แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ faminista แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ faminista แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย : มิติซับซ้อนของการทำแท้ง

เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม ได้จัดเสวนาเรื่อง "ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องท้องไม่พร้อม" ขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเฟิร์ส ถ.เพชรบุรี  โดยมี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.เมทินี  พงษ์เวช ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี นายตุล ไวฑูรเกียรต์ นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปินวงอพาร์ทเม้นต์คุณป้า และ น.ส.อุษาสินี ริ้วทอง หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ พร้อมด้วยองค์กรทุกภาคส่วนเข้าร่วมเสวนา


เริ่มด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทย โดย รศ.ดร.กฤตยา  กล่าวว่า  การทำแท้งของผู้หญิงทั่วโลกนั้นมีมายาวนานแล้ว แต่ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ปัจจุบันกลับมองว่า ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวที่ทำแท้ง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้ง รวมถึงการทำแท้งเสรีไม่มีบนโลกนี้  เพียงแต่ว่า คนเราเวลามองการทำแท้งนั้นเป็นเรื่องของศาสนา ความรู้สึกบาปในจิตใจ  แต่แท้จริงแล้วอยากให้มองเรื่องสุขภาพของผู้หญิงที่ทำแท้งมากกว่า  97% ทั่วโลก อนุญาตให้มีการทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของผู้หญิง  ไม่ใช่การทำแท้งเสรี ซึ่งทุกอย่างมันต้องมีเงื่อนไข การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ แต่ในเมืองไทยที่มี คือการทำแท้งเสรีของคนที่มีสตางค์ มีข้อมูล ดังนั้น เรื่องท้องๆ  แท้งๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิงที่สังคมต้องร่วมกันดูแล

 

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวต่อว่า  อยากให้เปลี่ยนมุมมองทัศนคติเสียใหม่ว่า ผู้หญิงที่ท้องและทำแท้งแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่อาชญากร กม.การทำแท้งเป็นกม.เก่า มีการเสนอให้แก้ไขมาตรา 305   ซึ่งเป็นกม.อาญา มาตลอด แต่ก็ยังไม่เป็นผล  กฎหมายนี้เป็นกฎหมายใจร้าย  เพราะผู้หญิงกระทำต่อร่างกายตัวเองแล้วเป็นอาชญากรคิดได้อย่างไร


"คนจนขายกระดูกซี่โครงตัวเองเพื่อให้ ผู้หญิงอีกคนไปทำจมูก เขาผิดไหม เพราะนั่นเป็นส่วนนหึ่งของร่างกายเขา คนฆ่าตัวตาย ติดตารางไหม ตัวอ่อนที่อยู่ในร่างกายของผู้หญิง ยังไงก็เป็นส่วนนหนึ่งของร่างกาย เพราะฉะนั้นการที่ผู้หญิงเขาจัดการกับร่างกายของตัวเอง แล้วต้องติดคุก มันใจร้ายไหม มันก็มีแต่ทำให้เกิดปัญหา เพระาฉะนั้นคิดว่าต้องเปลี่ยนมุมมองของสังคมในเรื่องนี้ ว่าเขาไม่ใช่อาชญากร แต่ไม่ใช่แก้ตรงนี้อย่างเดียว ต้องแก้ที่จุดอื่น  จริงๆ อยากให้ยกเลิกกฎหมายนี้เหมือนกัน แล้วร่างกฎหมายใหม่ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับผู้หญิงที่ท้องแล้วมีปัญหา ขณะนี้หวังว่า เรื่องดังกล่าวจะเข้าไปอยู่ในพรบ.อนามัยเจริญพันธุ์ฯ แต่ นายกรัฐมนตรี ก็บอกให้ยกเรื่องนี้ออกไปก่อน มันร้อน อยากจะเรียนว่า เรื่องการทำแท้งเป็นเรื่องร้อนของนักการเมือง ประเทศไทยไม่มีนักการเมืองสักคนที่จะลุกขึ้นมายืนแล้วต่อสู้สิทธิให้กับ เรื่องอย่างนี้ ในทางส่วนตัวมีมาบอกว่าสนับสนุน แต่ในทางสาธารณะพูดออกไม่ได้กลัวจะเสียคะแนนเสียง สังคมไทยสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ อดีตไม่มีการเอาผิดกับผู้หญิง สิ่งที่ต้องการเปบลี่ยนแปลง อยู่ที่พวกเราทุกคน เพื่อให้มีทางเลือก เราอยากให้ทารกทุกคนเกิดมาด้วยความพร้อมและความต้องการ ซึ่งจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี " รศ.ดร.กฤตยา กล่าว


ด้าน ตุล  อพาร์ทเม้นต์คุณป้า ตัวแทนเยาวชนวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็น ผู้ชายหายไปไหน....เมื่อผู้หญิงท้องไม่พร้อมว่า เมื่อ ผู้หญิงท้องภาระทั้งหมดก็ต้องตกมาที่ตัวเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ไม่ได้วางแผน หรือความมักง่ายของผู้ชาย ที่เลือกจะหนีปัญหาหลายๆ ครั้ง ปัญหาผู้หญิงที่ไปทำแท้งในที่ๆ ไม่ปลอดภัย มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวกฎหมายเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องความกดดันของสังคม ไม่ได้มองว่า  ไม่มีใครรรับฟัง โดยเฉพาะฝ่ายชาย หรือบางกรณีรับฟังก็เรียกร้องให้มีการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่ง ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือความต้องการของคนสองคนแล้วไม่รับผิดชอบร่วมกัน กรณีการพบซากตัวอ่อนทารกเป็นพันๆ ราย ในวัดไผ่เงินฯ ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศนั้น สำหรับตนมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาตื่นตกใจ เพราะการทำแท้งมันเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่สื่อประโคมข่าวให้ความสนใจแค่ช่วงสั้นๆ แต่พอผ่านไปแล้ว เรื่องที่สื่อนำเสนอไปจะช่วยอะไรให้กับสังคมได้หรือไม่

 

นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง กล่าวอีกว่า วัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศจากกลุ่มเพื่อนมากกว่าคนในครอบครัว เพราะมันมีความไม่กล้าที่จะคุยกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะพ่อ แม่ และลูก แต่ถ้าถามว่า วัยรุ่นรู้วิธีการคุมกำเนิด ป้องกันโรคติดต่อ หรือไม่ ตอบได้เลยว่า พวกเขารู้ แต่มันก็จะมีความเขินอายเป็นประเด็นใหญ่ที่ยากจะขจัดไป  อย่างการใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่นการไปซื้อถุงยางอนามัย ที่ต้องฟันฝ่าสายตาจากคนที่มองมาอีกด้วย ดังนั้น สิ่งนี้ มันจึงเป็นประตูสำคัญ กำแพงที่หนาในการเข้าถึงการคุมกำเนิดไม่ได้ เรียกง่ายๆว่า คนไทยเรายังคงอยู่ในสังคมที่ ไม่กล้าพูดความจริงมากกว่า  ส่วนความรู้สึกบาปบุญมันฝังในหัวคนไทยหรือคนทั้งโลกมานาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามหรือหาทางออกให้กับเรื่องการทำแท้งเป็นอย่าง มาก อยากให้มองว่า การคุยเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

 


ขณะที่ มุมมองของการทำงานด้านการป้องกัน  ขององค์การแพธ  น.ส.อุษาสินี กล่าวว่า ทางแพธ  ได้มีการขยายการให้ความรู้ การสอนเพศศึกษาให้คนเกิดการป้องกัน หรือชะลอการมีเพศสัมพันธ์โดยตลอดไปยังโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก   เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจให้กับวัยรุ่น ทั้งนี้  พบว่า มีแผนกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้น ม. 5 ที่ชื่อว่า "บทเรียนเขียนชีวิต" ก็พบว่า บทเรียนดังกล่าวไม่ได้มีการหยิบยกเอามาสอนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการตั้งครรภ์และทำแท้งมาสอนเด็กเลย  ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ครู ส่วนใหญ่มักไม่เลือกที่จะเสนอประเด็นการทำแท้งในการสอนเพศศึกษา แต่เลือกที่จะหยิบเอาเรื่องบาปมาสอน ทำให้ยังไม่ก้าวข้ามประเด็นอื่นๆ เช่น วัยรุ่นหญิงชายจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะทำแท้ง หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือแบบไหน มีเพียงแต่ห้ามไม่ให้ทำแท้ง หรือห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความช่วยเหลือแก่คนรุ่นใหม่ให้เขาได้รับความรู้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสมในเรื่องเพศศึกษา เพื่อให้หลุดออกจากมายาคติที่สังคมได้สร้างกรอบไว้


"เราต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำอะไรที่จะเปลี่ยนมุมมอง ความรับผิดชอบที่ปลอดภัยต่อวัยรุ่นได้บ้าง การพยายามของเราไม่เพียงแค่ให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีการให้ข้อมูลความรู้ในระบบการศึกษา เป็นประเด็นที่ท้าทายมาก พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยากที่จะผลักดันการเรียนเพศศึกษาให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเขาจะเน้นให้เด็กมีความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่าที่จะสอนทักษะ ชีวิตให้เด็ก ขณะที่โรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก เขตนอกเมือง ปรากฎว่ามีหลายที่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เป็นคำถามใหญ่ในสังคมว่า เป้าหมายใหญ่ คือเราจะให้เด็กเกิดการเรียนรู้ หรือให้เด็กมีทักษะในการประกอบวิชาชีพ"


พร้อมกันนี้ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคมองค์การแพธ  ยังได้นำริบบิ้นที่ผูกเป็นโบว์สีดำมาแจกให้กับผู้ร่วมเข้าเสวนาทุกคน โดย กล่าวว่า "ขอไว้อาลัยให้กับความมืดบอดของสังคมพุทธด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราจะเปลี่ยนความมืดเป็นความสว่างได้อย่างไร ถ้าเราไม่เปิดใจในเรื่องเพศ"

 

 

 

ส่วนดร.เมทินี  ซึ่งดูแลในส่วนงานของบ้านพักฉุกเฉิน  โครงสร้างทางเลือกสำหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม จากหลายๆ กรณี  ระบุว่า ผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในบ้าน พบว่า หลายคนขาดความรู้ความเข้าใจค่อนข้างมากในเรื่องเพศศึกษา  ซึ่งทางเราก็พยายามให้ความช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจให้คนเหล่านี้เกิดความพร้อมในหลายๆอย่าง มีการแนะนำหญิงที่ท้องไม่พร้อม ทำยังไงให้แม่ที่ไม่พร้อม พร้อมที่จะเลี้ยงลูกได้ หรือ เด็กผู้หญิงบางคนยังเรียนหนังสือไม่จบ ก็มีการใช้เงินจากการการรับบริจาค  ต่างๆ ที่ได้มาไปให้พวกเขาได้รับการศึกษาเพื่อให้เรียนจบ หลายคนพบว่า สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีอาชีพที่ดี ซึ่งทางสหทัยมูลนิธิก็ให้ความช่วยเหลือกับทางบ้านพักฉุกเฉินมาโดยตลอด ระหว่างนี้ สิ่งที่สำคัญ คือการทำงานกับผู้ปกครองของผู้หญิงเหล่านั้น เป็นอะไรที่ยากและท้าท้ายมาก

 

 


"อยากเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ จริงจังเรื่องนี้ ครอบครัว โรงเรียน สื่อ ต้องช่วยกัน  การป้องกันในโรงเรียนต้องทำจริง ซึ่งที่ผ่านมามันติดอยู่ที่ทัศนคติของครูบาอาจารย์ค่อนข้างมาก ไม่อยากให้ผู้หญิงเป็นจำเลยเพศเดียวจริงๆ  เพราะว่า หลายครั้งทุกเรื่องเลย ผู้หญิงจะถูกตัดสินในกระบวนการสุดท้าย แต่ถ้าย้อนกลับไปดู จากประสบการณ์ที่บ้านพักฉุกเฉิน จะพบว่า หลายครั้งมันมีที่มาที่ไป หลายคนเป็นเด็กที่ถูกเหวี่ยง ไปอยู่กับคนนู้นคนนี้  คือเกิดมาจากความไม่พร้อมนี่แหละ แล้วนำไปสู่ปัญหา เด็กก็ตั้งคำถามว่า ให้หนูเกิดมาทำไม เกิดมาก็สร้างปัญหาให้กับสังคม นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้รับความรักที่แท้จริง สังคมต้องเข้าใจและไม่ตัดสินก่อนที่จะไปรับรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร อย่างเช่นการทำแท้ง กฎกติกาที่ออกมาห้ามนู่นห้ามนี่ ท้ายที่สุดอยากจะถามว่า คนที่ต่อต้านสุดโต่งเอื้อมมือมาช่วยอย่างไรบ้าง ในขณะที่ผู้หญิงที่ทำตามกติกาของสังคม แต่ว่าเขาไม่พร้อมเลย และสุดท้ายก็ไม่มีคนเอื้อมมือมาช่วยอยู่ดี"

 

 


ตรงส่วนนี้ ตัวแทนของสหทัยมูลนิธิ ได้ร่วมให้ความเห็นว่า  เท่าที่ทำงานกับเด็กและผู้หญิงมาตลอด ในเรื่องของการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม  สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นในส่วนของสังคมชนบท เมื่อท้องขึ้นมา จะกลัวพ่อแม่รู้และรับไม่ได้ ขณะที่ในสังคมเมือง  บางทีพ่อแม่รู้ แต่ไม่สามารถรองรับปัญหาได้ เนื่องต้องปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงชีพ   จะมารับผิดชอบสมาชิกใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นเคสที่หนักหนา หลายกรณีที่เห็นบ่อยๆ  พอมีคนตั้งท้องมาหาเรา อยู่ในช่วงก้ำกึ่ง สิ่งแรกที่ทุกคนคำนึงคือเรื่องของศาสนา ที่ฝังอยู่ในหัวว่า ถ้าเอาเด็กออกจะบาปแค่ไหน เขาไม่ได้คิดถึงแง่กฎหมายว่าอนุญาตหรือไม่ หรือจะไปหาหมอ แต่เมื่อมีบางรายไม่สามารถเอาเด็กไว้ได้จริงๆ เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดต่างๆ ของเด็กอาทิ สติปัญญาของผู้หญิงที่อาจจะไม่สมประกอบ ที่เขาไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้  ทางเราก็ไปช่วยประสานติดต่อในหลายๆที่ที่ช่วยเอาเด็กออกให้โดยปลอดภัย แต่ เมื่อติดต่อไป ทางแพทย์ก็ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า กลัวบาป แล้วบอกว่า ให้ไปทำที่ไหนก็ไป  อันนี้เป็นกำแพงของการทำงานที่จะช่วยผู้หญิงหรือเด็กที่ท้องไม่พร้อมจริงๆ มันทำให้ในสังคมไทยมีการต่อต้านทำแท้งเยอะ และมีมานานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2524

 

 

แทนของสหทัยมูลนิธิ   กล่าวเสริมต่อว่า ผู้ชายไม่รับผิดชอบ เมื่อทำผู้หญิงท้อง เท่าที่ทำงานมาพบว่า ไม่ใช่ผู้ชายไม่รับผิดชอบ บางคนก็มีความรับผิดชอบ แต่ที่บางคนหายไป เมื่อรู้ว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ นั่นคือการหนีไปตั้งหลักก่อน หายไปเลย แต่เมื่อตั้งสติได้ หลายรายที่กลับมารับผิดชอบ ครอบครัวของผู้ชายจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ชายรับผิดชอบ


"อยากฝากครอบครัวของผู้ชายด้วยว่า ถ้ามีกรณีอย่างนี้ ช่วยเปลี่ยนแนวคิดด้วยว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งท้องกับลูกชายตนเองไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย และไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่สมควรจะเป็นแม่ของหลาน"

 

 

 

ทางด้าน นายแพทย์ประจำคลินิกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตอบคำถามเรื่องผู้ให้บริกาปฏิเสธการให้บริการ ว่า  ตั้งแต่มีการไปกวาดจับคลินิกทำแท้งยังที่ต่างๆ ทำให้สถานบริการที่เปิดให้มีการทำแท้งตามเงื่อนไข  ได้รับผลกระทบกันไป แม้แต่สมาคมวางแผนครอบครัวฯ  ต้องระวังตัว  ส่วนที่ทางแพทย์ไม่ทำแท้งให้ผู้มีการร้องขอ  จริงๆแล้ว ที่อ้างว่า กลัวบาปไม่ใช่หรอก  ตนยืนยันว่า รพ.รัฐทุกแห่งปฏิเสธการทำแท้งทั้งที่สามารถทำได้ โดยแพทย์ผู้ให้บริการไม่มีความมั่นใจว่า มีกฎหมายคุ้มครองหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เรามาหาหนทางกันว่า จะขับ กม.มาตรา  301 ,305 ออกไปได้ดีกว่า

 

 

 

ตบท้ายด้วยตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน  กล่าวว่า ถ้ามีการช่วยเหลือหญิงที่ไม่พร้อม มันดีกว่าการที่ปล่อยให้เด็กเกิดมาแล้วเป็นปัญหาสังคมต่างๆ อยากจะบอกว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ที่อยากเป็นโสเภณี อยากทำแท้ง และอยากเป็นเมียน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะเงิน การทำแท้งเสรีไม่มีในโลกนี้ ไม่มี มีแต่การทำแท้งที่ร้องขอ  ประเทศรอบๆไทย จัดให้มีการทำแท้งอย่างถูกต้องตามวิธี เหลือแต่ไทยที่ยังถกเถียง หาทางออกกันไม่เจอ


"ผมเห็นด้วยกับการจัดการคลินิกที่ทำ แท้งเถื่อน เพราะเขาไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ขณะที่หลายประเทศ ฝึกพยาบาลมาทำแท้ง เพราะหมอไม่ทำ แต่ประเทศไทย หมอพร้อม แต่หมอไม่กล้าทำอยากจะบอกสื่อมวลชนว่า อย่าไปประณามผู้หญิงเลย เขาท้องเองไม่ได้หรอก ถ้าผู้ชายไม่ทำเขา  ผมมีลูกชาย สามคน ยังไม่เห็นไปทำใครท้องเลย มันอยู่ที่เราสอนเขา เรื่องทำแท้งแก้ปลายเหตุ เราทำเรื่องวางแผนครอบครัวมา40 ปีแล้ว ให้กินยาคุมทุกวัน ใส่ถุงยางทุกครั้ง มันก็พลาดได้ อยากจะฝากว่า ถ้าเรามีคนใกล้ตัวท้อง แต่พ่อไม่รับผิดชอบ เราจะทำยังไง สื่ออย่าประณามเขาว่า เป็นแม่ใจร้าย "


