แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กินใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กินใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การตายและงานศพของฉัน

ประทุมพร วัชรเสถียร**


เมื่อชีวิตของฉันเดินทางมาถึงวันนี้ ฉันไม่มีความกลัวเรื่องความตายของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่สนใจว่าฉันจะตายเมื่อไร เหตุใดจึงตาย ตายแล้วจะไปไหน ฉันไม่สนใจใคร่รู้ทั้งนั้น รู้อยู่แต่ว่าฉันอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ (อีกนานเท่าไรไม่ทราบ) ให้เป็นประโยชน์ที่สุด และอย่างมีความสุขที่สุด

การทำชีวิตให้เป็นประโยชน์ที่สุด และมีความสุขที่สุดในทัศนะของฉัน น่าจะเป็นดังนี้คือ

๑.ปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ให้ดีที่สุด สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด อย่างเต็มใจและอย่างสนุกที่สุด ภารกิจใดถ้าคิดว่าต้องฝืนใจทำ ทำแล้วไม่สนุก ทำแล้วเกิดความทุกข์ เกิดความกดดัน ทำให้เคร่งเครียด ฉันจะพยายามหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด

ฉันมีวิธีเลือกภารกิจของฉันดังนี้คือ

๑.๑ ทำงานชนิดที่ชอบ ทำด้วยใจรัก ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข

๑.๒ ทำงานที่ให้ประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก

๑.๓ ทำงานที่ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินตรา หากฉันยังคงมีความต้องการด้านนี้

๑.๔ ทำงานที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น แม้จะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ก็ตาม (แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย และผิดศีลธรรม)

๒. คบคนที่คบแล้วทำให้จิตใจสบาย ร่าเริง เบิกบาน เปิดสมองและโลกทัศน์ ฉันไม่กลัวว่าจะมีเพื่อนน้อย หากเพื่อนเพียง ๒ – ๓ คน ที่ฉันคบสนิทด้วยทำให้ฉันสบายใจ ผู้ใดที่ทำให้ฉันรกตาด้วยภาพ รกหูด้วยคำพูด รกใจด้วยเรื่องร้าย ฉันขออยู่ห่างที่สุด

๓. สิ่งใดที่ฉันคิดว่าเป็นสิ่งดีที่ควรทำ ฉันจะไม่ผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป เช่น

๓.๑ เขียนจดหมายถึงเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน หรือติดต่อนัดพบกับเขา หากทำได้

๓.๒ ไปเยี่ยมผู้ใหญ่อันเป็นที่รักและเคารพ ซึ่งมิได้เยี่ยมเยือนมานาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีใครเหลียวแล

๓.๓ อ่านหนังสือที่เคยคิดอยากอ่าน หรือหยิบมาเตรียมไว้ แต่ยังไม่เคยมีเวลาเปิดอ่าน

๓.๔ ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ในสถานที่เหมาะสม เช่น สวนสาธารณะ หรือเดินชมกรุงเทพฯ ย่านที่ฉันเคยรู้จักและอยากกลับไปฟื้นความหลังอีก หรือย่านที่ไม่รู้จัก แต่อยากทำความรู้จัก ในฐานะที่ฉันเป็นชาวกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด

๓.๕ ส่งเงินหรือสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน โดยผ่านตัวแทนที่เชื่อใจได้ว่าจะนำความช่วยเหลือของฉันไปถึงตัวบุคคลที่ต้อง การ (หากให้โดยตรงไม่ได้)

๓.๖ อ่านหนังสือธรรมะ หรือฟังข้อคิดทางธรรมะเป็นประจำ และปฏิบัติตามนั้น จะเป็นธรรมะของศาสนาใดก็ได้ ธรรมะที่ช่วยแก้ปัญหา อ่าน/ฟัง แล้วใจสบายนั้นคือธรรมะที่ถูกต้อง ธรรมะใดที่อ่าน/ฟังแล้วหนักใจ ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยโมหะ สร้างความแตกแยก นั่นมิใช่ธรรมะ

๔. หากร่างกายและจิตใจของฉันอำนวย ฉันอยากมีอาชีพเป็นนักเขียนจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตของฉัน ฉันอยากเขียนเรื่องทุกชนิดที่มีสื่อเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย บทความ เรื่องท่องเที่ยวจากประสบการณ์ คอลัมน์ประจำ บทวิจารณ์ หรือการตอบจดหมายแนะแนวทางแก้ไขปัญหาชีวิต รวมทั้งเรื่องธรรมะและการอบรมกล่อมเกลาจิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์

