แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครอบครัีว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครอบครัีว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

อยู่ง่ายกินง่าย




อังคารที่ 4 มกราคม 2553

น้องไม่ยอมไปทำงาน เลยมาเฝ้า รอพี่เลิกงาน แล้วไปกินข้าวกัน
แถวนี้ก็พอมีของกินบ้าง ถ้าไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นก็นี่แหละ
Anyonhaseyo ร้านอาหารเกาหลีข้างตึกชิโน-ไทย
รสชาติพอลุ้น คือบางทีอร่อย บางทีไม่ แต่วันนี้โอ

ขากลับเดินผ่าน Prime Building เลยชี้ให้น้องดูว่าเค้กร้านนี้อร่อย
น้องเลยชวนเข้าไปดู เห็นแล้วจะกลับออกไปเฉยๆ ได้ไง
เลยสั่ง Praline ที่เคยมีวาสนาได้กินมาชิมกัน 1 ชิ้น

รสชาติ รอคุณน้องมาบรรยาย

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

Everybody’s Fine : ทุกคนสบายดี

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


จากความทรงจำของฉัน คำว่า “แม่” เหมือนจะคู่กับคำว่า ”บ้าน” มาตลอด ก็แม่ฉันมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ในขณะที่พ่อออกจากบ้านไปทำงานหาเงินมาให้เราแม่ลูกกินใช้และเรียนหนังสือ เราจึงสนิทกับแม่มากกว่า เพราะได้ใกล้ชิดกัน พูดคุยกันมากกว่ากับพ่อ

เมื่อแม่กับพ่อแบ่งหน้าที่กันชัดเจน วิธีเลี้ยงลูกก็เลยต่างกันไปด้วย แม่เป็นคนดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร สุขภาพ ความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของทุกคนในบ้าน ส่วนพ่อก็มีหน้าที่เป็นตุลาการศาลสูงสุดของบ้าน มีหน้าที่พิจารณาโทษ โดยมีแม่เป็นฝ่ายปลอบประโลม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

บทบาทต่างกันทำให้พ่อกับแม่มีภาพลักษณ์ต่างกันในสายตาลูก ทั้งยังมีแรงดึงดูดให้เข้าหาที่ต่างกันด้วย แต่ดูเหมือนทั้งสองคนถือสิทธิ์ในการคาดหวังในตัวลูกไม่ต่างกัน และไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เพียงแต่อาจจะแสดงออกไม่เท่ากันเท่านั้น

จะด้วยความเข้าใจลูก สงสารลูกหรืออะไรก็ตาม แม่มักจะเป็นฝ่ายทำใจและรับได้เสมอไม่ว่าลูกจะทำให้ผิดหวังในรูปแบบไหน แต่กับพ่อ ไม่รู้ว่าพ่ออ่อนไหว เปราะบาง หรืออะไร พ่อแทบรับไม่ได้เมื่อลูกไม่เป็นไปตามที่หวัง

และเพราะว่าแม่รู้จักลูกและสามีของตัวเองเป็นอย่างดี แม่จึงตัดสินใจจะบอกพ่อเท่าที่พ่อควรรู้ เท่าที่พ่อรับได้ และบอกแบบที่พ่ออยากฟัง

เรื่องราวของ พ่อ แม่ และ 4 พี่น้องใน Everybody’s Fine (2009) ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเรื่องของพ่อ แม่ และ 3 พี่น้องของบ้านฉันเสียจริง

Robert De Niro ผู้หล่อเหลาตลอดกาล เล่นเป็นแฟรงค์ พ่อ ผู้กลายเป็นม่ายในวัยหลังเกษียณ เดียวดายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิตของการทำหน้าที่หุ้มสายไฟด้วยปลอกพลาสติกอย่างมีระเบียบ อดทน และพากเพียรโดยมีความหวังว่าจะเลี้ยงลูกๆ จะโตเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เดินไปให้สุดทางฝันของแต่ละคน
ก่อนวันหยุดยาวครั้งหนึ่ง ไม่มีลูกแม้สักคนในสี่คนที่ตอบรับจะกลับบ้าน กลับมาใช้เวลาอยู่ร่วมกันแบบที่เขาปรารถนา แฟรงค์ไม่เข้าใจและไม่รู้เลยว่าลูกๆ ไม่กล้าสู้หน้าพ่อเพราะน้องชายคนเล็กหายตัวไปและยังตามตัวไม่ได้ แถมแต่ละคนยังเคร่งเครียดกับชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปแบบที่พ่อรับรู้

แฟรงค์ปรึกษาหมอประจำตัวแล้วตัดสินใจว่า เมื่อลูกไม่พร้อมจะไปหาเขา เขาจะไปหาลูกเอง ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถไฟบ้าง รถเกรย์ฮาวนด์บ้าง เดินทางไปเซอร์ไพรซ์ลูกแต่ละคน เริ่มที่แจ็ค ลูกชายคนเล็กที่นิวยอร์ก เขาไปถึงแล้วนั่งรถที่บันไดอพาร์ทเม้นท์ แต่รออย่างไรลูกไม่กลับสักที โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เลยขึ้นรถต่อไปชิคาโก้ ไปบ้านเอมี่ (Kate Beckinsale) ลูกสาวคนโต เพื่อจะได้สัมผัสกับบรรยากาศลักลั่นในครอบครัวของลูก ลูกสาวบ่ายเบี่ยงไม่เชื้อเชิญให้เขาค้างด้วยนานกว่า 1 คืน อ้างว่าเธอต้องบินไปติดต่อธุรกิจ (แท้ที่จริงจะไปตามหาน้องชายที่หายไป) แฟรงค์จึงเดินทางต่อไปเซอร์ไพรซ์โรเบิร์ต (Sam Rockwell) ลูกชายคนโต ผู้ที่เขาเข้าใจว่าเป็นวาทยกรประจำวงออร์เคสตร้า แต่แท้ที่จริงก็เป็นแค่สมาชิกของวง รับหน้าที่ตีกลองเท่านั้น

(ความรักและห่วงใยของแฟรงค์ที่ลูกชายตีความว่าเป็นความคาดคั้นและกดดันซึ่งเขาเคยชินกับมันมาตลอด ทำให้ลูกชายคนนี้น้อยใจพ่อไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเห็นฉากสนทนาระหว่างพ่อลูกที่ประตูหลังคอนเสิร์ตฮอล์แล้วสะเทือนใจ นึกถึงน้องชายขี้ใจน้อยของตัวเองขึ้นมาแบบจี๊ดๆ)

กว่าจะไปถึง โรซี่ (Drew Barrymore) ลูกสาวคนเล็กอยู่ที่เวกัส การเดินเปลี่ยนเวลาไปมาทำให้แฟรงค์ตกรถ จึงได้คุยกับคนขับรถบรรทุกม่ายสาวใหญ่ และเกือบโดนอันธพาลซึ่งเขามีน้ำใจให้ทำร้ายเอา โรซี่มารับเขาด้วยรถลีมูซีน พาเขาไปยังอพาร์ทเม้นท์หรูหรา แต่สัญชาตญาณของพ่อก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนสาวอุ้มเด็กทารกทำทีมาฝากลูกสาวตัวเองเลี้ยง แล้วลูกก็เลี้ยงได้อย่างเนียน แถมยังเผลอเรียกตัวเองว่า “แม่” อีก

ยาประจำตัวที่ถูกอันธพาลใช้เท้าขยี้จนเสียหายทำให้แฟรงค์ใจไม่ดี เขาตัดสินใจบินกลับบ้านทั้งที่ใจยังกังวลกับลูกชายคนเล็กที่ยังติดต่อไม่ได้ ระหว่างการเดินทางทอดสุดท้าย ซึ่งเป็นทอดเดียวที่ไม่ได้เห็นสายไฟที่เขาลงมือทำทอดยาวไปตลอดสองข้างทางนี้เองที่เขาเกือบหัวใจวาย

แฟรงค์ฟื้นขึ้นมาจากความฝันที่คลี่คลายปริศนาเกี่ยวกับลูกแต่ละคนเกือบหมด ลืมตาพบลูก 3 คนรายรอบเตียงของเขา เมื่อถามถึงลูกชายคนเล็ก ลูกสาวคนโตก็รายงานว่า เขาตายเสียแล้วที่เม็กซิโก แฟรงค์น้ำตาไหล เขาเสียใจ ลูกๆ พลอยร้องไห้ แต่แล้วทุกคนก็เปิดใจ และได้เข้าใจกัน


การเดินทางทริปแรกในชีวิต ในระยะทางที่ไกลที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดให้อะไรกับแฟรงค์มากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็นเพียงการค้นพบว่าเมื่อเมียและลูกๆ บอกเขาว่า “ทุกคนสบายดี” นั้น ทุกคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

(แม้จริงๆ แล้ว มันจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม)




บันทึก
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพ่อตัวเองจัง
• รู้สึกสะเทือนใจตอนที่ลูกชายถามพ่อว่า ตอนพ่ออายุเท่าผม พ่อฝันอะไร
• อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว ยังมีสิทธิ์ มีเวลา มีโอกาส ไล่ตามความฝันของตัวเองอีกไหม
• ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเราควรมีลูกกี่คน และเลี้ยงลูกอย่างไร
• เท่าที่รู้ การมีลูกเป็นการมีทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งแท้ๆ เลยเชียว
• ก็คุณจะไม่รู้สึกปวดใจเป็นสองเท่าเมื่อรู้ว่าลูกกำลังปวดใจหรือ?
• รู้ไหม ถ้าทำใจไม่ได้ก็อย่ามีเลย แต่ถ้าทำใจได้ก็มีเหอะ ลูกน่ะ คนแบบคุณมีลูกหลายๆ คนก็คงมีความสุขดี ทั้งลูก และพ่อแม่

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

"Futari" พี่น้องสองมิติ

Rating:★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:อาคากะวา จิโร แปลโดยฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์


Futari "พี่น้องสองมิติ" เป็นเรื่องเล่าของพี่สาวกับน้องสาว หลังอุบัติเหตุร้ายแรงพรากผู้เป็นพี่ไป ครอบครัวที่เหลือกัน 3 ชีวิตจึงสั่นคลอนราวกับโดนคลื่นสึนามิโหมใส่ แต่แล้ววันหนึ่งพี่ก็กลับมาหาน้อง กลับมาอยู่ใกล้ๆ ในแบบมองไม่เห็นตัว แต่ได้ยินเสียง คอยพูดคุย ไต่ถาม ห้ามปรามและให้คำแนะนำ เมื่อน้องเรียกหา

มีพี่อยู่ข้างๆ น้องก็ค่อยๆ ดีขึ้น ด้วยไม่ได้รู้สึกว่าพี่จากไปไหน พี่สบายดี ไม่ได้เจ็บปวด ไม่ทรมาน ไม่ได้ถูกกักขังหรือหิวโหย ประกอบกับที่น้องยังเด็ก ยังใส จึงค่อยๆ ฟื้นตัวจากความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็ว อาการที่ดีขึ้น ส่งผลให้พ่อกับแม่รู้สึกดีขึ้นด้วย

น้องกำลังเติบโต อยู่ในระยะที่เหมือนดักแด้กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นผีเสื้อแสนสวย เวลาเช่นนี้มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น รวมทั้งปัญหาที่แสนทรมานใจของผู้ใหญ่ แต่การที่น้องมีพี่อยู่เคียงข้างตลอดเวลาทำให้สามารถผ่านช่วงยากลำบากไปได้อย่างอุ่นใจ และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

จนเมื่อถึงวันหนึ่ง เมื่อเธอไม่ต้องการพี่แล้ว ผู้เป็นพี่ก็หายไปเฉยๆ



อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ฉันรู้สึกอยากมีพี่สาวอีกครั้ง

การมีน้องชายสองคนในวัยห่างกัน 3 และ 5 ปี ไม่ได้ช่วยให้พี่สาวคนโตอย่างฉันรู้สึกอบอุ่น ก็น้องๆ เอาแต่เด็กกว่า โง่กว่า งอแง อ่อนแอ และเป็นภาระ(ที่พ่อแม่สั่ง)ให้ต้องดูแล น่าเบื่อที่สุด

ความน่าเบื่อของน้องผลักดันให้ฉันหันไปหลงใหลบุคลิกผู้นำ เก่งกล้าสามารถ ฉะฉาน และเอาแต่ใจ (ประสาลูกคนโต) ของพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง (ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว) อยากได้เธอมาเป็นพี่สาวของฉันจริงๆ (แม้เธอจะแกล้งฉันอยู่เสมอ) แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เราอยู่กันคนละจังหวัด เมื่อเธอมาอยู่บ้านฉันเพื่อที่จะมาเรียนหนังสือ วัยก็พาเธอพลัดไปเป็นสาวรุ่น ทิ้งห่างฉันซึ่งยังเป็นเด็กกะโปโลที่เธอน่าจะคิดเหมือนที่ฉันคิดกับน้อง ว่า “น้อง-น่า-รำ-คาญ”

