แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารการกิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารการกิน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Village Garden Restaurant




วันนี้ฉันพาตัวเองไปรู้จักร้านอาหารหนึ่งย่านพระรามสอง จริงๆ ก็มีโอกาสได้รู้จักร้านนั้นร้านนี้ ตรงนั้นตรงนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยเจอร้านที่อยากแนะนำให้เพื่อนรู้จักอย่างร้านนี้

ร้านนี้แปลก ลงทุนเยอะ อาคารสวย ไม่วิจิตร แต่สวยแบบตั้งใจออกแบบ เจ้าของร้านคุมครัวเอง เริ่มต้นจากเป็นคุณแม่ช่างทำอาหาร อบขนมให้ลูกกินตามสูตรในหนังสือ จนวันหนึ่งตัดสินใจไปเรียนกอร์ดองเบลอเพราะอยากเรียนให้รู้จริง ปรากฏว่าได้วิชากลับมามากมาย คุณอ้อบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องสูตรหรือเทคนิคการทำอาหารหรอก

เปิดร้านในซอยวัดยายร่ม หรือพระรามสอง 33 ใกล้โรงเรียนลูกได้ 8-9 เดือน ก่อนน้ำท่วมนิดหน่อย ยังไม่ได้โปรโมทอะไรมาก ยังไม่มีกระทั่งแฟนเพจใน facebook แถมยังตั้งราคาอาหารที่เมื่อเทียบกับวัตถุดิบจานชามสถานที่แล้ว ทำให้คนกินคิดว่า ได้กำไรหรือเปล่า

เลยแอบอยากให้ร้านนี้เปิดต่อไปนานๆ ให้คนแถวนั้น และคนไกลมีโอกาสพาตัวเองไปกินอาหารของคุณอ้อบ้าง อาหารแบบแม่ทำให้ลูก ภรรยาทำให้สามี คือสะอาด จัดให้ถึง เต็มที่ และไม่มีกั๊ก

แต่ก่อนเคยคิดว่าย่านพระรามสองหาร้านอาหารอร่อยๆ บรรยากาศน่านั่งยากจัง ตอนนี้ชักอิจฉาแล้วสิ



ปล. คุณอ้อรับจัดงานเลี้ยง งานสังสรรค์ด้วย สอบถามเส้นทางและจองโต๊ะโทร. 0 2427 9989

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

เสน่ห์ปลายจวักและความรักของผู้ชาย




.....จนถึงวันนี้ คุณคงได้เห็นหนังสือมากมายในโลกตะวันตกและตะวันออกเขียนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก แต่ไม่มีเลยสักเล่มเดียวใช่ไหมครับที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ไม่มีสักเล่มที่พูดถึงชายหนุ่มตกหลุมรักหญิงสาวเพราะฝีมือการทำอาหารของเธอ หรือชายหนุ่มตัดสินใจทิ้งหญิงสาวเพราะเธอดันต้มน้ำซุปเค็มเกินไป โรเมโอรักจูเลียต
โดยไม่สนใจความบาดหมางของสองตระกูล แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะฝีมือการทำจ๋าก๊า (อาหารเวียดนามตำรับหนึ่ง) ของเธอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับความรัก ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับการแต่งงาน ผมจึงเห็นว่าความรักของโรเมโอและจูเลียตนั้นงดงามที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาตายไปก่อนที่จะได้แต่งงานกัน และก็ดีแล้วที่จูเลียตไม่มีโอกาสได้ทำกับข้าวให้โรเมโอกิน.....


ส่วนฮาๆ จาก "ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก"
โดย เหงวียน เหญิต อั๋นห์
แปลโดย มนธิรา ราโท




วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ลาภปาก!


(ขอบคุณค่ะพี่บุ๋ม เพื่อนๆ ชอบมากเลย)



พฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2554

ได้รับของกินจากเชียงใหม่ตั้งแต่วันวาน
เปิดกล่องดู มีหมีพูห์อยู่ในนั้นด้วย!