๕. ฉันจะรู้จักมี “มุมชีวิต” ของตัวเอง หมายความว่า ฉันจะต้องรู้ข้อจำกัดของบทบาทของฉันว่าควรยุ่งเกี่ยวกับชีวิตคนอื่นมากน้อย เพียงใด และควรพอใจบทบาทความเป็น “คนนอก”ของตัวเองเพียงใด ฉันจะต้องรู้ว่า ไม่ว่าฉันจะเป็นภรรยา หรือแม่ หรือพี่ หรือย่า หรือยายของผู้ใด ฉันย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าไปเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ของคนเหล่านั้น หากฉันถูกขอคำปรึกษาหารือ ฉันจะให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ฉันจะไม่โกรธเคือง หรือเก็บเอามาเป็นอารมณ์ หากบุคคลเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำของฉัน ฉันจะมีแค่ หูเปิด ตายิ้ม ปากปิด ต่อพวกเขาเหล่านั้น

๖. ฉันจะไม่ “แบกโลก” ฉันจะไม่เป็นคนเจ้าทุกข์ ฉันจะไม่ทุกข์เกินขนาดที่ควรทุกข์ ฉันจะต้องเตือนใจตัวเองว่า

- ฉันจะไม่ทุกข์ต่อเรื่องที่แก้ไขได้ เพราะหากฉันสามารถแก้ไขได้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องมีความทุกข์

- ฉันจะไม่ทุกข์ต่อเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เพราะต่อให้ฉันทุกข์จนหน้าไหม้ใจขมไปหมด ฉันก็ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ แล้วฉันจะปล่อยให้ความทุกข์มาครองใจฉันจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตของฉันด้วย ประโยชน์อันใด

๗. ฉันจะไม่โกรธ ฉันจะไม่โมโห เพราะความโกรธคือความโง่ ความโมโหคือความบ้า ฉันจะไม่เตรียมตัวตายอย่างคนโง่และคนบ้า

 

ก่อนฉันจะตาย

  1. หากฉันตายโดยกะทันหัน เช่น อุบัติเหตุใหญ่ หรือหัวใจวายเฉียบพลันก็แล้วไป โปรดจัดงานศพของฉันดังที่ฉันจะได้เขียนต่อไป
  2. หากฉันเจ็บไข้ด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง หรือไม่รู้สึกตัว ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยสายระโยงระยาง และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ฉันขอร้องว่าอย่าเสียเวลาและเสียเงินเพื่อฉันมากมายอย่างนั้น ขอให้ใช้เวลาดูอาการของฉันไม่เกิน ๑ เดือน ต่อจากนั้นขอให้ยุติการต่อชีวิตฉันด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โปรดอนุญาตให้ฉันจากไปด้วยวิธีธรรมชาติที่สงบที่สุดเถิด
  3. หากฉันมีโรคภัยชนิดที่ทำให้ต้องเจ็บปวดทุรนทุราย และร้องครวญคราง ขอให้บอกแพทย์ให้ใช้ระงับความเจ็บปวดแก่ฉัน ในอัตราที่ฉันจะสงบทั้งความเจ็บปวดและเสียงครวญครางของฉันได้อย่างราบคาบ แม้ว่าวิธีนั้นจะทำให้ฉันตายเร็วขึ้น ก็ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าชีวิตของฉันที่ผ่านมา ฉันใช้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชีวิตมนุษย์รอบตัวฉันมากพอที่ฉันไม่ควรจะ ต้องได้รับความทรมานในบั้นปลายของชีวิตเช่นนั้น
  4. ก่อนฉันตาย ฉันอยากเห็นหน้าญาติมิตรและเพื่อนรักของฉัน และเพื่อนที่รักฉัน แต่ถ้าการมาหาฉัน ทำให้พวกเขาเสียเวลา หรือไม่สบายใจที่ต้องมาเห็นฉันในสภาพที่ผิดไปจากคนเดิมที่พวกเขาเคยเห็น เขาจึงไม่มาหาฉัน ฉันก็จะไม่โกรธ ไม่น้อยใจ จะไม่บ่นว่าอย่างใดเลย ในสภาพและวาระสุดท้ายเช่นนั้น ฉันควรจะต้องรู้จักให้อภัย และมีความเข้าใจต่อทุกสิ่งที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเกิดมาจาก “เหตุ”อันมี “ตรรกะที่เข้าใจได้” ทั้งสิ้น

