แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลื้ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลื้ม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

After the Quake : คำถามสำคัญหลังการสั่นสะเทือน

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Haruki Murakami แปลโดย คมสัน นัน



ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารวมเรื่องสั้นทั้ง 6 เรื่องชุดนี้ของ ฮารุกิ มูราคามิ ได้รับแรงบันดาลใจจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ เมื่อปี 1995 ก็ตัวละครที่ยังคงความแหว่งเว้าไม่สมบูรณ์แบบจากเรื่องทั้ง 6 เรื่องของเขาต่างมีบาดแผลทางใจจากหายนะกรรมแห่งมนุษยชาติครั้งนั้นทั้งสิ้น

จะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือผู้ใหญ่ ตัวละครของมูราคามิยังคงหม่นหมองเดียวดาย และ lost อย่างน่าหลงใหล ฉากเก่าของความรู้สึกแปลกแยก ความรู้สึก 'ไม่มีตัวตน' ในสายตาคนอื่น ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ การถูกทอดทิ้ง ความเจ็บลึกที่ถูกบ่มเพาะจนใกล้ระเบิด และเมียอยู่กันมาดีๆ ก็มาทิ้งผัวไปเสียดื้อๆ เหลือไว้เพียงจดหมายลาใจความเจ็บปวดฉบับเดียววางอยู่บนโต๊ะ ...ฉากเหล่านี้ ฟีลแบบนี้ยังคงปรากฏอยู่ในเรื่องสั้นทั้ง 6
(ขอบคุณพระเจ้าที่พวกมันเป็นเรื่องสั้น คนอ่านอย่างอิฉันจึงไม่ต้องดิ่งลึกแบบ deeply กับเรื่องราวของพวกเขาเหมือนตอนอ่านนิยายหลายเรื่องก่อนหน้านี้!)

จะไม่เล่าเรื่องย่อ เพราะอยากให้คนชอบ 'แนว' มูราคามิได้มีโอกาสสัมผัส และลิ้มรสด้วยตัวเอง แต่่ในฐานะคนอ่านที่สนใจและพร้อมจะ 'ดิ่งลึก' กับเรื่องของของเขาเสมอ อยากบอกว่าประทับใจกับการเขียนเรื่องอุทิศให้ชีวิตและการสูญเสีย โดยใช้อาฟเตอร์ช็อกจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นั้นมาเขย่าคนอ่านที่ยังมีชีวิต ให้ตื่นจากการใช้ชีวิต (ไปวันๆ) อย่างเบลอๆ ด้วยคำถามสำคัญ 3 ข้อ

เราเกิดมาทำไม?
อยู่ไปเพื่ออะไร? และ
คิดอะไรเกี่ยวกับการตายของเราไว้แล้วหรือยัง?





บันทึก
• แม้จะมีแรงกระตุ้นจากความสูญเสีย แต่ความรู้สึกที่เกิดจากการอ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้กลับเป็นอารมณ์และความรู้สึกในเชิงสร้างสรรค์ อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ
• ชอบใจสัญลักษณ์ ‘ก้อนหินในใจ’ ของตัวละครหญิงม่ายที่หลบมาพักร้อนที่รีสอร์ตบนภูเขา (คาดว่าคือเขาใหญ่, ไทยแลนด์) มาก ตอนอ่านเรื่องนี้รู้สึกราวกับมูราคามิมาอยู่ใกล้ๆ งั้นเลย
• เรื่องที่ชอบชื่อ ‘พายน้ำผึ้ง’ พูดถึงความรู้สึกที่ผู้ชายคนหนึ่งมีต่อผู้หญิงคนหนึ่งแต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวจะสูญเสียความสัมพันธ์อันดีงามที่มีอยู่ ต้องรอให้เวลาผ่านไปตั้งหลายปีถึงจะกล้า และตัดสินใจได้ว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะมีความสุขร่วมกันผ่านไปอีกแล้ว..เป็นเรื่องรักใน ‘แนว’ มูราคามิที่สวยงามมาก
• สำนวนแปลของคมสัน นัน ไม่สวิงสวายแฟนตาซีเหมือนนพดล เวชสวัสดิ์ แต่ก็นับว่าเขาถ่ายทอดความซับซ้อนของลีลา ‘มหัศพรึงลึง(ค์)เพริด’ ของมูราคามิออกมาได้อย่างน่าประทับใจเชียวแหละ (คมสันแปลรวมเรื่องสั้นเล่มนี้จากต้นฉบับภาษาอังกฤษโดย เจย์ รูบิน)
• ดูเหมือนคมสัน นัน จะถูกใจมูราคามิด้วยเหตุผลเดียวกับหลายๆ คนที่รู้สึกว่ามูราคามิปั้นตัวละครที่กำลังเลียแผลใจของตัวเองได้ราวกับเข้ามานั่งกลางใจ (จากปกิณกะท้ายเล่ม รู้สึกคมสัน นัน จะถูกคนรักทิ้งไปเหมือนกันนะฮ้า)
• หนังสือเล่มนี้ โดยสำนักพิมพ์กาย มารุต มีปรูฟผิดบ้าง แต่ไม่เยอะจนถึงกับรู้สึกรำคาญ ไอ้ที่ทำให้ตงิดคือ ทำไม๊ทำไมถึงไม่ใช้ไม้ยมก คือไม่ใช่เค้าไม่ใช้นะฮะ แต่ใช้แค่บางที่ กับบางที่ (หลายๆๆๆๆ แห่ง) เหมือนตั้งใจจะไม่ใช้ อ่านแล้วมันคันตาฮะ


วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ใบไม้สีทอง (แดง)




รู้จัก "ย่านดาโอ๊ะ" มานาน
ยังไม่เคยเห็นสีสวยเท่าที่น้าชาให้มา (ไปได้มาจากเชียงใหม่ฮะ ใบไม้สีทองใบนี้)

ทั้งสีและเนื้อ น่ามหัศจรรย์มาก
ต้นไม้เปลี่ยนน้ำ อากาศ และธาตุอาหารในดินให้เป็นสิ่งสวยงามอย่างนี้ได้อย่างไร
(ถ้าไม่รีบร้อนไปไหน เชิญกด zoom ดูกันให้ชัดๆ นะฮะ อัพไว้ใหญ่มั่ก)

ขอบคุณน้าชานะฮะ


ย้อนไปอ่านเรื่องของย่านดาโอ๊ะ (ที่เคยเขียนไว้แล้ว) ได้ที่นี่ฮะ
http://mandymois.multiply.com/photos/album/376/376

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

ห้ามไม่ได้ หากดอกไม้จะบาน





บันทึกการเบ่งบานของว่านสี่ทิศ ๒ กอ ในกระถางเดียวกัน
ระหว่าง ๒๔ พฤศจิกายน-๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๑

เก็บภาพเฉพาะยามเช้าบ้าง-สายบ้าง ก่อนไปทำงาน



วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แพนด้า

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:ปราบดา หยุ่น
สักครั้งในชีวิต
ใครบ้างเคยมีความคิดว่า บางทีเราอาจไม่ใช่คนที่นี่
ไม่ใช่พลเมืองของโลกสีน้ำเงินใบสวยนี้
ไม่ใช่ลูกของพ่อแม่เรา
แต่มาจากดาวดวงไหนสักดวง?