ปล.ขอบคุณค่ะพี่บุ๋ม :)

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

ของกินที่สิงคโปร์ : อร่อยหรูในโรงแรม



มะเขือเทศอร่อยจัง



เช้าวันที่ 18 กับ 19 มีนาคม 2554
ฝากท้องไว้กับบุฟเฟต์อาหารเช้าที่โรงแรม
ปลื้มใจกับข้าวผัด เห็ด และอื่นๆ (นี่ขนาดยังไม่ได้ลองชิมไข่ มิโซะซุป และค่องกี่ของเขาเลยนะ)

ถ่ายภาพมาเฉพาะที่นึกทัน คัดมาเฉพาะที่ชัด
จริงๆ แล้วบริโภคมากขนานกว่านี้มากมาย

ของกินที่สิงคโปร์ : อร่อยติดดิน


กัดแล้วเจอหมูสับปรุงรสลอยน้ำอยู่ข้างใน

กรี๊ดมาก อร่อย

17-19 มีนาคม 2554 : สิงคโปร์

ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่กินของในห้างหรอก เพียงแต่มันไปหิวได้จังหวะ "ไม่ไหวแล้ว" เอาตรงที่ไม่ใช่ฟู้ดคอร์ดหรูๆ ในห้าง แต่ก็ดีนะ ทำให้เราได้กินของที่อร่อยแบบไม่ได้คาดหวังความอร่อย แถมยังได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนสิงคโปร์ด้วย

ของแบบนี้ ถ้าอยู่แต่ในโรงแรม ไปยูนิเวอร์ซัลสตูดิโอ แล้วเดินมาช็อปปิ้งในห้างแถวออร์ชาร์ด รับรอง ไม่มีทางได้เห็น

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

ของกินที่สิงคโปร์ : อร่อยของกินเล่น



เสียดายเงินมาก เพราะไม่มีอะไรอร่อยเลย

เบียร์จีนรสชาติแย่ เทียบกันแล้วให้เบียร์ช้างเป็นเทพไปเลย ส่วนขนมกรุบกรอบนั่นเค็มจัดจนแทบไม่รู้รสอื่น

โลเกชั่นแปลกๆ เพราะซื้อมาชิมที่โรงแรมจ้ะ



17-19 มีนาคมที่ผ่านมามีโอกาสไปเที่ยวสิงคโปร์
เป็นทริปที่ทำให้คิดถึง foot massage แถวบ้านสุดๆ แต่ก็สนุกมาก
ก่อนจะโม้ให้ฟังว่าไปเห็นอะไรมาบ้างขอเปิดประเดิมด้วยรูปเรียกน้ำย่อยก่อนละกัน

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไม่กินเนื้อค่ะ ไม่กินเนื้อ


ชื่อเกาหลีคือ Kyung Dan
คำอธิบายภาษาอังกฤษคือ Korean Rice Cake

เขาเอาแป้งผสมน้ำห่อลูกเกด แล้วเอาไปต้ม ก่อนจะเอามาคลุกกับเกล็ดแป้งเค้กกลิ่นวานิลลา (สีนวล) และแป้งเค้กกลิ่นช็อกโกแลต (สีน้ำตาล)

เคี้ยวแล้วออกเปรี้ยวๆ หนึบๆ
กินคู่กับชาอบเชยร้อน


จันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554

ไปทำงานที่ Kayageum (คายากึม) โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส
ร้านเค้าเป็นบุฟเฟ่ต์บาร์บีคิว-ฮ็อตพ็อต แบบเกาหลี

ใจจริงแค่อยากอวดรูป "ขนมต้มเกาหลี" แหละ
แต่ไหนๆ แล้วก็จัดไปเลยละกันนะ

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

Bambino: เด็กเกรียนเรียนรู้ชีวิต

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เปิด Bambino (2007) แผ่นแรกโดยเดาว่าคงเป็นหนังทำนองเดียวกับ Osen ที่ดูแล้วได้เรียนรู้วัฒนธรรมการกิน ได้รู้พวกเกร็ด เคล็ดลับในการทำอาหาร ซึ่งในกรณี Osen คืออาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ ส่วน Bambino นี่เป็นอาหารอิตาเลียน

จบแผ่นแรกเล่นเอาเกือบเบื่อ พอเข้าแผ่นสองแหละถึงเริ่มสนุก หลังจากพบว่าที่เดาไว้มันไม่ใช่เลย จะเป็นพาสต้าชื่อนี้คืออะไร ใส่อะไรบ้าง เวลาจะต้มพาสต้า หรือผัด เขาทำกันยังไง เรื่องพวกนี้เป็นแค่ประเด็นรองปลีกย่อยหยุมหยิมเท่านั้นเอง ที่ซีรีส์เรื่องนี้ (ซึ่งสร้างขึ้นจากมังงะ) กำลังพูดถึงเป็นอะไรที่เข้มข้นและสะท้อนชีวิต "จริงๆ" กว่านั้นตั้งเยอะ เพราะมันพูดถึง “การเรียนรู้ชีวิตผ่านการทำงาน”