 

งานศพของฉัน

          ฉันได้อุทิศร่างกายและดวงตาให้แก่โรงพยาบาลที่มีวิทยาลัยแพทย์เรียบร้อยแล้ว

          ฉันไม่อยากรบกวนญาติมิตร เพื่อนฝูงให้ต้องมาลำบาก เพราะความตายของฉัน เช่น ลำบากเดินทางมางานของฉัน ลำบากเสียเงินซื้อพวงหรีด หรือดอกไม้ หรือเสียเงินใส่ซอง

          อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไม่อยากจะหายไปจากโลกนี้อย่างเงียบเชียบจนเกินไป มันดูเหงาพิลึก!

          ฉันอยากขอร้องผู้ที่อยู่ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นญาติสนิท หรือมิตรสหายที่รักชอบฉัน ให้ช่วยระลึกถึงการตายของฉัน ดังนี้

          ๑. ช่วยแจ้งแก่วิทยุที่มีบริการประกาศข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายถึงข่าวตายของ ฉัน เพื่อคนรู้จัก เพื่อนฝูง ญาติที่ไม่เจอกันนานๆ จะได้ทราบว่าฉันไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว

          ๒. หากญาติมิตรคิดจะจัดงานระลึกถึงฉัน อยากให้หาสถานที่มารวมกันสักครั้งหนึ่ง เพื่อพูดคุยถึงฉันและผลงานของฉัน ไม่ต้องแต่งดำ ฉันอยากให้คนเหล่านั้นใส่เสื้อผ้าสีสวยๆ และนึกถึงฉันอย่างมีความสุขที่สุด ไม่ต้องชมเชยฉัน (และผลงานของฉัน) หรอก ตำหนิก็ได้ แต่อยากให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้ที่เคยรู้จักฉันสักครั้งหนึ่ง ครั้งเดียวเท่านั้นเป็นพอ อย่าลืมว่าเมื่อฉันมีชีวิตอยู่ เราเคยมีความสุข สนุกรื่นเริงด้วยกัน ขอโอกาสอย่างนั้นให้แก่ฉันเป็นครั้งสุดท้ายเถิด

          และถ้าไม่ “เวอร์” จนเกินไป ฉันอยากให้มีเพลง In The Monastery Garden ของ A. Ketelbeyเปิดคลอไปด้วย เพราะฉันชอบเพลงนี้มาก ทำนองเพลงนี้มีบรรยากาศเหมาะแก่การส่งดวงวิญญาณไปสู่สถานที่แห่งใหม่ (ซึ่งน่าจะสวยสดและเย็นฉ่ำ แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร)

          ๓. ฉันคิดว่า เมื่อฉันตายไปแล้ว ผู้ที่อยู่ข้างหลังคงไม่เดือดร้อน เพราะฉันไม่มีหนี้สินอะไร และพินัยกรรมฉันก็ทำไว้แล้ว ผู้ที่ได้รับสิ่งของจากฉันตามพินัยกรรมนั้น หากไม่พอใจ (เพราะน้อยเกินไป) ฉันต้องขอโทษด้วย เพราะฉันไม่ใช่คนรวย ฉันรับราชการด้วยความสุจริต รับแต่เงินเดือนมาตลอดชีวิต รายได้พิเศษของฉันก็มีเพียงจำกัดจากการเขียนหนังสือเท่านั้น หวังว่าผู้ที่ได้รับมรดกจากฉันคงเข้าใจ

