แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไม่ใช่แค่ "ค่าน้ำนม"




ในวันหยุดวันแม่ ฉันอ่านนิตยสารสารคดีฉบับกรกฎาคม 2553 เจอเรื่องที่ทำให้ทึ่งว่า เด็กสมัยนี้อาจไม่ได้มีแค่ "ค่าน้ำนม" ที่ต้องระลึกรู้บุญคุณ แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนต้องซึ้งและพยายามโตขึ้นมาดีให้คุ้มคุณค่าก็คือ "ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป" ที่ทุกสิ่งมีชีวิตในโลกจ่ายให้ด้วย

เห็นว่าต้นทุนการผลิต จัดจำหน่าย และทำลายผ้าอ้อมสำเร็จรู
ปออกจะเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่น่าจะรู้ (ทั้งที่ควรรู้) ฉันจึงคัดเฉพาะตอนที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน

*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแต่ละชิ้
นประกอบด้วยวัสดุที่แตกต่างกัน 3 ชั้น ชั้นนอกสุดคือฟิล์มพอลิเอทิลีน เป็นแผ่นพลาสติกบางๆคอยป้องกันอึและฉี่ของเจ้าตัวน้อยไหลซึมสู่ภายนอก ชั้นกลางบรรจุสารโซเดียมพอลิอะครีเลต หรือพอลิเมอร์ดูดซับความชื้น ลักษณะเป็นเม็ดกลมขนาดเล็กซึ่งจะเปลี่ยนสภาพเป็นเจลเมื่อเจอความ เปียกชื้น และชั้นในสุดซึ่งสัมผัสกับผิวทารกตลอดเวลาคือผ้าไม่ทอ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ยอมให้ของเหลวซึมผ่านไปสู่วัสดุดูดซับความ ชื้นแต่ไม่ไหลย้อนขึ้นมา จึงช่วยให้ทารกแห้งสบาย
*       วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผ้าอ้
อมสำเร็จรูปคือ น้ำมันดิบ เยื่อไม้ และพลาสติก
*       การผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูป 1 ชิ้น ใช้น้ำมันดิบ 2/3 ถ้วยตวง
*       ไม่เพียงต้องโค่นต้นไม้
ขนาดโตเต็มที่จำนวน 10 ตันเพื่อให้ได้เยื่อกระดาษเพียงพอกับการผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับ ทารกแรกเกิดจนถึง 2 ขวบเพียงคนเดียว ขั้นตอนการฟอกขาวเยื่อกระดาษยังซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมด้วยการปล่อยมล พิษชื่อ "ไดออกซิน"
*       กว่าเจ้าตัวน้อยจะควบคุมการขั
บถ่ายได้เอง ต้องผ่านการเปลี่ยนผ้าอ้อมราว 5,000-6,000 ครั้ง หากทั้งหมดเป็นการนุ่งผ้าอ้อมสำเร็จรูป นอกจากมันจะแปลงร่างเป็นภูเขาขยะสูงท่วมหัว ยังคิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่ต้องควักกระเป๋าจ่าย
*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปต้องใช้เวลานาน 200-500 ปีจึงจะเสื่อมสภาพและแตกสลายเป็
นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นั่นหมายความว่า ขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุกชิ้นนับตั้งแต่ผลิตออกมา หากไม่ถูกโยนเข้าเตาเผาขยะ มันก็ยังตกค้างอยู่ในโลกใบนี้
*       ผ้าอ้อมบางรุ่นแสดงความเป็นมิ
ตรกับสิ่งแวดล้อมโดยประทับตรา "Biodegradable" หรือ "ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ" ทว่าในความเป็นจริงมีเพียงองค์ประกอบส่วนน้อยเท่านั้นที่ย่อยสลายได้เร็ว
ที่เหลืออีกส่วนใหญ่ล้วนเป็นวั
สดุย่อยสลายยากเช่นเดียวกับที่ใช้ ในผ้าอ้อมสำเร็จรูปทั่วๆ ไป
*       สิ่งขับถ่ายที่หมักหมมอยู่
ในขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปมักย่อยสลาย โดยจุลินทรีย์ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนหรือมีออกซิเจนน้อย และปล่อยผลลัพธ์เป็นมีเทน ซึ่งสร้างปัญหาโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์
*       ผ้าอ้อมสำเร็จรูปใช้แล้วเป็
นขยะที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ หากไม่จัดการให้ดี เช่น กองทิ้งกลางแจ้ง ฝังในหลุมฝังกลบที่มีการรั่วซึม น้ำชะขยะจะกระจายเชื้อโรคสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นจากการใช้ผ้าอ้อมแบบดั้งเดิมซึ่งต้องฉีดล้าง สิ่งขับถ่ายลงโถส้วมก่อนนำผ้าอ้อมไปซักทำความสะอาด

