป๊บนึง ปลายเดือนนี้อมรินทร์จะจัด อมรินทร์บุ๊คแฟร์ ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์ แม่ทะเลบอกมา
• แต่ถ้าอยากสนับสนุนระบบร้านหนังสือไทย ก็แต่งตัวออกจากบ้านเลย เล่มนี้อิฉันซื้อจากซีเอ็ด



ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:'รงค์ วงษ์สวรรค์



ไบโอกราฟีเป็นหนังสือแนวหนึ่งที่เขียนได้ยากในความรู้สึก

ยิ่งจะเขียนให้คนอ่านได้รู้จักตัวตนที่แท้ของเจ้าของเรื่อง คนเขียนก็ต้องรู้จักคนคนนั้นเป็นอย่างดี

ยิ่งจะเขียนให้น่าอ่าน ไม่น่าเบื่อ คนเขียนก็ต้องมีพรสวรรค์ในการเล่า


หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือพิเศษของอิฉัน
เพราะนี่คือหนังสือที่นักเขียนในดวงใจคนหนึ่ง เขียนถึงนักเขียนในดวงใจอีกคน

ใช่แล้ว..’รงค์ วงษ์สวรรค์ เล่าถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ในฐานะของศิษย์เขียนถึงครู นักข่าวและช่างภาพเขียนถึงบรรณาธิการ (สยามรัฐ) และ ในบางครั้งเหมือนลูกเขียนถึงพ่อ

ไม่ว่าคุณจะรู้จักคุณชายคึกฤทธ์ในแง่ไหน คิดกับท่านอย่างไร
คุณจะได้สัมผัสแง่มุมใหม่ที่มีเสน่ห์แบบคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา จากชีวประวัติเล่มนี้

ยิ่งถ้าอยากจะเป็นนักเขียน ยิ่งควรหามาอ่านนะ
สมัยนี้ หาบรรณาธิการแบบคุณชายคึกฤทธิ์ไม่ได้แล้ว

อ้อ..ช่างภาพด้วย ถ้าอยากรู้ว่าถ่ายรูป เขาถ่ายกันยังไง
ภาพในเล่ม ถ่ายโดย'รงค์ วงษ์สวรรค์



บันทึก:
มีคำสามคำที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้
• ประสบการณ์ชีวิต-คือคนอ่านจะรู้สึกเหมือนคนเขียน ว่าประสบการณ์ชีวิตของท่านที่เขียนถึงช่างทรงคุณค่า สมควรที่เราจะเรียนรู้ พิจารณา และนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของเราต่อไป (จะได้ไม่เสียเวลาล้มลุกคลุกคลานกับมันเสียเอง)
• ความกตัญญูรู้คุณ-สิ่งนี้เหมือนแก้วอันประเสริฐ คนที่ได้ดีไม่เคยลืมบุญคุณใคร และคนที่ไม่ลืมคุณนั่นแหละ คือคนที่น่าเคารพ จดจำ
• แรงบันดาลใจ-คนคนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคน คนคนหนึ่งนั้นจะรู้ไหม งานเขียนของคนคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจของใครๆๆๆๆๆ อีกหลายคน


วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Ponyo on Cliff by the Sea : ความสุขใสๆ ของผู้ใหญ่

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Animation

เืดือนนึงมานี้ได้อานิเมะของสตูดิโอ "จิบุริ" (Ghibli) มาไวู้่ในครอบครองหลายเรื่อง
โดยการนำมาฝากจากปกรณ์ผู้ไปเยือนแม่สาย (อิ-อิ) แล้วได้คัดสรรเฉพาะเรื่องที่มีซับไทยมาฝากอิฉันตามออร์เดอร์ (จริงๆ แล้วมันเป็นไรที่จ๊าบมากเพราะมีซับญี่ปุ่นด้วย!...โอ้นี่แหละหนอ หนังแม่สาย)

อันที่จริงอยากฝากซื้อ แต่เนื่องด้วยมันไม่แพงมาก เพื่อนจึงซื้อมาฝากซะงั้น แถมไปทำการส่งมอบกันที่หลวงพระบาง แล้วรับถือให้ต่อ มามอบให้จริงๆ บนแท็กซี่ที่ออกจากสุวรรณภูมิโน่น