          ๔. ฉันเตรียมบทความที่เขียนเอง (และเคยตีพิมพ์มาแล้ว) ไว้จำนวนหนึ่ง ถ้านำมารวมกันในเล่มเดียวจะเป็นการเล่าประวัติของฉัน และวาดภาพสังคมไทย (ในวงที่จำกัด) ช่วงหนึ่ง ฉันหวังว่าคนที่อ่านคงจะสนุกเพลิดเพลินและได้รับประโยชน์บ้าง หากเงินสวัสดิการต่างๆ ที่เป็นสิทธิ์ของฉันยังมีเหลืออยู่บ้าง ฉันอยากให้ญาติมิตรคนใดก็ตามช่วยจัดพิมพ์หนังสือนั้นให้ฉันด้วย ภายใต้ชื่อว่า “พาดผ่านกาลเวลา” คิดว่าพิมพ์เพียง ๒,๐๐๐ เล่มก็เกินพอแจกญาติมิตรและคนรู้จักที่ต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอให้จัดส่งไปยังห้องสมุดต่างๆ สักจำนวนหนึ่งด้วย

          ทั้งหมดที่ได้เขียนมา คงจะเพียงพอแล้วสำหรับที่ฉันจะบอกแก่คนใกล้ชิดว่า ฉันอยากให้วาระสุดท้ายของฉันมีการเตรียมการอย่างไรบ้าง ความจริงวิธีที่ดีสุดก็คือ ฉันไม่ควรกระทำการคล้ายกับ “เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง”เช่นนี้เลย แต่ฉันเกรงว่า หากไม่บอกแจ้งไว้เช่นนี้แล้ว ผู้ที่หวังดีต่อฉัน อาจต้องเสียแรง เสียเวลา และเสียเงินทองเพื่อฉัน โดยที่มิได้เป็นความปรารถนาของฉันเลย ฉันจึงควรบอกไว้เช่นนี้จะดีกว่า

          ท้ายที่สุดนี้ ฉันขอให้ทุกคนที่เคยโกรธฉัน หรือไม่พอใจฉันด้วยเรื่องอะไรก็ตาม จงอโหสิให้แก่ฉัน และขอให้เข้าใจว่าฉันไม่เคยตั้งใจหรือวางแผน ทำให้ผู้ใดโกรธ หรือเสียใจ หรือน้อยใจเลย หากสิ่งนั้นเกิดแก่ผู้ใดอันเนื่องมาจากฉัน ขอได้โปรดรับทราบว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดจากความโง่เขลาของฉันโดยแท้จริง ที่ทำให้ฉันตาบอด และใจบอด จนไม่สามารถมองเห็นและหยั่งไม่ถึงความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น ขออโหสิแก่ฉันด้วยเถิด...

          คำสุดท้ายที่ฉันอยากจะบอกแก่ใครๆ ก็คือ ขอให้ทุกท่านจงมีชีวิตที่ตั้งอยู่ใน “ธรรมะ” ไม่ว่าจะเป็นธรรมะของศาสนาใด หรือธรรมะจากธรรมชาติของโลก การเข้าถึงธรรมะได้อย่างแท้จริง คือการปฏิบัติตามธรรมะ จนธรรมะนั้นเกิดผลตรงตามเจตนารมย์ของธรรมะนั้นๆ ธรรมะทำให้จิตเป็นกุศล เมื่อจิตเป็นกุศลแล้ว เราจะมีความสุข และจะรู้จักแผ่สุขให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

          ฉันดีใจที่ได้เกิดมา และได้รู้จักท่านทุกคน

            ขอขอบใจทุกท่านที่ยินดีเป็นเพื่อนของฉัน และช่วยเหลือเกื้อกูลฉัน

            ขอขอบพระคุณท่านที่เคยมีบุญคุณแก่ฉัน

            ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับท่านที่คิดว่าเป็นเพื่อนกับฉันแล้วท่านสนุกและได้ รับประโยชน์จากการพบปะ พูดคุย หรือปรึกษาหารือกับฉัน

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านทุกคน

 

**ประทุมพร วัชรเสถียร เป็นอดีตรองอธิการบดี และรองศาสตราจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนอกจากเป็นอาจารย์แล้ว ยังเป็นนักเขียนเจ้าของนามปากกา“ดวงใจ” รวมถึงคอลัมนิสต์ พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ และในปี พ.ศ.๒๕๔๙ หลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน รศ.ประทุมพรได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย ทั้งนี้ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ที่ผ่านมา

**คัดข้อความจาก http://www.teenpath.net/content.asp?ID=13220

**ภาพพอร์เทรตอันสวยงามจาก http://people-space.blogspot.com/2010/12/in-memory.html

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Air Doll: ความงามของการมีชีวิต


Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดู Air Doll (2009) แล้วก็ต้องเห็นความเหงา เป็นความเหงาของคนไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น ความเหงาแบบที่ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ ผู้กำกับ Nobody Knows (2004) ถนัด และยังสร้างสรรค์ Air Doll ออกมาในอารมณ์นั้น คือ เหงา สวย และหนาว เพียงแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วน้ำตาไม่ไหลเท่านั้นเอง

เรื่องเริ่มที่ชีวิตรูทีนของชายญี่ปุ่นสามัญคนหนึ่งในโตเกียว ผู้มีภาระใหญ่ในการพิสูจน์คุณค่าและการมีตัวตนผ่านการทำงานเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คือตื่นเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน ตกดึกก็ซมซานกลับบ้าน ด้วยความเหงา ก็เลยสั่งซื้อตุ๊กตายางเป่าลมรุ่นใหม่ ราคาถูก (ไม่ถึง 6,000 เยน) มาเป็นเพื่อนหนึ่งตัว

ไม่รู้แน่ชัดว่าพวกผู้ชายเขาซื้อตุ๊กตาเป่าลมไปทำไม (จริงๆ อาจมีผู้หญิงซื้อไปบ้างก็ได้) แต่สำหรับชายคนนี้ เขาไม่ได้ซื้อไปเพื่อปลดเปลื้องความต้องการทางเพศอย่างเดียว ตุ๊กตาโนโซมิเป็นเหมือนคนรักที่อยู่ร่วมบ้านกับเขา เขาทั้งพูดคุยกับเธอ บอกรัก ชี้ให้ดูดาว ชมว่าสวย อาบน้ำและแช่น้ำร้อนด้วยกัน ซื้อแชมพูดีๆ มาสระผมให้ นอนหนุนตักในบางที และแน่นอนที่สุด เขาเมคเลิฟและหลับไปเคียงข้างเธอ

ฉันเห็นชายคนนี้พูดคุยอย่างอ่อนหวานกับโนโซมิในฉากหนึ่งแล้วก็มาเห็นเด็กผู้หญิงอุ้มตุ๊กตาเด็กน้อยที่สามารถร้อง “หม่าม๊า-หม่าม๊า” (สำเนียงญี่ปุ่นร้องว่า มามา-มามา) ติดมือในฉากต่อๆ มา ฉันก็ร้องอยู่ในใจว่า ‘เฮ้ย เหมือนกันเลยนี่หว่า’ ...หรือว่าจริงๆ แล้วคนเรามีตุ๊กตา ไม่ว่าจะรูปคนหรือรูปสัตว์ เป็นโดราเอม่อน หมีเท็ดดี้ บาร์บี้ บลายธ์ หรือตุ๊กตาจำลองรูปหญิงสาว ไว้เป็นเพื่อนสำหรับพูดคุยด้วย เพื่อนที่เราจะพูดแม้เรื่องเร้นลับและน่าอายให้ฟังโดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหักหลัง โดยไม่ต้องกลัวเพื่อนหันหลังใส่เพราะไม่อยากฟัง หรือไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับชายคนนี้แล้ว ตุ๊กตาของเขายังมีสิ่งพิเศษมากๆ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว เพราะตุ๊กตาของเขา “ค้นพบหัวใจ” ของตัวเอง

โนโซมิ (แบ ดูนา) ลุกขึ้นจากเตียงในหนึ่งเช้าหลังฝน กลายร่างเป็นเด็กสาว ใส ตากลม เดินไปมาบนขาคู่ยาวเรียวในท่วงท่าอ้อนแอ้น ไม่ถนัดถนี่ ดูบอบบางน่ารัก แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์และสำนวน ออกจะดูเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนมากกว่าเป็นคนจริงๆ (ก็นี่มันเอเลี่ยนชัดๆ) แต่คนทั่วไปในละแวกนั้นกลับไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติ อย่างน้อยท่าทางการเดินแบบไม่ถนัด พูดอ้อแอ้ ตากลมโตที่เบิ่งกว้างเหมือนสนใจและตื่นเต้นตลอดเวลา กับชุดสาวใช้กระโปรงสั้นฟูฟ่องก็ล้วนไม่ใช่ของแปลกสำหรับเด็กสาวญี่ปุ่นล่ะ

