แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เผื่อจะเป็นแก้วตาดวงใจของใครบางคน




ฉันเคยรู้สึกขมขื่นใจเมื่อเห็น แต่ช่วยอะไรไม่ได้
วันนี้พบข้อมูลน่าสนใจใน facebook จึงถือวิสาสะนำมาบอกต่อใน multiply
ช่วยกันเถอะ ช่วยกัน
เพราะเด็กที่เห็นนั่งอยู่ริมถนนนั้นคู่ควรจะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีอนาคตที่ดีกว่านี้
ที่สำคัญคือ เขาอาจจะเป็นแก้วตาดวงใจของใครบางคนที่คุณรู้จักก็ได้


---------------------------------------------------------------------------------------------------------
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน ขอแนะนำวิธีการแจ้งเบาะแสการพบเห็นเด็กขอทานอย่างง่ายๆ ดังนี้
- พบเด็กขอทานจำนวนกี่คน / อายุประมาณเท่าไหร่ / มีบาดแผลหรือตำหนิตามร่างกายหรือไม่ พบเด็กขอทานอยู่บริเวณใด
- มีผู้ใหญ่นั่งอยู่กับเด็กด้วยหรือเด็กนั่งขอคนเดียว
- ความถี่ในการพบ เช่น ทุกวัน / นานๆครั้ง หรือพบครั้งแรก
- หากสะดวกถ่ายภาพให้ถ่ายเก็บไว้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเด็กคนดังกล่าว
- สุดท้ายให้แจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อกลับไว้ เพื่อสะดวกในการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
<<<<< ทุกข้อมูลของคุณสามารถช่วยเหลือเด็กขอทานได้ พบเด็กขอทานโทร.02-941-4194 หรือศูนย์ประชาบดีโทร.1300

(ข้อมูลจาก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150251891755009&set=a.142611775008.113754.135097415008&type=1&theater )

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กๆ กับวิทยาศาสตร์


มีกล้ามเนื้อที่ใช้บังคับลูกกะตาตั้ง...กี่มัดนะ


เสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553
ติดสอยห้อยตามป้าไปงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่ไบเทค บางนา
เด็กเยอะ ท่าทางจะสนุกดี ผู้ใหญ่ก็สนุก แต่เล่นเอากะปลกกะเปลี้ยจนไปหลับคา Inception ในเวลาต่อมาทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

ลูกน้อยของจินนี่





ไม่อยากเก็บไว้ดูคนเดียว
เลยแบ่งให้แกสองคนชมบ้าง
๒ รูปนี้จินนี่น้อยส่ง mms มามะวาน

เด็กน้อยโตไวจริง สามเดือนกว่าๆ ตัวอ้วนปั้ก
สงสัยเพราะนมแม่

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พ่อแม่ช่วยกันปั้น





หวัดดีน้องปั้น

หนูเกิดเวลา ๒๓.๒๐ น. คืนวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนาคม ๒๕๕๒ ก่อนกำหนดเดิมของหนู คือวันที่ ๗ เดือน ๗ ตั้ง ๒ สัปดาห์
มาพร้อมน้ำหนัก ๓,๐๐๐ กรัม น้าดูแล้วก็คิดว่าหนูตัวใหญ่ไม่ใช่เล่นเลย
(เกิดมาก็ตัวตึงเปรี๊ยะเชียวลูก) ..แต่หนูรู้อะไรไหม แม่จินนี่น้อยของหนูเขาคลอดหนูเองเลยนะ
แล้วเขาก็ได้แต่เล่าซ้ำๆ อย่างภาคภูมิใจให้น้าฟังว่า "เป็นอะไรที่เจ็บปวดทรมานมาก"
(หนูนึกออกไหมว่าแม่เค้ากำลังทำหน้ายังไง-อิ อิ)

พ่ออาร์ตกะแม่จินตั้งชื่อหนูว่า "ปั้น" น้าว่าน้าเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
ชื่อจริงหนูเท่มาก แม่เขาให้หนูชื่อว่า "นฤทธิ์" ฟังดูแมน+แรงดีนะ น้าว่า

ตอนอายุยังไม่เต็มวันนี่ตัวหนูเป็นสีส้มเหมือนแซลมอนรมควัน (น้ากำลังหิว) เวลาหนูร้องหน้าหนูดูแดงแป๊ดขึ้นมาเชียว

แม่หนูบอกน้ำนมยังไม่ไหล
แต่หนูขยันดูดมากๆ น้าว่าเดี๋ยวนมอุ่นๆ คงจะไหลมาเทมาให้หนูได้ดูดจนอิ่มอย่างแน่นอน

สู้ต่อไปนะ น้องปั้น!


หมายเหตุ:
-ชมภาพน้องปั้นตอนอยู่ในท้องแม่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/229/229
-พ่อหนูหน้าตาดีจริงๆ นะ http://mandymois.multiply.com/photos/album/473/473


วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Engine : ชีวิตคือการต่อสู้

Rating:★★★★★
Category:Other


Engine (2005) เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักแข่งรถ F3000 ที่ผิดหวังจากการทำงานที่อิตาลี บ่ายหน้ากลับมาบ้านในโตเกียว ซึ่งกลายสภาพเป็นบ้านเด็กกำพร้าไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรนเพื่อให้ได้ขับรถแข่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น บรรดาเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านก็ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของตัวเองไปพร้อมกัน

'ชีวิตคือการต่อสู้'

Engine บอกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีปัญหาของตัวเอง
และทุกคนต้องต่อสู้เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ในสนามแข่งขันแห่งชีวิตของตัวเอง จะชนะได้ไม่ใช่แค่ต้องเฮง ตัวใหญ่ รูปร่างได้เปรียบ แต่ต้องกล้าหาญ มุ่งมั่นอยากชนะ ถ้าจะให้ดีต้องมีกำลังใจจากคนรอบข้าง (โดยเฉพาะคนที่ตัวเองรัก) ด้วย