ขอบคุณนะ ปกรณ์



..ทว่า ปองโย ซึ่งเป็นอานิเมะเรื่องใหม่จากสตูดิโอจิบุริ ไม่ได้มาจากแม่สาย แต่ถูกส่งมาจากเซ็นทรัลบางนา ด้วยความอนุเคราะห์ของเอ็มโม่ เพื่อนวารสารที่ตั้งแต่สมัยเรียนก็เพิ่งได้เวียนว่ายกลับมาทำความรู้จักจิ๊จ๊ะกันเมื่อเร็วๆ ในมัลติพลาย (^_^)

ตอนแรกกะว่าจะเปิดดูไล่ตามลำดับ คือดูพวกโทโทโร ยามาดะ ปอมโปโกะ ก่อน แล้วค่อยเป็นปองโย คิดว่าจะเปิดดูปองโยแว้บๆ ว่าหนังเป็นยังไง
แต่กลายเป็นว่าเปิดแล้วไม่อยากปิด ..และดูไปจนจบ จึงเข้านอน


ตื่นเช้า (จริงๆ คือสาย) ขึ้นมา แม้จะโทรมเพราะนอนดึก แต่ยังอิ่มสุขอยู่เล็กๆ กับเรื่องที่ได้ดูก่อนนอน

ปองโยคือเงือกน้อย (หน้าตาน่าเอ็นดู๊ ..ไม่ได้สวยเซ็กซี่เหมือนเจ้าหญิงเอเรียลของดิสนีย์) แสนซน ที่แอบเกาะหลังแมงกระพรุนขึ้นมาเที่ยวบนผิวน้ำ ได้มาเจอกับโซสุเกะ เด็กชายวัย ๕ ขวบ ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ชื่อลิซ่า คุณแม่ยังสาว ใจร้อน เจ้าของบุคลิกเท่ๆ หุนหัน ปึึงปัง ขับรถซิ่งเหมือนผู้ชาย แต่ดูแลลูกดี๊-ดี ตามมาตรฐานคุณแม่ญี่ปุ่น ที่พ่อไม่อยู่เพราะว่าพ่อไปออกเรือในทะเล แล้วพ่อแม่คู่นี้เค้าคุยกันทางสัญญาณไฟกะพริบเป็นโค้ด คนนึงอยู่บนเรือ อีกคนอยู่ที่บ้าน (เจ๋งโคตร)


ที่ของเงือกคือใต้ทะเล พ่อของปองโยเลยมาพา (จริงๆ คือ จับ) กลับไป แต่ปองโยตัดสินใจแล้ว อยากมีขาเหมือนโซสุเกะ (แถมประกาศว่าชอบโซสุเกะด้วย) ก็เลยหนีกลับมาอีก
สร้างความปั่นป่วนขนานใหญ่ (มากกก) ให้เกิดขึ้น

ตอนนี้เองเองที่ทั้งสวยทั้งสนุก

จากนั้นเหตุการณ์ก็ค่อยๆ คลี่คลาย แล้วก็จบลงอย่างไม่ทำร้ายใจเด็ก


เป็นหนังการ์ตูนที่วาดสวยมาก เพลินมาก ฟังง่าย (ใช้เรียนภาษาได้-เสียอย่างเดียวมีแต่ซับไทย)
แล้วก็สอนเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเด็กอย่างเนียนที่สุด

