แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุราษฎร์ฯ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุราษฎร์ฯ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

โ ช ค ดี ที่เจอกัน



เท้าขวาดูบวมๆ เพราะว่ามันโดนยิิงหนังสติ๊กใส่มา

15-16 มกราคม 2554

กลับบ้านคราวนี้เจอหมาหน้าใหม่ เป็นตัวเมีย แม่บอกว่ามันเพิ่งมาอยู่ด้วย
ที่จริงเคยหลงมาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนั้นมีอาการขากระเผลก เหมือนถูกรถชนมา แม่ก็จับให้กินยา ให้อาหาร แล้วก็ให้นอนนอกบ้าน เพราะเกรงใจนัง(หมา)ดำลูกรัก
ปรากกฏว่าพอมันอาการดีขึ้นก็หายไป 3-4 วัน

กลับมาอีกทีในสภาพซมซาน คราวนี้เดินด้วยขาหน้าข้างที่เคยเจ็บ เพราะอีกข้างที่เคยดีนั้นเจ็บกว่ามาก มองดูดีๆ มันจะบุบๆ เบี้ยวๆ ด้วยซ้ำไป หน้าอกมีสะเก็ดเลือดกรัง ส่วนอาการที่หนักที่สุดคือปาก

ปากมันเบี้ยวเหมือนจระเข้ที่ฟันบนกับฟันล่างสบกันไม่สนิท มิหนำซ้ำ ฟันล่างและบนซีกซ้ายยังหักหายไปทั้งแถบ เหลือแค่โคนฟัน

แม่บอกว่าใหม่ๆ มันอ้าปากแทบไม่ได้ เลยจัดยาแก้อักเสบให้คลุกกับอาหารเม็ดของแมวที่มีอยู่แล้ว (คุณดำเธอกินข้าวคลุกกระดูก แต่นังนี่อ้าปากแทะกระดูกไม่ได้ก็กินอาหารแมวเม็ดไปละกัน)

ที่ฉันไปเห็นนี่มันกินยาแก้อักเสบกับข้าว 3 มื้อมาสัก 20 วันได้แล้ว แม่บอกว่าอาการดีขึ้นเยอะ เวลาแม่กลับบ้านจะกระโดดยืนด้วยสองขาหลัง หูลู่ หางแกว่ง ยอมให้แม่จับปากดูฟันได้ กับฉันมันก็ยังมาตีซี้ ส่ายหางงี้ดๆ ใส่ตั้งแต่แรกเห็น

เรื่องของหมาตัวนี้ ตอนแรกมองไกลๆ เห็นขาบุบบี้ของมันแล้วคิดว่ามันโดนรถชน แต่พอไปจับใต้คางมัน จับปากปลิ้นเห็นฟัน ฉันว่ามันโดนไม้ตีหน้ามามากกว่า แม่บอกได้ยินแว่วๆ ด้วยว่ามีคนเห็นมันถูกคนยิงหนังสติ๊กใส่ตีน

ไม่รู้มันไปขโมยอะไรเขา หรือไปทำอะไรให้เขารำคาญ
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหมาะแล้วหรือ ที่ต้องทำกับหมาโง่ๆ ตัวหนึ่งขนาดนี้

การที่มันมาอยู่กับเรา ฉันคิดว่ามันโชคดี
อย่างน้อยก็มียา มีอาหาร มีที่นอน แล้วก็มีคนที่เมตตามัน แถมเจ้ดำเค้าก็ไม่ได้เขม่นอะไรมากมาย

ก็เลยเรียกมันว่าเจ้า โชคดี เพราะเหตุนี้

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

..ไม่ใช่เรื่องของอดีต






..แต่เป็นเรื่องของปัจจุบัน
และอนาคต




ไม่น่าเชื่อว่าน้องชายคนกลาง
คนที่เมื่อเล็กๆ ฉันไม่ยอมเล่นด้วยเพราะเบื่อที่น้องโง่ (กว่า)
จะพูดอะไรน้อยๆ แต่โดนใจได้ขนาดนี้


(รูปจากระเบียงบ้านน้า บ้านริมแม่น้ำตาปีที่ตากับยายสร้างมากับมือ)

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ไม่สำคัญว่ามาจากไหน






เสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553

ฉันกลับบ้านเป็นครั้งแรกของปี
ไม่เชิงว่ากลับไปไหว้เจ้าตรุษจีน (เกือบไม่ทัน เพราะรถไฟช้าไป 3 ชั่วโมง)
แต่เพราะตั้งใจจะกลับไปทำบุญครบรอบวันตายของพ่อในวันถัดจากวาเลนไทน์