เป็นแนวคิด (แบบญี่ปุ่น?) ที่แจ่มแจ๋วมาก สำหรับคนในโลกที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะโอ๋ โอบอุ้มประคับประคอง ช่วยเด็กๆ ทำ (ไปเสียทุกเรื่อง) อย่างอิฉัน

ซีรีส์เรื่องนี้มาถึงมือหลังการพูดคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัวถึงซีรีส์ Change ที่เพิ่งลาจอทีวีไทยไป ใช่แล้ว ดารานำใน Engine คือคนเดียวกันที่แสดงเป็นนายกมือใหม่ในเวทีการเมืองคนนั้น แต่บุคลิกในสองเรื่องนี้ต่างกันมากเชียวแหละ

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวละคร Jiro Kanzaki (Takuya Kimura) นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เท่แบบแบดบอย (สเปค) อันได้แก่ ผมยุ่ง ผิวสีกร้านแดด สบถเป็นนิสัย ไร้หางเสียง จะกินจะนอนสุดเป็นธรรมชาติ (อีกนัยคือมูมมาม) แล้ว ยังเป็นทัศนคติ และวิธีเทคแคร์เด็กของเขา

จิโร่ไม่เคยมองเด็กว่า ‘เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก อย่าสอดตอนผู้ใหญ่พูด’ หรือ ‘เขายังเป็นเด็กอยู่ เขาทำไม่ได้หรอก’ หรืออะไรอย่างนั้น อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็น แต่จิโร่เป็นผู้ใหญ่ที่ respect เด็ก เช่นเดียวกับที่เขา respect ผู้ใหญ่ จะเรียกว่าให้เกียรติเด็กก็ได้ (แต่ใช้คำนี้คงไม่เข้ากับบุคลิกของจิโร่) เขาเล่นกับเด็กแบบที่เด็กจะเล่นกับเด็ก ฟังเด็กพูด เถียงกับเด็ก และลุ้นให้เด็กตัดสินใจเอง แล้วยืนกราน บอกผู้ใหญ่อย่างที่เขาต้องการ

เด็กๆ ในบ้านรักจิโร่ หัวบันไดห้องใต้หลังคาของจิโร่-ถ้ามี-มันคงเป็นบริเวณที่ไม่เคยแห้ง เพราะใครๆ ก็อยากจะมาหาจิโร่ บางที ได้แค่ยั่วเย้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว จิโร่กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน เราพบว่าบ่อยไปที่จิโร่ได้แรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองจากเด็ก

อิฉันว่า ผู้ใหญ่อย่างเราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย จากการดูซีรีส์เรื่องนี้

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ส่วนตัว ผู้ให้ยืมซีรีส์ชุดนี้มาให้ฝึกฟังมา ณ ที่นี่
ซีรีส์สนุกมาก ได้ผลมาก (เรื่องการฟังภาษาระดับเป็นกันเอง) และได้น้ำตาไหลไปหลายรอบ
ประทับใจกับความรักที่ผู้ใหญ่และเด็กมีต่อกัน

อ้อ ..ความรักของหนุ่มสาวด้วยจ้ะ



บันทึก:
• ตอนผู้ชายอุ้มเด็กนี่ ดูดีจัง
• ซีรีส์เรื่องนี้จัดแสงสวย แล้วก็ภาพสวย ยังกะหนังแน่ะ
• ผู้ใหญ่ดูแล้วจะได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องปฏิบัติตัวกับเด็กใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักพูดกับเขา เพราะว่าแม้จะเป็นเด็กกำพร้าอายุแค่ ๕ ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น 'เด็กน่าสงสาร' ทุกคนไป
• จิโร่สอนว่า จะเข้าใจและเข้าถึงเด็ก ไม่เห็นต้องเข้าใจทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับเด็ก แค่รื้อฟื้นความรู้สึกที่ตัวเองเคยรู้สึกเมื่อก่อนเป็นเด็ก ก็จะเข้าใจเด็กได้ไม่ยาก
• กว่าโค้ชจะยอมให้จิโร่ขับรถแข่ง โค้ชทดสอบจิโร่ได้โหดมาก แต่สิ่งที่โค้ชสอนจิโร่น่ะ โคตรจะสำคัญเลย โค้ชให้จิโร่ขับรถแข่งอีกครั้ง เพียงเพราะว่าจิโร่ ‘ได้เรียนรู้ที่จะขับรถให้คนอื่นนั่งแล้ว’
• Koyuki หรือคุณนางเอกนั่น หน้าตาสวยแบบญี่ปุ่น แต่หุ่นอินเตอร์มาก และเขาก็เจ๋งมากนะ ที่ไม่ให้คุณนางเอกขาสวยนุ่งสั้น โชว์ขานอกบทเลย (เธอเล่นเป็นเซนเซนี่นา)
• สำหรับน้อง Ueno Juri หรือน้องโนดาเมะ (ชอบน้องมาตั้งตะ Swing Girl-2004 ละ) ในเรื่องเธอเล่นที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เลยต้องมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า อยากบอกว่าประทับใจความสามารถของน้องมาก น้องเล่นเรื่องนี้ได้แบบเราลืมโนดาเมะไปเลย (น้องเค้าเล่นซีรีส์โนดาเมะปี 2006 ทีหลัง Engine จ้ะ)
• ซีรีส์ญี่ปุ่นนี่ ช่างเขียนบทได้ดีจริง คนเล่นก็เล่นสมจริง จะฉาก จะไฟ จะเมคอัพ อะไรก็ดี เนียนไปหมด (พูดแบบนี้จะมีคนด่าไหมว่าเป็นคนไทยทำไมไม่ดูละครไทย :-P)




วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Ponyo on Cliff by the Sea : ความสุขใสๆ ของผู้ใหญ่