ดูแล้วมีความสุขอะ




บันทึก:
-ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะเชื่อว่า ถ้าเงือกขึ้นฝั่งจะเกิดสึนามินะ
-คุยกับโม่ว่าดูเหมือนชาวญี่ปุ่นจะเชื่อว่าเงือกมีจริง โม่บอก "เราเคยเห็นรูปข่าวซากเงือกในญี่ปุ่น (อันเดียวกับในเว็บนี้)
เราไม่ได้ตามข่าวต่อว่าเค้าค้นข้อมูลต่อกันยังไง จริงเท็จแค่ไหน :0"
แล้วก็ให้ link มาอันนึงคืออันนี้ (น่ากลัวหน่อยนะ)
http://www.pinktentacle.com/2006/08/mermaid-mummies/
-แต่พอเราไปถามเซนเซญี่ปุ่น ว่าคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเงือกมีจริงหรอ เซนเซบอก "ไม่มีนะ"
-ตอนปองโยวิ่งอยู่บนหลังปลาน่ะ น่ารักมากก็จริง แต่ชอบใจฉากที่เค้าอมช้อนชงชาน้ำผึ้งครั้งแรกมากกว่า
-ชอบเพลงไตเติลจังเลย การ์ตูนตอนนี้ก็สวย เล่าเรื่องได้ดีจัง
-ของเล่นเด็กญี่ปุ่นน่าทึ่งมาก เค้านำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นเลยอะ
-ขอบคุณมากเลยโม่ ความสุขใสๆ หาง่ายนิดเดียว (แค่มีเพื่อนดีๆ)
-จากหน้านี้ http://iamtrip.multiply.com/journal/item/44/ponyo_on_the_cliff_by_the_sea ดูเหมือนมีคนตามหาเจ้าของหนัง ปองโย เพื่อจะขอยืมดูอยู่ ๒ คน (ตัวเลข ณ ตอนที่ลงมือเขียนรีวิวนี่) โม่จะว่าไงจ๊ะ?




(แถมให้ เนื่องจากความสงสัยว่า จิบ-ลี (ตอนแรกอ่านงี้) จริงๆ อ่านว่าไร ก็ไปถามเซนเซ)
(เห็นเซนเซเรียก จิ-บุ-ริ ถามว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นไหม เซนเซบอกไม่ใช่ แต่เป็นภาษาอะไร เซนเซก็ไม่ทราบ-เซนเซคนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้วอะนะ ถ้าเป็นเซนเซเด็กๆ อาจจะรู้)
(เสริมซังเลยช่วยค้นให้ ปลากดว่าคำ จิบุริ (Ghibli) เดิมแล้วเป็นภาษาอิตาเลียน ดังข้อความในนี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Studio_Ghibli#Name )



วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Shasa แห่งเกาะสมุย (๒)






ต่อจากอัลบั้มสีฟ้าๆ เขียวๆ
อัลบั้มนี้ว่าด้วยรายละเอียดตามซอกมุมต่างของ Shasa Hotel Casavela เกาะสมุย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Shasa แห่งเกาะสมุย (๑)



โลโก้ของชาซ่าเค้าล่ะ





อัลบั้มนี้ สีฟ้าๆ เขียวๆ
บันทึกความทรงจำระหว่างวันศุำกร์ที่ ๒๙-อาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒
เมื่อไปทำงานที่ Shasa Hotel Casavela เกาะสมุย
คอนโด-โฮเต็ลสวยบนแหลมเส็ด จุดที่ยังเงียบอยู่ของเกาะสมุย

เล่าคร่าวๆ สั้นๆ โครงการนี้เป็นคอนโดมิเนียมขาย (ใครก็ได้ที่มีตังค์ซื้อ-คนไทยก็ได้ ฝรั่งก็ได้) แบบ Investment Programme คือเมื่อซื้อแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์จะให้โรงแรมบริหาร โดยจัดเวลาให้แขกของโรงแรมเข้าพักระหว่างที่เจ้าของไม่ได้มาพัก เจ้าของจึงไม่ได้เสียเงินซื้อคอนโดอย่างเดียว แต่ยังได้รายได้จากการบริการการเข้าพักของโรงแรมด้วย
..การมาซื้อคอนโดที่นี่จึงเป็นการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นแล

ตัวตึกสูง ๔ ชั้น สร้างอยู่บนหน้าผา ความสูงของอาคารยังคลุมเครือว่าเกิน ๑๒ เมตร ซึ่งบนเกาะสมุยเค้าตกลงกันว่าไม่ให้สร้้างตึกสูงกว่านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าสถาปนิกมีเก่ง (หลายอยู่) ในการวางตัวตึกให้ทุกห้องมองเห็นทะเล โดยที่หลบต้นไทรใหญ่ริมสระ และหินก้อนโตที่โผล่ขึ้นมาตามจุดต่างๆ ได้อย่างสวยงาม แึ่ค่นี้ไม่พอ ยังออกแบบราวกับเพิ่งยกหินพวกนั้นมาวางลงอย่างพอเหมาะพอเจาะ
(ในเกาะสมุยสถาปนิกที่เก่งทางออกแบบให้เข้ากับหินจะดัีงมาก)

