แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Last Friends: เพื่อนกันจนวันสุดท้าย


Rating:★★★★
Category:Other


เรื่องราวดราม่าทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงคนเดียว ...มิจิรุ เด็กสาวบ้านแตก อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักในการเป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นไม่ปรากฏ รู้แต่ว่าเพราะธุระของพ่อ ทำให้แม่ต้องหอบลูกหนีหนี้ไปก่อนวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย ทิ้งให้ รุกะ เพื่อนสนิทที่รักมิจิรุเป็นพิเศษใจหาย เพราะไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย

4 ปีให้หลัง มิจิรุกับแม่กลับมาโตเกียว ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกงานเสริมสวย เธอก็เริ่มหวั่นไหวไปกับคำชวนไป ‘อยู่ด้วยกัน’ ของ โซสุเกะ แฟนหนุ่ม

ลูกสาวดีใจที่ในที่สุดก็ได้จังหวะปลีกตัวออกไปอยู่ข้างนอกเพราะอึดอัดกับการที่แม่มีแฟนมาหามาสู่แบบนี้มานาน และเมื่อลูกไปขอ แม่ก็ให้ ‘ออกไปอยู่กับผู้ชาย’ แต่โดยดี มีข้อแม้นิดเดียวว่ายังคงช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันนั้นต่อไป

มิจิรุออกมาอยู่แมนชั่นอันสวยหรูของแฟน มีช่วงเวลาโรแมนติกแสนหวานเหมือนฝันได้คืนเดียวก็ตื่นขึ้นมาพบความจริงในเช้ารุ่งขึ้น แฟนของเธอตื่นเช้ากว่า และกิจกรรมแรกของเขาคือการเช็กข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะหันมาถามอย่างเคร่งเครียดว่า รุกะเป็นใคร

มิจิรุถูกตบตีครั้งแรกในเช้าวันนั้น เมื่อถึงคืนนั้น เธอยังหาหลักฐานอันได้แก่หนังสือรุ่นไปยืนยันกับแฟนหนุ่มไม่ได้ ว่ารุกะเป็นแค่เพื่อนสาวสมัยมัธยมจริงๆ มิจิรุจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปนั่งตากฝนฤดูใบไม้ผลิอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงที่เดิมที่เธอและรุกะเคยมานั่งบ่อยๆ สมัยยังใส่ชุดนักเรียน

รุกะมาพร้อมกับร่ม และพามิจิรุกลับแชร์เฮ้าส์ บ้านที่แชร์ค่าเช่ากับ เอริ แอร์โฮสเตสสาว เอริพารุกะไปรู้จักกับทาเครุ หนุ่มบาร์เทนเดอร์ผู้มีอาชีพในตอนกลางวันเป็นช่างผม-หน้า ในกองถ่ายภาพแฟชั่น

เหมือนเป็นโชคชะตาที่นำพาให้รุกะและทาเครุกลับมาพบกัน และทำความรู้จักกันอีกครั้ง หลังการพบกันครั้งแรกในตอนที่รุกะหุนหันไล่ตามมิจิรุจนชนทาเครุล้ม

ต่อจากนั้นไม่นาน ทาเครุก็ย้ายเข้ามาอยู่ในแชร์เฮ้าส์ ไล่เลี่ยกับโองุริน ชายหนุ่มจากสายการบินผู้มีปัญหากับภรรยา และติดตามเอริมาที่บ้าน ตามมาด้วยมิจิรุ ซึ่งถูกตบตีเพราะความหึงหวงจนชีวิตมีปัญหา งานก็เสียหาย แถมยังต้องอยู่แบบหวาดผวาว่าเมื่อไหร่จะโดนอีก

เรื่องราวที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้นำเสนอดูจริงจนน่ากลัว ปมของเด็กถูกทิ้งที่ทำให้คนบางคนหวงคนบางคนไว้ให้อยู่แต่กับตัวเอง ในโลกที่มีแค่เธอกับฉัน โลกที่ฉันคือโลกของเธอ และเธอคือโลกของฉัน ปมของเด็กที่ไม่ชอบเพศสภาพของตัวเอง แต่ดันมาถูกตอดเล็กตอดน้อยเพราะเพศสภาพที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเองนี่อีก แต่ด้วยแรงขับของการปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับจึงทำให้เกิดความมุ่งมั่นทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ยังมีปมของเด็กที่ถูกกระทำทางเพศในวัยเด็ก ส่งผลให้โตขึ้นมากลายเป็นคนรังเกียจ ไร้อารมณ์กับเพศตรงข้ามไป

แต่ท่ามกลางปมที่ทำให้ปวดหัวพวกนี้ ก็ยังมีความรักอันบริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพตามสูตรเก่าๆ รุกะรักมิจิรุมาตั้งแต่แรกพบจึงออกโรงปกป้องมิจิรุทุกอย่าง ทาเครุก็รักรุกะตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้ว่ารุกะถึงกับปกป้องมิจิรุด้วยชีวิตขนาดนั้น จึงปวารณาตัวจะปกป้องรุกะ และช่วยรุกะดูแลมิจิรุอีกแรง ส่วนมิจิรุเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนและใจดีจากทาเครุก็หลงรักทาเครุประสาหญิงสาวพร่องรัก ย้อนกลับมาที่รุกะ เมื่อพบว่าทาเครุเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แถมยังรักตัวเองในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ก็พบกับความอบอุ่นใจมาก มีรักตอบเหมือนกัน

แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของคน 3 คนนี้เป็นไปตามขนบของการเป็นผัว-เมียไม่ได้ สุดท้ายทั้ง 3 จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเพื่อน ต่างแบ่งปัน ช่วยเหลือ ดูแลความรู้สึกของกันและกัน ในแชร์เฮ้าส์หลังเดิม


อาจจะเป็นการจบที่ค่อนข้างเน่า แต่ฉันว่าความรักแบบนี้มีจริง เชื่อถือได้ และอบอุ่นใจจัง




บันทึก:
• รู้เรื่องและไปหาซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะได้อ่านบทความของคำ ผกา ผู้หญิงปากกล้าคนนั้นที่แม้ไม่ได้เป็น idol แต่ทำให้ฉันหยุดอยู่กับงานเขียนของเธอได้เสมอ
• ความรักจากเพศเดียวกันในความรู้สึกของฉันไม่ใช่เรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่มาดหมายว่าฉันจะรักตอบในแบบเดียวกัน แต่สำหรับเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนี่ไม่ได้เลย ขัดใจมาก
• ในการดูรอบแรก ในฐานะคนดู ซึ่งเป็นคนนอก เป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่น่าจะแก้ยากนี่หว่า ตบมาก็ตบกลับสิ แจ้งความสิ ย้ายออกมาสิ ฯลฯ แต่พอดูหลายรอบเข้าก็อินมากขึ้น และพบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันง่ายๆ อย่างที่คิด ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มให้กับส่วนที่ขาดหายไปของเราเสียขนาดนั้น แถมโลกนี้จะมีใครมาเติมเราได้เต็มแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้
• ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าฉันไปเจอคนที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เข้า จะยอมทนโดนตบจนกลายเป็นมาโซคิสไปเลยไหม
• ไดอาล็อกในซีรีส์เรื่องนี้หลายตอนช่างกรีดลึก โดยเฉพาะใจความในจดหมายฉบับสุดท้ายของโซสุเกะ (มีซับญี่ปุ่นด้วยนะ ขอบอก)
• เพลงประกอบชื่อ Prisoner of Love ฟังแล้วโคตรรปวดใจ (แปลไม่ยากเพราอุทาดะ ฮิคารุ ร้องเป็นภาษาอังกฤษครึ่งนึงตามธรรมเนียมของเธอ) ฟังไปประมาณสามสิบรอบ พบว่าเป็นเพลงที่เพราะจริงๆ ฮิคารุร้องออกมาเหมือนตัวเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องก็ไม่ปาน
• ขอบคุณคำ ผกา แม้ว่าดูไป 2 แผ่นแรกแล้วจะนึกถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาดูเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”


วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พร






บางคน
ขอพร
ให้ใครบางคน



(เทศกาลทานาบาตะจำลอง หน้าคัสตาร์ด นากามูระ, 5 กรกฎาคม 2554)

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Code Blue : คุณค่าของเวลาที่เหลืออยู่

Rating:★★★★
Category:Other

หมอนักเรียนทุน 4 คน มาถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อฝึกงานเป็นหมอกู้ชีพที่จะเดินทางไปกับเฮลิคอปเตอร์เมื่อมีการร้องขอ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ขึ้น ฮ. แต่ต้องเป็นคนเก่ง ตัดสินใจได้เฉียบขาด และมีฝีมือ ทั้งสี่จึงแสดงแสนยานุภาพประชันกันเต็มที่

ฉันเกือบจะเอือมอีโก้และการชิงดีชิงเด่นของหมอหนุ่มสาวพวกนี้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ถ้าไม่ไปเจอประเด็นน่าสนใจมากๆ เข้า


จริงๆ จะเรียกว่าเป็นการค้นพบพร้อมๆ กับตัวละครก็ได้ ว่าสาระสำคัญของการที่อาจารย์หมอกดดันลงมาให้หมอฝึกหัดแต่ละคนเข้มงวดเคี่ยวเข็ญกับตัวเอง ฝึกฝนทักษะ เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวดจากความผิดพลาดใหญ่โตไปให้ได้โดยยังมีหัวใจอันเข้มแข็งนั้น แม้ส่วนหนึ่งจะเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งจริง ควรค่าแก่การยอมรับจากคนอื่นจริงๆ แต่ก็ยังจำเป็นต้องเก่ง เพื่อที่จะได้ช่วยชีวิตคนอื่นด้วย

มันน่าคิดดี

ในขณะที่คนบางคนพยายามสุดแรงเกิดที่จะยื้ออีกชีวิตไว้ จะได้มาอีกสัก 3 ปี ครึ่งชั่วโมง หรือเพียงแค่ 10 นาที ก็ยังเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ใช้ร่วมกับคนที่รัก ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก หรือได้สะสางสิ่งที่ยังค้างคาให้สมบูรณ์ ..เราเสียอีกที่หายใจทิ้งไปวันๆ ชินกับการมีชีวิตจนลืมคุณค่าของเวลาที่ยังเหลืออยู่ไปเสียอย่างนั้น


บันทึก :
• ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่คนหน้าตาดี นำเสนอเรื่องราวสนุก เร้าใจ ใช้ศิลปะในการนำเสนอภาพสมจริงบนเตียงผ่าตัดโดยไม่โหดร้ายเกินไปต่อสายตา แต่ยังมีแง่มุมชวนคิดเกี่ยวกับความภาคภูมิใจที่ได้ทุ่มเททำงานและเสียสละเพื่อคนอื่นด้วย (มีสาระตลอดเลยหรอนี่?)
• เพื่อนเลิฟที่ให้แผ่นซีรีส์ Code Blue มา คงเข้าใจว่าฉันชอบยามะพี (Yamashita Tomohisa) นะ...ก็ไม่ได้เกลียดหรอก แต่ Operation Love ซีรีส์เรื่องเดียวที่เคยดูยามะพีเล่นก็ไม่ถึงกับทำให้รัก
• ที่ไหนได้ หลังจากเริ่มดู Code Blue ก็เริ่มรักยามะพีขึ้นเรื่อยๆ นึกนับถือว่านักแสดงญี่ปุ่นนี่มันช่างทุ่มเทจริง เป็นหมอเหมือนหมอ เป็นพยาบาลเหมือนพยาบาล ไม่มีใครมีท่าทางเก้งก้างเกะกะขวางตาน่ารำคาญเลย
• ซีรีส์เรื่องนี้สร้างขึ้นมาจากมังงะอีกไหม ทำไมบทที่ยามะพีเล่นถึงได้เหมือนกับถูกเขียนขึ้นมาให้เขาเล่นขนาดนี้
• ไม่รู้ขาประจำซีรีส์ญี่ปุ่นเคยสังเกตเหมือนกันไหมว่าผู้กำกับเขาชอบให้ตัวละครวิ่งกันจังเลย
• การวิ่งมันเป็นสัญลักษณ์อะไรสำหรับคนญี่ปุ่นนะ หรือเพราะมันแค่สวย และดูมี dynamic ?

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

โตเกียวจิน ความสุขรายวันของคนคลานช้า

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:สายฝน ทากาโอกะ



อาทิตย์ที่แล้ว ก่อนได้ยินข่าวที่ทำให้ไม่สบายใจไปอีกหลายวัน ฉันกำลังเพลินกับ "โตเกียวจิน ความสุขรายวันของคนคลานช้า" แล้วก็กำลังนึกรักคนเขียน สายฝน ทากาโอกะ ซึ่งไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นนาน 20 ปีแล้ว เริ่มต้นที่เกียวโต แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่เมืองใหญ่ที่แสนจะวุ่นวายอย่างโตเกียว

ครึ่งชีวิตในญี่ปุ่น เธอเติบโตจากการเป็นนักเรียน ผ่านช่วงวุ่นๆ ของการเป็นพนักงานบริษัทกราฟิกดีไซน์ ชีิวิตที่รีบเร่งกับการแข่งขันจนกลายเป็นนิสัย เมื่อเจ้าตัวนึกได้จึงลองปรับสปีดมาคลานช้าๆ เหมือนหอยทากที่ลูกชายเก็บมาเลี้ยงบ้าง

การเดินช้าทำให้สายฝนได้ชื่นชมกับวิวสองข้างทางที่ไม่เคยสังเกตเห็นจากสปีดของรถด่วน เธอค้นพบสถานที่สุดพิเศษส่วนตัว อาจไม่ใช่สถานที่ที่ใครๆ รู้จัก แต่ก็อบอุ่น และมีเสน่ห์เหลือหลาย จากนั้น ด้วยความสามารถในการเล่า เธอก็ถ่ายทอดความทรงจำแสนงามของสถานที่และฤดูกาลต่างๆ ในโตเกียวเป็นภาพถ่าย ภาพวาด และถ้อยคำ ให้เราได้สัมผัสถึงอย่างแสนจะอิ่มเอมและอิจฉา

อดไม่ได้ที่จะนึกอยากมีโอกาสไปคลานช้าๆ ที่โตเกียวแบบสายฝน คลานไปอย่างประณีต ทำความรู้จักกับโตเกียวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ปล่อยให้มีรายละเอียดอื่นใดหลุดรอดสายตา และได้ไปเยี่ยมเยือนมุมพิเศษของเธอสักครั้ง ....แต่โตเกียวและญี่ปุ่นคงจะเปลี่ยนไปจากที่สายฝนเล่าตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในบ่ายวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554 แล้วกระมัง

ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
แค่อยากให้ซากุระบานไวๆ จะได้เป็นกำลังใจให้คนญี่ปุ่นลุกขึ้นสู้ชีวิตใหม่อีกครั้งในเร็ววันนี้



หมายเหตุ:
-ระหว่างอ่าน "โตเกียวจินฯ" สายฝน ทากาโอกะ ทำให้ฉันนึกถึง "จักรวาลในสวนดอกไม้" งานเขียนถึงต้นไม้ใบหญ้าของ คำ ผกา ในอวตารของ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต (http://mandymois.multiply.com/reviews/item/134) อวตารที่ฉันรักมาก แต่เชื่อไหม ตอนนี้ฉันรัก สายฝน (และอยากได้พี่สาวแบบนี้) ยิ่งกว่ารักฮิมิโตะฯ เสียอีก
-เป็นผู้หญิงเต็มตัวนี่ช่างมีเสน่ห์ น่าหลงใหลเสียจริง
-ประทับใจมากกับเรื่องราวของช้าง ฮานาโกะซัง (ตอนนี้เรียกน้ำตาได้เลย)
-ก่อนอ่าน ฉันไม่เคยนึกรักเมืองโตเกียวอะไรนัก แต่อ่านแล้วอยากเห็นต้นแปะก๊วยสีทองเต็มเมืองโตเกียวจัง
-อยากไปชมดอกไม้ไฟที่เรนโบว์ บริดจ์ ด้วยซี
-ดังโหงะ ดังโหงะ อยากกินดังโหงะ โมจิอุ่นๆ อยากสูดโซบะในวันข้ามปี อยากทำการ์ดอวยพรปีใหม่
-ถ้าจะให้ไปอยู่ญี่ปุ่น ฉันไปนะ ไม่กลัว
-มีความเห็นว่าปกหนังสือเล่มนี้ไม่สวยเท่ารูปข้างในนะ



วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

Bambino: เด็กเกรียนเรียนรู้ชีวิต

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เปิด Bambino (2007) แผ่นแรกโดยเดาว่าคงเป็นหนังทำนองเดียวกับ Osen ที่ดูแล้วได้เรียนรู้วัฒนธรรมการกิน ได้รู้พวกเกร็ด เคล็ดลับในการทำอาหาร ซึ่งในกรณี Osen คืออาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ ส่วน Bambino นี่เป็นอาหารอิตาเลียน

จบแผ่นแรกเล่นเอาเกือบเบื่อ พอเข้าแผ่นสองแหละถึงเริ่มสนุก หลังจากพบว่าที่เดาไว้มันไม่ใช่เลย จะเป็นพาสต้าชื่อนี้คืออะไร ใส่อะไรบ้าง เวลาจะต้มพาสต้า หรือผัด เขาทำกันยังไง เรื่องพวกนี้เป็นแค่ประเด็นรองปลีกย่อยหยุมหยิมเท่านั้นเอง ที่ซีรีส์เรื่องนี้ (ซึ่งสร้างขึ้นจากมังงะ) กำลังพูดถึงเป็นอะไรที่เข้มข้นและสะท้อนชีวิต "จริงๆ" กว่านั้นตั้งเยอะ เพราะมันพูดถึง “การเรียนรู้ชีวิตผ่านการทำงาน”

บัน โชโหงะ (Matsumoto Jun) คือเด็กหนุ่มวัย 20 ที่เป็นเหมือนกบบ้ายอ คำยกย่องชื่นชมจากลูกค้าร้านอาหารอิตาเลียนเล็กๆ ในท้องถิ่นฟุกุโอกะบ้านเกิดเหมือนลมที่เป่าเข้าไปในตัวของเขาจนพอง พานคิดว่าตัวเองเบิ้มแล้ว จัดเจนแล้ว แน่แล้ว มั่นว่าทำได้ทุกอย่าง --ถ้าเป็นเรื่องรสชาติไม่มีพลาด! ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปมีความหลงตนว่าเก่ง คล้าย “เด็กเกรียน” แถวๆ นี้ไม่น้อย

จนถึงวันที่กบตัวนี้ออกจากกะลาเพื่อไปฝึกงานในครัวในช่วงปิดเทอม ณ ร้านรุ่นน้องของเจ้าของร้านซึ่งตัวเองทำงานอยู่ ก้าวแรกใน Trattoria Baccanale ร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังแห่งย่านรปปงหงิ โตเกียว ก็ทำเอาอึ้ง อดีตดาวดวงเด่น เปี่ยมพรสวรรค์จากครัวร้านเล็กๆ ที่รับลูกค้าได้ไม่ถึง 20 คน พอมาเจอร้านที่มีลูกค้าเข้าพร้อมๆ กันทีละหลายสิบ ถึงกับเข่าอ่อน แถมยังได้ประจักษ์ในวันนี้ว่าตัวเองเป็นแค่ “เด็กน้อย” ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น สมกับชื่อเล่น “Bambino” ที่เชฟใหญ่ตั้งให้

แบมบี้น้อยถูกลดชั้นไปเป็นผู้ช่วย เด็กล้างจาน ถูกตวาด ตะคอกเพราะทำงานไม่เข้าจังหวะเร่งของร้าน เจ็บปวดเพราะไม่เข้าใจว่าคนเก่ง (จากบ้านเกิด) อย่างเขาทำไมถึงมาเน่าที่นี่ จนค่อยๆ เรียนรู้ (ได้ช้ามากนะ) ที่จะจับจังหวะไปกับเขา จนเกิดความลังเลที่จะทิ้งครัวกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ จนกระทั่งเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ คือหยุดเรียน และทิ้งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือคนรัก ไว้ที่ฟุกุโอกะ มุ่งหน้าเข้าโตเกียวเพื่อที่จะมาเรียนรู้งานในครัวอย่างเต็มตัว ....เพียงเพื่อที่จะพบกับความผิดหวัง เพราะแม้ Trattoria Baccanale จะต้อนรับเขากลับ แต่งานที่ได้ทำไม่ยักใช่งานหน้าเตาในครัว แต่เป็นการเริ่มต้นตามธรรมเนียมด้วยการทำหน้าตายิ้มแย้ม ต้อนรับการมาเยือนของลูกค้า และคอยบริการให้ลูกค้าได้เติมเต็มทั้งพื้นที่ในกระเพาะและความความรู้สึก ทั้งนี้ก็ด้วยเจตนาจะปลูกฝังความเข้าใจความรู้สึกของลูกค้าไว้ในตัวของคนทำอาหาร ซึ่งเมื่อถึงวันที่ได้เข้าครัวแล้วก็จะไม่มีโอกาสออกมาโอภาปราศรัยกับลูกค้าอีกเลย

ตลอดเวลาที่เห็นแบมบี้สะบักสะบอม อดหลับอดนอน นั่งโง่ตลอดคืนเพราะไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ บางเรื่อง คนดูก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมเขา ทั้งเรื่องการสลายอีโก้ เรียนรู้ที่จะทำใจกับความผิดหวัง เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นอย่างที่คิด การจัดลำดับความสำคัญของงาน การยอมรับและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน การเคารพในอัตลักษณ์ รวมถึงความวิริยะอุตสาหะ พยายามของคน การทำความเข้าใจเสียใหม่กับคุณค่าของงานที่ตัวเองกำลังทำ และการจัดสมดุลระหว่าง งาน ชีวิต และความฝัน

จะว่าไปมันเป็นเหมือนการถอดตัวเองออกมาจากองค์ที่เราคิดว่าเราเป็น ลอยขึ้นไปข้างบนเพื่อจะมองลงมาเห็นข้างล่างว่านอกจากตัวเราแล้วยังมีใครอีกบ้างในโลกทั้งบริเวณรอบๆ ตัวเราและไกลออกไป คนอื่นเขาทำอะไรกันอยู่บ้าง เพื่อที่เมื่อเรากลับเข้าสู่ร่างเดิมของเราแล้ว เราจะทำงาน ใช้ชีวิต และมีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ต่อไปด้วยความเคารพในความตั้งใจ ความฝัน ความดี รอยแผล และประสบการณ์ชีวิตของคนเหล่านั้น ไม่ใช่ดักดานอยู่แต่ในโลกใบเล็กๆ ตระหนักรู้อยู่แค่ความรู้สึกของตัวเองอย่างที่เคย


ดูเหมือนว่าการตะเกียกตะกายเรียนรู้ชีวิตของเด็กเกรียนสอนอะไรผู้ใหญ่เยอะเหมือนกัน




บันทึก
• เรื่องที่ต้องชมคือ นักแสดงที่ฝึกฝนทักษะของตัวละครในบทบาทที่ตัวเองเล่นมาอย่างชำนิชำนาญ จุนควงกระทะคล่องมาก (โอเค ถึงมันหนักไม่เท่ากระทะจีนก็เหอะนะ) ท่าดูดพาสต้าชิมของบรรดาเชฟเอย ท่วงท่าเลียนแบบหนุ่มอิตาเลียนของหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเอย (โอเคไม่อาจบอกหรอกว่ามันเหมือนไหม แต่มันดูเนียน ไม่เคอะเขินน่ะ)
• ดูเหมือนจุนได้รับรางวัลนักแสดงนำด้วย แปลกดีที่ฉันไม่ค่อยเห็นด้วย ใน 2 Episode แรก รู้สึกว่าเขาเล่นแข็งไปด้วยซ้ำ หรือที่ตั้งใจให้แข็ง ให้ชัด จะเป็นเพราะซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาจากมังงะ อยากให้ดูแล้วได้อารมณ์แบบอ่านมังงะด้วยหรือเปล่า
• Kitamura Kazuki ในบทหัวหน้าบริกรเจ้าเสน่ห์ก็เป็นอีกคนที่ได้รับรางวัลในบทบาทนักแสดงสมทบ ฉันชอบเขานะ ชอบหน้าตาแบบนี้ (ในความคิดรู้สึกว่าเป็นคนที่หล่อมาก) เขาเก่งที่ทำให้เราเชื่อว่าเป็นผู้ชายเจ้าเสน่ห์ ไม่ใช่เกย์ และไม่ใช่คนเจ้าชู้ ลามปาม
• ดู Bambino แล้วไม่เห็นเกิดอยากจะบริโภคเมนูพาสต้าขึ้นมาเลย (ยกเว้นตอนเห็นแบมบี้ตักทิรามิสุเข้าปาก) ตอนดู Osen สิ เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด จมูกยังแทบว่าจะได้กลิ่นด้วยซ้ำ ยิ่งตอนที่โอเซนทำสุกียากี้นะ อยากจะโทรไปนัดเพื่อนไปอากิโยชิกันเดี๋ยวนั้นเลย
• อย่างไรก็ตาม ในความรู้สึกแล้วซีรีส์เรื่องนี้เป็นเหมือนอาหารดีๆ มีประโยชน์ ตลอดทั้งเรื่องไม่มีใครทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าที่แวดล้อมตัวแบมบี้ อาจจะมีโหดใส่บ้าง ดุบ้าง แต่เพราะหวังดีต่อเขาทั้งนั้น แล้วทุกคนก็อดทนเพราะเคารพแบมบี้ ไม่อยากจะไปจี้สอนเหมือนสอนเด็กทารก แต่รอจนแบมบี้เข้าใจเอง คิดได้เอง เห็นแล้วชื่นใจกับสังคมแบบนี้อย่างบอกไม่ถูก
• ไม่รู้จะมีใครเห็นด้วยหรือเปล่า ไม่ค่อยชอบตอนจบแบบนี้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Ahiru to kamo no koinrokkâ กับเหตุผลของการมีชีวิตอยู่

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


คุยกับแม่ลูก (อ่อน) สองเมื่อวานนี้เรื่องชีวิต เห็นตรงกันว่าการมีลูกและการเลี้ยงสัตว์ทำให้เราเรียนรู้ที่จะคิดถึงคนอื่น (บ้าง) ไม่ใช่แต่อะไรๆ ก็คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองเหมือนสมัยยังสาว ตอนที่โลกทั้งใบยังหมุนรอบตัวเรา

แม่ลูกสองสำทับด้วย quote คำพูดของศิลปินสุดเซอร์คนหนึ่ง “การมีลูกทำให้เป็นอิสระ” ...เขาหมายถึงอิสระจากการวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องตัวเอง ฉันเถียงไปว่า ไม่จริงเลย ถ้ามันคืออิสระจากการวนเวียนคิดถึงเรื่องตัวเอง เพียงเพื่อจะไปคิดวนเวียนเรื่องลูก (หรือสัตว์เลี้ยงของเรา) แล้วก็พานให้คิดถึงการมีชีวิตอยู่ หัวข้อที่ฉันคิดวนเวียนตั้งแต่รับลูกแมวพิการมาเลี้ยงคู่กับแมวสมบูรณ์ (แล้วก็มีอันว่าแมวที่คิดว่าสมบูรณ์ก็ไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์อย่างที่คิดเสียอีก!) นังหนูสามขาหน้าโง่และแบ๊วของฉันนี่เอง ที่ทำให้ฉันถามตัวเองออกบ่อยไป ว่าถ้ามันเป็นคน มันจะเลือกมีชีวิตอยู่ในสภาพร่างกายแบบนี้ไหม หรือถ้าฉันเป็นอย่างมัน ฉันจะมีหน้าร่าเริงวิ่งสามขาจู๊ดๆ ไล่หลังพี่สี่ขาอ้วนพีดีของมันไปทั่วห้อง เพียงเพื่อจะไล่ฟัดกันเล่นๆ ไหม จะรักชีวิตและจ้องมองจิ้งจกด้วยตากลม เป็นประกายอย่างนั้นได้หรือเปล่า

มีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากจะเขียนถึงตั้งนานแล้ว แต่ดูแล้วก็ทึ่งจนอึ้ง ไม่รู้จะเขียนถึงอย่างไรดี จนถึงวันที่ผ่านบทสนทนาเรื่อง ‘ลูก’ กับ ‘แมว’ ในวันนี้ ฉันจึงได้นึกออก ว่าแท้ที่จริงหนังเรื่องนี้พูดถึงการมีชีวิตอยู่

Ahiru to kamo no koinrokkâ (2007) ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่า “เป็ดเทศ กับเป็ดบ้าน และล็อกเกอร์หยอดเหรียญ” หนังที่เพื่อนสาวจัดให้มาตั้งนานแล้ว ด้วยเธอชอบหนังเรื่องนี้ที่อะไรอีกหลายอย่าง นอกจากเพราะมีนักแสดงในดวงใจของเธอร่วมแสดงด้วย เริ่มอย่างเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ด้วยภาพและเพลง Blowin’ in the Wind ในเสียงของ Bob Dylan อย่างหนังแนวๆ (ซึ่งทำให้ฉันหลับไปภายใน 15 นาทีแรกอยู่หลายรอบ) แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปแล้วต้องบอกว่าทึ่งกับบท และความยอกย้อนท้าทาย ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนตอนเล่นเกมตรรกะที่ทดสอบไหวพริบและสมาธิของเราไปในตัวไม่มีผิด

หลอกเราให้เราเข้าใจเป็นอย่างหนึ่งในตอนแรก แล้วก็มาเฉลยว่า ‘นั่นมันผิดหมดเลยจ้ะ’ ในตอนหลัง เด็กแปลกถิ่นคนหนึ่ง ย้ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเพื่อเรียนหนังสือ เขาไปพร้อมกับเสียงฮัมเพลง Blowin’n in the Wind เพลงที่ตัวละครบางคนบอกว่าเสียงของบ็อบ ดีแลน คนร้องในเทปนั้นเป็นราว ‘เสียงของพระเจ้า’ และเป็นความเกี่ยวเนื่องกับเพลงนี้ของตัวละครแต่ละตัวนี่เอง ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน
เด็กใหม่ถูกชักชวนไปร่วมปฏิบัติการงี่เง่าที่ดูไม่มีเหตุผล แต่ที่จริงแล้วมีเหตุผลหนักแน่นควรแก่เหตุ การทำให้คนอื่นเข้าใจว่าตัวเองเป็นอีกคน และการลงโทษคนบางคนด้วยวิธีที่เลือกสรรเอง ก็ล้วนมีเหตุผลของมัน

ฉันคิดว่าการเลือกที่จะใช้ชีวิต และ ‘เป็น’ ในแบบที่คนแต่ละคนปรารถนาจะเป็น เป็นเรื่องที่ต้องเคารพ แต่การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตอื่น จะเป็นพ่อแม่ คนรัก หรือแม้จะเป็นแค่หมาแมว นอกจากน่าเคารพแล้ว ยังเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ด้วย

(ยิ่งใหญ่จนควรค่าแ่ก่การได้รับการอภัยจากพระเจ้่าเลยล่ะ!)