ดิฉันเคยนึกเมื่อยังเด็ก
ช่วงหลังจากที่เลิกคิดเรื่องพ่อแม่เก็บเรามาจากถังขยะ(เพราะรักเราน้อยกว่าน้อง)แล้ว
ช่วงนั้นมันเริ่มอ่านหนังสืออะไรๆ ในห้องสมุดเยอะขึ้น จินตนาการคงจะฟุ้งฝันไปหน่อย

ไม่น่าเชื่อว่าปราบดาจะคิดอะไรคล้ายๆ กัน
ตอนอ่านนิยายเรื่องนี้ครั้งแรกนั้นก็เลยได้อารมณ์เหมือนแพนด้าพบคนที่เขาเชื่อว่ามาจากดาวดวงเดียวกันเลย (’โทษที เว่อร์ไปนิด แต่ดิฉันเป็นคนเว่อร์-เวอร์อย่างนี้แหละ)

แพนด้า ไม่ใช่หนังสือสารคดีชีวิตสัตว์ อีกทั้ง แพนด้า ยังไม่ใช่หมีน่ารักตุ้ยนุ้ยจากเมืองจีนที่กินยอดไผ่เป็นอาหาร คนก็ไม่ใช่....สัตว์ก็ไม่ใช่ แล้วแพนด้าคืออะไร?

แพนด้าคือชื่อที่ทุกคนพร้อมใจกันใช้ขนานนามแทนหนุ่มเนิร์ดร่างใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อมเอาเสียเลย วันๆ แม้จะอยู่ในวงล้อมของครอบครัว และมีการงานทำเป็นปกติ แต่เขาก็เหงา เก็บตัว ไม่หลับไม่นอน และไม่มั่นใจในตัวเอง

แพนด้าบอกกับตัวเองในวันหนึ่ง หลังค้นพบอวัยวะประหลาดบนใบหน้าตัวเอง ว่าเขา “อยู่ผิดดาว”

ยิ่งกว่านั้น แพนด้ายังพบว่า มนุษย์ (สัีตว์โลกที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์) แท้ที่จริงแล้วทุกคนคือชีวิตที่เกิดผิดดาวหมดเลย เกิดผิดดาวยังไม่พอ ทุกคนยังจะเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตเจ้าถิ่น (ได้แก่บรรดาสิงสาราสัตว์) บนโลก จนเกิดภาวะเสียสมดุลอย่างร้ายแรง

หลังจากรู้ตัว แพนด้าก็เริ่มเขียนบันทึก (ซึ่งก็คือนิยายเล่มนี้) ขึ้น นัยว่าเพื่อบอกเล่ารายละเอียดความเป็นมา-เป็นไปแก่สมาชิกครอบครัวของเขาหลังจากเขาจากไปแล้ว (แพนด้าเชื่อด้วยว่าสมาชิกในครอบครัวของเขาแต่ละคนมาจากคนละดาว เพราะไม่มีใครมีธรรมชาติเหมือนกันเลย) พร้อมๆ กันนี้เขาลงมือปฏิบัติภารกิจสุดสำคัญและยิ่งใหญ่ไปพร้อมกัน นั่นคือการกระจายข่าวสารไปให้พลเมืองดาวแพนด้าที่พลัดหลงมาอยู่บนโลกได้รู้โดยทั่วกันว่า ๑. ตัวเองอยู่ผิดดาว ๒. ได้เวลาเดินทางกลับกันแล้ว

อ่านเรื่องคร่าวๆ ที่ดิฉันเล่ามาแล้วอย่าเพ่อตัดสินใจว่านิยายเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องขำขันอ่านให้ฮาแตกฮาแตนกันเท่านั้น เพราะนี่คือนิยายของปราบดา มันจึงซ่อนเร้นไปด้วยประเด็นเหน็บแนม เสียดสีปรากฏการณ์แห่งสมัยมากมาย แต่ก็ไม่วายแอบแทรกความซึ้งมาด้วย อย่างไม่ให้ขาดรส

การโดดเดี่ยวตัวเองในวงล้อมของความรักประสาคนในครอบครัว ชีวิตที่เป็นดัง “ตัวประหลาด” ในสายตาเพื่อน ปมคาใจเรื่องเพื่อนสนิท การตามหาส่วนเติมเต็มที่เรียกว่าความรัก ฯลฯ
ถ้าคุณเองก็ “อิน” ในเรื่องเหล่านี้ก็ลองหาแพนด้ามาอ่านดู
บางทีคุณจะได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเสียที

ขอบคุณนะ ปราบดา หยุ่น-ดิฉันชอบนิยายเรื่องนี้มาก ชอบที่มันขำ และสดใส ไม่หม่นเศร้าจนหนาวตามไปด้วยเหมือน "ฝนตกตลอดเวลา"

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

The Essential Stevie Ray Vaughan and the Double Trouble

Rating:★★★★★
Category:Music
Genre: Blues
Artist:Stevie Ray Vaughan
่็
อย่างที่ได้แจ้งให้ทราบไปบ้างแล้วว่าดิฉันกำลังหัดฟังเพลงบลูส์
แม้จะรู้แล้วว่าชอบ B.B. King ชอบ Robert Cray กิเลสโลภก็บอกว่ายังไม่พอ
ยังอยากรู้อีกว่าจะชอบแนวไหนอีก
ก็ปรากฏว่า้ลองฟัง Jimi Hendrix แล้ว รู้สึกว่ายังไม่แนว
สไตล์ของ Hendrix ยังไม่ตรงใจ มันสับสนซับซ้อนแล้วก็ฟั้งก์ไป (หรือป่าว-ไม่แน่ใจ-แน่ใจว่ายังไม่ชอบ)

จนเมื่อต้นเดือนสิงหาคม อ่านขวัญเรือน เห็นเขาพูดถึง The Essential Stevie Ray Vaughan and the Double Trouble ก็สนใจ

ไม่ใช่เพราะเขาเขียนไว้ว่า "บางคนเชื่อว่าสตีวี่ เรย์ วอห์น คือมือกีตาร์บลูส์ที่ดีที่สุด นับตั้งแต่โรเบิร์ต จอห์นสัน (คนนี้ดิฉันยังไม่รู้จัก) และถึงแม้ความเชื่อนี้จะไม่ถูกต้อง แต่โลกดนตรีก็ยกย่องสตีวี่มาก.."