เก๋ซะไม่มี

สำหรับคนใจร้อน อยากรู้เรตค่าห้อง
ขอเชิญไปติดตามที่เว็บของโรงแรม ณ http://shasahotels.com/rates_internet.html

หมายเหตุ: โปรดดูราคาอย่างคนเข้าใจโลก
แล้วรูปภายใน ตลอดจนการตกแต่งอื่นๆ จะติดตามมาในโอกาสต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

After the Quake : คำถามสำคัญหลังการสั่นสะเทือน

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Haruki Murakami แปลโดย คมสัน นัน



ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารวมเรื่องสั้นทั้ง 6 เรื่องชุดนี้ของ ฮารุกิ มูราคามิ ได้รับแรงบันดาลใจจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ เมื่อปี 1995 ก็ตัวละครที่ยังคงความแหว่งเว้าไม่สมบูรณ์แบบจากเรื่องทั้ง 6 เรื่องของเขาต่างมีบาดแผลทางใจจากหายนะกรรมแห่งมนุษยชาติครั้งนั้นทั้งสิ้น

จะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือผู้ใหญ่ ตัวละครของมูราคามิยังคงหม่นหมองเดียวดาย และ lost อย่างน่าหลงใหล ฉากเก่าของความรู้สึกแปลกแยก ความรู้สึก 'ไม่มีตัวตน' ในสายตาคนอื่น ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ การถูกทอดทิ้ง ความเจ็บลึกที่ถูกบ่มเพาะจนใกล้ระเบิด และเมียอยู่กันมาดีๆ ก็มาทิ้งผัวไปเสียดื้อๆ เหลือไว้เพียงจดหมายลาใจความเจ็บปวดฉบับเดียววางอยู่บนโต๊ะ ...ฉากเหล่านี้ ฟีลแบบนี้ยังคงปรากฏอยู่ในเรื่องสั้นทั้ง 6
(ขอบคุณพระเจ้าที่พวกมันเป็นเรื่องสั้น คนอ่านอย่างอิฉันจึงไม่ต้องดิ่งลึกแบบ deeply กับเรื่องราวของพวกเขาเหมือนตอนอ่านนิยายหลายเรื่องก่อนหน้านี้!)

จะไม่เล่าเรื่องย่อ เพราะอยากให้คนชอบ 'แนว' มูราคามิได้มีโอกาสสัมผัส และลิ้มรสด้วยตัวเอง แต่่ในฐานะคนอ่านที่สนใจและพร้อมจะ 'ดิ่งลึก' กับเรื่องของของเขาเสมอ อยากบอกว่าประทับใจกับการเขียนเรื่องอุทิศให้ชีวิตและการสูญเสีย โดยใช้อาฟเตอร์ช็อกจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นั้นมาเขย่าคนอ่านที่ยังมีชีวิต ให้ตื่นจากการใช้ชีวิต (ไปวันๆ) อย่างเบลอๆ ด้วยคำถามสำคัญ 3 ข้อ

เราเกิดมาทำไม?
อยู่ไปเพื่ออะไร? และ
คิดอะไรเกี่ยวกับการตายของเราไว้แล้วหรือยัง?