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Animation

เืดือนนึงมานี้ได้อานิเมะของสตูดิโอ "จิบุริ" (Ghibli) มาไวู้่ในครอบครองหลายเรื่อง
โดยการนำมาฝากจากปกรณ์ผู้ไปเยือนแม่สาย (อิ-อิ) แล้วได้คัดสรรเฉพาะเรื่องที่มีซับไทยมาฝากอิฉันตามออร์เดอร์ (จริงๆ แล้วมันเป็นไรที่จ๊าบมากเพราะมีซับญี่ปุ่นด้วย!...โอ้นี่แหละหนอ หนังแม่สาย)

อันที่จริงอยากฝากซื้อ แต่เนื่องด้วยมันไม่แพงมาก เพื่อนจึงซื้อมาฝากซะงั้น แถมไปทำการส่งมอบกันที่หลวงพระบาง แล้วรับถือให้ต่อ มามอบให้จริงๆ บนแท็กซี่ที่ออกจากสุวรรณภูมิโน่น

ขอบคุณนะ ปกรณ์



..ทว่า ปองโย ซึ่งเป็นอานิเมะเรื่องใหม่จากสตูดิโอจิบุริ ไม่ได้มาจากแม่สาย แต่ถูกส่งมาจากเซ็นทรัลบางนา ด้วยความอนุเคราะห์ของเอ็มโม่ เพื่อนวารสารที่ตั้งแต่สมัยเรียนก็เพิ่งได้เวียนว่ายกลับมาทำความรู้จักจิ๊จ๊ะกันเมื่อเร็วๆ ในมัลติพลาย (^_^)

ตอนแรกกะว่าจะเปิดดูไล่ตามลำดับ คือดูพวกโทโทโร ยามาดะ ปอมโปโกะ ก่อน แล้วค่อยเป็นปองโย คิดว่าจะเปิดดูปองโยแว้บๆ ว่าหนังเป็นยังไง
แต่กลายเป็นว่าเปิดแล้วไม่อยากปิด ..และดูไปจนจบ จึงเข้านอน


ตื่นเช้า (จริงๆ คือสาย) ขึ้นมา แม้จะโทรมเพราะนอนดึก แต่ยังอิ่มสุขอยู่เล็กๆ กับเรื่องที่ได้ดูก่อนนอน

ปองโยคือเงือกน้อย (หน้าตาน่าเอ็นดู๊ ..ไม่ได้สวยเซ็กซี่เหมือนเจ้าหญิงเอเรียลของดิสนีย์) แสนซน ที่แอบเกาะหลังแมงกระพรุนขึ้นมาเที่ยวบนผิวน้ำ ได้มาเจอกับโซสุเกะ เด็กชายวัย ๕ ขวบ ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ชื่อลิซ่า คุณแม่ยังสาว ใจร้อน เจ้าของบุคลิกเท่ๆ หุนหัน ปึึงปัง ขับรถซิ่งเหมือนผู้ชาย แต่ดูแลลูกดี๊-ดี ตามมาตรฐานคุณแม่ญี่ปุ่น ที่พ่อไม่อยู่เพราะว่าพ่อไปออกเรือในทะเล แล้วพ่อแม่คู่นี้เค้าคุยกันทางสัญญาณไฟกะพริบเป็นโค้ด คนนึงอยู่บนเรือ อีกคนอยู่ที่บ้าน (เจ๋งโคตร)


ที่ของเงือกคือใต้ทะเล พ่อของปองโยเลยมาพา (จริงๆ คือ จับ) กลับไป แต่ปองโยตัดสินใจแล้ว อยากมีขาเหมือนโซสุเกะ (แถมประกาศว่าชอบโซสุเกะด้วย) ก็เลยหนีกลับมาอีก
สร้างความปั่นป่วนขนานใหญ่ (มากกก) ให้เกิดขึ้น

ตอนนี้เองเองที่ทั้งสวยทั้งสนุก

จากนั้นเหตุการณ์ก็ค่อยๆ คลี่คลาย แล้วก็จบลงอย่างไม่ทำร้ายใจเด็ก


เป็นหนังการ์ตูนที่วาดสวยมาก เพลินมาก ฟังง่าย (ใช้เรียนภาษาได้-เสียอย่างเดียวมีแต่ซับไทย)
แล้วก็สอนเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเด็กอย่างเนียนที่สุด

ดูแล้วมีความสุขอะ




บันทึก:
-ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะเชื่อว่า ถ้าเงือกขึ้นฝั่งจะเกิดสึนามินะ
-คุยกับโม่ว่าดูเหมือนชาวญี่ปุ่นจะเชื่อว่าเงือกมีจริง โม่บอก "เราเคยเห็นรูปข่าวซากเงือกในญี่ปุ่น (อันเดียวกับในเว็บนี้)
เราไม่ได้ตามข่าวต่อว่าเค้าค้นข้อมูลต่อกันยังไง จริงเท็จแค่ไหน :0"
แล้วก็ให้ link มาอันนึงคืออันนี้ (น่ากลัวหน่อยนะ)
http://www.pinktentacle.com/2006/08/mermaid-mummies/
-แต่พอเราไปถามเซนเซญี่ปุ่น ว่าคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเงือกมีจริงหรอ เซนเซบอก "ไม่มีนะ"
-ตอนปองโยวิ่งอยู่บนหลังปลาน่ะ น่ารักมากก็จริง แต่ชอบใจฉากที่เค้าอมช้อนชงชาน้ำผึ้งครั้งแรกมากกว่า
-ชอบเพลงไตเติลจังเลย การ์ตูนตอนนี้ก็สวย เล่าเรื่องได้ดีจัง
-ของเล่นเด็กญี่ปุ่นน่าทึ่งมาก เค้านำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นเลยอะ
-ขอบคุณมากเลยโม่ ความสุขใสๆ หาง่ายนิดเดียว (แค่มีเพื่อนดีๆ)
-จากหน้านี้ http://iamtrip.multiply.com/journal/item/44/ponyo_on_the_cliff_by_the_sea ดูเหมือนมีคนตามหาเจ้าของหนัง ปองโย เพื่อจะขอยืมดูอยู่ ๒ คน (ตัวเลข ณ ตอนที่ลงมือเขียนรีวิวนี่) โม่จะว่าไงจ๊ะ?




