แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

เสน่ห์ปลายจวักและความรักของผู้ชาย




.....จนถึงวันนี้ คุณคงได้เห็นหนังสือมากมายในโลกตะวันตกและตะวันออกเขียนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก แต่ไม่มีเลยสักเล่มเดียวใช่ไหมครับที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ไม่มีสักเล่มที่พูดถึงชายหนุ่มตกหลุมรักหญิงสาวเพราะฝีมือการทำอาหารของเธอ หรือชายหนุ่มตัดสินใจทิ้งหญิงสาวเพราะเธอดันต้มน้ำซุปเค็มเกินไป โรเมโอรักจูเลียต
โดยไม่สนใจความบาดหมางของสองตระกูล แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะฝีมือการทำจ๋าก๊า (อาหารเวียดนามตำรับหนึ่ง) ของเธอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับความรัก ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับการแต่งงาน ผมจึงเห็นว่าความรักของโรเมโอและจูเลียตนั้นงดงามที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาตายไปก่อนที่จะได้แต่งงานกัน และก็ดีแล้วที่จูเลียตไม่มีโอกาสได้ทำกับข้าวให้โรเมโอกิน.....


ส่วนฮาๆ จาก "ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก"
โดย เหงวียน เหญิต อั๋นห์
แปลโดย มนธิรา ราโท




วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ที่รัก : ช่วงเวลาสามัญของคู่รัก

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


คนยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีความหลังมาก

ฉันได้ไปชมภาพส่วนหนึ่งในคลัง “ความหลัง” ส่วนหนึ่งความทรงจำของคนคู่หนึ่ง ผ่านหนัง “คู่รัก”

ว่ากันว่าเป็นความทรงจำของผู้เป็นพ่อและแม่ของผู้กำกับหนัง นาม ศิวโรจณ์ คงสกุล

คู่หนุ่มสาวธรรมดา ในยุคสมัยที่หนึ่งวันยังมี 24 ชั่วโมงเต็ม ผู้คนใช้ชีวิตกันเรียบง่าย ตื่นแต่เช้า เข้านอนหัวค่ำ รักกันเงียบๆ เดตกันเรียบๆ ไม่เปรี้ยวปรู้ดปร้าด ไวไฟเหมือนคนยุคนี้สมัยนี้

เรื่องเรียบๆ ของคนเรียบๆ แต่มันดูจริง จริงตรงที่ชีวิตจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรสวยหรูไปกว่านี้ ไม่มีเจ้าหญิง ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีรถโรลส์-รอยซ์ คฤหาสถ์ใหญ่โต แค่รักกัน คนสองคนก็หาทางอยู่ด้วยกันได้ตามประสา และแม้จะไม่ได้ร่วมเดินด้วยกันจนสุดทาง ต่างคนก็ยังอยู่ในความทรงจำของอีกคนเสมอ

ชีวิตที่อยู่มานานประมาณหนึ่งของฉันเองก็มีความทรงจำธรรมดาๆ ถึงใครบาง(หลาย)คน
..เพียงแต่มันไม่เห็นจะละเมียดแบบนี้เลย


หมายเหตุ:
• ภาพยนตร์ เรื่อง “ที่รัก” (Eternity) ของ "ศิวโรจณ์ คงสกุล" ได้รับรางวัล "Tiger Awards" ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดาม ครั้งที่ 40 ที่เมืองรอตเตอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา
• คิดไปประสาชาวบ้านที่บังเอิญได้ดูหนังไทยได้รางวัลฝรั่งมาบ้าง ว่า ดูฝรั่งช่างหลงใหลวิถีชีวิตบ้านนอกของบ้านเมืองแถบตะวันออกเสียจริง
• หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงลุงบุญมีระลึกชาติในช่วงแรกๆ (ฮา) จังหวะที่เนิบช้าและความเงียบของหนังยังทำเอาเกือบหลับไปหลายรอบ แต่ก็ไม่ยักหลับ แถมมีฉากที่ทำเกือบน้ำตาไหลได้อีกตั้งฉากนึง
• ดูจบหลายวันแล้วก็เพิ่งจะคิดได้ว่า การที่ฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งแบบในหนัง มันเหมือนชีวิตฉันยังขาดอะไรบางอย่างไป (หรือเปล่านะ?)
• (สมบูรณ์ ไม่เหมือน สมบูรณ์แบบ นะจ๊ะ)
• หลังหนังจบมีโอกาสถามผู้กำกับ (วัย 31 เอง แม่จ้าว!) ว่าแม่เขาได้ดูหรือยัง เขาบอกว่าได้ดูแล้ว (จับใจความเหมือนได้ดูในรอบที่ฉายในเทศกาลหนังรอตเตอร์ดาม) ก็ถามต่อว่า แล้วแม่ว่ายังไงบ้าง ..ผู้กำกับตอบสั้นมาว่า ก็ยิ้มๆ ...เท่าเนียะ
• อยากรู้ว่าถ้าคนที่อยู่มานานกว่าได้ดู จะรู้สึกอย่างไร ...ฉันว่าถ้าฉันทำหนังเรื่องของแม่กับพ่อออกมาแบบนี้บ้าง แม่ฉันไม่แค่ ‘ยิ้มๆ’ แน่นอน



วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Last Friends: เพื่อนกันจนวันสุดท้าย


Rating:★★★★
Category:Other


เรื่องราวดราม่าทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงคนเดียว ...มิจิรุ เด็กสาวบ้านแตก อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักในการเป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นไม่ปรากฏ รู้แต่ว่าเพราะธุระของพ่อ ทำให้แม่ต้องหอบลูกหนีหนี้ไปก่อนวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย ทิ้งให้ รุกะ เพื่อนสนิทที่รักมิจิรุเป็นพิเศษใจหาย เพราะไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย

4 ปีให้หลัง มิจิรุกับแม่กลับมาโตเกียว ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกงานเสริมสวย เธอก็เริ่มหวั่นไหวไปกับคำชวนไป ‘อยู่ด้วยกัน’ ของ โซสุเกะ แฟนหนุ่ม

ลูกสาวดีใจที่ในที่สุดก็ได้จังหวะปลีกตัวออกไปอยู่ข้างนอกเพราะอึดอัดกับการที่แม่มีแฟนมาหามาสู่แบบนี้มานาน และเมื่อลูกไปขอ แม่ก็ให้ ‘ออกไปอยู่กับผู้ชาย’ แต่โดยดี มีข้อแม้นิดเดียวว่ายังคงช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันนั้นต่อไป

มิจิรุออกมาอยู่แมนชั่นอันสวยหรูของแฟน มีช่วงเวลาโรแมนติกแสนหวานเหมือนฝันได้คืนเดียวก็ตื่นขึ้นมาพบความจริงในเช้ารุ่งขึ้น แฟนของเธอตื่นเช้ากว่า และกิจกรรมแรกของเขาคือการเช็กข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะหันมาถามอย่างเคร่งเครียดว่า รุกะเป็นใคร

มิจิรุถูกตบตีครั้งแรกในเช้าวันนั้น เมื่อถึงคืนนั้น เธอยังหาหลักฐานอันได้แก่หนังสือรุ่นไปยืนยันกับแฟนหนุ่มไม่ได้ ว่ารุกะเป็นแค่เพื่อนสาวสมัยมัธยมจริงๆ มิจิรุจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปนั่งตากฝนฤดูใบไม้ผลิอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงที่เดิมที่เธอและรุกะเคยมานั่งบ่อยๆ สมัยยังใส่ชุดนักเรียน

รุกะมาพร้อมกับร่ม และพามิจิรุกลับแชร์เฮ้าส์ บ้านที่แชร์ค่าเช่ากับ เอริ แอร์โฮสเตสสาว เอริพารุกะไปรู้จักกับทาเครุ หนุ่มบาร์เทนเดอร์ผู้มีอาชีพในตอนกลางวันเป็นช่างผม-หน้า ในกองถ่ายภาพแฟชั่น

เหมือนเป็นโชคชะตาที่นำพาให้รุกะและทาเครุกลับมาพบกัน และทำความรู้จักกันอีกครั้ง หลังการพบกันครั้งแรกในตอนที่รุกะหุนหันไล่ตามมิจิรุจนชนทาเครุล้ม

ต่อจากนั้นไม่นาน ทาเครุก็ย้ายเข้ามาอยู่ในแชร์เฮ้าส์ ไล่เลี่ยกับโองุริน ชายหนุ่มจากสายการบินผู้มีปัญหากับภรรยา และติดตามเอริมาที่บ้าน ตามมาด้วยมิจิรุ ซึ่งถูกตบตีเพราะความหึงหวงจนชีวิตมีปัญหา งานก็เสียหาย แถมยังต้องอยู่แบบหวาดผวาว่าเมื่อไหร่จะโดนอีก

เรื่องราวที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้นำเสนอดูจริงจนน่ากลัว ปมของเด็กถูกทิ้งที่ทำให้คนบางคนหวงคนบางคนไว้ให้อยู่แต่กับตัวเอง ในโลกที่มีแค่เธอกับฉัน โลกที่ฉันคือโลกของเธอ และเธอคือโลกของฉัน ปมของเด็กที่ไม่ชอบเพศสภาพของตัวเอง แต่ดันมาถูกตอดเล็กตอดน้อยเพราะเพศสภาพที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเองนี่อีก แต่ด้วยแรงขับของการปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับจึงทำให้เกิดความมุ่งมั่นทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ยังมีปมของเด็กที่ถูกกระทำทางเพศในวัยเด็ก ส่งผลให้โตขึ้นมากลายเป็นคนรังเกียจ ไร้อารมณ์กับเพศตรงข้ามไป

แต่ท่ามกลางปมที่ทำให้ปวดหัวพวกนี้ ก็ยังมีความรักอันบริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพตามสูตรเก่าๆ รุกะรักมิจิรุมาตั้งแต่แรกพบจึงออกโรงปกป้องมิจิรุทุกอย่าง ทาเครุก็รักรุกะตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้ว่ารุกะถึงกับปกป้องมิจิรุด้วยชีวิตขนาดนั้น จึงปวารณาตัวจะปกป้องรุกะ และช่วยรุกะดูแลมิจิรุอีกแรง ส่วนมิจิรุเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนและใจดีจากทาเครุก็หลงรักทาเครุประสาหญิงสาวพร่องรัก ย้อนกลับมาที่รุกะ เมื่อพบว่าทาเครุเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แถมยังรักตัวเองในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ก็พบกับความอบอุ่นใจมาก มีรักตอบเหมือนกัน

แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของคน 3 คนนี้เป็นไปตามขนบของการเป็นผัว-เมียไม่ได้ สุดท้ายทั้ง 3 จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเพื่อน ต่างแบ่งปัน ช่วยเหลือ ดูแลความรู้สึกของกันและกัน ในแชร์เฮ้าส์หลังเดิม


อาจจะเป็นการจบที่ค่อนข้างเน่า แต่ฉันว่าความรักแบบนี้มีจริง เชื่อถือได้ และอบอุ่นใจจัง




บันทึก:
• รู้เรื่องและไปหาซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะได้อ่านบทความของคำ ผกา ผู้หญิงปากกล้าคนนั้นที่แม้ไม่ได้เป็น idol แต่ทำให้ฉันหยุดอยู่กับงานเขียนของเธอได้เสมอ
• ความรักจากเพศเดียวกันในความรู้สึกของฉันไม่ใช่เรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่มาดหมายว่าฉันจะรักตอบในแบบเดียวกัน แต่สำหรับเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนี่ไม่ได้เลย ขัดใจมาก
• ในการดูรอบแรก ในฐานะคนดู ซึ่งเป็นคนนอก เป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่น่าจะแก้ยากนี่หว่า ตบมาก็ตบกลับสิ แจ้งความสิ ย้ายออกมาสิ ฯลฯ แต่พอดูหลายรอบเข้าก็อินมากขึ้น และพบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันง่ายๆ อย่างที่คิด ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มให้กับส่วนที่ขาดหายไปของเราเสียขนาดนั้น แถมโลกนี้จะมีใครมาเติมเราได้เต็มแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้
• ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าฉันไปเจอคนที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เข้า จะยอมทนโดนตบจนกลายเป็นมาโซคิสไปเลยไหม
• ไดอาล็อกในซีรีส์เรื่องนี้หลายตอนช่างกรีดลึก โดยเฉพาะใจความในจดหมายฉบับสุดท้ายของโซสุเกะ (มีซับญี่ปุ่นด้วยนะ ขอบอก)
• เพลงประกอบชื่อ Prisoner of Love ฟังแล้วโคตรรปวดใจ (แปลไม่ยากเพราอุทาดะ ฮิคารุ ร้องเป็นภาษาอังกฤษครึ่งนึงตามธรรมเนียมของเธอ) ฟังไปประมาณสามสิบรอบ พบว่าเป็นเพลงที่เพราะจริงๆ ฮิคารุร้องออกมาเหมือนตัวเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องก็ไม่ปาน
• ขอบคุณคำ ผกา แม้ว่าดูไป 2 แผ่นแรกแล้วจะนึกถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาดูเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”


วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก








จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
และขอให้ความรักนั้นเป็นเหมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ำไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้



"ปรัชญาชีวิต"
คาลิล ยิบราน

ถอดความโดย
ระวี ภาวิไล





วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

A Frozen Flower : ไม่ใช่หนังเกย์

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ฉันไม่ได้ตกใจอะไรมาก เมื่อรู้ว่าพระราชาใน A Frozen Flower (2008) เป็นเกย์ (ไม่ใช่แค่ไบฯ) แล้วก็ไม่ได้ถึงขนาดหัวใจจะวายกับฉากรักร่วมเพศอันเปิดเผยระหว่างพระราชากับองครักษ์ เพราะมันก็ดูสมเหตุสมผลของคนรักกันดีแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีความหวาดเสียวอะไร แม้แต่กับฉากรักหลายวาระระหว่างมเหสีกับองครักษ์ก็ออกจะเฉยๆ เพราะยังเห็นว่าใช่ เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบที่คนลักลอบรักกันควรจะเป็น (หลายฉากยังแอบติว่าไม่เนียนด้วยซ้ำ)

ที่ฉันรู้สึกกับมันไม่น้อยกลับเป็นความเจ็บปวดของหนึ่งในสามคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากกว่า

เพราะพระราชาเป็นเกย์ ไม่สามารถทำให้มเหสีมีรัชทายาทได้ จึงให้องครักษ์ผู้เป็นชู้รักของตัวเองเป็นคนทำให้ ด้วยความรักและไว้ใจว่าชู้รักไม่น่าคิดอะไรกับเมีย(ในนาม)ของตัวเอง แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อองครักษ์ได้รู้จักตัวเองในมุมใหม่ ในฐานะผู้ชายที่ต้องการผู้หญิง

จากนั้นก็เป็นเรื่องธรรมชาติเลย หนุ่มสาวที่มีแรงดึงดูดต่อกันและกันมาพบกัน พึงใจในกันและกัน เริ่มมีความรู้สึกรักและต้องการในกันและกัน จึงลักลอบมาพบกัน

ใจพระราชาเหมือนมีควันกรุ่นตอนที่เริ่มจับสังเกตคนโกหก ตอนที่จับได้คาหนังคาเขาไฟนั้นก็เหมือนถูกโหมกระพือโพลงขึ้นท่วมใจ จนเมื่อได้ฟังคำตอบของคำถามที่แสนจะมีความหวังของตัวเอง ว่า “ที่ผ่านมาเจ้าเคยรักข้าหรือไม่?” ไฟนั้นก็เหมือนจะถึงจังหวะหมดเชื้อ ดับแสงวูบลงเอาดื้อๆ

ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้พระราชาตายไม่ใช่คมดาบของชู้รัก แต่เป็นคำตอบปฏิเสธแสนเกรี้ยวกราด สิ้นเยื่อหมดใย ว่า “ไม่” จากคนที่เขารักมาก และรักมาตลอดนั่นเอง

สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์
แต่เป็นหนังรักที่จบได้เศร้ามากเรื่องหนึ่ง




หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้สร้างอย่างประณีต จัดเป็นหนังดราม่าที่ดีมากๆ ประกายตาของพระราชา (Joo Jin Mo) กับมเหสี (Song Ji-hyo) ถึงขั้นพูดได้เลยทีเดียว
• ถ้าจะมองหนังเรื่องนี้ในแบบที่เคยได้ยินมาว่า Yoo Ha เป็นผู้กำกับหนังมีชื่อเสียงในทางทำหนังที่ตีแผ่อารมณ์ดิบเถื่อนแห่งความเป็นมนุษย์ได้ตรงไปตรงมา ฯลฯ แล้วละก็ ฉันไม่เห็นหนังเรื่องนี้จะดิบ เถื่อน หรือตรงอะไรขนาดนั้น สำหรับฉากรัก ออกจะเป็นอะไรที่ไม่เนียน และถนอมตัวมากๆ ด้วยซ้ำ ถ้าอยากจะใช้คำคุณศัพท์กับฉากรักว่า "ตรงไปตรงมา" โปรดไปศึกษาฉากรักใน Lust, Caution (2007) นะคะ
• เพลงประกอบเพราะมาก (ฟังภาษาเกาหลีไม่ออก)
• สำหรับองครักษ์รูปงามคนนั้น (Jo In-seong) เพื่อนฉันสังเกตว่าตอนอยู่กับพระราชาดูหวามไหว ปากแก้มก็เหมือนจะแดงเรื่อด้วยสีฝาดด้วยซ้ำ ในขณะที่ตอนอยู่กับมเหสีกลับมีท่าทางกร้าวกร้านสมชายมากกว่า ฉันดูสองรอบแล้วคิดว่าไม่นะ สิ่งที่ไม่เหมือนกันดูจะมีแค่ฟีลลิ่งจากเครื่องแต่งกายเท่านั้น บุคลิกของฮงริมตอนอยู่กับชายคนรัก หรือหญิงคนรัก ยังเป็นฮงริมเหมือนเดิม เพียงแค่สายตาที่มองอีกฝ่ายต่างออกไปเท่านั้นเอง
• ขอบคุณม่อนที่อุตส่าห์ไรท์ VCD มาให้ตั้งนานแล้ว กว่าจะได้ดูต้องไปถึงบางอ้อซะก่อน ว่ามันต้องเล่นกับคอมเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Aishiteiru to Ittekure : บอกมาว่ารัก

Rating:★★★★
Category:Other

ซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศทางสถานี TBS ในญี่ปุ่นในปี 1995 (15 ปีมาแล้ว) มาฉายในโทรทัศน์เมืองไทยหลังจากนั้นกี่ปีก็ไม่ทราบ ตอนนั้นฉันได้ดู จำไม่ได้ว่าได้ดูที่ไหน จำหน้านางเอกไม่ได้ จำเพลงไม่ได้ จำไตเติลไม่ได้ สิ่งเดียวที่จำได้คือความเท่ของพี่พระเอก ศิลปินร่างสูง เงียบขรึม ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่ง กางเกงหลวม และรองเท้าแตะคีบ นั่งนิ่งๆ นิ้วเรียวยาวสวยคีบบุหรี่จรดที่ริมฝีปาก หน้าตาพี่เขาหล่อ หล่อแบบเท่ๆ เงียบๆ

เงียบ เพราะเขาหูหนวก ก็เลยพูดไม่ได้

จนมาเลือกสั่งซีรีส์ (ผีอีกตามเคย) เมื่อวันก่อน เห็นรายชื่อซีรีส์เรื่องนี้ 愛していると言ってくれ (อ่านว่า Aishiteiru to Ittekure แปลว่า say you love me) เห็นแค่ชื่อจำไม่ได้หรอก ต้องมีเรื่องย่อกับรูปประกอบถึงจะจำได้ แล้วก็เกิดกิเลส อยากชมมาดเท่ๆ ของพี่เขาอีกครั้ง ก็เลยจัดการสอยมารื้อฟื้นความทรงจำอีกหน

แล้วก็ได้เรื่องเลย น้ำตาหลั่งไหลมากมากเพราะความเศร้าและสงสาร


คนเราไม่มีใครตั้งใจจะเกิดมาหูหนวก ตาบอด พี่เท่หรือพี่แม่น้ำโตโย (Toyokawa Etsushi) ซึ่งในเรื่องชื่อ Sakaki Kohji ก็เหมือนกัน เพราะอาการป่วยในวัยเด็ก ทำให้สูญเสียการได้ยิน นำมาซึ่งปัญหาครอบครัว แม่ทิ้งเขาไปในวัย 10 ขวบ เพียงเท่านี้ก็เหมือนสาปให้เด็กชายโคจิกลายเป็นเด็กชายที่เหงาที่สุดในโลก เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่วัย 31 ก็ยังเหงาไม่เลิก แค่การไม่ได้ยินอะไร พูดอะไรไม่ได้ก็เป็นเหมือนกำแพงกั้นตัวเองจากโลกภายนอกเพียงพออยู่แล้ว แต่นี่เขายังปลีกตัวออกมาอยู่เงียบๆ คนเดียวอีก ยังดีที่เป็นคนมีพรสวรรค์ทางการวาดรูป เลยได้ระบายอะไรๆ ออกมาบนผ้าใบ ไม่งั้นอาจบ้าไปแล้ว

ความเท่ของพี่เขาจับตาและดึงดูดใจ Mizuno Hiroko (Tokiwa Takako) สาวน้อยช่างฝันวัย 21 เข้าอย่างจัง (เออ ตอนดูซีรีสเรื่องครั้งแรกนี้ฉันคงอายุประมาณหล่อนน่ะแหละ) เธอก็เลยเป็นฝ่ายเข้าไปวนเวียน ป้วนเปี้ยน พาความสดใสร่าเริง ไปกวนจิตใจอันแน่วนิ่งเป็นน้ำตกตะกอนของพี่เขาปั่นป่วนจนร้อนเป็นความรักขึ้นมา

ซีรีส์เรื่องนี้ยาวถึง 12 Episode หรือ 6 แผ่น DVD ฉะนั้น ความรักระหว่างหนุ่มใหญ่ไม่พูดกับสาวน้อยที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีนักจึงไม่ได้จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งอย่างรวดเร็ว แรกเริ่มเป็นช่วงของการเรียนรู้ ตามมาด้วยความเข้าใจ แล้วก็ต่อด้วยการทำร้ายกันด้วยความหึงหวง และคาดหวัง สุดท้าย แทนที่จะได้จบดีๆ แฮปปี้ตลอดไป ก็กลายเป็นว่านางเอกเป็นฝ่ายทำเรื่องพัง พังง่ายๆ เสียอย่างนั้น

ฉันคิดว่า เรื่องแบบนี้เหมือนงี่เง่า แต่ได้ดูแล้วก็เหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่สำคัญ

คือมันไม่จำเป็นที่เราจะต้องสัมผัสความรักจากคนรักด้วยประสาทสัมผัสทุกส่วนที่เรามีหรอก แค่ได้สัมผัสให้พอมั่นใจ ว่า ‘เขารักเรา’ ก็น่าจะพอแล้ว

ตอนสำคัญที่นางเอกพาตัวเองไปเคาะประตูแมนชั่นของคุณแฟนเก่าของโคจิ แล้วดันไปถามเธอคนนั้นว่าชอบอะไรในตัวโคจิมากที่สุด เธอคนนั้นก็มากด้วยชั้นเชิงของสาวใหญ่ ตอบกลับมาว่า ชอบเสียงของเขามากพอๆ กับภาพวาดของเขา ก็แหม๋ พี่เค้าไม่พูดเพราะไม่มั่นใจจะพูด เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ดันไปหลอกเด็กสาวว่าเขาเคยพูดให้ฟัง แม่เด็กสาวเลยฝังใจ อยากฟังเสียงโคจิบอกรักบ้าง

เธออ้างว่าเพราะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเสียงของโคจิ ก็เลยรู้สึกเหงาเหลือเกิน

ฉันผู้มาเปิดซีรีส์เรื่องนี้อีกครั้งในวัยที่ความสาวสุกงอมเกือบสุดแล้ว ดูแล้วนึกสมเพชแม่สาวน้อยที่มีของดีอยู่ในมือแต่กลับอยากขว้างทิ้งไปเพราะเชื่อว่ามันไม่ดีเท่ากับของอีกสิ่ง ฉันอยากจะถามหล่อนออกไปด้วยภาษาไทย ในความหมายเหมือนที่โคจิถามด้วยภาษามือ ว่า

แค่รักตลอดไป-ไม่พอหรอ?