แต่เป็นตอนที่เขียนว่า "เขาเสียชีวิตเมื่อปี ๑๙๙๙ จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ช่วงนั้นสตีวี่กำลังอยู่บนจุดสูงสุดของการเป็นมือกีตาร์..." ตะหาก

แล้วการติดตามหาอัลบั้มนี้เกิดขึ้น ดิฉันก็เพียรไปถามคุณพี่คนขายซีดีเพลงแนว (แนวของดิฉันเอง) ในตลาดนัดแถวออฟฟิศ ตอนแรกพี่เค้าบอก เออ อัลบั้มนี้ขายดี แต่มันไม่ยักมีของเสียที พี่แกก็เชียร์ให้รับชุดอื่นไปก่อน
มันขัดใจดิฉันเกินไป ก็เลยยังไม่ได้รับมา

จนเมื่อวาน ไปดูหนังที่โรง IMAX สยามพารากอนกับอุดม
อุดมแวะชมซีดีที่ Gramophone ดิฉันเลยเตร่ไปดูที่แผนกเพลงบลูส์
ปรากฏว่าเจอเข้าให้
จึงรับกลับบ้านมาพร้อม B.B. King Duce Wild
(เสียทรัยพ์ไป ๘๙๙ บาท-ซื้อของลิขสิทธิ์ก็งี้ละนะ T T)

แน่นอนว่าต้องเปิด B.B.King ก่อน ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิดพลาด
อัลบั้มนี้ฟังมาแล้วตั้งแต่คาสเซ็ต

ตอนจะเปิด Stevie นี่สิ ยังหวั่นใจ
ถ้าเป็นแนวเดียวกะ Jimi จะเป็นไง

ปรากฏว่าไม่
ถึงเพลงแรกๆ จะพบว่ามันเร็ว (ตามรูปลักษณ์และปีที่เค้าทำงานมันก็น่าจะเร็ว)
แต่มันเป็นเพลงบลูส์ที่มีรายละเอียด
มันเจ็บปวด มันหม่นหมอง มันกรีด มันย้ำลงไปในใจ
เป็นการเน้นย้ำถึงความ Blues ในใจในรูปแบบที่โมเดิร์นขึ้น

ฟังแล้วอยากจะร้องไห้
ร้องด้วยความโสมนัส ที่ตัดสินใจซื้ออัลบั้มชุดนี้มา

...เหนือความคาดหวังจริงๆ
เสียงกีตาร์บลูส์ของ Stevie Ray Vaughan คือเสียงกีตาร์เทพดีๆ นี่เอง

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ไปไหม ไปไหม ไปไหม-ไป!

Rating:★★★★★
Category:Other
“อยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน จิตใจยังอาวรณ์
อยุธยา สมเป็นเมืองทอง ของพี่น้องเผ่าพงศ์ไหน
อยุธยา ถูกข้าศึกรุกราน หรือร้าวฉานมาจากข้างใน
อยุธยา ฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ คุณเคยได้ยินไหม
อยุธยา ยังไม่สิ้นคนดี แต่ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
จะถามใคร ลองถามคุณดู ไม่รู้ไม่เคยไป อยุธยา...
ตัวผมเอง เกิดและโตขึ้นมา ริมสายเจ้าพระยา
ตัวผมเอง เรียนรู้ได้ฟังเรื่องราว จากซากวัด ซากอิฐเก่า
วังโบราณ ภูมิใจไหมกับเถ้าถ่าน ผมตอบไม่ถูก ผมเกิดไม่ทัน อยุธยา...
ที่เห็นและเคยเป็นอยู่ อยู่สบาย น้ำใสและมีเรือพาย
คันไถใช้ลากด้วยควาย คนกับควาย อยู่ด้วยกันสบาย...
โดดน้ำต้องเจอปลาตอด ตอดสะดือ
จับกุ้งจับปลาด้วยมือ หากินกันด้วยสองมือ ด้วยสองมือ อยู่กันอย่างสบาย...
ผมชอบฤดูน้ำหลาก สนุกจะตาย
ก๋วยเตี๋ยวเรือที่หัวบันได ลอยคอถือถ้วยเอาไว้
ไม่ยากใช่ไหม โถ...ง่ายจะตาย อยู่อยุธยา...”


สานแสงอรุณสนทนา ครั้งที่ ๕/๒๕๕๑
เชิญร่วมสนทนาในบรรยากาศเรียบง่ายเป็นกันเอง

เรื่อง
อยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่ไร้ราก (เหง้า)

สนทนากับผู้ชาย อยู่อยุธยา ที่ชื่อ มาโนช พุฒตาล
ชวนสนทนาโดย พจนาถ พจนาพิทักษ์
ร่วมฟังทัศนะดีๆ เคล้าคลอเสียงดนตรีอะคูสติกกีตาร์ในบรรยากาศแสนอบอุ่น


ในวันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๘.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องสมุดประชาชนแสงอรุณ ซอยสาทร ๑๐
โทร. ๐๒-๒๓๗-๐๐๘๐ ต่อ ๑๐๑, ๒๑๘
E-mail: ssamag@yahoo.com

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คำพิพากษา : เมื่อ “ปอป” อยู่ที่ “ปาก”

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:ชาติ กอบจิตติ
อ่าน "คำพิพากษา" จบเช้านี้
แล้วก็ต้องคารวะด้วยการนำดาวทั้ง ๕ ใส่พานถวายน้าชาติ-ชาติ กอบจิตติ ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งพิชิตทั้งรางวัลนวนิยายดีเด่นแห่งชาติ ปี ๒๕๒๔ และ รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๕ อย่างนอบน้อม