(แถมให้ เนื่องจากความสงสัยว่า จิบ-ลี (ตอนแรกอ่านงี้) จริงๆ อ่านว่าไร ก็ไปถามเซนเซ)
(เห็นเซนเซเรียก จิ-บุ-ริ ถามว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นไหม เซนเซบอกไม่ใช่ แต่เป็นภาษาอะไร เซนเซก็ไม่ทราบ-เซนเซคนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้วอะนะ ถ้าเป็นเซนเซเด็กๆ อาจจะรู้)
(เสริมซังเลยช่วยค้นให้ ปลากดว่าคำ จิบุริ (Ghibli) เดิมแล้วเป็นภาษาอิตาเลียน ดังข้อความในนี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Studio_Ghibli#Name )



วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สวัสดี..หมีพูห์




เสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒
หมีพูห์เกิดมาได้ ๓ วันแล้ว ป้าม้อยถึงไดฤกษ์้ไปยลโฉมสวยๆ ของหนู

หมีพูห์เป็นน้องชายของพี่ลูกหมู
หนูคลอดออกมาด้วยน้ำหนักน้อยกว่าพี่ลูกหมู ขานั้นหนักตั้ง ๓.๖๗๘ กรัม
แต่ป้าว่าน้ำหนัก ๓.๐๖๘ กรัมของหนูมันก็ไม่น้อยเลยนะลูก
(แม่เค้าบอกว่าเพราะว่าพี่ลูกหมูคลอดตอนอายุครรภ์เลย ๓๙ สัปดาห์ ส่วนของหนู ปู่หาฤกษ์ได้เป็นวันที่อายุครรภ์หนูแค่ ๓๗ สัปดาห์กับ ๕ วันเอง)

แม่หนูสังเกตว่าตัวหนูไม่ขาวจั๊วเหมือนพี่ลูกหมู แต่ป้าว่าผิวเข้มๆ มันก็หล่อคมคายดีนะลูก
ไหนจะผมดำเข้มของหนูอีก

โตขึ้นมาหนูต้องหล่อแน่ๆ เล้ยย

ป.ล. ในทีั่สุดหนูก็ไม่ได้ชื่อ "ปลาบู่" หรือ "ปลาทู" แต่เป็น "หมีพูห์" เท่ดีเหมือนกันเนอะ

อ้อ ..ป้าหมอแป้งเป็นคนผ่าหนูออกมาเหมือนพี่ลูกหมูเลยนะ
ว่าแต่ว่า คราวนี้ป้าหมอเค้ามีความเป็นว่าไง ป้าลืมเม้าธ์กะแม่หนูว่ะ
(คราวที่แล้วป้าหมอเค้าบอกป้าอย่างปลื้มเลยว่าพี่ลูกหมูเหมือนลูกครึ่ง เพราะจมูกโ่ด่ง+ ผมสีอ่อน)




วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

ฉลามมาแง้ววววววววว!



...น่าเอ็นดู๊




เสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๒

สยามโอเชี่ยนเวิลด์มีปลาฉลามหลายตัว
ล้วนแต่อ้วนตุ๊ต๊ะ และไม่เห็นทำไร นอกจากว่ายน้ำอืดอาดไปมา
ไม่เห็นจับใครกิน (แม่หมูบอกว่าปลาฉลามที่นี่เขาคงให้อาหารให้อิ่มเข้าไว้ และสัตว์ผู้ล่าถ้ามันไม่หิว มันก็จะไม่ล่า)

เหมือนว่าจะเป็นฉลามที่เพาะขึ้นสำหรับการว่ายโชว์อย่างเดียว
ตอนที่ลูกหมูหลับ แม่หมูกับป้าม้อยก็นั่งเม้าธ์กันตามประสาคนไม่ได้เม้าธ์ระยะ eye-to-eye กันนานนม แต่สายตาของป้าม้อยก็ไม่ได้จับอยู่ที่ตาแม่หมูตลอดเวลาหรอก (ก็มันมืดจาตาย)
แต่ดันไพล่ไปเห็นอะไรแหลมๆ ยาวๆ สองแท่งที่งอกออกมาจากจุดหนึ่งในปลาฉลามบางตัว
ในขณะที่บางตัวไม่มีอะไรงอกๆ อย่างนี้ แต่เปลี่ยนเป็นหลุมเป็นหลืบลึกลงไปแทน

แหง๋แระ ไอ้ที่งอกออกมานั่น...มันต้องเป็นจู๋ฉลามแน่นอน!!!

ไปดูปลากับพี่ลูกหมูและน้องปลาบู่





เสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๒

ป้าม้อยไปสยามโอเชี่ยนเวิลด์เป็นครั้งแรก (ด้วยตั๋วฟรีจากการรูดปรื๊ดครั้งนั้น)
คราวนี้แม่หมูพาทัวร์ ได้ดูทั้งนางเงือก-นายเงือก นางฉลาม และนายฉลามด้วย
ตื่นเต้นจริงเลย

อยากมาอีก คนเดียวก็ได้ จะได้ค่อยๆ ดูปลากันไป
แต่...ตั๋วมันแพงจังเนอะ



วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552

ดูปลากับลูกหมู (และปลาบู่ในท้องแม่)

