คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส ใครไม่อ่านก็ถอยไป!
กระแสการตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนกำลังมาแรง...จริงหรอ?
ใครๆ ก็พูดเรื่องโลกร้อน เอาการเสนอตัวแก้ปัญหาโลกร้อนมาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย CSR ขององค์กร
บรรดาวัยรุ่นกิ๊บเก๋ที่ปรากฏตัวบนรถไฟฟ้าบีทีเอส รถใต้ดิน สยาม สวนจตุจักร พากันหิ้วถุงผ้าฟอกบ้างไม่ฟอกบ้างที่พะยี่ห้อว่า "อะฮั้นไม่ใช่ถุงพลาสติกนะยะ" บ้าง "บอกเลิกถึงพลาสติกบ้าง"
(แต่ในมือของพวกเขา บ้างก็ยังกำแก้วพลาสติกใส่แฟรปเป ไม่ก็น้ำผลไม้ปั่นราคาแพงจากร้านกาแฟดัง บางทีก็หิ้วถุงพลาสติกใสที่ภายในมีกล่องโฟมบรรจุอาหาร)
พวกแม่ค้าแม่ขายก็ยังรักความสะดวกและความประัหยัด (ต้นทุนของตัวเอง ) ด้วยการพึ่งพาภาชนะพลาสติกและโฟมต่อไป โดยไม่นำพาว่าไอ้ของพวกนั้น พอไม่ใช้แล้วมันไปไหน
มิหนำซ้ำ ยังหัวเราะเยาะเย้ยลูกค้าบางคน (เยี่ยงเดี๊ยน) ที่พกกล่องใส่อาหารไปใส่อาหารที่ซื้อจากพวกเขา
เพียงเพราะเทรนด์ของสังคมตอนนี้มันคือ ใช้่ถุงผ้า ลดโลกร้อน เหมือนว่าใครไม่มีหิ้วจะเห่ยมาก
(ไม่ใช่การพกกล่องใส่อาหารไปซื้ออาหารเทคโฮม อาจเพราะยังไม่มีแฟชั่นดีไซเนอร์ดังออกแบบกล่องอาหารกิ๊บเก๋สำหรับพกไปซื้ออาการเทคโฮม)
..แต่ การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกมันช่วยลดฯได้ไง เขาเข้าใจตรรกะนี้ไหม เดี๊ยนยังสงสัย
บางทีเดี๊ยนก็สงสัยว่า การรณรงค์เรื่องโลกร้อนกันโครมๆ ทุกวันนี้ มันได้ผลจริงหรือ?
มีคนในสังคมสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจตรรกะของโลกร้อนจริงๆ
และมีเท่าไหร่ในกลุ่ีมคนที่เข้าใจ ที่รู้ว่าควรทำตัวยังไงให้รบกวนโลกให้น้อยลง (รบกวนเท่าที่จำเป็นก็ได้เอ้า)
...เพราะว่าคนที่ลงมือทำสิ่งที่ควรทำ และพอจะทำได้ (เรียกว่าคนที่ไม่ได้ "ดีแต่พูด" นั่นเอง) เพื่อรบกวนให้โลกให้น้อยลง คงจะยิ่งมีน้อยยยยยยยยย ลงไปอีก
ช่วยไม่ได้หากคุณเผลอตัวอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว โปรดอย่าเศร้าใจ แต่จงอ่านต่อไป เพราะจากข้อเขียนบรรทัดต่อๆ ไปนี้ คนรักสิ่งแวดล้อมอย่างคุณ (ถ้าไม่ใช่ก็เสียใจด้วย) อาจจะเก็ตอะไรเจ็บๆ คันๆ ตอกย้ำ ซ้ำเติมให้เราได้บ่นกันอย่างเมามันยิ่งขึ้น
พอดีเดี๊ยนได้อ่านสารคดีเล่มล่าสุด "วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา" (ช่างเป็น Theme ที่กล้าหาญอะไรปานนั้น) ปกขาว ไม่เคลือบยูวี (ดี-ประหยัด-ไม่รบกวนโลก) ยังอ่านได้ไม่เท่าไหร่เพราะเป็นคนอ่านหนังสือช้า แต่ได้อ่านคอลัมน์ จิตวิทยา ของหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่ตอนนี้ตั้งชื่อว่า "จิตวิทยาโลกร้อน" (หน้า ๙๔) แล้ว จะขออนุญาตคัดลอกตอนเด็ดแทงใจมาให้คุณที่รักในมัลติพลายได้อ่านกันบ้าง
