
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
ได้ดู Doubt (2008) กับปกรณ์ที่ลิโด้ตั้งแต่กลับจากชะอำได้สองวัน พบว่าเป็นหนังที่น่าอัศจรรย์ใจมาก แต่ต้องใช้เวลานึกอยู่หลายวัน จนเดินทางไปเจอปกรณ์ที่เกาะสมุย และกลับมาบางกอกอีกรอบแล้ว อิฉันจึงได้นึกออก ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างไร
เรื่องมันไม่ได้เริ่มต้นเอาที่ตัว “ความสงสัย” โดยตรง แต่มันเริ่มจากความเขม่นก่อน เขม่นว่าทำไมฟาเธอร์ฟลินน์ (ฟิลลิป ซีมอร์ ฮอฟแมน) ถึงได้เป็นพระที่ดูมั่นใจจัง ทำไมถึงโดดเด่นจัง ทำไมถึง shiny แล้วก็ดึงดูดผู้คนได้ดีจัง... แล้วการจับผิดของซิสเตอร์อลอยซิอัซ โบวิเอร์ (เมอริล สรีพ) จึงเริ่มขึ้น (พระช่วย! นามสกุลอะไรเรียกยากอย่างนี้ ขอเรียกว่าซิสเตอร์สรีพละกันนะ)
เรื่องนี้มันดูคุ้นชินพิกล..อิฉันเพิ่งถึงบางอ้อวันนี้ เมื่อกลับเข้าออฟฟิศเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน
ก็จริงแล้ว มันช่างละม้ายคล้ายเรื่องที่เกิดรอบๆ ตัวอิฉันนัก
ไม่ว่า “ผู้หญิง” สำหรับคุณจะน่ารัก น่าเทิดทูนราวกับแม่พระผู้บริสุทธิ์อย่างไร อิฉันขอแสดงความเคารพไว้ ณ ที่นี้ ก่อนจะขอเล่าว่า อิฉันออกจะโชคร้ายอยู่สักนิด ที่มองเห็นผู้หญิงรอบๆ ตัวเป็นสัตว์โลกช่างสังเกต เก็บรายละเอียด และช่างนำรายละเอียดนั้นมาวิเคราะห์แจกแจง เมื่อมีสมาชิกใหม่ย่างก้าวเข้ามาในผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง พวกเธอจะรอคอยการสาบานตนเข้าเป็นพวกเดียวกัน โดยคาดหวังว่าสมาชิกใหม่จะมีรสนิยมใกล้เคียงกัน ชอบกินข้าวร้านเดียวกัน ระดับราคาพอๆ กัน ชอบเดินตลาดแนวเดียวกัน พูดคุยเรื่องเดียวกัน มีความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน พูดภาษาบ้านๆ คือชอบที่จะ “เม้าท์” ในเรื่องเดียวกัน
ใครผิดไปจากนี้ คนนั้นแหละที่จะโดนเขม่น โดยการจับตาทุกรายละเอียด เพื่อเฟ้นหาประเด็นน่าสงสัยมาวิเคราะห์เจาะลึก ว่าหล่อนผู้นั้นทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วการที่หล่อนเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ แปลว่านิสัยของหล่อนเป็นยังไง ฯลฯ
...กระบวนการเช่นนี้เราเรียกภาษาบ้านๆ ว่า “เม้าท์” อีกนั่นแหละ
ใช่ เหมือนว่าเรื่องราวใน Doubt จะเริ่มจากอุปนิสัยดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณลูกผู้หญิง แต่ทว่า ความสงสัยในหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ อย่างที่บางคนสงสัยฆ่าเวลา หรือสงสัยเพื่อแค่ให้มีบทสนทนา (อย่างออกรส) กับคนอื่นๆ
ก็คนที่ถูกสงสัย และประเด็นที่สงสัยมันเกี่ยวข้องกับเด็กๆ นี่นา
บอกตรงๆ ก็ได้ว่า จริงๆ แล้ว “ผีแม่” เริ่มเข้าสิงอิฉันตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วล่ะ
โอเค-ซิสเตอร์สรีพเธออาจจะเป็นนางชีเคร่งวินัย ใจร้าย ใจแคบ ไม่มีรอมชอม ฯลฯ ก็ตาม แต่เธอไม่ได้ดื้อด้านที่จะเป็นอย่างนั้น หากยืนตัวตรงเป็นไม้บรรทัดอยู่บนจุดหลักการของเธอ เพราะเธอถือตัวว่าเป็นครู สิ่งที่ทำ ก็ทำเพื่อปลูกฝังระเบียบวินัยให้นักเรียน และนั่นคือความเมตตาต่อเด็กในแบบฉบับของเธอ
