แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kodomo แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kodomo แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เฝ้า







ผู้ใหญ่เฝ้า
เด็กนั่ง
ขอ




(สะพานลอยขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศกจากหน้าโรงแรม Westin, 19.18 น. พฤหัสบดี 14 กรกฎาคม 2554)

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เผื่อจะเป็นแก้วตาดวงใจของใครบางคน




ฉันเคยรู้สึกขมขื่นใจเมื่อเห็น แต่ช่วยอะไรไม่ได้
วันนี้พบข้อมูลน่าสนใจใน facebook จึงถือวิสาสะนำมาบอกต่อใน multiply
ช่วยกันเถอะ ช่วยกัน
เพราะเด็กที่เห็นนั่งอยู่ริมถนนนั้นคู่ควรจะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีอนาคตที่ดีกว่านี้
ที่สำคัญคือ เขาอาจจะเป็นแก้วตาดวงใจของใครบางคนที่คุณรู้จักก็ได้


---------------------------------------------------------------------------------------------------------
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน ขอแนะนำวิธีการแจ้งเบาะแสการพบเห็นเด็กขอทานอย่างง่ายๆ ดังนี้
- พบเด็กขอทานจำนวนกี่คน / อายุประมาณเท่าไหร่ / มีบาดแผลหรือตำหนิตามร่างกายหรือไม่ พบเด็กขอทานอยู่บริเวณใด
- มีผู้ใหญ่นั่งอยู่กับเด็กด้วยหรือเด็กนั่งขอคนเดียว
- ความถี่ในการพบ เช่น ทุกวัน / นานๆครั้ง หรือพบครั้งแรก
- หากสะดวกถ่ายภาพให้ถ่ายเก็บไว้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเด็กคนดังกล่าว
- สุดท้ายให้แจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อกลับไว้ เพื่อสะดวกในการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
<<<<< ทุกข้อมูลของคุณสามารถช่วยเหลือเด็กขอทานได้ พบเด็กขอทานโทร.02-941-4194 หรือศูนย์ประชาบดีโทร.1300

(ข้อมูลจาก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150251891755009&set=a.142611775008.113754.135097415008&type=1&theater )

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนตัวเล็ก



นี่เค้าจะลงแล้ว



ช่วงที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเจอเด็กๆ น่ารักๆ ในเสื้อผ้าน่ารักๆ เยอะมากกก
แต่เกรงใจพ่อแม่เค้า จึงเก็บรูปมาได้เท่านี้เอง

เชิญชมตามสบาย
โดยไม่ต้องกังวลกับการเขียนรีพลาย



หมายเหตุ:
-เล่าเรื่องด้วยภาพตามลำดับเหตุการณ์
-สีของแต่ละภาพ "จัด" ไม่เท่ากัน เพราะใช้กล้องคนละยี่ห้อ ปรับตั้งไว้ต่างกัน
-ด้วย ความขี้เกียจเป็นยิ่งยวด จึงทำเพียง group มิได้ปรับแต่งให้ภาพมีความสวยงามไปกว่าที่ถ่ายมา รวมทั้งไม่ได้ resize ด้วย (ถึงได้ให้ดูแค่ Network ไง) ผู้ใดประสงค์จะเซฟไฟล์ไปใช้ โปรดบอกให้รู้สักนิด

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รอยชีวิต

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Kenzaburo Oe



...ฉันจะใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ของทั้งตัวเองและภรรยาโดยมีเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ขี่อยู่บนหลังได้อย่างไร ไม่ว่าจะอย่างไรฉันจะต้องหนีไปจากเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำเช่นนั้นละก็ โอ้! การเดินทางไปแอฟริกาของฉันจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ เบิร์ดถูกผลักดันให้เกิดความรู้สึกปกป้องตัวเองอย่างเร่าร้อน ราวกับเขาถูกไล่ล่าจากทารกสัตว์ประหลาดในตู้อบผ่านกระจกกั้นนั้น เบิร์ดรวบรวมกำลังเข้าต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันเบิร์ดก็รู้สึกอับอายในความเห็นแก่ตัวของตนที่เกาะติดตัวเขาราวกับพยาธิตัวกลมจนเหงื่อไหลไปทั่วร่าง และเกิดอาการหน้าแดง หูข้างหนึ่งของเบิร์ดหนวกสนิท ได้ยินเพียงเสียงเลือดไหลเวียน ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับโดนต่อยด้วยกำปั้นที่มองไม่เห็นแต่มีพลังมหาศาล ความรู้สึกอับอายพัดกระพือไฟร้อนจนเบิร์ดหน้าแดงและน้ำตาคลอ...