น้าชาติวางแผนโจมตี “สำนึก” ของความเป็นคนของคนอ่านอย่างแยบยล ผ่านเรื่องราวของ ฟัก ผู้ซึ่งเคยมีอดีตอันเรืองรองเป็นถึงสมาชิกสามัญระดับค่อนข้างต่ำ (มีคนต่ำกว่า) ของชุมชน (ดิฉันจัดให้เอง)
วัดจากการที่เขาเป็นคนไม่มีบ้าน (อาศัยวัดอยู่-อาศัยข้าววัดกิน) ไม่มีแม่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงโตมากับพ่ออย่างพร่องคุณภาพชีวิต แต่กระนั้นฟักเคยมีช่วง “รุ่ง” กับเขาเหมือนกัน สมัยที่บวชเรียนเป็นเณร ความขยันหมั่นเพียรทำให้ สามเณรฟักสอบนักธรรมเอกได้ภายใน ๓ ปี แต่แล้วเขาก็ขอลาสึก เพราะความเป็นห่วงพ่อซึ่งตอนนี้แก่แล้ว ชักจะงกๆ เงิ่นๆ ทำงานภารโรงที่โีรงเรียนไม่ค่อยไหว

ไม่รู้ว่าพ่อของฟักเหงาหรือสงสาร วันที่ฟักกลับจากทหารจึงพบสมาชิกใหม่ในบ้าน (กระต๊อบ) เป็นหญิงสาวสติไม่เต็มเต็ง นามว่า สมทรง
(ทำไมหนอ น้าจึงให้คนแบบฟู พ่อของฟัก ได้เมียเป็นผู้หญิงแบบนี้)
และเมื่อสิ้นพ่อ ฟักก็รับดูแลแม่เลี้ยงต่อไป ในกระท่อมเดียวกัน-ก็จะให้เขาเอานางไปทิ้งที่ไหน สติสตังไม่เต็มเต็งแบบนี้

ไม่ใช่แค่แม่เลี้ยง มรดกที่ฟักรับช่วงต่อจากพ่อยังเป็นงานฟูลไทม์ในหน้าที่ภารโรง ซึ่งหมายถึงงานรับใช้จิปาถะทั่วไป แล้วแต่บรรดาครูประสงค์ด้วย โรงเรียนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฟัก และบุคลากรในโรงเรียนก็มีอิทธิพลสำคัญต่อฟักด้วย

ด้วยการใช้วิถีชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไร้ความทะยานอยากได้ใคร่ดีของคนอย่างฟัก เรื่องอาจจะไม่เลวร้ายนัก ถ้าในวันนั้น วันที่พ่อจากไปได้แค่เดือนกว่าๆ นางสมทรงไม่ทำตาขวาง ด่าแม่ค้าขายถั่วในงานวัดที่มาหยอกล้อฟักอย่างหึงหวง ว่า “อย่ามายุ่งกับผัวฉันนะ”

ไม่ว่าสมทรงจะรักฟักเหมือนผัวหรือไม่ ประโยคนี้ก็ทำให้เรื่องราวน่าสังเวชใจทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น

ชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทา ว่าฟักเอาเมียพ่อเป็นเมียตัว ในสังคมแคบๆ ในเงื่อนไขที่บีบรัด (ฟักมองไม่เห็นทางออกอื่นนอกจากเลี้ยงดูสมทรงต่อไป) กดดันความรู้สึกของฟักแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับการยอมรับ ถูกถีบออกจากสังคมให้กลายเป็นคนนอก ไร้คนคบหาสมาคม และเริ่มจะประสาทกับการวนเวียนพูดคุยกับตัวเอง เครียดมากจนนอนไม่หลับ

แล้วน้าชาติก็ให้ฟัก ผู้ซึ่งตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยทำบาปกรรมอะไรเลย ลงมือเด็ดชีวิตหมาไม่มีทางสู้ตัวหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นหมาบ้า หรือแค่หมาป่วย ฟักรู้สึกผิดไม่น้อยกับการกระทำึครั้งนี้ แต่อีกใจเขาก็เชื่อว่าด้วยการฆ่าหมาตัวนี้ ทำให้เขาดูน่านับถือขึ้นบ้างในสายตาของชุมชน

คนอ่านดิ่่งลึกไปในความบัดซบของชีวิตฟักมากขึ้นเรื่อยๆ ในฉากเผาศพพ่อ ก็ได้เห็น (อ่าน) น้ำตาแรกของฟัก จากนั้น ฤทธิ์สุราขาวตรารวงข้าวก็ช่วยเปิดประตูเขื่อนน้ำตาของเขาจนเต็มบาน

เมื่อฟักพบว่าสุราช่วยคลายความกดดันทั้งมวลที่ประดังประเดอยู่ สุราทำให้เขากล้าสู่ตาคน กล้าพูดในสิ่งที่อยากจะพูด และสุราทำให้เขาพบเพื่อนเพียงคนเดียวที่คุยด้วยรู้เรื่อง นั่นก็คือ สัปเหร่อไข่ ผู้มีอาชีพสกปรก น่ารังเกียจ ซึ่งครั้งหนึ่งฟักเคยเหยียดว่าแกมีสถาพภาพทางสังคมต่ำกว่าตัวเอง..และในที่สุด ฟักก็ติดเหล้า กลายเป็นไอ้ฟักขี้เมาไปโดยสมบูรณ์แบบ

น้าชาติยังไม่หยุดที่จะฉุดให้คนอ่านหมองไปกับเรื่องของฟัก อ่านไปนานๆ ชักปวดหัว (แต่ก็ยังอ่านต่อนะ) แล้วในที่สุด น้าแกก็จบชีวิตตัวละครตัวนี้อย่าง ..อย่างน่าสงสาร น่าสังเวชใจ

ถ้าจะถามว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้ ให้อะไรบ้าง?
หลายคน คงจะตอบด้วยคำตอบหลายอย่าง

ดิฉันเอง ระหว่างที่อ่านคำพิพากษาไปวันละนิดหน่อย ก็นึกถึงสารคดีข่าวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง “ผีปอป” ของบางชุมชนทางภาคอีสานที่ได้ดูทางไทยทีวี ..ได้ดูในช่วงคาบเกี่ยวกันพอดี

นึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่บ้านหนุ่มแห่งหมู่บ้านที่ผู้ถูกขับไล่ (เหมือนหมูหมา) จากชุมชน เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอปจะไปอยู่รวมกัน เพื่อรักษาอาการด้วยน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์
ผู้ใหญ่ตอบคำถามว่า ปอปคืออะไร สั้นๆ เพียงว่า

“ปอป อยู่ที่ปาก”

..ทั้งที่ปอปยังเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้ามีคนหนึ่งเริ่มต้นกล่าวหาว่าอีกคนเป็นปอป แล้วคนอื่นๆ เชื่อ คนที่ถูกกล่าวหาก็เหมือนกลายเป็นปอปไปแล้วจริงๆ

บางที ชีวิตของเราอาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา
แต่อยู่ที่ “ปาก” ของคนอื่นนี่เอง




บันทึก:
• นี่เราอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ช้าไปถึง ๒๖ ปี เชียวหรือนี่?
• เล่มที่อ่านเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๔๑
• มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจริงๆ ด้วย
• อยากรู้มากๆ ว่าน้าชาติได้แรงบันดาลใจมาจากไหน
• และน้าชาติใช้เวลาเท่าไหร่ในการวางพล็อตก่อนลงมือเขียน
• อ่านแล้วสงสัยว่า บาปกรรมมีจริงไหม
• เพิ่งเข้าใจว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงติดเหล้าได้
• สงสัย ว่าคนมีความสุข ชีวิตไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์จะติดเหล้าได้ไหม
• ขอบคุณน้าชาติที่รีบจบเรื่องโดยไม่ให้ฟักไปทำอะไรที่ทำร้ายใจคนอ่านเพิ่ม อย่าง ขอทานหรือปล้นใครเพื่อเอาเงินมาซื้อเหล้า
• ไม่น่าไปดูหนังเรื่องนั้นก่อนอ่านหนังสือเรื่องนี้เลย

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๘๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ปก สบตากับ “กวางผา”

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:เรื่องและภาพโดย บารมี เต็มบุญเกียรติ
สารคดีเล่มใหม่ ร้อนฉ่า (แต่ได้รับช้ากว่าแผงตามเคย)
เล่มนี้มีหลายเรื่องน่าประทับใจ ขอยกมาเชิญชวนให้ไปหาซื้อกันมาอ่านมั่ง ดังนี้

****"กวางผา มหัศจรรย์สี่ขาแห่งผาสูง" เรื่องจากปก โดย บารมี เต็มบุญเกียรติ ผู้ใช้ความวิริยะอุตสาหะและอดทนเป็นเวลา ๓ ปี (ของชีวิตวัยหนุ่ม ตอนปลายหรือเปล่าไม่อาจทราบได้-ฮ่าฮ่า) ในการรอคอยเก็บภาพน่าประทับใจของกวางผาตาแป๋ว-ขนปุยมาให้เราชมอย่างเต็มอิ่มและจุใจในเล่ม

ขอบคุณเขา กับ Canon EOS1V, EOS 5D และฟิล์ม Fuji Velvia 100 ของเขา รวมทั้งข้อเขียนของเขาที่นำเราไปสัมผัสชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่จะเป็นกวางก็ไม่ใช่ เลียงผาก็ไม่เชิงเจ้าของสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ แม้จะมีศัตรูตามธรรมชาติน้อย เนื่องจากหาสัตว์ผู้ล่าได้น้อยชนิดที่จะมีทักษะในการกระโดดโลดเต้นไปตามผาสูงชันน่าหวาดเสียวได้ทัดเทียมพวกมัน

ก็มนุษย์นี่แหละ ที่รุกเรื่อยเข้าไปในพื้นที่ทำกินของกวางผา บีบบังคับให้มันผสมพันธุ์ในพวกเดียวกันเองมากเข้าจนได้ลูกเลือดชิดที่ไม่แข็งแรง ไม่สู้โลก นอกจากนี้อุปนิสัยในการกลับมาหากินในแหล่งเดิมๆ แถมยังอยู่รวมกันเป็นฝูงของพวกมัน เป็นการง่ายต่อแผนดักยิงตัดหัว และเลาะกระดูกกวางผาไปทำยาของพรานผู้สนใจปากท้องของตัวมากกว่าชีวิตสัตว์โลก

อ่านแล้วเหมือนเปิดโลก ได้เห็นชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชีวิตของตัวเองและพวกพ้องบ้าง

แต่ถ้าคิดจะขึ้นดอยเชียงดาวหรือม่อนจองไปส่องดูกวางผาตัวจริง โปรดใช้วิจารณญาณด้วยแล้วกันนะ เอาให้พองาม อย่าไปทำให้พวกมันตกใจ อย่าลืมว่ามันไม่มีหน้าผาให้หนีไปไหนแล้ว

****คอลัมน์โลกใบใหญ่ เล่มนี้รายงานการไขปริศนาการหายตัวไปของผู้ให้กำเนิด “เจ้าชายน้อย” อองตวน เดอ เซงเตกซูเปรี
นี่เป็นเรื่องสะเทือนใจ เพียงใด? ต้องลองนึกถึงบุคคลในอุดมคติของคุณ ซึ่งอาจเป็นคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณเลือกอาชีพที่กำลังทำในปัจจุบัน ..ทีนี้ ลองสมมติต่อไปว่า ถ้างานของคุณนี้เอง ทำให้คุณต้องสังหารคนที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณเอง โดยคุณมาได้รับทราบความจริงในภายหลัง หัวใจของคุณจะเจ็บปวดแค่ไหน

****คอลัมน์สุขภาพดูแลได้ นำเสนอ "ภัยบีพีเอ" บทความให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทของพลาสติก ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของคนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือบ้านนอก อ่านให้ตาสว่างกันเสียที ว่าทำไมเราจึงไม่ควรนำขวด PET มาใช้ซ้ำ ควรเลือกภาชนะแบบไหนใส่น้ำบริโภค โดยเฉพาะขวดนมลูก ควรเลือกแบบไหน จึงจะปลอดภัย ไร้อันตราย