หมายเหตุ
• พี่แม่น้ำโตโยใช้ภาษามือได้ดีมาก มีความสามารถในการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดได้เจ๋งมาก (แอบคิดว่าพี่เขาน่าจะมีญาติหูหนวก ถึงได้พูดภาษามือเก่งขนาดนี้)
• ภาษามือของเขาสวยมากๆ ด้วย ก็เป็นคนแขนยาว นิ้วเรียวนี่นะ
• เวลาพี่เขาแสดงภาษาบ่งบอกถึงอารมณ์ ดูแล้วใจจะขาด มันเหมือนเห็นใจคนพูดน้อยที่อดจนระเบิดอารมณ์ออกมาน่ะ (ฉันเลยพลอยได้ภาษามือแบบญี่ปุ่นมาตั้งหลายคำ)
• แต่ดูเหมือนช่วงที่เล่นซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นช่วงพีคสุดของพี่เขานะ หลังจากเรื่องนี้และ Love Letter หน้าตาและหุ่นดูจะแย่ลงมากๆ ถึงขั้นเศร้าเลย ตอนเห็นใน Hula Girl นั่น
• เสื้อผ้าหน้าผมของนางเอกในเรื่องแย่มาก ทั้งที่ความจริงก็เป็นคนสวย (ในบางมุม) ไม่ใช่น้อย
• เขาเขียนบทให้นางเอกเป็นคนเลี้ยงแมวที่แย่มากนะ สนใจผู้ชายมากกว่าแมว
• อีกเรื่องคือหล่อนใจร้ายมาก กับแมวที่หล่อนไม่ไยดี ตอนหล่อนไปขนของออกจากบ้าน พี่เขาขอเอาไว้เลี้ยง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขารักแมวตัวนี้ขนาดนั้น เลี้ยงดูอย่างดีขนาดนี้ หล่อนก็ยังไม่ยอมยกแมวให้พี่เขาเลี้ยงเป็นเพื่อน (เคืองๆๆๆๆ)
• ฉันว่าถ้าเขาเอาเรื่องนี้มาสร้างใหม่ตอนนี้ เรื่องมันจะไม่เป็นอย่างนี้แล้วแหละ ก็สมัยนี้น่ะ คนเราแทบเดินเข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้ว (ซูเปอร์แมนยังลำบาก) และแม้แต่คนหูหนวกก็ยังส่งเมล์ผ่านมือถือได้ ไม่ต้องวิ่งไปรับแฟกซ์ ลุ้นตอนส่งแฟกซ์ หรือรอรับแฟกซ์กันอย่างในเรื่องแล้ว
• แผ่นที่เศร้า เรียกน้ำตาสงสารพี่พระเอกมากที่สุดคือแผ่นสุดท้าย แต่ฉันไม่ชอบตอนจบเอาเสียเลย
• เพลงเขาเพราะจริง คำว่า Aishiteru (อายชิเตรุ) หรือ ฉันรักเธอ ในเพลงนี้ฟังดูอ่อนหวาน แล้วก็เพราะมากๆ ในความรู้สึก
• แต่หนุ่มๆ สาวๆ ที่เพิ่งรักกันเขาไม่บอกกันว่า Aishiteru หรอกนะ เขาจะบอกกันว่า Suki ซึ่งแปลว่าชอบ หรือรัก (เหมือนในเพลงโดราเอมอนที่ร้องว่า tottemo dai suki แปลว่า รัก(ชอบ)มากที่สุดไง)
• หลายคนสงสัยว่าทำไมไตเติลซีรีส์เรื่องนี้ถึงต้องให้พระเอกนางเอกลงไปโป๊อยู่ในทะเล ได้ดู Episode แรกก็จะรู้คำตอบแล้วล่ะ
• เรื่องสำคัญที่เป็นอุทธาหรณ์สำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็คือ หลังจากมีปัญหากับคนรัก ตอนที่กำลังหวั่นไหว จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าได้วิ่งไปหามือที่สามเด็ดขาด จะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ ต้องเมื่อมีสติมั่นคงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะมีแต่คนที่ถูกทำร้าย

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องรักในโลกไซเบอร์

เถอะจะเล่า เรื่องราว ของสาวหนึ่ง
ทำงานซึ่ง เช้าเย็น เห็นเสมอ

เป็นเช่นนี้ ซ้ำๆ สำหรับเธอ
ไม่ฟุ้งเฟ้อ เรียบดี หนอชีวิต


แต่บางครั้ง เหงาใจ กระไรอยู่
บ้างอยากรู้ อยากลอง มันข้องจิต
อยากจะลิ้ม รื่นฤดี ของชีวิต

แต่ล้วนพิษ ล้วนภัย ไปทุกทาง


เพื่อนมากมาย ก็คล้าย วนวายวุ่น
ชุลมุน ชีวิต มันติดขวาง
มากภาระ ยากนัก เกินจักวาง
จึงแยกห่าง ออกมา ไม่ว่ากัน

โดยรวมๆ ดีใส ไร้ปัญหา
แค่บางครา ว้าเหว่ เมื่อเหหัน

ถึงวันหนึ่ง แสงสว่าง กระจ่างพลัน
เธอถลัน สู่โลกฝัน อันวิไล

เธอเปิดแชท ดูใจ ใครคนหนึ่ง
อาจไม่ซึ้ง รูปนาม ก็หวามไหว
ทิ้งระยะ บางอย่าง เพื่อวางใจ
โลกส่วนตัว เราไว้ ในลึกๆ

คุยทุกวัน สัมพันธ์ อันหวานชื่น
ดูระรื่น ชื่นจินต์ ถวิลตรึก
สู่ความฝัน อำไพ ในคาดนึก
ไม่กระอึก กระอัก จักเจอกัน

เขาทั้งสอง ปองฝัน อันสดใส
ระทึกใจ ไหวหวาม เหมือนความฝัน
เช่นไรหนอ เกินรอ ต่อคืนวัน
จึงพบกัน ฝันนี้ ที่เป็นจริง


หลังพบเจอ เออออ พอคุยได้
กลับห่างหาย คลายไป ไม่สุงสิง
เขาผิดหวัง ด้วยใจ ไม่ประวิง
ไม่ใช่สิ่ง ร่ำริน จินตนา

เธอกลับเหงา กลับเศร้า เฝ้าท้อแท้
แต่ไม่แคร์ แค่นั้น ใช่ปัญหา

ไล่เซื่องซึม ทึมทับ อับอุรา
แสวงหา รักใหม่ ในไซเบอร์ฯ

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : เรามีเวลาเหลือกันคนละเท่าไหร่?




รักแท้! เจ้าสาวใส่ชุดแต่งงาน ไปประกอบพิธีสู่ขอ และ มงคลสมรสกับเจ้าบ่าวที่นอนเป็นเจ้าชายนิทรา ที่รพ.ตำรวจ เพราะลื่นล้มทำให้สมองตาย  หมอระบุหากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที...

ที่ รพ.ตำรวจ เมื่อเวลา 18.00 น.  วันที่ 9 พ.ค. 2553 น.ส.วิภาวรรณ ทองชูแสง อายุ 35 ปี พนักงานข้าราชการโรงเรียนนายเรือ แต่งชุดเจ้าสาวพร้อมญาติได้เดินทางไปประกอบพิธีสู่ขอ และมงคลสมรสกับ นายอดิศักดิ์ ไค่นุ่นกา อายุ 35 ปี เจ้าบ่าว ลูกจ้างประจำกรมสวัสดิการทหารเรือ ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ในห้องศัลยกรรมประสาทชายชั้น 4 ตึกเฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากฝ่ายชายลื่นล้มในแฟลตพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ ศีรษะกระแทกพื้นสมองตายร่างกายไม่ตอบสนองมาตั้งแต่คืนวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุว่า โอกาสรอดน้อยมาก ต้องให้ออกซิเจน และยาช่วยกระตุ้นหัวใจ หากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที

เจ้า สาวเปิดเผยว่า ตามกำหนดได้แจกการ์ดแต่งงานกันในวันนี้ ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร โรงเรียนนายเรือ สมุทรปราการ แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ส่วนสาเหตุเนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวอ่อนเพลียจากการไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ มาทำพิธีในช่วงเช้าไม่มีเวลาพักผ่อน ตอนนี้ถือว่าได้ทำพิธีให้ดีที่สุดตามที่ได้ตั้งใจไว้แล้ว ส่วนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นก็จะทำใจยอมรับ


(ล่าสุด) เจ้าบ่าวนิทรา แต่งงานกับแฟนสาว ที่โรงพยาบาลตำรวจ เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ เมื่อคืนที่ผ่านมา ปิดตำนานรักแท้สุดประทับใจ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00น. วันที่ 10 พ.ค. 2553 นายอดิศักดิ์ ได้เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางความโศกเศร้า ปิดตำนานรักแท้ที่ฟันฝ่ากันมาจนถึงวันแต่งงานสุดประทับใจ


ข้อมูลจาก:
-http://www.thairath.co.th/content/region/82176
-http://www.thairath.co.th/content/region/81956

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ด้วยหัวใจทั้งเจ็ดดวง

Rating:★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:พอล กาลลิโก แปลโดย ฤดูร้อน


ด้วยหัวใจทั้งเจ็ดดวง แปลโดย ฤดูร้อน จาก Love of Seven Dolls โดย พอล กาลลิโก ผู้เขียน Flowers for Mrs. Harris เป็นหนังสือที่เพื่อนชอบ เพื่อนว่าฉันก็น่าจะชอบ จึงให้ยืมมาอ่าน

ปรากฏว่าฉันก็ชอบนะ

แต่เรื่องบางเรื่อง ถ้าได้อ่านในวัยที่เหมาะสม เราถึงจะช้อบ-ชอบ ชอบๆๆๆๆๆ มากกว่าชอบธรรมดาแบบนี้ละมั้ง

ในแง่ของการใช้จินตนาการในการอ่าน จะบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชนก็ได้ แต่พูดได้ไม่เต็มปากหรอก อยากแนะนำว่าเป็นเรื่องเล่าของเด็กสาวน่าสงสารคนนึงที่เกือบกระโดดลงแม่น้ำแซนไปแล้ว เพราะไม่รู้สึกว่าได้รับความรักหรือการยอมรับจากใครเลย แต่ก็รอดชีวิตและได้รับการช่วยเหลือจากคนคนหนึ่ง ที่ได้มอบความรักและความอบอุ่นให้เธอโดยไม่รู้ตัว ผ่านตุ๊กตาหุ่นกระบอกทั้ง ๗ ตัว และเขาผู้นั้น โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ก็ได้รักเด็กสาวคนนี้ด้วยเช่นกัน

มันเป็นเรื่องอบอุ่นของคนเหงาจนหนาวสองคน ที่ได้มาเจอกัน มีตัวตนในสายตากันและกัน แล้วก็รักกัน ทำให้ตัวตนของอีกฝ่ายอิ่มเอิบ อบอุ่นขึ้น

หนังสือเล่มนี้ทำฉัน ในวัยที่รู้จักโลกเยอะพอควรแล้วระลึกขึ้นมาได้ว่า...คนเรามีชีวิตโดยขาดความรักไม่ได้จริงๆ

ความอบอุ่นจากความรักละลายน้ำแข็ง(กระด้าง)ในใจคนได้ และสามารถทำให้จิตใจคนอบอุ่นและอ่อนโยนขึ้น

...แต่ว่าความรักแบบนี้มันมีสำหรับเราจริงๆ หรอ?



วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

Operation Love : “รัก” วันนี้ให้ดีที่สุด

Rating:★★★★
Category:Other



ที่จริงฉันได้ดูซีรีส์เรื่องนี้อย่างบังเอิญ แต่ก็โรแมนติกไม่น้อย

มันเริ่มจากเพลง end title ของซีรีส์ ที่ชื่อ Ashita Hareru Kana (ความหมายประมาณ "พรุ่งนี้จะอากาศดีมั๊ยน๊า?") อันเป็นหนึ่งเพลงในบรรดาหลายสิบเพลงที่เอจังจัดให้ ซึ่งฉัน(ตอนแรกไม่ได้สนใจว่าแปลว่าอะไร)ฟังแล้วก็ติดใจทำนอง น้ำเสียงแบบชายกลางคน แล้วพอๆ ฟังไปยิ่งชอบการเรียบเรียงเสียงประสาน จนกลายเป็นเพลงที่ฟังทุกวัน วันละหลายรอบ พอลองไปค้นดูว่าเนื้อหมายถึงอะไร ก็ยิ่งชอบ

พอบอกเอจังไป เอจังก็เล่าว่ามันเป็นเพลงประกอบซีรีส์ ว่าแล้วฉันเลยฝากเธอสั่งซื้อ (เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ซื้อเองนะเนี่ย) แม้ว่าเมื่อดูโปสเตอร์แล้ว ยังแคลงใจว่าจะสนุกไหม

เปิดดูแผ่นแรก ก็เดาไปก่อนแล้วว่าคงไม่สนุกเท่าไหร่

ถึงน้องพระเอก (Yamashita Tomoshisa:ยามะพี) จะหน้าตาดี (น้องนางเอก Nagasawa Masami หน้าตาธรรมดา ไม่ได้น่ารักเป็นพิเศษ แต่ขายาวเหมือนนางเอกการ์ตูน) ทว่า ่หน้าตาท่าทางแบบนี้ก็ไม่สเปคฉัน แถมพี่ Fujiki Naohito (พระเอก Hotaru no Agari) ก็ออกนิดเดียว เรื่องนี้เขาไม่ได้เป็นพระเอก

เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เข้มข้น ซับซ้อนอะไร เป็นเรื่องของเพื่อนที่แอบรักเพื่อนมานานแล้ว ต้องไปงานแต่งของเพื่อน แล้วก็เพิ่งจะรู้สึกว่า เออ ฉันรักเพื่อน ฉันไม่อยากเสียเพื่อนไปให้ผู้ชายคนอื่น มีกิมมิคสนุกสนานเป็นฉากแฟลชแบ็กกลับไปสมัยมัธยม วีรกรรมที่ทำร่วมกัน ความทรงจำที่มีร่วมกัน จังหวะที่พอจะบอกเพื่อนได้ แต่ก็ปล่อยให้เสียจังหวะไปเสียอย่างนั้น ฯลฯ

ฉันว่าฉันแก่แล้ว จะชอบดูอะไรที่เนื้อเรื่องเข้มข้น ซับซ้อนกว่าเรื่องรักใสๆ แบบนี้ ..ที่ไหนได้ ดูๆ ไปแล้วมันก็ อืมม์ ก็โอมากๆ เลยนะ

แม้จะเป็นโรแมนติกคอมมีดี้ แต่ซีรีส์เรื่องนี้ย้ำอีกครั้ง ว่าถ้าปล่อยวันนี้ให้กลายเป็นเมื่อวาน เราจะหมดสิทธิ์แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อนที่อยู่เคียงข้างกันมาห้าปี สิบปี สิบห้าปี หรือแม้แต่กับญาติ กับคนที่เราผูกพันถ้าไม่บอกเขาวันนี้ ว่ารัก บางทีเขาจะไม่รู้ว่าเรารักเขาจริงๆ รักเขาแค่ไหน ต้องการเขาอย่างไร บางที พรุ่งนี้เราอาจไม่มีโอกาสจะบอก ไม่งั้นเขาก็ไม่มีโอกาสจะได้ฟัง

มันก็ซึ้งดี เพราะทุกวันนี้คนเราก็เอาแต่เก็กใส่กันจนเสียเรื่อง

ฉันเองก็คิดเหมือนกัน แล้วก็พยายามล้วที่จะไม่เสียเวลากับการเก็ก แต่มีอย่างนึงที่ฉันคิดได้ (ไม่รู้ว่าจะผิด-ถูกอย่างไร) คือ แม้เราจะคิดว่าคนที่ยื่น Proposal ขอเพื่อนรักของเราแต่งงานนั้น ไม่สมควรจะได้เพื่อนของเราไปครอบครองแม้แต่น้อย แต่ถ้าเขาดีจริง เขารักเพื่อนเรา เพื่อนเราก็รักเขา แถมเรายังไม่คิดจะทำตัวให้คู่ควรกับการได้ครอบครองเพื่อน แล้วก็ป๊อดอยู่อย่างเนี้ย ก็อย่าทำให้เพื่อนไขว้เขวเลย ทำใจ ปล่อยเพื่อนไปมีความสุข มีอนาคตดีๆ เหอะ



หมายเหตุ
• ชื่อในภาษาญี่ปุ่นของซีรีส์เรื่องนี้ คือ Proposal Daisakusen เป็นโรแมนติกคอมมิดี้ครบรส บางตอนก็ขำมาก แล้วบางตอนก็ซึ้งมาก น้ำตาไหลตามก็มีนิดหน่อย
• Fujiki Naohito แม้ไม่ใช่พระเอก แต่ก็มาพร้อมบทและบทพูดที่ดีมากๆ
• ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วอยากวิ่งว่ะ
• การตอบรับคำขอแต่งงานที่น่ารักวิธีหนึ่งของสาวญี่ปุ่นคือ ไม่ตอบว่า Yes! หรือ Hai! แต่เป็นการยิ้ม พูดว่า “กรุณาดูแลฉันด้วย” (yoroshiku onegaishimasu) แล้วโค้งต่ำอย่างงาม
• ไม่รู้มันเริ่มได้ไง แต่การแต่งงานคือความฝันของลูกผู้หญิงเสมอมา (ส่วนใหญ่แล้วเป็นอย่างนั้นอะนะ) ฉันว่า ถ้าคนรักของเธอเข้าใจความจริงข้อนี้ก็คงเป็นเรื่องดี
• ฉันเอง จริงๆ แล้วไม่ค่อยสนใจพิธีการแต่งงานเท่าไหร่ เท่าที่เห็นมามันเรื่องเยอะจนดูไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ แต่อีกครั้ง ในซีรีส์เรื่องนี้ ฉันมองเห็นมุมมองที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแต่งงานด้วยล่ะ
• ซีรีส์ยาว ๑๑ ตอน ใน ดีวีดี ๖ แผ่นจะไม่สมบูรณ์ ถ้าคุณไม่ได้ดูแผ่น Special จำนวน ๑ แผ่น ซึ่งจะเติมเต็มเรื่องทั้งหมดให้สมบูรณ์ และให้คุณค่ากับจิตใจและความคิดของคนดู เกินกว่าจะเป็นแค่ soap opera สำหรับดูฆ่าเวลาไปวันๆ เหมือนละครหลังข่าวที่ฉายในเมืองไทย




วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

New York, I Love You : เรื่องของความรัก และการเรียนรู้ที่จะอยู่กับรัก

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Romantic Comedy


ว่าไหมว่าขณะที่เราดูหนังแต่ละเรื่อง หรือแต่ละรอบของหนังเรื่องเดิมๆ พื้นอารมณ์ความรู้สึกที่เรามีขณะนั้น มีส่วนมากๆ กับความรู้สึกที่จะเกิดจากการดูหนังเรื่องนั้น หรือรอบนั้น

ฉันไปดู New York, I love you ประสาสาวโสด เมื่อเสาร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒

ก็รู้มาก่อนว่าจากหนังเรื่องนี้เราจะได้ฟิลลิ่งคล้ายๆ Paris, Je t’aim (Paris, I love you) ซึ่งฉันก็มาดูในโรงเครือเอเพ็กซ์นี่แหละ จำได้เลือนๆ ว่าก็เป็นการเล่าเรื่องความรัก ดีๆ บ้าง สะเทือนใจบ้าง (ก็ความรักมันออกจะมีมิติรอบตัว) แต่ไม่รู้ว่าเพราะดูเรื่องนั้นมานาน จนความจำชักเลือน หรือเพราะความรู้สึกอบอุ่นที่เริ่มก่อตัวในใจ ฉันถึงรู้สึกว่าเรื่องรักในนิวยอร์กมันน่ารัก สดใส จับใจ มากกว่าหนังรักของปารีสไปซะได้

ความรักในหนังทั้งสองเรื่องเกิดในเมืองใหญ่อันแสนจะสับสน เพราะเป็นที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกมุ่งตรงมาเพื่อหาที่ทาง หาโอกาส และความสำเร็จของตัวเอง ความพยายามแก่งแย่งและเอาเปรียบกันนี้แหละที่ทำให้เกิดภาวะแล้งรัง จะรักใครก็ไม่กล้า จะพูดกับใครก่อนก็กลัว เพราะต่างก็เป็นคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกัน ไม่วางใจกัน ไม่เชื่อในตัวกันและกัน

จะว่าไปแล้ว ถ้าเราก้าวพ้นความรู้สึกระแวงที่เว่อร์กว่าสัญชาตญาณระแวงภัยนี้ไปเสีย บางที แม้ไม่ใช่ความรักดีๆ ที่เราได้พบ แต่สิ่งที่ได้เจออาจจะเป็นมิตรภาพที่ดี มีค่ามากกว่าความรักห่วยๆ ที่เคยไขว่คว้ามาเพราะความหน้ามืดเสียอีก

หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่เตือนฉันให้เปิดประตูต้อนรับคนแปลกหน้า แต่ยังบอกอีกว่าเมื่อเขาก้าวเข้ามา มอบความรู้สึกดีๆ และความปรารถนาดีให้กับฉันถึงในบ้านแล้ว ฉันก็ควรบำรุงถนอมรักษาน้ำใจไมตรี และความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อฉัน (และฉันมีต่อเขา)เอาไว้ให้เป็นอย่างนั้นอีกนานๆ

ในความรู้สึกของฉัน ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในปารีส นิวยอร์ก บางกอก หรือเชียงใหม่ ความรัก แม้จะมีอยู่รายรอบตัวเรา แต่รักดีๆ (และสำหรับเราเท่านั้น) ไม่ใช่ของหาง่าย ไม่สะดวกซื้อสะดวกหา เหมือนของกินใน(หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา ที่)เซเว่นอีเลเว่น

และถึงแม้ความรักจะแข็งแรง แต่ก็เป็นสิ่งเปราะบาง แตกหักง่าย ซ่อมดียังไงก็ไม่มีทางเนียนสวยเหมือนเดิม


เพราะอย่างนั้น ถ้าไม่อยากอยู่โดยไม่มีความรัก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรัก..อย่างมีความสุขด้วย (เรื่องนี้สำคัญมาก)





บันทึก:
• หนัง New York, I love you เล่าเรื่องรัก ๑๑ เรื่อง แต่....ทำไมไม่มีรักของเกย์เลยละค๊า????
• เรื่องที่ประทับใจคือเรื่องของหนุ่มเชน กับสาวยิว ความสับสนในดวงตาของนาตาลี พอร์ตแมน ทำให้เรา lost ได้อีกแล้ว และเธอคนนี้คือสาวไม่มีผมที่สวยที่สุดจริงๆ
• เรื่องของออร์แลนโด บลูม กับ crime and punishment ก็น่ารักดี (เอามากๆ) ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่คิดจะอ่านนิยายเรื่องนี้ให้จบเหมือนกัน (ดูตอนนี้แล้วอยากใช้ไอโฟนขึ้นมามั่ง อย่างตะหงิดๆ)
• ตอนอีธาน ฮอว์ก จีบสาวไม่ติดใจ แต่ชอบท่าสูบบุหรี่ของแม็กกี้คิวเอามากๆ ยิ่งตอนเธอพูดจีนในอีกตอน ยิ่งเซ็กซี่
• ตอนหนุ่มน้อยควงสาววีลแชร์ไปงานพรอม ข้ามไปได้เลย
• ตอนของจูลี่ คริสตี้ มีเสน่ห์ที่สุดในความรู้สึก ทั้งแอคติ้ง ฉาก แสง มุมกล้อง แล้วก็ความหลอน อู้ยยย อยากดูเต็มๆ (ชอบตัวละครตัวนั้นมากๆ เลย)
• ตอนที่พอร์ตแมนเขียนบทให้เด็กผิวขาวมีพ่อเป็นหนุ่มนักเต้นผิวดำก็ดี อบอุ่นจังเลย
• ตอนศิลปินโทรมๆ กับซูฉี เป็นตอนที่สะเทือนใจมาก เห็นไหม ความรักไม่ให้เวลาเรานานหรอกนะ
• ตอนคุณปู่คุณย่าเป็นตอนที่น้ำตาเกือบไหล เป็นตอนที่อยากให้เพื่อนคนหนึ่งมาดูด้วยกัน คิดว่าเขาคงชอบมากเหมือนกัน
• อีกตอนที่ชอบคือ ซีเคว้นซ์ที่ผู้ชายกับผู้หญิงออกมายืนสูบบุหรี่นอกร้านอาหารแล้วคุยกัน ใช่อะ คิดว่าใช่ อยู่กันไปนานๆ แล้วผู้ชายจะลืมอะไรบางอย่างไปแบบอีตาคนนี้แหละ (รู้ตัวแล้วอย่าลืมอีกให้มันบ่อยนักนะคะทูนหัว)
• อยากถ่ายหนังแบบยายคนนั้นบ้างจัง
• ดีใจที่ได้ไปดู
• จะดีใจกว่านี้ไหม ถ้าไม่ได้ดูคนเดียว?