คำถามที่เกิดขึ้นระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ถ้าฉันต้องตกที่นั่งเดียวกับเบิร์ด ฉันจะหนี หรือเผชิญหน้า

ไม่ว่า Kenzaburo Oe นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 จะต้องการถามคนอ่านอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม เขาก็ได้เล่าไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ปฏิกิริยาผงะหงายในวาระแรกที่เบิร์ดเผชิญหน้ากับลูกชายที่คลอดออกมาพร้อมอาการ "สมองเลื่อน" จนดูเหมือนมีสองหัว ความขัดแย้งในใจ ไปจนหนทางที่เขาตัดสินใจเลือก แม้มันจะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำความฝันให้เป็นจริง

ตอนที่หยุดอ่านไปในครั้งแรกเพราะลีลาการเล่าเรื่องมันกดประสาทเสียจนอดกลัวไม่ได้ว่าถ้าอ่านแล้วอินมากๆ จะกลัวการมีลูก และเลี้ยงลูก แต่จริงๆ แล้วไม่เลย กลับมาอ่านจนจบในครั้งนี้กลับได้รู้สึกถึงการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของจิตใจคนเป็นพ่อเป็นแม่

แม้เป็นเรื่องฮาร์ดคอร์ แต่ก็คุ้มที่อ่านจนจบ



บันทึก:
• “รอยชีวิต” หรือ A Personal Matter โดย Kenzaburo Oe แปลโดย เดือนเต็ม กฤษดาธานนท์ ซึ่งเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 ผู้นี้ บรรณาธิกรโดย ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
• โอเอะมีลูกชายคนแรกเมื่ออายุ 29 ปี “ฮิคาริ” ถือกำเนิดในปี 1964 พร้อมกับความพิการทางสมอง และนั่นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เขาเขียน “รอยชีวิต” ในปีต่อมา แต่ไม่ว่าโอเอะจะเขียนให้เบิร์ดดูแย่ อ่อนแอ และปอดแค่ไหน แต่สำหรับโอเอะแล้ว ลูกคือแรงผลักดันให้เขาเข้มแข็งและยืนหยัดเผขิญหน้ากับปัญหาอย่างกล้าหาญและสง่างาม
• เป็นการเล่าถึงภาพในสมอง และบรรยายอาการที่แสดงออกมาทางกายได้ surreal มาก ประทับใจกับสำนวน ลีลาของเคนซาบุโร โอเอะ การแปลเองก็เกือบดีแล้ว (คงต้องยกเครดิตให้การบรรณาธิกรของ อ.รื่นฤทัยด้วย) มันเกือบดีแล้วแหละ แต่ที่ติดขัดบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง ฉันให้อภัยได้ ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่เขาอุตสาหะแปลให้อ่าน ^_^
• การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนการติดตามตามข่าวที่รายงานสดจากสมรภูมิรบ ติดตามจนถึงวันที่สงครามสงบและสันติภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
• อ่านหนังสือที่อ่านยาก และหยิบๆ วางๆ หลายครั้งเล่มนี้จบแล้วฮึกเหิมอีกแล้ว อ่านโคโคโระกับรอยชีวิตจบ เล่มไหนๆ ก็อ่านจบน่า (ฮา)


วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

เปลือกหอยจากนางเงือก

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:นางาซากิ เก็นโนะสุเกะ


เห็นมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ หรือหามาอ่านเสียที
ได้ไปช่วยเพื่อนท้องแก่จัดชั้นวางหนังสือ ก็เลยยืมเพื่อนกลับมาอ่านซะเลย

"เปลือกหอยจากนางเงือก" แปลโดย ผุสดี นาวาวิจิต จากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นโดย นางาซากิ เก็นโนะสุเกะ

เป็นวรรณกรรมเยาวชนเล่มเล็กๆ ที่น่ารัก สะอาดสดใส คนเขียนเล่าเรื่องง่ายๆ จูงใจนักอ่านอายุน้อยด้วยเทพนิยายและจินตนาการ ใช้ตรรกะง่ายๆ เขียนอย่างง่ายๆ ไม่ใช้สำนวนซับซ้อน แล้วก็จบได้ใส๊-ใส ชนิดที่แม้เป็นคนอ่านเจริญวัยถึงขั้นเป็นแม่นักอ่านกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ก็ยังยิ้มได้อย่างชื่นใจ

เขาช่างเข้าใจวิธีปลูกฝังสิ่งดีงามในใจเด็กเหลือเกิน


ขอบใจเพื่อนเอ๋ที่ให้ยืมอ่าน
(นี่เค้าไปคลอดหรือยังนะ?)


บันทึก: กับหนังสือเล่มนี้ ไม่ยักนึกว่าเป็นหนังสือเลือกวัยคนอ่านแฮะ


วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

ขำ ขำ


อ่านไป นึกตามไป แล้วจะยิ้มได้


TEACHER:    Maria, go to the map and find   North America .

MARIA:        
 Here it is.
TEACHER:   Correct. Now class, who discovered   America ?

CLASS:          Maria.

____________________________________

TEACHER:   John, why are you doing your math multiplication on the floor?

JOHN:            You told me to do it without using tables.

__________________________________________

TEACHER:   Glenn, how do you spell 'crocodile?'

GLENN:         K-R-O-K-O-D-I-A-L'
                                           
TEACHER:    No, that's wrong

GLENN:         Maybe it is wrong, but you asked me how I spell it.

                     (I Love this kid)

____________________________________________

TEACHER:   Donald, what is the chemical formula for water?

DONALD:      H I J K L M N O.

TEACHER:   What are you talking about?

DONALD:      Yesterday you said it's H to O.
__________________________________

TEACHER:   Winnie, name one important thing we have today that we didn't have ten years ago.

WINNIE:        Me!

__________________________________________

TEACHER:   Glen, why do you always get so dirty?

GLEN:
          Well, I'm a lot closer to the ground than you are.
_______________________________________

TEACHER:    Millie, give me a sentence starting with ' I. '

MILLIE:           I is..

TEACHER:    No, Millie...... Always say, 'I am.'

MILLIE:           All right...  'I am the ninth letter of the alphabet.'
   
________________________________

TEACHER:   George Washington not only chopped down his father's cherry tree, but also admitted it.  
Now, Louie, do you know why his father didn't punish him?
LOUIS:           Because George still had the axe in his hand.
   
______________________________________

TEACHER:    Now, Simon, tell me frankly, do you say prayers before eating?

SIMON:          No sir, I don't have to, my Mom is a good cook.
______________________________

TEACHER:     Clyde , your composition on 'My Dog' is exactly the same as your brother's. Did you copy his?

CLYDE :           No, sir. It's the same dog.
___________________________________

TEACHER:     Harold, what do you call a person who keeps on talking when people are no longer  
interested?
HAROLD:       A teacher

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เรื่องแม่-แม่




ประสบการณ์ของผู้โดยสารนั้นยากจะแบ่่งปัน



ธันวาคม ๒๕๕๒

มาเชียงใหม่คราวนี้เหมือนว่าจะมาเที่ยว
แต่ไปๆ มาๆ เหมือนว่าทริปนี้้ของคนเกลียดเด็กอย่างฉัน กลายเป็นทริปตามติดชีวิตแม่ และ(ว่าที่)แม่ไปซะงั้น



วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เราทำได้ : หมวกเด็กผู้ชาย




หมวกใบแรกใบเล็ก ต้องให้น้องอิ่ม

ทารกที่เพิ่งคลอด
(พอดีเชียว)




ปีที่แล้วๆ มาถักแต่ของตรงๆ ผ้าพันคอเป็นส่วนใหญ่
ปีนี้ชักกำเริบ เลยเริ่มลองถักของกลมบ้าง
แต่ก็เป็นของกลมที่ทำมาจากของตรง เริ่มลองถัดหมวกจากไม้นิตตรงดูมั่ง

(เพราะว่าไม้นิตแบบนั้นมันแพง ลงทุนซื้อมาแล้วกลัวไม่มีปัญญาถักให้เสร็จน่ะสิ)

ลองถามหาแพทเทิร์นหมวกแบบง่ายๆ จากเอจัง
เอจังก็แสนดี ก๊อปปี้มาให้ เป็นแบบถักหมวกถวายพระน่ะจ่ะ

ด้วยความมั่วของฉัน ฉันก็จับมา adaptation ทำเป็นหมวกใบเล็กๆในแบบที่สัญญาไว้เสียก่อน




วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : สอนเด็กอย่างไรดี?