บันทึก
• แม้จะมีแรงกระตุ้นจากความสูญเสีย แต่ความรู้สึกที่เกิดจากการอ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้กลับเป็นอารมณ์และความรู้สึกในเชิงสร้างสรรค์ อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ
• ชอบใจสัญลักษณ์ ‘ก้อนหินในใจ’ ของตัวละครหญิงม่ายที่หลบมาพักร้อนที่รีสอร์ตบนภูเขา (คาดว่าคือเขาใหญ่, ไทยแลนด์) มาก ตอนอ่านเรื่องนี้รู้สึกราวกับมูราคามิมาอยู่ใกล้ๆ งั้นเลย
• เรื่องที่ชอบชื่อ ‘พายน้ำผึ้ง’ พูดถึงความรู้สึกที่ผู้ชายคนหนึ่งมีต่อผู้หญิงคนหนึ่งแต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวจะสูญเสียความสัมพันธ์อันดีงามที่มีอยู่ ต้องรอให้เวลาผ่านไปตั้งหลายปีถึงจะกล้า และตัดสินใจได้ว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะมีความสุขร่วมกันผ่านไปอีกแล้ว..เป็นเรื่องรักใน ‘แนว’ มูราคามิที่สวยงามมาก
• สำนวนแปลของคมสัน นัน ไม่สวิงสวายแฟนตาซีเหมือนนพดล เวชสวัสดิ์ แต่ก็นับว่าเขาถ่ายทอดความซับซ้อนของลีลา ‘มหัศพรึงลึง(ค์)เพริด’ ของมูราคามิออกมาได้อย่างน่าประทับใจเชียวแหละ (คมสันแปลรวมเรื่องสั้นเล่มนี้จากต้นฉบับภาษาอังกฤษโดย เจย์ รูบิน)
• ดูเหมือนคมสัน นัน จะถูกใจมูราคามิด้วยเหตุผลเดียวกับหลายๆ คนที่รู้สึกว่ามูราคามิปั้นตัวละครที่กำลังเลียแผลใจของตัวเองได้ราวกับเข้ามานั่งกลางใจ (จากปกิณกะท้ายเล่ม รู้สึกคมสัน นัน จะถูกคนรักทิ้งไปเหมือนกันนะฮ้า)
• หนังสือเล่มนี้ โดยสำนักพิมพ์กาย มารุต มีปรูฟผิดบ้าง แต่ไม่เยอะจนถึงกับรู้สึกรำคาญ ไอ้ที่ทำให้ตงิดคือ ทำไม๊ทำไมถึงไม่ใช้ไม้ยมก คือไม่ใช่เค้าไม่ใช้นะฮะ แต่ใช้แค่บางที่ กับบางที่ (หลายๆๆๆๆ แห่ง) เหมือนตั้งใจจะไม่ใช้ อ่านแล้วมันคันตาฮะ


วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

มงกุฎกุหลาบ

http://www.kwanruen.com/blog/?p=802

สำหรับแฟนโรสลาเรน
พบกับการเปิดตัว “มงกุฎกุหลาบ” นวนิยายเรื่องใหม่ของ ‘โรสลาเรน’ ก่อนใคร
ที่บล็อกขวัญเรือน
:-D

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Breakfast on Pluto : การตามหา การค้นพบ และการเข้าใจตัวเอง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดิฉันชอบดูหนังที่เล่าเรื่องของเกย์ ไม่รู้จะบอกเหตุผลยังไงเหมือนกัน นอกจากหนังที่เล่าเรื่องเกย์ ก็ยังชอบดูหนังที่เล่าเรื่องเลสเบี้ยนและเรื่องของสาวประเภทสอง กับแดรกควีนได้อีก (โอ้..แสนจะคิดถึง To Wong Foo ที่ดูไม่ได้แล้วเพราะเครื่องเล่นวิดีโอถอดวิญญาณออกจากร่างไปเสียแล้ว)

Breakfast on Pluto (2005) หรือในชื่อไทยว่า “โลกใบสุดท้ายของผู้ชายนะยะ” เล่าเรื่องของสาวประเภทสอง ..เรียกอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะมีคนมาจิก มาเถียงอีกไหมว่าเรียกถูก เรียกผิด หรือเรียกแบบไม่ให้เกียรติ เหยียดหยาม (บลา-บลา-บลา) ดังนั้น ต่อไปขอเรียกชื่อเจ้าตัวว่า "น้องคิต" ซึ่งย่อมาจากคิตเทน (Kitten)

คิตเทน (น้องเหมียว) เป็นชื่อเล่นที่เจ้าตัว Patrick Bradem (Cillian Murphy) ใช้เรียกตัวเอง น้องคิตถือกำเนิดขึ้นราวปี ’60s ณ เมืองชายแดนไอร์แลนด์ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่เลี้ยง โดนแม่จับใส่ตะกร้ามาวางไว้ที่ประตูหลังโบสถ์ในเช้าวันคริสมาสต์อีฟ แล้วก็จากไป หลวงพ่อเลียม (Liam Neeson) ซึ่งที่จริงก็คือพ่อของน้องคิตนั่นแหละ ก็เอาลูกไปให้แม่ม่ายนางหนึ่งเลี้ยงเป็นลูก