สุดท้ายนี้ขอออกตัวว่าไม่ได้
บรรจงเขียนขึ้นเป็นความเรียงรับวันแม่ แค่มันบังเอิญทิ่มตาเอาในจังหวะว่าง และขอบคุณสวรรค์ที่ดิฉันไม่มีบุตร เพราะถ้ามี ก็คงไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกให้โตขึ้นด้วยการพึ่งพาผ้าอ้อมซักได้เพียงอย่างเดียว


วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Planetmate ร้านของคนสบายใจ(ที่ไม่เบียดเบียนโลก)


โดยสาวสวยกะสาวหน้าใส




Planetmate คือร้านของน้าชา

น้าชาเป็นน้าของ ด.ญ. ทะเล นั่นก็แปลว่าน้าชาเป็นน้องของเจ้แอน ซึ่งเป็นแม่ของ ด.ญ. ทะเล และเป็น ม ของพี่เทพ ซึ่งกะลังจะกลายเป็นช่างภาพตุ้ยนุ้ยไปในไม่ช้า

น้าชาจากกรุงเทพฯ มาเพื่อมาเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์แนวธรรมชาติ มีทั้งที่ใช้กับใบหน้า ผิวกาย และรับประทาน
ที่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์แนวธรรมชาตินี่ คือแนวรักธรรมชาตินะฮะ หาใช่แนวย่ำยีหรือเบียดเบียนทำร้ายธรรมชาติไม่

ของที่น้าชาเลือกสรรมาขาย ส่วนหนึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์์จากพืชอินทรีย์ หรือออร์แกนิก แบบที่มาดอนน่าเลือกใช้อะฮะ

พืชอินทรีย์มันดีตรงที่เราใช้ได้สบายใจ ไม่ต้องกลัวสารพิษตกค้างจากกระบวนการปลูก นอกจากนี้ยังช่วยให้เราสบายใจ ที่เราไม่เบียดเบียนดิน เพราะดินที่ใช้ปลูกพืชอินทรีย์นี่ เค้าจะไม่โดนทำลายโดยสารเคมีอันตราย จึงทำการเพาะปลูกได้ผลต่อไปได้อีกนานเท่านาน ถ้าหากยังมีการบำรุงดินผืนนั้นอย่างดีอยู่ ถ้าเราปลูกพืชด้วยวิธีนี้กันมากๆ ก็น่าจะพอเหลือผืนดินดีๆ ไว้ให้รุ่น ด.ญ. ทะเลและลูกหลานได้ใช้ด้วย

ก็เลยอยากจะชวนกันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชอินทรีย์น่ะฮะ




Planetmate ตั้งอยู่ที่ เซน บ้านชาและกาแฟ ริมถนนศิริมังคลาจารย์
หรือท้ายซอยนิมมานฯ 5 และ 7
เยี่ยมชมและให้กำลังใจน้าชาได้ที่ teathink.multiply.com ฮะ

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

when (will) I make a home (?)


พุธที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๒

อ่านไทยรัฐออนไลน์วันนี้ เจอไอเดียดี
น่าไปสร้างบ้านแบบนี้ที่บ้านนอก
(อาจไม่ต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้านในการจะมีบ้านอยู่สบายสักหลัง)

แต่ว่า..
บ้านกระดาษจะโดนปลวกแทะมิ
แล้วถ้าเทียบกะบ้านดิน อะไรจะน่าสนกว่ากันล่ะ?