ตอนยังเด็กฉันจึงรู้สึกเหงาๆ พิกล (ทั้งที่น้องๆ รอบตัวออกจะทำอึกทึกวุ่นวาย)

คงจะดี ถ้าเด็กๆ ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกันแบบมีพี่ มีน้อง หรืออย่างน้อย ก็ไม่ได้เติบโตมาโดยรู้สึกโดดเดี่ยว (ทั้งที่แทบไม่มีโอกาสจะอยู่คนเดียวเลย) อย่างฉัน




บันทึก:
• คำว่า Futari แปลตรงตัวว่า สองคน-เป็นคำลักษณะนามที่ใช้เรียกจำเพาะกับคนสองคน
• นิยายขนาดเหมาะมือ พล็อตไม่ซับซ้อน สำนวนอ่านง่าย เพราะเขียนมาให้เด็กมัธยมอ่าน
• คนเขียนหนังสือเล่มนี้คืออาคากะวา จิโร คนเดียวกับที่เขียน “มิเกะเนะโกะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ” และ “ซันชิไม ทันเทอิดัน” จากวิธีการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะจากการที่เขาเป็นผู้ชาย ฉันว่าเขาเป็นนักเขียนที่ช่างสังเกตและเก่ง สมแล้วเขียนอะไรๆ ได้หลายแนว แล้วก็เป็นนักเขียนที่เขียนอะไรๆ ออกมาได้พรั่งพรู ไม่มีติดขัดเลย
• น่าสนใจนะ ว่านักเขียนแบบนี้ได้แรงบันดาลใจจากอะไรบ้าง
• บอกไว้เป็นเกร็ดสนุกๆ ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ ผู้แปลสาวเจ้าของสำนวนแปลนี้ เป็นแฟนของตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิต นั่นเอง
• เข้าใจว่าที่มาของหนังสือเล่มนี้คือเอจัง เอจังให้ยืมหลังจากที่ฉันอ่าน “หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข” ของโยชิโมโต บานานา ที่ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ แปล เมื่อสัก 2 ปีก่อน แล้วเกิดกรี๊ดกร๊าดเอามากมาย

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Tokyo Sonata : นั่งชิดกันไว้ให้อบอุ่น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ระหว่างครอบครัวที่อ้างว้าง ทุกคนดูห่างไกล ไม่เข้าใจกัน กับครอบครัวที่อบอุ่น เพราะสมาชิกทุกคนใกล้ชิดกัน เข้าใจกันและกัน คุณต้องการแบบไหน?

เชื่อแน่ ไม่น่ามีใครอยากได้ครอบครัวแบบแรก
ชีวิตแบบไหนที่จะเติบโตขึ้นได้จากบรรยากาศเย็นชาแบบนั้น?

แต่ครอบครัวคนโตเกียวในหนังเรื่องนี้ เป็นแบบนั้น ครอบครัวที่มีแบบแผนสูง แบบแผนจัดจนหาความเป็นกันเองไม่ได้ (แม้จะใช้ภาษากันเองแล้วก็ตาม) ก็เหมือนภาพหลายภาพที่ฉายให้เห็นความสัมพันธ์ของพวกเขา ตำแหน่งของการนั่งที่ห่างไกลจนคนดูรู้สึกเหงาแทน

พ่อต้องเป็นแบบนี้-เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานเลี้ยงครอบครัว เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสิน, แม่เป็นแบบนี้-เป็นแม่บ้าน เป็นผู้บริการ ตื่นก่อน นอนทีหลัง, ลูกเป็นแบบนี้-อยู่ในโอวาท มีระเบียบวินัย ไม่เถียง พ่อแม่ว่าไงก็ตามนั้น, พ่อกับลูกต้องเป็นแบบนี้ ส่วนแม่กับลูกเป็นอีกแบบหนึ่ง

จนเมื่อวันนึง แบบแผนนี้ถูกทำร้ายจนเสียหาย ครอบครัวทั้งครอบครัวก็เหมือนจะถูกสั่นจนคลอนไปด้วย

พ่อ ซึ่งเคยออกจากบ้านไปทำงานอันมั่นคง ทุกอย่างควบคุมได้โดยไม่ต้องปริปากบ่น หรือขอความช่วยเหลือจากเมีย ถูกเลย์ออฟ กลายเป็นคนตกงานในวันเดียว ไม่แน่ใจว่าผัวไทยจะทำอย่างไร แต่ผัวญี่ปุ่นเลือกที่จะไม่บอกใคร เขายังคงออกและเข้าบ้านตามเวลาปกติทุกวัน โดยแต่ละวันได้แต่เตร่ไปเข้าคิวรับอาหารฟรีที่คงเป็นสวัสดิการสำหรับคนไม่มีงาน ไม่มีบ้าน แล้วก็ไปเข้าคิวรับบริการจากหน่วยงานจัดหางาน เพื่อจะผิดหวังกลับมา เพราะไม่มีใครอยากรับชายอายุ ๔๗ เข้าทำงานในระดับเดิมกับที่เขาเคยทำ

อาจไม่ใช่แค่ต้องทำใจเรื่องงานที่เลือกไม่ได้ แต่ดูเหมือนมีหลายอย่างที่คนเป็นพ่อต้องทำใจ โดยเฉพาะเรื่องของอำนาจในการปกครอง (จริงๆ แล้วมันน่าสงสัยว่าครอบครัว ต้องมีผู้ “ปกครอง” ด้วยหรือ?)

ส่วนชีวิตของแม่ ถ้าเด็กสมัยนี้อยากรู้ว่า 'ช้างเท้าหลัง' เป็นยังไง ให้ไปดูชีวิตเธอคนนี้ ช้างเท้าหลังมีแต่ก้าวตามช้างเท้าหน้า ชีวิตแม่ในเรื่องก็ไม่ต่างกัน อย่าว่าแต่ความคิดริเริ่มจะทำอะไรอย่างที่ตัวเองอยาก อย่างที่ตัวเองฝันเลย แค่จะออกโรงช่วยลูก ปกป้องลูกยังยากที่จะทำเลย เห็นแล้วบอกไม่ถูกว่าจะสงสารหรือรำคาญดี

ส่วนลูก ยิ่งโตก็ยิ่งเป็นตัวของตัวเอง ลูกคนเล็กพบว่าตัวเองอยากเรียนเปียโน แต่พ่อไม่ให้เรียน อ้างว่าเพราะรู้ว่าลูกไม่จริงจัง เรียนไปเดี๋ยวก็เบื่อ แต่ที่จริงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ จนลูกต้องแอบเอาเงินค่าอาหารไปสมัครเรียน เป็นเหตุให้มีการกระทบกระทั่งอีโก้กันจนต้องตีลูก ส่วนลูกคนโตเริ่มฝันใหญ่ อยากมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพให้โลก ก็ดื้อไปสมัครเป็นทหารอาสากองทัพอเมริกัน พ่อแม่ไม่เห็นด้วยก็ดื้อออกจากบ้านไปจนได้

สมาชิกสี่คน นอนอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แต่เหมือนอยู่กันคนละทิศละทาง ไม่มีการสื่อสาร ไม่มีการทำความเข้าใจ และเอาใจเขามาใส่ใจเรา (ยกเว้นแม่นะ แม่ดูจะเข้าใจทุกคนเป็นอย่างดี แต่ช่วยใครไม่ได้เลย แม้แต่ตัวเอง)

เป็นหนังที่เหมือนฉายสภาพอากาศอันโหดร้าย แต่ยังดี ที่ผู้กำกับยังเชื่อว่า หลังวันคืนอันยาวนานของฤดูหนาว มีฤดูใบไม้ผลิรออยู่

ฉันดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดว่า ภาพชีวิตคนญี่ปุ่นที่ไปเห็นมา ๙ วัน มันแค่เรื่องผิวเผินจริงๆ และแม้ฉันจะดูหนังเรื่องนี้มาหลายรอบก่อนไป ก็เหมือนไม่ได้ ‘เห็น’ เท่ากับที่ได้เห็นในรอบที่ดูวันนี้ ไม่ได้รู้สึก ‘หนาว’ กับชีวิตมนุษย์ที่มีระเบียบวินัยมากที่สุดในโลกเท่าวันนี้

และไม่ได้รู้สึก ‘ซึ้ง’ ถึงความอบอุ่น จากใกล้ชิด (แม้บางทีจะลามไปเป็นการล้วงลูกและล็อบบี้ก็ตาม) ที่ได้จากพูดคุย และสัมผัสแบบที่มีในครอบครัวไร้แบบแผน แบบบ้านๆ แบบไทยๆ มากเท่าวันนี้เลย



บันทึก:
• หลายคนมองว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจอันยอบแยบของญี่ปุ่น ฉันกลับมองว่ามันสะท้อนภาพน่าสมเพชของอีโก้ดึกดำบรรพ์แห่งเพศชายมากกว่า
• เป็นหนังดราม่าที่น่าตบมือให้การแสดงนะ (โดยเฉพาะพ่อกับแม่) หนังได้รับรางวัล Un Certain Regard Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ซะด้วย
• เป็นหนังที่กำกับโดย Kiyoshi Kurosawa ผู้กำกับ Kairo ผีอินเตอร์เน็ตอันสุดสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ไม่เหลือเค้าความสั่นประสาทแบบนั้น มันเล่าเรื่องแช่มช้า เนิบนาบ ชนิดที่ทำให้คนหลับคาจอได้ง่ายๆ (ฉันเองก็หลับไปหลายรอบ) แต่ในความนิ่ง มันบอกเล่าอะไรๆ เยอะแยะมาก ถ่างตา ถ่างหูไว้ให้ดีเหอะ
• ชอบซีนนั้นน่ะ มี ๓ คน พ่อกำลังเถียงกับลูกคนโต (ไดอาล็อกปวดใจมาก) มีแม่นั่งเอาท์โฟกัสอยู่ตรงกลาง สีหน้าแต่ละคน..สุดยอด
• ฉากที่เคนจิเล่นเปียโนตอนจบมันนิ่งมาก แต่ชอบจริงๆ ทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก ทั้งๆ ที่สิ่งที่เคลื่อนไหวดูจะมีแค่ชายม่านก็ตาม
• ดูแล้วได้ถามตัวเองนะ ว่าจะยอมให้ตัวเองเป็นแบบนี้ไหม

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

ไปหาดใหญ่กับเด็กไฮเปอร์





พฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓

จำใจไปหาดใหญ่ด้วยตั๋วแอร์เอเชีย (อันแสนแพง)
บทเรียนจากรถบขส เมื่อหลายปีก่อนสอนไว้ ว่าถ้ามีนัดสำคัญ จงไปเครื่องบิน

ด้วยความตื่นเต้น ไม่ได้ขึ้นแอร์เอเชียมานานแล้ว จึงรีบเร่งทำงานมือเป็นระวิง แล้วจับแท็กซี่ (ของคุณสวรรค์ที่ไม่ต้องฟังวิทยุชุมชนระดมด่า) บึ่งไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิแต่หัววัน
เกรงจะเช็คอินไม่ทัน

ปรากฏว่ามันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้

เช็คอินเรียบร้อย กะจะไปนั่งรอหน้าเกต พิชิต sudoku เลเวลที่ค้างคาอยู่ให้สำเร็จเสร็จไป
แต่เด็กไฮเปอร์ (จริงๆ ห่างไกลความเด็กมาเยอะแล้ว) ที่ซื้อตั๋วกลับหาดใหญ่เที่ยวกับนี้ไว้ตั้งนานแล้ว (ตอนโปรโมชั่นตั๋ว 0 บาท) และฉันก็เพิ่งมารู้ว่าจะได้ไปเที่ยวบินเดียวกับหล่อนเมื่อไม่นานนี้ ไม่ยอมเข้าไปนั่งรอเฉยๆ ชวนยิกๆ ให้ไปเดินดูสนามบิน

เออ ไปก็ไป
ฉันคิดทั้งๆ ที่ง่วง

ซึ่งก็ดีเหมือนกัน
เพราะยังไม่เคยเห็นสนามบินในมุมนี้ ในเวลาอย่างนี้เลย


หมายเหตุ : เช็คอินพร้อมกัน นามสกุลเดียวกัน
ไมเค้าไม่ให้นั่งด้วยกันหว่า?

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พระใหญ่เมืองภูเก็ต




จะได้ไฟวันละเท่าไหร่?



เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปแบบร่วมสมัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๕.๔๕ เมตร ความสูง ๔๕ เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว “สุริยกันต”(สุริยกันตะ) จากพม่า น้ำหนักเฉพาะหินอ่อน หยกขาวประมาณ ๑๓๕ ตัน หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ตารางเมตร ประดิษฐาน ณ บนยอดเขานาคเกิด ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งต่อมาก็ได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่า “พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี” พร้อมตราตั้งให้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ โดยนายสุพร วนิชกุล ประธานดำเนินการจัดสร้างเป็นผู้รับนมัสการสนองพระเดชพระคุณ....