โดยที่ไม่ทราบถึงเหตุผลกลใด น้องคิตเริ่มแอบแต่งหญิงเมื่ออายุได้สักสิบขวบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา น้องก็ไม่พยายามแอ๊บแมนอีกต่อไป สร้างความอิดหนาระอาใจให้ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ที่ไม่อาจยอมรับการเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ก่อนจะดับไปของมนุษย์เพศอื่นนอกจากชายและหญิง เป็นอย่างมาก ...โชคยังดีที่น้องคิตยังมีเพื่อนแท้อีก ๓ คน กับความสัมพันธ์อันมีค่า จนน่าจะเรียกได้ว่าคุ้มที่ได้เกิดมา แม้จะเกิดมาเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ ผู้หญิงก็ไม่เชิง

ในยุค ’70s นั้น ในไอร์แลนด์มีขบวนการปลดปล่อย (จำข่าววินาศกรรม ระเบิดพลีชีพ ฯลฯ ในอังกฤษตอนเรายังเด็กๆ ได้ไหม นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย) หนุ่มสาวยุคนั้นถ้าไม่ nerd เกินไปนักก็มักหาตัวได้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการนี้ และก็ไอ้การปฏิวัตินี่แหละที่ทำให้น้องคิตต้องเสียเพื่อน 1 ใน 3 ของเพื่อนที่มีอยู่ไป โดยที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย

น้องคิตยอมรับความรุนแรงมีอยู่รายรอบตัวไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นตามหาแม่ ที่ใครๆ ก็ว่ากันว่า สวยเซ็กซี่เหมือน Mitzi Garner ที่ลอนดอน ...แล้วการผจญภัยของเธอก็เริ่มขึ้น

มันน่าสงสารนะ คนคนหนึ่ง รู้ว่าพ่อคือใคร แม่คือใคร แต่ต้องไปโตในฐานะลูกเลี้ยงของคนอื่น แค่นั้นยังไม่พอ ดันเกิดผิดพวกกับคนหมู่มาก เลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามารักมาจริงใจด้วย ตลอดทางจากชายแดนสู่ลอนดอนของน้องคิตก็เลยล้มลุกคลุกคลานจนแม้จะตลกแต่ก็ขำออกมาทั้งน้ำตา

น้องคิตไม่รู้ว่าแม่อยู่ไหน การหาแม่ในลอนดอนเลยเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ก็แหม๋ แม้แต่รูปแม่เธอยังไม่มีเลย ข้อมูลที่มีก็แค่รู้จากขี้ปากคนอื่นว่า แม่หน้าเหมือนดาราคนหนึ่ง หลังจากเกือบเอาตัวไม่รอดจากเกย์มาโซวิกลจริต น้องคิตก็มาเจอหนุ่มมายากล พ่อคนนี้แสนโรแมนติก ขณะที่น้องคิตเองก็ขาดรัก ในที่สุดเธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยในการโชว์ไปโดยปริยาย มีวันหนึ่ง ขณะกำลังโชว์มุกเดิมๆ กันอยู่ น้องคิตก็ถูกชาลี เพื่อน 1 ใน 2 ที่เหลืออยู่บุกไปลากตัวออกมา ชาลีโกรธที่หนุ่มมายากลใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือ

ชาลีเค้าตามเออร์วินแฟนหนุ่มมาลอนดอน ที่จริงแล้ว เพื่อจะมาทำแท้ง

เออร์วินอยู่ในขบวนการปฏิวัตินั่น ชาลีรู้สึกไม่มั่นคง ในภาวะเช่นนี้เธอไม่คิดว่าพร้อมและสามารถให้กำเนิดและให้การเลี้ยงดูลูกได้ น้องคิตวางตัวเป็นเพื่อนที่ดี อิฉันว่าเธอคงสะเทือนใจมาก (ก็เธอก็คือหนึ่งในเด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมจะมีไม่ใช่หรือ) แต่เธอไม่ว่าอะไร เธอแค่ยืนอยู่เคียงข้างเพื่อน โชคดีของเด็ก ที่ระหว่างนั่งรอคิว ชาลีถามน้องคิตว่า
“(ถ้าให้เกิดมา) อนาคตลูกฉันจะเป็นยังไง?”
“ก็คงเลวร้ายมากๆ...เหมือนฉัน” น้องคิตตอบเพื่อน ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงประชด แต่คือการเคียงข้าง ให้กำลังใจ

แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชาลีเปลี่ยนใจ ลุกขึ้นเดินออกไปนอกคลินิก
“เธอบอกว่าเด็กคนนี้อาจเลวร้ายมากๆ เหมือนเธอ” ชาลีว่า
“อาจเลวร้ายกว่า” น้องคิตบอก
“แต่ฉันรัก ที่เธอเลวร้ายอย่างนี้แหละ”
แล้วสองคนก็กอดกัน อิฉันก็น้ำตาซึม

เหมือนว่าน้องคิตยังใช้กรรมไม่หมด คืนหนึ่งตอนออกเที่ยว เธอเกือบได้สานสัมพันธ์กับทหารหนุ่มหล่อล่ำแล้วเชียว ดันมีระเบิดเสียก่อน และแทนที่จะดังเพราะนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าว ดันกลายเป็นว่าเธอถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกรไอริช ปลอมตัวเป็นผู้หญิงมาวางระเบิดไปเสีย
แม้จะถูกซ้อมจนอ่วม แต่น้องคิตกลับรู้สึกปลอดภัยดีในห้องขังเล็กๆ ของเธอ ก็โลกข้างนอกช่างสับสน ผู้คนไว้วางใจกันไม่ได้ จ้องจะเอาเปรียบกันตลอดเวลา แล้วก็ดูอันตรายเสียจริง พอถูกปล่อยออกมาน้องคิตเลยคว้างๆ พี่ตำรวจเลยตามมาแนะนำงานการที่เหมาะสมให้ เป็นนางโชว์ จะนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ คอยพูดคุยกับหนุ่มๆ ที่ต้องหยอดเหรียญเสียก่อน

และโดยไม่เคยคาดหวังมาก่อน วันหนึ่งเสียงที่คุยกับเธอกลายเป็นเสียงที่เธอคุ้ยเคย มาในการคุยกันที่ก็คุ้นเคยกันอีก (จริงๆ แล้วการคุยกันแบบนี้เหมือนการสารภาพบาปจริงๆ ด้วย) และเสียงนั้น ที่บอกทางไปบ้านแม่

น้องคิตจำแลงกายไปเจอแม่ ก่อนเจอแม่ เธอได้พบน้องชายต่างพ่อผู้มีชื่อเดียวกัน คือแพ็ททริก ...เธอพบว่าแม่มีใหม่ชีวิตของแม่แล้ว จึงจากมาโดยไม่ได้ติดใจอะไร
คนที่ติดใจคือน้องชายของเธอ

แต่ไม่ได้ติดใจว่าทำไมเธอต้องอ้างเหตุผลเพื่อมาที่บ้านของเขาหรอก ดูเหมือนเธอกับน้องชายจะชอบกันอย่างประหลาดด้วยซ้ำ


จากนั้น ข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงน้องคิตอีกครั้ง พ่อของเธอส่งข่าวมาบอกว่าเออร์วินถูกฆ่า แล้วชาลีซึ่งกำลังท้องแก่ก็กำลังแย่ น้องคิตกลับมาที่โบสถ์ พ่อเปิดประตูรับ น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเรียกพ่อว่าไง พ่อบอก “Father” (เพราะจริงๆ พ่อก็เป็นทั้งพ่อ และบาทหลวงอยู่แล้ว) น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเข้าไป พ่อบอก เข้ามาเถิด พ่อสวดมนต์ให้ลูกกลับตลอดมา


ซีนต่อมา สองพ่อลูกเปิดประตูพบชาลีนอนหันหลังให้ประตู อย่างโศก อย่างซึมสลด แล้วน้องคิตก็ปีนขึ้นเตียง นอนกอดเพื่อนจากด้านหลัง บอกเพื่อนว่าไม่ต้องเล่าอะไร แล้วเพื่อนก็ปิดตาหลับ ...มันช่างอบอุ่นใจ