บ้านกระดาษหนังสือพิมพ์ น้ำหนักเบาประกอบง่ายแถมมีราคาถูก [21 ม.ค. 52 - 00:15]

หนังสือ พิมพ์รายวัน “ไทมส์” ของอังกฤษรายงานว่านายเกิร์ด เนียโมเอลเลอร์ วิศวกรออกแบบ ได้ร่วมกับสำนักช่วยเหลือการพัฒนาและปลูกสร้างเยอรมัน ออกแบบสร้าง “บ้านกระดาษ” ขึ้น โดยได้เรียกบ้านนั้นว่า “บ้านสากลโลก” ทั้งหลังหนักแค่ 800 กก. มีพื้นที่ 36 ตร.เมตร น้ำหนักเบาสามารถประกอบง่าย ไม่ก่อมลพิษกับสิ่งแวดล้อม ทนต่อแรงกระเทือนของแผ่นดินไหวและที่สำคัญกับโลกสมัยนี้ ก็คือมีราคาถูกด้วย

นายเกิร์ตผู้ออกแบบ เล่าว่า “หากไม่คิดฐานรากแล้ว บ้านทั้งหลังจะหนักแค่ 400 กก. แต่มันไม่ถูกลมพัดหอบเอาไปได้ วัตถุก่อสร้างหลักเป็นเซลลูโลสที่ได้จากกระดาษแข็งและกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ ใช้แล้วชุบยางสน 

เขาแจ้งว่า โดยใช้ความร้อนและความกดดันทำให้ กระดาษมีความคงทน บ้านจะใช้ฝาบ้านซึ่งมีลักษณะเหมือนกับรวงผึ้ง และใช้เครื่องพ่นอุดช่องและซอกต่างๆ ทำให้ได้ผนังบ้านที่แข็งแรงและเป็นฉนวนอย่างดี เทคนิคการก่อสร้างแบบนี้ใช้อยู่กับการสร้างเครื่องบินและเรือยอชต์ความเร็ว สูงอยู่แล้ว.


ที่มา http://www.thairath.com/news.php?section=technology&content=120014




วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความเสื่อมของคนอโศก




จันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

สาวออฟฟิศอย่างเราคุ้นชินกับการมีตัวอย่างสินค้ามาแจกถึงหน้าออฟฟิศ

แต่คนมาแจกจะรู้มั่งไหม
เอาของมาแจกก็เหมือนเอาขยะมาทิ้งดีๆ นี่เอง

คนรับก็อีก ได้มาก็ใช่จะสนใจข้อความในแพคเกจ อยากจะแกะออก เก็บไว้แต่ของข้างใน จะได้เบาๆ ตัว แล้วก็ทิ้งๆ กล่องที่ใส่มาไปให้พ้น

ที่เห็นในรูปนี่เป็นวาสลินโลชั่นชนิดใช้แล้วตัวขาวภายใน ๑๔ วัน

ดูึความเสื่อมของคนทำงานออฟฟิศย่านอโศกเอาเถิด

ก็ตรงนั้นน่ะ ถังขยะก็ไม่ใช่นะฮะ


วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คันปากอยากบอกต่อ ตอน โจน จันใด กับการปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส



คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส!

 

ในเซกชั่น Change the World พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ของนิตยสารสารคดีฉบับ วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ มีบทสัมภาษณ์ผู้คนที่มีความคิดและวัตรปฏิบัติในอันจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนจำนวนหนึ่ง

 

ในบรรดานั้นมีทั้งนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เคยใช้ชีวิตในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ดร. สิงห์ อินทรชูโต (OSISU, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นักสื่อสารมวลชนอดีตเอ็นจีโอ อย่าง ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day) ผู้บริหารบรรษัทภิบาลอย่าง กานต์ กระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย) ครอบครัวสังวรเวชภัณฑ์ ครอบครัวธรรมดาๆ ที่พ่อแม่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลให้ลูกชายทั้งสอง บรรจง ขยันกิจ อดีตช่างเทคนิคของมหาวิทยาลัยบูรพาผู้เชื่อมั่นในพลังงานลม ซึ่งลงทุนศึกษาการทำกังหันลม และเดินทางติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่กันดารในละแวกประเทศอุษาคเนย์ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น เอ็นจีโอโลกาภิวัตน์

 

ในบรรดาผู้คนที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ดังได้กล่าวมา ยังมีบทสัมภาษณ์ครอบครัวโอ่โดเชา ครอบครัวปกากะญอ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อป่า ต่อน้ำ กับอีกบทสัมภาษณ์ โจน จันใด ชาวนาธรรมดาๆ ที่มีการศึกษาน้อยรวมอยู่ด้วย

 

หากคุณได้อ่านความคิดอ่านของ โจน จันใด แล้ว คงพบว่า ชาติกำเนิด การศึกษา หรือต้นทุนทางสังคม หาใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนคนหนึ่งรู้จักคิด แสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยั่งยืน โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด

 