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อุ่น อรุณสวัสดิ์บนหาดชะอำ



ดูที่ผิวน้ำสิคะ





วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒


เพราะว่าใจจดจ่อจะมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดชะอำ
จึงตื่นแต่เช้าตรู่ ก่อน wake up call ซะอีก

เข้าห้องน้ำแล้วก็เดินหัวฟู ลากแตะตรงไปริมหาด
แล้วเลยรับสาย wake up call รอพระอาทิตย์ขึ้น ตอนที่เท้าสัมผัสฟองคลื่นอยู่นั่นเอง


อากาศเช้านี้เย็น ยิ่งตรงริมหาด ลมยิ่งแรง
เรียกว่าหนาวได้เต็มปาก

แต่หนาวอยู่้ไม่นาน พระอาทิตย์ก็ขึ้น


แสงสีส้ม กลมดิก ลอยขึ้นช้าๆ จากผืนน้ำ

ร่างกายได้อาบแสงอ่อนๆ
ก็เริ่มอุ่นขึ้นทีละน้อย
...ทีละน้อย


อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่พระอาทิตย์
(หน้าหนาว นอนตื่นสายนะคะ)




วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

Spring Snow : ผีเสื้ออายุสั้น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




Spring Snow มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Haru no Yuki หรือ Spring’s Snow เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องราวที่ควรเป็นนิยายรักน้ำเน๊า-น้ำเน่า แต่เพราะมันเป็นผลงานของ ยูคิโอะ มิชิมา นักเขียนระดับตำนาน (ที่กลายเป็นอมตะ-ตามทฤษฎีของมิลาน คุนเดอรา-โดยการฮาราคีรีตัวเองเมื่อปี ๒๕๑๓) นิยายรักเรื่องนี้เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่มีประเด็นซับซ้อนชวนคิด ที่เมื่อใครได้มีอันมารู้เรื่องด้วยก็จะพลอยปวดใจ และอดเสียดายแทนไม่ได้ คล้ายๆ กับความรู้สึกต่อเรื่องราวของ โรมิโอ & จูเลียต ของเชคสเปียร์นั่นเชียว

มันเกิดขึ้นในปีทศวรรษที่ 1910’s เริ่มต้นที่ความคับแค้นใจของหัวหน้าตระกูล อายากุระ ผู้ดีเก่าตกยาก กำลังมีปัญหาทางการเงิน ต้องไปพึ่งพา มัตสึกาเอะ ตระกูลเศรษฐีใหม่ที่มีเงิน แต่ไม่มีเชื้อสาย และคอนเนกชั่นกับเชื้อสายราชวงศ์

ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องของคนรุ่นพ่อ แต่กลับมาลงที่เด็กวัย ๑๒ อย่างซาโตโกะ กับคิโยอากิ วัย ๑๑ เสียได้

เพราะในวันหิมะแรกของฤดูหนาวปีนั้น หัวหน้าครอบครัวอายากุระดันสั่งหญิงรับใช้ พี่เลี้ยงของลูกสาวตัวเองทั้งๆ ที่เมา ว่า ก่อนที่ซาโตโกะจะได้แต่งงานกับคิโยอากิ ให้จัดให้ซาโตโกะเสียตัวให้กับผู้ชายที่เธอรักเสียก่อน เพราะเมื่อซาโตโกะเข้าพิธีสมรสโดยไร้ความบริสุทธิ์ ตระกูลมัตสิกาเอะก็เท่ากับถูกหลอกนั่นเอง

เด็กทั้งสองไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่คิด พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก และซาโตโกะก็รู้ตัวมาตั้งแต่ตอนเล่นเกมเปิดบัตรบทกวีแล้วว่า ตัวเองชอบคิโยอากิ

เป็นธรรมดาของเด็กผู้หญิงหรอก ที่จะมีความอ่อนไหว รู้ตัวไว แล้วก็ไม่วอกแวกไปทางอื่น ส่วนเด็กผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ ๑๙ หรือศตวรรษที่ ๒๐ อย่างทุกวันนี้ก็ยังแปลกเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน คือไม่ว่าเวลารักใครชอบใคร (ไม่รู้ทำไม) จะต้องคอยปัดป้อง ปิดบัง ต่อต้าน แล้วก็หลอกตัวเองและคนอื่นว่าไม่ได้รัก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อน พอผู้หญิงเขาถามก็จะเริ่มทำตัวแย่ๆ ทำร้ายจิตใจ ทำให้เขาเสียความรู้สึก เพื่อที่เขาจะได้จากไป

เรียกว่ามัวแต่ลีลาจนเสียเรื่องทุกที ..รวมทั้งคราวนี้ ทั้งที่พ่อถามคิโยอากิถามถึง ๒ ครั้งว่ารู้สึกอย่างไรกับซาโตโกะ เขาตอบแกล้มหัวเราะว่า ไม่แยแสสนใจเธอสักนิด

(โง่จัง เจ้าเด็กน้อย)

ในวัย ๒๐ ปี ซาโตโกะเป็นสาวสวยเหมือนดอกซากุระที่บานสะพรั่งเต็มต้น ไม่แปลกเลยถ้ากุลสตรีรูปงามอย่างเธอจะเป็นที่ประทับใจคนอย่างเจ้าชายมกุฎราชกุมาร ด้วยชาติตระกูลสูงส่งสมกัน ในที่สุดเจ้าชายก็ขอหมั้นซาโตโกะ และเมื่อการหมั้นได้รับการเห็นชอบจากสมเด็จพระจักรพรรดิ ซาโตโกะก็กลายเป็นของต้องห้ามไปในทันที

คิโยอากิเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าเขาต้องการซาโตโกะ

เขาแบล็กเมล์พี่เลี้ยงตัวแสบของหญิงสาวด้วยการอ้างถึงจดหมายที่เธอเขียนถึงเขา ทั้งๆ ความโกรธแบบเด็กผู้ชายที่ยังไม่โตเป็นหนุ่ม ทำให้เขาผลุนผลันเผามันก่อนเปิดอ่านไป ๒ ฉบับ ส่วนฉบับที่ ๓ ได้ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ความบ้าทำให้เขากล้าเอ่ยถึงจดหมายที่ไม่เคยได้อ่าน ๓ ฉบับนั้น ขู่พี่เลี้ยงของซาโตโกะว่า ถ้าไม่พาเธอมาพบ จะแฉ

พี่เลี้ยงทำเหมือนหาทางออกอื่นไม่ได้ จึงพาซาโตโกะมาพบคิโยอากิ

และแล้ว ท่ามกลางสายฝนตกที่ใส่หลังคาโรงเตี๊ยมเหมือนไม่มีวันซาเม็ด หนุ่มสาวทั้งสองก็ห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้


ฉันรู้ว่าทำไมซาโตโกะถึงยอมคิโยอากิ แต่ฉันไม่รู้ว่าที่คิโยอากิห้ามใจตัวเองไม่ได้นั้น เพราะรักหรือ ใคร่

ผู้ชายรักแล้วจึงใคร่
ใคร่ให้มากพอ ก็จะรักได้้
หรือแท้ที่จริงแล้วผู้ชายทั้งรักและใคร่ได้ในเวลาเดียวกัน?



ราวกับความสุขของคนทั้งสองยาวนานได้เพียงชั่วชีวิตของผีเสื้อ
หลังลอบพบกันไม่กี่ครั้ง ซาโตโกะก็ตั้งครรภ์ แม้ว่าชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของเธอคือพยานรับรองความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือตราบาปที่ต้องกำจัด

โศกนาฏกรรมแห่งความรักไม่อาจจบลงอย่างอิ่มสุข

คนดูอย่างฉัน ได้แต่ดูแล้วก็คิดเสียดายแทนคิโยอากิ
ครั้งนั้นถ้าไม่มัวแต่ลีลา ต่อต้าน ไม่ยอมรับว่ารู้สึก ก็คงไม่ต้องอดทนรอคอยให้วันเวลาค่อยผันผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น ที่ผีเสื้อจะได้คืนชีพอย่างร่าเริงอีกครั้ง




บันทึก:
• เคยดูหนังของผู้กำกับ อิซาโอะ ยูกิซาดะ หรือยังหว่า?
• “ฉันอยากชื่นชมหิมะแรกกับเธอ” ...เขาช่างเขียนให้ซาโตโกะบอกรักได้นิ่มนวล และอ่อนหวานเหลือเกิน
• จริงๆ คิโยอากิน่าจะสำเหนียกถึงความปรารถนาและความรู้สึกต่อซาโตโกะตั้งแต่ฝันถึงผีเสื้อคืนแรกแล้วนะ
• ไม่รู้ว่ามันไม่มีเซนส์ หยิ่ง หรือว่าโง่กันแน่
• หนังเรื่องนี้เป็นงานศิลปะ มันคงเป็นงานศิลปะมาตั้งแต่ตอนเป็นบทประพันธ์แล้ว (ขออภัย ยังไม่ได้อ่าน) พอมาเป็นหนังก็ใช้ภาษาหนังได้อย่างมีรสนิยมมาก มันแช่มช้า สวยงาม สงบ สุข ลุ่มลึก และแสนเศร้า
• ภาพในหนังงามมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพจริงหรือ CG น่าหลงใหลจริงๆ งามทุกฤดู งามทั้งโตเกียว นารา และคามากุระ (แต่นั่นมันต้นศตวรรษที่ ๑๙???)
• การแสดงของ ยูโกะ ทาเคอูชิ คือสิ่งที่ต้องยกย่อง เธอแสดงความรู้สึกของซาโตโกะผ่านออกมาทั้งทางดวงตา ท่าทาง จังหวะที่ร้องไห้ แม้กระทั่งมุมของใบหน้าที่รอจูบจากคิโยอากิ ฉันชอบสำเนียงเธอมากๆ พูดช้า มีแกรมมาร์ สมเป็นผู้ดี (เลยทำให้ฟังทัน โฮ่ โฮ่ โฮ่)
• ซาโตชิ ทสึมาบูกิ ก็ทำให้เรารู้สึกว่า ไอ่น้องคิโยอากินี่มันเด็ก โตไม่ทันซาโตโกะ หน้าตาก็รั้นสมบท
• น้องหนุ่ม-จันดารา กับโอ-อนุชิต ไปเล่นเป็นตัวละครเจ้าชายไทย ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้คิโยอากิรู้ตัว เป็นการปรากฏตัวที่..ดูยังไงก็เด่นเด้งออกมาไม่เนียนไปกับหนัง (ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ก็ไม่เลวหรอก)
• ตอนที่น่าสงสารมากคือตอนซาโกะนอนอยู่บนเตียงในโอซาก้า แต่ตอนที่อดน้ำตาหล่นคือตอนที่คุณย่าถามว่าถ้าคนรักมาหา เธอจะยอมพบเขาไหม
• น่าสงสารชะตากรรมของลูกผู้หญิงไม่มีทางเลือก
• (ถ้าซาโตโกะอยู่ในสมัยนี้ เธอจะทำยังไงหรือ ฉันอยากรู้)


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Tokyo Tower: เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้?

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




วันวาน: เด็กหนุ่มวัย 18 พบกับหญิงสาวแสนสง่า ผู้สูงวัยกว่าเขา 20 ปี นับจากวินาทีนั้น สายตาของเขาก็หยุดอยู่เพียงเธอคนนั้น

วันนี้: ทั้งสองกลายเป็นคนรักที่ต้องซ่อนเร้นของกันและกัน ซ่อนเขาจากสามีของเธอ และซ่อนเธอจากแม่ของเขา

คำถามคือ
พรุ่งนี้: เมื่อเด็กหนุ่มเติบใหญ่ สู่วัยฉกรรจ์ ในขณะที่สาวใหญ่ได้แต่ร่วงโรยลง ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองจะมั่นคงอยู่ได้อย่างไร?