Start:     Mar 28, '09 10:00p
Location:     สยามโอเชี่ยนเวิลด์ สยามพารากอน


ในที่สุดอิฉันก็จะได้ดูปลาในสยามโอเชี่ยนเวิลด์ฟรี
โฮ่ โฮ่ โฮ่



(คิดถึงลูกหมูจัง
ปลาบู่ที่อยู่ในท้องแม่จนจะออกมาอยู่แล้วป้าก็ยังไม่เคยทักทายเลย)

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

Doubt : จากจุดเริ่มต้นเดียวกัน

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ดู Doubt (2008) กับปกรณ์ที่ลิโด้ตั้งแต่กลับจากชะอำได้สองวัน พบว่าเป็นหนังที่น่าอัศจรรย์ใจมาก แต่ต้องใช้เวลานึกอยู่หลายวัน จนเดินทางไปเจอปกรณ์ที่เกาะสมุย และกลับมาบางกอกอีกรอบแล้ว อิฉันจึงได้นึกออก ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องมันไม่ได้เริ่มต้นเอาที่ตัว “ความสงสัย” โดยตรง แต่มันเริ่มจากความเขม่นก่อน เขม่นว่าทำไมฟาเธอร์ฟลินน์ (ฟิลลิป ซีมอร์ ฮอฟแมน) ถึงได้เป็นพระที่ดูมั่นใจจัง ทำไมถึงโดดเด่นจัง ทำไมถึง shiny แล้วก็ดึงดูดผู้คนได้ดีจัง... แล้วการจับผิดของซิสเตอร์อลอยซิอัซ โบวิเอร์ (เมอริล สรีพ) จึงเริ่มขึ้น (พระช่วย! นามสกุลอะไรเรียกยากอย่างนี้ ขอเรียกว่าซิสเตอร์สรีพละกันนะ)

เรื่องนี้มันดูคุ้นชินพิกล..อิฉันเพิ่งถึงบางอ้อวันนี้ เมื่อกลับเข้าออฟฟิศเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน

ก็จริงแล้ว มันช่างละม้ายคล้ายเรื่องที่เกิดรอบๆ ตัวอิฉันนัก

ไม่ว่า “ผู้หญิง” สำหรับคุณจะน่ารัก น่าเทิดทูนราวกับแม่พระผู้บริสุทธิ์อย่างไร อิฉันขอแสดงความเคารพไว้ ณ ที่นี้ ก่อนจะขอเล่าว่า อิฉันออกจะโชคร้ายอยู่สักนิด ที่มองเห็นผู้หญิงรอบๆ ตัวเป็นสัตว์โลกช่างสังเกต เก็บรายละเอียด และช่างนำรายละเอียดนั้นมาวิเคราะห์แจกแจง เมื่อมีสมาชิกใหม่ย่างก้าวเข้ามาในผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง พวกเธอจะรอคอยการสาบานตนเข้าเป็นพวกเดียวกัน โดยคาดหวังว่าสมาชิกใหม่จะมีรสนิยมใกล้เคียงกัน ชอบกินข้าวร้านเดียวกัน ระดับราคาพอๆ กัน ชอบเดินตลาดแนวเดียวกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน มีความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน พูดภาษาบ้านๆ คือชอบที่จะ “เม้าท์” ในเรื่องเดียวกัน

ใครผิดไปจากนี้ คนนั้นแหละที่จะโดนเขม่น โดยการจับตาทุกรายละเอียด เพื่อเฟ้นหาประเด็นน่าสงสัยมาวิเคราะห์เจาะลึก ว่าหล่อนผู้นั้นทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วการที่หล่อนเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ แปลว่านิสัยของหล่อนเป็นยังไง ฯลฯ

...กระบวนการเช่นนี้เราเรียกภาษาบ้านๆ ว่า “เม้าท์” อีกนั่นแหละ

ใช่ เหมือนว่าเรื่องราวใน Doubt จะเริ่มจากอุปนิสัยดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณลูกผู้หญิง แต่ทว่า ความสงสัยในหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ อย่างที่บางคนสงสัยฆ่าเวลา หรือสงสัยเพื่อแค่ให้มีบทสนทนา (อย่างออกรส) กับคนอื่นๆ
ก็คนที่ถูกสงสัย และประเด็นที่สงสัยมันเกี่ยวข้องกับเด็กๆ นี่นา

บอกตรงๆ ก็ได้ว่า จริงๆ แล้ว “ผีแม่” เริ่มเข้าสิงอิฉันตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วล่ะ

โอเค-ซิสเตอร์สรีพเธออาจจะเป็นนางชีเคร่งวินัย ใจร้าย ใจแคบ ไม่มีรอมชอม ฯลฯ ก็ตาม แต่เธอไม่ได้ดื้อด้านที่จะเป็นอย่างนั้น หากยืนตัวตรงเป็นไม้บรรทัดอยู่บนจุดหลักการของเธอ เพราะเธอถือตัวว่าเป็นครู สิ่งที่ทำ ก็ทำเพื่อปลูกฝังระเบียบวินัยให้นักเรียน และนั่นคือความเมตตาต่อเด็กในแบบฉบับของเธอ

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของผีแม่ และด้วยความเอนเอียงเข้าข้างซิสเตอร์สรีพของอิฉัน (ขอสารภาพตรงๆ เลยแหละ) ทำให้อิฉันดูหนังเรื่องนี้โดยถือหาง เข้าข้างซิสเตอร์ เพราะเชื่อว่า แม้ซิสเตอร์จะเขม่นฟาเธอร์ แต่เธออยู่ข้างเด็ก

และถ้าฟาเธอร์ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมไม่พูดออกมา ว่าฉันไม่ได้ผิดนะ แทนที่จะหลบหน้า หนีหายไปจากเวทีอย่างที่เป็นในหนัง

คำพูดยอกย้อนที่คมกริบบาดหูระหว่างสงครามของสองตัวละครยังไม่ทำให้ปวดใจเท่ากับบทพูดน้อยคำของแม่ของโดนัลด์ เด็กผิวสีที่น่าสงสารคนนั้น

ตอนที่ซิสเตอร์สตรีพพยายามจะบอกข้อสงสัยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำอะไรกับลูกชายของเธอ-ทั้งๆ ที่ก็พอจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฟาเธอร์ฟลินน์ takes อะไรจากลูก แต่ก็ gave และสัญญาว่าจะ give อะไรกับลูกบ้าง-เธอดันพูดว่า

I don’t know if you and we are on the same side. I’ll be standing with my son and those who are good with my son. It’d be nice to see you there.