ถ้าไม่แน่ใจว่าการมีหัวใจนั้น ดี และไม่ดีอย่างไร ต้องไปถามโนโซมิ เพราะเมื่อเริ่มค้นพบหัวใจ เธอก็เริ่มเรียนรู้จักชีวิตและโลก เริ่มมีใจให้ชายหนุ่ม โกหกเป็นโดยอัตโนมัติ และเจ็บปวด เธอรำพึงในตอนหนึ่งว่า “การมีหัวใจทำให้อกหักได้”

โนโซมิเริ่มทำความรู้จักกับการมีชีวิตพร้อมกับๆ เป็น “ตุ๊กตาเป่าลม-สิ่งทดแทนความต้องการทางเพศ” ไปด้วย เราได้เห็นทั้งความอ่อนโยนและความกักขฬะที่คนกระทำต่อโนโซมิ ได้ปวดร้าวไปกับความรู้สึกของโนโซมิเมื่อรู้ว่าชีวิตนั้นจีรังยั่งยืน แถมยัง “กลวง” ว่างโหวงชนิดไม่สามารถเติมเต็มได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น คน สามารถเติมเต็มให้ตุ๊กตาได้ ด้วยการเป่าลม แต่ตุ๊กตาไม่มีโอกาสเติมเต็มให้คนได้เลย โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมีตุ๊กตาตัวเดียวไม่พอ (ฮ า)


น่าขอบคุณที่โนโซมิพาเราไประลึกถึงแง่งามของการมีชีวิตซึ่งเราเองได้หลงลืมไปนานแล้ว แต่น่าสงสารที่การค้นพบหัวใจไม่อาจเปลี่ยนโนโซมิให้กลายเป็นคนได้จริงๆ หนังเรื่องนี้จึงต้องจบอย่างเศร้าแสน

ตุ๊กตาตัวหนึ่งพาตัวเองมาทิ้ง เพราะไม่อยากมีชีวิตอีกต่อกับ กับตุ๊กตาอีกตัวที่เจ้าของไม่ต้องการแล้ว จึงนำมาแลกกับแหวนในนิ้วของตุ๊กตาตัวแรก