เป็นคำถามที่ฉันอยากมีคำตอบให้ตัวเอง หลังจากที่ดู Tokyo Tower (2005)-ที่ไม่ใช่เรื่องของผมกับแม่และพ่อในบางเวลา-จบ 3 รอบซ้อน



หนังเรื่องนี้เล่าถึง รักต้องห้าม
ไม่รู้หรอกว่าใคร หรืออะไร ที่เป็นคนตั้งกติกาว่า ความรักที่ฝ่ายหญิงแก่กว่าถึง 20 ปี มีสามีแล้ว และยังเป็นเพื่อนกับแม่ของฝ่ายชายนั้น “ต้องห้าม” ทั้งโทรุ (Okada Junichi) และชิฟุมิ (Kuroki Hitomi) ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม “ต้องห้าม” แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองก็รู้เหมือนๆ กับคนอื่น ว่าแม้ไม่ผิดที่จะรัก แต่ความรักของพวกเขาเป็นความรักที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง

ไม่เพียงเรื่องของโทรุกับชิฟุมิ หนังยังพูดถึงรักต้องห้ามอีกคู่ ที่ถูกเล่าเหมือนจะให้เอามาเปรียบเทียบกันอีกด้วย สำหรับคู่ของคิมิโกะและโคจิ (Matsumoto Jun) เหมือนมาพบกันในจังหวะที่มีคนหนึ่งกำลัง lost พอดีกับที่อีกคนรู้สึกท้าทาย ทั้งสองจึงไม่มีความรู้สึกดื่มด่ำ ซาบซึ้งต่อกัน ไม่มีใครกล้าประกาศให้อีกฝ่ายทิ้งโลกไว้เบื้องหลังแล้วมาอยู่ด้วยกัน คู่นี้ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันได้อย่างน่าประทับใจแบบประหลาดๆ ใจ

ฉันเคยมีคนรัก แต่ก็ยังไม่เคยแต่งงาน ฉะนั้นฉันจึงยังไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกที่คนสองคนชวนกันแต่งงานน่ะ มันเป็นยังไง อะไรคือสิ่งที่กระชับคู่แต่งงานเข้าไว้ด้วยกันตลอดเวลายาวนานของชีวิตสมรส หรือทำไมชีวิตการแต่งงานมันจึงทำให้ผู้หญิงสองคนนั้น ทั้งที่อยู่ต่างที่กัน และไม่รู้จักกันเลย lost ไปไกลลิบ (ไม่เห็นสงสัยเลยว่าทำไมผู้ชายถึง lost เพราะรู้ดี ผู้ชายพร้อมจะ lost ได้ทุกสถานะ)



แต่ฉันว่าฉันเข้าใจความรักดี

ฉันว่าฉันเข้าใจด้วยว่าทำไมชิฟุมิถึงทิ้งสามี และโตเกียวทาวเวอร์ไปหาโทรุ ผู้รออยู่ใต้เงาหอไอเฟล ฉันว่าฉันเข้าใจ ทำไมเธอกล้าตัดสินใจอย่างนั้น


ความรักไง





บันทึก
• โตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องนี้ ทำหน้าที่คล้ายโตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องแม่-ลูก และพ่อในบางครั้งเลย
• (มันเป็นพยานรักของโทรุและชิฟุมิไง)
• พระเอก (Okada Junichi-ได้ข่าวว่าเป็นนักร้องเจป๊อป) หน้าตาดีนะ แต่ถ้าก้นไม่สวยน่าจับ ฉันก็ไม่เห็นความจำเป็นของฉากเปลือย (เห็นแค่ด้านหลัง) อาบน้ำฝักบัวนั้นเลย
• อ้อ นอกจากหน้าตาดีแล้วน้องเขาเล่นดีด้วยนะ
• น้องจุน (Matsumoto Jun) ก็เล่นดีแบบเป็นตัวของตัวเองดีจัง (พี่คิดว่างั้นเพราะพี่ดูน้องมากี่เรื่องๆ น้องก็เล่นได้บุคลิกเดียวกันคงเส้นคงวาตลอดเลย)
• ฮิโตมิจัง เพอร์เซอร์คนสวย แฟนโคดะกัปตันจากซีรีส์ Good Luck นั้นยังสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าในหนังน่ะ ชิฟุมิอายุสี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่อยากบอกจังเลยว่า ผมทรงนั้นไม่สวย ชอบบ๊อบเท ที่ชิฟุมิไว้ตอนเจอโทรุครั้งแรกมากกว่า
• ฮิโตมิจังก็เล่นดี จะบอกว่าฉันชอบเสียงแล้วก็สำเนียงเค้าจัง
• ถ้าเลือกได้อยากมีสามีวัยเดียวกันที่บุคลิกมั่นคงแบบสามีชิฟุมิ ไม่ใช่สามีเด็ก โรแมนติก ช่างฝัน แล้วก็หลงฉันเสียขนาดนั้น อย่างโทรุ
• แต่พูดก็พูด ไดอาล็อกตอนบอกลาของโทรุ ทำหัวใจฉันหวั่นไหวเหมือนกันนะ
• หนังเรื่องนี้สวย ดราม่า มีหัวข้อย่อยแทรกในหัวข้อหลักหลายอยู่ ฉันว่าฉันยังเก็ตไม่หมดหรอก และเรื่องของคิมิโกะก็กินใจฉันมากเลย ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ฉันจะทิ้งผัวเฮงซวยอย่างนั้น เก็บข้าวของขึ้นซีตรองสีแดงคันน้อย เปิดซันรูฟ ออกจากบ้านในเวลาที่ซากุระบานเลย
• แต่ฉันจะไม่ไปหาเด็ก (หน้าตาดี) ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างโคจิหรอกนะ
• สิ่งที่ชอบมากที่สุด ในหนังเรื่องนี้คือ เพลง Finalist ชื่อ Forever Mine ที่ร้องและแต่งเองโดย Yamashita Tatsurou ฟังทีไร ซึ้งจนน้ำตาจะหล่นทู้กที


วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Comrades, Almost a Love Story : เพื่อนรัก-รักเพื่อน

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


หลายปีหลังแยกทางกัน ถ้าบังเอิญได้พบกับคนรักที่ตัดใจจากไปแล้ว เห็นเขาส่งยิ้มแบบเดียวกับแบบเดิมที่เราคุ้ยเคยดีให้มาแต่ไกล ใจเราตอนนั้นจะเป็นยังไงนะ?



ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา เราอาจพบกับความรักได้หลายครั้ง แต่แต่ละครั้งที่ได้รักคงประทับอยู่ในพื้นที่ความทรงจำเรามากน้อย งดงาม และจับใจเราไม่เท่ากัน

หนังฮ่องกงที่ใช้ชื่อไทยว่า “เถียนมีมี่ 3,650 วัน..รักเธอคนเดียว” เล่าเรื่องความรักที่ไม่อาจลืมเลือนของหนุ่มสาวจากแผ่นดินใหญ่คู่หนึ่งที่ข้ามมาขุดทองในฮ่องกงในปี 1986

วิถีชีวิตคนจีนแผ่นดินใหญ่ในฮ่องกงเวลานั้นอาจคล้ายคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ คือมันลำบาก งานที่มีให้ทำก็จะเป็นแต่งานที่คนฮ่องกงเค้าไม่ทำ เพราะมันเหนื่อยยาก ต้องใช้แรงงาน พูดเป็นแต่จีนกลางก็ต้องมาหัดพูดกวางตุ้งจะได้สื่อสารกับเขาได้ แค่นั้นไม่พอ ถ้าอยากได้งานดีกว่านี้ ก็ต้องหัดพูดอังกฤษด้วย

แต่ถึงจะลำบาก แต่ชีวิตในฮ่องกงให้โอกาส ใครขยัน ใครลงทุนเป็น ใครมีคอนเนกชั่นดีก็อาจจะรวยได้เหมือนกัน

ลี่เฉียว (จางม่านอวี้) นางเอกของเรานั้นขยันมาก ตั้งอกตั้งใจแล้วก็พยายามเหลือเกิน วันๆ ทำงานหลายอย่าง เธอมาฮ่องกงก็เพราะอยากมีเงินกลับไปสร้างบ้านให้แม่อยู่ ส่วนเสี่ยวจิน (หลี่หมิง) พระเอกก็เป็นคนดี ร่าเริง จิตใจดี มองโลกในแง่ดี (ด้วยสายตาและความรู้สึกของเสี่ยวจินนี่เองที่ทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงซอกมุมที่น่ารัก น่าอยู่และโรแมนติกของฮ่องกงในเวลานั้น) เสี่ยวจินที่เขียนจดหมายถึงคนรักซึ่งรออยู่ที่บ้านตลอดเวลา สงสัยเขาข้ามมาทำงานเก็บเงินตั้งตัวก่อนกลับไปแต่งงานกับหล่อน

สองคนเจอกันครั้งแรกในร้านแมคโดนัลด์ คนนึงเป็นคนขาย อีกคนไปเข้าคิวซื้อ จากนั้นก็กลายเป็นเพื่อนคนแรกบนเกาะฮ่องกงของกันและกัน ..มันดูอบอุ่นขึ้นนะ ชีวิตในเมืองใหญ่ เมืองแปลกใหม่ ที่มีเพื่อนเนี่ย

ลี่เฉียวเองยังดูมีความสุขขึ้นเยอะ เธอถึงกับร้องเพลงเถียนมีมี่จากท้ายรถจักรยานที่เพื่อนปั่นไปส่งตอนเปลี่ยนที่ทำงาน เพื่อนเองก็ผสมโรงด้วย ภาษาจีนในเพลงของเติ้งลี่จวินทำให้ทั้งสองคิดถึงบ้านกระมัง?

วันหนึ่งหลังจากตั้งเต็นท์ขายเทปและแผ่นเสียงเติ้งลี่จวิน แต่ขายไม่ได้เลยเพราะฝนตก ทั้งสองก็ขึ้นเตียงกัน มันไม่ใช่ความตั้งอกตั้งใจหรือหมายมั่นปั้นมืออะไร ไม่แน่ใจหรอกว่าตอนนั้นสองคนนั้นชอบกันแค่ไหน จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นแค่เรื่อง ‘คืนฝนตกฟ้าคะนอง คนว้าเหว่สองคนมากินข้าวด้วยกัน’ เหมือนที่ลี่เฉียวบอกก็ได้

ไม่รู้ลี่เฉียวคิดยังไง แต่รู้ว่าหลังจากนั้นแล้วเสี่ยวจินเขียนจดหมายหาคนรักไม่ออกเลย

ทั้งสองคบกันอย่างนี้พักใหญ่ ไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน แต่นัดเจอกันในห้องเช่าหมายเลข 527 แบบชั่วคราวเพราะลี่เฉียวต้องการประหยัดเงิน

เสี่ยวจินเองโชคดี จากหนุ่มส่งของ ได้เปลี่ยนไปทำงานพ่อครัว ก็เริ่มมีเงินเก็บ วันหนึ่ง ลี่เฉียวเสียหุ้นแทบหมดตัว แถมมีหนี้นอกระบบอีกบาน เลยจำใจต้องไปเป็นหมอนวด (นวดอย่างเดียวนะจ๊ะ) งานที่ทำเจ้าตัวจิตตกไม่น้อยเพราะไม่ภูมิใจ แต่ก็ทำให้เธอได้เจอกับพี่เป้า

เสี่ยวถิงชวนลี่เฉียวไปเลือกสร้อยข้อมือทองคำให้คนรัก (...ซื่ออะไรอย่างนี้) ลี่เฉียวก็ช่วยเลือก เสี่ยวถิงดันซื้อแบบเดียวกันอีกอันให้ลี่เฉียวด้วย (เขาคงไม่รู้ว่าทำแบบนี้มันทำร้ายใจกันขนาดไหน) เส้นบางๆ ในใจลี่เฉียวเลยขาดผึงในคืนนั้น เธอโวยวายถามว่าทำแบบนี้ทำไม ‘ฉันมาฮ่องกงไม่ใช่เพื่อคุณ คุณมาฮ่องกงก็ไม่ใช่เพื่อฉัน’

ทั้งสองแยกกันตั้งแต่คืนนั้น แล้วเสี่ยวถิงก็เลิกขี่จักรยานไปเลย

ถิงถิง คนรักของเสี่ยวถิงเดินทางมาฮ่องกงสองสามปีให้หลัง ลี่เฉียวมางานแต่งของทั้งสองพร้อมพี่เป้า สามีที่ไม่ได้แต่งด้วย ความเป็นอยู่ของเธอตอนนี้ดีมาก ก็พี่เป้าเป็นนักเลง มีสตางค์เลี้ยงเมียให้สุขสบาย แถมลี่เฉียวก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอยังลงทุนและทำงานเพราะอยากมีตังค์ไปสร้างบ้านให้แม่