เหตุผลที่จำเป็นจริงๆที่เราต้องสั่งสอนเด็กนั้น..
เพื่อให้เค้าได้เติบโตเป็นเด็กที่รู้ถึงกฎของสังคม อยู่ร่วมกับชาวบ้านเค้าได้


ไม่ใช่มีไว้ให้เราเอาทัศนคติและคุณค่าการมองโลกของเราซึ่งเป็นพ่อแม่ยัดเยียดให้กับเด็ก










จาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=warabimochi&month=09-2008&date=20&group=22&gblog=3
(ชอบอ่านบล็อกนี้จัง)

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

Grave of the Fireflies : สุสานหิ่งห้อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Animation



(คำเตือน : ถ้ายังไม่อยากรู้เรื่อง โปรดอย่าเพิ่งอ่าน)



Grave of Fireflies (1988) หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น 火垂るの墓 (Hotaru no Haka) เป็นแอนิเมชั่นที่ไม่ได้เล่าเรื่องแนวจินตนาการ หรือการผจญภัยน่ารักๆ จบอย่างแฮปปี้ที่ดูแล้วต้องยิ้มตามแนวแอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของ Studio Ghibli แต่กลับนำเสนอชีวิตที่แสนจะ tragic ในช่วงเวลาที่สุดจะลำบาก อันเป็นภาพที่ดูห่างไกลตัวคนดูยุค 3G มีกินมีใช้เหลือเฟือ แถมผู้คนในสังคมยังเมตตาอารีต่อกันอย่างล้ำเหลือ (!?!) อย่างเรา ชนิดที่แทบนึกไม่ออกว่าก่อนหน้านี้ คนยุคนั้นปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร

มันเป็นชะตากรรมระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของเด็กญี่ปุ่นคู่หนึ่ง แม้เป็นเด็กเมืองโกเบ หาใช้เมืองฮิโรชิมาหรือนางาซากิที่โดนถล่มเสียราพณาสูรด้วยระเบิดปรมาณู แต่การเป็นกำพร้าแม่ และไม่รู้แห่งหนที่อยู่ของพ่อ ก็ทำให้เด็กสองต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาที่สุด

ครอบครัวของเซตะและเซตสึโกะที่จริงไม่ใช่ยากไร้ พ่อของเด็กทั้งสองเป็นถึงนายพลทหารเรือแห่งกองทัพพระจักรพรรดิ แต่ในยามสงคราม พ่อก็ไปออกรบ เหลือแต่แม่กับเซตะวัย 14 ปี และเซตสึโกะ น้องน้อยวัย 4 ขวบเพียงลำพัง

วันนั้นมีสัญญาณเตือนภัย เซตะให้แม่ซึ่งเป็นโรคหัวใจไปหลบภัยในอุโมงค์ก่อน ตัวเองค่อยแบกน้องขึ้นหลังตามไป เพราะไม่ได้ไปพร้อมกันนี่เอง เด็กทั้งสองจึงโชคดี รอดพ้นระเบิดลูกที่ถล่มลงมาจนทำให้แม่ถูกไฟคลอก บาดเจ็บสาหัส

บ้านของพวกเขาไหม้ไฟ แม่ก็ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เซตะจึงพาน้องขึ้นรถไฟไปอาศัยอยู่กับป้าที่อีกเมืองหนึ่ง แต่หลังจากกลับไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล เซตะก็กลับมาพร้อมกล่องใส่อัฐิ ก็แม่มีแผลไฟไหม้เยอะขนาดนั้น ในภาวะที่ไม่พร้อมจะให้การรักษาแบบนั้น ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอแบบนั้น ให้ถึงกับรอดคงเป็นอะไรที่สูงเกินหวัง

ในเวลาที่ข้าวยากหมากแพงจากสงคราม การอุปการะเลี้ยงดูเด็กเพิ่มอีกสองปากสองท้องย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่าย ก็น่าเห็นใจคุณป้ามากอยู่ แต่คุณป้าจะรู้ไหมว่าการระบายความเครียดไปเป็นคำพูดกดดัน เหน็บแนม ว่ากระทบพ่อกระทบแม่ จนถึงด่าตรงๆ ว่าขี้เกียจ ซึ่งบีบบังคับให้เด็กตาดำๆ ต้องออกไปดิ้นรนหาความสงบ สบายใจ และอาหารกินให้อิ่มท้องนอกบ้านนั้น เป็นบาปกรรมแค่ไหน

เซตะมีแค่เงินในบัญชีของแม่ กิโมโนเพียงชุดเดียวของแม่ก็ให้ป้าไปแลกข้าวสารแล้วแบ่งไว้หุงในบ้านครึ่งหนึ่งแล้ว เขาไม่มีรายชื่อญาติอื่นๆ ที่จะหวังไปพึ่งพิงได้ เท่าที่สติปัญญาของเด็กชายวัย 14 จะนึกออก เขาจึงทำได้แค่พาน้องไปอยู่ในอุโมงค์เหมืองเก่าข้างบึงน้ำ แรกๆ สองพี่น้องดีใจ สนุกและอิสระเหมือนเล่นสร้างบ้าน พากันไปขนของใช้เก่าๆ จากบ้านเรือนพังๆ เพราะระเบิด แล้วก็ถอนเงินในบัญชีของแม่มาซื้อข้าวสาร และของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ

แล้วก็ได้กินอิ่ม อร่อยและสบาย(ใจ)เป็นครั้งแรก

แม้จะยึดอุโมงค์เป็นบ้าน แต่อุโมงค์ก็ไม่ใช่บ้าน ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ตกค่ำ เซตสึโกะตัวน้อยจึงถูกรบกวนด้วยยุงและความมืด เด็กน้อยกลัวความมืด พี่ชายทำได้เพียงออกไปไล่จับหิ่งห้อยที่บินอยู่โดยรอบมาปล่อยไว้ในมุ้ง ให้น้องมองต่างแสงดาว

น้องหลับไปใต้แสงดาวหิ่งห้อย แต่แสงนี้กลับทำให้คนพี่คิดถึงงานวันเฉลิมฉลองกองทัพเรือ เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ยังมีแม่และพ่อ..

หิ่งห้อยที่ให้แสงราวกับดาว แต่เมื่อถึงเช้าก็กลายเป็นซากศพ ตอนที่เซตสึกะจังขุดดินหน้าอุโมงค์ เป็นหลุมฝังกองหิ่งห้อยที่กองอยู่พูน ทำให้ฉันไพล่ไปนึกถึงกองศพจากการทิ้งระเบิดที่ได้เห็นหลังจากเซตะไปเยี่ยมแม่ ในความรู้สึกฉากนี้นับเป็นฉากที่เศร้าที่สุดสำหรับฉัน

ชีวิตที่ส่งแสงระยิบระยับราวกับดวงดาว เมื่อเวลาผ่านพ้นก็กลายเป็นซากศพกองใหญ่
(หรือที่จริงชีวิตเราทุกคนก็เป็นอย่างนี้?)



สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ทำให้เซตสึโกะน้อยเริ่มมีอาการผื่นคันตามผิวหนัง แล้วก็เริ่มล้มป่วยเพราะท้องหิว เธอมีชีวิตได้อีกไม่นานก็จากโลกนี้ไปเนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร ..เรื่องนี้จะโทษว่าเป็นความผิดของใครดี ระหว่างพ่อที่ไม่ติดต่อมา แม่ที่ชิงจากโลกนี้ไปก่อน ป้าใจดำเพราะเห็นแก่ปากท้องของครอบครัวตัวเอง พี่ชายที่วิ่งหา ขโมยอาหารให้น้องไม่พอกิน เงินในบัญชีที่เหลือก็ได้แต่เก็บงำไว้จนไม่ทันใช้ หมอที่ไม่ยอมฉีดยาให้น้อง หรือว่า สงคราม?

เซตะเองหลังจากเผาศพน้องแล้วก็เก็บกระดูกไว้ในกล่องลูกอมที่ตัวเองเคยใช้ป้อนตอนน้องงอแง ชีวิตที่เหลือมีแค่ลมหายใจอันไร้ความหวัง ญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ่อก็หายไป ไม่มีชายคาอันอบอุ่นและปลอดภัยของบ้าน ไม่มีอาหารจะกิน

ในที่สุด จึงหยุดลมหายใจ กลายเป็นแสงดวงน้อยของหิ่งห้อย ลอยไปสมทบกับดวงวิญญาณของน้อง




หมายเหตุ :
• เป็น DVD อีกเรื่องที่เป็นของฝากจากแม่สาย (หนังแม่สายชัดระดับที่หนึ่งตะวันนา)
• ในบรรดาหนัง Ghibli ที่เพื่อนเอามาฝาก กะว่าจะดูเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย เพราะจำได้ว่าเศร้าที่สุด
• เคยดู Grave of Fireflies ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นวิดีโอที่เช่าจากร้านเฟม ท่าพระจันทร์ จำไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้เลือกเรื่องนี้ จำได้แค่ว่าดูแล้วรู้สึกเศร้า และหลอนไปนานเชียว
• ดูอีกครั้งตอนแก่ลงกว่าเดิมสิบกว่าปีก็ยังถึงกับเก็บเอาไปฝันร้ายอยู่ (ก็ฝันเห็นศพเรียงรายนั้นแหละ)
• ในความรู้สึก นี่เป็นแอนิเมชั่นที่ดูแล้วเศร้าที่สุดจาก Studio Ghibli เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากปวดใจก็ไม่ควรดูเลย
• เขาวาดเซตสึโกะตอนน้ำตาหล่นน้ำตาไหลได้น่าสงสารจริง โดยเฉพาะตอนที่ป้าจะเอากิโมโนของแม่ไปแลกข้าวสารน่ะ
• หลังสงครามสงบ บรรดาคนหนีสงครามกลับเข้าบ้านตัวเอง มีบ้านหนึ่งเล่นแผ่นเสียงเพลง home sweet home, there’s no place like home เสียงเพลงลอยไปถึงหน้าอุโมงค์ ภาพก็แฟลชแบ็กไปเป็นตอนเซตสึโกะน้อยผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้กลับบ้านตลอดกาล เล่นคนเดียวอยู่หน้าอุโมงค์ริมบึง ที่ที่เธอถือเป็นเสมือนบ้านของเธอและพี่ชาย ใครดูซีนนี้แล้วน้ำตาไม่ไหลก็คงเป็นคนใจแข็งมาก




วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พ่อแม่ช่วยกันปั้น





หวัดดีน้องปั้น

หนูเกิดเวลา ๒๓.๒๐ น. คืนวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนาคม ๒๕๕๒ ก่อนกำหนดเดิมของหนู คือวันที่ ๗ เดือน ๗ ตั้ง ๒ สัปดาห์
มาพร้อมน้ำหนัก ๓,๐๐๐ กรัม น้าดูแล้วก็คิดว่าหนูตัวใหญ่ไม่ใช่เล่นเลย
(เกิดมาก็ตัวตึงเปรี๊ยะเชียวลูก) ..แต่หนูรู้อะไรไหม แม่จินนี่น้อยของหนูเขาคลอดหนูเองเลยนะ
แล้วเขาก็ได้แต่เล่าซ้ำๆ อย่างภาคภูมิใจให้น้าฟังว่า "เป็นอะไรที่เจ็บปวดทรมานมาก"
(หนูนึกออกไหมว่าแม่เค้ากำลังทำหน้ายังไง-อิ อิ)

พ่ออาร์ตกะแม่จินตั้งชื่อหนูว่า "ปั้น" น้าว่าน้าเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
ชื่อจริงหนูเท่มาก แม่เขาให้หนูชื่อว่า "นฤทธิ์" ฟังดูแมน+แรงดีนะ น้าว่า

ตอนอายุยังไม่เต็มวันนี่ตัวหนูเป็นสีส้มเหมือนแซลมอนรมควัน (น้ากำลังหิว) เวลาหนูร้องหน้าหนูดูแดงแป๊ดขึ้นมาเชียว

แม่หนูบอกน้ำนมยังไม่ไหล
แต่หนูขยันดูดมากๆ น้าว่าเดี๋ยวนมอุ่นๆ คงจะไหลมาเทมาให้หนูได้ดูดจนอิ่มอย่างแน่นอน

สู้ต่อไปนะ น้องปั้น!


หมายเหตุ:
-ชมภาพน้องปั้นตอนอยู่ในท้องแม่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/229/229
-พ่อหนูหน้าตาดีจริงๆ นะ http://mandymois.multiply.com/photos/album/473/473


วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

The Little White Horse : ม้าน้อยสีขาว

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:Elizabeth Goudge แปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท
วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

อ่าน ม้าน้อยสีขาว จบเป็นรอบที่สอง
ตอนที่อ่านจบรอบแรกเมื่อหลายปีก่อนนั้น ก็เห็นบนปกแล้วว่าเป็น "หนังสือเล่มที่ เจ เค โรว์ลิ่ง ชอบ และกล่าวถึงบ่อยที่สุด"
รู้สึกตอนนั้นจะ็ไม่ได้ติดใจอะไรกับข้อความนี้ แต่จำได้ว่านี่เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่สนุกมาก
จำได้ว่าอ่านจนจบ (หนังสือที่มีอยู่มีอยู่แค่ราวร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ที่อ่านจนจบ ในขณะที่มีเพียงร้อย ๗๕ ที่หยิบมาอ่าน)

จนเมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านประวัติ เจ เค โรว์ลิ่งอีกครั้ง และได้รู้(อีกครั้ง)ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจของเธอ ก็นึกขึ้นมาไ้ด้ว่าเราก็มี เลยหยิบมาอ่านอีกครั้ง
(ม้าน้อยสีขาวเลยเข้าไปรวมอยู่ในร้อยละ ๘ ของหนังสือที่ถูกอ่านซ้ำเป็นรอบที่สอง)

มันเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ยอดเยี่ยมแหละ
เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะเขียนขึ้นด้วยภาษาที่สมบูรณ์แบบ เขียนอย่างประณีต จากการวางโครงเรื่องอย่างสุดยอด แม้จะเป็นเรื่องราวใกล้เคียงเทพนิยาย แบบเจ้าชาย-เจ้าหญิง แต่นั่นก็เืพื่อผูกเรื่องให้สนุก ทั้งยังเล่าด้วยน้ำเสียงที่ให้กำลังใจ ให้เด็กเชื่อในความดี และการทำความดี

ทั้งหมดทั้งมวลโดยผู้เขียนไม่ได้สาธิตด้วยภาพขาว-ดำ
คือแทนความดีด้วยสีขาว แล้วแทนความชั่วด้วยสีดำ
ถ้ามันเป็นภาพวาด หนังสือเล่มนี้คงเป็นภาพที่ใช้ทุกสีที่มี แสดงให้เห็นทั้งแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ในทุกอุณหภูมิสี

ด้วยความเมตตาของผู้เขียน เธอชี้้ให้เด็กๆ เห็นว่าในตัวคนคนเดียวมีทั้งดีและชั่ว ไม่มีใครดีสุดๆ และชั่วสุดๆ ดังนั้น ให้เข้าใจคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และควรจะเลือกมองในส่วนที่ดี และเชื่อมั่นในส่วนนั้น ซึ่งมีในตัวคนทุกคน

ดิฉันเชื่อว่าคนเขียน เขียน ม้าน้อยสีขาว จบ ในวันที่เธอบรรลุวุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่ แต่ยังไม่ลืมภาพเก่าๆ ในวันที่ตัวเองยังเป็นเด็ก

โดยส่วนตัว อิฉันเห็นว่าคุณค่าที่โดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใดของหนังสือเล่มนี้คือ
การปลดปล่อยจินตนาการของเด็ก
เพราะจริงๆ แล้ว การมีจินตนาการ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ และไม่อาจยอมรับได้นั้น ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามเพราะมันผิดบาป เพ้อเจ้อ และไร้สาระ

ไม่แปลกหากเรื่องราวใน ม้าน้อยสีขาว จะประทับอยู่ในความทรงจำของผู้ใหญ่หลายคน รวมทั้ง "แม่" ผู้ให้กำเนิดแฮรี่ พอตเตอร์ อย่าง เจ เค โรวลิ่ง


บันทึก
-ด้วยสำนวนภาษาสุดเลิศ อิฉันว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษหนังสือเล่มนี้จะเป็นครูของนักเีรียนภาษาและวรรณคดีอังกฤษ
-ตัวละครที่ชอบมากที่สุดคือ มาร์มาดุ๊ค สคาร์เล็ต คนครัวคนแคระของคฤหาสน์เมอรี่เวเธ่อร์ ผู้มีพรสวรรค์ในการเสกสรรค์อาหารและประดิษฐ์ Compound - Complex sentence
-ชอบสำนวนแปลของผู้แปลคนนี้มาก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ใช้สำนวนภาษาใกล้เคียงภาษาในปัจจุบัน แต่เธอช่างแปลได้แสน smooth และก็เก็บมาครบประเด็นดีจริง
-ได้คิดอย่างนึงว่า หนังสือบางเล่ม คงเหมาะจะอ่านในบางจังหวะของชีวิต หากยังไม่ถึงเวลา หรือพ้นเวลาที่เหมาะสมนั้นมาแล้ว impact จากการอ่านก็จะเปลี่ยนแปลงไป
-อิฉันคงจะแก่ไปแล้ว เพราะอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันทะลุปรุโปร่งไปหน่อย-ก็ไม่รู้ว่าเพราะอ่านเป็นรอบที่สองด้วยหรือเปล่าน่ะนะ
-รู้สึกเข้าอกเข้าใจอะไรไปหมด แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกน้อยลงนะ
-ที่สำคัญคือยังคงอ่านจบเป็นรอบที่สองล่ะ ^_^








วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

คลอดทีละครอก!!!

พุธที่ 28 มกราคม 2552

ฟังสรยุทธ์เล่าข่าวนี้

มาอ่านอีกทีในไทยรัฐออนไลน์ แล้วก็มีคำถาม


1. 8 คนนี้ เกิดจากการร่วมรักครั้งเดียว หรือหลายครั้ง (เหมือนหมา)

2. ท้องแม่จะใหญ่แค่ไหนเนี่ย (แล้วนมจะใหญ่ขึ้นมากกว่าปกติเพื่อให้เพียงพอกับเด็ก 8 คนไหม)

3. แล้วลูกตะละคนล่ะ จะเล็กเท่าลูกแมวเลยไหม? คลอดก่อนกำหนดได้อีกนะ

4. จะเอานมที่ไหนกิ๊น

5. คนเป็นพ่อจะดีใจไหม?