ตุ๊กตาสวมกอดตุ๊กตาในกองขยะ เป็นฉากสุดท้ายที่สวย แต่เศร้า และเหงาจัง




บันทึก
• เป็นหนังที่เหงา แต่ไม่ทำให้เศร้าเกินไป ฉันดูแล้วรู้สึกรักชีวิต
• มีความรู้สึกว่าไดอาล็อกหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องเยอะกว่า Nobody Knows เรื่องนั้นใช้ภาพเยอะกว่าคำ
• ไม่น่าเชื่อว่าหนังเรื่อง Hana (2006) ก็เป็นผลงานกำกับของ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ (ฉันเพิ่งรู้เมื่อมาดูข้อมูลก่อนจะเขียน) ฉันได้แผ่นมาโดยบังเอิญ เปิดดูหลายหนแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าเป็นหนังที่เขากำกับ แถมยังเขียนเรื่องเองซะด้วย กลับไปดูอีกหนดีกว่า (http://www.imdb.com/title/tt0464038/)
• ตุ๊กตาสาวในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ตุ๊กตายาง (จริงๆ แล้วตุ๊กตายางเป็นไงก็ไม่เคยเห็นหรอกนะ) แต่เป็นตุ๊กตาเป่าลม เหมือนกับชื่อ Air Doll และ KUKI NINGYO ที่เป็นชื่อหนังในภาษาญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม จากการดูหนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ตุ๊กตาแบบนี้เขาใช้งานกันอย่างไร อิ อิ
• ในบรรดาหลายชีวิตในหนังเรื่องนี้ ฉันสงสารคุณตาที่สุด ไม่อยากอยู่จนเป็นอย่างคุณตาเลย ตาบอกโนโซมิว่า “ฉันเกลียดหมา เพราะพวกมันโตเร็ว เลี้ยงหมามีแต่ทำให้เหงา”
• ฉันเชื่อว่าที่ผู้กำกับบรรจงเลือกนักแสดงสาวชาวเกาหลีมาเล่นเป็นตุ๊กตาเป่าลมหัดเดิน หัดพูดเหมือนคน (ญี่ปุ่น) เพราะอยากให้เธอดูเป็นเอเลี่ยนจริงๆ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีจริงๆ นะ
• รู้ไหมว่า แบดูนา ตอนเล่นเป็นโนโซมิเนี่ย อายุ 30 นะจ๊ะ (ใช้โรจูคิสหรือป่าวน้อง?)
• ตอนถ่ายหนังน่าจะเป็นปลายหนาวหรือต้นใบไม้ผลิ (ที่ไม่เห็นมีดอกไม้บานเลย) แต่โนโซมิต้องทั้งเปลือย ทั้งใส่เสื้อผ้าแบบตุ๊กตาที่ไม่รู้จักหนาว อึดแท้ๆ
• อ่านนี่ แล้วฉันรู้สึกว่าเธอโปรจริงๆ >>นักแสดงสาวยืนยันว่า เธอเต็มใจกับการแสดงฉากดังกล่าว เพราะเชื่อมั่นในฝีมือผู้กำกับ นอกจากนั้นมันยังจำเป็นกับเรื่องราว โดยเฉพาะกับตัวละครที่เธอสวมบทบาท ตุ๊กยางซึ่งกลายร่างเป็นมนุษย์ “ทำยังเวลารู้สึกอายที่ต้องถ่ายหนังในฉากเปลือยเหรอค่ะ?” แบดูนา กล่าวถึงคำถามที่หลายๆ คนสงสัย “ฉันพยายามทำงานให้หนักที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่านักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้มีความเป็นมืออาชีพค่ะ เวลาทำงานที่ญี่ปุ่นแม้จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่ฉันเองก็รู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่เกาหลี”
• ใช่ หนังเรื่องนี้แบดูนาลงทุนเปลือยหลายฉาก แต่ฉันว่าเป็นฉากเปลือยที่ไม่เร้าอารมณ์ฝ่ายต่ำ แต่กลับดูแล้วรู้สึกถึงความ “สวยงาม” ใช่เลย “ความ คิ-เร-อิ ของชีวิต” ขอบคุณแบดูนาที่ให้โอกาสฉันได้เห็นความสวยงามของเรือนร่างสตรีอีกครั้ง ก่อนจะลืมมันไปตลอดกาล (ฮ า)
• ใครจำได้บ้างว่าตัวละครอะไรใน The Wizard of Oz ที่ร่วมเดินทางไปด้วยเพราะต้องการหาหัวใจ



วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เด็กสองร้อยปี

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:เค็นซาบุโร โอเอะ

ห่างเหินจากวรรณกรรมเยาวชนไปนาน แต่พอหลงไปเจอบูธดวงกมลสมัยในงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุด ได้พิศดูหนังสือลดราคาของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ (ซึ่งไม่เคยเอาหนังสือของตัวเองมาลดราคาในงานนี้ด้วยตัวเองเลยสักครั้ง) ก็เลือกได้หลายเล่ม และเลือกเล่มนี้กลับมาด้วย

ก็เพิ่งอ่าน "รอยชีวิต" ของโอเอะ จบไป อยากรู้ว่าวรรณกรรมเยาวชนของนักเขียนรางวัลโนเบลที่เขียนนิยายได้ "หนัก" ขนาดนั้น มันจะเป็นยังไงกัน

แล้วฉันก็พบว่านี่เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่อ่านไม่ง่ายเลย ไม่ใสอย่างกับ "บึงหญ้าป่าใหญ่" ที่อ่านไปแล้วก็ยิ้มบางๆ มีความสุขกับภาพที่เกิดในหัว (แต่ฉันอ่านไม่ยักจบ) ไม่หรอก จะอ่าน "เด็กสองร้อยปี" ต้องใช้ทั้งทักษะในการอ่าน และวุฒิภาวะในการอ่าน ยิ่งถ้ามีแบ็คกราวนด์เกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่นบ้าง แบ็คกราวนด์เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของโอเอะบ้าง ก็อาจจะทำให้มีความเพียรที่จะ 'อ่าน' ความคิด และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาบอกผ่านเรื่องราวที่เขียนไว้ได้มากขึ้น เข้าใจได้ในแง่มุมที่ละเอียดมากขึ้น

ฉันพบด้วยว่า เมื่ออ่านได้ และอ่านไปจนจบ ก็ได้พบว่านี่เป็นเรื่องราว และความคิดที่ลุ่มลึกมาก
ลุ่มลึกจนเราไม่น่าจำกัดมันให้เป็นเพียงวรรณกรรมเยาวชนเลยด้วยซ้ำ

