แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สปอนเซอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สปอนเซอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Shallow Grave : เงินแพงกว่ามิตรภาพ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


หนังตลกร้ายสไตล์อังกฤษ ผลงานในปี 1994 ของผู้กำกับ Danny Boyle ผู้กำกับ Slumdog Millionaire (2008) ที่ฉันได้มาดูแบบไม่รู้อะไร และไม่อ่านอะไรก่อนดู จะเดาจากปกดีวีดีว่าเป็นหนังแนวไหนก็ช่างยากเย็น
เพราะมันเป็นดีวีดีผีที่ทำปกมาอย่างเน่า การดูหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นการผจญภัยที่ออกมาสนุกและหรรษาอีกเรื่อง

เมื่อฉันดูจบแล้ว ก็แล้วจัดประเภทให้ว่าเป็นหนังตลกร้ายที่ลึกลับเข้มข้น ที่มีคำถามแถมท้ายเรื่องที่เสียดใจที่สุด

เรื่องเริ่มง่ายๆ เบาๆ บ๊องๆ ในแฟลตแห่งหนึ่งใน Edinburgh (ป้าอ้อยสอนว่า ต้องอ่านว่า เอดินเบอะหระ(แบบ"หระ") ครึ่งเสียงอะ แต่ต้องออกเสียง-โปรดอย่าถามกรูว่าทำไมนะ เพราะกรูไม่รู้เหมือน แต่ถ้าไม่ออกเสียงแบบนี้ ชาวบ้านเมืองนี้มันจะไม่รู้จัก) เพื่อนร่วมแฟลตเจ้าของอารมณ์ขันแบบเพี้ยนๆ เป็นหญิง 1 ชาย 2 ต้องการหาคนมาแชร์ค่าใช้จ่ายอีก 1 คน แฟลตหรือห้องชุดห้องนี้สวยมาก มันเป็นห้องเพนท์เฮ้าส์อยู่ชั้นบนสุดของตึกเก่าๆ หลังสวย มีแสงสวยๆ หลอกๆ ตา และเขาจัดแบบป๊อปๆ ที่จับอะไรจากหลายยุคหลายสมัยมารวมกัน ทาผนังด้วยสีสวยเจ็บ จนดูสวยแบบหลอกๆ เหมือนฉากละครเวที

ทั้งสามทั้งแกล้งทั้งอำบรรดาคนที่อยากมาร่วมแชร์แฟลตจนในที่สุดก็คัดนักเขียนที่คิดว่าเพี้ยนพอกันได้คนหนึ่ง เมื่ออีตาคนนี้ย้ายเข้ามาแล้วก็ทำตัวแปลก คือไม่ยอมออกจากห้องจนข้ามวัน ร้อนจนเพื่อนร่วมแฟลตต้องพังประตูเข้าไป ถึงรู้ว่าตะแกนอนตายเปลือยอยู่บนเตียง และนั่นแหละ เรื่องวุ่นก็เริ่มขึ้น

มันไม่ได้วุ่นแค่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาตาย แบบไม่รู้ว่าตายตามธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเพราะในกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งที่ตาคนนี้หิ้วมา เต็มไปด้วยเงินปอนด์อัดแน่นเต็มใบอีกต่างหาก

ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำไงดี แจ้งตำรวจ หรือว่าเก็บเงินไว้ แล้วจัดการกับศพ

เพื่อนร่วมแฟลตทั้งสามเลือกวิธีหลัง ซึ่งทำให้คนที่จับไม้สั้นได้เป็นคนจัดการกับศพต้องจิตตกไป (ให้ตายฉากที่ต้องจัดการกับศพนี่ มันดูแล้วทั้งขำทั้งเศร้าเลย จริงๆ นะ) แถมเรื่องยังไม่จบง่ายๆ ไม่ได้เงินไว้ใช้ปรีดิ์เปรมอย่างใจคิด เพราะทั้งมาเฟียเจ้าของเงินและตำรวจไล่ตามมาจนคนทั้งสามจิตตกถ้วนหน้าจนแทบบ้า แล้วก็นำพาเรื่องไปจบอย่างที่น่าขำ แต่ขมขื่นที่สุด

ใครว่ามิตรภาพของตัวเองกับเพื่อนแข็งแกร่ง แพงกว่าเงินปอนด์เป็นฟ่อน อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทาง
ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจต้องทบทวนใหม่



บันทึก
• ขอบคุณม่อนที่ส่งมาให้ยืม ดูแล้วชอบจริงๆ ด้วยแหละ
• เป็นหนังเล็กๆ ที่ดีจังเลย มีรสนิยมในทางศิลปะ ชอบแสง สี และสไตล์ของฉากมาก
• เพราะเป็นหนังตลก จึงต้องขอชมเป็นพิเศษกับ Scene ที่ควรเป็นการนำเสนอความกักขฬะรุนแรง และน่าขยะแขยง ผู้กำกับนำเสนอได้เจ๋งอะ เรารู้ว่ามันโหด แต่มันไม่เลอะเทอะสกปรกน่ารังเกียจในสายตาเรา
• นักแสดงนำแต่ละคน (รู้จักแต่ Ewan McGregor) เล่นดีมาก ชอบ Christopher Eccleston คนที่เล่นเป็น David พนักงานบัญชี เล่นได้จิตได้ใจ เจ้ Kerry Foxx ก็ร้ายจริงๆ



วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

เปลือกหอยจากนางเงือก

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:นางาซากิ เก็นโนะสุเกะ


เห็นมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ หรือหามาอ่านเสียที
ได้ไปช่วยเพื่อนท้องแก่จัดชั้นวางหนังสือ ก็เลยยืมเพื่อนกลับมาอ่านซะเลย

"เปลือกหอยจากนางเงือก" แปลโดย ผุสดี นาวาวิจิต จากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นโดย นางาซากิ เก็นโนะสุเกะ

เป็นวรรณกรรมเยาวชนเล่มเล็กๆ ที่น่ารัก สะอาดสดใส คนเขียนเล่าเรื่องง่ายๆ จูงใจนักอ่านอายุน้อยด้วยเทพนิยายและจินตนาการ ใช้ตรรกะง่ายๆ เขียนอย่างง่ายๆ ไม่ใช้สำนวนซับซ้อน แล้วก็จบได้ใส๊-ใส ชนิดที่แม้เป็นคนอ่านเจริญวัยถึงขั้นเป็นแม่นักอ่านกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ก็ยังยิ้มได้อย่างชื่นใจ

เขาช่างเข้าใจวิธีปลูกฝังสิ่งดีงามในใจเด็กเหลือเกิน


ขอบใจเพื่อนเอ๋ที่ให้ยืมอ่าน
(นี่เค้าไปคลอดหรือยังนะ?)