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Aoi Tori : The Blue Bird

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



Aoi Tori หรือนกสีฟ้า (2008) เป็นหนังเล็กๆ เรียบๆ แต่พูดถึงเรื่องยิ่งใหญ่ คือการสอนเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างกล้าหาญ และสง่างาม

“การลืมนั่น ขี้ขลาดนะ”
มูริอูจิเซนเซ (Hiroshi Abe) ผู้เข้าสอนแทนครูประจำชั้น ม. 2/1 ซึ่งถูกพักงานหลังจากมีนักเรียนในห้องคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนแกล้ง พูดกับนักเรียนทั้งชั้นในครั้งแรกหลังจากกวาดตาไปทั่วชั้นแล้วหาโต๊ะที่ควรเป็นของเด็กเจ้าปัญหาคนนั้นไม่พบ

เซนเซ หรือครูคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มีปัญหา
“เซนเซเป็นคนพูดตะกุกตะกัก ไม่สามารถพูดแบบปกติได้” เขายอมรับ “แต่เซนเซก็ตั้งใจพูด พวกเธอก็ควรตั้งใจฟัง แต่เพราะว่าพวกเธอทำไม่ได้ เซนเซถึงได้มาสอนที่นี่”

ปัญหาที่เกิดกับ โนะงูจิ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องสามัญเพียงแค่ในโรงเรียนในญี่ปุ่น แต่เป็นในโรงเรียนทั่วโลก ที่มีเด็กวัยเดียวกันมาอยู่รวมกัน สังคมกัน มีการจัดกลุ่ม ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มใหญ่ จากนั้นใครคนหนึ่งจะถูกอุปโลกให้เป็นหัวโจก แล้วก็ต้องมีใครสักคนเป็นอย่างน้อยที่ถูกแกล้ง

ไม่ใช่การใช้กำลังหรือขมขู่ เพื่อนๆ ในห้องแค่แกล้งให้โนะงูจินำของจากบ้านที่เป็นร้านสะดวกซื้อมาให้ แล้วเพื่อนทั้งห้องก็แค่หัวเราะใส่เพราะขำ โดยที่เจ้าตัวคนถูกแกล้งก็ได้แต่หัวเราะรับโดยที่ไม่เห็นขำด้วย

แต่สำหรับเด็กคนนั้น นั่นก็รุนแรงพอจะบีบจิตใจจนทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายแล้ว

โชคดีที่เขาไม่ประสพความสำเร็จในการพยายามตาย พ่อแม่จึงปิดร้าน ย้ายเขาไปเรียนที่อื่น เพื่อนร่วมชั้นหลายคน ทั้งที่รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังไม่ยอมรับว่าแค่หัวเราะใส่ และไม่ช่วยเหลือ นั่นเป็นการแกล้งเพื่อนแล้ว โรงเรียนเองไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้มากไปกว่าพยายามแสดงความสำนึกผิดหมู่โดยให้นักเรียนทั้งชั้นเขียนเรียงความสำนึกผิด เขียนซ้ำๆ จนกว่าจะได้ใจความที่กินใจ ว่ารู้สึกผิด สำนึกแล้ว ขอโทษ และ “ลืมมันซะ พวกเธอยังมีการสอบที่สำคัญรออยู่”

กล่อง “นกสีฟ้า” ถูกนำมาตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อรับข้อความจากคนที่มีอะไรอัดอั้นตันใจ บอกใครไม่ได้ โรงเรียนฝันไว้สวยๆ ว่าทุกอาทิตย์จะมีการรวมกลุ่มกันเปิดกล่อง อ่านข้อความในกล่อง แล้วก็รับรู้ร่วมกัน ทีนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไรของนักเรียนที่หลุดรอดสายตาของโรงเรียนอีกต่อไป ...แต่จนแล้วจนรอดกล่องนกสีฟ้าก็ไม่มีข้อความอะไรเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากคำถามว่า “นกสีฟ้าคืออะไร”

ไม่ใช่กล่องนกสีฟ้าหรอก ที่ช่วยเปิดใจ แล้วเข้าไปสะสางเรื่องในใจของนักเรียนห้องนี้ แต่เป็นครูชั่วคราวที่มีปัญหาในการพูด แต่ตั้งใจที่จะฟังพวกเขา แล้วก็อธิบายว่าทำไมการ “ลืม” จึงเป็นหนทางหนีปัญหาแบบคนตาขาว ส่วนคนที่ “จำ” ไว้เสมอจึงเป็นคนกล้าหาญ



บันทึก :
• ภูมิใจนำเสนอ อาเบะ ฮิโรชิ นักแสดงชาย (ญี่ปุ่น) ในดวงใจในเวลานี้
• ดูแล้วก็อดย้อนนึกถึงเรื่องในโรงเรียนของตัวเองไม่ได้นะ
• เพลงเปิดและปิดเรื่องเพราะอีกตามเคย เนื้อร้องก็ดี๊ดี รู้เพราะดีวีดีแผ่นนี้มีซับเนื้อเพลงด้วยน่ะซี
• น่าคิดนะ ว่าเรื่องไม่ดีที่เราพลาดมาในอดีต เราควรเลือก “ลืม” หรือ “จำ”

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

I've Been Married To Hell! : Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ก็พอเข้าใจอยู่ว่าแม่รักและเป็นห่วงลูก โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกชายที่ไม่ค่อยฉลาดนักของครอบครัวที่มีอันจะกินหน่อย จะให้แม่นอนใจ ไม่สน ไม่แคร์ว่าลูกจะไปรัก ไปดองกับสาวคนไหนได้อย่างไร ก็เขาอุตส่าห์ฟูมฟักเลี้ยงดูของเขามา

ฉันเชื่อว่าในซีรีส์ Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!(2007) คิมิโกะ (Nakama Yukie) เองก็เข้าใจดีว่าแม่รักลูก แต่ที่เธอไม่เข้าใจน่าจะเป็นประเด็นที่ว่า แล้วทำไมคุณแม่ผัว (Matsuzaka Keiko) ถึงต้องมายุ่งกับชีวิตของเธอขนาดดดดดดดนี้

คิมิโกะนักเขียนอิสระกับอิโซะจิโร่ (Tanihara Shosuke) หนุ่มพนักงานบริษัท พบกัน คบกัน ตัดสินใจแต่งงาน แล้วย้ายมาอยู่ร่วมกันในโตเกียว ในคอนโดหรูที่เป็นตึกสูงริมทะเลย่านโอไดบะ ซึ่งก็ออกจะเป็นที่อยู่ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มิใช่น้อย แต่คิมิโกะก็ไม่ยั่น เมื่อเธอฝันจะอยู่ตรงนั้น เธอก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องเขียนกี่แสนหรือกี่ล้านคำก็ตาม (ค่าเรื่องที่ญี่ปุ่นคิดเป็นคำจ้ะ)

ทั้งสองคนไม่ใช่พวกไฮโซหัวสูง ที่คบกันได้เพราะเข้ากันได้ดี จากการที่ต่างก็เป็นคนสบายๆ ไม่มีระเบียบ ไม่มีธรรมเนียมประเพณี ตั้งแต่แต่งงาน คิมิโกะทำแต่งาน ไม่เคยทำอาหารให้สามีกิน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอิโซจิโร่เวลาอยู่นอกบ้านก็ดูเป็นคนสบายๆ กินง่ายอยู่ง่าย และดูจะพอใจกับอาหารกล่อง อาหารสำเร็จรูป ที่หาง่ายๆ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเมืองอยู่แล้ว

จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากบ้านสามี ให้ทั้งคู่กลับไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าสาว เพียงเห็นกำแพงหินล้อมบ้านหลังใหญ่สุดอลัง สามีของเธอเปลี่ยนสู่โหมดเรียบร้อย สุภาพ สุขุม และโค้ง แค่นั้นคิมิโกะก็หนาว เพราะตระหนักว่าหนุ่มหน้าซื่อที่เธอแต่งด้วย ที่แท้คือทายาทเศรษฐีผู้ดีของย่านนั้น

ปัญหาของคิมิโกะไม่ได้อยู่ที่การถูกแม่ผัวเขม่นและคอยจับผิด แต่เป็นเพราะว่าแม่ผัวชอบเธอเอามากๆ ด้วยความที่ครอบครัวยามาโมโตะเป็นสมาชิกของเมืองนั้นมาหลายชั่วคน มีประเพณีวัฒนธรรมที่ต้องรักษาสืบทอดกันไปไม่ให้ตกหล่น แม่ผัวผู้แสนงามและอ่อนหวานจึงพยายามเคี่ยวเข็ญลูกสะใภ้ผู้ห่างไกลความเป็นกุลสตรีให้ได้เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว และของคนในเมืองนั้นอย่างเคร่งครัดตามประเพณี เป็นลูกสะใภ้ที่ดี เชิดหน้าชูตาแก่ครอบครัวยามาโมโตะต่อไป ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวสนุกสนานหรรษาเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูเป็นระยะ

แม้ว่าดูแล้วจะอดเครียดกับชีวิตลูกสะใภ้ขึ้นมาไม่ได้ก็ตาม



บันทึก:
• ซีรีส์เรื่องนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า Erai Tokoro ni Tosuide Shimatta!
• คนญี่ปุ่นเขาก็ช่างแต่งกันได้โดยไม่ต้องไปเสนอหน้าที่บ้านพ่อแม่อีกฝ่ายก่อนเนอะ
• เป็นเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ที่น่ารักดีนะ ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ถ้าบ้านสามีรัก และต้อนรับบอย่างอบอุ่นแบบนี้ วันนึงก็คงอยากย้ายไปอยู่บ้านสามีถาวรเหมือนกัน
• ดูแล้วได้ศึกษาศิลปะในการอยู่กับสามีนิดหน่อย กับศิลปะในการอยู่ร่วมกับครอบครัวสามีอีกนิดหน่อย
• เห็นธรรมเนียมแปลกๆ ในซีรีส์เรื่องนี้แล้วอย่าไปคิดเป็นตุเป็นตะเลยว่าญี่ปุ่นทั้งญี่ปุ่นเขาจะเป็นแบบนี้ นี่เป็นเรื่องแต่ง ธรรมเนียมประเพณีในเรื่องก็อาจจะเพี้ยนบ้างอะไรบ้าง อย่าถือสา
• เพลง End Title เพราะอีกแล้ว



วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Shiawase no Kaori : รสชาติแห่งความสุข

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



เชฟเก่งๆ ของร้านดังๆ เขาพยายามทำกับข้าวให้อร่อยเพราะอะไร เพื่อใครกันนะ?
เพื่อตัวเอง เพราะอีโก้สั่งให้รักษามาตรฐานความอร่อยของตัวเองไว้ อย่าให้ตก
หรือเพื่อคนอื่น?