ที่จริงมันน่าจะอ่านกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อ่านจบแล้วก็นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกันได้
เพราะไม่ใช่ว่าสติปัญญาของผู้ใหญ่พัฒนามาไกลกว่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสติปัญญาคนที่อ่อนด้อยกว่าอย่างเด็กอีกหรอก
แต่เพราะแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ผู้ใหญ่ขาดไปคือจินตนาการและความใส ซึ่งเด็กมีอยู่เต็มเปี่ยมนั่นเอง โดยเฉพาะในเด็กพิเศษ เขาจะใสเป็นพิเศษยิ่งกว่าเด็กปกติเสียอีก

การจินตนาการถึงการย้อนกลับไปในอดีตหรือไปในอนาคตไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่การตั้งคำถามของโอเอะที่ว่า ได้ไปในเวลาอื่นแล้วไง? ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เคยเกิด หรือสิ่งที่จะเกิดไม่ได้ แล้วจะไปให้ได้ประโยชน์อะไร?

นี่ตะหากที่เฉียบ

ฉันชอบที่โอเอะกล้าโยนคำถามที่หนัก และปวดใจอย่างนี้ใส่คนอ่าน
นอกจากนี้ยังชอบตอนจบเอามากๆ

ไม่ว่าเราจะกลับไปในอดีต หรือไปในอนาคตได้
แต่เวลาที่สำคัญที่สุดคือ 'เดี๋ยวนี้' นี่แหละ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มองอย่างไรดี?






เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

พระธรรมโฆษาจารย์
[ พุทธทาส ภิกฺขุ ]

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ปิดเสียบ้าง




กลางทะเลขี้ผึ้ง





“เอ่ย น้องเอย มะพร้าวนาฬิเกร์
ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง
ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง
กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย”


มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน คือพระนิพพาน ที่เป็นความหนึ่งเดียว ไม่มีคู่เปรียบ

กลางทะเลขี้ผึ้ง หมายถึง ท่ามกลางสังสารวัฏซึ่งมีของคู่คละเคล้ากัน ดีกับชั่ว บุญกับบาป แต่นิพพานนั้นอยู่เหนือบุญ-บาป ดี-ชั่ว

ต้นมะพร้าวกลางทะเลขี้ผึ้ง เป็นความเปรียบว่า พระนิพพานนั้นอยู่ท่ามกลางวัฏสงสาร ความรู้แจ้งเห็นทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นตรงที่เกิดทุกข์ ความทุกข์เกิดที่ไหนความดับทุกข์ต้องเกิดในที่นั่น

ฝนตกไม่ต้องฟ้าร้องไม่ถึง หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดมาแผ้วพานได้

ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ ก็คือเมื่อพ้นบาปก็ถึงบุญ เมื่อพ้นบุญก็ถึงนิพพาน


ท่านพุทธทาสให้สร้างสระนาฬิเกร์ไว้ในสวนโมกข์เพื่อเป็นอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ ให้คนที่เห็นได้รู้สึกระลึกถึงธรรมะ และเป็นการระลึกถึงปัญญาคุณของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่มีความเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรม จนถึงมีการเอาเรื่องพระนิพพานมาใส่ไว้ในเพลงกล่อมเด็ก


คัดลอกข้อความจาก http://angerlo-ash.spaces.live.com


วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ส บ ต า กั บ เ ต่ า



ไม่รู้คิดถึงแฟนหรือคิดถึงมาม่า


ศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒

เคลียร์การ์ด (เผื่อจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม) เลยไปเจอรูปเซ็ตนึงที่คิดจะเอามาฝากกันตั้งนานแล้ว
เต่าพวกนี้ไปเจอที่ตลาดคลองสวนตั้งแต่วันปีใหม่

น่าสงสารไหมล่ะ
หวังว่าเค้าใส่กะละมังไว้รอคนซื้อไปปล่อย
...ไม่ใช่ซื้อไปแกง

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๑






ฉันรักคุณเพราะฉันไม่รักตัวเอง






พนิดาตำหนิตัวเองผ่านจดหมายถึงชายเจ้าชู้ที่มีภรรยาอยู่แล้วถึง 4 คน
จาก "จดหมายรักยาขอบ"
สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม