แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยิ้ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยิ้ม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Larry Crowne : ชีวิตคือการเรียนรู้

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Romantic Comedy


เพื่อนชวนไปดู Larry Crowne รอบพิเศษ หนึ่งวันก่อนหนังฉาย ฉันรีบ search หาข้อมูลแล้วตอบตกลง เพราะอยากหัวเราะ

ไม่ได้ดูหนังที่ทำให้หัวเราะมานานแล้ว

ก็ได้หัวเราะกันจริงๆ ไม่มากหรอก แค่พองาม เพราะนอกจากความขำ หนังเรื่องนี้ทำให้เราเกิดอีกหลายอารมณ์ เพราะจะว่าไปมันเป็นเรื่องค่อนข้างจริง เศรษฐกิจแย่ ถูกเลือกให้เป็นคนไปเพราะเรียนไม่จบปริญญา ตกงานโดยไม่ตั้งตัว บ้าน (หลังใหญ่) ต้องผ่อน รถต้องผ่อน แบงค์ไม่ประนีประนอม และหางานใหม่ไม่ได้

หลายคนที่เจอชะตากรรมเทวดาตกสวรรค์แบบนี้อาจถึงขั้นรับไม่ได้ แต่ดีที่ แลรี่ คราวน์ (ทอม แฮงก์) ผู้มีประสบการณ์บนเรือรบที่ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านมหาสมุทรนานถึงยี่สิบปี ในฐานะพ่อครัว เป็นคนมองโลกในแง่ดี รถเอสยูวีคันใหญ่บริโภคน้ำมันมากนัก เขาเลยยกแอลซีดีทีวีจอใหญ่ไปให้เพื่อนบ้าน แลกเอาสกูตเตอร์ยามาฮ่ายุค’ 70 เติม 2 ลิตรกว่าๆ ก็เต็มถังมาใช้ และในเมื่อต้องจบอนาคตทางการงานเพราะการศึกษาไม่มี เขาก็สมัครเรียนในวิทยาลัยชุมชน เลือกเรียนการพูดเพราะอธิการบดีบอกว่าวิชานี้จะเปลี่ยนชีวิตเขา และเศรษฐศาสตร์ ที่เขาอยากเรียน

หลังจากนั้น ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปจริงๆ ในห้องเรียนการพูด 217 เขาพบศาสตราจารย์สาวสวยขี้เมา (จูเลีย โรเบิร์ตส) และเพื่อนร่วมชั้นอีก 9 คน ที่ดูไม่มีแววพอๆ กัน ในห้องเรียนเศรษฐศาสตร์ เขาพบศาสตราจารย์ญี่ปุ่นผู้เคร่งครัด กับทฤษฎีที่ทำให้เขายินดีที่ได้รู้(จัก) แม้จะเป็นชั่วโมงนี้ของชีวิต นอกห้องเรียนเขาพบเพื่อนสาวน้อยที่ชวนเขาเข้าแก๊งค์สกูตเตอร์ ชวนกันออกท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนๆ อื่นๆ ที่ต่างคนต่างช่วยปรับเปลี่ยนชีวิตไร้ชีวาของเขาให้สดชื่น กระฉับกระเฉงขึ้น

คนเรานั้นที่จริงแล้วพึ่งพากัน หนังเรื่องนี้บอกกับฉันแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเป็นฝ่ายให้อยู่คนเดียว หรือเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ เราเรียนตลอดเวลาที่มีชีวิต การเรียนทำให้เรารู้ว่าชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี้มันใช่ หรือไม่ใช่ ถ้ามันใช่ก็ไปต่อ ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่เห็นเป็นไร หยุดแบบเดิมแล้วไปเริ่มแบบใหม่ ถ้าใช่ก็ไปต่อ ไม่ใช่ก็หยุด แล้วเริ่มใหม่ เรื่องมันมีแค่นี้

ฉันเองก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากหนังเรื่องนี้ ว่าความสุขจากการดูหนัง บางทีก็มาจากความรู้สึกผ่อนคลาย และรื่นรมย์ต่อเรื่องเบาๆ เรียบๆ ง่ายๆ ได้เหมือนกัน