ข้อความข้างบนคัดมาจาก www.mingmongkolphuket.com

...ฉันไม่เข้าใจเรื่องขนาดเลย
สัญลักษณ์เพื่อเตือนใจให้ไม่ลืมหลักธรรมของศาสนาจำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่เข้าไว้อย่างนั้นหรือ?
หรือที่จริงแล้ว เขามีกุศโลบายอะไรอยู่เบื้องหลัง?
เ่ช่น อาจจะเป็นการเตือนให้เราสามัคคี เสียสละ

ถ้าอย่างนั้นแล้วการสามัคคีหรือเสียสละที่ไม่เห็นดอกเห็นผลเป็นวัตถุจับต้องได้ (และใหญ่ขนาดนี้) ล่ะ จะอยากทำกันไหม?

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

Brothers & In America : สมบัติล้ำค่าชื่อ “ครอบครัว”

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

พักนี้ฉันได้ดูหนังดราม่าบีบคั้นหัวใจของผู้กำกับ Jim Sheridan ถึง 2 เรื่อง เริ่มจาก VCD เรื่องราวของครอบครัวไอริชกับชีวิตใหม่ในอเมริกา ใน In America (2002) ต่อด้วยการเดินเข้าโรงไปชมหนังรีเมค (จากหนังภาษาอะไรก็ลืมไปแล้ว) เรื่องเล่าจากบาดแผลและความกดดัน ที่ “ความคาดหวัง” จากครอบครัว ได้บดขยี้ลงบนครอบครัวเล็กๆ นั้นจนเกือบจะแตกสลายไม่มีชิ้นดี ใน Brothers (2009)

ดูเผินๆ แล้ว หนังสองเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรคล้ายคลึงกันเลย In America นั้นเป็นหนังอินดี้เล็กๆ ไม่ปรากฏนักแสดงที่เรารู้จักชื่ออยู่ในหนัง ไม่ได้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำ การตัดต่อสวิงสวิงสวาย เชื่อว่าแม้เงินลงทุนก็ไม่ได้มากมายอะไร ส่วน Brothers เป็นหนังฮอลลีวูดสตูดิโอดัง ไม่ต้องนับต้นทุนในการถ่ายทำ ค่าโพสต์โปรดักชั่น และค่าอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะหรอก แค่รัศมีจากชื่อเสียง และเสน่ห์ของนักแสดงนำฝีมือเยี่ยมอย่าง Natalie Portman, Jake Gyllenhaal รวมทั้ง Tobey Maguire ก็จับตา เรียกคนดูเข้าไปนั่งน้ำตาไหลในโรงได้แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงความเชื่อมโยงกันแล้วละก็ มีออกเยอะแยะไป

ข้อที่เด่นจับตาคือ หนังทั้งสองถ่ายทอดรายละเอียดซับซ้อนในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างคนเข้าใจ เล่าเรื่องได้ละเอียดลออสวยงาม สะเทือนใจ และหนังทั้งสองมีตัวละครเด็กหญิงพี่น้องทั้งคู่

ตลกดีถ้าจะคิดว่าผู้กำกับตั้งอกตั้งใจจะให้เป็น ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ แต่ฉันว่าเชอริแดนคงติดใจอะไรสักอย่างกับ ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ ถึงได้มอบความสำคัญในการดำเนินเรื่องด้วยบทบาทอันจับตาให้กับเด็กหญิงคนพี่ทั้งสองเรื่อง

ใน In America เด็กหญิงคนพี่วัย 10 ขวบ (Sarah Bolger) เป็นพี่คนโตที่โตเกินวัย ในบ้านที่เหมือนจะรักกันดี แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาจากบาดแผลที่พ่อแม่ไม่ยอมให้หายเสียที เธอคนนี้เป็นคนเรียกสติพ่อ ผู้เอาแต่ตีอกชกหัว ชอกช้ำ แต่ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาชะล้างความผิดในใจ จากการเชื่อว่าเป็นเพราะความเลินเล่อของตัวเอง จึงทำให้สูญเสียลูกชายคนเล็กไป เด็กคนนี้ปลุกพ่อซึ่งเอาแต่ดองตัวเองอยู่แต่ในความทุกข์จากความรู้สึกผิดและประกาศถึงการมีตัวตนของเธอกับน้องสาวว่า น้องชายผู้จากไปก็เป็นน้องชายของพวกเธอเหมือนกัน และเธอก็ร้องไห้ให้กับการจากไปของเขาด้วย เพียงแต่ไม่มีใครรู้

นั่นแหละ ผู้เป็นพ่อถึงได้ตาสว่าง คิดออกว่าระหว่างการคร่ำครวญว่าทำให้ลูกตาย กับการเอาใจใส่ดูแลลูกตาดำๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น อะไรคือสิ่งที่ควรทำ

ส่วนใน Brothers เด็กหญิงคนพี่ (Bailee Madison) เป็นเด็กที่เป็นตัวของตัวเอง แบบเด็กอเมริกัน ยังไม่โตพอจะเก็บความรู้สึกได้ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกจนกลายเป็นลูกร้ายกาจที่ทุบตบะพ่อซึ่งเพิ่งลากสังขารอันเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจจากสงครามแตะดังโพละ (แม่คนนี้ทำฉันนึกถึงความร้ายกาจของยัยเด็กตกกระใน Atonement ขึ้นมาเชียว)

ตัวพ่อในเรื่องนี้ (โทบี้) เองก็มีน้องชายเป็นคู่กันอีกคน (คือเจค) ภายใต้แรงกดดันมหาศาลของสายตาพ่อแม่ พี่คือลูกที่น่าภาคภูมิใจ ฉลาด เก่ง รักดี เป็นฮีโร่ เป็นพ่อที่ดี มีเมียสวย ครอบครัวน่ารัก ในขณะที่ตัวน้องเป็นภาระของครอบครัว เป็นตัวปัญหาของสังคม และนี่คือปมเริ่มต้นของปัญหาชีวิต และความสัมพันธ์ที่ก่อเรื่องขึ้นใน Brothers

หนังทั้งสองเรื่องยังมีตัวละครที่ทำหน้าที่คล้ายกันในฐานะ “คนนอก” อีกตัว คือ ศิลปินผิวดำ (Djimon Hounsou) ใน In America และ น้องชายของพ่อ ใน Brothers เป็นบทบาทที่ทำให้ตัวละครหลักมองเห็นคุณค่าแท้จริงของครอบครัว และความสำคัญของการรักษาครอบครัวเอาไว้

ฉันว่าตัวละครนี้แหละ ที่เราต้องขอบคุณ

ขอบคุณเหลือเกินกับการเลือกบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเด่น แต่เป็นตัวที่ช่วยดันตัวละครหลักให้โดดเด่น เพราะด้วยการแสดงของคุณ ทำให้คนดูอย่างฉันรู้สึกเหมือนกันว่า ที่สุดแล้ว ครอบครัวนี่แหละ ที่เป็นขุมกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ เป็นอ้อมกอดอบอุ่นยามเหน็บหนาว เป็นที่บำบัดเยียวยายามบาดเจ็บ

ช่างเป็นหนังสองเรื่องที่แม้ถูกทำให้สะบักสะบอมกับความรู้สึกมาตลอดเรื่อง แต่ก็จบอย่างอบอุ่นใจ

แล้วฉันก็นึกถึงครอบครัววุ่นๆ แต่เป็นแบ็คอัพที่หนักแน่น แสนดี และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งฉันไม่ต้องไขว่คว้าหา มีหน้าที่แค่ต้องดูแลรักษาเอาไว้ให้ดีอยู่เสมอ




บันทึก :
• Brothers รอบที่ไปดูนั้นคือรอบเช้า วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 ที่โรงหนังสยาม ราคาตั๋ว 80 บาททุกที่นั่ง ฉันเลยเลือกนั่งชั้นบน ที่ปกติแล้วเขาขายตั๋วราคา 120 บาท รอบนั้นทั้งโรงสยามมีคนดู 6 คน-โอ้ แม่จ้าว Apex จะเจ๊งไหม?
• จริงๆ ตั้งใจจะไปดู Sherlock Holm แต่ไปไม่ทัน
• ฉันว่า โทบี้ แมคไกวร์ พยายามมากไปหน่อย ไม่ค่อยชอบการแสดงของเขาเท่าไหร่
• น้องคนที่แสดงเป็นพี่คนโตใน Brothers เจ๋งจนอยากจะรู้จัก Acting Coach ของหล่อนเลย
• Brothers เตือนให้รู้ และระวังความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจตัวเอง (แต่ให้ตายเหอะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ฉันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันแหละ)
• อีกเรื่องที่สอนคือ ความหึง ทำให้เกิดปัญหาเสมอ (แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณมีน้องชายที่ทั้งหล่อและสูงสมาร์ท-กว่าตัวเอง-อย่างนั้นน่ะ)
• ฉันว่าเขาตั้งชื่อเรื่องได้ดีนะ Brothers เนี่ย ชีวิตผู้ชายสองคนไปกันคนละทิศละทางได้ขนาดนี้ ก็เพราะแรงกดดันจากการเป็นพี่น้องกัน แต่ชีวิตที่กระจัดกระจายกระจุยไปคนละทิศก็กลับมารวมเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะความเป็นพี่น้องกันเหมือนกัน (คิดแล้วอิจฉาผู้ชายว่ะ)
• น้องคนที่เล่นเป็นพี่สาวคนโตใน In America เสียงดีมาก แล้วก็เลือกเพลงเก่งจังนะ Desperado เนี่ย ใช่เลย
• ฉันว่าฉันชอบ In America มากกว่า Brothers เพราะรู้สึกว่าเรื่องหลังคนดูถูก Built ความรู้สึกมากไป เรื่องแรกดูค่อยๆ พาความรู้สึกไปเนียนๆ ดีกว่า
• มันต้องเป็นความศรัทธาส่วนตัว ที่ทำให้ผู้กำกับคนนี้สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัดในหนังทั้งสองเรื่องของเขา (หนังครอบครัวเรื่องต่อไปจะซ้ำแนวเดิมอีกไหมจ๊ะ?)

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กลับบ้าน ครั้งที่ ๑

Start:     Feb 12, '10
End:     Feb 15, '10
Location:     บางกอก-สุราษฎร์ธานี




กลับบ้านวันวาเลนไทน์

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Good Bye Lenin : บ๊าย-บายเลนิน แล้วก้าวไปให้ทันโลก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ได้ดูหนังเรื่องนี้กับป้าอ้อยเมื่อตอนมันเข้าโรงที่ลิโด้ แต่ว่าเราไปดูกันตั้งแต่ปี 2003 เลยหรอป้า? (นานจังเนอะ) แต่ได้ดูอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ด้วยมีสปอนเซอร์นำเสนอ ซึ่งมีหรือ ที่ฉันจะปฏิเสธ

ตอนที่ได้ดูหนังใหญ่จำได้ว่า รู้สึกแล้วว่าเป็นหนังที่นำเสนอได้เจ๋ง เล่าเรื่องละเอียดอ่อนเปราะบางในความรู้สึกคนรุ่นก่อนให้คนรุ่นหลังเข้าใจดียังไม่พอ ยังมีอารมณ์ขันเสียด้วย (ฉากเครื่องบินขนเลนินมานั้นก็สุดยอดเลย) แต่จากการได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อย 2 รอบในคราวนี้ ก็ทำให้เก็บได้รายละเอียดมาอีกเป็นหลายกอบ แถมด้วยผลพลอยได้ดีๆ ประสาสตรี (มีอายุ) ช่างคิด

เรื่องหนึ่งที่ได้คิดคือ คนรอบตัวเราเกิดและเติบโตในยุคที่มีสิ่งแวดล้อมต่างกับเรา ย่อมมีความผูกพันเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างต่างกัน

อย่างโลกของคริสติอาเน่ ผู้เป็นแม่ในเรื่อง ก็เป็นโลกที่ต่างกับโลกของลูกๆ ทั้งๆ ที่ทั้งแม่และลูกต่างเป็นพลเมืองของประเทศที่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว คือเยอรมันตะวันออก ประเทศสังคมนิยมซึ่งเป็นผลิตผลของสงครามเย็น ที่ ณ เวลาในหนัง แค่ปิดกั้นตัวเองจากโลกทุนนิยมไม่พอ ยังถูกกรอกหูว่าทุนนิยมน่ะ ฟุ้งเฟ้อ ชั่วร้าย เลวทรามต่างๆ (สังคมนิยมดีที่สุด) นานา

อีหรอบเดียวกับประเทศทุนนิยมประชาธิปไตยทั้งก็โดนกรอกหูแบบเดียวกัน
นี่แหละ สไตล์อันโหดร้ายและเยือกเย็นของสงครามเย็น

หนังเริ่มเล่าเรื่องในปี ’87 ตอนที่อเล็กซ์ยังสิบเอ็ดขวบ ตอนนั้นครอบครัวเหมือนจะมีความสุขดี (ดีแบบที่คนในโลกสังคมนิยมจะดีได้) แต่จากนั้น ผู้เป็นพ่อซึ่งมีความนิยมในทุนนิยมก็หายไปจากบ้าน เด็กๆ เข้าใจว่าเป็นเพราะพ่อติดผู้หญิง แต่แม่น่ะรู้ดี ว่าพ่อไปเพราะอยากเป็นทุนนิยมมากกว่าสังคมนิยม

การหายไปของพ่อทำให้แม่นิ่งเงียบ เราได้รู้กันในภายหลังว่าแม่เงียบเพราะเธอกำลังตัดสินใจ ซึ่งในที่สุดแล้วแม่ก็ตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ด้านขวาของกำแพงเบอร์ลิน ไม่หอบลูกหนีไปตามพ่อเพราะกลัวว่าเขาจะจับพรากลูกไป (เป็นเหตุผลที่ฟังได้สำหรับคนเป็นแม่นะ) หลังจากนิ่งเงียบไป 8 สัปดาห์ แม่ก็กลับบ้านพร้อมความเชื่อมั่นตั้งใจ ว่านี่แหละคือวิถีที่เธอและลูกเลือก
(ก่อนที่จะได้รู้ในอีกสิบปีว่าจริงๆ แล้วลูกอยากเลือกอะไร)

แม่มีเหตุให้ต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลับรวดไป 8 เดือน ในคืนที่อเล็กซ์โดนจับไปจากม็อบเรียกร้องเสรีภาพ ระหว่างที่แม่หลับ กำแพงเบอร์ลินถูกทุบในปี ’89 กระแสทุนนิยมไหลกรากมาทางฝั่งตะวันออก พาโคคาโคลา, เบอร์เกอร์คิง, เฟอร์นิเจอร์และแฟชั่นล้ำยุค รวมทั้งคอนซูเมอร์โปรดักท์แปลกใหม่มาพัดแบรนด์สังคมนิยมเก่าๆ พลัดตกจากชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ตไปเป็นแถบๆ

นอกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ลูกๆ เองก็เปลี่ยนไป พี่สาวอเล็กซ์เลิกเรียนเศรษฐศาสตร์ ออกมาขายเบอร์เกอร์คิง แล้วก็ได้แฟนใหม่เป็นผู้จัดการร้านเบอร์เกอร์คิง หนุ่มจากฝั่งตะวันตกมาอยู่ด้วยในแฟลตเดียวกันแล้ว อเล็กซ์จีบลาร์ล่า นักเรียนพยาบาลสาวรัสเซียน่ารักม้ากติด เขามีความสุขมาก เขารู้สึกเหมือนอนาคตอยู่ในมือ

แต่แล้ว จู่ๆ ระหว่างที่ทุกคนกำลังแฮปปี้มีความสุขกับโลกใหม่ แม่ก็ตื่น

แม่ พลเมืองสังคมนิยมตัวอย่าง ผู้งดงาม ผู้บอบบาง ที่รักของอเล็กซ์ ซึ่งพร้อมจะช็อคได้อีกทุกเมื่อ ได้ฟื้นขึ้นโดยไม่รู้ว่ากำแพงเบอร์ลินไม่มีอยู่แล้ว

ร้อนถึงลูกๆ ต้องช่วยกันจัดฉากให้โลกเหมือนกับวันที่แม่ยังจำได้ เพื่อที่แม่จะได้ไม่ต้องช็อคไปอีกครั้ง เพราะรับไม่ได้ กับการกลายเป็นกระแสทุนนิยมที่แม่เกลียดชัง ..ตอนนี้แหละที่ทั้งวุ่นวายและสนุกในความรู้สึกของคนดู

อเล็กซ์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ค้นขยะหาฉลากแตงกวาดองที่แม่อยากกิน ซึ่งไม่มีขายแล้ว ไปสวมขวดใหม่ก่อนเสิร์ฟแม่ ตัดต่อเทปข่าวเปิดให้แม่ดู โดยคิดว่านั่นคือทีวี จับเพื่อนบ้านและลูกศิษย์แม่มาแต่งตัวเชยในแบบเดิม เพื่อร่วมอวยพรวันเกิดแม่ ระหว่างนั้นก็รอให้แม่นึกออกว่าซ่อนเงินไว้ตรงไหน (เสียดายแม่นึกออกช้าไปหน่อย)

แต่ก็นั่นแหละนะ ความลับไม่มีในโลก ก่อนจะจากไป ในที่สุดแม่ก็ได้รู้ว่าประเทศที่แม่รักและเชื่อมั่นไม่มีอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการรับรู้อย่างอ่อนโยน ด้วยการจัดการของอเล็กซ์และเพื่อนอีกตามเคย


โลกยังคงหมุนไปข้างหน้า การที่แม่เราทำใจไม่ได้กับโลกในวันนี้ ซึ่งเป็นโลกของเราไม่ใช่เรื่องแปลก อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า เราเองก็อาจจะทำใจยากกับโลกที่เราไม่ชินอีหรอบเดียวกะแม่เราก็ได้ (ใครจะรู้ )
ทางทีดีเราจึงควรทำหัวใจให้แข็งแกร่งพร้อมรับความเจ็บปวดจากบาดแผล
ยืดหยุ่นพอที่จะถูกถ่างใจให้กว้างพอจะรับสิ่งใหม่ๆ แล้วสายตาก็ควรจะถูกปรับให้รู้จักมองในแง่ดีเข้าไว้

เพราะว่าโลกยังหมุนไปข้างหน้า กลางคืนไม่ดำมืดอยู่อย่างนั้นตลอดไป วันใหม่เดินทางเพื่อมาถึงตลอดเวลา ไม่มีอะไรคงอยู่ในสภาพเดิมนิจนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ...แม้แต่หัวใจคน

(หุ หุ)





บันทึก:
• จำชื่อผู้กำกับ Wolfgang Becker ไว้ แล้วไปหา Life Is All You Get, หนังอีกเรื่องของเขามาดู
• ชอบบทที่เขาเขียน ชอบลำดับการตัดต่อ ชอบรสนิยมในการเชื่อมโยงซีเควนซ์ต่างๆ แล้วก็ชอบสำนวนที่เขาเขียนให้เดเนี่ยล บรูห์ลอ่าน (ความคิดของอเล็กซ์) มันดูเป็นการมองโลกอย่างเข้าใจ แต่แทรกไว้ด้วยอารมณ์ขัน
• คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นผ้าผืนนึงที่เกิดจากการวางแผนก่อนทอลายลงไปในนั้นอย่างสุดยอดเลยอะ ในหนังมีรายละเอียดน่ารักมากหลายอย่าง ที่ทำให้เราจำมันได้ไม่ลืม ไม่ว่าจะเป็นการส่งชาวเยอรมันคนแรกขึ้นไปท่องอวกาศ เพลง score ลายวอลล์เปอเปอร์เข้ากับปลอกหมอน โคคาโคล่า สกูตเตอร์ และเบอร์เกอร์คิง และบอลโลก
• เขาเขียนตอนพี่สาวอเล็กซ์เจอพ่อได้เจ็บปวดดีจริง (ทั้งๆ ที่ดูแล้วก็ขำไปด้วยอะนะ)
• สังเกตว่าเขาแคสต์ได้ตัวละครหน้าตาดีจริง (หรือจริงๆ ดาราเยอรมันหน้าตาดีหมด) ยกเว้นตัวพระเอก (เดเนี่ยล บรูห์ล) แต่ถึงจะไม่หล่อ แต่น้องเค้ามีคาแรกเตอร์น่าติดตามนะ
• คาทริน ซาซ เล่นเป็นแม่ได้ดีจริง แล้วเธอก็สวยมากๆ เลยด้วย
• ชอบแสง+อารมณ์ตอนแฟนอเล็กซ์ตามไปปลอบริมทะเลสาบมากเลย อบอุ่น
• เหมือนว่านางพยาบาลในโลกสังคมนิยมจะน่ารักและเซ็กซี่มาก (ชุดขาวบางเบาเดินย้อนแสงแล้วมันช่าง...ว้าว)
• เป็นหนังดี ภาษาสวย (ขอบคุณพระเจ้า เขาแปลซับฯ ออกมาดี๊ดี เลยรู้ว่าเขาเขียนดีแค่ไหน) แต่ฟังมากๆ แล้วไม่เห็นอยากเรียนภาษาเยอรมันเลย


วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ของฝากจากสวนโมกข์ฯ



จะพบความสุขที่เยือกเย็น



มองแต่แง่ดีเถิด







เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริงฯ

๑๒ กันยายน ๒๕๕๒
สวนโมกขพลาราม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ชีวิตมีให้้พิจารณา






เสาร์ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๒

สามแม่ลูกพากันไปสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา
หลังจากที่มีคนถามลอยๆ ว่า ฉันอยากไปไหน
ฉันก็ตอบลอยๆ ไปสวนโมกข์ฯ

มีใคร (ในบ้าน) รู้มั่งว่าตั้งแต่เกิดมา ตรูยังไม่เคยไปสวนโมกข์ฯ
(อืมม์ แบบว่าบ้านอยู่ห่างจากสวนโมกข์ฯ แค่ รถวิ่ง ๒๐ นาทีอะนะ)


เข้่ามาในสวนโมกข์ฯ แล้วคิดถึงวัดอุโมงค์
สถานที่สองแห่งไม่ได้เหมือนกัน แต่คล้ายกัน จะเรียกว่ามี Theme อย่างเดียวกันก็ได้
(รู้กันใช่ไหมว่าตอนหลวงพ่อปัญญาจะสร้างวัดอุโมงค์ ท่านได้หลวงพ่อพุทธทาสเป็นคอนซัลต์)

แต่ในความรู้สึก วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ดูมีมนต์ขลังแบบวัด(ใหม่ที่สร้างขึ้นบนซากวัด)โบราณ
ในขณะที่บรรยากาศในสวนโมกข์ฯ ดูคอนเทมโพรารีกว่า แจ่มใจกว่า
(ยุงและมอสก็น้อยกว่าด้วย)

ในสวนโมกข์ฯ นอกจากต้นไม้แล้วยังมีป้ายมากมาย หลวงพ่อพุทธทาสท่านคงอยากให้เราเมื่อเข้ามาแล้วใช้ตาดู และใช้หัวคิดตามมากกว่าเอาแต่พูดพล่าม ถามถึง และบ่นว่า เหมือนตอนอยู่ข้างนอก

ท่านว่า เข้ามาแล้วให้ฟังเสียงต้นไม้และก้อนหิน

ท่านให้พิจารณา


ฉันก็พิจารณาของฉัน เท่าที่ความเกรงใจสองแม่ลูกที่อุตส่าห์พามาจะอำนวย
ยังดีที่แม้แบตเตอรี่ในกล้องถ่ายรูปจะไม่อำนวย แต่โหมดมาโครในกล้องโทรศัพท์มือถือยังพอจะอำนวยอยู่ เลยได้เก็บภาพชุดนี้มาฝาก



ฉันชอบช่วงเวลานั้นจัง









ปิดเสียบ้าง




กลางทะเลขี้ผึ้ง





“เอ่ย น้องเอย มะพร้าวนาฬิเกร์
ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง
ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง
กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย”


มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน คือพระนิพพาน ที่เป็นความหนึ่งเดียว ไม่มีคู่เปรียบ

กลางทะเลขี้ผึ้ง หมายถึง ท่ามกลางสังสารวัฏซึ่งมีของคู่คละเคล้ากัน ดีกับชั่ว บุญกับบาป แต่นิพพานนั้นอยู่เหนือบุญ-บาป ดี-ชั่ว

ต้นมะพร้าวกลางทะเลขี้ผึ้ง เป็นความเปรียบว่า พระนิพพานนั้นอยู่ท่ามกลางวัฏสงสาร ความรู้แจ้งเห็นทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นตรงที่เกิดทุกข์ ความทุกข์เกิดที่ไหนความดับทุกข์ต้องเกิดในที่นั่น

ฝนตกไม่ต้องฟ้าร้องไม่ถึง หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดมาแผ้วพานได้

ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ ก็คือเมื่อพ้นบาปก็ถึงบุญ เมื่อพ้นบุญก็ถึงนิพพาน


ท่านพุทธทาสให้สร้างสระนาฬิเกร์ไว้ในสวนโมกข์เพื่อเป็นอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ ให้คนที่เห็นได้รู้สึกระลึกถึงธรรมะ และเป็นการระลึกถึงปัญญาคุณของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่มีความเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรม จนถึงมีการเอาเรื่องพระนิพพานมาใส่ไว้ในเพลงกล่อมเด็ก


คัดลอกข้อความจาก http://angerlo-ash.spaces.live.com


วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Memories of Matsuko : All she needs is love

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เพราะว่าเคยดู Kamikaze Girls (2004) ของผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ ที่ House RCA แล้วเป็น อึ้ง ทึ่ง ตะลึง เอามากมายกะสไตล์ของแก พอรู้ว่า Memories of Matsuko (2006) คือผลงานต่อมา ก็เลยหาแผ่นมาดู

ผลก็คือว่า เป็นได้อึ้ง ทึ่ง ตะลึง อีกครั้งกับการเล่าเรื่องแบบเซอเรียลแฟนตาซี และน้ำตาไหลทั้งๆ ที่ปากยังหัวเราะกับเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องของโช หลานชายที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีป้า ซึ่งถูกพ่อใช้ให้ไปเก็บกวาดอพาร์ตเม้นต์ของป้า คือมัตสึโกะ หญิงวัย 53 ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย

ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบฉูดฉาด สุดจะมีสีสัน และเต็มไปด้วยกิมมิค ผู้กำกับพาเราย้อนเวลาสามสิบกว่าปีไปรู้จักกับมัตสึโกะคนสวย มัตสึโกะผู้อ่อนหวาน ครูสาวร้องเพลงเพราะ หัวอ่อน และมองโลกในแง่ดี ผู้ซึ่งถูกคาดหวังอย่างสูง ทั้งยังไม่เคยได้รับความรักอย่างเพียงพอจากครอบครัว ถูกเอารัดเอาเปรียบและล่วงละเมิดจากผู้บังคับบัญชา ผู้ซึ่งได้รับการแสดงความรักอย่างผิดๆ จากเด็กนักเรียนที่แอบชอบ

ชีวิตที่น่าจะเป็นชีวิตดีๆ ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนนี้พลิกผันตกกระเด็นออกนอกลู่นอกทางด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทิฐิในธรรมเนียมของครอบครัวแบบญี่ปุ่นที่ไม่อาจรับให้เธอกลับบ้านได้ยังผลักไสให้มัตสึโกะต้องซัดเซพเนจรออกไปเผชิญชะตากรรมนอกบ้าน

ผู้หญิงญี่ปุ่นต่างจังหวัด เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนนั้นออกจะอยู่คนเดียวได้ยาก (คงยากพอๆ กับผู้หญิงไทย) มัตซึโกะไม่อาจยืนบนสองขาเรียวสวยของตัวเอง ต้องยืนอยู่บนสองขาของผู้ชายผู้ได้ชื่อว่าสามี ซึ่งแต่ละคนก็ช่างสุดยอดไปในทางเลว ไม่มีใครเลยที่ไม่ตบตีมัตสึโกะ (อ้อ มีอยู่คนนึง แต่รักครั้งนั้นดันมีอุปสรรคซะอีก) บางคนเป็นแมงดา ให้มัตสึโกะหาเงินให้บ้าง ใช้ให้ขนยาทั้งยังด่าทอก็สารพัด เธอก็ยังทน

เพราะอะไรน่ะหรอ

เพราะเธอไม่มีใครแล้วไง ฉะนั้น ใครก็ได้ที่ยอมอยู่กับเธอ มัตสึโกะจะยอมทนอยู่กับเขาได้ทั้งนั้น


เมื่อผู้ชายคนสุดท้าย คนที่เธอรักมากที่สุด หวังมากที่สุด และฝันสวยที่สุด กระทำอย่างนั้นตอบแทนการรอคอยยาวนานหลายปีของเธอ ความหวังทั้งหมดที่มีก็พลอยระเหิดระเหยหายตามไปด้วย มัตสึโกะคนสวย ซึ่งดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด เกิดหมดอาลัยตายอยากในฉับพลัน หมดความไว้วางใจ และหมดหวังในความสัมพันธ์ เก็บตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ทเม้นต์รกๆ อยู่นานหลายปี จนกลายเป็นป้าอ้วนฉุ ตัวเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจและหวาดกลัวของเพื่อนบ้าน



“All you need is love” ที่เพื่อนสงสัยว่าแค่นั้นจริงๆ หรอ
อิฉันว่า สำหรับผู้หญิงชื่อมัตสึโกะแล้ว เธอต้องการแค่นั้นจริงๆ
เพราะอะไรๆ ในชีวิตมันเป็นสิ่งที่หาเอาได้ทั้งนั้น

มีแค่ความรักเท่านั้น ที่เธอไม่เคยได้กินจนอิ่ม








บันทึก
• โศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้ อิฉันขอกล่าวโทษที่ครอบครัวของเธอแต่เพียงเท่านั้น
• เล่าซะทราจิก แต่จริงๆ ในความทราจิก หนังสนุกมากเลยนะ
• ดูหนังเรื่องนี้ตั้งหลายรอบ แต่ไม่กล้าเขียนถึง
• หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลเจแปนฟิล์มอวอร์ดส์ ถึง 9 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม) คว้ามาได้ 3 รางวัล คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (แกเบรียล โรแบร์โต และ ซึโยชิ ชิบูยะ), ลำดับภาพยอดเยี่ยม (โยชิยูกิ โคอิเกะ) และ รางวัลนักแสดงนำหญิง (มิกิ นากาตานิ)
• ด้วยความที่เคยกำกับเอ็มวีมาก่อน ผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ เลยสร้างโลกของมัตสึโกะใน Memories of Matsuko ให้ออกมาสวยเหมือนนั่งดูเอ็มวียุค ’50s-’70s และสอดแทรกด้วยงานศิลปะแบบป๊อบอาร์ตที่ถึงใจ ตามความตั้งใจของนากาชิมะที่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รวบรวม งานพาณิชย์ศิลป์ ของญี่ปุ่นทุกอย่างมาใส่ไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เพลงญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น แฟชั่นแบบญี่ปุ่น ฯลฯ
• เจ๋ง


วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

The Departures : การเรียนรู้ที่จะปลดปล่อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


หนังเรื่องนี้ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน แต่พาตัวเองไปดู ทั้งที่ช่วงนี้ห่างสกาล่ามาไกล แทบไม่ได้ขวนขวายติดตามว่าเขากำลังฉายอะไรอยู่ แต่เมื่อหลายวันก่อน เพื่อนชาวเกาะเขียนเล่ามาว่า

....วันนั้นไปดูเรื่อง departures ก็ดีนะ
เพลงก็เพราะดี เอ็งดูยัง
(?)
หนังญี่ปุ่น
ฉายที่สกาล่า
ชอบเมียพระเอก…

อ่านแล้วมันอยากรู้ ว่า “ดี” ของเพื่อนนี่มันดียังไง (เพื่อนอิฉันคนนี้ชอบอะไรได้ยากอยู่) แล้วเมียพระเอกมีอะไร ทำไมเพื่อนถึง “ชอบ” ลองสืบเสาะดูได้ความว่า The Departures (2008) ยังฉายที่โรงหนังสยาม (ไม่ใช่สกาล่า) วันนี้นัดน้องสาว เลยชวนดูด้วยกันซะเลย

ดูแล้วก็บอกไม่ถูกหรอกว่าที่เพื่อนว่าดีน่ะ ดีตรงไหน รู้แต่ว่าน้ำตาไหลได้ตลอดตั้งแต่ต้นเรื่อง

หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิต ..ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังเศร้า แต่หมายถึงว่า มันเป็นหนังที่พูดถึงชีวิต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตและความฝันของคนคนหนึ่ง นำพาเขาอำลาเมืองหลวงกลับไปตั้งหลักที่บ้านเกิด ในบ้านที่แม่ทิ้งไว้หลังจากลาโลกนี้ไปแล้ว

เขาจับพลัดจับพลูไปได้งานเงินดี ที่คนดีๆ แต่คนดีๆ เขาไม่นึกอยากทำกัน มันคืองานแต่งศพก่อนนำลงโลง แล้วก็เผาหรือฝังตามประเพณี

ความน่าสนใจของเรื่องที่เขาเล่าไม่ได้มีเพียงขั้นตอน ธรรมเนียมในการแต่งศพ และพิธีกรรมงานศพ (ประณีตมาก) แต่ยังเป็นชีวิตของผู้จากไปและครอบครัว และชีวิตของคนทำศพคนนั้นด้วย

แปลกดี... ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิต เราแต่ละคนช่างไม่หนัก และไม่เหนื่อยที่จะ “ถือ” อะไรต่างๆ ไว้ในมือมากมาย ทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อย่างทิฐิ อัตตา และความภาคภูมิใจในตัวเอง ทั้งๆ ที่ของพวกนี้มันออกจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้เราดูฟู่ฟ่าอย่างลวงโลก (เออ แต่สไตล์นี้บางคนเขาก็ชอบนิเนอะ) และทั้งๆ ที่มันนั้นพอกหนาจนกลายเป็นเกราะ กั้นไม่ให้คนที่รักเราและเรารักเข้าถึงตัวเราได้

ต้องให้ความตายเรียกน้ำตามาชะล้าง ละลายเกราะพวกนั้นเสียก่อน เนื้อแท้ของความรู้สึกจึงจะปรากฏ เปิดประตูให้ความรู้สึกในใจหลั่งไหลออกมา



แล้วทำไมต้องรอให้น้ำตาหลังความตายมาทำหน้าที่นี้?

ตอนที่ทุกคนยังมีลมหายใจ ทำไมเราไม่ปลอดปล่อยตัวเอง ด้วยตัวของเราเอง

ปล่อยเหมือนที่ไดจังยอมขายเชลโล่ไฮโซ ราคา ๑๘ ล้านเยนตัวนั้นเสีย ปล่อยเหมือนที่ผัวเมียคู้่นี้ปล่อยทะโกะ (หมึกยักษ์) ที่ยังไม่ยอมตายตัวนั้นกลับทะเล



...เป็นอิสระและเผยความรู้สึกต่อคนรัก เหมือนที่ไดจังแกะ ปล่อยหินก้อนนั้นจากมือพ่อ





บันทึก:
• หลังจากตาปูดออกจากโรงกันทั้งพี่ทั้งน้อง น้องสาวอิฉันหันมาบอกว่า “ดูหนังกะแกทีไร ร้องไห้ทุกที” (ขอโทษนะ ก้อเค้าไม่รู้นี่นา ว่ามันจะ...มากขนาดนี้)
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ โยจิโระ ทากิตะ เจ้าของผลงาน The City That Never Sleeps: Shinjuku Shark (1993), Himitsu (1999), The Yin Yang Master (2001), When the Last Sword Is Drawn (2003) (....ไม่เคยดูเลย :-P)
• พระเอกในเรื่องชื่อไดโกะ (เมียเรียกไดจัง) คือ มาซาฮิโระ โมโทกิ เห็นว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อ ชิบุงากิไท ซึ่งเป็นที่รู้จักของวัยรุ่นญี่ปุ่นในยุค’80s (เกิดไม่ทัน)
• น้องนางเอกในเรื่องชื่อมิกะ เล่นโดย เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ (น้องคนนี้ก็คุ้นหน้าจัง) น้องเค้ายิ้มได้พิมพ์ใจ ทั้งตาและปาก ถ้าเราเป็นผัว เห็นยิ้มเมียอย่างนี้คงชื่นใจ ก็เธอซัพพอร์ตสุดๆ (หรือเพื่อนชาวเกาะจะชอบเมียพระเอกเพราะเธอเป็นผู้หนับหนุนที่ดี??)
• นึกชอบการเล่าถึงความรู้สึกในใจของไดจังที่ถูกสะเทือนด้วยประสบการณ์การทำงานวันแรก ที่กลับบ้านมากอดจูบ สัมผัสเลือดเนื้อของเมียได้ดื่มด่ำและร้อนแรงกว่าเดิม (เชื่อว่างั้นนะ)
• ในญี่ปุ่น หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลมาเป็นกอง แต่ที่น่าประทับใจมากคือ ได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครองด้วย
• มันยาวถึง ๑๓๐ นาที เพราะมีรายละเอียดอันน่าอภิรมย์ร้อยเรียงอยู่ในนั้น ก่อนเข้าชมควรเข้าห้องน้ำและกินอะไรรองท้องไม่ให้ว่างเปล่าเสียก่อน จะได้ไม่ขาดอรรถรสในการชม
• อ้อ ถ้าอยากช่วยลดโลกร้อน อย่าลืมพกผ้าเช็ดหน้าไปด้วยล่ะ
• ที่ House RCA เขาก็ฉายนะ ใกล้โรงไหนไปดูได้จ้า



วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Engine : ชีวิตคือการต่อสู้

Rating:★★★★★
Category:Other


Engine (2005) เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักแข่งรถ F3000 ที่ผิดหวังจากการทำงานที่อิตาลี บ่ายหน้ากลับมาบ้านในโตเกียว ซึ่งกลายสภาพเป็นบ้านเด็กกำพร้าไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรนเพื่อให้ได้ขับรถแข่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น บรรดาเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านก็ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของตัวเองไปพร้อมกัน

'ชีวิตคือการต่อสู้'

Engine บอกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีปัญหาของตัวเอง
และทุกคนต้องต่อสู้เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ในสนามแข่งขันแห่งชีวิตของตัวเอง จะชนะได้ไม่ใช่แค่ต้องเฮง ตัวใหญ่ รูปร่างได้เปรียบ แต่ต้องกล้าหาญ มุ่งมั่นอยากชนะ ถ้าจะให้ดีต้องมีกำลังใจจากคนรอบข้าง (โดยเฉพาะคนที่ตัวเองรัก) ด้วย

เป็นแนวคิด (แบบญี่ปุ่น?) ที่แจ่มแจ๋วมาก สำหรับคนในโลกที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะโอ๋ โอบอุ้มประคับประคอง ช่วยเด็กๆ ทำ (ไปเสียทุกเรื่อง) อย่างอิฉัน

ซีรีส์เรื่องนี้มาถึงมือหลังการพูดคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัวถึงซีรีส์ Change ที่เพิ่งลาจอทีวีไทยไป ใช่แล้ว ดารานำใน Engine คือคนเดียวกันที่แสดงเป็นนายกมือใหม่ในเวทีการเมืองคนนั้น แต่บุคลิกในสองเรื่องนี้ต่างกันมากเชียวแหละ

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวละคร Jiro Kanzaki (Takuya Kimura) นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เท่แบบแบดบอย (สเปค) อันได้แก่ ผมยุ่ง ผิวสีกร้านแดด สบถเป็นนิสัย ไร้หางเสียง จะกินจะนอนสุดเป็นธรรมชาติ (อีกนัยคือมูมมาม) แล้ว ยังเป็นทัศนคติ และวิธีเทคแคร์เด็กของเขา

จิโร่ไม่เคยมองเด็กว่า ‘เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก อย่าสอดตอนผู้ใหญ่พูด’ หรือ ‘เขายังเป็นเด็กอยู่ เขาทำไม่ได้หรอก’ หรืออะไรอย่างนั้น อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็น แต่จิโร่เป็นผู้ใหญ่ที่ respect เด็ก เช่นเดียวกับที่เขา respect ผู้ใหญ่ จะเรียกว่าให้เกียรติเด็กก็ได้ (แต่ใช้คำนี้คงไม่เข้ากับบุคลิกของจิโร่) เขาเล่นกับเด็กแบบที่เด็กจะเล่นกับเด็ก ฟังเด็กพูด เถียงกับเด็ก และลุ้นให้เด็กตัดสินใจเอง แล้วยืนกราน บอกผู้ใหญ่อย่างที่เขาต้องการ

เด็กๆ ในบ้านรักจิโร่ หัวบันไดห้องใต้หลังคาของจิโร่-ถ้ามี-มันคงเป็นบริเวณที่ไม่เคยแห้ง เพราะใครๆ ก็อยากจะมาหาจิโร่ บางที ได้แค่ยั่วเย้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว จิโร่กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน เราพบว่าบ่อยไปที่จิโร่ได้แรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองจากเด็ก

อิฉันว่า ผู้ใหญ่อย่างเราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย จากการดูซีรีส์เรื่องนี้

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ส่วนตัว ผู้ให้ยืมซีรีส์ชุดนี้มาให้ฝึกฟังมา ณ ที่นี่
ซีรีส์สนุกมาก ได้ผลมาก (เรื่องการฟังภาษาระดับเป็นกันเอง) และได้น้ำตาไหลไปหลายรอบ
ประทับใจกับความรักที่ผู้ใหญ่และเด็กมีต่อกัน

อ้อ ..ความรักของหนุ่มสาวด้วยจ้ะ



บันทึก:
• ตอนผู้ชายอุ้มเด็กนี่ ดูดีจัง
• ซีรีส์เรื่องนี้จัดแสงสวย แล้วก็ภาพสวย ยังกะหนังแน่ะ
• ผู้ใหญ่ดูแล้วจะได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องปฏิบัติตัวกับเด็กใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักพูดกับเขา เพราะว่าแม้จะเป็นเด็กกำพร้าอายุแค่ ๕ ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น 'เด็กน่าสงสาร' ทุกคนไป
• จิโร่สอนว่า จะเข้าใจและเข้าถึงเด็ก ไม่เห็นต้องเข้าใจทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับเด็ก แค่รื้อฟื้นความรู้สึกที่ตัวเองเคยรู้สึกเมื่อก่อนเป็นเด็ก ก็จะเข้าใจเด็กได้ไม่ยาก
• กว่าโค้ชจะยอมให้จิโร่ขับรถแข่ง โค้ชทดสอบจิโร่ได้โหดมาก แต่สิ่งที่โค้ชสอนจิโร่น่ะ โคตรจะสำคัญเลย โค้ชให้จิโร่ขับรถแข่งอีกครั้ง เพียงเพราะว่าจิโร่ ‘ได้เรียนรู้ที่จะขับรถให้คนอื่นนั่งแล้ว’
• Koyuki หรือคุณนางเอกนั่น หน้าตาสวยแบบญี่ปุ่น แต่หุ่นอินเตอร์มาก และเขาก็เจ๋งมากนะ ที่ไม่ให้คุณนางเอกขาสวยนุ่งสั้น โชว์ขานอกบทเลย (เธอเล่นเป็นเซนเซนี่นา)
• สำหรับน้อง Ueno Juri หรือน้องโนดาเมะ (ชอบน้องมาตั้งตะ Swing Girl-2004 ละ) ในเรื่องเธอเล่นที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เลยต้องมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า อยากบอกว่าประทับใจความสามารถของน้องมาก น้องเล่นเรื่องนี้ได้แบบเราลืมโนดาเมะไปเลย (น้องเค้าเล่นซีรีส์โนดาเมะปี 2006 ทีหลัง Engine จ้ะ)
• ซีรีส์ญี่ปุ่นนี่ ช่างเขียนบทได้ดีจริง คนเล่นก็เล่นสมจริง จะฉาก จะไฟ จะเมคอัพ อะไรก็ดี เนียนไปหมด (พูดแบบนี้จะมีคนด่าไหมว่าเป็นคนไทยทำไมไม่ดูละครไทย :-P)




วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

คิดถึงตา


วันก่อนคุยกะน้าเต๋า

ชวนน้าเต๋าไปแอ่วมะละแหม่ง

แล้วก็นึกถึงตาขึ้นมา

โทรไปถามแม่ว่ามอญสายตา มาจากไหน แม่ว่าตาเป็นมอญสายพระประแดง สมุทรปราการ

ก็หาข้อมูลเพิ่มเติม หาไปหามา ก็เจอบทความของนักเขียนคนโปรด

ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 ได้มาจาก http://www.monstudies.com/show_content.php?topic_id=117&main_menu_id=1

ส่วนภาพตัวอย่างการเกล้ามวยแบบสาวมอญ ได้มาจาก
http://blogazine.prachatai.com/user/ong/post/1478
(เป็นบล็อกที่รวบรวมเกร็ดน่ารู้ซึ่งน่าสนใจมากๆ ของชนชาติมอญไว้เยอะเลย)


--------------------------------------------------------------------


เหตุที่มอญอพยพ


ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช



จัดแจงแต่งกายพลายชุมพล
แปลงตนเป็นสมิงมอญใหม่

           อย่าเพิ่งเอะอะไปครับ ผมยังไม่ถึงขนาดอยู่ดี ๆ ก็ร้องเพลงมอญดูดาวขึ้นมาเฉย ๆ แต่ผมมีเหตุที่จะต้องร้อง เพราะมีบางเรื่องที่อยากจะเขียนเกี่ยวกับมอญอพยพไปปางก่อน ซึ่งออกจะเป็นวิชาการนิด ๆ
           ต้นเหตุมีอยู่ว่า มีท่านที่เคารพของผมสองท่าน เอาหนังสือมาให้ผมท่านละเล่ม เรื่องต่างกัน แต่บังเอิญหนังสือสองเล่มนั้นเป็นหนังสือที่สยามสมาคมพิมพ์ขึ้น
           เล่มแรกนั้น เป็นเรื่องราชทูตไทย ไปเจริญทางพระราชไมตรี ยังราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ประเทศฝรั่งเศล ในสมัยพระนารายณ์ กรุงศรีอยุธยาเมื่อ 300 ปีมาแล้ว
          และอีกเล่มหนึ่ง เป็นการรวบรวมบทความที่เคยพิมพ์ ในวารสารของสยามสมาคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2456 จนถึง พ.ศ. 2516 มีชื่อว่า มอญ อันเป็นชนชาติที่เคยอยู่ ในประเทศไทย และอพยพกลับเข้ามาอีก ในระยะหลัง
          ผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ละเอียด แต่ได้มาอ่านบทวิจารณ์ของคุณวิน เซนต์บารนส์ ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ผู้วิจารณ์ได้เขียนว่า ไม่มีใครทราบว่า เพราะเหตุใด มอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทย จึงถูกต้อนรับอย่างดีกว่าชนชาติอื่น ๆ ที่อพยพเข้ามาอยู่ ในประเทศไทย และสามารถเข้ากับทางราชการไทย และสังคมไทยได้เป็นอย่างดี และโดยรวดเร็ว
          ครั้งแรกที่มอญอพยพเข้ามาอยู่ ในเมืองไทย เป็นจำนวนมาก ก็คือ ในแผ่นดินพระนเรศวรเป็นเจ้า
         ไม่มีปัญหา ที่พระนเรศวรเป็นเจ้า ทรงพระกรุณามอญเป็นพิเศษ เพราะตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อยู่ในพม่าก็ได้ทรงรู้จักกับมอญในพม่าใต้ พระมหาเถรคันฉ่อง ที่ได้ถวายพระพรเตือนว่า พม่าจะคิดร้ายต่อพระองค์ก็เป็นพระมอญ นอกจากนั้น ยังมีมอญที่เคารพเลื่อมใส ในพระนเรศวร เป็นจำนวนมากมาย ในระหว่างที่ทรงทำสงครามกับพม่า ก็ปรากฏว่าเมืองมอญ หรือพม่าใต้นั้นอยู่ใต้พระราชอำนาจ
          มอญที่เข้ามา ในรัชกาลพระนเรศวร จึงเป็นมอญที่โดยเสด็จเข้ามา และมอญที่ตามเข้ามาภายหลัง เพื่อหมายพึ่งพระบารมี
         พระนเรศวรเป็นเจ้า จึงทรงพระกรุณาแก่มอญพวกนี้มาก โปรดให้มีที่ดินในหัวเมืองต่าง ๆ เป็นที่ทำมาหากิน และทรงตั้งขุนนางมอญขึ้น ให้ปกครองกันเอง และควบคุมกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อใช้ในราชการศึก มอญพวกนี้ จึงมีความจงรักภักดี ต่อพระนเรศวรเจ้าเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้ เข้ากับทรงราชการไทย และสังคมไทยได้อย่างดี และรวดเร็วยิ่งกว่าชนชาติอื่น ๆ ซึ่งเข้ามาในประเทศไทย ด้วยความสมัครใจ หรือถูกกวาดต้อนเข้ามาเป็นเชลยก็ตาม

         ความ ภักดีของมอญต่อพระนเรศวร ทำให้ทรงสามารถเดินทัพผ่านพม่าใต้ได้สะดวก และ มอญ คงจะได้รายงานความเคลื่อนไหว ของพม่า ให้ไทยได้ทราบทันเหตุการณ์อยู่เสมอ จึงนับได้ว่า มอญ มีความชอบในราชการ เมื่อรัชกาลพระนเรศวรเป็นเจ้า

           "มอญ"สมัยนั้นเห็นจะเรียกได้ว่า "มอญเก่า" เพราะอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นครั้งแรก และคงจะได้ตั้งรกรากทำมาหากิน แผ่กระจายทั่วไปในประเทศไทย และเมื่อก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ก็คงจะได้เข้ากับสังคมได้สนิทสนมแล้ว ถึงขนาดแต่งงานกันได้ ไม่มีข้อรังเกียจทางเชื้อชาติ
            ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้มีมอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบารมีอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นจำนวนไม่น้อย เพราะในตอนนั้น มอญไม่ยอมรับอำนาจพม่าที่มีอยู่เหนือตน จับอาวุธเข้าสู้รับกับพม่าสู้พม่า ไม่ได้จึงพากันเข้ามาพึ่งพระบารมี
           สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรีโปรด ฯ ให้รับมอญอพยพรุ่นนี้ โดยด ีเช่นเดียวกับสมัยพระนเรศวรเป็นเจ้า พระราชทานที่ดินให้ทำกินเป็นหลักแหล่ง และโปรดฯ ให้ตั้งขุนนางมอญขึ้นปกครองมอญด้วยกันอย่างที่เคยมา
           ตำแหน่งขุนนางมอญที่เป็นใหญ่ที่สุด คือ พระมหาโยธา ซึ่งคงจะมีมาแต่รัชกาลพระนเรศวร ตลอดมาจนถึงกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงรัชกาลที่ 5
         ขุนนางมอญ ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น มีความจงรักภักดีต่อพระมหาราชพระองค์นั้น มากที่สุด จนถึงสิ้นรัชกาล หมดพระราชอำนาจแล้ว ก็ยังประกาศความจงรักภักดีโดยเปิดเผย
          มอญรุ่นหลังที่สุด ที่อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงสองแสนคนนั้น เข้ามาในรัชกาลที่ 2 กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งคงจะเห็นกันว่าสำคัญมากถึงกับโปรดฯ ให้จัดกองทัพออกไปรับ และนำเข้ามาใกล้กรุงเทพฯ และโปรดฯให้ตั้งรกรากอยู่เมืองปทุมธานี ซึ่งตั้งขึ้นใหม่เป็นหัวเมืองตรี (เพราะมีมอญ ไม่ใช่เพราะมีบัว) ตลอดลงมาจนถึงปากลัด ปากเกร็ด นนทบุรี ลงไปจนถึงพระประแดง และโปรดฯให้ตั้งขุนนางมอญ มีพระยามหาโยธาปกครองเช่นที่เคยมีมาแต่ก่อน

          กอง ทัพที่ไปรับมอญเที่ยวนี้จัดเป็นทัพหลวง มีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฏสมมุติวงศ์ เป็นเจ้าทัพ ในขณะนั้น มีพระชันษาเพียง 8 หรือ 9 ขวบ จะเชิญเสด็จหรืออุ้มเสด็จไปอย่างไร ก็ไม่รู้เลย เพราะนึกไม่ถึง 
         แต่ที่เป็นเกียรติแก่มอญอพยพ เป็นอย่างยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทรงพระมหากรุณาแก่มอญ ครั้งนั้น อาจเป็นเพระเหตุที่ ทรงรำลึกว่าสมเด็จพระบรมราชชนนี คือ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีนั้น ได้ทรงถือพระชาติกำเนิดมาใน ตระกูลมอญ ที่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

        "มอญ"รุ่นนี้ คือ "มอญใหม่"
        พลายชุมพลแปลงตัวเป็นมอญใหม่ ก็คือมอญรุ่นนี้ สมิงนั้น เป็น"ภาษามอญ"แปลว่า เจ้า อย่างที่ผมได้เขียนมาแล้ว
       กลอน ที่ผมคัดเอามาลงไว้ข้างต้นนั้น มิได้มาจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่เป็นบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งแต่งขึ้นในรัชกาลที่ 5 ให้ละคร ของเจ้าพระยามหิทรศักดิ์ธำรงเล่
       ละครโรงนี้คนหนึ่งชื่อ หม่อมเจิม เป็นภรรยาคนหนึ่ง ของพระเจ้าพระยามหินทร์ฯ เป็นคนแรก ที่หัดให้ผมรำละคร เริ่มตั้งแต่ห่มจังหวะ ปรบขา ถองเอว กล่อมตัว จนถึงรำเพลงช้า เพลงเร็ว
       นึกขึ้นมาแล้ว ตัวผมเองก็เป็นคนโบราณเต็มที เพลงที่ร้องถึงพม่า มีอยู่ในเพลงพม่าชุดสิบสองภาษา เป็นความว่า
       ทุงเล  ทุงเล  ทีนี้จะเห่พม่าใหม่  มาอยู่เมืองไทย มาเป็นผู้ใหญ่ตีกลองยาว แค่นั้นเอง
      พม่าใหม่นั้น ผมไม่ทราบว่า เข้ามาอย่างไร เมื่อไร เห็นมีแต่ในเพลงนี้ ส่วนพม่าเก่านั้น ก็เคยรู้แต่ว่า ยกกันเข้ามาเป็นกองทัพ ไม่ได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่ง เข้ามาทีไร ก็เดือดร้อนกันทุกที
      อย่าว่าแต่ตัวพม่าเลยครับ ซุงพม่าพอทำท่าว่าจะเข้ามาเท่านั้น ก็เดือดร้อนกันแทบจะตั้งตัวไม่ติด
       หรือใครจะว่าไง ?

“ซอยสวนพลู”   สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ สำนักพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ. 2529


 

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

ME YOU THEM : 1 เมีย 3 ผัว ครอบครัวพิลึก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy

ME YOU THEM (2000) หรือ Eu Tu Eles ในภาษาโปรตุกีส เล่าถึงชีวิตผู้หญิงหนึ่งคนที่มีสามี 3 คน และลูกอีก 3 อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน

เดือนบอกว่าดูแล้วนึกถึงอิฉัน เลยส่งมาให้ดูบ้าง อิฉันเองก็สงสัยว่า อะไรนะทำให้เดือนนึกถึงเรา ดูจบแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดี เป็นได้ว่าอาจเป็นเพราะความมีเสน่ห์ทางเพศ?(จริงหรอ?? เรายังหา ผ ไม่ได้สักคนเลยนะ-อิ อิ) หรือเพราะรูปลักษณ์ที่สวยแบบบ้านๆ? (..อะนะ อย่างน้อยก็ยังสวย) หรือจะเป็นเพราะความบึกบึน แข็งแรงเหมือนแม่นางเอกในเรื่อง?...อะไรก็ตาม แต่คงไม่ใช่ความเป็นแม่พันธุ์—ฮา

ผู้ชายคนนึงจะมี ม 2 หรือ 3 อยู่ในบ้านเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผู้หญิงที่มี ผ ถึง 3 แถมแต่ละคนยังปรองดองสามัคคีไม่มีขัดแย้งกันอย่างนี้ มันน่าสนใจแท้ๆ ว่าเธอทำได้ไง

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอีโรติก แต่เป็นคอมมิดี้ดราม่า มันจึงไม่ใช่การใช้เสน่ห์ยั่วยวนทางเพศ หรือบทสวาทร้อนเร่าถึงกึ๋นที่ดึงดูดผู้ชายทั้ง 3 ให้มาโคจรรอบตัวผู้หญิงคนนี้ แต่ถ้าบอกตอนนี้ว่าคือ ความรัก ความผูกพัน และพึ่งพาอาศัย ก็คงจะนึกภาพกันไม่ออกอีก ว่า 3 ความเนี้ยจะใช้ผูกผู้ชายไว้กับตัวได้ไง..อย่างนี้ต้องเล่าคร่าวๆ


เรื่องมันเกิดที่บ้านนอกของบราซิล Darlene (Regina Casé) เป็นสาวบราซิลเชื้อสายอินเดียน (ชาวพื้นเมืองของบราซิล) รูปโฉมของเจ้าหล่อนจึงไม่ใช่ความสวยสะคราญ อ้อนแอ้น แต่คือหน้าตาบ้านๆ ในรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศและการทำงานหนัก หนังเริ่มเล่าก็ตอนเธอท้องโตเสียแล้ว ตอนนั้นฟ้าเพิ่งสาง เธอเก็บของ ล่ำลาแม่ นั่งลาออกไปในชุดแต่งงาน ไปรออยู่ที่โบสถ์ แต่รอจนสายก็ไม่เห็นมีใครมาแต่งงานด้วย แต่ออกจากบ้านมาแล้ว จะบากหน้ากลับไปได้ไง เธอเลยโบกรถทั้งชุดแต่งงานนั่นแหละ

3 ปีต่อมา ดาร์ลีนาจึงกลับมาพร้อมลูกชายวันกำลังน่ารัก แวะทัก Osias (Lima Duarte) เพื่อนบ้านซึ่งกำลังสร้างบ้านด้วยดิน ว่าบ้านสวย ก่อนจะไปบ้านตัวเอง แล้วจึงพบว่า แม่เสียชีวิตแล้ว และก่อนที่จะกระเตงลูกกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมนั่นเองที่เธอได้รับข้อเสนอจากโอซิแอสว่า บ้านที่ว่าสวยน่ะ อยากได้ไหม ถ้าอยากได้ มาแต่งงานกันสิ

แรกเลยดาร์ลีนาก็งง แต่ซิงเกิลมอมที่ไม่มีที่ไปอย่างเธอ อยู่ดีๆ มีผู้ชายหน้าตาไม่น่ารังเกียจ (แก่นิดนึง) แถมมีบ้านมาขอแต่งงาน เธอก็เซย์เยส เพื่อที่จะได้รู้ว่า บ้านน่ะ สุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นของเธอหรอก เพราะเมื่อเธอแต่งกับเขา เธอก็เป็นของเขา และบ้านของเธอ ก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่ดี

ชีวิตที่มี ผ เป็นตัวเป็นตนไม่หวานชื่นและสบายอย่างที่คิด เพราะ ผ ไม่ค่อยทำการบ้าน ไม่แสดงความพิสวาสในตัวเธอเอาเสียเลย เขาหลอกเธอมาแต่งเป็นเมียทาสมากกว่า งานรับจ้างในไร่คนอื่นก็ต้องทำ เลี้ยงแพะให้ผัวก็ต้องทำ ไหนจะงานบ้าน แล้วงานหนักอย่างเดินไกลๆ ไปตักน้ำ หาฟืนอะไรอย่างนี้ ก็ต้องช่วยกันทำกับลูกชาย

ส่วนผัว.. วันๆ ก็ได้แต่นอนเปล ฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ปล่อยแพะหากินเอง

แล้วดาร์ลีนาผู้ว้าเหว่ ไร้รักจาก ผ ก็มี ‘อะไรๆ’ กับหนุ่มผิวดำผู้มาธุระเรื่องแพะของผัว จนป่องขึ้นมา แล้วก็คลอดลูกออกมาเป็นเด็กตัวดำ

ราเชล น้องสาวผัวกระแนะกระแหนเธอเรื่องสีผิวของลูก (แน่ล่ะ แม่มันไม่ดำ พี่ชายตัวเองก็ไม่ดำ แล้วเด็กมันดำเหมือนใคร) ดาร์ลีนาย้อนว่า “ลูกตัวดำเพราะแม่ทำงานหนักไม่มีใครช่วย” (อิฉันฟังแล้วทั้งเห็นใจทั้งสะใจเลยเชียว)


พายุลูกต่อมาที่กระหน่ำใส่ชีวิตผู้หญิงคนนี้คือ การตัดสินใจเพื่ออนาคตของลูก ดาร์ลีนาตอนนั้นทั้งเซ็ง ผ นัมเบอร์ 1 แล้วก็ไม่รู้สึกผูกพันอะไรนัก แถมทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่คนเดียว เลยตัดสินใจพาจูงลูกคนเล็ก พาลูกคนโตอยู่กับพ่อ (หน้าตาพ่อลูกคนแรกเป็นไง หนังไม่เปิดโอกาสให้เห็น) แล้วเธอก็เกือบหนีไปแล้วเชียว ยังดีที่ตัวผัวซึ่งสบายจนชินและยอมรับกับความลำบากในวันที่เมียไม่อยู่ไม่ได้ ไปตามเธอกลับมา

คนคนหนึ่งที่มีความเห็นอกเห็นใจ เอื้ออาทร และใส่ใจดูแล เป็นคนคนเดียวที่ดาร์ลีนาระบายความเศร้าหมองเพราะต้องพรากจากลูกก็คือ Zezinho (Stênio Garcia) ญาติผู้น้องของผัว ซึ่งกลายมาเป็น ผ นัมเบอร์ 2 ของดาร์ลีนา

เซซิโน่ย้ายมาอยู่บ้านของโอซิแอสเพราะถูกราเชลไล่ออกจากบ้าน โทษฐานที่มัวแต่ออกไปข้างนอก (ไปเริงรักกับดาร์ลีนา กลางแจ้ง-ริมบ่อที่หล่อนนั่งซักผ้า) จนกลับมาไม่ทันดูใจคุณยายชรา ผ นัมเบอร์ 2 นี้ออกจะมีบุคลิกเรียบร้อย เก่งการบ้านการเรียน จน ผ นัมเบอร์ 1 ประเมินว่า 'ทำไม่เป็น' ปลอดภัย ให้อยู่ใกล้นังเมียไฟแรงสูงได้
นัมเบอร์ 2 นี้นับว่าเป็นคนมีน้ำอกน้ำใจกับดาร์ลีนามาก ตั้งแต่แกมาอยู่บ้านด้วยก็ช่วยแบ่งเบาไปได้มาก ทั้งดูแลทำงานบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า เลี้ยงแพะ แถมยังปั่นจักรยานไปส่งข้าวเที่ยงร้อนๆ ให้เธอถึงที่ไร่เลยด้วย

แล้วลูกชายคนที่ 3 ของดาร์ลีนาก็ถือกำเนิดขึ้น เด็กคนนี้มีดวงตาสีฟ้าสวย เหมือน ผ นัมเบอร์ 2


ผ คนที่ 3 ของดาร์ลีนาชื่อ Ciro (Luiz Carlos Vasconcelos) ทั้งหนุ่ม หล่อ (มั่ก!) และหุ่นดี เธอสบตา และถูกใจสำนวนของเขาจากงานสังสรรค์ของหมู่บ้าน จากนั้นก็ได้เจออีกครั้งในไร่อ้อย ตอนนั่งรถส่งคนงานกลับมาด้วยกัน เขาว่าเขายังไม่มีที่พัก ดาร์ลีนาจึงชวนไปกินข้าวที่บ้าน (ผ นัมเบอร์ 2 เป็นคนทำ) เกือบโดน ผ นัมเบอร์ 2 กันท่าไม่ให้เข้าบ้านแล้วเชียว ดีว่าหนุ่มคนนี้มารยาทน่ารัก ไปเยือนพร้อมของติดไม้ติดมือ ผ นัมเบอร์ 1 ชอบใจ (คงกะจะขัดคอนัมเบอร์ 2 ด้วย-เคืองที่ลูกตัวเองสีตาเหมือนน้อง ว่างั้น) เลยเชิญเข้าบ้าน แถมให้ชวนให้พักด้วยกันอีก

ตกเช้า หนุ่มสาวเขาเดินตามกันไปไร่ ตาเฒ่าสองคนอยู่บ้านด้วยกัน นัมเบอร์ 2 อดริษยาไม่ไหว เริ่มเป่าหูนัมเบอร์ 1 ว่าเนี่ย เดี๋ยวชาวบ้านต้องนินทาแน่เลย นัมเบอร์ 1 ได้ยินแล้วฉุนเชียว ‘นี่บ้านฉัน ฉันจะให้ใครอยู่ก็ได้ ใครจะกล้ามานินทา’ ว่าแล้วก็สั่งให้นัมเบอร์ 2 หุงข้าวเที่ยงเผื่อนัมเบอร์ 3 แถมให้ปั่นจักรยานไปส่งข้าวให้เมียตัวเองและ ผ นัมเบอร์ 3 ด้วย (ฮา)

นัมเบอร์ 2 ปั่นจักรยานไปส่งข้าวเที่ยงให้เมียตัวเองและ ผ ใหม่อย่างร้าวรานใจ ไปถึงยังไปแอบเห็นเขาเริงรักกันกลางวันแสกๆ กลางดงอ้อยอีก (เจ้าประคู้นนน ผีสางเทวดาไม่อายไม่ว่า แต่ไม่คายหลังกันมั่งหรือไงไม่รู้สิ) เล่นเอาป่วยไปเลย


นัมเบอร์ 3 ขยันหาของมากำนัลนัมเบอร์ 1 เจ้าของบ้านเลยออกคำสั่งว่าให้อยู่ได้จนกว่าจะได้ที่อยู่ที่ดีกว่านี้ แล้วนัมเบอร์ 3 ก็อยู่อย่างสบายใจเนียนๆ จากพื้นนิสัยที่ดี รักเด็ก ทำให้เด็กๆ รักแถมยังเข้ากับนัมเบอร์ 1 ได้ดีอีก

กระนั้น เขาก็รู้สึกผิด แล้วก็แอบน้อยใจอยู่ลึกๆ เขาบอกดาร์ลีนาวันหนึ่งว่า ชีวิตนี้ไม่เคยต้องต่อคิวยาวขนาดนี้เพื่อรอผู้หญิงคนเดียว ว่าแล้วเขาก็ชวนหนี


แต่ดาร์ลีนาไม่คิดจะหนี ก็บ้านหลังนี้สงบสุขดี นอกจากนี้เธอมีลูกชายอีกถึง 2 คนในบ้านหลังนี้ ไหนจะ ผ อีก 2 ซึ่งเธอรักทุกคนเลย ว่าแล้วเธอจึงวางแผนสำคัญขึ้น

คืนนั้นเธอปรนเปรอนัมเบอร์ 1 เสร็จแล้วก็สะกิดปลุกนัมเบอร์ 2 ให้ตามไปที่คอกแพะ นัมเบอร์ 2 ดีใจเหลือหลาย บอกว่าเกือบลืมไปแล้วว่าเซ็กซ์เป็นยังไง แต่ดาร์ลีนากลับบอกเขาว่า อยากให้ช่วยหว่านล้อมนัมเบอร์ 1 ให้ต่อห้องเพิ่มให้นัมเบอร์ 3 ไม่อย่างนั้น เธอจะหนีไปกับเขา

เธอใช้ไม้ตายกับนัมเบอร์ 2 โดยการบอกความจริง เธอท้องกับนัมเบอร์ 3 แล้ว

กล่อมเสร็จ ดาร์ลีนาก็ล้างหน้าตา เนื้อตัว นัมเบอร์ 3 ตามออกมาเหน็บประสาคนกำลังน้อยใจ เธอก็ใช้ไม้ตายอีกครั้ง ผ นัมเบอร์ 3 เป็นคนรักเด็ก พอรู้ว่ากำลังจะมีลูกของตัวเองก็ดีใจมาก โผกอดเมีย และร่วมรักอย่างเร่าร้อน และไม่คิดจะจากเมียไปไหนอีก


นัมเบอร์ 2 กับ 3 อยู่มือดาร์ลีนาแล้ว เหลือแต่นัมเบอร์ 1 คนหัวแข็ง ถือดี

นัมเบอร์ 2 ทำตามคำสั่งเมีย เริ่มกล่อมโดยอ้างว่า ดาร์ลีนากำลังท้องกับ ผ ใหม่ ถ้านัมเบอร์ 1 ไม่ยอมให้นัมเบอร์ 3 อยู่ด้วย สองคนนี้จะหนีตามกันไป นัมเบอร์ 1 โวยวาย ‘นี่บ้านฉัน ไอ้สองคนนี้มาอยู่ใต้ปีกของฉัน ถ้ามันอยากไปกันนักก็ไปเลย แต่ห้ามเอาลูกไปด้วยนะ’

นัมเบอร์ 2 ผู้ฉลาดและใจเย็นกว่า ได้ยินดังนั้นก็แก้ให้
‘เราต่างหากที่อยู่ใต้ปีกพวกเขา เรามันตาแก่ ถ้าเขาไป เราก็มีแต่จะถูกทิ้งให้ยืนพิงกัน’

นัมเบอร์ 1 ฟังแล้วสะดุ้ง เพราะความจริงนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว ชีวิตของเขาจะขาดเมียคนนี้ไม่ได้เลย ขาดน้องชายคนนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันทำกับข้าวอร่อยกว่าเมีย งานบ้านก็ทำเรียบร้อยกว่า กระทั่งลูกทั้งสองคน (ที่อิฉันเองว่าเขาก็รู้นะ ว่าไม่มีคนไหนเป็นลูกเขาเลย) ก็ขาดไม่ได้ เด็กสองคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในบริวาร และความเคยชินในชีวิตอันมีสีสันของเขาไปเสียแล้ว

ว่าแล้วบ่ายนั้น 2 ผ เฒ่าก็ยักแย่ยักยันช่วยกันต่อเติมบ้าน (ย่านนั้นเขาเอาดินมาผสมน้ำให้เขละๆ แล้วโปะลงบนโครงไม้ไผ่ฮะ) หรืออีกนัยคือ บริเวณใหม่สำหรับ ผ คนที่ 3 ของเมีย


และแล้ว..ดาร์ลีนาก็คลอดลูกชายคนที่ 4 ของเธอ แต่เป็นเด็กคนที่ 3 ของบ้านนี้ (โดยที่ลูกทั้ง 4 ไม่มีใครไหนมีพ่อคนเดียวกันเลย) เห็นเด็กแล้ว ผ นัมเบอร์ 1 ก็รู้อีกตามเคย ว่านี่ไม่ใช่ลูกกรูหรอก แกคิดๆ อยู่ทั้งคืน เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ ผ นัมเบอร์ 3 ออกไปไร่ตามปกติ นัมเบอร์ 2 กับเมียยังนอนอยู่เพราะความเหนื่อยอ่อน เขาก็อุ้มทารกน้อย และพี่ชายอีก 2 คนขึ้นเกวียน ขับออกไปท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุ

คนดูอดตกใจไม่ได้ว่าตาคนนี้จะเกิดหึงเพี้ยนๆ ขึ้นมา พาเด็กไปทิ้งที่ไหนหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่หรอก เขาพาเด็กไปทำธุระบางอย่าง ที่จะทำให้แม่ของเด็กพาเด็กหนีเขาไปไม่ได้เท่านั้นเอง

แล้วเรื่องก็จบลงด้วยรอยยิ้ม


ครอบครัวพิลึกพิลั่นที่มี ม 1 ผ 3 และลูกชายอีก 3 คนจากคนละพ่อ จึงอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข (ตามประสา) เพราะแต่ละคนต่างพึ่งพาอาศัย เมตตา ช่วยเติมความรักความอบอุ่นให้กันและกันจนเต็มอิ่มนั่นเอง








บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Andrucha Waddington จากเรื่องของ Elena Soarez
• เพลง OST ของหนังเรื่องนี้เพราะมาก ชักอยากได้อัลบั้มละสิ
• ภาพก็สวย แสงสวย สีสวย เป็นสีแดงของดิน ตัดกับสีฟ้าของฟ้า ถ้าเอาภาพในหนังเรื่องนี้มาทำภาพนิ่ง เราก็จะมีรูปสำหรับจัดนิทรรศการภาพถ่ายเป็นร้อยๆ รูปเลย
• หนังเรื่องนี้มันน่ารักตรงที่มันถ่ายทอดชีวิตลำบากๆ น่าสงสารๆ ของผู้หญิงคนนึงออกมาอย่างน่ารัก แล้วก็อย่างคนมองโลกในแง่ดี ^_^
• รู้สึกดีเหมือนกันที่เห็นผู้หญิงคนนึง ที่ไม่ได้สวย ไม่ได้เอ็กซ์ แต่ก็เป็นจุดศูนย์กลางจักรวาลของผู้ชายตั้ง 6 คนในบ้าน
• เจ๊เรจิน่านี่เค้าเล่นได้เหมือนเป็นตัวเองเลยนะยะ จะอุ้มลูก แกะเม็ดข้าวโพด ตัดอ้อย เนียนไปหมดเลยเชียว
• คนบราซิลแถบนั้นเขาเกี้ยวกันง่ายจริงนะ (เอ หรือมันเกี้ยวกันง่ายอย่างนี้ทั้งทวีปอเมริกาใต้เลยหว่า?)
• นอนเปลทุกคืนมันไม่ปวดหลังหรือไงไม่รู้แฮะ เห็นมีแต่คนป่วย+แก่ที่นอนเตียง
• เขาว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่อง Based on True Story ด้วยนะฮะ
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จริงๆ แล้วก็มีแต่แม่เท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าพ่อของลูกตัวเองคือใคร (ฮา)
• ขอบคุณเดือนที่ดูแล้วอุตส่าห์นึกถึง เลยทำให้เราได้ดูไปด้วย ^_^



วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

อยากมีลูกฉลาด ต้องมีเมียแก่นะจ๊ะ


พ่อมีอายุอาจทำให้ลูกมีปัญญาไม่ดี แม่อายุมากให้ลูกหัวไว [11 มี.ค. 52 - 00:39]

นัก วิทยาศาสตร์กล่าวว่า ผู้ที่ปัญญาไม่ดี อาจจะโทษพ่อผู้มีอายุเมื่อตอนให้กำเนิดตนได้บ้าง แต่บัดนี้ ได้มีการค้นพบใหม่ว่า ลูกของมารดาที่มีอายุกลับเป็นคนหัวดี

 

หนังสือพิมพ์ ซันเดย์ ไทมส์ของ อังกฤษ รายงานว่า คณะนักวิจัยระหว่างประเทศได้ศึกษาพบครั้งล่าว่า เด็กที่เป็นลูกของพ่อที่มีอายุ จะทำการทดสอบเชาวน์ ได้คะแนนสู้ลูกของพ่อที่ยังหนุ่มกว่าไม่ได้ นักวิจัยได้สาเหตุว่า ผู้ชายเมื่อมีอายุมากขึ้นเซลล์ผลิตตัวอสุจิ จะเกิดการกลายพันธุ์มากขึ้น และอาจส่งผ่านความผิดปกติต่อๆไปถึงลูกหลานได้

 

นักชีววิทยาจอห์น แมคแกรธ หัวหน้านักวิจัย “ลูกของพ่อคนที่มีอายุจะแสดงอาการบกพร่องทางสติปัญญา ในช่วงทั้งในวัยทารกและวัยเด็ก ให้เห็นอย่างคลุมเครือ” และได้ เสริมว่า “แต่ ที่น่าสนใจก็คือ การศึกษากับแม่ที่มีลูกเมื่อมีอายุมากบ้าง กลับปรากฏว่า ผู้หญิงเหล่านี้กลับมีลูกที่มีระดับเชาวน์สูง เนื่องจากว่าไข่ของผู้หญิงก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และยังมีดีเอ็นเอคอยช่วยป้องกันการกลาย พันธุ์ จนกว่าจะใช้งาน”.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=127189