อิฉันฟังไป (อ่านซับฯ ด้วยสิคะ) แล้วก็อึ้ง…


ออกจากโรงมาถึงกับต้องถามปกรณ์ว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำยังไง?”




(ใจจริง อยากถามว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำอย่างนั้นหรอ?” มากกว่า)




บันทึก
• ขอบคุณปกรณ์ที่ดูเป็นเพื่อน แรกๆ เอ็งคงไม่อยาก (ไม่งั้นคงไม่หลับ) แต่ดูแล้วก็ชอบใช่ไหม?
• หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ไดอาลอกโคตรเจ๋ง ถ้ามันเป็นมวย การแคสติ้งได้ป้าสรีพมาชกกับน้าฮอฟแมนแบบนี้ นับเป็นคู่ชกที่สมศักดิ์ศรีจริงๆ
• ขอคารวะคุณจอห์น แพ็ตทริก แชนลีย์ เจ้าของบทละครเวทีดั้งเดิมชื่อ Doubt: A Parable เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สาขาดราม่าในปี 2005 ซึ่งลงมือเขียนบทดัดแปลงและกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คุณเข้าใจหยิบธรรมชาตินิสัยของคนมาเล่น และเล่นได้เจ๋งมากค่ะ
• น้องเอมี่ อาดัมส์ ที่เล่นเป็นซิสเตอร์เจมส์หน้าตาน่ารักจริงๆ หลายคนดูแล้วคงอยากกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งสินะ
• อิฉันนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนที่ไร้อคติกับเกย์ แต่อิฉันเกลียดการคุกคามทางเพศว่ะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่คุกคามเด็กด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เพศไหน อิฉันรับไม่ได้ทั้งนั้น
• (เห็นไหม ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำผิดจริง แต่สัญชาตญาณผู้หญิงที่อิฉันก็มีกะเค้าเหมือนกัน ทำให้อิฉันเขม่นคนได้ง่ายๆ งี้แหละ)
• (ไม่รู้สินะ ในฐานะผู้หญิง ยอมรับว่าค่อนข้างเชื่อมั่นใน woman's intuition ของตัวเองไม่น้อย พูดอีกทีแล้วจะบอกว่าภูมิใจด้วยซ้ำ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า ความช่างสังเกต และช่างสงสัยของลูกผู้หญิง ใช่จะเป็นสิ่งไร้สาระเสมอไป



วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

Slumdog Millionaire : หนังเศร้า

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ได้ยินเสียงร่ำลือหนาหูเกี่ยวกับความเจ๋งของ Slumdog Millionaire (2008) หนังที่ถามคำถามตัวเป้งไว้บนโปสเตอร์ว่า What does it take to fine a lost love?

และไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องจะเป็น money, lucks, smarts หรือว่า destiny แต่ด้วยชะตากรรมนำพา ในวันนี้ อิฉันก็ได้ไปดูหนังเรื่องนี้กับหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะรอดู DVD เพราะมีหนุ่มเสนอจะให้ยืมถึง 2 คน

(หึ หึ)

จากความรู้สึกแล้ว หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังรักที่เรียกได้ว่า “เน่าสนิท” ไม่ผิดกับนิยายประโลมโลกย์ที่กี่ยุคกี่สมัยก็ยังใช้พล็อตแบบนี้ คือรักแท้ที่ผูกพันกันตั้งแต่เยาว์วัย การพลัดพราก แล้วก็หากันจนพบ แต่ก็มีอุปสรรคใหม่เป็นชนชั้นที่แตกต่าง ทำให้ฝ่ายชายต้องพิสูจน์ตัวเองให้ฝ่ายหญิงเห็น
และแล้ว หลังจากการต่อสู้ฝ่าฟัน ความรักก็ลงตัว จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ใครเป็นผู้ร้ายก็ตายไป (ตามระเบียบ)

แต่หนังเรื่องนี้มันน่าดูตรงที่เขาใช้จังหวะ ภาพ มุม การตัดต่อ ที่บอกถึงอารมณ์ และความรู้สึก เล่าเรื่องชีวิตในสลัมของเด็กๆ ตัวละครเอกในเรื่องได้อย่างมีสีสัน น่าประทับใจมาก ชีวิตอะไรจะลำบากและเปื้อนดินขนาดนั้น และขบวนการอะไรที่จะเลวร้ายกับเด็กได้ขนาดนั้น

เด็กสลัมตาดำๆ สองคู่ ที่แม้จะหาความสุขได้ตามประสา แต่ก็ดูมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากเพราะความยากจน อยู่ดีๆ ก็ต้องเสียแม่ไป (พ่ออยู่ไหนไม่มีใครรู้) ชีวิตที่ไม่มีแม่คอยกางปีกปกป้อง ทำให้เด็กจำเป็นต้องแก่และกร้านโลก แทนที่จะพัฒนาไปในทางดีๆ ในที่สุดต้องเดินไปในทางที่...อิฉัน ซึ่งช่วงนี้ “ผีแม่” กำลังเข้าสิง ดูแล้วรู้แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก

จะว่าอะไรไหม ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเศร้าสำหรับอิฉัน

ไม่ได้ร้องไห้ระหว่างที่ดูหรอก แต่นึกถึงแล้วก็อยากจะร้องตอนเดินไปโอบองแปง
ท่ามกลางผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ อิฉันอยากสะอึกสะอื้นออกมาด้วยซ้ำ