บันทึก:
• โชคดีที่ฉันไม่คาดหวังอะไรใหญ่โตจากหนังที่ทอม แฮงก์ โปรดิวซ์เอง กำกับเอง นอกจากนี้ ถึงทอมจะแก่ไปเยอะ แต่ยังคงเป็นผู้ชายมีเสน่ห์ในความรู้สึกของฉัน ส่วนจูเลีย โรเบิร์ตส นักแสดงที่เล่นบทไหนก็เป็นจูเลีย โรเบิร์ตส ก็ยังทำให้ฉันรักเธอได้อีกตามเคย
• หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้อยากอยู่ 2 เรื่อง คือ ทำให้ฉันอยากเข้าชั้นเรียนอะไรสักอย่าง แล้วก็เรียนวิชานั้นร่วมกับเพื่อนให้สนุกไปเลย (บอกตรงๆ ว่าคิดถึงชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเด็กๆ มาก) แล้วก็อยากไปถอยขี่เวสป้าออกมาขี่จริงๆ ...แต่แถวๆ นี้ คงทำไม่ได้มั้ง


วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรื่องหมาหมา : อินเทรนด์






เห็นคนใส่ผ้าปิดปาก
หมาใส่มั่ง

แต่พิเศษกว่า
รุ่นนี้แลบลิ้นระบายความร้อนได้ด้วย

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

ศูนย์ประชุมฯ คนเยอะมากกกกกกกกกก



นี่เข้าแถวรอแลกการืดในฟู้ดคอร์ทนะฮะ



ศุกร์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๒

เพิ่งกลับจากกินข้าวกะทะเล+แม่ทะเล และไปเยี่ยมเยียนคุณพี่ที่รักที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ใช่...ตอนนี้ที่นั่นกำลังมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งจะจัดต่อเนื่องไปถึงใันที่ 6 เมษายนนี้
ขอรายงานว่า วันนี้คนเยอะมากกกกกกกกก

ต้องวางแผนดีๆ ว่าถ้ากลับไปอีกที จะไปวันไหน กี่โมงดี


ป.ล. คนเยอะ แต่เด็กหญิงทะเลยังอารมณ์ดีฮะ

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

ทะเลวันนี้ : สดใส-ไร้เหา




เสาร์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๒

อัลบั้มแก้คิดถึงทะเล
หลังจากหมักเชลล์การ์ดถล่มเหา(และโคตรเหง้าของมัน)มาตลอดสัปดาห์
ม้าน้อยไปแหวกๆ ผมเลดู
พบว่าวันนี้ทะลไม่มีเหาแล้ว

ฮ่า-ฮ่า



วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เรดาร์แมว : ลางดี


พอใจแระ ได้รูปนี้เจ้พอใจแระ

ขอบคุณนะนังเหมียว
เจ้รู้สึกดีกะเช้านี้มากเลย



จันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

คติส่วนตัวของอิฉันคือ
เช้าไหนเจอแมว แปลว่าวันนั้นจะโชคดี

เช้านี้เจอแม่นี่นอนแผ่พุงอยู่แถวๆ ตลาดอโศก
พาสมเกียรติมาด้วย

เลยได้เก็บภาพมาฝาก

ป.ล. เหมียวนี่ไม่อดอยากหรอเจ้ ก้อมันเป็นเหมียวร้านอาหารสัตว์นิฮะ

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

Waiting in the Dark : ありがとう

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

คนตาบอดจะใช้ชีวิตอยู่โดยลำพังได้ไหม?
...ถ้าเป็นคนไทยล่ะ ไม่-มี-ทาง
แต่แล้วถ้าคนตาบอดคนนั้นเป็นคนญี่ปุ่น อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นล่ะ
หนังเรื่องนี้ให้คำตอบว่า ‘ได้’ นะ..แต่เหงาไหมนั้น เป็นอีกประเด็นจ้ะ

หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตคนเหงาสองคน คนนึงคือ มิชิรุ (ทานากะ เรนะ) เด็กสาวตาบอดที่ไม่ได้บอดมาตั้งแต่กำเนิด ชีวิตค่อนข้างน่าสงสารเพราะแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก ให้อาศัยอยู่ในบ้านหน้าสถานีรถไฟกับพ่อ พ่อก็ดีแหละ แต่มามีอันตายจากในวันที่เธออายุครบยี่สิบพอดี
คนญี่ปุ่นจะบรรลุนิติภาวะและเป็นผู้ใหญ่เมื่ออายุ ๒๐ มิชิรุยืนกรานที่จะอยู่เพียงลำพังต่อไปในบ้านของเธอ เธอว่าที่นั่นมีความทรงจำของเธอ เธอว่าเธออยู่ได้ ด้วยเงินประกันชีวิตของพ่อ และด้วยความช่วยเหลือจาก คาซึเอะ เพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่วัยประถม
..จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะบ้านคือความทรงจำหรอก แต่เพราะบ้านหลังนี้คือโลกของเธอ เธอกลัวที่จะออกไปสัมผัสโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคย ก็เลยเลือกที่จะโดดเดี่ยวตัวเอง อยู่อย่างปลอดภัยในโลกของตัวเอง
ซึ่งเธอก็อยู่ของเธอได้จริงๆ มีออกไปข้างนอก ไปซื้อของ กินข้าวนอกบ้านบ้าง ก็ภายใต้การดูแลของคาซึเอะผู้แสนดี ผู้มีชีวิตมีสีสัน มีความฝันเหมือนกับคนปกติทั่วๆ ไป

คนเหงาอีกคนคือ อากิฮิโระ (เฉินป๋อหลิน) เขาคนนี้โดดเดี่ยวตัวเองจากสังคม เพราะรู้สึกว่าตัวเองแปลกแตกต่างจากคนอื่น สาเหตุสำคัญคือเพราะเขาเป็นลูกครึ่งจีน คนญี่ปุ่นนั้น ชาตินิยมมากๆ ลูกครึ่งที่ไม่ได้เกิดและโตในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นไม่ถือเป็นคนญี่ปุ่นด้วย การถูกคนอื่นเรียกลับหลังว่าเป็นคนจีนก็ส่วนหนึ่ง แต่อิฉันคิดว่าส่วนสำคัญคือเขาไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากพอ มั่นใจในตัวเองมากพอ ที่จะคบกับคนอื่น (โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงาน) มากกว่า ก็เลยต้องมาเหงาแบบนี้
อากิฮิโระมีปัญหาในที่ทำงาน มีคนคนนึงแกล้งเขา ที่ระแวงอยู่แล้วเลยระแวงมากขึ้นจนเกือบประสาท จนวันนึงเขาพบผู้ชายคนนั้นยืนริมชานชาลารถไฟ (หลังบ้านมิชิรุไง) รถด่วนกำลังจะวิ่งผ่านสถานี และเขาก็อยากจะ...

ผู้ชายคนนั้นตาย ก็คงถูกทับเละน่ะ อากิฮิโระหนีเข้ามาอยู่ในบ้านของมิชิรุ ตอนแรกใครๆ คงคิดเหมือนอิฉันว่ารู้ว่าผู้หญิงที่อยู่คนเดียวในบ้านนี้ตาบอด เลยมาซ่อนตัว แต่ตอนหลังรู้ว่าการแอบอยู่ริมหน้าต่าง แอบมองไปที่สถานีรถไฟอยู่เรื่อยๆ นั้น เป็นการมองหาบางสิ่งบางอย่าง ไม่ใช่แค่มองว่าตำรวจไปหรือยัง
คงสงสัยใช่ไหม ว่าคนตามองไม่เห็นแต่หูดี และมีประสาทสัมผัสเป็นเลิศอย่างมิชิรุไม่รู้เลยหรอ ว่ามีมาอยู่ในบ้านด้วย มากินด้วย ไม่ใช่แค่นั้น แต่ต้องทั้งฉี่ อึ ไหนจะกลิ่นตัว (ปู้จาย) ที่ไม่ได้อาบน้ำอีก
เธอก็สงสัยอยู่ แต่คิดว่าเป็นผี (เด็กคนนี้คิดถึงพ่อนะ อย่าลืมสิ) แต่ดูเหมือนไม่มีปัญหากับเธอ เพราะถ้าใครคนนั้นมีจริง เขาก็ไม่ได้เบียดเบียนอะไรเธอ ของทุกสิ่งในบ้านยังอยู่เหมือนเดิม
จนวันนึง เขาคนนั้นได้ช่วยเธอไว้จากอุบัติเหตุ มิชิรุถึงได้เริ่มทำอาหารสำหรับ ๒ คน

ข้างคาซึเอะ เห็นมิชิรุแทบจะขังตัวเองอยู่ในบ้านก็ชักห่วง ถ้าวันนึงเธอไม่มีโอกาสได้ดูแลเพื่อน แล้วเพื่อนจะใช้ชีวิตอย่างไร เลยอยากให้เพื่อนฝึกช่วยตัวเองในการออกมานอกบ้านบ้าง ออกมาสัมผัสกับชีวิตชีวา ความสนุกสนานของโลกภายนอกบ้าง แต่เพื่อนก็ยืนกรานว่าโลกภายนอกไม่มีอะไรน่าสนใจ (ที่จริงเพราะเธอเคยลองแล้วแต่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเลย) มิชิรุบอกคาซึเอะว่า “ถ้าฉันออกไปข้างนอกคนเดียว จะไปขวางทางทุกคน"
ความดื้อของเพื่อนทำให้คาซึเอะโกรธ ถึงกับซาโยนาระ (ลาก่อน-ลาเฉยๆ เค้าไม่พูดคำนี้จ้ะ) และไม่รับโทรศัพท์ แต่เพราะคาซึเอะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวในโลก มิชิรุจึงตัดสินใจจะไปหา ไปคุยด้วย แต่ก็กลัว กลัวมาก จะเปิดประตูออกจากบ้านยังไม่กล้า
อากิฮิรุคงทนไม่ไหวแล้ว ก็เลยจูงออกมา เดินไปเป็นเพื่อน คอยให้กำลังใจเงียบๆ จนถึงหน้าบ้านคาซึเอะ มิชิรุบอกว่าเธอเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดี แล้วถอดโค้ตของพ่อที่เธอเอามาใส่ (คงเพราะคิดถึงน่ะ) ให้อากิฮิรุ เพราะเชื่อว่าเขาจะหนาว บอกว่าไม่ต้องห่วงตัวเอง เดี๋ยวยืมเสื้อเพื่อนใส่ได้ แล้วก็ให้กลับไปรอที่บ้าน เพราะเดี๋ยวเพื่อนคงไปส่ง แต่ถ้าเพื่อนไม่ไปส่ง ก็คิดว่ากลับเองได้แล้ว

เมื่อต่างคนต่างได้รับการมองเห็นจากอีกฝ่าย ทำให้คนสองคนเริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนของตัวเอง มิชิรุกล้าพอจะไปหาคำตอบกับเรื่องที่เธอสงสัย แล้วก็กล้าที่จะไขปริศนาทั้งหมด และเธอก็ช่วยเขาได้ในที่สุด

ตอนจบของเรื่องเกิดขึ้นในสวนสาธารณะ เป็นตอนที่ไดอาลอกที่สวยที่สุด

อากิฮิโระ : ฟังนะ.. มันเหมือนดอกไม้ที่เริ่มบานช่วงใบไม้ผลิ..
ถึงแม้ว่าจะเป็นไปอย่างช้าๆ
ผมก็ปรารถนาให้พวกเราและทุกอย่างได้ผลิบานเต็มที่
เพราะฉะนั้น...

มิชิรุ: ขอบคุณนะ
ตอนนี้ฉันมั่นใจ
ฉันจะผลิบานอย่างเต็มที่
ฉันเชื่ออย่างนั้น

อากิฮิโระ: ขอบคุณนะ

ชอบน้ำเสียง ありがとう(อาริงาโต-ขอบคุณ) ของทั้งสองเสียจริง




บันทึก:
• เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องที่ดีมาก เขียนบทก็ดีมากด้วย
• น้องนางเอกหน้าตาเรียบๆ แต่น่าัรัก น่ามองมากๆ ส่วนพระเอกก็ดูจี๊น-จีน
• การดูหนังญี่ปุ่นเป็นการทบทวนบทเรียนที่เจ๋งจริงๆ โดยเฉพาะหนังที่พูดช้า ชัด ใช้แสลงน้อยๆ สบถน้อยๆ แล้วก็ใช้ประโยคที่มีโครงสร้างแบบหนังเรื่องนี้
• (ความช้าของหนังทำให้อิฉันดูได้ clear+smooth ด้วย ..ก็การ์ดจอมันตามไม่ทันโปรแกรมที่ใช้ดูหนังแล้วอะสิ)
• ซับไตเติลภาษาไทยหนังเรื่องนี้ดีมากๆ น่าสรรเสริญจริงๆ (แหม๋ อยากให้เค้ามีซับฯ ภาษาญี่ปุ่นให้ด้วยจัง)
• หนังเรื่องนี้ไม่มีเสียงอึกทึก (ดีกับประสาทหู) แต่เสียงทุกเสียงในหนังบอกบางอย่างกับคนดูตลอดเวลา
• ถ้าใจอยู่กับหนัง เราจะได้ยินกระทั่งเสียงคลี่ยิ้ม
• หนังเรื่องนี้แบ่งเป็นสามองก์ บางคนจะดูหนังเรื่องไม่จบ เพราะทนความเหงาในสององก์แรกไม่ได้
• อยากบอกเขาคนนั้นว่า ถ้าดูไปจนถึงองก์สุดท้าย น้ำตาเขาอาจไหลได้
• แต่น้ำตานั่น มันไหลออกมาเพราะคนสองคนในหนังไม่ได้เหงาอีกต่อไปแล้วน่ะสิ







วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

เด็กคือผู้มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ


เด็กก็งี้แหละฮะ
ใส
ในใจไม่มีขั้นตอนมาก ไม่ซับซ้อน
หิวก็กิน ง่วงก็นอน ไม่โกรธใครนาน
ไม่คิดซับซ้อนที่จะทำร้ายหรือรังแกใคร
ไม่พูดให้ร้าย
โกรธกันก็ตีกันซึ่งๆ หน้าไปเลย

ที่จริงก็ดีนะฮะ

เก็บตกรูปงานวันเด็กที่แพร่งภูธร เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคมที่ผ่านมา
เนื่องเห็นอัลบั้มวันเด็กของเพื่อนแล้วอิจฉา
อยากอัพของเรามั่ง

มีไรมะ?

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

เพื่อนฉัน : ยิ้มของคนเป็นแม่



แม้ว่าหน้าจะอยู่ในเงา
แต่ยิ้มของเธอยังเจิดจรัส



เจอจินนี่น้อยเมื่อวันแต่ง เอ & เอ
(วันไหนนะ น้าเอ๋)

จินนี้น้อยนำข่าวดีมาบอกอิฉันเป็นคนแรก ว่าเรากำลังจะมีหลาน
หลาน วันนั้นอายุ ๓ เดือนกว่าๆ นอนอุตุอยู่ในพุงตุ่ยๆ ของเธอ

แหม้...อิฉันแสนยินดีจะได้เห็นหน้าหลาน

ขำดีนะ จินนี่น้อย
ใครจะคิดว่าวันนึงแกจะเป็นแม่
^_^

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

ท ะ เ ล ที่ รั ก : ทะเลทำเข็มกลัดจ้า


หน้าตาตั้งอกตั้งใจมั่ก

เฉลยปริศนาจากอัลบั้มที่แล้ว

ทะเลจอมทะเล้นกะลังตั้งอกตั้งใจทำเข็มกลัดตามคำบงการของคุณแม่นั่นเอง
ในงานวันเด็กที่แพร่งภูธรที่เราไปกัน เขามีกิจกรรมให้เด็กๆ สร้างสรรค์เข็มกลัดด้วยตัวเอง

(จิงๆ ก้อสงสารหลานมั่ก ต้องทำหลายอันจนหมดแรงเรย)
(แต่น้าก็อดดีใจไม่ได้นะ ที่ได้เข็มกลัดอันพิเศษ ฝีมือเล ^_^ )

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

ท ะ เ ล ที่ รั ก : ทะเลทำอาราย




เสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๒

วันนี้เจอยัยทะเลแสนทะเล้นอีกแล้ว
เลยได้โอกาสเก็บภาพมาฝากพี่ป้าน้าอา

อ่ะ ทายกันหน่อยไหม
ทะเลกะลังทำอะไรอยู่?

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ท ะ เ ล ที่ รั ก




ดึกคืนวันเสาร์ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๑
สองน้าหิ้วกระเป๋าถึงบ้านทะเล
หิวและง่วง
แต่ก็อดเม้าท์ไม่ได้
สองน้าจึงหลับไปเมื่อล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว

๖.๓๐ น. วันต่อมา
ในความเย็นชื่นของอากาศ
น้าก็ถูกปลุกโดยเสียงลงกระไดของเด็กหญิงทะเล

อากาศน่านอนต่อก็จริง
แต่มันก็น่าตื่นนะ
(แม้น้าจะป๊อกหลับไปอีกทีตอน ๑๑ โมง ก็ตาม)

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ยิ้มหวานที่เชียงคาน



บนเรือชมแก่งคุดคู้

มีทั้งหมด ๘ ยิ้ม




ไปถึงเชียงคานเย็นวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

เก็บของที่เกสต์เฮ้าส์แล้วออกไปหาข้าวกินกัน
หาอีท่าไหนไม่ทราบ ไปโผล่ที่แก่งคุดคู้ เลยได้กินกาแฟเย็นอร่อยมากมาก (แก้วละ ๒๐ บาท) ไ้ด้พบยิ้มหวานยิ้มแรกตอนที่ลิ้นยังเอิบสุขจากรสกาแฟ

นั่งเรือชมแก่ง เห็นยิ้มหวานยิ้มที่สอง-ยิ้มของความสุขของชาวคณะ
(ในรูปมีไม่ครบ ๑๐ ยิ้มนะ ขาดไป ๒)

เช้ารุ่งขึ้น ใส่บาตรแล้วแดดอุ่นๆ เริ่มออก ได้เห็นยิ้มหวานยิ้มที่ ๓
จากเด็กน้อย และแมวอ้วนบนตัก

จากนั้นไปเดินเล่น ผ่านบ้านเด็กอ้วน เห็นกล้วยวางบนแคร่อยู่เครือนึง
เลยขอเด็กอ้วนถ่ายรูป ไม่คาดว่าเด็กอ้วนจะมอบยิ้มหวานยิ้มที่ ๔ เป็นกำนัล

เดินต่อไป ไปเจอลิตเติลโกลเด้นรีทรีฟเวอร์
มันส่งยิ้มหวานยิ้มที่ ๕ ให้

ยิ้มสุดท้ายเป็นของลูกหมาในซอย
โตขึ้นมันต้องเป็นหมาดุแน่นอน เพราะทักอิิฉันมาแต่ไกลด้วยเสียงเห่า
พอเรียกมาหาก็วิ่งเร็วจี๋มาเลย พอใกล้จะถึงดันเิขิน วิ่งกลับไปใหม่
ก่อนตั้งหลักแล้ววิ่งมาหาใหม่ซะงั้น

ยิ้มเขินๆ ของเจ้าหมาน้อยตัวนี้ ประทับใจเป็นยิ้มที่ ๖


วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

How to be Dek Niew




ก่อนหน้านี้ มักจะงงๆ เวลานึกถึงเด็กแนว

เด็กแนวคืออะไร? เป็นกันยังไง? แล้วไอ้ที่ว่าแนว มันแนวไหน?

จนกระทั่งมาเจอน้องแม็กซ์
ผู้ประกาศตัวว่าเป็นช่างภาพเด็กแนว มีแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน

๑๐-๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑
๓ วันที่อยู่ด้วยกัน (แต่คนละห้องนะฮะ) ที่วีรันดา เชียงใหม่
อิฉันจึงพบความกระจ่าง

อ๋อ...เด็กแนวเค้าเป็นกันงี้เอง

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เก็บรูปมาฝากเล : ไดโน่บุกเอ็มโพเรียม



เห็นจากทางเข้าห้างที่ต่อกับบีทีเอส





วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๑

เลือกตั้งแล้วม้าน้อยก็ไปเล่นโยคะที่ Wow Women สุขุมวิท ๓๑
เสร็จแล้วก็เดินไปเอ็มโพเรียม วันนี้ว่าจะไปหาหนังสือมาทำงาน
มืดแล้วแหละ ตอนที่เดินอยู่บนสกายวอล์ก ม้าน้อยเห็นพระจันทร์เสี้ยวลอยเฉิบอยู่ด้านหลังห้างเอ็มโพเรียม
แต่เอ๊ะ... นั่นอะไร?

มองดูดีๆ (เพราะไม่ได้ใส่แว่น) หน้าห้างกลายเป็นสวนดึกดำบรรพ์ไปซะงั้น
พอเดินเข้าห้างจากประตูที่เชื่อมกับบีทีเอส ม้าน้อยก็ก็เจอให้กับพี่ไดโน่

ไทราโนซอรัสหรือป่าวนะ ที่อ้าปากอยู่
ถ้าเลมานะ น้าเชื่อว่าเลต้องบอกน้าได้หมดแน่ว่าตัวไหนชื่ออาราย

ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ ห้างนี้กลายเป็นโลกไดโนเสาร์ไปแล้ว

พ่อแม่เลถ้าจะพาเลมาเที่ยวก็รีบๆ นะ
ม้าน้อยลืมดูว่าเขาจะจัดถึงเมื่อไหร่

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

มันจะถ่ายไปถึงไหน (วะ)?




วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กันยายน ๑๕๕๑

ควงอุดมและอุดมพรไปชมคอนเทมโพรารีบัลเลต์จากสวิตเซอร์แลนด์
การแสดงเป็นที่อิ่มเอมและประทับใจผู้ชมทั้ง ๓ เป็นที่ยิ่ง
โดยเฉพาะนายอุดม ซึ่งชมไม่ขาดปากว่านักแสดงขาสวย

ออกจาหอประชุมมาเจอน้องแม็กซ์เจ้าเก่า
และได้ถูกบันทึกภาพไว้ดังที่เห็น

ไม่รู้แม็กซ์มันแกล้งหรือว่าไร
ถ่ายไม่หยุด
ยิ้มไม่ถูกเลยวุ้ย




วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

Photo by Mag



ก่อนจะถ่ายคนให้สััมภาษณ์จริงๆ

ตั้งชื่อเลียนแบบ 'Designed by Mag' ใน Runaway Bride
(ใครจะเก็ตมั่งเนี้ยะ??)

น้องแม็กซ์ถ่ายรูปนี้ให้วันที่ไปทำงานตอนนั้นไง
กว่าจะทวงรูปมันได้ ดูซิ
ถ้าชั้นท้องจริงก็คงใกล้คลอดแล้วล่ะเนี่ย

ยังไงก็ขอบคุณนะแม็กซ์
แม้ว่าเจ้จะดูดำๆ+พีๆ (เกินจริง) ไปหน่อย

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

ดูโทรทัศน์กับทะเล



รายการโปรดของเลคือรายการเด็กสายๆ
ช่องไทยพีบีเอส
นี่เป็นไดโนเสาร์หลงยุคแบบไทยๆ
ชื่อไรไม่รุ
ต้องให้แม่แอนถามให้



อาทิตย์ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๑

เวลาเด็กๆ ดูรายการโทรทัศน์ที่ตัวเองสนใจ
หน้าตาเป็นอย่างไร
โปรดติดตาม

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ความสวยงามของชีวิต




วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๑
เสร็จงานแรก ระหว่างเตร็ดเตร่อยู่ในสยามพารากอน
รอเวลาทำงานที่ ๒ ไปเจอเอางานนิทรรศการภาพถ่ายอันหนึ่ง ที่ Lifestyle Hall ชั้น ๒

ชื่อว่า นิทรรศการภาพถ่ายแห่งแผ่นดิน
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคัดเลือกภาพรางวัลชนะเลิศทั้ง ๔ ถ้วยด้วยพระองค์เอง

ดิฉันชอบใจอยู่ ๔ ภาพ
เอามาเรียกน้ำย่อยคนชอบเดินสยามพารากอน
เผื่อจะแวะไปชมกันบ้าง

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่องหมาหมา: น้องหมานครนายก



มีอนุสรณ์ของการต่อสู้ฝากไว้ด้วย

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑

สามสาวไปนครนายกดังที่ได้ทราบจากอัลบั้มก่อนๆๆ หน้านี้
ดิฉันจมูกไวกลิ่นน้องหมาตามเคย
ทริปนี้เลยได้ภาพน่าเอ็นดูมาฝากคนรักหมาพอควร

เชิญทัศนาได้ตามความพอใจ

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551

กันลงแดง: ทายซิ..ใครเอ่ย?




ช่วงนี้แม่แอนงานเข้าเพราะพี่ไรลากลับบ้าน
น้าม้อยก็กลัวว่าน้าๆ ทั้งหลายจะรอเลนาน
เลยแอบนำรูปเบลอๆ ของเด็กซนคนนี้มาให้ชมกันก่อน
รูปเซ็ทนี้ถ่ายเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่งาน ๑๒๕ ปีไปรษณีย์ไทย
เลเค้าสนุกใหญ่

แสงน้อย กล้องปัญญาอ่อน
น้าถ่ายเลไม่ค่อยจะทันเล้ย-เลเอ๊ย