ที่สำคัญยังมิใช่เพียงการคิดได้ เขายังลงมือทำมันจริงๆ

ไม่เพียงเอาไว้พูดเก๋ๆ เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องโลกร้อน

 

อ่านแล้วอดไม่ไหว จึงขอคัดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้

 

“ผมเคยอยู่กรุงเทพฯ ๗ ปี มาทำงานในร้านอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง ผมทำงานวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าไม่พอที่จะเลี้ยงชีวิตคนคนเดียว ผมก็เริ่มถามแล้วว่าเราทำไปทำไม ผมเริ่มเห็นว่าการใช้ชีวิตมันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป และวิถีชีวิตอย่างนี้มันผิด ผมกลับไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำนาปีละ ๒ เดือน ผมสามารถผลิตข้าวได้ ๖ ตัน กินได้ทั้งครอบครัว ผมปลูกผักใช้เวลาแค่ ๓๐ นาทีต่อวัน ผมสามารถมีอาหารเลี้ยงคน ๖ คนได้สบาย ผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน

 

“แล้วผมก็เริ่มคิดถึงปัจจัยสี่เป็นหลัก อาหาร บ้าน ผ้า และยา คนต้องพึ่งตัวเองได้ ถ้ามนุษย์ได้สี่อย่างนี้มาอย่างยากลำบาก แสดงว่าวิถีการพัฒนานั้นล้มเหลว ผมเริ่มเห็นว่าหลายๆ คนรู้สึกว่าการจะมีบ้านหลังหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตของเขา เพราะเขาจนเขาโง่เหลือเกิน บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเพื่อที่จะมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินของชาวอินเดียนแดง กลับมาก็ลองทำดู ทุกวันผมใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ผ่านไป ๓ เดือน ผมได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วเป็นบ้านที่รู้สึกมั่นคงแข็งแรงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไป ที่สร้างแบบถูกที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว” (หน้า ๑๗๓)

 

“...ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีบ้านได้ ขอให้มีแรงทำเท่านั้นเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเรามีศักยภาพมากขึ้น หลายๆ คนที่ทำบ้านดินเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ไม่ต้องพึ่งวิศวกรเขาก็ทำได้ ผู้หญิงที่มาร่วมทำบ้านดินทั้งหลังเขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมจึงเห็นว่าบ้านดินเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ที่เต็ม” (หน้า ๑๗๔)

 

หลังจากช่วยคนไม่มีบ้านสร้างบ้านดิน โจนก็เริ่มทำฝันความฝันของเขาให้เป็นจริง มันคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีความอดทนต่อโรค แมลง และสภาพดินฟ้าอากาศ เนื่องจากเขามองว่า การพัฒนาอาหารทำให้พันธุ์พืชที่เดิมเคยมีอยู่หลากหลายเริ่มลดจำนวนลง และหายไป เหลือแต่พันธุ์พืชที่ได้รับการตัดแต่งให้ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนโรคและแมลง การลงทุนปลูกจึงต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องตกเป็นทาสของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่รู้ตัว

 

และ โจนบอกเราว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ก็คือ ต้องปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาส

 

ภาวะโลกร้อนคือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็ทำลายตัวเอง มันอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่ามันยังไม่สายเกินไปถ้าเราเริ่มกันตอนนี้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยที่จะชะลอภาวะโลกร้อนได้ นอกจากเราต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากระบบทาส ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราก็ส่งส่วยให้ยูนิลีเวอร์ทันที กินข้าว เราต้องส่งเงินให้ซีพี ขับรถ เราต้องส่งเงินให้บริษัทรถ บริษัทน้ำมัน รอบตัวเรามีนายทาสเต็มไปหมด มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมาก แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนส่งเสริมมัน ฉะนั้น การต่อสู้กับมันก็คือการต่อสู้กับตัวเอง


“คนคนหนึ่งกินได้ไม่เกิน ๓ มื้อ ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว นอนได้แค่เตียงเล็กๆ จะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนก็นอนมากกว่านั้นไม่ได้ แล้วทำไมเราต้องมีมันมากมาย ยิ่งมีมากยิ่งบริโภคมาก นั่นหมายความว่าเราทำลายมาก เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อแสวงหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งพัฒนามากเราก็ยิ่งทำลายตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือน้ำมัน กว่าจะได้มามันหมายถึงการทำลาย แล้วการทำลายของมนุษย์เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางา ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็คือมนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ทำยังไงเราถึงจะทำลายน้อยที่สุดต่างหาก การทำลายน้อยที่สุดก็คือการลดการบริโภคของเราเท่านั้นเอง” (หน้า ๑๗๕)


วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน จิตวิทยาโลกร้อน


คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส ใครไม่อ่านก็ถอยไป!

กระแสการตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนกำลังมาแรง...จริงหรอ?

ใครๆ ก็พูดเรื่องโลกร้อน เอาการเสนอตัวแก้ปัญหาโลกร้อนมาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย CSR ขององค์กร
บรรดาวัยรุ่นกิ๊บเก๋ที่ปรากฏตัวบนรถไฟฟ้าบีทีเอส รถใต้ดิน สยาม สวนจตุจักร  พากันหิ้วถุงผ้าฟอกบ้างไม่ฟอกบ้างที่พะยี่ห้อว่า "อะฮั้นไม่ใช่ถุงพลาสติกนะยะ" บ้าง "บอกเลิกถึงพลาสติกบ้าง"
(แต่ในมือของพวกเขา บ้างก็ยังกำแก้วพลาสติกใส่แฟรปเป ไม่ก็น้ำผลไม้ปั่นราคาแพงจากร้านกาแฟดัง บางทีก็หิ้วถุงพลาสติกใสที่ภายในมีกล่องโฟมบรรจุอาหาร)
พวกแม่ค้าแม่ขายก็ยังรักความสะดวกและความประัหยัด (ต้นทุนของตัวเอง ) ด้วยการพึ่งพาภาชนะพลาสติกและโฟมต่อไป โดยไม่นำพาว่าไอ้ของพวกนั้น พอไม่ใช้แล้วมันไปไหน
มิหนำซ้ำ ยังหัวเราะเยาะเย้ยลูกค้าบางคน (เยี่ยงเดี๊ยน) ที่พกกล่องใส่อาหารไปใส่อาหารที่ซื้อจากพวกเขา

เพียงเพราะเทรนด์ของสังคมตอนนี้มันคือ ใช้่ถุงผ้า ลดโลกร้อน เหมือนว่าใครไม่มีหิ้วจะเห่ยมาก
(ไม่ใช่การพกกล่องใส่อาหารไปซื้ออาหารเทคโฮม อาจเพราะยังไม่มีแฟชั่นดีไซเนอร์ดังออกแบบกล่องอาหารกิ๊บเก๋สำหรับพกไปซื้ออาการเทคโฮม)
..แต่ การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกมันช่วยลดฯได้ไง เขาเข้าใจตรรกะนี้ไหม เดี๊ยนยังสงสัย

บางทีเดี๊ยนก็สงสัยว่า การรณรงค์เรื่องโลกร้อนกันโครมๆ ทุกวันนี้ มันได้ผลจริงหรือ?
มีคนในสังคมสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจตรรกะของโลกร้อนจริงๆ
และมีเท่าไหร่ในกลุ่ีมคนที่เข้าใจ ที่รู้ว่าควรทำตัวยังไงให้รบกวนโลกให้น้อยลง (รบกวนเท่าที่จำเป็นก็ได้เอ้า)
...เพราะว่าคนที่ลงมือทำสิ่งที่ควรทำ และพอจะทำได้ (เรียกว่าคนที่ไม่ได้ "ดีแต่พูด" นั่นเอง) เพื่อรบกวนให้โลกให้น้อยลง คงจะยิ่งมีน้อยยยยยยยยย ลงไปอีก

ช่วยไม่ได้หากคุณเผลอตัวอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว โปรดอย่าเศร้าใจ แต่จงอ่านต่อไป เพราะจากข้อเขียนบรรทัดต่อๆ ไปนี้ คนรักสิ่งแวดล้อมอย่างคุณ (ถ้าไม่ใช่ก็เสียใจด้วย) อาจจะเก็ตอะไรเจ็บๆ คันๆ ตอกย้ำ ซ้ำเติมให้เราได้บ่นกันอย่างเมามันยิ่งขึ้น

พอดีเดี๊ยนได้อ่านสารคดีเล่มล่าสุด "วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา" (ช่างเป็น Theme ที่กล้าหาญอะไรปานนั้น) ปกขาว ไม่เคลือบยูวี (ดี-ประหยัด-ไม่รบกวนโลก) ยังอ่านได้ไม่เท่าไหร่เพราะเป็นคนอ่านหนังสือช้า แต่ได้อ่านคอลัมน์ จิตวิทยา ของหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่ตอนนี้ตั้งชื่อว่า "จิตวิทยาโลกร้อน" (หน้า ๙๔) แล้ว จะขออนุญาตคัดลอกตอนเด็ดแทงใจมาให้คุณที่รักในมัลติพลายได้อ่านกันบ้าง