ความรู้สึกคงเป็นเหมือนถ่านไฟที่ใช้หุงข้างจริงๆ นั่นแหละ ตราบใดมันยังไม่มอดดับ เราก็เป่าให้มันโชนขึ้นมาใหม่ได้ ด้วยอะไรคล้ายๆ กันนี้ แรงดึงดูดของความห่วงหาอาลัย ความรักความผูกพันที่ทั้งสองยังมีต่อกันก็เลยทำให้ห้องหมายเลข 527 ของโรงแรมโทรมๆ นั่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

‘ฉันอยากลืมตาแล้วมองเห็นคุณทุกวัน’ จางม่านอวี้ในองค์ของลี่เฉียวพูด เธอถามคนดูด้วยตาดวงกลมที่กำลัง lost in love ว่า เธอจะทำยังไงดี

เสี่ยวถิง คนรักของเธอบอกเธอว่าเขาจะกลับบ้านมาบอกถิงถิง และเขาทำจริง แต่ว่าลี่เฉียวกลับเป็นฝ่ายที่ไม่อาจทำตามสัญญาได้ และครั้งนี้ ทั้งสองคนก็พลัดกันไปอีกหลายปี


พบกันอีกครั้งในปี 1996 หนึ่งปีก่อนอังกฤษจะส่งคืนฮ่องกงให้กับจีน วันนั้นทีวีประกาศข่าวการเสียชีวิตของเติ้งลี่จวิน หน้าทีวีที่กำลังฉายสกู๊ปประวัตินักร้องคนโปรด เพลงเถียนมีมี่ที่แว่วอยู่ในใจพวกเขาตลอดก็ดังขึ้น

ทั้งสองส่งยิ้มแบบเดิม แบบเดียวกับเมื่อสิบปีก่อนให้กัน แล้วหนังก็จบ


รักแท้ที่ต้องรอถึงสิบปี.. เรื่องแค่นี้ ‘จิ๊บๆ’





บันทึก
• ชอบเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ทั้ง OST และ score
• เพิ่งรู้ว่าเติ้งลี่จวินตายที่เชียงใหม่
• เห็นหลี่หมิงขี่จักรยานแล้วรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย
• ถึงมันจะเน่าไปหน่อย แต่รักหนังเรื่องนี้จัง
• ผู้กำกับปีเตอร์ ชานเกิดที่ฮ่องกงเมื่อปี ค.ศ. 1962 เมื่ออายุ 12 ขวบเขาติดตามครอบครัวมาอยู่ที่ประเทศไทย อายุ 18 ปีก็ไปเรียนวิชาภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกา แล้วเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในฮ่องกง (มิน่า มีบทพูดถึงพัทยา แล้วก็มีตัวละครเป็นคนไทยเดินทางไปค้ากามที่ฮ่องกงด้วย)
• ได้ข่าวว่าหนังเรื่องนี้จับใจทั้งคนฮ่องกง ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ อิฉันเองก็ชอบ มันเหมือนเป็นบันทึกเหตุการณ์ช่วงนั้นน่ะ
• หนังเรื่องนี้ได้รางวัลเยอะซะด้วยนะ


วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Memories of Matsuko : All she needs is love

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เพราะว่าเคยดู Kamikaze Girls (2004) ของผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ ที่ House RCA แล้วเป็น อึ้ง ทึ่ง ตะลึง เอามากมายกะสไตล์ของแก พอรู้ว่า Memories of Matsuko (2006) คือผลงานต่อมา ก็เลยหาแผ่นมาดู

ผลก็คือว่า เป็นได้อึ้ง ทึ่ง ตะลึง อีกครั้งกับการเล่าเรื่องแบบเซอเรียลแฟนตาซี และน้ำตาไหลทั้งๆ ที่ปากยังหัวเราะกับเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องของโช หลานชายที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีป้า ซึ่งถูกพ่อใช้ให้ไปเก็บกวาดอพาร์ตเม้นต์ของป้า คือมัตสึโกะ หญิงวัย 53 ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย

ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบฉูดฉาด สุดจะมีสีสัน และเต็มไปด้วยกิมมิค ผู้กำกับพาเราย้อนเวลาสามสิบกว่าปีไปรู้จักกับมัตสึโกะคนสวย มัตสึโกะผู้อ่อนหวาน ครูสาวร้องเพลงเพราะ หัวอ่อน และมองโลกในแง่ดี ผู้ซึ่งถูกคาดหวังอย่างสูง ทั้งยังไม่เคยได้รับความรักอย่างเพียงพอจากครอบครัว ถูกเอารัดเอาเปรียบและล่วงละเมิดจากผู้บังคับบัญชา ผู้ซึ่งได้รับการแสดงความรักอย่างผิดๆ จากเด็กนักเรียนที่แอบชอบ

ชีวิตที่น่าจะเป็นชีวิตดีๆ ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนนี้พลิกผันตกกระเด็นออกนอกลู่นอกทางด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทิฐิในธรรมเนียมของครอบครัวแบบญี่ปุ่นที่ไม่อาจรับให้เธอกลับบ้านได้ยังผลักไสให้มัตสึโกะต้องซัดเซพเนจรออกไปเผชิญชะตากรรมนอกบ้าน

ผู้หญิงญี่ปุ่นต่างจังหวัด เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนนั้นออกจะอยู่คนเดียวได้ยาก (คงยากพอๆ กับผู้หญิงไทย) มัตซึโกะไม่อาจยืนบนสองขาเรียวสวยของตัวเอง ต้องยืนอยู่บนสองขาของผู้ชายผู้ได้ชื่อว่าสามี ซึ่งแต่ละคนก็ช่างสุดยอดไปในทางเลว ไม่มีใครเลยที่ไม่ตบตีมัตสึโกะ (อ้อ มีอยู่คนนึง แต่รักครั้งนั้นดันมีอุปสรรคซะอีก) บางคนเป็นแมงดา ให้มัตสึโกะหาเงินให้บ้าง ใช้ให้ขนยาทั้งยังด่าทอก็สารพัด เธอก็ยังทน

เพราะอะไรน่ะหรอ

เพราะเธอไม่มีใครแล้วไง ฉะนั้น ใครก็ได้ที่ยอมอยู่กับเธอ มัตสึโกะจะยอมทนอยู่กับเขาได้ทั้งนั้น


เมื่อผู้ชายคนสุดท้าย คนที่เธอรักมากที่สุด หวังมากที่สุด และฝันสวยที่สุด กระทำอย่างนั้นตอบแทนการรอคอยยาวนานหลายปีของเธอ ความหวังทั้งหมดที่มีก็พลอยระเหิดระเหยหายตามไปด้วย มัตสึโกะคนสวย ซึ่งดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด เกิดหมดอาลัยตายอยากในฉับพลัน หมดความไว้วางใจ และหมดหวังในความสัมพันธ์ เก็บตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ทเม้นต์รกๆ อยู่นานหลายปี จนกลายเป็นป้าอ้วนฉุ ตัวเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจและหวาดกลัวของเพื่อนบ้าน



“All you need is love” ที่เพื่อนสงสัยว่าแค่นั้นจริงๆ หรอ
อิฉันว่า สำหรับผู้หญิงชื่อมัตสึโกะแล้ว เธอต้องการแค่นั้นจริงๆ
เพราะอะไรๆ ในชีวิตมันเป็นสิ่งที่หาเอาได้ทั้งนั้น

มีแค่ความรักเท่านั้น ที่เธอไม่เคยได้กินจนอิ่ม








บันทึก
• โศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้ อิฉันขอกล่าวโทษที่ครอบครัวของเธอแต่เพียงเท่านั้น
• เล่าซะทราจิก แต่จริงๆ ในความทราจิก หนังสนุกมากเลยนะ
• ดูหนังเรื่องนี้ตั้งหลายรอบ แต่ไม่กล้าเขียนถึง
• หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลเจแปนฟิล์มอวอร์ดส์ ถึง 9 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม) คว้ามาได้ 3 รางวัล คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (แกเบรียล โรแบร์โต และ ซึโยชิ ชิบูยะ), ลำดับภาพยอดเยี่ยม (โยชิยูกิ โคอิเกะ) และ รางวัลนักแสดงนำหญิง (มิกิ นากาตานิ)
• ด้วยความที่เคยกำกับเอ็มวีมาก่อน ผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ เลยสร้างโลกของมัตสึโกะใน Memories of Matsuko ให้ออกมาสวยเหมือนนั่งดูเอ็มวียุค ’50s-’70s และสอดแทรกด้วยงานศิลปะแบบป๊อบอาร์ตที่ถึงใจ ตามความตั้งใจของนากาชิมะที่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รวบรวม งานพาณิชย์ศิลป์ ของญี่ปุ่นทุกอย่างมาใส่ไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เพลงญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น แฟชั่นแบบญี่ปุ่น ฯลฯ
• เจ๋ง


วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The 40 Year-Old Virgin : The longer you wait, the harder it gets. (ฮา)

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


ถ้ามันเป็นแครมบรูเล ผิวหน้าที่เป็นคาราเมลหอมหวานน้ำตาลไหม้ของ The 40 Year-Old Virgin คงเป็นรสชาติตลกเดอร์ตี้โจ๊กแบบอเมริกันที่เรียกเสียงฮาน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล

แต่พอใช้ช้อนเคาะหน้า ตักเนื้อขนมเข้าปากเท่านั้น ก็จะได้รู้ว่าที่จริงขนมถ้วยนี้ไม่ได้อร่อยเผินๆ แค่ชั้นเดียว แต่ยังมีรสล้ำนวลลิ้นที่จะเจาะลึกเข้าไปในใจคนดูอีกชั้น

เพราะมันกล้าตั้งคำถามซอฟต์ๆ แต่ชวนขบคิดถึง เซ็กซ์ กับความสัมพันธ์

หนังเรื่องนี้เล่าถึวชีวิตของ Andy Stitzer (Steve Carell) หนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ที่ตลอดชีวิตของเขายังไม่เคย “จึ้ก” สาวจริงๆ สักครั้ง

อันว่าคนเราอายุขนาดนี้แต่ยังเป็นเวอร์จิ้น ถ้าถือเพศนักบวช หรืออาศัยอยู่ในประเทศที่รักษาศีลของกาเมสุมิจฉาฯ เคร่งครัดอย่างบ้านเรา (ฮา) ก็คงจะไม่แปลก ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง (ไทย) ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่แอนดี้เป็นหนุ่มอเมริกัน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่แสนจะเปิดเผยและตรงไปตรงมากับการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ ยังคงความบริสุทธิ์มาจนอายุปานนี้จึงเป็นอะไรที่หน้าขายหน้ามาก

แอนดี้เป็นโสด (แน่ล่ะ) มีชีวิตที่เรียบง่ายในอพาร์ตเม้นท์ที่สะอาดและเป็นระเบียบ มีงานอดิเรกคือสะสมตุ๊กตาซูเปอร์ฮีโร่ กับเล่นวิดีโอเกม เขาไม่สูบบุหรี่ ตื่นเช้า ทำกายบริหารอย่างมีวินัย อาบน้ำ ปรุงอาหารกินเอง แล้วก็ขี่จักรยานมาทำงานในร้านขายเครื่องไฟฟ้าใหญ่ของเมือง

จริงๆ แล้วถึงแม้จะค่อนข้างเนิร์ด แต่ชีวิตของแอนดี้ออกจะ็เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ จัดการอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แต่จากสายตาเพื่อนร่วมงานแล้วการใช้ชีวิตของแอนดี้เป็นอะไรที่พิลึกกึกกือเอามากๆ ยิ่งพอรู้ว่าเขายังเวอร์จิ้น เพื่อนๆ ก็คิดไปได้ต่างๆ นานา มีปัญหาบุคลิกภาพอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่มีใครเอา เป็นเกย์หรือเปล่า แล้วก็คันไม้คันมืออยากจะช่วยจัดการให้แอนดี้ได้แอ้มสาวเสียที

คนนึงก็เน้นรูปโฉม ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สาวสน อีกคนบอกว่าไม่ใช่รูปลักษณ์แต่เป็นลีลา แล้วก็สอนว่า สิ่งที่ผู้ชายไม่รู้คือวิธีการพูดคุยกับผู้หญิง