เพราะเด็กชายสองพี่น้องในเรื่องนี้ทำให้อิฉันนึกถึงน้องชายทั้งสองของตัวเอง (เชื่อไหมว่า Madhur Mittal ซึ่งเล่นเป็น ซาลิม ตัวพี่ชายตอนโตนั่นก็หน้าตาละม้ายคล้ายน้องคนรองได้อีก) ก็ลองคิดเล่นๆ ไปว่า ถ้าในวัยประมาณนั้น อยู่ดีๆ แม่มาจากเราไปกะทันหัน อยู่ดีๆ ก็เกิดบ้านแตกสาแหรกขาดขึ้นมา เราจะเป็นยังไง

ต่อให้มีญาติพี่น้องยื่นมือมาอุ้มชูดูแล เราก็คงไม่อาจโตมาในสภาพใกล้เคียงผู้ใหญ่ปกติเหมือนในทุกวันนี้ ที่เป็นผลจากการโตมาในบ้านหลังเดียวกัน บ้านซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไร แต่ก็ยังมีแม่ ยังกินอิ่ม นอนหลับ มีโรงเรียน มีค่าเทอม มีชุดนักเรียนเพียงพอ ได้เรียนพิเศษ และเล่นเกมมาริโอ (โอ..แน่นอน ถึงแม้ว่าถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราอาจมี drive ที่จะไปแข่งเกมทศกัณฑ์ หรือเกมพันหน้า ฯลฯ เหมือนจามาลมั่งน่ะนะ)

บทของซาลิม คนที่ชีวิตทำให้เขาต้องแข้งแข็ง กล้า และต้องกร้าว เพื่อปกป้องน้องนั้น ทำให้ดิฉันจุก 2 ครั้ง ในตอนที่เขาทำละหมาดก่อนออกไปทำงานชั่ว เขาบอกกับพระองค์ ว่าเขารู้ว่าตัวเองทำบาป แต่เขาวิงวอนพระเจ้า ขอให้ทรงให้อภัย กับตอนที่เขาสรรเสริญพระเจ้าก่อนจบชีวิต

อิฉันดูแล้วรู้สึกน้อยใจ ทำไมพระเจ้าให้โอกาสเด็กคนนี้ได้ใช้ชีวิตน้อยนัก?

แล้วก็ไม่ได้หือได้อืออะไรกับความสมหวังแสนแฮปปี้เอนดิ้งของสองหนุ่มสาวเลย

หนังเรื่องนี้ยังบอกข้อมูลที่น่าปวดใจกับอิฉัน 2 ข้อ คือการที่ฮินดูในอินเดียบุกทำร้าย ฆ่ามุสลิมอย่างโหดร้ายที่สุด อันนี้ไม่ว่ามุสลิมจะไปทำอะไรเขาไว้ก่อน ตำรวจฮินดูก็ไม่น่าจะนั่งเฉยดูคนถูกเผาได้อย่างนั้น

กับอีกฉาก การจับเด็กดีๆ มาทำให้เป็นเด็กพิการของแกงค์ค้ามนุษย์ ก็รู้อยู่ว่ามันมีจริง แต่เห็นแล้วมันปวดใจ ใจคอคนทำเป็นยังไง ทำไมทำได้ขนาดนั้น

ถ้าการภาวนา แผ่เมตตา หรือกรวดน้ำ ช่วยได้ อยากจะทำให้เด็กทุกคน ไม่อยากให้มีเด็กคนไหน ไม่ว่าเด็กไทย อินเดีย โรฮิงญา เขมร หรือแม้แต่เด็กออสเตรีย ต้องถูกผู้ใหญ่ข่มเหงรังแกในทางใดๆ อย่าให้มีเด็กคนไหนมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่โหดร้าย ที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ก็อย่างที่บอกแหละ ช่วงนี้ “ผีแม่” เข้าสิง





บันทึก

• หนังเรื่องนี้เป็นหนังอังกฤษทุนต่ำที่ได้รางวัลนั้น-รางวัลนี้จากหลายเวที คุณความดีนี้ อิฉันยังอยากจะปรบมือให้คุณผู้กำกับ Danny Boyle, Vikas Swarup คนเขียนเรื่อง และ Simon Beaufoy เขียนบท ช่วงแรกๆ หนังเล่าเรื่องได้จับใจดีจริงๆ อ้อ ชอบสกอร์ (โดย เอ.อาร์. ราห์แมน) ด้วยนะคะ ฟังแล้วอยากเข้าคลาส Indian Dance ขึ้นมาติดหมัด
• ใช่ มันเจ๋งอยู่ การที่ตัวน้องเลือกเล่นเกมเพื่อเป็นหนทางในการเปลี่ยนจาก “สุนัขสลัม” เป็นคน (ดัง) ในขณะที่ตัวพี่เลือกทางอื่น แต่ให้ดาวแค่ 4 ดวง เพราะถึงพล็อตมันน่าเบื่อ แต่ตอนต้นเรื่องทำได้ดีแล้ว ช่วงหลังๆ ก็น่าจะทำได้น่าเบื่อน้อยกว่านี้ แต่นี่อะไร๊ ทำไมมีความรู้สึกว่ามันเหมือน MV เลยอะ (ไม่ได้หมายถึงช่วง end title หรอกนะ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง City of God ของผู้กำกับ Katia Luno ที่เล่าถึงชีวิตในสลัมในริโอ เดอจาเนโร
• น้อง Dev Patel ที่เล่นเป็นจามาลตอนโตน่ะ ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนนะจ๊ะ ไม่ใช่สลัมในมุมไบ น้องมีความสามารถนะคะ พี่ยอมรับ แต่น้องผู้หญิง Freida Pinto ที่เล่นเป็นลาติกาน่ะ พี่ว่าน้องสวยอย่างเดียวเลยค่ะ
• ค่อยยังชั่ว เมื่อรู้ว่าบ่ออุจจาระที่จามาลวัยเด็กตกลงไปทำจากเนยถั่วผสมช็อกโกแลต
• ติดใจนิดนึง ทำไมฮินดูถึงต้องไล่ฆ่ามุสลิมด้วย แล้วเรื่องนี้มันติดอยู่ในใจคนเขียนเรื่องมากใช่ไหม ถึงได้แต่งเรื่องของจามาลกับซาลิมขึ้นมาแบบนี้

