เท้าขวาดูบวมๆ เพราะว่ามันโดนยิิงหนังสติ๊กใส่มา
15-16 มกราคม 2554
กลับบ้านคราวนี้เจอหมาหน้าใหม่ เป็นตัวเมีย แม่บอกว่ามันเพิ่งมาอยู่ด้วย
ที่จริงเคยหลงมาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนั้นมีอาการขากระเผลก เหมือนถูกรถชนมา แม่ก็จับให้กินยา ให้อาหาร แล้วก็ให้นอนนอกบ้าน เพราะเกรงใจนัง(หมา)ดำลูกรัก
ปรากกฏว่าพอมันอาการดีขึ้นก็หายไป 3-4 วัน
กลับมาอีกทีในสภาพซมซาน คราวนี้เดินด้วยขาหน้าข้างที่เคยเจ็บ เพราะอีกข้างที่เคยดีนั้นเจ็บกว่ามาก มองดูดีๆ มันจะบุบๆ เบี้ยวๆ ด้วยซ้ำไป หน้าอกมีสะเก็ดเลือดกรัง ส่วนอาการที่หนักที่สุดคือปาก
ปากมันเบี้ยวเหมือนจระเข้ที่ฟันบนกับฟันล่างสบกันไม่สนิท มิหนำซ้ำ ฟันล่างและบนซีกซ้ายยังหักหายไปทั้งแถบ เหลือแค่โคนฟัน
แม่บอกว่าใหม่ๆ มันอ้าปากแทบไม่ได้ เลยจัดยาแก้อักเสบให้คลุกกับอาหารเม็ดของแมวที่มีอยู่แล้ว (คุณดำเธอกินข้าวคลุกกระดูก แต่นังนี่อ้าปากแทะกระดูกไม่ได้ก็กินอาหารแมวเม็ดไปละกัน)
ที่ฉันไปเห็นนี่มันกินยาแก้อักเสบกับข้าว 3 มื้อมาสัก 20 วันได้แล้ว แม่บอกว่าอาการดีขึ้นเยอะ เวลาแม่กลับบ้านจะกระโดดยืนด้วยสองขาหลัง หูลู่ หางแกว่ง ยอมให้แม่จับปากดูฟันได้ กับฉันมันก็ยังมาตีซี้ ส่ายหางงี้ดๆ ใส่ตั้งแต่แรกเห็น
เรื่องของหมาตัวนี้ ตอนแรกมองไกลๆ เห็นขาบุบบี้ของมันแล้วคิดว่ามันโดนรถชน แต่พอไปจับใต้คางมัน จับปากปลิ้นเห็นฟัน ฉันว่ามันโดนไม้ตีหน้ามามากกว่า แม่บอกได้ยินแว่วๆ ด้วยว่ามีคนเห็นมันถูกคนยิงหนังสติ๊กใส่ตีน
ไม่รู้มันไปขโมยอะไรเขา หรือไปทำอะไรให้เขารำคาญ
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหมาะแล้วหรือ ที่ต้องทำกับหมาโง่ๆ ตัวหนึ่งขนาดนี้
การที่มันมาอยู่กับเรา ฉันคิดว่ามันโชคดี
อย่างน้อยก็มียา มีอาหาร มีที่นอน แล้วก็มีคนที่เมตตามัน แถมเจ้ดำเค้าก็ไม่ได้เขม่นอะไรมากมาย
ก็เลยเรียกมันว่าเจ้า โชคดี เพราะเหตุนี้