“หวางซัง” หรือเชฟหวาง (Tatsuya Fuji) ใน Shiawase no Kaori (2008) ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า Flavor of Happiness ไม่ได้มีอีโก้แบบนั้น เขาปฏิเสธเทียบเชิญให้ขึ้นห้างดัง และยืนยันจะทำอาหารขายในร้านเล็กๆ ซอมซ่อของตัวเองต่อไปด้วยเหตุผลง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

เพียงเพราะเขาอยากเห็นหน้าตาคนกินเวลามีความสุข เมื่อได้กินอาหารของเขา เท่านั้นเอง

รสชาติอาหารที่ปรุงอย่างตั้งใจ ใส่ใจ แม้เป็นอาหารกลางวันง่ายๆ ราคาไม่แพงนั้น อร่อยกินใจทาคาโกะ (Miki Nakatani) จากบทบาทที่ควรเป็นคนมาจูงใจให้เชฟหวางยอมขึ้นห้าง ไปเรียกกำไรมหาศาลให้บริษัทของเธอ มากินอาหารของเขานานวันเข้า เธอกลับอาสา สมัครเป็นศิษย์รับสืบทอดวิชาการปรุงอาหารจากเชฟเมื่อเชฟล้ม และกลายเป็นอัมพฤกษ์ ยกกระทะไม่ไหวอีกต่อไป

ทาคาโกะทิ้งงานมาถือปังตอ มาจับกระทะ เพราะเธอมีเหตุผลบางอย่างของเธอ เป็นเหตุผลเล็กๆ แต่ก็กินใจมนุษย์ปุถุชนที่แสนเหงาและแสนคิดถึงใครบางคนอย่างเราๆ

ระหว่างที่ทาคาโกะเรียนรู้ คนดูก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากที่รู้อยู่แล้ว ว่าความสุขของคนได้กินอาหารอร่อยๆ เป็นอย่างไร ฉันได้เห็นขั้นตอนการเตรียมอาหารจีน การหั่น การสับ การใช้ไฟ เทคนิคการใช้กระทะ และที่สำคัญ ฉันเหมือนได้สัมผัสถึงความสุขของคนทำอาหาร

แล้วก็อยากจะออกไปกินอาหารอร่อยๆ ที่คนทำตั้งใจทำให้เรากินอย่างมีความสุขขึ้นมาทันที
(มีที่ไหนจะแนะนำช่วยบอกด้วยนะ)




บันทึก:
• เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะมาก เพลง End Title ก็เพราะ นักร้องเสียงดีจริงๆ
• นักแสดงนำทั้งสองถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีจริงๆ
• สำหรับมิกิจังนั้น ฉันอยากตบมือให้ด้วยซ้ำ ค่าที่เธอเป็นนางเอกญี่ปุ่นชั้นนำ ที่ไม่ติดกับบทนางเอ๊กนางเอกเลย (จำ Kiraware Matsuko no isshô หรือ Memmory of Matsuko ได้ไหม?) เรื่องนี้เธอทั้งผอม ทั้งโทรม ไม่สวย ไม่อะไรทั้งสิ้น แต่เธอสง่านะ ท่าทางและแววตาตั้งอกตั้งใจเวลาตั้งใจทำอาหาร
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ใช่แค่ต่อมน้ำลายแตกอย่างเดียว แต่มันทำให้ฉันอยากเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ ให้มีรสชาติแห่งความสุขบ้างบ้าง (ว่าแต่ใครล่ะ จะมาทำหน้าตามีความสุขเมื่อได้กินอาหารของฉัน)
• นอกจากนี้ยังทำให้ฉันตั้งใจว่า ต่อไปถ้าเลี่ยงได้ จะไม่กินอาหารจากคนที่สักแต่ทำๆ มาขายให้เรากินอีกแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Oppai Volleyball : พวกเราสู้ตาย! (ขอแค่ได้ชมนมคุณครู)

Rating:★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


ถึงจะรู้ก่อนดูว่านี่เป็นหนังตลกทะลึ่งแนวโค้ชหน้าอ่อน ขุนพวกเด็กเหลือขอให้กลายเป็นนักกีฬามีความสามารถ
เช่นเดียวกับ Water Boys และอื่นๆ แต่ฉันก็ยังสั่งหนังเรื่องนี้มาดู เพียงเพราะเป็นหนังของฮารุกะจัง

ดูแล้วได้อะไรเยอะกว่าที่คาดหวัง ทั้งความสนุกและแง่คิด

ไม่ใช่แค่ขำความหน่อมแน้มไม่ประสีประสาอะไรกับเรื่องเพศ แต่ก็อยากรู้อยากเห็น อยากจับอยากต้องเหลือเกินกับเด็กผู้ชาย ม.ต้นพวกนั้น แต่เพราะมันเป็นหนังย้อนยุค ที่พาเรากลับไปในราวปี '70s-'80s (เดาจากเพลง) เลยได้เห็นอะไรสนุกๆ ประจำยุค ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่น และเพลงป๊อป เพลงโซล เพลงเทรนด์ของวันนั้น

เด็กพวกนี้มันทะลึ่ง อยากเห็นนมสาว พอครูสาวมาใหม่ได้รับมอบให้มาดูชมรมวอลเลย์บอลชายซึ่งมีสมาชิกแค่ 5 คน และไม่มีใคร(ครูคนไหน)เอา เด็กพวกนั้นเลยติดสินบนครู ว่าถ้าแข่งชนะครูต้องเปิดนมให้พวกผมดูนะ

เพื่อให้เห็นของจริง เด็กพวกนี้ก็เลยมีโอกาสพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง เรื่องที่ไม่คิดว่าทำได้ ก็ได้รู้ว่า ถ้าพยายามก็ทำได้ ครูเองก็ได้ประจักษ์ และเคารพความพยายามของเด็ก (จากตอนแรกไม่คิดว่าจะโดนจับจริงๆ หลังๆ เริ่มหวงนมไว้ให้เด็กจับ) ได้เรียนรู้ชีวิตครู อะไรที่ควรทำ แค่ไหนที่ทำได้ และต่อไปจะทำอย่างไรให้สามารถทำเพื่อเด็กได้ ได้ซึ้งกับแรงบันดาลใจดีๆ ที่ทำให้ได้ค้นพบว่าจะอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าได้อย่างไร

เรียกว่าได้ค้นพบตัวเอง ได้เข้าใจกันทั้งครู นักเรียน และระหว่างเพื่อน
ครอบเครื่องและสร้างสรรค์ประสาหนัง(+ซีรีส์) ญี่ปุ่นล่ะนะ



หมายเหตุ :
-ดูเหมือนหนังเรื่องนี้เข้าโรงเครือ Apex ก่อนโรงหนังสยามวอด ฉันเองก็อยากไปดูในตอนนั้น แต่เกรงจะปรี๊ดแตกใส่ม๊อบซะก่อน เลยต้องมาดู DVD แทน
-อายาเสะ ฮารุกะจังเนี่ย ก่อนจะมาดังจากบทบาทการแสดงให้ฉันรู้จักผ่านซีรีส์หลายต่อหลายเรื่อง (ตอนนี้มีซีรีส์ Mr.Brain ที่เธอเล่นเป็นผู้ช่วยวิจัยของสึคุโมะจัง-ทาคุยะ คิมูระ-ฉายอยู่ทางไทยพีบีเอส) ดูเหมือนจะเคยถ่ายอะไรหวิวๆ และมีชื่อในแนว "สาวทรงโต" มาบ้าง แต่ก็สามารถเปลี่ยนโฉมเป็นสาวปลาย่างแบบโฮตารุ และครูสาวเจี๋ยมเจี้ยม (ซึ่งที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เนินอกของเธอ) ใน Oppaiฯ
-เรียกว่านักแสดงญี่ปุ่นเค้าพิสูจน์ตัวเองที่ความสามารถ ถ้าเล่นบทอื่นได้ ก็จะได้บทอื่นเล่น ไม่ติดอยู่กับนางเอ๊กนางเอก นางร๊ายนางร้าย แม๊แม่ เหมือนดาราไทย
-ถ้าอยากรู้ว่า Oppai แปลว่าอะไร อยากให้หาหนังมาดู จะได้รู้อย่างหรรษามากกว่าเฉลยให้ฟังกันตรงนี้่
-เป็นหนังใสๆ ที่แฟนฮารุกะจังดูแล้วปลื้มจ้ะ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Air Doll: ความงามของการมีชีวิต


Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดู Air Doll (2009) แล้วก็ต้องเห็นความเหงา เป็นความเหงาของคนไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น ความเหงาแบบที่ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ ผู้กำกับ Nobody Knows (2004) ถนัด และยังสร้างสรรค์ Air Doll ออกมาในอารมณ์นั้น คือ เหงา สวย และหนาว เพียงแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วน้ำตาไม่ไหลเท่านั้นเอง

เรื่องเริ่มที่ชีวิตรูทีนของชายญี่ปุ่นสามัญคนหนึ่งในโตเกียว ผู้มีภาระใหญ่ในการพิสูจน์คุณค่าและการมีตัวตนผ่านการทำงานเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คือตื่นเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน ตกดึกก็ซมซานกลับบ้าน ด้วยความเหงา ก็เลยสั่งซื้อตุ๊กตายางเป่าลมรุ่นใหม่ ราคาถูก (ไม่ถึง 6,000 เยน) มาเป็นเพื่อนหนึ่งตัว

ไม่รู้แน่ชัดว่าพวกผู้ชายเขาซื้อตุ๊กตาเป่าลมไปทำไม (จริงๆ อาจมีผู้หญิงซื้อไปบ้างก็ได้) แต่สำหรับชายคนนี้ เขาไม่ได้ซื้อไปเพื่อปลดเปลื้องความต้องการทางเพศอย่างเดียว ตุ๊กตาโนโซมิเป็นเหมือนคนรักที่อยู่ร่วมบ้านกับเขา เขาทั้งพูดคุยกับเธอ บอกรัก ชี้ให้ดูดาว ชมว่าสวย อาบน้ำและแช่น้ำร้อนด้วยกัน ซื้อแชมพูดีๆ มาสระผมให้ นอนหนุนตักในบางที และแน่นอนที่สุด เขาเมคเลิฟและหลับไปเคียงข้างเธอ

ฉันเห็นชายคนนี้พูดคุยอย่างอ่อนหวานกับโนโซมิในฉากหนึ่งแล้วก็มาเห็นเด็กผู้หญิงอุ้มตุ๊กตาเด็กน้อยที่สามารถร้อง “หม่าม๊า-หม่าม๊า” (สำเนียงญี่ปุ่นร้องว่า มามา-มามา) ติดมือในฉากต่อๆ มา ฉันก็ร้องอยู่ในใจว่า ‘เฮ้ย เหมือนกันเลยนี่หว่า’ ...หรือว่าจริงๆ แล้วคนเรามีตุ๊กตา ไม่ว่าจะรูปคนหรือรูปสัตว์ เป็นโดราเอม่อน หมีเท็ดดี้ บาร์บี้ บลายธ์ หรือตุ๊กตาจำลองรูปหญิงสาว ไว้เป็นเพื่อนสำหรับพูดคุยด้วย เพื่อนที่เราจะพูดแม้เรื่องเร้นลับและน่าอายให้ฟังโดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหักหลัง โดยไม่ต้องกลัวเพื่อนหันหลังใส่เพราะไม่อยากฟัง หรือไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับชายคนนี้แล้ว ตุ๊กตาของเขายังมีสิ่งพิเศษมากๆ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว เพราะตุ๊กตาของเขา “ค้นพบหัวใจ” ของตัวเอง

โนโซมิ (แบ ดูนา) ลุกขึ้นจากเตียงในหนึ่งเช้าหลังฝน กลายร่างเป็นเด็กสาว ใส ตากลม เดินไปมาบนขาคู่ยาวเรียวในท่วงท่าอ้อนแอ้น ไม่ถนัดถนี่ ดูบอบบางน่ารัก แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์และสำนวน ออกจะดูเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนมากกว่าเป็นคนจริงๆ (ก็นี่มันเอเลี่ยนชัดๆ) แต่คนทั่วไปในละแวกนั้นกลับไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติ อย่างน้อยท่าทางการเดินแบบไม่ถนัด พูดอ้อแอ้ ตากลมโตที่เบิ่งกว้างเหมือนสนใจและตื่นเต้นตลอดเวลา กับชุดสาวใช้กระโปรงสั้นฟูฟ่องก็ล้วนไม่ใช่ของแปลกสำหรับเด็กสาวญี่ปุ่นล่ะ