บัน โชโหงะ (Matsumoto Jun) คือเด็กหนุ่มวัย 20 ที่เป็นเหมือนกบบ้ายอ คำยกย่องชื่นชมจากลูกค้าร้านอาหารอิตาเลียนเล็กๆ ในท้องถิ่นฟุกุโอกะบ้านเกิดเหมือนลมที่เป่าเข้าไปในตัวของเขาจนพอง พานคิดว่าตัวเองเบิ้มแล้ว จัดเจนแล้ว แน่แล้ว มั่นว่าทำได้ทุกอย่าง --ถ้าเป็นเรื่องรสชาติไม่มีพลาด! ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปมีความหลงตนว่าเก่ง คล้าย “เด็กเกรียน” แถวๆ นี้ไม่น้อย

จนถึงวันที่กบตัวนี้ออกจากกะลาเพื่อไปฝึกงานในครัวในช่วงปิดเทอม ณ ร้านรุ่นน้องของเจ้าของร้านซึ่งตัวเองทำงานอยู่ ก้าวแรกใน Trattoria Baccanale ร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังแห่งย่านรปปงหงิ โตเกียว ก็ทำเอาอึ้ง อดีตดาวดวงเด่น เปี่ยมพรสวรรค์จากครัวร้านเล็กๆ ที่รับลูกค้าได้ไม่ถึง 20 คน พอมาเจอร้านที่มีลูกค้าเข้าพร้อมๆ กันทีละหลายสิบ ถึงกับเข่าอ่อน แถมยังได้ประจักษ์ในวันนี้ว่าตัวเองเป็นแค่ “เด็กน้อย” ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น สมกับชื่อเล่น “Bambino” ที่เชฟใหญ่ตั้งให้

แบมบี้น้อยถูกลดชั้นไปเป็นผู้ช่วย เด็กล้างจาน ถูกตวาด ตะคอกเพราะทำงานไม่เข้าจังหวะเร่งของร้าน เจ็บปวดเพราะไม่เข้าใจว่าคนเก่ง (จากบ้านเกิด) อย่างเขาทำไมถึงมาเน่าที่นี่ จนค่อยๆ เรียนรู้ (ได้ช้ามากนะ) ที่จะจับจังหวะไปกับเขา จนเกิดความลังเลที่จะทิ้งครัวกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ จนกระทั่งเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ คือหยุดเรียน และทิ้งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือคนรัก ไว้ที่ฟุกุโอกะ มุ่งหน้าเข้าโตเกียวเพื่อที่จะมาเรียนรู้งานในครัวอย่างเต็มตัว ....เพียงเพื่อที่จะพบกับความผิดหวัง เพราะแม้ Trattoria Baccanale จะต้อนรับเขากลับ แต่งานที่ได้ทำไม่ยักใช่งานหน้าเตาในครัว แต่เป็นการเริ่มต้นตามธรรมเนียมด้วยการทำหน้าตายิ้มแย้ม ต้อนรับการมาเยือนของลูกค้า และคอยบริการให้ลูกค้าได้เติมเต็มทั้งพื้นที่ในกระเพาะและความความรู้สึก ทั้งนี้ก็ด้วยเจตนาจะปลูกฝังความเข้าใจความรู้สึกของลูกค้าไว้ในตัวของคนทำอาหาร ซึ่งเมื่อถึงวันที่ได้เข้าครัวแล้วก็จะไม่มีโอกาสออกมาโอภาปราศรัยกับลูกค้าอีกเลย

ตลอดเวลาที่เห็นแบมบี้สะบักสะบอม อดหลับอดนอน นั่งโง่ตลอดคืนเพราะไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ บางเรื่อง คนดูก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมเขา ทั้งเรื่องการสลายอีโก้ เรียนรู้ที่จะทำใจกับความผิดหวัง เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นอย่างที่คิด การจัดลำดับความสำคัญของงาน การยอมรับและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน การเคารพในอัตลักษณ์ รวมถึงความวิริยะอุตสาหะ พยายามของคน การทำความเข้าใจเสียใหม่กับคุณค่าของงานที่ตัวเองกำลังทำ และการจัดสมดุลระหว่าง งาน ชีวิต และความฝัน