ส่วนการพบซากศพเด็กทารก ที่วัดไผ่เงินฯ นั้น ตัวแทนจาก สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ระบุว่า  เรา เรียกว่าศพไม่ได้ ไม่ใช่คนตามกฎหมาย สองพันกว่าห่อ ยังน้อยเกินไป ความเป็นจริงมีอีกเพียบ จัดการได้เลยทำแท้งเถื่อน แต่ถ้ามีการจัดงานโดยแพทย์ที่ถูกกฎหมาย โดยสถานทำแท้งที่ได้รับการรับรองอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ ผู้หญิงที่มีปัญหาจะลำบาก เนื่องจากหาที่ทำไม่ได้

 

>>>คัดมาทั้งเรื่องจากหน้านี้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290588063&grpid=01&catid&subcatid

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Coco avant Chanel : ก่อนโลกจะรู้จักชาแนล

Rating:★★★
Category:Movies
Genre: Drama


บางทีเราก็ลืมไป ว่าก่อนที่โลกจะเป็นอย่างทุกวันนี้ โลกเป็นยังไงมาก่อน

ก่อนที่ผู้หญิงจะใส่กางเกงยีนส์ขาเดปเอวต่ำกับเสื้อกล้าม คล้องผ้าพันคอ เขย่งบนส้นเข็ม และไม่ลืมกรีดขอบตาคมกริ๊บออกจากบ้าน คนรุ่นทวดเราเขาแต่งตัวยังไง

ก่อนที่ผู้หญิงจะประกาศท้าหย่าผัว แล้วยืนยันจะเลี้ยงลูกคนเดียวในวิถีของซิลเกิลมัม
คนรุ่นทวดเราเขาอยู่ยังไง ทำมาหารับประทานยังไง

ก่อนที่โลกจะรู้จักกับชาแนล แบรนด์เนมที่กำหนดเทรนด์แฟชั่นและรสนิยมการแต่งตัวของผู้หญิงมีตังค์อย่างทุกวันนี้นั้นโลกเป็นอย่างไร ดูได้ในหนัง Coco avant Chanel (2009) หนังที่ตั้งชื่อภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า โคโค่ ก่อนจะเป็น (โคโค่) ชาแนล

โคโค่ ชาแนล มีชื่อจริงว่า กาเบรียล ส่วนโคโค่น่ะ เป็นชื่อหมาน้อยซึ่งอยู่ในเพลงที่เธอและพี่สาวร้องในบาร์เพื่อหาเลี้ยงชีพ

ผู้หญิงสมัยของโคโค่ที่จัดว่าเป็นสุภาพสตรี (คือมีตังค์) ไม่ต้องทำงานเลี้ยงชีพกัน เพราะจะมีผู้ชายคอยเลี้ยง ผู้ชายที่ว่าก็เป็นได้ตั้งแต่พ่อ สามี รวมทั้งสามีคนอื่น

โคโค่กับพี่สาวเป็นลูกกำพร้าแม่ที่พ่อไม่ยอมเลี้ยง แต่จับใส่รถม้ามาปล่อยที่คอนแวนต์เลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ชีวิตที่ควรจะเป็นชีวิตดีๆ ของเด็กสองคนนี้เลยไม่มีทางเลือก เป็นได้อย่างเดียว คือชีวิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

พี่สาวของเธอรักกับบารอนคนหนึ่ง ถึงกับเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ด้วยแล้ว แต่ก็แต่งงานกันไม่ได้ เพราะครอบครัวฝ่ายชาย (บารอนเชียวนะยะ) ไม่อาจรับสถานะลูกกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าของหล่อนได้ โคโค่เอง ในที่สุดก็ต้องเลือกที่ตามผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นสนุกคนหนึ่งไป เพื่อจะได้มีชีวิตต่อไป

สิ่งที่ชีวิตอันหยาบกระด้างและแห้งแล้งให้กับโคโค่คือ ความดื้อ ขวางโลก ขบถ เธอประกาศว่าอยากทำงาน และโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรที่จะเลี้ยงตัวเองได้นั้น เธอก็ค่อยๆ ค้นพบความสามารถในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของตัวเอง

โคโค่สวมหมวกสักหลาดเรียบๆ แบบผู้ชาย ใส่กางเกงแล้วก็โดดขึ้นหลังม้าแบบขี่คร่อม (สมัยนั้นผู้หญิงเค้าขี่แบบคนใส่กระโปรงนั่นซ้อนมอไซค์วินเดี๋ยวนี้อะ-เหมือนลูกเชอรี่ที่แปะไปบนเค้ก ดังที่ตัวละครตัวนึงกล่าวนั้นแล)

สไตล์ของโคโค่เท่ เธอทำหมวกไม่มีขนนก เดรสไม่มีคอร์เซ็ต (ชุดชั้นในที่รัดแน่นจนเนื้อ+ไขมันกลางลำตัวทะลักล้นไปออกที่นม) รองเท้าไม่มีส้น จับใจเหล่าผู้หญิง ซึ่งสมัยนั้นแข่งกัน ‘เยอะ’ มากจนเริ่มเบื่อ แล้วก็ทึ่งเอากับอะไรเรียบๆ ง่ายๆ เท่ๆ

เสน่ห์เท่แบบเป็นตัวของตัวเองของโคโค่จับใจผู้ชายอีกคน ซึ่งเป็นชายที่เธอรัก ซึ่งเขาก็รักเธอด้วย ..แต่เขากำลังจะแต่งงาน ช่าย..เขากำลังจะตกถังข้าวสาร (โอ้ว...ม่าย)

โคโค่นั้นรู้ดี ว่าเธอไม่อาจเป็นเมียใครได้ (ก็สถานะอย่างเธอ สังคมไม่ปลื้มอะดิ) ก็เลยเปลี่ยนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาทั้งหมดที่มี มุ่งมั่นไปในการทำงาน อย่างน้อยคงเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าแม้ไม่อาจได้รับการยอมรับในฐานะเมียผู้น่าภาคภูมิใจของชายคนที่เธอภูมิใจ แต่ผู้หญิงหลายๆ คนก็ทึ่ง ปลื้ม และยอมรับในสไตล์ของเธอ

ในที่สุด Chanel แบรนด์เนมที่นำนามสกุลของโคโค่มาใช้ ก็ถือกำเนิดขึ้น และยืนสง่าในโลกแฟชั่นมาจนทุกวันนี้

ชีวิตของโคโค่ไม่อาจพูดได้ว่าน่าสงสาร ที่รู้สึกในฐานะลูกผู้หญิงคือ เป็นชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของลูกผู้หญิง แม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่มีโอกาสได้เป็นเมีย หรือแม่ของใคร



รู้ไว้เถอะว่าโคโค่ ชาแนล คือผู้หญิงคนแรกๆ ที่เดินออกมาจากเงาของผู้ชาย






บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Anne Fontaine เล่นเป็นโคโค่ ชาแนลโดย Audrey Tautou
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังดูชีวิต โคโค่ ชาแนล แต่เหมือนดูอาเมลีที่แก่ขึ้น และทำตัวเป็นโคโค่ (เพราะยิ้มและเขี้ยวของเธอแน่เลยยัยโตตู)
• เรื่องของโคโค่ ชาแนล ออกจาทรงพลัง ทำไมหนังออกอ่อนอ้อยสร้อย ไม่ทรงพลังเลย หรือฉันคาดหวังเยอะไป? หรือฉันเข้าใจเนื้อหาหนังผิด? หรือฉันมีอคติกับโตตู? ไม่นะฉันรักโตตูที่เป็นอาเมลีจะตาย
• เล่าความรู้สึกนี้ให้น้องที่ออฟฟิศฟัง น้องบอกว่า ไม่หรอก ที่โตตูเล่นในดาวินชี่โค้ดนั่นออกจะดี (เอ่อ ไม่ได้ดูว่ะ-ฉันแอนตี้สังคมน่ะ)
• โปสเตอร์ที่หามาประกอบรีวิวนี่เป็นคนละอันกับที่ติดอยู่ที่ลิโด้ (ซึ่งเป็นภาพที่ไม่อยู่ในเรื่อง ในเรื่องโคโค่ไม่ได้ตัดม้าเต่อเหมือนในโปสเตอร์ใบนั้น) เข้าใจว่าที่ลิโด้ต้องใช้โปสเตอร์แบบนั้น เป็นเพราะว่าแม้หนังเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของโคโค่ ชาแนล แต่ไม่อาจใช้รูปที่เธอคีบบุหรี่ติดหน้าโรงได้ (โดยไม่ถูกด่า) นั่นเอง
• เราจะสังเกตเห็นความขบถของโคโค่ในรูปนี้ ชีใส่ชุดนอนผู้ชายนะนั่น ผู้หญิงเขาไม่ใส่แบบนี่กันหรอก
• สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้คือฉาก ฉากชนบท ทุ่งหญ้าที่คนรวยขี่ม้ากัน ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นสวยมาก
• แน่นอนว่า costume ในเรื่องก็สวยมากๆ
• ถ้าอยากชมก็เชิญที่ลิโด้เลยละกาน

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Memories of Matsuko : All she needs is love

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เพราะว่าเคยดู Kamikaze Girls (2004) ของผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ ที่ House RCA แล้วเป็น อึ้ง ทึ่ง ตะลึง เอามากมายกะสไตล์ของแก พอรู้ว่า Memories of Matsuko (2006) คือผลงานต่อมา ก็เลยหาแผ่นมาดู

ผลก็คือว่า เป็นได้อึ้ง ทึ่ง ตะลึง อีกครั้งกับการเล่าเรื่องแบบเซอเรียลแฟนตาซี และน้ำตาไหลทั้งๆ ที่ปากยังหัวเราะกับเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องของโช หลานชายที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีป้า ซึ่งถูกพ่อใช้ให้ไปเก็บกวาดอพาร์ตเม้นต์ของป้า คือมัตสึโกะ หญิงวัย 53 ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย

ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบฉูดฉาด สุดจะมีสีสัน และเต็มไปด้วยกิมมิค ผู้กำกับพาเราย้อนเวลาสามสิบกว่าปีไปรู้จักกับมัตสึโกะคนสวย มัตสึโกะผู้อ่อนหวาน ครูสาวร้องเพลงเพราะ หัวอ่อน และมองโลกในแง่ดี ผู้ซึ่งถูกคาดหวังอย่างสูง ทั้งยังไม่เคยได้รับความรักอย่างเพียงพอจากครอบครัว ถูกเอารัดเอาเปรียบและล่วงละเมิดจากผู้บังคับบัญชา ผู้ซึ่งได้รับการแสดงความรักอย่างผิดๆ จากเด็กนักเรียนที่แอบชอบ

ชีวิตที่น่าจะเป็นชีวิตดีๆ ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนนี้พลิกผันตกกระเด็นออกนอกลู่นอกทางด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทิฐิในธรรมเนียมของครอบครัวแบบญี่ปุ่นที่ไม่อาจรับให้เธอกลับบ้านได้ยังผลักไสให้มัตสึโกะต้องซัดเซพเนจรออกไปเผชิญชะตากรรมนอกบ้าน

ผู้หญิงญี่ปุ่นต่างจังหวัด เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนนั้นออกจะอยู่คนเดียวได้ยาก (คงยากพอๆ กับผู้หญิงไทย) มัตซึโกะไม่อาจยืนบนสองขาเรียวสวยของตัวเอง ต้องยืนอยู่บนสองขาของผู้ชายผู้ได้ชื่อว่าสามี ซึ่งแต่ละคนก็ช่างสุดยอดไปในทางเลว ไม่มีใครเลยที่ไม่ตบตีมัตสึโกะ (อ้อ มีอยู่คนนึง แต่รักครั้งนั้นดันมีอุปสรรคซะอีก) บางคนเป็นแมงดา ให้มัตสึโกะหาเงินให้บ้าง ใช้ให้ขนยาทั้งยังด่าทอก็สารพัด เธอก็ยังทน

เพราะอะไรน่ะหรอ

เพราะเธอไม่มีใครแล้วไง ฉะนั้น ใครก็ได้ที่ยอมอยู่กับเธอ มัตสึโกะจะยอมทนอยู่กับเขาได้ทั้งนั้น


เมื่อผู้ชายคนสุดท้าย คนที่เธอรักมากที่สุด หวังมากที่สุด และฝันสวยที่สุด กระทำอย่างนั้นตอบแทนการรอคอยยาวนานหลายปีของเธอ ความหวังทั้งหมดที่มีก็พลอยระเหิดระเหยหายตามไปด้วย มัตสึโกะคนสวย ซึ่งดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด เกิดหมดอาลัยตายอยากในฉับพลัน หมดความไว้วางใจ และหมดหวังในความสัมพันธ์ เก็บตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ทเม้นต์รกๆ อยู่นานหลายปี จนกลายเป็นป้าอ้วนฉุ ตัวเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจและหวาดกลัวของเพื่อนบ้าน



“All you need is love” ที่เพื่อนสงสัยว่าแค่นั้นจริงๆ หรอ
อิฉันว่า สำหรับผู้หญิงชื่อมัตสึโกะแล้ว เธอต้องการแค่นั้นจริงๆ
เพราะอะไรๆ ในชีวิตมันเป็นสิ่งที่หาเอาได้ทั้งนั้น

มีแค่ความรักเท่านั้น ที่เธอไม่เคยได้กินจนอิ่ม








บันทึก
• โศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้ อิฉันขอกล่าวโทษที่ครอบครัวของเธอแต่เพียงเท่านั้น
• เล่าซะทราจิก แต่จริงๆ ในความทราจิก หนังสนุกมากเลยนะ
• ดูหนังเรื่องนี้ตั้งหลายรอบ แต่ไม่กล้าเขียนถึง
• หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลเจแปนฟิล์มอวอร์ดส์ ถึง 9 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม) คว้ามาได้ 3 รางวัล คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (แกเบรียล โรแบร์โต และ ซึโยชิ ชิบูยะ), ลำดับภาพยอดเยี่ยม (โยชิยูกิ โคอิเกะ) และ รางวัลนักแสดงนำหญิง (มิกิ นากาตานิ)
• ด้วยความที่เคยกำกับเอ็มวีมาก่อน ผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ เลยสร้างโลกของมัตสึโกะใน Memories of Matsuko ให้ออกมาสวยเหมือนนั่งดูเอ็มวียุค ’50s-’70s และสอดแทรกด้วยงานศิลปะแบบป๊อบอาร์ตที่ถึงใจ ตามความตั้งใจของนากาชิมะที่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รวบรวม งานพาณิชย์ศิลป์ ของญี่ปุ่นทุกอย่างมาใส่ไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เพลงญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น แฟชั่นแบบญี่ปุ่น ฯลฯ
• เจ๋ง


วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

ME YOU THEM : 1 เมีย 3 ผัว ครอบครัวพิลึก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy

ME YOU THEM (2000) หรือ Eu Tu Eles ในภาษาโปรตุกีส เล่าถึงชีวิตผู้หญิงหนึ่งคนที่มีสามี 3 คน และลูกอีก 3 อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน

เดือนบอกว่าดูแล้วนึกถึงอิฉัน เลยส่งมาให้ดูบ้าง อิฉันเองก็สงสัยว่า อะไรนะทำให้เดือนนึกถึงเรา ดูจบแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดี เป็นได้ว่าอาจเป็นเพราะความมีเสน่ห์ทางเพศ?(จริงหรอ?? เรายังหา ผ ไม่ได้สักคนเลยนะ-อิ อิ) หรือเพราะรูปลักษณ์ที่สวยแบบบ้านๆ? (..อะนะ อย่างน้อยก็ยังสวย) หรือจะเป็นเพราะความบึกบึน แข็งแรงเหมือนแม่นางเอกในเรื่อง?...อะไรก็ตาม แต่คงไม่ใช่ความเป็นแม่พันธุ์—ฮา

ผู้ชายคนนึงจะมี ม 2 หรือ 3 อยู่ในบ้านเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผู้หญิงที่มี ผ ถึง 3 แถมแต่ละคนยังปรองดองสามัคคีไม่มีขัดแย้งกันอย่างนี้ มันน่าสนใจแท้ๆ ว่าเธอทำได้ไง

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอีโรติก แต่เป็นคอมมิดี้ดราม่า มันจึงไม่ใช่การใช้เสน่ห์ยั่วยวนทางเพศ หรือบทสวาทร้อนเร่าถึงกึ๋นที่ดึงดูดผู้ชายทั้ง 3 ให้มาโคจรรอบตัวผู้หญิงคนนี้ แต่ถ้าบอกตอนนี้ว่าคือ ความรัก ความผูกพัน และพึ่งพาอาศัย ก็คงจะนึกภาพกันไม่ออกอีก ว่า 3 ความเนี้ยจะใช้ผูกผู้ชายไว้กับตัวได้ไง..อย่างนี้ต้องเล่าคร่าวๆ


เรื่องมันเกิดที่บ้านนอกของบราซิล Darlene (Regina Casé) เป็นสาวบราซิลเชื้อสายอินเดียน (ชาวพื้นเมืองของบราซิล) รูปโฉมของเจ้าหล่อนจึงไม่ใช่ความสวยสะคราญ อ้อนแอ้น แต่คือหน้าตาบ้านๆ ในรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศและการทำงานหนัก หนังเริ่มเล่าก็ตอนเธอท้องโตเสียแล้ว ตอนนั้นฟ้าเพิ่งสาง เธอเก็บของ ล่ำลาแม่ นั่งลาออกไปในชุดแต่งงาน ไปรออยู่ที่โบสถ์ แต่รอจนสายก็ไม่เห็นมีใครมาแต่งงานด้วย แต่ออกจากบ้านมาแล้ว จะบากหน้ากลับไปได้ไง เธอเลยโบกรถทั้งชุดแต่งงานนั่นแหละ

3 ปีต่อมา ดาร์ลีนาจึงกลับมาพร้อมลูกชายวันกำลังน่ารัก แวะทัก Osias (Lima Duarte) เพื่อนบ้านซึ่งกำลังสร้างบ้านด้วยดิน ว่าบ้านสวย ก่อนจะไปบ้านตัวเอง แล้วจึงพบว่า แม่เสียชีวิตแล้ว และก่อนที่จะกระเตงลูกกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมนั่นเองที่เธอได้รับข้อเสนอจากโอซิแอสว่า บ้านที่ว่าสวยน่ะ อยากได้ไหม ถ้าอยากได้ มาแต่งงานกันสิ

แรกเลยดาร์ลีนาก็งง แต่ซิงเกิลมอมที่ไม่มีที่ไปอย่างเธอ อยู่ดีๆ มีผู้ชายหน้าตาไม่น่ารังเกียจ (แก่นิดนึง) แถมมีบ้านมาขอแต่งงาน เธอก็เซย์เยส เพื่อที่จะได้รู้ว่า บ้านน่ะ สุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นของเธอหรอก เพราะเมื่อเธอแต่งกับเขา เธอก็เป็นของเขา และบ้านของเธอ ก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่ดี

ชีวิตที่มี ผ เป็นตัวเป็นตนไม่หวานชื่นและสบายอย่างที่คิด เพราะ ผ ไม่ค่อยทำการบ้าน ไม่แสดงความพิสวาสในตัวเธอเอาเสียเลย เขาหลอกเธอมาแต่งเป็นเมียทาสมากกว่า งานรับจ้างในไร่คนอื่นก็ต้องทำ เลี้ยงแพะให้ผัวก็ต้องทำ ไหนจะงานบ้าน แล้วงานหนักอย่างเดินไกลๆ ไปตักน้ำ หาฟืนอะไรอย่างนี้ ก็ต้องช่วยกันทำกับลูกชาย

ส่วนผัว.. วันๆ ก็ได้แต่นอนเปล ฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ปล่อยแพะหากินเอง

แล้วดาร์ลีนาผู้ว้าเหว่ ไร้รักจาก ผ ก็มี ‘อะไรๆ’ กับหนุ่มผิวดำผู้มาธุระเรื่องแพะของผัว จนป่องขึ้นมา แล้วก็คลอดลูกออกมาเป็นเด็กตัวดำ

ราเชล น้องสาวผัวกระแนะกระแหนเธอเรื่องสีผิวของลูก (แน่ล่ะ แม่มันไม่ดำ พี่ชายตัวเองก็ไม่ดำ แล้วเด็กมันดำเหมือนใคร) ดาร์ลีนาย้อนว่า “ลูกตัวดำเพราะแม่ทำงานหนักไม่มีใครช่วย” (อิฉันฟังแล้วทั้งเห็นใจทั้งสะใจเลยเชียว)


พายุลูกต่อมาที่กระหน่ำใส่ชีวิตผู้หญิงคนนี้คือ การตัดสินใจเพื่ออนาคตของลูก ดาร์ลีนาตอนนั้นทั้งเซ็ง ผ นัมเบอร์ 1 แล้วก็ไม่รู้สึกผูกพันอะไรนัก แถมทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่คนเดียว เลยตัดสินใจพาจูงลูกคนเล็ก พาลูกคนโตอยู่กับพ่อ (หน้าตาพ่อลูกคนแรกเป็นไง หนังไม่เปิดโอกาสให้เห็น) แล้วเธอก็เกือบหนีไปแล้วเชียว ยังดีที่ตัวผัวซึ่งสบายจนชินและยอมรับกับความลำบากในวันที่เมียไม่อยู่ไม่ได้ ไปตามเธอกลับมา

คนคนหนึ่งที่มีความเห็นอกเห็นใจ เอื้ออาทร และใส่ใจดูแล เป็นคนคนเดียวที่ดาร์ลีนาระบายความเศร้าหมองเพราะต้องพรากจากลูกก็คือ Zezinho (Stênio Garcia) ญาติผู้น้องของผัว ซึ่งกลายมาเป็น ผ นัมเบอร์ 2 ของดาร์ลีนา

เซซิโน่ย้ายมาอยู่บ้านของโอซิแอสเพราะถูกราเชลไล่ออกจากบ้าน โทษฐานที่มัวแต่ออกไปข้างนอก (ไปเริงรักกับดาร์ลีนา กลางแจ้ง-ริมบ่อที่หล่อนนั่งซักผ้า) จนกลับมาไม่ทันดูใจคุณยายชรา ผ นัมเบอร์ 2 นี้ออกจะมีบุคลิกเรียบร้อย เก่งการบ้านการเรียน จน ผ นัมเบอร์ 1 ประเมินว่า 'ทำไม่เป็น' ปลอดภัย ให้อยู่ใกล้นังเมียไฟแรงสูงได้
นัมเบอร์ 2 นี้นับว่าเป็นคนมีน้ำอกน้ำใจกับดาร์ลีนามาก ตั้งแต่แกมาอยู่บ้านด้วยก็ช่วยแบ่งเบาไปได้มาก ทั้งดูแลทำงานบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า เลี้ยงแพะ แถมยังปั่นจักรยานไปส่งข้าวเที่ยงร้อนๆ ให้เธอถึงที่ไร่เลยด้วย

แล้วลูกชายคนที่ 3 ของดาร์ลีนาก็ถือกำเนิดขึ้น เด็กคนนี้มีดวงตาสีฟ้าสวย เหมือน ผ นัมเบอร์ 2


ผ คนที่ 3 ของดาร์ลีนาชื่อ Ciro (Luiz Carlos Vasconcelos) ทั้งหนุ่ม หล่อ (มั่ก!) และหุ่นดี เธอสบตา และถูกใจสำนวนของเขาจากงานสังสรรค์ของหมู่บ้าน จากนั้นก็ได้เจออีกครั้งในไร่อ้อย ตอนนั่งรถส่งคนงานกลับมาด้วยกัน เขาว่าเขายังไม่มีที่พัก ดาร์ลีนาจึงชวนไปกินข้าวที่บ้าน (ผ นัมเบอร์ 2 เป็นคนทำ) เกือบโดน ผ นัมเบอร์ 2 กันท่าไม่ให้เข้าบ้านแล้วเชียว ดีว่าหนุ่มคนนี้มารยาทน่ารัก ไปเยือนพร้อมของติดไม้ติดมือ ผ นัมเบอร์ 1 ชอบใจ (คงกะจะขัดคอนัมเบอร์ 2 ด้วย-เคืองที่ลูกตัวเองสีตาเหมือนน้อง ว่างั้น) เลยเชิญเข้าบ้าน แถมให้ชวนให้พักด้วยกันอีก