****คอลัมน์โลกธรรมชาติและวิทยาการ เสนอ "๒๐ แง่มุมที่ควรรู้เกี่ยวกับฟ้าผ่า" ดูให้เข้าใจว่าฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ปลดปล่อยพลังงานออกมาเท่าไหร่ จะหลบอย่างไร และหลบท่าไหนให้ปลอดภัย แหวน กำไล สร้อย โทรศัพท์มือถือ และโครงบราเซียร์ ล่อฟ้าจริงหรือ? คอลัมน์นี้มีคำตอบ

****โลกบันเทิง ภาพยนตร์ เสนอ Teeth: เมื่อ “จิ๋ม” มี “เขี้ยว” เล่าถึงหนังเรื่องเดียวกับที่ดิฉันดูเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว (และเขียนรีวิวไว้ที่ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/42 ) ไกรวุฒิ จุลพงศธร รวบรวมตำนานและรายละเอียดน่าสนุกที่เชื่อมโยงกับประเด็นที่หนังนำเสนอไว้น่าสนใจเชียว อ่านแล้วจะยิ่งสนุกกับหนังเรื่องนี้-โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นผู้หญิงนะ
เหอ เหอ

****คอลัมน์โลกสรรพสินค้า ช่วยเปิดหูเปิดตาถึงสาเกตุของการเกิดปะการังฟอกขาว จะตกใจไหม ถ้าสาเหตุไม่ได้มีแค่อุณหภูมิของน้ำทะเลแบบที่เราเข้าใจ แต่ยังเป็นเพราะครีมกันแดดที่เราพอกเข้าไปเพื่อป้องกันไม่ให้ลำแสงยูวีมาทำให้ผิวของเราดำ-กร้าน-เหี่ยว นั่นเอง
รู้แล้วจะอึ้ง อ่านรายละเอียดกันเองละกัน

****คอลัมน์ท้ายครัวเล่มนี้ ชวนทำ "แกงส้มต้มป่า" ที่เมนูนี้มีชื่อออกจะโฮะๆ อย่างนี้ก็เป็นเพราะว่าคุณกฤช เหลือลมัย แกชิมแล้วได้รสผสมผเสระหว่างแกงส้ม-ต้มส้ม-แกงป่า ดิฉันอ่านแล้วเชื่อเลย ว่าน่าจะหอม อร่อย แถมกินแล้วไม่อ้วนเพราะไม่ใช้กะทิ ...ถ้าแม่ทะเลอ่านรีวิวแล้วเกิดเปรี้ยวปากอยากทำให้พ่อทะเลกินก็เชิญไปซื้อสารคดีที่ร้านนายอินทร์นะจ๊ะ
อ้อ.. ทำอร่อยอยู่มือแล้วอย่างลืมเรียกไปชิมนะจ๊ะ


บันทึก
-สารคดีเล่มนี้ไม่มีปราบดา หยุ่น
-เล่มนี้ประเวชเงียบไปนะ
-ดูรูปของบารมี เต็มบุญเกียรติ แล้วอยากรู้จักเขามากขึ้น เลยให้คุณกูเกิลช่วย จึงได้พบว่า บารมีก็เล่นมัลติพลาย!!! เขาอยู่ที่ http://baramee.multiply.com เป็นเครือญาติทางมัลติพลายกับน้องตุ๊กตานี่เอง (โลกกลมออก)
-มีผู้อ่านเขียนจอมอไปหาบอกอสารคดี บอกว่าไม่ชอบกระดาษปกแบบนี้ ดิฉันว่าดิฉันชอบแหละ มันประหยัดดี ย่อยสลายง่าย นุ่มมือดีด้วย ปกอาร์ตการ์ดอาบยูวี ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คุณค่าของสารคดีมันเกิดขึ้นเมื่อเราเปิดอ่าน ไม่ใช่ที่หน้าปก-สรุปดิฉันไม่มีปัญหากับปก แต่ยังรู้สึกแปร่งกับฟ้อนต์ใหม่ไม่หายสิน่า


วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Teeth: ถึงคราวสาวสาวโต้กลับด้วยการ...กัด!

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Horror
หนังสยองขวัญปนคอมเมดี้ที่...ผู้ชายคงขำไม่ออก

เพราะนี่คือเรื่องราวของสาวน้อยน่ารัก (และน่า fcuk) ผู้มีอาวุธประจำกายเป็นซี่ฟันที่ vagina (แปลเป็นไทยว่า ‘ช่องสังวาส’…คงไม่ต้องให้บอกใช่ไหม ว่า ‘สังวาส’ หมายถึงอะไร)

สะใจกับอารมณ์ขันปนแดกดันของผู้กำกับ Mitchell Lightenstein ที่ลงมือเขียนบทเองด้วย คิดดูสิ เล่นเขียนให้ น้อง Dawn (Jess Weixler) เด็กผู้หญิงอเมริกันวัยน่ารักผู้มาจากครอบครัวพิลึกพิลั่น มีพี่ชายคนละแม่นิสัยไม่ดีที่ลวนลามรังแกเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังโตมาได้อย่างคล้ายว่าจะปกติ เลือกไปทำกิจกรรมกับกลุ่มศาสนาที่รณรงค์ให้วัยรุ่นรักษา Purity หรือพรหมจรรย์ได้จนกระทั่งแต่งงาน (ผู้กำกับเริ่ม ‘กัด’ แล้ว)

แม้น้องดอว์นจะรักษาตัวได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน ว่าวัยรุ่นเป็นวัยคุกรุ่น ฮอร์มงฮอร์โมนก็กำลังพลุ่งพล่าน ออกจะน่ารักกันขนาดนี้ ใกล้ชิดกันก็ขนาดนั้น จะให้นั่งหนีบขาไว้ให้มั่น หรือเก็บความหวิวใส่ลิ้นชักล็อกกุญแจลืมนั้นคงเป็นเรื่องที่...ลืมไปได้เลย

สาวน้อยน่ารักของเราจึงต้องแทบเสียสติเมื่อพบว่า เธอทำให้จุ๊ดจู๋ของเพื่อนชายขาดไปต่อหน้าต่อตา
(คุณผู้กำกับขา ฉากนี้คุณทำได้สยองเหลือเกิน แต่ไหงดิฉันถึงได้นั่งขำจนน้ำตาเล็ดได้ละคะ?)
เมื่อเว็บ search engine ทำให้เธอได้ทราบว่าไอ้ที่เป็นอยู่กับตัวเองน่ะ เรียกว่า Vagina Dentata ซึ่งเป็นตำนานเรื่องเล่าอยู่ในหลายวัฒนธรรม (...ไปหาอ่านต่อกันเองเหอะนะ)

และเมื่อเธอนำน้องหนูของเธอไปตรวจภายในให้รู้แจ้งว่าควรจะพาน้องไปตรวจกับคุณหมอสูติฯ หรือหมอฟันดี เธอก็ให้บังเอิญกัดนิ้วคุณหมอสูติฯ ขาดไปอีกถึง ๔ นิ้ว (โอ้วแม่จ้าว...ดิฉันเลยรู้เลยว่า หมอสูติฯ ต้องล้วงมือเข้าไปเยอะขนาดนั้น!!!)