บันทึก: กับหนังสือเล่มนี้ ไม่ยักนึกว่าเป็นหนังสือเลือกวัยคนอ่านแฮะ


ด้วยหัวใจทั้งเจ็ดดวง

Rating:★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:พอล กาลลิโก แปลโดย ฤดูร้อน


ด้วยหัวใจทั้งเจ็ดดวง แปลโดย ฤดูร้อน จาก Love of Seven Dolls โดย พอล กาลลิโก ผู้เขียน Flowers for Mrs. Harris เป็นหนังสือที่เพื่อนชอบ เพื่อนว่าฉันก็น่าจะชอบ จึงให้ยืมมาอ่าน

ปรากฏว่าฉันก็ชอบนะ

แต่เรื่องบางเรื่อง ถ้าได้อ่านในวัยที่เหมาะสม เราถึงจะช้อบ-ชอบ ชอบๆๆๆๆๆ มากกว่าชอบธรรมดาแบบนี้ละมั้ง

ในแง่ของการใช้จินตนาการในการอ่าน จะบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชนก็ได้ แต่พูดได้ไม่เต็มปากหรอก อยากแนะนำว่าเป็นเรื่องเล่าของเด็กสาวน่าสงสารคนนึงที่เกือบกระโดดลงแม่น้ำแซนไปแล้ว เพราะไม่รู้สึกว่าได้รับความรักหรือการยอมรับจากใครเลย แต่ก็รอดชีวิตและได้รับการช่วยเหลือจากคนคนหนึ่ง ที่ได้มอบความรักและความอบอุ่นให้เธอโดยไม่รู้ตัว ผ่านตุ๊กตาหุ่นกระบอกทั้ง ๗ ตัว และเขาผู้นั้น โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ก็ได้รักเด็กสาวคนนี้ด้วยเช่นกัน

มันเป็นเรื่องอบอุ่นของคนเหงาจนหนาวสองคน ที่ได้มาเจอกัน มีตัวตนในสายตากันและกัน แล้วก็รักกัน ทำให้ตัวตนของอีกฝ่ายอิ่มเอิบ อบอุ่นขึ้น

หนังสือเล่มนี้ทำฉัน ในวัยที่รู้จักโลกเยอะพอควรแล้วระลึกขึ้นมาได้ว่า...คนเรามีชีวิตโดยขาดความรักไม่ได้จริงๆ

ความอบอุ่นจากความรักละลายน้ำแข็ง(กระด้าง)ในใจคนได้ และสามารถทำให้จิตใจคนอบอุ่นและอ่อนโยนขึ้น

...แต่ว่าความรักแบบนี้มันมีสำหรับเราจริงๆ หรอ?



วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

เมนูปรารถนา

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:ฮิมิโตะ ณ เกียวโต


ไม่ใช่แค่ภาพถ่าย เพลง หรือหนัง ที่ทำให้เราคิดถึงคนบางคน เวลาบางเวลา
..อาหารก็ด้วย

หนังสือเล่มนี้บ่งบอกถึงอีกเสน่ห์หนึ่งของผู้หญิงปากจัดคนนี้ เสน่ห์ที่รู้จักใช้ความอ่อนไหวของตัวเองเขย่า้คนอ่านให้อ่อนไหวตามไปได้้ใหญ่โต

"เมนูปรารถนา" ไม่ใช่เรื่องเล่าอ่านสบายๆ ฮาๆ เหมือน "ครัวหรรษา จากปลาร้าถึงวาซาบิ" ที่ฉันเพิ่งเขียนถึงไป แต่เป็นการเล่าเรื่องเข้มข้น เจาะลึก เล่าถึงความรู้สึกที่เธอระลึกได้จากกลิ่น หน้าตา และรสชาติของอาหารสักจาน

คนทุกคนมีความทรงจำแบบเดียวกับเธอ เรามีเมนูโปรดของเรากับอดีตคนรัก มีขนมที่ชอบเหมือนเพื่อนมัธยม มีอาหารปลอบใจตอนเศร้า มีอะไรที่ต้องกินตอนเครียด รวมทั้งบางช่วงของเดือน

เราจึงดื่มด่ำไปกับความทรงจำผ่านอาหารของฮิมิโตะฯ แล้วก็พลอยหวิวไหว ตัวเบาไปกับฉากอีโรติก ที่บางเมนูเธอก็ปรุงประณีต จนหอมหวน นวลเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน บางเมนูก็คลุกเคล้าให้เข้ากันแค่พอหยาบๆ เปิดโอกาสให้ปากให้ลิ้นได้สัมผัสกับ Texture และความสดฉ่ำจากความสดของวัตถุดิบ

เพียงแต่ว่า อีโรติกติดๆ กันหลายตอน มันจะเลี่ยนเอา เท่านั้นเอง




หมายเหตุ:
-ขอบคุณเอ็มโม่มากเลย เขาเป็นคนที่เขียนถึงปลาดิบ เนื้อดิบ และไข่ปลาได้ชนิดที่ทำให้น้ำลายกระฉูดจนแทบจะไหลออกมาจากมุมปากจริงๆ
-ฉบับที่โม่ส่งมา สำนักพิมพ์ freeform ทำได้สวยนะ จัดแบบนี้อ่านง่ายแล้วก็น่าอ่าน แต่ ฉันว่า่ ปกก็ยังไม่สวยอยู่ดี (ฮา)
-ฮิมิโตะฯ มีชีวิตวัยเด็กที่น่าอิจฉามาก เธอเป็นคนสันทราย เติบโตในครัวของยายและแม่ จึงเชี่ยวชาญทั้งการบริโภคและการปรุงอาหารเมืองแบบ born to be
-ส่วนฉัน แค่ต้มไข่ให้ได้ความแข็งอย่างที่อยากได้ หรือหุงข้าว(หม้อไฟฟ้า)ไม่ให้แฉะยังต้องลุ้นเลย
-สวนของตาก็เป็นอีกอย่างที่น่าอิจฉา สวนของตาเต็มไปด้วยผักหญ้า ฉันอยากมีสวนอย่างนั้น และอยากจะรู้จักการนำผักหญ้าในสวนมากิน มาปรุงอาหารอย่างนั้นบ้างในสักวันหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Good Bye Lenin : บ๊าย-บายเลนิน แล้วก้าวไปให้ทันโลก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ได้ดูหนังเรื่องนี้กับป้าอ้อยเมื่อตอนมันเข้าโรงที่ลิโด้ แต่ว่าเราไปดูกันตั้งแต่ปี 2003 เลยหรอป้า? (นานจังเนอะ) แต่ได้ดูอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ด้วยมีสปอนเซอร์นำเสนอ ซึ่งมีหรือ ที่ฉันจะปฏิเสธ

ตอนที่ได้ดูหนังใหญ่จำได้ว่า รู้สึกแล้วว่าเป็นหนังที่นำเสนอได้เจ๋ง เล่าเรื่องละเอียดอ่อนเปราะบางในความรู้สึกคนรุ่นก่อนให้คนรุ่นหลังเข้าใจดียังไม่พอ ยังมีอารมณ์ขันเสียด้วย (ฉากเครื่องบินขนเลนินมานั้นก็สุดยอดเลย) แต่จากการได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อย 2 รอบในคราวนี้ ก็ทำให้เก็บได้รายละเอียดมาอีกเป็นหลายกอบ แถมด้วยผลพลอยได้ดีๆ ประสาสตรี (มีอายุ) ช่างคิด

เรื่องหนึ่งที่ได้คิดคือ คนรอบตัวเราเกิดและเติบโตในยุคที่มีสิ่งแวดล้อมต่างกับเรา ย่อมมีความผูกพันเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างต่างกัน