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แอบดูเด็กเล่นไฟเย็น


เพราะเธอกะลังจะโยนไฟเย็นลงคลอง

คืนวันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
คืนวันลอยกระทง

ออกจากออฟฟิศเวลาหกโมงเย็น นัดเจอกับอุดมที่สถานีบีทีเอสสะพานตากสิน
แล้วก็ลากสังขารกันไปถึงบ้านริมคลองบางกอกใหญ่เวลาสองทุ่มครึ่ง
(ก็แวะที่ส้มตำแบตเตอรี่แป๊บนึงอะนะ)

ไปถึงก็เห็นเด็กๆ กำลังเพลินกะการเล่นไฟเย็น
แทบจะหมดความสนใจสิ่งอื่นโดยสิ้นเชิง
เลยทำอะไรไม่ได้ นอกจากถ่ายรูปเด็กเล่นไฟเย็นมาฝากแฟนๆ

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

Photo by Mag



ก่อนจะถ่ายคนให้สััมภาษณ์จริงๆ

ตั้งชื่อเลียนแบบ 'Designed by Mag' ใน Runaway Bride
(ใครจะเก็ตมั่งเนี้ยะ??)

น้องแม็กซ์ถ่ายรูปนี้ให้วันที่ไปทำงานตอนนั้นไง
กว่าจะทวงรูปมันได้ ดูซิ
ถ้าชั้นท้องจริงก็คงใกล้คลอดแล้วล่ะเนี่ย

ยังไงก็ขอบคุณนะแม็กซ์
แม้ว่าเจ้จะดูดำๆ+พีๆ (เกินจริง) ไปหน่อย

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แรกพบน้องธีญ์




เสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๑

สวัสดีน้องธีญ์

ในที่สุดน้าม้อยกับน้องธีญ์ก็ได้เจอกันสักทีนะจ๊ะ

แม้หนูจะมีอายุเพียง ๑๕ วัน แต่ก็นับว่าหนูมีความก้าวหน้ามากกว่าเด็กอื่นๆ
เพราะวันนี้หนูได้ออกจากโรงพยาบาลเป็นครั้งที่สอง

ได้กลับเข้าบ้านเป็นครั้งที่สอง
ได้รับการต้อนรับอย่างยินดีจากปู่-ย่า และคุณยาย (เชื่อว่าถ้าตาอยู่ ตาต้องเป็นอีกคนที่ยินดีมากๆ กับการกลับบ้านของหนู) น้าว่ามันอบอุ่นจริงๆ เลย

หนูต้องเข้าโรงพยาบาลหลังอายุครบ ๑ สัปดาห์ เพราะความกินนมเก่ง บวกกับน้ำนมที่มีความดันมหาศาลของแม่น้อย ก็หนูเกิดสำลัก จากนั้นก็เฉาไป พ่อกับแม่ไม่รู้หนูเป็นอะไรเลยรีบพาไปโรงพยาบาลที่หนูเกิด คุณหมอเอ็กซเรย์แล้วเห็นเชื้อแบคทีเรีย (ถ้าน้าจำไม่ผิดนะ) ที่มุมนึงในปอดน้อยๆ ของหนู ก็เลยขอเจาะเลือดหนูไปเพาะเชื้อ แล้วก็ขอตัวหนูไว้ดูอาการ ๗ วัน ในไอซียูเด็ก

แม่น้อยใจเสียมากๆ เลยนะลูก ก็แม่เพิ่งคลอดหนูออกมาแค่ ๗ วันเอง จะอุ้มหรืออาบน้ำก็ยังไม่คล่องมือเลย แต่นี่ต้องฝากหนูไว้กับคุณพยาบาลตั้งนาน แต่หลังจากที่แม่กับพ่อ (ปู่-ย่า ตา-ยาย ด้วย) ทนกระวนกระวายใจอยู่ ๗ วัน ในที่สุดหนูก็ปลอดภัยดี เชื้อที่พบในปอดนั่นก็เป็นตัวเดียวกับที่มีอยู่ในปากหนูนั่นเอง

หนูหายดีแล้ว แต่ต้องจำว่าต่อไปต้องค่อยๆ กิน ค่อยๆ กลืนนะลูก จะได้ไม่สำลักอีก

พูดถึงแม่น้อยของหนู น้าม้อยภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้จริงๆ ก่อนหน้านี้ใครให้นึก น้าคงนึกไม่ออกว่าเพื่อนตัวเล็กๆ อย่างน้อย จะคลอดพ่อหนูตัวโต ขนาด ๓,๓๔๐ กิโลกรัม ด้วยตัวเอง แถมคลอดไม่ยากด้วย
(น้าถามแม่ว่า การท้องและคลอดลูกนี่เป็นอะไรที่ยากที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิงหรือเปล่า
แม่ตอบว่าไรรู้ไหมลูก? แม่หนูตอบว่า "มันไม่ยากขนาดนั้นนะแก")

แม่น้อยเล่าว่า ตอนท้องหนู น้ำหนักขึ้นไป ๑๓ กิโลกรัม คลอดแล้วน้ำหนักหายไป ๖ กิโลกรัม และหายไปกับการเลี้ยงหนูในสัปดาห์แรกอีก ๔ กิโลกรัม นี่คงเป็นเพราะแม่น้อยให้นมหนูนั่นเอง

เก่งจริงๆ นะแม่น้อย