ด้วยอิทธิฤทธิ์ของผีแม่ และด้วยความเอนเอียงเข้าข้างซิสเตอร์สรีพของอิฉัน (ขอสารภาพตรงๆ เลยแหละ) ทำให้อิฉันดูหนังเรื่องนี้โดยถือหาง เข้าข้างซิสเตอร์ เพราะเชื่อว่า แม้ซิสเตอร์จะเขม่นฟาเธอร์ แต่เธออยู่ข้างเด็ก
และถ้าฟาเธอร์ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมไม่พูดออกมา ว่าฉันไม่ได้ผิดนะ แทนที่จะหลบหน้า หนีหายไปจากเวทีอย่างที่เป็นในหนัง
คำพูดยอกย้อนที่คมกริบบาดหูระหว่างสงครามของสองตัวละครยังไม่ทำให้ปวดใจเท่ากับบทพูดน้อยคำของแม่ของโดนัลด์ เด็กผิวสีที่น่าสงสารคนนั้น
ตอนที่ซิสเตอร์สตรีพพยายามจะบอกข้อสงสัยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำอะไรกับลูกชายของเธอ-ทั้งๆ ที่ก็พอจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฟาเธอร์ฟลินน์ takes อะไรจากลูก แต่ก็ gave และสัญญาว่าจะ give อะไรกับลูกบ้าง-เธอดันพูดว่า
I don’t know if you and we are on the same side. I’ll be standing with my son and those who are good with my son. It’d be nice to see you there.
อิฉันฟังไป (อ่านซับฯ ด้วยสิคะ) แล้วก็อึ้ง…
ออกจากโรงมาถึงกับต้องถามปกรณ์ว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำยังไง?”
(ใจจริง อยากถามว่า “ถ้าเอ็งเป็นแม่ของเด็ก เอ็งจะทำอย่างนั้นหรอ?” มากกว่า)
บันทึก
• ขอบคุณปกรณ์ที่ดูเป็นเพื่อน แรกๆ เอ็งคงไม่อยาก (ไม่งั้นคงไม่หลับ) แต่ดูแล้วก็ชอบใช่ไหม?
• หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ไดอาลอกโคตรเจ๋ง ถ้ามันเป็นมวย การแคสติ้งได้ป้าสรีพมาชกกับน้าฮอฟแมนแบบนี้ นับเป็นคู่ชกที่สมศักดิ์ศรีจริงๆ
• ขอคารวะคุณจอห์น แพ็ตทริก แชนลีย์ เจ้าของบทละครเวทีดั้งเดิมชื่อ Doubt: A Parable เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สาขาดราม่าในปี 2005 ซึ่งลงมือเขียนบทดัดแปลงและกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คุณเข้าใจหยิบธรรมชาตินิสัยของคนมาเล่น และเล่นได้เจ๋งมากค่ะ
• น้องเอมี่ อาดัมส์ ที่เล่นเป็นซิสเตอร์เจมส์หน้าตาน่ารักจริงๆ หลายคนดูแล้วคงอยากกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งสินะ
• อิฉันนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนที่ไร้อคติกับเกย์ แต่อิฉันเกลียดการคุกคามทางเพศว่ะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่คุกคามเด็กด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เพศไหน อิฉันรับไม่ได้ทั้งนั้น
• (เห็นไหม ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าฟาเธอร์ฟลินน์ทำผิดจริง แต่สัญชาตญาณผู้หญิงที่อิฉันก็มีกะเค้าเหมือนกัน ทำให้อิฉันเขม่นคนได้ง่ายๆ งี้แหละ)
• (ไม่รู้สินะ ในฐานะผู้หญิง ยอมรับว่าค่อนข้างเชื่อมั่นใน woman's intuition ของตัวเองไม่น้อย พูดอีกทีแล้วจะบอกว่าภูมิใจด้วยซ้ำ)
• หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า ความช่างสังเกต และช่างสงสัยของลูกผู้หญิง ใช่จะเป็นสิ่งไร้สาระเสมอไป