จะว่าไปมันเป็นเหมือนการถอดตัวเองออกมาจากองค์ที่เราคิดว่าเราเป็น ลอยขึ้นไปข้างบนเพื่อจะมองลงมาเห็นข้างล่างว่านอกจากตัวเราแล้วยังมีใครอีกบ้างในโลกทั้งบริเวณรอบๆ ตัวเราและไกลออกไป คนอื่นเขาทำอะไรกันอยู่บ้าง เพื่อที่เมื่อเรากลับเข้าสู่ร่างเดิมของเราแล้ว เราจะทำงาน ใช้ชีวิต และมีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ต่อไปด้วยความเคารพในความตั้งใจ ความฝัน ความดี รอยแผล และประสบการณ์ชีวิตของคนเหล่านั้น ไม่ใช่ดักดานอยู่แต่ในโลกใบเล็กๆ ตระหนักรู้อยู่แค่ความรู้สึกของตัวเองอย่างที่เคย


ดูเหมือนว่าการตะเกียกตะกายเรียนรู้ชีวิตของเด็กเกรียนสอนอะไรผู้ใหญ่เยอะเหมือนกัน




บันทึก
• เรื่องที่ต้องชมคือ นักแสดงที่ฝึกฝนทักษะของตัวละครในบทบาทที่ตัวเองเล่นมาอย่างชำนิชำนาญ จุนควงกระทะคล่องมาก (โอเค ถึงมันหนักไม่เท่ากระทะจีนก็เหอะนะ) ท่าดูดพาสต้าชิมของบรรดาเชฟเอย ท่วงท่าเลียนแบบหนุ่มอิตาเลียนของหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเอย (โอเคไม่อาจบอกหรอกว่ามันเหมือนไหม แต่มันดูเนียน ไม่เคอะเขินน่ะ)
• ดูเหมือนจุนได้รับรางวัลนักแสดงนำด้วย แปลกดีที่ฉันไม่ค่อยเห็นด้วย ใน 2 Episode แรก รู้สึกว่าเขาเล่นแข็งไปด้วยซ้ำ หรือที่ตั้งใจให้แข็ง ให้ชัด จะเป็นเพราะซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาจากมังงะ อยากให้ดูแล้วได้อารมณ์แบบอ่านมังงะด้วยหรือเปล่า
• Kitamura Kazuki ในบทหัวหน้าบริกรเจ้าเสน่ห์ก็เป็นอีกคนที่ได้รับรางวัลในบทบาทนักแสดงสมทบ ฉันชอบเขานะ ชอบหน้าตาแบบนี้ (ในความคิดรู้สึกว่าเป็นคนที่หล่อมาก) เขาเก่งที่ทำให้เราเชื่อว่าเป็นผู้ชายเจ้าเสน่ห์ ไม่ใช่เกย์ และไม่ใช่คนเจ้าชู้ ลามปาม
• ดู Bambino แล้วไม่เห็นเกิดอยากจะบริโภคเมนูพาสต้าขึ้นมาเลย (ยกเว้นตอนเห็นแบมบี้ตักทิรามิสุเข้าปาก) ตอนดู Osen สิ เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด จมูกยังแทบว่าจะได้กลิ่นด้วยซ้ำ ยิ่งตอนที่โอเซนทำสุกียากี้นะ อยากจะโทรไปนัดเพื่อนไปอากิโยชิกันเดี๋ยวนั้นเลย
• อย่างไรก็ตาม ในความรู้สึกแล้วซีรีส์เรื่องนี้เป็นเหมือนอาหารดีๆ มีประโยชน์ ตลอดทั้งเรื่องไม่มีใครทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าที่แวดล้อมตัวแบมบี้ อาจจะมีโหดใส่บ้าง ดุบ้าง แต่เพราะหวังดีต่อเขาทั้งนั้น แล้วทุกคนก็อดทนเพราะเคารพแบมบี้ ไม่อยากจะไปจี้สอนเหมือนสอนเด็กทารก แต่รอจนแบมบี้เข้าใจเอง คิดได้เอง เห็นแล้วชื่นใจกับสังคมแบบนี้อย่างบอกไม่ถูก
• ไม่รู้จะมีใครเห็นด้วยหรือเปล่า ไม่ค่อยชอบตอนจบแบบนี้เลย

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

อยู่ง่ายกินง่าย




อังคารที่ 4 มกราคม 2553

น้องไม่ยอมไปทำงาน เลยมาเฝ้า รอพี่เลิกงาน แล้วไปกินข้าวกัน
แถวนี้ก็พอมีของกินบ้าง ถ้าไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นก็นี่แหละ
Anyonhaseyo ร้านอาหารเกาหลีข้างตึกชิโน-ไทย
รสชาติพอลุ้น คือบางทีอร่อย บางทีไม่ แต่วันนี้โอ