"ผมมีโอกาสอ่านการ์ตูนเรื่องโลกร้อนที่ส่งมาจากหลายสถาบัน พบว่าทั้งหมดเป็นการ์ตูนประเภทให้ความรู้เรื่องโลกร้อน บ้างให้ตรงๆ เหมือนแบบเรียนสังคมศึกษา บ้างให้ตัวการ์ตูนสักกลุ่มหนึ่งผจญภัยไปในดินแดนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ที่น่าหนักใจคือ ทุกเรื่องออกแนวสั่งสอนให้ประหยัดไฟ อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย ปิดแอร์ ให้ขึ้นรถให้เต็มคันก่อนออกรถ ฯลฯ คล้ายๆ การ์ตูนเศรษฐกิจพอเพียงที่ออกแนวสั่งสอนให้ประหยัด อย่าใช้ของฟุ่มเฟือย ซื้อขนมใบตองดีกว่าขนมกรุบกรอบ (ประเด็นนี้ปรากฏในการ์ตูนทั้งสองแนว เรียกว่าทั้งเพียงพอทั้งโลกเย็น) เกษตรกรให้ทำการเกษตรไปทั้งชาติ อย่าหวังรวย ฯลฯ ไม่มีการ์ตูนสักเรื่องเลยที่เขียนขึ้นเพื่อจุดประกายจินตนาการของผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน ให้พวกเขามีความคิดคำนึงถึงโลกร้อนในระดับปรัชญา หรือเข้าใจโลกร้อนในระดับนโยบาย อันที่จริงการจุดประกายจินตนาการเป็นหน้าที่ของการ์ตูน การสั่งสอนจึงเป็นหน้าที่ของแบบเรียนสังคมศึกษา

"การสั่งสอนเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลกับเยาวชนและประชาชน นอกจากไม่ได้ผลยังอาจจะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น แล้วนำไปสู่ความเฉยเมยเรื่องโลกร้อนในที่สุด ทำไมเราต้องปิดแอร์ทนร้อนในขณะที่คนรวย ข้าราชการ และนักการเมืองใส่สูทเปิดแอร์ เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะขึ้นรถเพื่อนบ้านให้เต็มคันเพื่อไปทำงาน จะซื้อขนมห่อใบตองได้อย่างไรถ้าข้าวเกรียบรวยเพื่อนอร่อยกว่าเป็นไหนๆ (ประเด็นนี้ยังน่าสงสัยอยู่ว่าขนมแบบไหนราคาแพงกว่ากัน) อันที่จริง เราควรให้ความรู้แก่สังคมและประชาชนในเรื่องระดับนโยบายมากกว่าการสั่งสอนให้แต่ละคนปิดแอร์ เช่น นโยบายประหยัดพลังงาน นโยบายเรื่องขนส่งมวลชน นโยบายเรื่องภาษีขยะ นโยบายนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น"

จริงๆ แล้วบทความนี้มี topic ที่น่าสนใจอีกประการคือ (ขอสรุปเอาเองมั่วๆ นะ) ให้หิ้วถุงโลกร้อนกันให้ตาย ก็คงช่วยโลกไม่ได้ ถ้านโยบายรัฐไม่โฟกัสมาที่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โจมตีมันอย่างจริงจัง  (อย่างเช่นที่หลวงท่านจัดการกับยาเสพติดด้วยนโยบายฆ่าตัดตอน-ขอโทษนะ จำชื่อที่ มท.๑ อยากให้เรียกไม่ได้) ใครสนใจก็ไปหาอ่านกันเองนะ สารคดีคงไม่ขายดีจนหมดแผงหรอก

ว่าแต่ว่า เรื่องนั้นน่ะ จะโทษกรรมเก่าดีไหม ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของเรานอกจากไม่มีวิชั่นในเรื่องนี้แล้ว ยังมัวแต่หัวซุกหัวซุนเอาตัวรอด...ให้เห็นเป็นภาพที่แสนจะน่าสมเพชเวทนา

มีรัฐบาลที่พึ่งไม่ได้อย่างนี้แล้วเราจะทำยังไงกันดีละเนี่ย???