อากาศคืนล่องจากกรุงเทพฯ ลงใต้เย็นสบาย
ที่้บ้านฉันวันนั้นมีลมพัดตลอดวัน
ระหว่างที่แสงแดดเฉียงๆ ปลายหน้าหนาวทำหน้าที่ของมัน
คือสาดแรงลงมาอย่างไม่ปราณีผิว

อัญชันเถาหนึ่งขึ้นอยู่ข้างบ้าน
กำลังชูยอดอ่อนขึ้นไขว่คว้าค้างไม้ไผ่ อย่างงาม

ฉันถามแม่ ทำไมถึงปลูกอัญชันไว้ตรงนี้
แม่บอกเปล่าปลูก มันขึ้นของมันเอง
เลยทำค้างให้มันเลื้อยสวยๆ

ไม่สำคัญที่จะคิดหาคำตอบว่าเมล็ดอัญชันมาจากไหน
เป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าที่มันเลือกมาผังราก เติบโต ผลิดอกที่ตรงนั้น

แม้ต่อไปอาจเลื้อยให้ข้างบ้านรกเป็นพุ่มอัญชันก็ตาม


วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปริศนา




คนทุกคนมีแรงพลุ่งไปใน ความเกิด ด้วยฤทธิ์ของตัณหาและอุปาทาน. โดยเหตุที่ไม่ทราบว่า ที่แท้อารมณ์ทั้งปวงนั้นก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงเพื่อมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ ความดับ.

เหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไผ่ไปทำขลุ่ยเป่าเสียงดังไพเราะ ก็เพียงเพื่อ ความดับ แห่งเสียงนั้นลงสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม; หรือเหมือนไอน้ำจากทะเลพลุ่งขึ้นเป็นเมฆและตกเป็นฝนลงสู่ทะเลตามเดิม.

ความวุ่นที่พลุ่งขึ้น ก็ย่อมดับมอดลงสู่ ความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เพราะฉะนี้แล ความไม่ดิ้นรนทะยานไปในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเป็นความดับสนิทไปแต่ต้นมือแล้ว.



เสียงขลุ่ยหวนกลับมาหากอไผ่
ว่าไผ่ลำตัดไปจากไผ่กอ
เสียงก็หวนกลับมาหากอไผ่
เหมือนไอน้ำจากทะเลเป็นเมฆา

เหมือนตัณหาพาคนด้นพิภพ
วิ่งมาสู่แดนวิสุทธิ์หยุดเกเร
อันความวุ่นวิ่งมาหาความว่าง
ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนอย่างเคย

จงคิดให้เห็นความตามนี้หนอ
ทำขลุ่ยพอเป่าเป็นเสียงมา
เป่าเท่าไรกลับกันเท่านั้นหนา
กลายเป็นฝนกลับมาสู่ทะเลฯ

พอสิ้นฤทธิ์ก็ตระหลบหนทางเห
ไม่เถลไถลไปที่ไหนเลย;
ไม่มีทางไปไหนสหายเอ๋ย
ความหยุดเฉยเป็นเนื้อแท้แก่ธรรมเอยฯ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มองอย่างไรดี?






เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

พระธรรมโฆษาจารย์
[ พุทธทาส ภิกฺขุ ]

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กลับบ้าน ครั้งที่ ๑

Start:     Feb 12, '10
End:     Feb 15, '10
Location:     บางกอก-สุราษฎร์ธานี




กลับบ้านวันวาเลนไทน์

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ของฝากจากสวนโมกข์ฯ



จะพบความสุขที่เยือกเย็น



มองแต่แง่ดีเถิด







เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริงฯ

๑๒ กันยายน ๒๕๕๒
สวนโมกขพลาราม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ชีวิตมีให้้พิจารณา






เสาร์ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๒

สามแม่ลูกพากันไปสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา
หลังจากที่มีคนถามลอยๆ ว่า ฉันอยากไปไหน
ฉันก็ตอบลอยๆ ไปสวนโมกข์ฯ

มีใคร (ในบ้าน) รู้มั่งว่าตั้งแต่เกิดมา ตรูยังไม่เคยไปสวนโมกข์ฯ
(อืมม์ แบบว่าบ้านอยู่ห่างจากสวนโมกข์ฯ แค่ รถวิ่ง ๒๐ นาทีอะนะ)


เข้่ามาในสวนโมกข์ฯ แล้วคิดถึงวัดอุโมงค์
สถานที่สองแห่งไม่ได้เหมือนกัน แต่คล้ายกัน จะเรียกว่ามี Theme อย่างเดียวกันก็ได้
(รู้กันใช่ไหมว่าตอนหลวงพ่อปัญญาจะสร้างวัดอุโมงค์ ท่านได้หลวงพ่อพุทธทาสเป็นคอนซัลต์)