ขากลับเดินผ่าน Prime Building เลยชี้ให้น้องดูว่าเค้กร้านนี้อร่อย
น้องเลยชวนเข้าไปดู เห็นแล้วจะกลับออกไปเฉยๆ ได้ไง
เลยสั่ง Praline ที่เคยมีวาสนาได้กินมาชิมกัน 1 ชิ้น

รสชาติ รอคุณน้องมาบรรยาย

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ยั่วน้ำลายคนไดเอ็ต






ขึ้นไป Blue Sky Bar & Dining บนดาดฟ้าชั้น 24 โรงแรมโซฟิเทลเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ มาเมื่อวาน (โปรดทราบว่าคือโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว)

พบว่าภายใต้การอำนวยการของเชฟฌอง คลอด พิชอน เขานำเสนออาหารหน้าตาดี รสชาติใช้ได้เชียวแหละ

ใช้มือถือถ่ายรูปพวกนี้ไว้เป็น reference เลยเอามาให้คนไดเอ็ตร่วมชิมทางสายตา
อิ อิ

ป.ล. ห้องเวียดนาม เลอ ดาลัด ของเขาเพิ่งรีโนเวทเสร็จ จะขายในราคาลด 50% ถึงวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคมนี้ ใครสนใจโทรไปสอบถามและจองโต๊ะที่ โทร. 0 2541 1234

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ของไม่หวาน


หมูย่าง กับมัสตาร์ด (หมูบัง)
อกเป็ดบนเนื้อแอปเปิ้ล และมะเบือม่วงชุบแป้งทอด โรยหมูหยอง

อร่อยทุกอย่าง



ทริปสิงคโปร์ที่ผ่านมาว่าจะไม่ให้ดูรูปอาหาร
เพราะรู้ดีว่าทริปนี้ถ่ายมาได้ห่วยมาก (ก็มือไม้มันสั่น-ฮา)
แต่ว่าเจ้อยากดู ก็เลยเอาให้ดูหน่อย ไม่ครบ
เอาเท่าที่ชัดละกันนะเจ้

(ขอบอกว่าอาหารโรงแรมนี้รสชาติเหนือความคาดหมายจริงๆ!)

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

หนูชอบกินลองกอง



เลียแบบนี้จนหมดเนื้อ



เสาร์ 11 กันยายน 2553

ฉันซื้อลองกองตันหยงมากิน
ขณะที่กำลังนั่งแกะเปลือกอยู่นั้น หมาน่อยก็มาเดินวนเวียน
ดมเปลือกลองกองแล้วเธอก็เมินๆ แต่ไม่ถึงกับทำท่าโกยดินกลบอึใส่ เหมือนทำกับเปลือกกล้วยหอม

แต่พอให้ดมเม็ดลองกองแกะเปลือกเกลี้ยง พร้อมหย่อนใส่ปาก
เธอดมจนทั่วแล้วก็เริ่มเลีย จากตรงที่เนื้อมันปริ
ก็เลยยกให้เลียจนเกลี้ยงเนื้อ เหลือแต่เม็ดข้างในไปทั้งสิ้น 2 ลูก

หมาน่อยชอบกินลองกองเอามากๆ เลยแหละ
เป็นความรู้ใหม่อีกแล้ว

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขนมหวานที่ Divana





วันก่อนไป Divana ซอยสุขุมวิท 35
แต่ไม่ได้เข้าสปา

ตื่นเต้นกับฉำฉาต้นใหญ่ ฟอร์มสวย ที่หลังร้าน(อาหาร)-หน้าบ้าน(สปา) แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา
หลังจาก 3 ชั่วโมงผ่านไป กับการสงสัยว่าจะได้กินอะไรอร่อยๆ ไหมก็ได้กินของว่างมื้อบ่าย

อาหารเขาสร้างสรรค์เหลือเกิน แต่ในโมเมนท์นั้น (ที่ฉันอุตส่าห์ลัดมื้อเที่ยง หิ้วทองมาฝากไว้กับ Divana โดยเฉพาะ) ฉันคิดว่า แค่อะไรที่อร่อยเรียบง่ายแบบเบสิกก็เพียงพอ

ขนมหวานของเขาหน้าตาสวยงาม แต่ที่ิติดใจคือความสดของผลไม้ (นอก)
และครีมชีสในบลูเบอรี่ชีสพายชิ้นเล็ก วางราสเบอรี่สุดแอร่มไว้ข้างบน

แว่วว่าปรุงขึ้นจากชีสที่หอบหิ้้วมาจากสวิสโน่นเลย

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Osen : ยุคสมัย วัฒนธรรมการกิน และหมีขั้วโลก