ฉากที่หมอพยายามจะดึงมือออกมาจากซี่ฟันมันทั้งขำและน่าสมเพชไปพร้อมๆ กัน (เล่นเก่งทั้งคู่ เจ้ขอชู ๒ โป้ง)

ดูมาถึงตอนนี้แล้วชักสงสารน้องดอว์น ยังงี้เธอจะได้มีความสุขทางโลกย์กับเขามั่งไหม แล้วถ้าเธอทำใจกล้า กระทำความพึงพอใจให้ตัวเองด้วยมือน้อยๆ ของเธอ เจ้าฟันที่ตรงนั้นจะไม่กัดนิ้วน้อยๆ ของเธอขาดไปด้วยหรือ (ดีที่หนูดอว์นยังไม่เคยกล้าใช้มือกับน้องสาวสักที)

คำถาม และความเป็นห่วงของพี่คลี่คลายลงในเวลาต่อมา เมื่อทราบว่า น้องดอว์นเองสามารถสมสุขกับคนรักได้เยี่ยงหญิงปกติ แต่มีข้อแม้คือ เธอต้องมีความพึงพอใจ มีอารมณ์คล้อยตาม ไม่ได้ถูกบังคับขืนใจเหมือนในเพื่อนชายคนแรก หรืออยู่ในอารมณ์ตื่นตระหนกเหมือนตอนนอนบนเตียงขาหยั่ง

แต่เมื่อทราบว่าหนุ่มคนที่ทำให้เธอสุขหยามน้ำใจเธอด้วยการฟันเธอ เพียงเพราะพนันกับเพื่อนไว้ ซี่ฟันคมกริบของน้องดอว์นก็ลงโทษเจ้าหนุ่มทุเรศนั่นทันที (จึ๋ย! กี่คนแล้วล่ะ ที่จู๋ขาด)

โดนผู้ชายกระทำย่ำยีมามาก เจ็บแค้นถึงขีดสุด เด็กดีอย่างน้องดอว์นจึงลุกขึ้นใช้น้องสาวเป็นอาวุธ ออกจัดการกับบรรดาผู้ชายเลวๆ ที่ทำร้ายผู้หญิง ได้แก่ไอ้พี่ชายไม่แท้ที่ลืมไปแล้วว่าโดนกัดไปครั้งนึงเมื่อยังเป็นเบบี๋ ก็พิดันเรนล้วงมือเข้าไปจับน้องเค้าก่อนนี่นะ อีกคนก็ลุงหนังเหี่ยมฟันไม่มีที่รับน้องดอว์นขึ้นรถมาด้วย แล้วคิดจะรวบรัดลวนลามเธอ (แหวะ ตานี่อุบาทว์มาก สมควรโดน)

เหอ เหอ เจอซะมั่งก็ดี
แค่มีจู๋ไม่ได้แปลว่าคุณคือ ‘จ้าวโลก’ นะเฟ้ย



บันทึก:
-เป็นหนังเฟมินิสต์ที่ขำและสะใจมั่ก
-น้อง Jess ตาสวยจริงๆ
-จุ๊ดจู๋ที่ถูกกัดขาดน่ะ ดูไม่จืดเลย
-ขอบคุณหนูจูเนียร์ที่เอื้อเฟื้อ ให้พี่ยืมหนังเรื่องนี้มาดูก่อน (ชั้นเขียนรีวิวได้สมใจแกไหม?)
-ตอบคำถามคนที่เคยเอาลิงค์หนังเรื่องนี้ให้ดู แล้วถามว่าดิฉันมีเหมือนอย่างน้องดอว์นไหม...ชั้นปกติดี มีฟันอยู่ในปากเว้ย

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:โยชิโมโต บานานา
“จะเจอกันอีกได้ไหมครับ”

ฉันพูดพร้อมจับมือของเธอ

ฉันอยากจับมือของเธอเหลือเกิน ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไปแล้ว โอ้พระเจ้า! ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้จับมือของเธอ

ฉันรู้สึกอย่างนั้น ฉันรู้สึกอย่างนั้นเข้าจนได้ ไม่ใช่เรื่องของความเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นธรรมชาติ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ใช่ มันเป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง ฉันเข้าใจแล้ว

สองคนที่เหมือนจะมีใจให้กัน นัดเจอกันแบบไม่คิดอะไรมาก ตกกลางคืน ต่างคนต่างก็ถามว่าจะทำอะไรต่อดี ต่างคนต่างรู้สึกลึกๆ ว่าอาจไปมีอะไรต่อกันได้ เป็นการรับรู้ตกลงแบบไม่ต้องพูดออกมา...เรื่องแบบนี้มันไม่มีอยู่จริง การมีช่องว่างแบบนี้ก็ทำให้ไม่มีทางเป็นจริงได้อยู่แล้ว! ฉันอยากตะโกนออกมา

ความเป็นจริงคือแค่เพียงอยากกอด อยากสัมผัส และอยากจูบ อยากเหลือเกินที่จะเข้าใกล้อีกแม้เพียงสักนิด แม้ทุกอย่างจะเป็นความรู้สึกฝ่ายเดียว แต่เป็นความรู้สึกที่แทบทำให้น้ำตาไหล ต้องเป็นตอนนี้ กับคนคนนี้เท่านั้น ไม่ใช่คนนี้ไม่ได้แล้ว ฉันรู้แล้ว มันคือความรักนั่นเอง

“อือ ได้สิ”
“จริงหรือ”
ฉันถาม
“ค่ะ ฉันว่าเจอกันอีกก็ได้นะ”



บันทึก: โอ...ดิฉันรัก Passion ในเรื่องนี้เหลือเกิน

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คันปากอยากบอกต่อ ตอน โจน จันใด กับการปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส



คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส!

 

ในเซกชั่น Change the World พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ของนิตยสารสารคดีฉบับ วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ มีบทสัมภาษณ์ผู้คนที่มีความคิดและวัตรปฏิบัติในอันจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนจำนวนหนึ่ง

 

ในบรรดานั้นมีทั้งนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เคยใช้ชีวิตในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ดร. สิงห์ อินทรชูโต (OSISU, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นักสื่อสารมวลชนอดีตเอ็นจีโอ อย่าง ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day) ผู้บริหารบรรษัทภิบาลอย่าง กานต์ กระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย) ครอบครัวสังวรเวชภัณฑ์ ครอบครัวธรรมดาๆ ที่พ่อแม่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลให้ลูกชายทั้งสอง บรรจง ขยันกิจ อดีตช่างเทคนิคของมหาวิทยาลัยบูรพาผู้เชื่อมั่นในพลังงานลม ซึ่งลงทุนศึกษาการทำกังหันลม และเดินทางติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่กันดารในละแวกประเทศอุษาคเนย์ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น เอ็นจีโอโลกาภิวัตน์

 

ในบรรดาผู้คนที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ดังได้กล่าวมา ยังมีบทสัมภาษณ์ครอบครัวโอ่โดเชา ครอบครัวปกากะญอ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อป่า ต่อน้ำ กับอีกบทสัมภาษณ์ โจน จันใด ชาวนาธรรมดาๆ ที่มีการศึกษาน้อยรวมอยู่ด้วย

 

หากคุณได้อ่านความคิดอ่านของ โจน จันใด แล้ว คงพบว่า ชาติกำเนิด การศึกษา หรือต้นทุนทางสังคม หาใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนคนหนึ่งรู้จักคิด แสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยั่งยืน โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด

 

ที่สำคัญยังมิใช่เพียงการคิดได้ เขายังลงมือทำมันจริงๆ

ไม่เพียงเอาไว้พูดเก๋ๆ เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องโลกร้อน

 

อ่านแล้วอดไม่ไหว จึงขอคัดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้

 

“ผมเคยอยู่กรุงเทพฯ ๗ ปี มาทำงานในร้านอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง ผมทำงานวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าไม่พอที่จะเลี้ยงชีวิตคนคนเดียว ผมก็เริ่มถามแล้วว่าเราทำไปทำไม ผมเริ่มเห็นว่าการใช้ชีวิตมันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป และวิถีชีวิตอย่างนี้มันผิด ผมกลับไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำนาปีละ ๒ เดือน ผมสามารถผลิตข้าวได้ ๖ ตัน กินได้ทั้งครอบครัว ผมปลูกผักใช้เวลาแค่ ๓๐ นาทีต่อวัน ผมสามารถมีอาหารเลี้ยงคน ๖ คนได้สบาย ผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน

 

“แล้วผมก็เริ่มคิดถึงปัจจัยสี่เป็นหลัก อาหาร บ้าน ผ้า และยา คนต้องพึ่งตัวเองได้ ถ้ามนุษย์ได้สี่อย่างนี้มาอย่างยากลำบาก แสดงว่าวิถีการพัฒนานั้นล้มเหลว ผมเริ่มเห็นว่าหลายๆ คนรู้สึกว่าการจะมีบ้านหลังหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตของเขา เพราะเขาจนเขาโง่เหลือเกิน บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเพื่อที่จะมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินของชาวอินเดียนแดง กลับมาก็ลองทำดู ทุกวันผมใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ผ่านไป ๓ เดือน ผมได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วเป็นบ้านที่รู้สึกมั่นคงแข็งแรงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไป ที่สร้างแบบถูกที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว” (หน้า ๑๗๓)

 

“...ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีบ้านได้ ขอให้มีแรงทำเท่านั้นเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเรามีศักยภาพมากขึ้น หลายๆ คนที่ทำบ้านดินเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ไม่ต้องพึ่งวิศวกรเขาก็ทำได้ ผู้หญิงที่มาร่วมทำบ้านดินทั้งหลังเขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมจึงเห็นว่าบ้านดินเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ที่เต็ม” (หน้า ๑๗๔)

 

หลังจากช่วยคนไม่มีบ้านสร้างบ้านดิน โจนก็เริ่มทำฝันความฝันของเขาให้เป็นจริง มันคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีความอดทนต่อโรค แมลง และสภาพดินฟ้าอากาศ เนื่องจากเขามองว่า การพัฒนาอาหารทำให้พันธุ์พืชที่เดิมเคยมีอยู่หลากหลายเริ่มลดจำนวนลง และหายไป เหลือแต่พันธุ์พืชที่ได้รับการตัดแต่งให้ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนโรคและแมลง การลงทุนปลูกจึงต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องตกเป็นทาสของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่รู้ตัว

 

และ โจนบอกเราว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ก็คือ ต้องปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาส

 

ภาวะโลกร้อนคือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็ทำลายตัวเอง มันอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่ามันยังไม่สายเกินไปถ้าเราเริ่มกันตอนนี้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยที่จะชะลอภาวะโลกร้อนได้ นอกจากเราต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากระบบทาส ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราก็ส่งส่วยให้ยูนิลีเวอร์ทันที กินข้าว เราต้องส่งเงินให้ซีพี ขับรถ เราต้องส่งเงินให้บริษัทรถ บริษัทน้ำมัน รอบตัวเรามีนายทาสเต็มไปหมด มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมาก แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนส่งเสริมมัน ฉะนั้น การต่อสู้กับมันก็คือการต่อสู้กับตัวเอง


“คนคนหนึ่งกินได้ไม่เกิน ๓ มื้อ ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว นอนได้แค่เตียงเล็กๆ จะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนก็นอนมากกว่านั้นไม่ได้ แล้วทำไมเราต้องมีมันมากมาย ยิ่งมีมากยิ่งบริโภคมาก นั่นหมายความว่าเราทำลายมาก เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อแสวงหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งพัฒนามากเราก็ยิ่งทำลายตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือน้ำมัน กว่าจะได้มามันหมายถึงการทำลาย แล้วการทำลายของมนุษย์เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางา ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็คือมนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ทำยังไงเราถึงจะทำลายน้อยที่สุดต่างหาก การทำลายน้อยที่สุดก็คือการลดการบริโภคของเราเท่านั้นเอง” (หน้า ๑๗๕)