อย่างโลกของคริสติอาเน่ ผู้เป็นแม่ในเรื่อง ก็เป็นโลกที่ต่างกับโลกของลูกๆ ทั้งๆ ที่ทั้งแม่และลูกต่างเป็นพลเมืองของประเทศที่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว คือเยอรมันตะวันออก ประเทศสังคมนิยมซึ่งเป็นผลิตผลของสงครามเย็น ที่ ณ เวลาในหนัง แค่ปิดกั้นตัวเองจากโลกทุนนิยมไม่พอ ยังถูกกรอกหูว่าทุนนิยมน่ะ ฟุ้งเฟ้อ ชั่วร้าย เลวทรามต่างๆ (สังคมนิยมดีที่สุด) นานา

อีหรอบเดียวกับประเทศทุนนิยมประชาธิปไตยทั้งก็โดนกรอกหูแบบเดียวกัน
นี่แหละ สไตล์อันโหดร้ายและเยือกเย็นของสงครามเย็น

หนังเริ่มเล่าเรื่องในปี ’87 ตอนที่อเล็กซ์ยังสิบเอ็ดขวบ ตอนนั้นครอบครัวเหมือนจะมีความสุขดี (ดีแบบที่คนในโลกสังคมนิยมจะดีได้) แต่จากนั้น ผู้เป็นพ่อซึ่งมีความนิยมในทุนนิยมก็หายไปจากบ้าน เด็กๆ เข้าใจว่าเป็นเพราะพ่อติดผู้หญิง แต่แม่น่ะรู้ดี ว่าพ่อไปเพราะอยากเป็นทุนนิยมมากกว่าสังคมนิยม

การหายไปของพ่อทำให้แม่นิ่งเงียบ เราได้รู้กันในภายหลังว่าแม่เงียบเพราะเธอกำลังตัดสินใจ ซึ่งในที่สุดแล้วแม่ก็ตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ด้านขวาของกำแพงเบอร์ลิน ไม่หอบลูกหนีไปตามพ่อเพราะกลัวว่าเขาจะจับพรากลูกไป (เป็นเหตุผลที่ฟังได้สำหรับคนเป็นแม่นะ) หลังจากนิ่งเงียบไป 8 สัปดาห์ แม่ก็กลับบ้านพร้อมความเชื่อมั่นตั้งใจ ว่านี่แหละคือวิถีที่เธอและลูกเลือก
(ก่อนที่จะได้รู้ในอีกสิบปีว่าจริงๆ แล้วลูกอยากเลือกอะไร)

แม่มีเหตุให้ต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลับรวดไป 8 เดือน ในคืนที่อเล็กซ์โดนจับไปจากม็อบเรียกร้องเสรีภาพ ระหว่างที่แม่หลับ กำแพงเบอร์ลินถูกทุบในปี ’89 กระแสทุนนิยมไหลกรากมาทางฝั่งตะวันออก พาโคคาโคลา, เบอร์เกอร์คิง, เฟอร์นิเจอร์และแฟชั่นล้ำยุค รวมทั้งคอนซูเมอร์โปรดักท์แปลกใหม่มาพัดแบรนด์สังคมนิยมเก่าๆ พลัดตกจากชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ตไปเป็นแถบๆ

นอกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ลูกๆ เองก็เปลี่ยนไป พี่สาวอเล็กซ์เลิกเรียนเศรษฐศาสตร์ ออกมาขายเบอร์เกอร์คิง แล้วก็ได้แฟนใหม่เป็นผู้จัดการร้านเบอร์เกอร์คิง หนุ่มจากฝั่งตะวันตกมาอยู่ด้วยในแฟลตเดียวกันแล้ว อเล็กซ์จีบลาร์ล่า นักเรียนพยาบาลสาวรัสเซียน่ารักม้ากติด เขามีความสุขมาก เขารู้สึกเหมือนอนาคตอยู่ในมือ

แต่แล้ว จู่ๆ ระหว่างที่ทุกคนกำลังแฮปปี้มีความสุขกับโลกใหม่ แม่ก็ตื่น

แม่ พลเมืองสังคมนิยมตัวอย่าง ผู้งดงาม ผู้บอบบาง ที่รักของอเล็กซ์ ซึ่งพร้อมจะช็อคได้อีกทุกเมื่อ ได้ฟื้นขึ้นโดยไม่รู้ว่ากำแพงเบอร์ลินไม่มีอยู่แล้ว

ร้อนถึงลูกๆ ต้องช่วยกันจัดฉากให้โลกเหมือนกับวันที่แม่ยังจำได้ เพื่อที่แม่จะได้ไม่ต้องช็อคไปอีกครั้ง เพราะรับไม่ได้ กับการกลายเป็นกระแสทุนนิยมที่แม่เกลียดชัง ..ตอนนี้แหละที่ทั้งวุ่นวายและสนุกในความรู้สึกของคนดู

อเล็กซ์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ค้นขยะหาฉลากแตงกวาดองที่แม่อยากกิน ซึ่งไม่มีขายแล้ว ไปสวมขวดใหม่ก่อนเสิร์ฟแม่ ตัดต่อเทปข่าวเปิดให้แม่ดู โดยคิดว่านั่นคือทีวี จับเพื่อนบ้านและลูกศิษย์แม่มาแต่งตัวเชยในแบบเดิม เพื่อร่วมอวยพรวันเกิดแม่ ระหว่างนั้นก็รอให้แม่นึกออกว่าซ่อนเงินไว้ตรงไหน (เสียดายแม่นึกออกช้าไปหน่อย)

แต่ก็นั่นแหละนะ ความลับไม่มีในโลก ก่อนจะจากไป ในที่สุดแม่ก็ได้รู้ว่าประเทศที่แม่รักและเชื่อมั่นไม่มีอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการรับรู้อย่างอ่อนโยน ด้วยการจัดการของอเล็กซ์และเพื่อนอีกตามเคย


โลกยังคงหมุนไปข้างหน้า การที่แม่เราทำใจไม่ได้กับโลกในวันนี้ ซึ่งเป็นโลกของเราไม่ใช่เรื่องแปลก อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า เราเองก็อาจจะทำใจยากกับโลกที่เราไม่ชินอีหรอบเดียวกะแม่เราก็ได้ (ใครจะรู้ )
ทางทีดีเราจึงควรทำหัวใจให้แข็งแกร่งพร้อมรับความเจ็บปวดจากบาดแผล
ยืดหยุ่นพอที่จะถูกถ่างใจให้กว้างพอจะรับสิ่งใหม่ๆ แล้วสายตาก็ควรจะถูกปรับให้รู้จักมองในแง่ดีเข้าไว้

เพราะว่าโลกยังหมุนไปข้างหน้า กลางคืนไม่ดำมืดอยู่อย่างนั้นตลอดไป วันใหม่เดินทางเพื่อมาถึงตลอดเวลา ไม่มีอะไรคงอยู่ในสภาพเดิมนิจนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ...แม้แต่หัวใจคน

(หุ หุ)