Rating:★★★★
Category:Other


สั่งซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะอยากรู้ว่าอาหารญี่ปุ่นจริงๆ เป็นอย่างไร

ดูแล้วนอกจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร ยังเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องไปกินสุกียากี้ญี่ปุ่นที่ Akiyoahi อีกครั้งในเร็ววัน โชคยังดีที่ดูแล้วไม่ได้ถึงกับกระหายใคร่จะกินสาเกอุ่นๆ หรืออยากเบียร์ญี่ปุ่นจนทุรนทุราย เพราะนางเอกในเรื่อง (Aoi Yu) แม้จะเป็นตัวละครอายุน้อย หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู แต่ดื่มเหล้าเก่งเหลือเกิน เธอดื่มโชว์บ่อยๆ อย่างรื่นเริง และเมาได้น่ารักเสียด้วย

ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความแปลกอย่างที่เราก็รู้กันอยู่โดยไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ว่าเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง อย่างฟุตเทจสารคดีที่นำเสนอชีวิตการกินของคนญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษเมื่อต้นเรื่องนั่นแหละ ชาวญี่ปุ่นมีกินตลอดเวลาที่ต้อง ทุกหัวถนน ท้ายถนน สี่แยก สามแยก ตรงทางลงรถใต้ดิน ในทางเดินของสถานีรถไฟ หน้าห้องน้ำ ฯลฯ จะมีตู้ขายของกินแบบหยอดเหรียญเต็มไปหมด ร้านราเมงหรืออาหารชุดราคาประหยัดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็หาได้ทั่วไป แถมยังมีร้านสะดวกซื้อหลายเจ้า วางขายอาหารสะอาด ราคาประหยัดกันเกลื่อนกลาด จะกินของร้อนในหน้าหนาว หรือกินของเย็นในหน้าร้อน มีให้เลือกตามใจ

อาหารสำเร็จรูปพร้อมกินเกรดที่ดีขึ้นมา คืออาจจะเป็นวัสดุที่ดีกว่าหรือรสชาติดีกว่าก็ยังมีรออยู่แพ็คที่พร้อมจะถูกใส่เข้าไปในไมโครเวฟทั้งอย่างนั้นที่ DepaChika หรือชั้นใต้ดินของ Department Store

แต่ทั้งๆ ที่โลกการกินของคนญี่ปุ่น convenience และ speedy ไปขนาดนี้แล้ว แต่ร้านอาหารอย่างในเรื่องคือ “อิชโชอัง” ก็ยังมีอยู่

อิชโชอังเป็นกิจการที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ตัวร้านคืออาคารเก่าหลังใหญ่ที่ยังดูแข็งแรงมั่นคง แล้วก็ดูสะดวกสบายกับชีวิตสไตล์คนในร้านอิชโชอัง นายหญิงผู้เป็นทั้งเจ้าของกิจการและผู้ควบคุมการปรุงอาหารและบริการของร้านคนปัจจุบันชื่อ ฮันดะ เซน (เพราะงี้เลยเรียกโอเซน?) อายุของเธอแค่ 23 ปี แต่เพราะได้รับการฝึกฝนมาดีประกอบกับมีพรสวรรค์และมีความรักชอบศิลปะทางด้านนี้ด้วย โอเซนเลยเก่งทั้งการปรุงอาหาร เขียนพู่กันแบบโบราณ เก่งเรื่องเครื่องปั้นดินเผา แถมยังนุ่มห่มกิโมโนและทำผมเผ้าให้เข้ากันอย่างน่าประทับใจ

อาหารของอิชโชอังเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นอย่างประณีต จากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่สดใหม่ หาได้ตามฤดูกาล ใช้ผักที่ปลูกเองในสวนหลังร้าน ลูกค้าที่มากินอาหารของอิชโชอังจึงไม่ต้องลำบากคิดมาจากบ้านว่าจะสั่งอะไร เพราะเมนูของร้านนี้จะไม่มีหน่อไม้ ถ้าไม่ใช่ฤดูของหน่อไม้ ปลาที่ได้กินก็จะแล้วแต่ฤดู และแล้วแต่ว่าวันนี้พ่อครัวได้ปลาอะไรมา กรรมวิธีในการปรุงก็จะเป็นขั้นตอนที่ประณีต ละเมียดละไม มีที่มาที่ไป มีเหตุผลตรรกะ ทำไมต้องปรุงแบบนี้ ทำไมไม่ปรุงแบบนั้น