ถ้าไม่แน่ใจว่าการมีหัวใจนั้น ดี และไม่ดีอย่างไร ต้องไปถามโนโซมิ เพราะเมื่อเริ่มค้นพบหัวใจ เธอก็เริ่มเรียนรู้จักชีวิตและโลก เริ่มมีใจให้ชายหนุ่ม โกหกเป็นโดยอัตโนมัติ และเจ็บปวด เธอรำพึงในตอนหนึ่งว่า “การมีหัวใจทำให้อกหักได้”

โนโซมิเริ่มทำความรู้จักกับการมีชีวิตพร้อมกับๆ เป็น “ตุ๊กตาเป่าลม-สิ่งทดแทนความต้องการทางเพศ” ไปด้วย เราได้เห็นทั้งความอ่อนโยนและความกักขฬะที่คนกระทำต่อโนโซมิ ได้ปวดร้าวไปกับความรู้สึกของโนโซมิเมื่อรู้ว่าชีวิตนั้นจีรังยั่งยืน แถมยัง “กลวง” ว่างโหวงชนิดไม่สามารถเติมเต็มได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น คน สามารถเติมเต็มให้ตุ๊กตาได้ ด้วยการเป่าลม แต่ตุ๊กตาไม่มีโอกาสเติมเต็มให้คนได้เลย โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมีตุ๊กตาตัวเดียวไม่พอ (ฮ า)


น่าขอบคุณที่โนโซมิพาเราไประลึกถึงแง่งามของการมีชีวิตซึ่งเราเองได้หลงลืมไปนานแล้ว แต่น่าสงสารที่การค้นพบหัวใจไม่อาจเปลี่ยนโนโซมิให้กลายเป็นคนได้จริงๆ หนังเรื่องนี้จึงต้องจบอย่างเศร้าแสน

ตุ๊กตาตัวหนึ่งพาตัวเองมาทิ้ง เพราะไม่อยากมีชีวิตอีกต่อกับ กับตุ๊กตาอีกตัวที่เจ้าของไม่ต้องการแล้ว จึงนำมาแลกกับแหวนในนิ้วของตุ๊กตาตัวแรก

ตุ๊กตาสวมกอดตุ๊กตาในกองขยะ เป็นฉากสุดท้ายที่สวย แต่เศร้า และเหงาจัง




บันทึก
• เป็นหนังที่เหงา แต่ไม่ทำให้เศร้าเกินไป ฉันดูแล้วรู้สึกรักชีวิต
• มีความรู้สึกว่าไดอาล็อกหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องเยอะกว่า Nobody Knows เรื่องนั้นใช้ภาพเยอะกว่าคำ
• ไม่น่าเชื่อว่าหนังเรื่อง Hana (2006) ก็เป็นผลงานกำกับของ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ (ฉันเพิ่งรู้เมื่อมาดูข้อมูลก่อนจะเขียน) ฉันได้แผ่นมาโดยบังเอิญ เปิดดูหลายหนแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าเป็นหนังที่เขากำกับ แถมยังเขียนเรื่องเองซะด้วย กลับไปดูอีกหนดีกว่า (http://www.imdb.com/title/tt0464038/)
• ตุ๊กตาสาวในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ตุ๊กตายาง (จริงๆ แล้วตุ๊กตายางเป็นไงก็ไม่เคยเห็นหรอกนะ) แต่เป็นตุ๊กตาเป่าลม เหมือนกับชื่อ Air Doll และ KUKI NINGYO ที่เป็นชื่อหนังในภาษาญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม จากการดูหนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ตุ๊กตาแบบนี้เขาใช้งานกันอย่างไร อิ อิ
• ในบรรดาหลายชีวิตในหนังเรื่องนี้ ฉันสงสารคุณตาที่สุด ไม่อยากอยู่จนเป็นอย่างคุณตาเลย ตาบอกโนโซมิว่า “ฉันเกลียดหมา เพราะพวกมันโตเร็ว เลี้ยงหมามีแต่ทำให้เหงา”
• ฉันเชื่อว่าที่ผู้กำกับบรรจงเลือกนักแสดงสาวชาวเกาหลีมาเล่นเป็นตุ๊กตาเป่าลมหัดเดิน หัดพูดเหมือนคน (ญี่ปุ่น) เพราะอยากให้เธอดูเป็นเอเลี่ยนจริงๆ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีจริงๆ นะ
• รู้ไหมว่า แบดูนา ตอนเล่นเป็นโนโซมิเนี่ย อายุ 30 นะจ๊ะ (ใช้โรจูคิสหรือป่าวน้อง?)
• ตอนถ่ายหนังน่าจะเป็นปลายหนาวหรือต้นใบไม้ผลิ (ที่ไม่เห็นมีดอกไม้บานเลย) แต่โนโซมิต้องทั้งเปลือย ทั้งใส่เสื้อผ้าแบบตุ๊กตาที่ไม่รู้จักหนาว อึดแท้ๆ
• อ่านนี่ แล้วฉันรู้สึกว่าเธอโปรจริงๆ >>นักแสดงสาวยืนยันว่า เธอเต็มใจกับการแสดงฉากดังกล่าว เพราะเชื่อมั่นในฝีมือผู้กำกับ นอกจากนั้นมันยังจำเป็นกับเรื่องราว โดยเฉพาะกับตัวละครที่เธอสวมบทบาท ตุ๊กยางซึ่งกลายร่างเป็นมนุษย์ “ทำยังเวลารู้สึกอายที่ต้องถ่ายหนังในฉากเปลือยเหรอค่ะ?” แบดูนา กล่าวถึงคำถามที่หลายๆ คนสงสัย “ฉันพยายามทำงานให้หนักที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่านักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้มีความเป็นมืออาชีพค่ะ เวลาทำงานที่ญี่ปุ่นแม้จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่ฉันเองก็รู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่เกาหลี”
• ใช่ หนังเรื่องนี้แบดูนาลงทุนเปลือยหลายฉาก แต่ฉันว่าเป็นฉากเปลือยที่ไม่เร้าอารมณ์ฝ่ายต่ำ แต่กลับดูแล้วรู้สึกถึงความ “สวยงาม” ใช่เลย “ความ คิ-เร-อิ ของชีวิต” ขอบคุณแบดูนาที่ให้โอกาสฉันได้เห็นความสวยงามของเรือนร่างสตรีอีกครั้ง ก่อนจะลืมมันไปตลอดกาล (ฮ า)
• ใครจำได้บ้างว่าตัวละครอะไรใน The Wizard of Oz ที่ร่วมเดินทางไปด้วยเพราะต้องการหาหัวใจ



วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Osen : ยุคสมัย วัฒนธรรมการกิน และหมีขั้วโลก

Rating:★★★★
Category:Other


สั่งซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะอยากรู้ว่าอาหารญี่ปุ่นจริงๆ เป็นอย่างไร

ดูแล้วนอกจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร ยังเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องไปกินสุกียากี้ญี่ปุ่นที่ Akiyoahi อีกครั้งในเร็ววัน โชคยังดีที่ดูแล้วไม่ได้ถึงกับกระหายใคร่จะกินสาเกอุ่นๆ หรืออยากเบียร์ญี่ปุ่นจนทุรนทุราย เพราะนางเอกในเรื่อง (Aoi Yu) แม้จะเป็นตัวละครอายุน้อย หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู แต่ดื่มเหล้าเก่งเหลือเกิน เธอดื่มโชว์บ่อยๆ อย่างรื่นเริง และเมาได้น่ารักเสียด้วย

ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความแปลกอย่างที่เราก็รู้กันอยู่โดยไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ว่าเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง อย่างฟุตเทจสารคดีที่นำเสนอชีวิตการกินของคนญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษเมื่อต้นเรื่องนั่นแหละ ชาวญี่ปุ่นมีกินตลอดเวลาที่ต้อง ทุกหัวถนน ท้ายถนน สี่แยก สามแยก ตรงทางลงรถใต้ดิน ในทางเดินของสถานีรถไฟ หน้าห้องน้ำ ฯลฯ จะมีตู้ขายของกินแบบหยอดเหรียญเต็มไปหมด ร้านราเมงหรืออาหารชุดราคาประหยัดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็หาได้ทั่วไป แถมยังมีร้านสะดวกซื้อหลายเจ้า วางขายอาหารสะอาด ราคาประหยัดกันเกลื่อนกลาด จะกินของร้อนในหน้าหนาว หรือกินของเย็นในหน้าร้อน มีให้เลือกตามใจ

อาหารสำเร็จรูปพร้อมกินเกรดที่ดีขึ้นมา คืออาจจะเป็นวัสดุที่ดีกว่าหรือรสชาติดีกว่าก็ยังมีรออยู่แพ็คที่พร้อมจะถูกใส่เข้าไปในไมโครเวฟทั้งอย่างนั้นที่ DepaChika หรือชั้นใต้ดินของ Department Store

แต่ทั้งๆ ที่โลกการกินของคนญี่ปุ่น convenience และ speedy ไปขนาดนี้แล้ว แต่ร้านอาหารอย่างในเรื่องคือ “อิชโชอัง” ก็ยังมีอยู่

อิชโชอังเป็นกิจการที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ตัวร้านคืออาคารเก่าหลังใหญ่ที่ยังดูแข็งแรงมั่นคง แล้วก็ดูสะดวกสบายกับชีวิตสไตล์คนในร้านอิชโชอัง นายหญิงผู้เป็นทั้งเจ้าของกิจการและผู้ควบคุมการปรุงอาหารและบริการของร้านคนปัจจุบันชื่อ ฮันดะ เซน (เพราะงี้เลยเรียกโอเซน?) อายุของเธอแค่ 23 ปี แต่เพราะได้รับการฝึกฝนมาดีประกอบกับมีพรสวรรค์และมีความรักชอบศิลปะทางด้านนี้ด้วย โอเซนเลยเก่งทั้งการปรุงอาหาร เขียนพู่กันแบบโบราณ เก่งเรื่องเครื่องปั้นดินเผา แถมยังนุ่มห่มกิโมโนและทำผมเผ้าให้เข้ากันอย่างน่าประทับใจ

อาหารของอิชโชอังเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นอย่างประณีต จากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่สดใหม่ หาได้ตามฤดูกาล ใช้ผักที่ปลูกเองในสวนหลังร้าน ลูกค้าที่มากินอาหารของอิชโชอังจึงไม่ต้องลำบากคิดมาจากบ้านว่าจะสั่งอะไร เพราะเมนูของร้านนี้จะไม่มีหน่อไม้ ถ้าไม่ใช่ฤดูของหน่อไม้ ปลาที่ได้กินก็จะแล้วแต่ฤดู และแล้วแต่ว่าวันนี้พ่อครัวได้ปลาอะไรมา กรรมวิธีในการปรุงก็จะเป็นขั้นตอนที่ประณีต ละเมียดละไม มีที่มาที่ไป มีเหตุผลตรรกะ ทำไมต้องปรุงแบบนี้ ทำไมไม่ปรุงแบบนั้น

ในเรื่องยังเล่าเกร็ดเกี่ยวกับเครื่องปรุงพื้นๆ ที่จำเป็นกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น การหุงข้าวด้วยฟาง การหมักมิโซะ และการทำปลาคัตสึโอตากแห้งสำหรับไสเป็นแผ่นบาง ใช้ต้มทำน้ำซุป (แบบเดียวที่โรยหน้าทะโกะยากิไงจ๊ะ) เราได้รู้ถึงขั้นว่าปลาแห้งนี้มันมีระดับคนลิ้นธรรมดากับระดับลิ้นเทพ และแบบที่เป็นของสำหรับลิ้นเทพนั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนทำให้ “รา” ขึ้นปลาโออยู่หลายรอบ ถึงจะได้รสชาติแบบนั้นออกมา
อ่านมาถึงขั้นนี้อย่าเพิ่งคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ชมแล้วหรรษา เบาสมอง ไม่ต้องคิดอะไรต่อ ดูจบก็แค่ออนไลน์ search หาร้านอาหารญี่ปุ่นดีๆ แล้วโทรชวนเพื่อน เพราะแท้ที่จริง Osen มีประเด็นหนักหน่วง ปวดร้าว ที่เราทุกคนเมื่อได้ดูแล้วต้องได้คิด ว่าควรยอมโอนอ่อนแต่โดยดีไปตามความเร็วของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หรือจะตั้งมั่นอยู่กับสปีดเชื่องช้า แช่มช้อยของความดั้งเดิมดี

ถึงแม้ว่าการมีอยู่ของอิชโชอังไม่อาจเปรียบเทียบกับการมีอยู่ของหมีขั้วโลก แต่ถ้าลองคิดดู คุณเองก็อาจจะพบว่า การยังคงอยู่ของสัตว์อย่างหมีขั้วโลก กับร้านอาหารอย่างอิชโชอัง นั้น บ่งชี้ว่าสิ่งสำคัญบางอย่างยังอยู่กับเรา สิ่งสำคัญนี้ มันสำคัญก็เพราะว่าถ้ามันสูญสลายหายไปแล้ว จะไม่มีทางถอยหลัง หรือเรียกกลับมาได้อีก แล้วชีวิตของเราก็จะไม่อาจเหมือนเดิมได้อีกเลย





บันทึก:
• เพื่อนซึ่งดูโอเซนจบล่วงหน้าไปแล้วได้เล่าระหว่างมื้ออาหารเกาหลีว่า ช่วงที่เพิ่งจบซีรีส์เรื่องนี้ใหม่ๆ นั้นเกิดอาการไม่สามารถเข้าร้าน Zen และ Fuji ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟในนั้นไม่ได้ปรุงขึ้นจากจิตวิญญาณ ฉันฟังแล้วปล่อยก๊าก เห็นด้วยกับเพื่อนมากๆ
• ตัวฉันเอง ถ้าเลือกได้ก็ไม่เลือกเข้าสองร้านข้างบนนานแล้ว (ฮ า) แต่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังเต็มใจเดินเข้าร้านฟูจิ เพื่อที่จะอดหงุดหงิดใจไม่ได้กับกิริยาอาการของพนักงานเสิร์ฟ ถ้วยชาม และรสชาติของอาหาร แต่ทำไงได้ กินข้าวกับเพื่อนที่ไร ไม่ว่าจะกินที่ฟูจิหรือที่ไหน มันสนุกทุกทีนี่นา
• อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ต้องตามใจใคร และตัวเลือกอื่นยังพอมี ฉันไม่เข้าสองร้านนั้นหรอก เสียดายเงิน (แม้ราคาอาหาร+บริการมันจะถูกกว่าร้านที่ฉันเลือกเข้าก็ตาม)
• ช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ฉันโชคดี ได้ทำงานที่มักมีโอกาสได้ชิมอาหารแปลกใหม่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นของราคาแพง และไม่ใช่เมนูปกติในชีวิตประจำวันของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองสับสนกับชีวิต ฉันจึงต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมา 2 ชุด สำหรับการกินอาหารปกติ และอาหารไม่ปกติ เช่นเดียวกับการแยกพิกัดนักมวย
• ความเป็นคน 2 มาตรฐานนี่เองทำให้ฉัน ซึ่งแม้จะรู้แล้วว่าความอร่อยที่แท้จริงของของสิ่งหนึ่งคืออะไร สามารถจะกินสิ่งนั้นในรสชาติที่อร่อยน้อยกว่าควรจะอร่อยตามมาตรฐานที่มันควรอร่อยได้โดยไม่รู้สึกลำบาก (อิ อิ)
• อันที่จริงเราควรขอบคุณของไม่อร่อยนะ ที่ทำให้เรารู้จักว่าความอร่อยที่แท้จริงเป็นอย่างไร
• คนบางคนเขาไม่สนใจหรอก ว่าหมีขั้วโลกจะมีอยู่หรือหมดไป ไม่ได้แคร์ด้วยว่าลูกกำลังกินอะไรอยู่ หรือลูกไม่รู้กระทั่งว่า หัวไชเท้าคือส่วนรากของต้น ไม่สนใจว่าอาหารตรงหน้าปรุงอย่างไร ใช้วัตถุดิบจากไหน เขาสนใจแต่กินให้อิ่มแล้วกลับไปทำงานต่อให้ผลกำไรในปีนี้มันไม่น้อยกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Aishiteiru to Ittekure : บอกมาว่ารัก

Rating:★★★★
Category:Other

ซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศทางสถานี TBS ในญี่ปุ่นในปี 1995 (15 ปีมาแล้ว) มาฉายในโทรทัศน์เมืองไทยหลังจากนั้นกี่ปีก็ไม่ทราบ ตอนนั้นฉันได้ดู จำไม่ได้ว่าได้ดูที่ไหน จำหน้านางเอกไม่ได้ จำเพลงไม่ได้ จำไตเติลไม่ได้ สิ่งเดียวที่จำได้คือความเท่ของพี่พระเอก ศิลปินร่างสูง เงียบขรึม ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่ง กางเกงหลวม และรองเท้าแตะคีบ นั่งนิ่งๆ นิ้วเรียวยาวสวยคีบบุหรี่จรดที่ริมฝีปาก หน้าตาพี่เขาหล่อ หล่อแบบเท่ๆ เงียบๆ

เงียบ เพราะเขาหูหนวก ก็เลยพูดไม่ได้

จนมาเลือกสั่งซีรีส์ (ผีอีกตามเคย) เมื่อวันก่อน เห็นรายชื่อซีรีส์เรื่องนี้ 愛していると言ってくれ (อ่านว่า Aishiteiru to Ittekure แปลว่า say you love me) เห็นแค่ชื่อจำไม่ได้หรอก ต้องมีเรื่องย่อกับรูปประกอบถึงจะจำได้ แล้วก็เกิดกิเลส อยากชมมาดเท่ๆ ของพี่เขาอีกครั้ง ก็เลยจัดการสอยมารื้อฟื้นความทรงจำอีกหน

แล้วก็ได้เรื่องเลย น้ำตาหลั่งไหลมากมากเพราะความเศร้าและสงสาร


คนเราไม่มีใครตั้งใจจะเกิดมาหูหนวก ตาบอด พี่เท่หรือพี่แม่น้ำโตโย (Toyokawa Etsushi) ซึ่งในเรื่องชื่อ Sakaki Kohji ก็เหมือนกัน เพราะอาการป่วยในวัยเด็ก ทำให้สูญเสียการได้ยิน นำมาซึ่งปัญหาครอบครัว แม่ทิ้งเขาไปในวัย 10 ขวบ เพียงเท่านี้ก็เหมือนสาปให้เด็กชายโคจิกลายเป็นเด็กชายที่เหงาที่สุดในโลก เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่วัย 31 ก็ยังเหงาไม่เลิก แค่การไม่ได้ยินอะไร พูดอะไรไม่ได้ก็เป็นเหมือนกำแพงกั้นตัวเองจากโลกภายนอกเพียงพออยู่แล้ว แต่นี่เขายังปลีกตัวออกมาอยู่เงียบๆ คนเดียวอีก ยังดีที่เป็นคนมีพรสวรรค์ทางการวาดรูป เลยได้ระบายอะไรๆ ออกมาบนผ้าใบ ไม่งั้นอาจบ้าไปแล้ว

ความเท่ของพี่เขาจับตาและดึงดูดใจ Mizuno Hiroko (Tokiwa Takako) สาวน้อยช่างฝันวัย 21 เข้าอย่างจัง (เออ ตอนดูซีรีสเรื่องครั้งแรกนี้ฉันคงอายุประมาณหล่อนน่ะแหละ) เธอก็เลยเป็นฝ่ายเข้าไปวนเวียน ป้วนเปี้ยน พาความสดใสร่าเริง ไปกวนจิตใจอันแน่วนิ่งเป็นน้ำตกตะกอนของพี่เขาปั่นป่วนจนร้อนเป็นความรักขึ้นมา

ซีรีส์เรื่องนี้ยาวถึง 12 Episode หรือ 6 แผ่น DVD ฉะนั้น ความรักระหว่างหนุ่มใหญ่ไม่พูดกับสาวน้อยที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีนักจึงไม่ได้จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งอย่างรวดเร็ว แรกเริ่มเป็นช่วงของการเรียนรู้ ตามมาด้วยความเข้าใจ แล้วก็ต่อด้วยการทำร้ายกันด้วยความหึงหวง และคาดหวัง สุดท้าย แทนที่จะได้จบดีๆ แฮปปี้ตลอดไป ก็กลายเป็นว่านางเอกเป็นฝ่ายทำเรื่องพัง พังง่ายๆ เสียอย่างนั้น

ฉันคิดว่า เรื่องแบบนี้เหมือนงี่เง่า แต่ได้ดูแล้วก็เหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่สำคัญ

คือมันไม่จำเป็นที่เราจะต้องสัมผัสความรักจากคนรักด้วยประสาทสัมผัสทุกส่วนที่เรามีหรอก แค่ได้สัมผัสให้พอมั่นใจ ว่า ‘เขารักเรา’ ก็น่าจะพอแล้ว

ตอนสำคัญที่นางเอกพาตัวเองไปเคาะประตูแมนชั่นของคุณแฟนเก่าของโคจิ แล้วดันไปถามเธอคนนั้นว่าชอบอะไรในตัวโคจิมากที่สุด เธอคนนั้นก็มากด้วยชั้นเชิงของสาวใหญ่ ตอบกลับมาว่า ชอบเสียงของเขามากพอๆ กับภาพวาดของเขา ก็แหม๋ พี่เค้าไม่พูดเพราะไม่มั่นใจจะพูด เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ดันไปหลอกเด็กสาวว่าเขาเคยพูดให้ฟัง แม่เด็กสาวเลยฝังใจ อยากฟังเสียงโคจิบอกรักบ้าง

เธออ้างว่าเพราะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเสียงของโคจิ ก็เลยรู้สึกเหงาเหลือเกิน

ฉันผู้มาเปิดซีรีส์เรื่องนี้อีกครั้งในวัยที่ความสาวสุกงอมเกือบสุดแล้ว ดูแล้วนึกสมเพชแม่สาวน้อยที่มีของดีอยู่ในมือแต่กลับอยากขว้างทิ้งไปเพราะเชื่อว่ามันไม่ดีเท่ากับของอีกสิ่ง ฉันอยากจะถามหล่อนออกไปด้วยภาษาไทย ในความหมายเหมือนที่โคจิถามด้วยภาษามือ ว่า

แค่รักตลอดไป-ไม่พอหรอ?