6. แล้วแม่ล่ะ

7. ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะเรา เราจะทำไงฟะ???


หมองงแม่มะกันเบ่งแฝด 8 [28 ม.ค. 52 - 03:52]

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ 26 ม.ค.ว่า หญิงสาวชาวอเมริกันไม่ เปิดเผยชื่อคลอดลูกแฝด 8 คน เป็นเพศชาย 2 คน เพศหญิง 6 คน นับเป็นรายที่ 2 ของสหรัฐฯ ขณะที่เอพีอ้างว่าเป็นรายที่ 2 ของโลก ทั้งนี้ ดร.ฮาโรลด์ เฮนรี หัวหน้าแผนกทำคลอดประจำศูนย์การแพทย์ไคเซอร์ เพอร์มาแนนท์ เบลล์ฟลาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ ห่างจากนครลอสแอนเจลิสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 27 กม. เผยว่า ทีมหมอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีถึง 8 คน เพราะก่อนหน้าทราบว่าเป็นแฝด 7 คน เพราะเฝ้าดูอาการตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก และเตรียมตั้งชื่อชั่วคราวเป็นตัวอักษรเอ-จีเท่านั้น ทั้งนี้ คุณแม่เริ่มเบ่งลูกคนแรกเวลา 10.43 น. กระทั่งคนสุดท้ายเวลา 10.48 น. ตามเวลา ท้องถิ่น ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 46 คนกับห้องทำคลอด 4 ห้อง 

ข่าวระบุ เด็กแฝด 8 คลอดก่อนกำหนด 9 สัปดาห์ มีน้ำหนักระหว่าง 680 กรัม- 1.474 กก. ทารกแรกเกิด 2 คนอยู่ในตู้อบ ส่วนอีกคนต้องอาศัยเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ คาดต้องอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 เดือน ขณะที่คุณแม่ลูกดกอาจกลับบ้านได้ในอีก 1 สัปดาห์ พร้อมเผยตั้งใจให้นมบุตรทั้งหมดเอง อย่างไรก็ดี ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทานยา บำรุง ซึ่งมีโอกาสคลอดลูกหลายคนได้ อนึ่ง เหตุการณ์การคลอดลูกแฝด 8 คน เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2541 จากครอบครัวชาวไนจีเรีย แต่เสียชีวิตคนหนึ่งในสัปดาห์ต่อมา และเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 10 ขวบเมื่อเดือน ธ.ค.ปีกลาย.

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/news.php?section=international&content=121053

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

ท ะ เ ล ที่ รั ก : ทะเลทำอาราย




เสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๒

วันนี้เจอยัยทะเลแสนทะเล้นอีกแล้ว
เลยได้โอกาสเก็บภาพมาฝากพี่ป้าน้าอา

อ่ะ ทายกันหน่อยไหม
ทะเลกะลังทำอะไรอยู่?

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การเดินทางของเด็ก



ใช้มือถือถ่ายอีก
Nokia 7650
ถือกล้องไว้หน้าจอมอนิเตอร์ จับภาพใบหน้าแน่วแน่ของน้องอายที่กำลังจ้องไปที่เกมใจจอ

น้องอาย เป็นหลานสาวคนโตของป้าโอ๋

เรารู้จักกันมาตั้งแต่หกปีก่อน ตอนที่น้าม้อยมาทำงานที่มีเดียปีแรก
ตอนนั้นน้องอายยังเบ๋บี๋อยู่เลย
ตามป้าโอ๋มาทำงานตอนที่หนูปิดเทอม

เวลาผ่านไป น้าม้อยยังไม่ก้าวหน้า แต่ไม่ถอยหลัง
ยังนั่งโต๊ะเก้าอี้ตัวเดิม ใช้คอมฯ ชุดเิดิม
น้องอายยังแวะมาเยี่ยมเรื่อยๆ ตอนปิดเทอม

วันนี้น้องอายก็มา
โตขึ้นเยอะะะะะะะ ตัวยืดตัวยาว
หน้าตาก็เริ่มหวาน การแต่งตัวเริ่มมี accessories ใกล้สาวเข้าไปทุกที


วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เกิดสงครามพันครั้ง..เด็กก็ยังสวยงาม


เด็กอะไร เกิดมาก็ตัวโต-ตึงมาเบ็ดเสร็จแล้ว


อัลบั้มรวมรูปเด็ก 'เปรี้ยว'