บันทึก:
• จำชื่อผู้กำกับ Wolfgang Becker ไว้ แล้วไปหา Life Is All You Get, หนังอีกเรื่องของเขามาดู
• ชอบบทที่เขาเขียน ชอบลำดับการตัดต่อ ชอบรสนิยมในการเชื่อมโยงซีเควนซ์ต่างๆ แล้วก็ชอบสำนวนที่เขาเขียนให้เดเนี่ยล บรูห์ลอ่าน (ความคิดของอเล็กซ์) มันดูเป็นการมองโลกอย่างเข้าใจ แต่แทรกไว้ด้วยอารมณ์ขัน
• คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นผ้าผืนนึงที่เกิดจากการวางแผนก่อนทอลายลงไปในนั้นอย่างสุดยอดเลยอะ ในหนังมีรายละเอียดน่ารักมากหลายอย่าง ที่ทำให้เราจำมันได้ไม่ลืม ไม่ว่าจะเป็นการส่งชาวเยอรมันคนแรกขึ้นไปท่องอวกาศ เพลง score ลายวอลล์เปอเปอร์เข้ากับปลอกหมอน โคคาโคล่า สกูตเตอร์ และเบอร์เกอร์คิง และบอลโลก
• เขาเขียนตอนพี่สาวอเล็กซ์เจอพ่อได้เจ็บปวดดีจริง (ทั้งๆ ที่ดูแล้วก็ขำไปด้วยอะนะ)
• สังเกตว่าเขาแคสต์ได้ตัวละครหน้าตาดีจริง (หรือจริงๆ ดาราเยอรมันหน้าตาดีหมด) ยกเว้นตัวพระเอก (เดเนี่ยล บรูห์ล) แต่ถึงจะไม่หล่อ แต่น้องเค้ามีคาแรกเตอร์น่าติดตามนะ
• คาทริน ซาซ เล่นเป็นแม่ได้ดีจริง แล้วเธอก็สวยมากๆ เลยด้วย
• ชอบแสง+อารมณ์ตอนแฟนอเล็กซ์ตามไปปลอบริมทะเลสาบมากเลย อบอุ่น
• เหมือนว่านางพยาบาลในโลกสังคมนิยมจะน่ารักและเซ็กซี่มาก (ชุดขาวบางเบาเดินย้อนแสงแล้วมันช่าง...ว้าว)
• เป็นหนังดี ภาษาสวย (ขอบคุณพระเจ้า เขาแปลซับฯ ออกมาดี๊ดี เลยรู้ว่าเขาเขียนดีแค่ไหน) แต่ฟังมากๆ แล้วไม่เห็นอยากเรียนภาษาเยอรมันเลย


วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Change : ไม่ใช่(นักการเมือง)มืออาชีพ

Rating:★★★★★
Category:Other



ตอนแรกว่าจะไม่ดูแล้ว Change เพราะเพิ่งดูแว้บๆ ไปทางไทยพีบีเอส ซึ่งตอนนั้นเหมือนเขาเอามาฉายได้พอดีกับจังหวะของโอบาม่า และอภิสิทธิ์ (บางคนพยายามสุ่ยให้เป็น โอบามาร์ค) ขึ้นเป็นผู้นำพอดี

แล้วก็เพราะรู้อยู่ว่าการเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก ถึงพระเอกจะคนดี มีอุดมการณ์ แต่ถ้าเขียนเรื่องให้คนดีและอุดมการณ์ดีๆ ทางการเมืองเป็นฝ่ายชนะ เรื่องมันคงจะเน่าจนรับไม่ได้

(ออกจะมองในแง่ร้ายไปบ้าง แต่ก็คิดงี้แหละ)

อย่างไรก็ตาม เพื่อนก็เอาดีวีดีมาให้ยืม ตอนแรกก็ให้มาแค่แผ่นเดียวก่อน เพราะชีดูจบไปแค่แผ่นเดียว อิฉันเองได้มาแล้วก็เฉย ดองไว้งั้น ได้หยิบมาดูจริงจังในวันก่อนสอบสัมภาษณ์ Y5 (เพราะเครียด ไม่อยากอ่านหนังสือแล้ว) ดูจบแผ่นแรกแล้วก็รู้สึกอยากดูอีก จนต้องส่ง sms จิกให้เพื่อนเอาแผ่นที่เหลือมาให้ในวันสุดท้ายที่จะได้เจอกัน-ในห้องเรียน

แล้วก็พบว่านี่เป็นเรื่องที่ดี (อีกตามเคย) จริงๆ

-----

เราๆ เองเคยสังเกตเอง คุยกันเองมานานแล้ว ว่างานที่ต้องเสียสละ เสี่ยง แล้วก็หนักอย่างนักการเมืองเนี่ย ถ้าไม่ได้ผลประโยชน์ ใครมันจะมาทำ (วะ?)

คนเขียนบทก็คงเริ่มต้นจากตรงนี้ เลยเขียนเรื่องให้ลูกชายที่ออกจากบ้าน เพราะรับไม่ได้ที่พ่อซึ่งเป็น สส. ไม่ยอมปฏิเสธว่าไม่ได้รับสินบน กลับต้องเป็นผู้ลงสมัครเพื่อสืบทอดและรักษาเก้าอี้ สส. พรรคเซยู แทนผู้เป็นพ่อ และพี่ชายซึ่งจู่ๆ ก็เสียชีวิตกะทันหันในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์

จริงๆ ที่อาซากุระ เคตะ (ทาคุยะ คิมูระ) ยอมสมัคร ก็เพราะปกป้องแม่ ไม่ให้แม่ต้องลงสมัครเองนั่นแหละ

เคตะเป็นครูวัย ๓๕ ออกจากบ้านที่ฟุกุโอกะ ไปเป็นครูประถมอยู่ที่นากาโน่ เพราะไม่วางมาด แถมเป็นกันเองกับเด็ก เลยถูกเด็กๆ ล้อว่าเป็นครูหัวยุ่ง (ก็เคตะเค้าผมหยักศกธรรมชาติ) แต่จากเด็ก ป.๕ นี่แหละ ที่เคตะได้เรียนรู้ แล้วก็หล่อหลอมบุคลิก วิสัยทัศน์ของเขาให้เป็นแบบที่เป็นอยู่

ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งของพ่อ เขาไม่มีความสุขเล้ย คิดดูเหอะ เคยเป็นคนรักสงบ เป็นตัวของตัวเองสูง แต่วันๆ ต้องแต่งสูท ไดร์ผมตรง ออกไปตระเวณทำความรู้จักกับคนโน้นคนนี้ โค้งคำนับแล้วคำนับเล่า แต่ก็ทำไปตามหน้าที่ เพราะหวังว่า ถ้าถึงวันเลือกตั้งแล้วแพ้ คนพวกนี้ก็จะได้หยุดยุ่งกับชีวิตเขา ปล่อยเขาไปตามทางเสียที

แต่ตอนที่หาเสียงงวดเข้ามา ฝ่ายตรงข้ามปล่อยข่าวเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ตอนที่พ่อเขารับสินบน เคตะถูกถามระหว่างกำลังปราศรัยว่าเรื่องที่พ่อของเขาทรยศนั้นเป็นความจริงหรอ

เป็นคุณ คุณกำลังหาเสียง แล้วคุณก็รู้ด้วยว่าพ่อทำหรือไม่ทำ คุณจะตอบยังไง ตอบรับ หรือว่าปฏิเสธ??