ในเรื่องยังเล่าเกร็ดเกี่ยวกับเครื่องปรุงพื้นๆ ที่จำเป็นกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น การหุงข้าวด้วยฟาง การหมักมิโซะ และการทำปลาคัตสึโอตากแห้งสำหรับไสเป็นแผ่นบาง ใช้ต้มทำน้ำซุป (แบบเดียวที่โรยหน้าทะโกะยากิไงจ๊ะ) เราได้รู้ถึงขั้นว่าปลาแห้งนี้มันมีระดับคนลิ้นธรรมดากับระดับลิ้นเทพ และแบบที่เป็นของสำหรับลิ้นเทพนั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนทำให้ “รา” ขึ้นปลาโออยู่หลายรอบ ถึงจะได้รสชาติแบบนั้นออกมา
อ่านมาถึงขั้นนี้อย่าเพิ่งคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ชมแล้วหรรษา เบาสมอง ไม่ต้องคิดอะไรต่อ ดูจบก็แค่ออนไลน์ search หาร้านอาหารญี่ปุ่นดีๆ แล้วโทรชวนเพื่อน เพราะแท้ที่จริง Osen มีประเด็นหนักหน่วง ปวดร้าว ที่เราทุกคนเมื่อได้ดูแล้วต้องได้คิด ว่าควรยอมโอนอ่อนแต่โดยดีไปตามความเร็วของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หรือจะตั้งมั่นอยู่กับสปีดเชื่องช้า แช่มช้อยของความดั้งเดิมดี

ถึงแม้ว่าการมีอยู่ของอิชโชอังไม่อาจเปรียบเทียบกับการมีอยู่ของหมีขั้วโลก แต่ถ้าลองคิดดู คุณเองก็อาจจะพบว่า การยังคงอยู่ของสัตว์อย่างหมีขั้วโลก กับร้านอาหารอย่างอิชโชอัง นั้น บ่งชี้ว่าสิ่งสำคัญบางอย่างยังอยู่กับเรา สิ่งสำคัญนี้ มันสำคัญก็เพราะว่าถ้ามันสูญสลายหายไปแล้ว จะไม่มีทางถอยหลัง หรือเรียกกลับมาได้อีก แล้วชีวิตของเราก็จะไม่อาจเหมือนเดิมได้อีกเลย





บันทึก:
• เพื่อนซึ่งดูโอเซนจบล่วงหน้าไปแล้วได้เล่าระหว่างมื้ออาหารเกาหลีว่า ช่วงที่เพิ่งจบซีรีส์เรื่องนี้ใหม่ๆ นั้นเกิดอาการไม่สามารถเข้าร้าน Zen และ Fuji ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟในนั้นไม่ได้ปรุงขึ้นจากจิตวิญญาณ ฉันฟังแล้วปล่อยก๊าก เห็นด้วยกับเพื่อนมากๆ
• ตัวฉันเอง ถ้าเลือกได้ก็ไม่เลือกเข้าสองร้านข้างบนนานแล้ว (ฮ า) แต่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังเต็มใจเดินเข้าร้านฟูจิ เพื่อที่จะอดหงุดหงิดใจไม่ได้กับกิริยาอาการของพนักงานเสิร์ฟ ถ้วยชาม และรสชาติของอาหาร แต่ทำไงได้ กินข้าวกับเพื่อนที่ไร ไม่ว่าจะกินที่ฟูจิหรือที่ไหน มันสนุกทุกทีนี่นา
• อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ต้องตามใจใคร และตัวเลือกอื่นยังพอมี ฉันไม่เข้าสองร้านนั้นหรอก เสียดายเงิน (แม้ราคาอาหาร+บริการมันจะถูกกว่าร้านที่ฉันเลือกเข้าก็ตาม)
• ช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ฉันโชคดี ได้ทำงานที่มักมีโอกาสได้ชิมอาหารแปลกใหม่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นของราคาแพง และไม่ใช่เมนูปกติในชีวิตประจำวันของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองสับสนกับชีวิต ฉันจึงต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมา 2 ชุด สำหรับการกินอาหารปกติ และอาหารไม่ปกติ เช่นเดียวกับการแยกพิกัดนักมวย
• ความเป็นคน 2 มาตรฐานนี่เองทำให้ฉัน ซึ่งแม้จะรู้แล้วว่าความอร่อยที่แท้จริงของของสิ่งหนึ่งคืออะไร สามารถจะกินสิ่งนั้นในรสชาติที่อร่อยน้อยกว่าควรจะอร่อยตามมาตรฐานที่มันควรอร่อยได้โดยไม่รู้สึกลำบาก (อิ อิ)
• อันที่จริงเราควรขอบคุณของไม่อร่อยนะ ที่ทำให้เรารู้จักว่าความอร่อยที่แท้จริงเป็นอย่างไร
• คนบางคนเขาไม่สนใจหรอก ว่าหมีขั้วโลกจะมีอยู่หรือหมดไป ไม่ได้แคร์ด้วยว่าลูกกำลังกินอะไรอยู่ หรือลูกไม่รู้กระทั่งว่า หัวไชเท้าคือส่วนรากของต้น ไม่สนใจว่าอาหารตรงหน้าปรุงอย่างไร ใช้วัตถุดิบจากไหน เขาสนใจแต่กินให้อิ่มแล้วกลับไปทำงานต่อให้ผลกำไรในปีนี้มันไม่น้อยกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มอสเบอร์เกอร์เมืองไทยอร่อยกว่า



ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงโตเกียว
ร้านนี้อยู่อากิฮาบาระ


ไปญี่ปุ่นไม่ได้ลองชิมแมคโดนัลด์ ไม่ได้ชิมเคเอฟซี
แต่ไปชิม Mos Burger, Fine Japanese Burger

แต่พบว่า Mos Burger เมืองไทย (ที่เอ็มโพเรียม) อร่อยกว่าเฉยเลย

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

สามมื้อในรีสอร์ต



ยอมรับ




ไปพักมา ๑ คืน ได้ชิมอาหารที่ Intercontinental Hua Hin Resort ๓ มื้อ
ไม่ถึงกับกลับมานอนฝันถึง แต่ก็ไม่ถึงกับเลวเกวอะไร



วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจิม



เพราะว่าสมัยนี้มีมะม่วงน้ำดอกไม้
ร้านป้าเจิมเลยมีข้าวเหนียวมะม่วงให้คนกรุงเทพฯ รับประทานตลอดทั้งปี


พฤหัสบดีที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓

ไปหัวหินวันธรรมดา
ทำให้ได้กินข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจิมโดยสะดวกโยธิน
ไม่ต้องรอคิวให้ผิวเสีย

อิอิ

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

ชิมเบียร์ญี่ปุ่น



เลือกกระป๋องเล็กมาชิม
พอผ่านจิบแรกอันซาบซ่า พบว่ามีรสหวานติดค้าง อ้อยอิ่งอยู่ที่โคนลิ้น

กระป๋องนี้ในคืนฝนตก ที่โตเกียว


จัดว่าอร่อยดีแหละ



ก่อนโน้นฉันปลื้มเบียร์สิงห์ มันเข้มข้น แรงดี ได้ใจ
แต่พอได้ชิมอาซาฮี "ซูเปอร์ดราย" แล้วก็ให้ติดใจในความเผ็ด ความขื่น ที่โคนลิ้น
จากนั้น ก็จะมีอาซาฮีติดตู้เย็นไว้เรื่อย (จากประสบการณ์ ราคาต่อกระป๋องในโลตัสถูกที่สุด) กะว่าวันไหนครึ้ม อยากจิบก็จะได้จิบเบียร์เย็นๆ

เมื่อมีอันมาติดซีรีส์ Hotaru no Agari รูปลักษณ์ของเบียร์ Suntory Premium ก็ติดตาฉัน
น้องนางเอกเธอติดเบียร์ยี่ห้อนี้มา่ก เธอจะจบท้ายวันอันเหนื่อยล้าในอิริยาบย้วยๆ ่ในชุึดวอร์มเก่าๆ เผ้าผมไม่ได้สนใจจะจัดแต่งให้สวยงาม แล้วนั่งแปะลงบนระเบียง เปิดกระป๋องเบียร์ ซดคำแรก เรอ แล้วก็พูดอะไรทำนอง "อา...ที่ไหนจะสุขใจเท่าที่บ้าน" ออกมา

Suntory the Premium เลยเป็นเบียร์ยี่ห้อเดียวที่ฉันกะจะมาลองที่ญี่ปุ่น เอาให้รู้รส ว่ามันอร่อยตรงไหน-ถึงจะรู้ว่าบางทีที่โฮตารุดื่ม ก็เพราะว่าเบียร์นั่นเป็นสปอนเซอร์ซีรีส์เรื่องนี้ก็ตาม
(ก็ฉันไม่ใช่คอเบียร์นี่นา ถึงชิมไปมากมายก็ใช่จะแยกแยะออก)

แล้้วก็ได้เรื่อง ได้ชิมมาแล้ว เรียบร้อย
ทั้ง Suntory the Premium และ Asahi Super Dry