"ผมมีโอกาสอ่านการ์ตูนเรื่องโลกร้อนที่ส่งมาจากหลายสถาบัน พบว่าทั้งหมดเป็นการ์ตูนประเภทให้ความรู้เรื่องโลกร้อน บ้างให้ตรงๆ เหมือนแบบเรียนสังคมศึกษา บ้างให้ตัวการ์ตูนสักกลุ่มหนึ่งผจญภัยไปในดินแดนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ที่น่าหนักใจคือ ทุกเรื่องออกแนวสั่งสอนให้ประหยัดไฟ อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย ปิดแอร์ ให้ขึ้นรถให้เต็มคันก่อนออกรถ ฯลฯ คล้ายๆ การ์ตูนเศรษฐกิจพอเพียงที่ออกแนวสั่งสอนให้ประหยัด อย่าใช้ของฟุ่มเฟือย ซื้อขนมใบตองดีกว่าขนมกรุบกรอบ (ประเด็นนี้ปรากฏในการ์ตูนทั้งสองแนว เรียกว่าทั้งเพียงพอทั้งโลกเย็น) เกษตรกรให้ทำการเกษตรไปทั้งชาติ อย่าหวังรวย ฯลฯ ไม่มีการ์ตูนสักเรื่องเลยที่เขียนขึ้นเพื่อจุดประกายจินตนาการของผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน ให้พวกเขามีความคิดคำนึงถึงโลกร้อนในระดับปรัชญา หรือเข้าใจโลกร้อนในระดับนโยบาย อันที่จริงการจุดประกายจินตนาการเป็นหน้าที่ของการ์ตูน การสั่งสอนจึงเป็นหน้าที่ของแบบเรียนสังคมศึกษา
"การสั่งสอนเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลกับเยาวชนและประชาชน นอกจากไม่ได้ผลยังอาจจะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น แล้วนำไปสู่ความเฉยเมยเรื่องโลกร้อนในที่สุด ทำไมเราต้องปิดแอร์ทนร้อนในขณะที่คนรวย ข้าราชการ และนักการเมืองใส่สูทเปิดแอร์ เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะขึ้นรถเพื่อนบ้านให้เต็มคันเพื่อไปทำงาน จะซื้อขนมห่อใบตองได้อย่างไรถ้าข้าวเกรียบรวยเพื่อนอร่อยกว่าเป็นไหนๆ (ประเด็นนี้ยังน่าสงสัยอยู่ว่าขนมแบบไหนราคาแพงกว่ากัน) อันที่จริง เราควรให้ความรู้แก่สังคมและประชาชนในเรื่องระดับนโยบายมากกว่าการสั่งสอนให้แต่ละคนปิดแอร์ เช่น นโยบายประหยัดพลังงาน นโยบายเรื่องขนส่งมวลชน นโยบายเรื่องภาษีขยะ นโยบายนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น"จริงๆ แล้วบทความนี้มี topic ที่น่าสนใจอีกประการคือ (ขอสรุปเอาเองมั่วๆ นะ) ให้หิ้วถุงโลกร้อนกันให้ตาย ก็คงช่วยโลกไม่ได้ ถ้านโยบายรัฐไม่โฟกัสมาที่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โจมตีมันอย่างจริงจัง (อย่างเช่นที่หลวงท่านจัดการกับยาเสพติดด้วยนโยบายฆ่าตัดตอน-ขอโทษนะ จำชื่อที่ มท.๑ อยากให้เรียกไม่ได้) ใครสนใจก็ไปหาอ่านกันเองนะ สารคดีคงไม่ขายดีจนหมดแผงหรอก
ว่าแต่ว่า เรื่องนั้นน่ะ จะโทษกรรมเก่าดีไหม ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของเรานอกจากไม่มีวิชั่นในเรื่องนี้แล้ว ยังมัวแต่หัวซุกหัวซุนเอาตัวรอด...ให้เห็นเป็นภาพที่แสนจะน่าสมเพชเวทนา
มีรัฐบาลที่พึ่งไม่ได้อย่างนี้แล้วเราจะทำยังไงกันดีละเนี่ย???