-----

เคตะเลือกที่จะเล่าว่า เขาเคยถามพ่อ ว่าพ่อรับเงินจริงหรือ พ่อไม่ตอบ แต่บอกว่า การจะเป็นนักการเมืองต้องแลกมาด้วยอะไรหลายอย่าง

เคตะบอกว่า เขาเกลียดการเมืองนับตั้งแต่บัดนั้น เขาเคยคิดว่า ไม่อยากสมัครเลือกตั้งซ่อมอะไรนี่ แต่ตอนนี้รู้สึกดีใจ ที่ได้ขอโทษแทนพ่อ

แล้วเขาก็ก้มหัวขอโทษแทนพ่อ

เคตะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ที่ยอมก้มหัวขอโทษประชาชนจริงๆ คนแรกที่หลายๆ คนได้เห็น
(อดีตนายกพลัดถิ่นของเราก็ไม่เคยขอโทษเรานะ ใช่ไหม?)

“ผมไม่อยากสอนพวกเด็กๆ ว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมนี้”

ดูสิ อย่างนี้ประชาชนจะไม่เลือกเคตะได้ไง?

-----

มิยาม่า (ฟุกาสึ เอริ) นางเอกของเราเป็นสาวเก่ง เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการคลังมากความสามารถที่ศรัทธาภาพลักษณ์ของนักการเมืองอาชีพ (แบบนี้จะชั่วนะ) จึงมุ่งมั่นเรียนรู้เพื่อที่วันหนึ่งจะได้เป็นนักการเมืองอาชีพบ้าง นอกจากจะถูกส่งมาหาผู้สืบทอดของ สส. ผู้ล่วงลับแล้ว เธอต้องทำหน้าที่ทีมสนับสนุนหาเสียงให้เขา และเมื่อเขาได้รับเลือก เธอก็ต้องมาทำหน้าที่เลขาให้เขาด้วย

เธอไม่เข้าใจเคตะ ผู้ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ว่าทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่ในพรรครอกินข้าวอยู่ แต่ทำไมเคตะกลับมัวแต่เสียเวลาฟังปัญหาของผู้ชายเพี้ยน เจ้าของแมว ๓๕ ตัวที่เก็บมาเลี้ยง ซึ่งกำลังโดนชาวบ้านร้องเรียน

เคตะขอโทษขอโพย แต่ก็บอกว่า เขาได้มาเป็น สส. เพราะคะแนนเสียงที่คนแสนกว่าคนเลือกเขา เมื่อได้เป็น สส. แล้ว บ้านก็มีให้อยู่ หรือแม้แต่รถไฟ หรือเครื่องบิน เขาก็ยังได้ขึ้นฟรี แต่ตอนนี้กลับไม่รู้จะทำอะไรตอบแทนให้สมกับคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก และนี่คือสิ่งที่เขากำลังพยายามทำ

คำพูดของเคตะทำให้มิยาม่าเริ่มปรับโฟกัสของเธอใหม่

-----

ถ้านายกญี่ปุ่นเป็นคนไม่รู้เรื่องการเมืองเลย ประเทศญี่ปุ่นจะชิบหายไปภายใน ๓ เดือนไหม แกนนำคนสำคัญของพรรคเซยูถามแกนนำคนอื่น คนอื่นๆ ตอบว่าไม่มีทาง

อิฉันละเกลียดเสียงหัวเราะของคนพวกนั้นในฉากนั้นจริงๆ ก็พวกเขาเห็นนายกรัฐมนตรีเป็นแค่หุ่นเชิด จะให้ใครเป็นก็ได้ ถ้าเด็กป.๕ เป็นได้ตามกฎหมาย แล้วประชาชนพอใจและยอมรับ พวกเขาคงไม่มายด์ที่จะให้เด็กเป็น เพราะว่าคนที่จะคอยชักใยอยู่เบื้องหลังแท้จริงแล้วคือพวกเขาไงล่ะ

ว่าแล้วอีตาคนนี้ก็วางแผนจะดันให้เคตะ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ และเอ็นดูจากประชาชนและสื่อมวลชนขึ้นเป็นนายก อะไรๆ ก็ดูเข้าล็อคตามแผน เคตะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เพิ่งเป็น สส. สมัยแรก ยังไม่เคยเป็นรัฐมนตรี และมีอายุเพียงแค่ ๓๕ ปี

เขารับตำแหน่งด้วยอุดมการณ์เรืองโรจน์ ว่าจะทำงานหนัก จะเดินไปด้วยกัน และยืนเคียงข้างประชาชน จะมองเห็นสิ่งเดียวกับที่ประชาชนเห็น

แต่ดูเหมือนพวกที่ดันเขาขึ้นมาไม่ได้คิดอย่างนั้น


-----


"Change" ที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอะไร โดยใคร และอย่างไร ถ้ามีโอกาสก็หามาดูกันเองเองนะ แม้ซีรีส์เรื่องนี้จะไม่มีบทพิศวาสหวานแหวว ไม่รีดน้ำตา แต่ไม่เสียเวลาดูหรอก



บันทึก:
• ดูเหมือนทาคูยะ คิมูระ จะได้บทคล้ายๆ เดิมอีกแล้ว ยังไงน่ะหรอ? ก็บทพระเอกอินดี้ เก๋ เท่ แหวกธรรมเนียมแนวทางสามัญ ที่มาพร้อมกับสัญชาตญาณ ความจริงใจ แล้วก็เฮงเรื่องบริวารไง
• ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้ว น่าเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวละคร อาซาคุระ เคตะ มาก
• อายุมากขึ้น แต่ยังหล่อเหมือนเดิมนะ
• ถ้ามีอะไรสักอย่างที่เราต้องเชื่อมั่น สิ่งนั้นควรเป็นความดี เพราะว่าความดีมันคือความคงทน ค่าของมันไม่แปรผันเหมือนอัตราเงินเฟ้อ
• ความดีคืออะไร (อาจมีคนถาม) ความดีคือการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ไม่คดโกงเอารัดเอาเปรียบใคร และแม้จะมีคนประณามว่าเราไม่ใช่มืออาชีพ ก็อย่าได้แคร์ ความเป็นมืออาชีพนั้นมันแล้วแต่การให้ความนิยาม จงเชื่อมั่นในสิ่งที่เราเชื่อมั่น (นั้นคือความดี) แล้วจงเป็นมืออาชีพในสไตล์ของเรา
• ทำไมละครไทยไม่มีงี้มั่งฟระ?





วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The Mist : อย่าเอาพระเจ้ามากล่าวอ้าง

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Horror



ในที่สุดก็ได้ดู The Mist (2007) ที่เพื่อนอุตส่าห์เลือกมาฝากเป็นพิเศษเสียที

หนังมันก็สั้นกระชับดี และสนุกดี (ในแบบที่หนังแนวนี้ควรจะเป็น) แต่ดูไปๆ แล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ดูทำไมวะเนี่ย

มันเป็นหนังที่สร้างจากนิยายของ Stephen King ลำพังแค่ไอเดียของอีตาคนนี้ก็อย่างที่รู้ๆ คือแกสามารถจินตนาการถึงเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทคนอ่านได้สุดขั้วอยู่แล้ว มาเจอผู้กำกับ Frank Darabont ที่มีความสุขในบีบคั้นอารมณ์คนที่เสนอตัวมาเขียนสกรีนเพลย์เองเข้าไปอีก หนังเรื่องนี้มันก็เลยออกมาเป็นหนังที่ดูแล้วไม่เห็นจะมีความสุข มีแต่ความเคร่งเครียด กดดัน แล้วก็หมดอาลัยในเพื่อนมนุษย์ชิบเป๋ง

สตีเฟ่น คิง ชอบเขียนเรื่องให้ตกอยู่ในภาวะคับขันที่บีบบังคับให้มนุษย์แสดงธาตุแท้ออกมา อย่างในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด เริ่มจากพายุใหญ่โหมกระหน่ำทำบ้านพังจนรุ่งขึ้นคนต้องออกมาซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหาซื้อข้าวของจำเป็นกลับไปซ่อมบ้านกับซื้อเสบียงกลับไปตุน

และแล้ว เมืองก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ที่เป็นปริศนาว่ามันมาจากไหน รู้แต่มันไหลมาอย่างเร็ว ปิดทัศนวิสัยทุกอย่างข้างนอกร้าน ซ่อนตัวประหลาดที่ทำร้าย ไล่ต้อนผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตมาบอกข่าวคนข้างในเอาไว้อย่างแนบเนียน

ไอ้ตัวประหลาดนี่มันอะไรเป็นเรื่องน่าสงสัย แต่ไอ้ที่ไม่ต้องสงสัยคือ มันจะเอาชีวิตคน อย่าได้ออกไปให้มันจับได้เชียวแหละ

หลายชีวิตที่หลบอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตดูจะปลอดภัย แต่จริงๆ โดนมอนสเตอร์ฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วตายไปเลยอาจจะยังดีกว่าบ้าตายเพราะเจ๊คลั่งศาสนาคนนั้น ที่เอาแต่พร่ำบอกว่า นี่แหละพระเจ้าลงโทษแล้ว เพราะว่าพวกเธอน่ะ หยิ่งยโส เพิกเฉยไม่นำพา ไม่เข้าหาพระเจ้า ฯลฯลฯลฯลฯ

ความคับขันบีบคั้นให้เกิดความเครียดและความกลัว งานนี้ถ้าสติหลุด ใครๆ ก็บ้าได้ทั้งนั้น

อยู่ข้างในมีอาหาร แต่ไม่มีอนาคต ออกไปข้างนอกดูมีอนาคตมากกว่า แต่ก็ต้องเสี่ยง เพราะไม่รู้จะมีภัยอะไรซ่อนอยู่ในหมอกบ้าง ติดอยู่อย่างนั้น ๒ วัน สัญชาตญาณไม่ชอบถูกกักขัง กอปรกับบทสดุดีีพระเจ้า (ตลอดเวลา) ทำให้เริ่มทนไม่ไหว จึงคิดหนี แต่พี่พระเอกก็ต้องตัดสินใจให้ดี ไม่ได้มีแค่ลำพังชีวิตตัวเอง แต่ยังมีลูก และคนอื่นๆ อีก

แล้วก็ออกมาโดยไม่มีเสบียงและไม่มีแผน มีแค่น้ำมันเต็มถังกับปืนกระบอก ลูกปืน ๔ นัด

อยากรู้เหมือนกัน ถ้าในซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นมีพุทธศาสนิกชนสัก ๒ คน เรื่องจะเป็นไง หรือถ้าตัวเอกเป็นพุทธ จะมีสติยังคิดมากกว่านี้ไหม ตอนจบ จะพูดอะไรเก๋กว่าการกล่าวโทษว่า “พระเจ้าเกลียดเรา” หรือเปล่า


เพราะเท่าที่เห็น เรื่องนี้เป็นเรื่องของมนุษย์ล้วนๆ
พระเจ้าท่านไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเล้ย



บันทึก :
• หนังแผ่นนี้คุณภาพดีมาก เล่นด้วยเครื่องเล่นห่วยๆ (ที่คิดว่าพังไปแล้ว) กับทีวี ๑๔ นิ้วรุ่นเก๋ายังชัดแจ๋วไม่มีกระตุก..คุณภาพเขาสมราคาจริง
• แล้วที่เขียนไว้บนแพ็คเกจว่าเป็นแผ่น Blu-ray น่ะจริงหรอ หรือแผ่น Blu-ray จากเมืองจีนเล่นกะเครื่องเล่นดีวีดีจีนได้ ว่างั้น?
• จะบอกว่าไม่ได้หืออือกะพล็อตของสตีเฟ่นคิงเท่าไหร่หรอก อ่านมาหลายเรื่องก็ค่อนข้างจะคุ้น สิ่งที่น่าประทับใจคือวิธีการเล่าเรื่องด้วยการ hand held หรือถือกล้องเอาแบบนี้ คือมุมมันเหมือนตาคนน่ะ กดดันดี
• แล้วไอ้ความเงียบนั่นอีก คือเวลาหมอกลงจัดๆ มันก็ดูสงบและสงัดอยู่แล้ว ผู้กำกับดันจงใจปล่อยให้เงียบอีก ไอ้เราดูไปก็ใจเต้นตึกตัก-ตึกตักสิ
• เอาเป็นว่า ใครชอบหนังแนวนี้แล้วยังไม่ได้ดูก็หามาดูเหอะ ดูแล้วคงสะใจคุณน่ะ
• อ้อ ขอเขียนถึงเจ๊ Carmody จอมเพี้ยน (Marcia Gay Harden) หน่อย อารัยจะแสดงเก่งขนาดนี้วะ ดูไปยังนึกว่าเจ๊เพี้ยนจริง ดูๆ ไปยังคิดว่าว่าตัวหายนะตัวจริงอยู่ไม่ได้อยู่ข้างนอกนั่นซะหน่อย
• ในรายชื่อหนัง recommend ที่จะแลกกันดูกับหวานใจ อยากรู้ว่าเพื่อนจะใส่หนังเรื่องนี้ลงไปไหม ได้ข่าวว่าปลื้มอยู่มิใช่น้อย


Hula Girls : เต้น! เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ใกล้สอบแล้ว อาทิตย์นี้ตั้งใจจะทบทวนบทเรียน แต่ก็เฉไฉไปเปิดหนังดู (ตามเคย)
ทีนี้เลยได้ทบทวนด้วย (นิดหน่อยก็ยังดี) สนุก แล้วก็มีน้ำตาไหลประกอบอีกตามเคย

Hula Girls ฉายในปี 2006 แต่เล่าเรื่องราวในปี 1965 หรือ 41 ปีก่อนหน้านั้น ในเมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งตั้งอยู่หุบเขาที่มีอากาศหนาวซึมเซาหม่นมัวตลอดปี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คนเมืองนั้นเขามีอาชีพการงานหลักอยู่ในเหมืองถ่านหินที่กำลังจะปิดตัวเพราะเริ่มมีการใช้น้ำมันมาแทนที่ ทำให้คนงานเกือบสองพันคนต้องตกงาน..แล้วเขาจะทำไงกัน พื้นที่เกษตรก็ไม่มี ประมงก็ไม่ได้ จะค้าขายหรือเส้นทางคมนาคมก็ไม่สะดวก เห็นว่าแม้แต่รถบัสยังไม่มีผ่าน จะขึ้นรถไฟก็อาจต้องไปขึ้นที่เมืองใกล้ๆ