เช้ารุ่งขึ้นน้องคิตแต่งตัวสวยเปิดประตูไปหยิบนมที่ถูกนำมาส่งหน้าประตู มุมเดิมกับตอนที่เธอมาถึงโบสถ์แห่งนี้เชียว แล้วสองคนนั่งจิบชามื้อเช้า พ่อมองลึกลงในตาลูกแล้วบอกว่า “You have your mother’s eyes” พ่ออธิบายเพิ่มว่า มันเป็นสีฟ้าเหมือนสีน้ำทะเลที่ Rosses Point

น้องคิตมองหน้าพ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดถึงแม่ เธอถาม พ่อเคยพาแม่ไปหรอ พ่อบอก หลายครั้ง น้องคิตมองพ่อ น้ำตาเอ่อดวงตาสีฟ้าสวยของเธอ เธอว่า

“I went looking for her but I found you.”


...เป็นประโยคที่จับใจที่สุดในหนังเรื่องนี้


หนังไม่ได้จบตรงนี้ แต่ยังเล่าถึงวิบากกรรมของสองพ่อลูก และสองแม่ลูก (ชาลีกับลูกในท้อง) ช็อคความรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องสั้นหักมุมเลย
แต่ตอนจบ แลนดี้งได้สวยนะ อิฉันว่า




บันทึก
• เป็นหนังที่บอกอะไรเราหลายอย่างโดยไม่ใช้ไดอาล็อก ดูแล้วรู้สึกดีจริงเลย
• อยากให้ไปหาคำตอบกันเอง ว่าทำไมหนังถึงชื่อ Breakfast ob Pluto มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ Breakfast at Tiffany's อย่างไรไหม
• ได้ดีวีดีเรื่องนี้มาจากกระบะลดราคา ถ้าจำไม่ผิด อยู่ในคาร์ฟูร์ เค้าลดราคาเหลือ 79 บาท
• น่าประทับใจมากที่ได้ทราบว่าพี่ผู้กำกับคือ Niel Jordan เคยกำกับหนังที่อิฉันชอบอย่าง Interview with the Vampire และ The End of the Affair
• หนังเรื่องนี้ไม่มีเลิฟซีนน่าเกลียดเลย มีแต่ภาพสวยๆ ที่น่ารัก น่าเอ็นดู แล้วก็น่าเห็นใจ
• Cillian Murphy ที่เล่นเป็นน้องคิต (เคยเล่น Red Eye แต่อิฉันไม่เคยดู) ตาสวยจริงๆ แล้วก็เล่นได้ดีมาก อิฉันสามารถมองตัวละครตัวนี้ได้อย่างดื่มด่ำมากๆ
• หนังเรื่องนี้ใช้เพลงที่ไม่ใช่เพลงป๊อป จากยุค ’70 แต่ละเพลงฟังแล้วเพราะๆ ทั้งนั้นเลย
• ไม่รู้ว่าบาปหลวงนิกายของหลวงพ่อเลียมมีครอบครัวได้ไหม ถ้ามีได้แล้ว หลวงพ่อเลียมจะเลี้ยงน้องคิตเองเลยใช่ไหม
• หรือว่าเพราะต้องเอาไปให้แม่ม่ายเลี้ยงให้ โดยส่งเช็คค่าเลี้ยงดูเป็นระยะๆ นั้นเพราะมีศีลว่า ห้ามมีเมีย ห้ามมีลูก
• เป็นหนังที่ shock และ shake คนดูอย่างแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรง
• เขาทำฉากระเบิด ไฟไหม้ได้สวยมาก และแรงมาก โดยไม่ได้รุนแรงมาก (เอ๊ะ ยังไง)
• สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ คนอื่นจะมองเราว่าแตกต่าง น่ารังเกียจยังไงก็ช่าง แค่เราเข้าใจตัวเอง และคนที่เรารักเข้าใจเรา แค่นั้นก็พอแล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยหรอก แต่คนเราเกิดจากร้อยพ่อพันแม่ จะให้มีอะไรเหมือนๆ กัน คิดเหมือนๆ กัน เกลียดเหมือนกัน เห็นคล้อยตามกันไปหมดได้ไง ไม่ใช่กาเหว่าที่บางเพลงนี่หว่า (อ่านจบอย่าลืมยักไหล่เก๋ๆ 1 ครั้ง)