หมายเหตุ
• พี่แม่น้ำโตโยใช้ภาษามือได้ดีมาก มีความสามารถในการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดได้เจ๋งมาก (แอบคิดว่าพี่เขาน่าจะมีญาติหูหนวก ถึงได้พูดภาษามือเก่งขนาดนี้)
• ภาษามือของเขาสวยมากๆ ด้วย ก็เป็นคนแขนยาว นิ้วเรียวนี่นะ
• เวลาพี่เขาแสดงภาษาบ่งบอกถึงอารมณ์ ดูแล้วใจจะขาด มันเหมือนเห็นใจคนพูดน้อยที่อดจนระเบิดอารมณ์ออกมาน่ะ (ฉันเลยพลอยได้ภาษามือแบบญี่ปุ่นมาตั้งหลายคำ)
• แต่ดูเหมือนช่วงที่เล่นซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นช่วงพีคสุดของพี่เขานะ หลังจากเรื่องนี้และ Love Letter หน้าตาและหุ่นดูจะแย่ลงมากๆ ถึงขั้นเศร้าเลย ตอนเห็นใน Hula Girl นั่น
• เสื้อผ้าหน้าผมของนางเอกในเรื่องแย่มาก ทั้งที่ความจริงก็เป็นคนสวย (ในบางมุม) ไม่ใช่น้อย
• เขาเขียนบทให้นางเอกเป็นคนเลี้ยงแมวที่แย่มากนะ สนใจผู้ชายมากกว่าแมว
• อีกเรื่องคือหล่อนใจร้ายมาก กับแมวที่หล่อนไม่ไยดี ตอนหล่อนไปขนของออกจากบ้าน พี่เขาขอเอาไว้เลี้ยง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขารักแมวตัวนี้ขนาดนั้น เลี้ยงดูอย่างดีขนาดนี้ หล่อนก็ยังไม่ยอมยกแมวให้พี่เขาเลี้ยงเป็นเพื่อน (เคืองๆๆๆๆ)
• ฉันว่าถ้าเขาเอาเรื่องนี้มาสร้างใหม่ตอนนี้ เรื่องมันจะไม่เป็นอย่างนี้แล้วแหละ ก็สมัยนี้น่ะ คนเราแทบเดินเข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้ว (ซูเปอร์แมนยังลำบาก) และแม้แต่คนหูหนวกก็ยังส่งเมล์ผ่านมือถือได้ ไม่ต้องวิ่งไปรับแฟกซ์ ลุ้นตอนส่งแฟกซ์ หรือรอรับแฟกซ์กันอย่างในเรื่องแล้ว
• แผ่นที่เศร้า เรียกน้ำตาสงสารพี่พระเอกมากที่สุดคือแผ่นสุดท้าย แต่ฉันไม่ชอบตอนจบเอาเสียเลย
• เพลงเขาเพราะจริง คำว่า Aishiteru (อายชิเตรุ) หรือ ฉันรักเธอ ในเพลงนี้ฟังดูอ่อนหวาน แล้วก็เพราะมากๆ ในความรู้สึก
• แต่หนุ่มๆ สาวๆ ที่เพิ่งรักกันเขาไม่บอกกันว่า Aishiteru หรอกนะ เขาจะบอกกันว่า Suki ซึ่งแปลว่าชอบ หรือรัก (เหมือนในเพลงโดราเอมอนที่ร้องว่า tottemo dai suki แปลว่า รัก(ชอบ)มากที่สุดไง)
• หลายคนสงสัยว่าทำไมไตเติลซีรีส์เรื่องนี้ถึงต้องให้พระเอกนางเอกลงไปโป๊อยู่ในทะเล ได้ดู Episode แรกก็จะรู้คำตอบแล้วล่ะ
• เรื่องสำคัญที่เป็นอุทธาหรณ์สำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็คือ หลังจากมีปัญหากับคนรัก ตอนที่กำลังหวั่นไหว จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าได้วิ่งไปหามือที่สามเด็ดขาด จะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ ต้องเมื่อมีสติมั่นคงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะมีแต่คนที่ถูกทำร้าย

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนคุ้นๆ






รูปคนคุ้นๆ ของฝากคนคุ้นเคย

มอสเบอร์เกอร์เมืองไทยอร่อยกว่า



ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงโตเกียว
ร้านนี้อยู่อากิฮาบาระ


ไปญี่ปุ่นไม่ได้ลองชิมแมคโดนัลด์ ไม่ได้ชิมเคเอฟซี
แต่ไปชิม Mos Burger, Fine Japanese Burger

แต่พบว่า Mos Burger เมืองไทย (ที่เอ็มโพเรียม) อร่อยกว่าเฉยเลย

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนไม่อยู่บ้าน






มีเยอะ
เห็นแล้วก็สงสัย ทำไมไม่อยู่บ้าน?

ป.ล. ที่โอซาก้าน่ะ โรงแรมที่พักอยู่ข้างโบสถ์ที่ใ้ห้ความอนุเคราะห์ (=เงิน) แก่ homeless เลย เห็นเขาเข้าแถวยาวววว ตั้งหลายหน แต่ไม่กล้าถ่ายรูปมา

เกรงใจ

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนโอซาก้า






เสาร์ที่ 20 มีนาคม 2553

หลังจากหนาวกันมานาน วันที่อากาศแจ่มใสและอบอุ่นก็มาถึง
วันนั้นอากาศดีแบบปลายฤดูหนาวต้นใบไม้ผลิ (ก่อนที่คืนนั้นฝนจะตกและหมอกลงหนาในเช้าวันต่อมา)

เพราะเป็นวันเสาร์ เพราะเริ่มอุ่นขึ้นทุกทีๆ เพราะเป็นวันที่อากาศแจ่มใส คนโอซาก้าจึงออกมาเที่ยวเล่น ทำกิจกรรมน่าอยากรู้อยากเห็นกันมากมาย

ดังจะเล่าต่อไปนี้

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนโตเกียว






17-19 มีนาคม 2553


ไปเหยียบโตเกียวแค่ 2 วันเศษ
ยังไม่รู้จักคนที่นั่นดีพอหรอก


รูปเยอะ ส่วนใหญ่จะไม่สวย แต่อยากเล่าให้เห็น
เชิญชมตามสบาย
โดยไม่ต้องกังวลกับการเขียนรีพลาย

หมายเหตุ:
-เล่าเรื่องด้วยภาพตามลำดับเหตุการณ์
-สีของแต่ละภาพ "จัด" ไม่เท่ากัน เพราะใช้กล้องคนละยี่ห้อ ปรับตั้งไว้ต่างกัน
-ด้วย ความขี้เกียจเป็นยิ่งยวด จึงทำเพียง group มิได้ปรับแต่งให้ภาพมีความสวยงามไปกว่าที่ถ่ายมา รวมทั้งไม่ได้ resize ด้วย (ถึงได้ให้ดูแค่ Network ไง) ผู้ใดประสงค์จะเซฟไฟล์ไปใช้ โปรดบอกให้รู้สักนิด

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนตัวเล็ก



นี่เค้าจะลงแล้ว



ช่วงที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเจอเด็กๆ น่ารักๆ ในเสื้อผ้าน่ารักๆ เยอะมากกก
แต่เกรงใจพ่อแม่เค้า จึงเก็บรูปมาได้เท่านี้เอง

เชิญชมตามสบาย
โดยไม่ต้องกังวลกับการเขียนรีพลาย



หมายเหตุ:
-เล่าเรื่องด้วยภาพตามลำดับเหตุการณ์
-สีของแต่ละภาพ "จัด" ไม่เท่ากัน เพราะใช้กล้องคนละยี่ห้อ ปรับตั้งไว้ต่างกัน
-ด้วย ความขี้เกียจเป็นยิ่งยวด จึงทำเพียง group มิได้ปรับแต่งให้ภาพมีความสวยงามไปกว่าที่ถ่ายมา รวมทั้งไม่ได้ resize ด้วย (ถึงได้ให้ดูแค่ Network ไง) ผู้ใดประสงค์จะเซฟไฟล์ไปใช้ โปรดบอกให้รู้สักนิด

คนญี่ปุ่น : คนบนรถเมล์



ว่าแต่เขาจะบริการคนใช้วีลแชร์ยังไงหว่า

ลิฟต์หรอ?

อืมม์ เป็นไปได้ เพราะว่ารถเมล์ของเขาสามารถย่อตัวตอนจอดเทียบป้าย
และยืดตัวขึ้นสูงเท่าเดิมตอนจะออกรถนะ





จันทร์ที่ 15 มีนาคม 2553

เราเที่ยวเกียวโตอย่างคร่าวๆ ด้วยตั๋วรถเมล์ 1 day มูลค่า 500 เยน
เป็นการเดินทางที่ใช้เวลามากกว่ารถไฟหรือรถใต้ดิน
แต่ก็นั่นแหละ มันทำให้เราได้เห็นชีวิตบนท้องถนน รวมทั้งวัฒนธรรมในการใช้รถเมล์ของคนที่นี่ด้วย


เชิญชมตามสบาย
โดยไม่ต้องกังวลกับการเขียนรีพลาย



หมายเหตุ:
-เล่าเรื่องด้วยภาพตามลำดับเหตุการณ์
-สีของแต่ละภาพ "จัด" ไม่เท่ากัน เพราะใช้กล้องคนละยี่ห้อ ปรับตั้งไว้ต่างกัน
-ด้วย ความขี้เกียจเป็นยิ่งยวด จึงทำเพียง group มิได้ปรับแต่งให้ภาพมีความสวยงามไปกว่าที่ถ่ายมา รวมทั้งไม่ได้ resize ด้วย (ถึงได้ให้ดูแค่ Network ไง) ผู้ใดประสงค์จะเซฟไฟล์ไปใช้ โปรดบอกให้รู้สักนิด