แต่ในความรู้สึก วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ดูมีมนต์ขลังแบบวัด(ใหม่ที่สร้างขึ้นบนซากวัด)โบราณ
ในขณะที่บรรยากาศในสวนโมกข์ฯ ดูคอนเทมโพรารีกว่า แจ่มใจกว่า
(ยุงและมอสก็น้อยกว่าด้วย)

ในสวนโมกข์ฯ นอกจากต้นไม้แล้วยังมีป้ายมากมาย หลวงพ่อพุทธทาสท่านคงอยากให้เราเมื่อเข้ามาแล้วใช้ตาดู และใช้หัวคิดตามมากกว่าเอาแต่พูดพล่าม ถามถึง และบ่นว่า เหมือนตอนอยู่ข้างนอก

ท่านว่า เข้ามาแล้วให้ฟังเสียงต้นไม้และก้อนหิน

ท่านให้พิจารณา


ฉันก็พิจารณาของฉัน เท่าที่ความเกรงใจสองแม่ลูกที่อุตส่าห์พามาจะอำนวย
ยังดีที่แม้แบตเตอรี่ในกล้องถ่ายรูปจะไม่อำนวย แต่โหมดมาโครในกล้องโทรศัพท์มือถือยังพอจะอำนวยอยู่ เลยได้เก็บภาพชุดนี้มาฝาก



ฉันชอบช่วงเวลานั้นจัง









ปิดเสียบ้าง




เรดาร์แมว : ส่งข่าวแบบแมวแมว






ศุกร์ที่ 11-อาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2552
กลับบ้านไปนอนขี้เกียจที่บ้าน
พบว่าคุณนายลาย แมวของพระแม่คราวนี้แปลก
ร้องจะออกไปข้างนอกตามเคย ก็ให้ออกไป
ออกไปได้ก็หายยยย ไปเลย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่กลับมาซักที

เบ็ดเสร็จหนึ่งคืนกับครึ่งวัน หล่อนถึงได้ก็ผลักประตูมุ้งลวด(โครม)เข้ามาเอง
ว่าแล้วก็ร้องโวยวายใหญ่ นััยว่าหิว (จิกตาใส่ได้อีก) พุงแฟบไปเชียว
จนต้องวางมือกับโปสการ์ดที่กำลังปั้น+แปะ ไปเอาอาหารให้หล่อนกิน

หล่อนจัดการอาหารเสร็จสรรพก็โดดขึ้นโต๊ะที่คนกำลังเขียนโปสการ์ด
ราวกับรู้ว่าโปสการ์ดบางใบจะส่งไปถึงแมว
หล่อนเลยประทับรอยซะ

..ฝากส่งข่าวไปแบบแมวแมว ว่างั้น

กลางทะเลขี้ผึ้ง





“เอ่ย น้องเอย มะพร้าวนาฬิเกร์
ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง
ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง
กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย”


มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน คือพระนิพพาน ที่เป็นความหนึ่งเดียว ไม่มีคู่เปรียบ

กลางทะเลขี้ผึ้ง หมายถึง ท่ามกลางสังสารวัฏซึ่งมีของคู่คละเคล้ากัน ดีกับชั่ว บุญกับบาป แต่นิพพานนั้นอยู่เหนือบุญ-บาป ดี-ชั่ว

ต้นมะพร้าวกลางทะเลขี้ผึ้ง เป็นความเปรียบว่า พระนิพพานนั้นอยู่ท่ามกลางวัฏสงสาร ความรู้แจ้งเห็นทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นตรงที่เกิดทุกข์ ความทุกข์เกิดที่ไหนความดับทุกข์ต้องเกิดในที่นั่น

ฝนตกไม่ต้องฟ้าร้องไม่ถึง หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดมาแผ้วพานได้

ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ ก็คือเมื่อพ้นบาปก็ถึงบุญ เมื่อพ้นบุญก็ถึงนิพพาน


ท่านพุทธทาสให้สร้างสระนาฬิเกร์ไว้ในสวนโมกข์เพื่อเป็นอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ ให้คนที่เห็นได้รู้สึกระลึกถึงธรรมะ และเป็นการระลึกถึงปัญญาคุณของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่มีความเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรม จนถึงมีการเอาเรื่องพระนิพพานมาใส่ไว้ในเพลงกล่อมเด็ก


คัดลอกข้อความจาก http://angerlo-ash.spaces.live.com