ทางออกก็เลยเป็นโครงการ “โจบัง ฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์” ที่จะเนรมิตความอบอุ่นและสดใสของฮาวายมาไว้แถบนั้น เพื่อดึงดูดให้มีรายได้การท่องเที่ยว และการจ้างงานเกิดขึ้น

แต่ว่า ด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนเมืองนี้ที่เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ทำงานในเหมือง พอโตก็ต้องไปทำงานในเหมือง พอมีครอบครัว ก็ยังคงเป็นครอบครัวทำงานเหมืองต่อไป คณะเต้นฮูล่าจึงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากมีสาวๆ สนใจน้อยแล้ว แรกๆ น้องๆ เค้ายังอ่อนใจ เพราะเป็นการเต้นที่ใช้เทคนิคใหม่ ซึ่ง..ไม่สามารถ

จนได้เห็นครูสาวเปรี้ยวและมีปัญหาจากโตเกียวซ้อมเต้นหน้ากระจกนั่นแหละ น้องๆ ถึงมีแรงฮึด อยากจะเต้นเป็นบ้าง แต่แม้จะมีความพยายามแล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

ตอนที่แม่น้องนางเอกมาจิกตัวลูกสาวกลับบ้าน เธอประกาศว่า..คนเมืองนี้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน ช่วยสามีทำงานหาเงิน ไม่ใช่ออกมาเต้นแหกแข้งแหกขา ยั่วยวนผู้ชาย..

ไม่คิดว่าคุณครูจะสวนกลับไปว่า ..เพราะคิดอย่างคุณป้า ผู้ชายถึงยังไม่หยุดดูถูกผู้หญิงอย่างนี้ไง..

ใช่แล้ว ฮูล่าเกิร์ลไม่ได้เป็นแค่หนังดูสนุกๆ แต่เป็นหนังผู้ใหญ่ที่ถามถึงความฝัน ถามถึงความกล้าหาญที่จะเลือกทำ (งาน) ในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความสุข โดยเฉพาะถ้ามันเป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ถามถือการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง เคารพในความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ดีของผู้อื่น และการรู้จักยอมรับเมื่อเขาคนนี้พิสูจน์ให้เห็น

แม่น้องนางเอกพูดกับผู้นำสหภาพแรงงานเหมืองในครั้งที่ออกไปขอยืมเตาถ่านหิน เพื่อเอาไปจุดให้ความร้อนกับต้นปาล์มจากไต้หวันที่ขนมาปลูกสร้างบรรยากาศฮาวาย ไม่ให้พวกมันสลดตายเพราะความหนาวเย็นไปเสียก่อนที่ท่อน้ำอุ่นจะส่งน้ำมาได้ ว่า

..เมื่อก่อนฉันคิดว่างานคือการทำงานในหลุมมืดๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นหรือตาย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าการทำงานโดยการเต้นให้ความสุขกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เด็กพวกนั้น..พวกแกจะสร้างโลกใหม่ด้วยรอยยิ้มได้..

สาวๆ ฮูล่าทำให้เห็นแล้ว ด้วยการเต้นที่พวกเธอรัก พวกเธอช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมๆ กับที่ทำให้ตัวเองและผู้ชมมีความสุข

และบางทีอาจเป็นความเพียรพยายาม และความสุขที่ฉายออกมาผ่านยิ้มและประกายตาของพวกเธอนี่แหละ ที่สร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดขึ้นในใจคนดู



บันทึก:
• คนญี่ปุ่นนี่ถนัดทำหนังเรียกแรงบันดาลใจ+ความสามัคคีของเด็กผู้หญิงเสียจริง ดูฮูล่าเกิร์ลจบแล้วคิดถึงสวิงเกิร์ลทันที
• ฉากเมืองเหมืองถ่านหินทำให้นึกถึงช่วงแฟลชแบ็คในหนังโตเกียวทาวเวอร์ เมืองบ้านเกิดของแม่ไง จำได้ไหม?
• พี่ชายน้องนางเอกก้น (เปลือย) สวยจัง
• ชอบท่าเต้นของมาโดกะเซนเซที่บอกว่า “ฉันมีความรักให้คุณ” จัง
• “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อสุภาษิตนี้
• ไม่รู้มีใครดูแล้วรู้สึกว่าหนังถูกตัดไหม เหมือนมันเล่าข้ามเป็นช่วงๆ อะ หยั่งตอนก่อนน้องขึ้นเวทีแกรนด์โอเพนนิ่ง มีฉากพี่ชายจะนั่งรถรางเข้าเหมือน แล้วไงต่ออะ? หรือแค่จะบอกว่า ‘แต่ละคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี’ แค่นี้
• ดูแล้วอยากไปเข้าคลาสเบลลี่แดนซ์จัง อิ อิ


วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

5x2 (cinq fois deux) : หนังเรียกน้ำตา

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



และแล้ว François Ozon ผู้กำกับ Swimming Pool ก็ทำร้ายหัวใจสาวโสดที่ยัง(แอบ)มีความฝันซึ่งดิสนีย์ยัดเยียดมาให้ตั้งแต่จำความได้ ที่ว่า..แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ครองรักกันตลอดไป


ก็รู้นะว่าชีวิตจริงมันไม่ได้จบอย่างนั้นเสมอไป แต่..ต้องทำกันขนาดนี้เลยหรอ?


เปล่าหรอก 5x2 (2004) ไม่ได้เฆี่ยนตีหัวใจคนดูด้วยแส้หนัง ไม่ใช่ทั้งก้านมะยม
ไม่ได้ใช้ไดอาลอกรุนแรงสะเทือนหัวใจคนดู ไม่ใช่ทั้งภาพการใช้กำลังทำร้ายกัน

เขา่แค่เล่าเรื่องของคู่รักคู่นึงที่ไปไม่รอด

เล่าง่ายๆ เริ่มจากตอนจบ ไล่ไปจนจุดเริ่มต้น


ที่มันเรียกน้ำตาได้มากนัก คงเป็นเพราะหนังมันค่อยๆ พาเราออกจากความทุกข์ ไปจบเอาตอนเริ่มต้นอันแสนสุขนี่ละมั้ง?








บันทึก:
-ด้วยความเคารพรายละเอียด(ม้าก-มาย)ในชีวิตสมรส อิฉันไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการหย่า แต่คิดว่าถ้ายังอยู่ด้วยกันแล้วปวดใจมากจนหาความสุข ความสงบไม่เจอ ก็หย่าแล้วแยกกันไปเถอะ ในทางกลับกันถ้าความสุขยังพอหาได้ ลองปรับปรุงความสัมพันธ์ดูก่อนก็ดี
-ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่คิดถึงตอนเริ่มต้นของคุณกับคนรักที่จบความสัมพันธ์กันไปแล้วเลยละก็
...แปลว่าคุณลืมได้แล้วจริงๆ
-ผู้กำกับใจร้ายมาก เรื่องนี้เขาเขียนบทคู่กับ Emmanuèle Bernheim
-นางเอก Valeria Bruni Tedeschi ได้ Best Actress จาก 2004 Venice Film Festival
-เป็นหนังฝรั่งเศส ที่ฝรั่งเศ้ส ฝรั่งเศส ผู้กำกับแอบถามท้าคนดูอีกตามเคย-ใช้ชีวิตคู่กันแล้วทำไมต้องซื่อสัตย์?
-อยากได้ OST
-กราบขอบคุณสปอนเซอร์คนสวย ขอโทษที่ดองนาน จะส่งคืนในเร็ววันนี้ฮะ



(-ทำไมเราต้องเลือกหนังเรื่องนี้มาดูก่อนไปงานแต่งด้วยวะ?)



วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Engine : ชีวิตคือการต่อสู้

Rating:★★★★★
Category:Other


Engine (2005) เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักแข่งรถ F3000 ที่ผิดหวังจากการทำงานที่อิตาลี บ่ายหน้ากลับมาบ้านในโตเกียว ซึ่งกลายสภาพเป็นบ้านเด็กกำพร้าไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรนเพื่อให้ได้ขับรถแข่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น บรรดาเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านก็ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของตัวเองไปพร้อมกัน

'ชีวิตคือการต่อสู้'

Engine บอกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีปัญหาของตัวเอง
และทุกคนต้องต่อสู้เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ในสนามแข่งขันแห่งชีวิตของตัวเอง จะชนะได้ไม่ใช่แค่ต้องเฮง ตัวใหญ่ รูปร่างได้เปรียบ แต่ต้องกล้าหาญ มุ่งมั่นอยากชนะ ถ้าจะให้ดีต้องมีกำลังใจจากคนรอบข้าง (โดยเฉพาะคนที่ตัวเองรัก) ด้วย

เป็นแนวคิด (แบบญี่ปุ่น?) ที่แจ่มแจ๋วมาก สำหรับคนในโลกที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะโอ๋ โอบอุ้มประคับประคอง ช่วยเด็กๆ ทำ (ไปเสียทุกเรื่อง) อย่างอิฉัน

ซีรีส์เรื่องนี้มาถึงมือหลังการพูดคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัวถึงซีรีส์ Change ที่เพิ่งลาจอทีวีไทยไป ใช่แล้ว ดารานำใน Engine คือคนเดียวกันที่แสดงเป็นนายกมือใหม่ในเวทีการเมืองคนนั้น แต่บุคลิกในสองเรื่องนี้ต่างกันมากเชียวแหละ

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวละคร Jiro Kanzaki (Takuya Kimura) นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เท่แบบแบดบอย (สเปค) อันได้แก่ ผมยุ่ง ผิวสีกร้านแดด สบถเป็นนิสัย ไร้หางเสียง จะกินจะนอนสุดเป็นธรรมชาติ (อีกนัยคือมูมมาม) แล้ว ยังเป็นทัศนคติ และวิธีเทคแคร์เด็กของเขา

จิโร่ไม่เคยมองเด็กว่า ‘เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก อย่าสอดตอนผู้ใหญ่พูด’ หรือ ‘เขายังเป็นเด็กอยู่ เขาทำไม่ได้หรอก’ หรืออะไรอย่างนั้น อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็น แต่จิโร่เป็นผู้ใหญ่ที่ respect เด็ก เช่นเดียวกับที่เขา respect ผู้ใหญ่ จะเรียกว่าให้เกียรติเด็กก็ได้ (แต่ใช้คำนี้คงไม่เข้ากับบุคลิกของจิโร่) เขาเล่นกับเด็กแบบที่เด็กจะเล่นกับเด็ก ฟังเด็กพูด เถียงกับเด็ก และลุ้นให้เด็กตัดสินใจเอง แล้วยืนกราน บอกผู้ใหญ่อย่างที่เขาต้องการ

เด็กๆ ในบ้านรักจิโร่ หัวบันไดห้องใต้หลังคาของจิโร่-ถ้ามี-มันคงเป็นบริเวณที่ไม่เคยแห้ง เพราะใครๆ ก็อยากจะมาหาจิโร่ บางที ได้แค่ยั่วเย้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว จิโร่กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน เราพบว่าบ่อยไปที่จิโร่ได้แรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองจากเด็ก

อิฉันว่า ผู้ใหญ่อย่างเราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย จากการดูซีรีส์เรื่องนี้

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ส่วนตัว ผู้ให้ยืมซีรีส์ชุดนี้มาให้ฝึกฟังมา ณ ที่นี่
ซีรีส์สนุกมาก ได้ผลมาก (เรื่องการฟังภาษาระดับเป็นกันเอง) และได้น้ำตาไหลไปหลายรอบ
ประทับใจกับความรักที่ผู้ใหญ่และเด็กมีต่อกัน

อ้อ ..ความรักของหนุ่มสาวด้วยจ้ะ



บันทึก:
• ตอนผู้ชายอุ้มเด็กนี่ ดูดีจัง
• ซีรีส์เรื่องนี้จัดแสงสวย แล้วก็ภาพสวย ยังกะหนังแน่ะ
• ผู้ใหญ่ดูแล้วจะได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องปฏิบัติตัวกับเด็กใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักพูดกับเขา เพราะว่าแม้จะเป็นเด็กกำพร้าอายุแค่ ๕ ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น 'เด็กน่าสงสาร' ทุกคนไป
• จิโร่สอนว่า จะเข้าใจและเข้าถึงเด็ก ไม่เห็นต้องเข้าใจทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับเด็ก แค่รื้อฟื้นความรู้สึกที่ตัวเองเคยรู้สึกเมื่อก่อนเป็นเด็ก ก็จะเข้าใจเด็กได้ไม่ยาก
• กว่าโค้ชจะยอมให้จิโร่ขับรถแข่ง โค้ชทดสอบจิโร่ได้โหดมาก แต่สิ่งที่โค้ชสอนจิโร่น่ะ โคตรจะสำคัญเลย โค้ชให้จิโร่ขับรถแข่งอีกครั้ง เพียงเพราะว่าจิโร่ ‘ได้เรียนรู้ที่จะขับรถให้คนอื่นนั่งแล้ว’
• Koyuki หรือคุณนางเอกนั่น หน้าตาสวยแบบญี่ปุ่น แต่หุ่นอินเตอร์มาก และเขาก็เจ๋งมากนะ ที่ไม่ให้คุณนางเอกขาสวยนุ่งสั้น โชว์ขานอกบทเลย (เธอเล่นเป็นเซนเซนี่นา)
• สำหรับน้อง Ueno Juri หรือน้องโนดาเมะ (ชอบน้องมาตั้งตะ Swing Girl-2004 ละ) ในเรื่องเธอเล่นที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เลยต้องมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า อยากบอกว่าประทับใจความสามารถของน้องมาก น้องเล่นเรื่องนี้ได้แบบเราลืมโนดาเมะไปเลย (น้องเค้าเล่นซีรีส์โนดาเมะปี 2006 ทีหลัง Engine จ้ะ)
• ซีรีส์ญี่ปุ่นนี่ ช่างเขียนบทได้ดีจริง คนเล่นก็เล่นสมจริง จะฉาก จะไฟ จะเมคอัพ อะไรก็ดี เนียนไปหมด (พูดแบบนี้จะมีคนด่าไหมว่าเป็นคนไทยทำไมไม่ดูละครไทย :-P)