“ที่จริงผู้หญิงแค่อยากพูดเรื่องตัวเอง” หมอนั่นอวดรู้ี้ “ฉะนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ถามเปิดประเด็น จากนั้นก็ทำขรึม แล้วตีลูกโง่เข้าไว้” (หน็อย.....ทำไมกรูไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้เลยวะ เห็นมีแต่พวกกร่างชอบอวดเรื่องตัวเอง)

ส่วนเพื่อนอีกคนก็ลงทุนยกหนังโป๊ในคอลเลกชั่นที่สะสมไว้เป็นกล่องใหญ่มาให้แอนดี้ศึกษา

เมื่อแอนดี้เจอสาวน่ารักที่คิดอยากจะโทรหา เพื่อนก็ห้ามเด็ดขาด แล้วกรอกหูว่า ต้องหาประสบการณ์กับเบี้ยใบ้รายทางให้ได้สัก ๒๐-๓๐ คนซะก่อน ถึงจะมีเซ็กซ์กับสาวคนที่ชอบได้อย่างไม่เส็งเคร็ง จากนั่นก็ชวนแอนดี้ออกนอกกรอบด้วยการชวนปุ๊น กินเหล้า แล้วก็ฉี่ข้างตึก (เสื่อมเนอะ พวกผู้ชายเนี่ย)

พร้อมๆ กับพัฒนาความสัมพันธ์กับสาวที่ตัวเองชอบ (เธอผู้นั้นเคยก้าวพลาดในความสัมพันธ์จนทำให้มีลูกคนแรกตั้งแต่ยังอายุน้อย แล้วก็ยังมีต่อมาอีก ๒ คน แถมตอนนี้ลูกสาวคนโตมีหลานยายให้แล้วด้วย จึงตกลงกันว่าจะไม่รีบมีเซ็กซ์ แต่จะรอให้เดตกันครบ ๒๐ ครั้งเสียก่อนแล้วค่อย...) แอนดี้ก็ลองฝึกฝนตัวเองตามหลักสูตรของเพื่อนไปด้วย แต่ทำไงก็ไม่เวิร์ก จนเขาเริ่มสงสัย

ถ้าไม่มีใจด้วยแล้วจะมีเซ็กซ์ด้วยได้ไง?
แล้วถ้าแฟนรู้ว่ายังเวอร์จิ้นเธอจะรังเกียจไหม?
เซ็กซ์ของเขากับแฟนจะเป็นยังไง?
(อันนี้ออกแนวไม่มั่นใจ กลัวมันจะไปจบเห่เอาบนเตียง)


โธ่เอ๊ย พ่อคุณ ช่างโง่ได้้น่าเอ็นดูจริงๆ


ผู้หญิงน่ะ ถ้ารักเสียอย่าง.. อะไรๆ ที่เหลือก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว




บันทึก:
• มีตอนนึงที่ลูกสาวคนกลางวัยไฮสคูลของแฟนแอนดี้อยากไปฟังบรรยายเรื่องการวางแผนครอบครัว เพราะว่าเธออยากจะติ๊ดชึ่งกับแฟนหนุ่ม แล้วแอนดี้ก็ไปเป็นเพื่อน (เพราะจริงๆ เจ้าตัวก็อยากรู้แล้วก็มีคำถามที่อยากถาม) แล้วก็เลยคิดถึง Juno ขึ้นมา ในความเปิดเผยของสังคมอเมริกัน มันก็มีข้อดีเหมือนกันนะ
• ไอ้นกเขาขันตอนเช้านี่มันตลกดีจัง ผู้ชายเค้าเป็นอย่างนี้กันทุกคนเลยไหมน่ะ
• ตอนที่ตลกมากๆ นอกจากตอนแม่สาวแว็กซ์จะนับ อิชิ-นี่-ซัง (๑-๒-๓) แล้วดึงแว็กซ์ ก็ยังมีตอนที่แอนดี้ขึ้นเตียงแฟนแล้ว (แต่ใส่คอนดอมไม่เป็น) ลูกสาวแฟนกลับมาเห็นพอดี เลยอด ทีนี้ก็เลยต้องกลับบ้าน จากนั้นก็็โทรไปถามคอลเซ็นเตอร์ของบริษัทยา “คุณบอกว่าหลัง ๔ ชั่วโมงแล้วถ้ายังตื่นอยู่ให้โทรมา” แอนดี้ถาม คอลเซ็นเตอร์ (เสียงแขก) ตอบว่า แต่คุณไม่ได้กินยาเราหนิ แล้วแนะว่าในอินเดียเราใช้เทคนิคดีดไข่ หรือจุดไฟจี้ที่ข้อมือ เพื่อดึงความสนใจจากสมอง จากนั้นไอ้้ที่โด่ไม่รู้ล้มมันก็จะพังพาบลงมาเอง (.....ฮาว่ะ)


วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

CHÉRI : จุดจบของสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะความมาโซ ชอบทำร้ายความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งรู้ว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้คือจุดจบของความรักพิลึกพิลั่นระหว่างสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย ยิ่งหมายมั่นอยากจะดู

CHÉRI (2009) เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Lea de Lonval (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) โสเภณีชั้นสูง สวยสง่าและโดดเด่นที่สุดในสังคมฟู่ฟ่าของฝรั่งเศสยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้กำลังย่างเข้าวัย 50 จึงคิดจะถอนตัวจากวงการเสียที กับ Cheri (รูเพิร์ต เฟรนด์) ลูกชายวัย 18 ของ Madame Peloux (เคธี เบทส์) เพื่อนร่วมอาชีพของเธอ

มาดามเปลูซ์กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าที่เอาลูกชายไม่อยู่ ไหนจะขี้เกียจ ไม่เอาการเอางาน ไหนจะผลาญเงินเก่งไม่มีใครเกิน (จะโทษลูกได้ไง ตัวเองแทบไม่เคยลงมือเลี้ยงหรือสอนให้ลูกใฝ่ดีเลย) ชีกึ่งๆ จะรู้เห็นเป็นใจ และแอบยินดีด้วยซ้ำ เมื่อลูกไปติดเพื่อน ไปกินไปนอน ไปใช้เงินของเพื่อนเสียได้

เชรี “ติด” เลอาเหมือนเด็กน้อยติดพี่สาวคนสวย พี่สาวคนนี้ทั้งมีเสน่ห์ ทั้งเป็นผู้ดี มีมารยาท มีรสนิยม ไม่อ้วน จู้จี้จุกจิก แต่งตัวเยอะจนน่ารำคาญเหมือนแม่ตัวเอง แถมพี่สาวยังมีตังค์ ตามใจเขาได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย ส่วนเลอา ทั้งๆ ที่ผ่านกลเกมความรักมามาก ทั้งๆ ที่ไม่ยอมให้ตัวเองตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่ก็เผลอไผลปล่อยให้ตัวเอง “ติด” เชรีไป (จริงๆ เธออาจจะแค่อยากมีความรักจริงๆ กะเขาบ้าง) เธอติดเขากับราวกับพ่อหนุ่มคนนี้เป็นหมาน้อยน่าเอ็นดูที่เธอต้องคอยดูแล คอยประจบ ออดอ้อนเอาใจ คอยเกาคางให้ แล้วก็เปิดอ้อมแขนให้เขาซบหลับ ยามนิทรา

ไม่ใช่อะไรที่น่าอิจฉา น่ารังเกียจ น่าสมเพชเวทนา หรือน่าเห็นใจ เชรีกับเลอาเป็นแค่คนสองคนที่พบสิ่งที่ขาดหายในตัวคู่รัก

เชรีพบความอบอุ่นที่เขาแสวงหา ได้ลิ้มรสเซ็กซ์ที่แสนวิเศษ ส่วนเลอาก็ได้ความชุ่มชื่นสดใส และได้เปิดเผยความรู้สึกอันบริสุทธิ์ใจกับชู้รักอ่อนวัย

ถ้าความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเลอากับเชรียังคงเป็นความรัก เสน่หา พึงใจในตัวกันและกัน โดยไม่มีการคาดหวัง หรือตีตราจับจอง ไม่หึง ไม่หวง และไม่ต้องกังวล ว่าฉันเป็นอะไรของเธอ หรือเธอเป็นอะไรของฉัน เรื่องก็อาจไม่จบอย่างนี้ แต่ถ้าพลิกรูปมามองกันที่อีกด้าน มันคงเป็นไปไม่ได้ ที่คนสองคนจะรักกันตลอดไป โดยไม่คาดหวังการจงรักภักดีต่อกัน หรือคาดหวังให้เขามีเราคนเดียว

ความรักอย่างนั้นมันไอดีลเกินไป มันไม่มีจริงหรอก

หลังจากคบกันฉันชู้รักอยู่ 6 ปี เมื่อเชรีต้องแยกไปแต่งงานกับเด็กสาว (สวยด้วย) ที่แม่เตรียมไว้ให้ เลอาจึงแทบหัวใจสลาย เชรีเองก็ได้รู้ตัวว่าเขามีชีวิตโดยขาดเลอาไม่ได้ อยู่กับเมียที่ทั้งสาวทั้งสวย แต่ก็ไม่อาจสุขสม และอิ่มเอมเท่าอยู่กับชู้รักสูงวัย

หลังจากช่วงเวลาที่ต้องห่างไกลอันแสนทรมาน ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อที่จะพบว่าทั้งคู่รักกัน และไม่อาจมีชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่มีกันและกัน

ทว่า..บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว

เชรีพบว่า เลอาไม่ได้เป็นคนรักแสนดีที่มีแต่ให้ มีแต่เข้าใจ แล้วก็อภัยเขาได้เสมอ (เธอแค่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คนรักกลับคืนมา) ส่วนเลอาก็พบว่า เชรีไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เธอจะคอยดูแล กำกับบทบาทได้อีกต่อไปแล้ว

จากนั้น เชรีก็เดินจากห้องนอนอันสวยงามและหรูหราของเลอาไป ปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพังกับเงาที่มองตอบจากในกระจก เดินจากไปพร้อมความปวดร้าวในหัวอก ทรมานไม่ต่างกับที่อดีตชู้รักสูงวัยของเขารู้สึก


ความสัมพันธ์ที่แสนจะแฟนตาซีของทั้งคู่จบลง พร้อมกับยุคสมัยอันเฟื่องฝันจากความฟู่ฟ่าเริงรมย์ โลกหมุนเข้าสู่คืนวันอันโหดร้ายของความเป็นจริงที่เราเรียกกันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1



บันทึก
• มิเชลล์ ไฟเฟอร์สวยมาก ถ้าอิฉัน 40 แล้วยังสวยได้เท่ามิเชลล์ตอน 50 ก็จัดว่าหรูแล้ว
• โดยส่วนตัวแล้วอิฉันเป็นสาวใหญ่ขึ้นทุกปี ดูหนังเรื่องนี้เลยเศร้าชิบ (สมใจมาโซ)
• หวังว่าชีวิตนี้คงไม่ซวยขนาดไปหลงรักเด็กหนุ่มที่ “ห่าง” กันขนาดนี้เข้า
• CHÉRI จริงๆ อ่านว่า เชรี (ในหนังออกเสียงแบบฝรั่งพูดภาษาอังกฤษว่าเชอรี) จริงๆ คือคำที่ใช้เรียกที่รัก เหมือนดาร์ลิง หรือสวีตฮาร์ต ไม่ได้หมายถึงลูกเชอรี่แบบที่อยู่บนยอดไอศกรีมสเวนเซ่นส์(เสมอ)แต่อย่างใด
• เรื่องนี้สอนให้รู้ (อีกครั้ง) ว่า ความรักไม่ใช่เกม ฉะนั้น อย่าได้ริอ่านไปเล่นกับความรัก
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ สตีเฟ่น เฟรียส์ คนกำกับหนังโรแมนติกคอมมิดี้ High Fidelity
• ผู้กำกับให้เสียงบรรยายในหนังเองด้วย (ทั้งน้ำเสียงและลีลา กวนทีนเป็นบ้าเลย)
• อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย รู้สึกว่าหนังมันดำเนินเรื่องเร็วไปอะ
• สำหรับผู้ที่จะไปชมที่โรง (เข้าใจว่ายังอยู่ในโปรแกรมเครือเอเพ็กซ์นะฮะ) โปรดสังเกตเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย






วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552