ตกเช้า หนุ่มสาวเขาเดินตามกันไปไร่ ตาเฒ่าสองคนอยู่บ้านด้วยกัน นัมเบอร์ 2 อดริษยาไม่ไหว เริ่มเป่าหูนัมเบอร์ 1 ว่าเนี่ย เดี๋ยวชาวบ้านต้องนินทาแน่เลย นัมเบอร์ 1 ได้ยินแล้วฉุนเชียว ‘นี่บ้านฉัน ฉันจะให้ใครอยู่ก็ได้ ใครจะกล้ามานินทา’ ว่าแล้วก็สั่งให้นัมเบอร์ 2 หุงข้าวเที่ยงเผื่อนัมเบอร์ 3 แถมให้ปั่นจักรยานไปส่งข้าวให้เมียตัวเองและ ผ นัมเบอร์ 3 ด้วย (ฮา)

นัมเบอร์ 2 ปั่นจักรยานไปส่งข้าวเที่ยงให้เมียตัวเองและ ผ ใหม่อย่างร้าวรานใจ ไปถึงยังไปแอบเห็นเขาเริงรักกันกลางวันแสกๆ กลางดงอ้อยอีก (เจ้าประคู้นนน ผีสางเทวดาไม่อายไม่ว่า แต่ไม่คายหลังกันมั่งหรือไงไม่รู้สิ) เล่นเอาป่วยไปเลย


นัมเบอร์ 3 ขยันหาของมากำนัลนัมเบอร์ 1 เจ้าของบ้านเลยออกคำสั่งว่าให้อยู่ได้จนกว่าจะได้ที่อยู่ที่ดีกว่านี้ แล้วนัมเบอร์ 3 ก็อยู่อย่างสบายใจเนียนๆ จากพื้นนิสัยที่ดี รักเด็ก ทำให้เด็กๆ รักแถมยังเข้ากับนัมเบอร์ 1 ได้ดีอีก

กระนั้น เขาก็รู้สึกผิด แล้วก็แอบน้อยใจอยู่ลึกๆ เขาบอกดาร์ลีนาวันหนึ่งว่า ชีวิตนี้ไม่เคยต้องต่อคิวยาวขนาดนี้เพื่อรอผู้หญิงคนเดียว ว่าแล้วเขาก็ชวนหนี


แต่ดาร์ลีนาไม่คิดจะหนี ก็บ้านหลังนี้สงบสุขดี นอกจากนี้เธอมีลูกชายอีกถึง 2 คนในบ้านหลังนี้ ไหนจะ ผ อีก 2 ซึ่งเธอรักทุกคนเลย ว่าแล้วเธอจึงวางแผนสำคัญขึ้น

คืนนั้นเธอปรนเปรอนัมเบอร์ 1 เสร็จแล้วก็สะกิดปลุกนัมเบอร์ 2 ให้ตามไปที่คอกแพะ นัมเบอร์ 2 ดีใจเหลือหลาย บอกว่าเกือบลืมไปแล้วว่าเซ็กซ์เป็นยังไง แต่ดาร์ลีนากลับบอกเขาว่า อยากให้ช่วยหว่านล้อมนัมเบอร์ 1 ให้ต่อห้องเพิ่มให้นัมเบอร์ 3 ไม่อย่างนั้น เธอจะหนีไปกับเขา

เธอใช้ไม้ตายกับนัมเบอร์ 2 โดยการบอกความจริง เธอท้องกับนัมเบอร์ 3 แล้ว

กล่อมเสร็จ ดาร์ลีนาก็ล้างหน้าตา เนื้อตัว นัมเบอร์ 3 ตามออกมาเหน็บประสาคนกำลังน้อยใจ เธอก็ใช้ไม้ตายอีกครั้ง ผ นัมเบอร์ 3 เป็นคนรักเด็ก พอรู้ว่ากำลังจะมีลูกของตัวเองก็ดีใจมาก โผกอดเมีย และร่วมรักอย่างเร่าร้อน และไม่คิดจะจากเมียไปไหนอีก


นัมเบอร์ 2 กับ 3 อยู่มือดาร์ลีนาแล้ว เหลือแต่นัมเบอร์ 1 คนหัวแข็ง ถือดี

นัมเบอร์ 2 ทำตามคำสั่งเมีย เริ่มกล่อมโดยอ้างว่า ดาร์ลีนากำลังท้องกับ ผ ใหม่ ถ้านัมเบอร์ 1 ไม่ยอมให้นัมเบอร์ 3 อยู่ด้วย สองคนนี้จะหนีตามกันไป นัมเบอร์ 1 โวยวาย ‘นี่บ้านฉัน ไอ้สองคนนี้มาอยู่ใต้ปีกของฉัน ถ้ามันอยากไปกันนักก็ไปเลย แต่ห้ามเอาลูกไปด้วยนะ’

นัมเบอร์ 2 ผู้ฉลาดและใจเย็นกว่า ได้ยินดังนั้นก็แก้ให้
‘เราต่างหากที่อยู่ใต้ปีกพวกเขา เรามันตาแก่ ถ้าเขาไป เราก็มีแต่จะถูกทิ้งให้ยืนพิงกัน’

นัมเบอร์ 1 ฟังแล้วสะดุ้ง เพราะความจริงนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว ชีวิตของเขาจะขาดเมียคนนี้ไม่ได้เลย ขาดน้องชายคนนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันทำกับข้าวอร่อยกว่าเมีย งานบ้านก็ทำเรียบร้อยกว่า กระทั่งลูกทั้งสองคน (ที่อิฉันเองว่าเขาก็รู้นะ ว่าไม่มีคนไหนเป็นลูกเขาเลย) ก็ขาดไม่ได้ เด็กสองคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในบริวาร และความเคยชินในชีวิตอันมีสีสันของเขาไปเสียแล้ว

ว่าแล้วบ่ายนั้น 2 ผ เฒ่าก็ยักแย่ยักยันช่วยกันต่อเติมบ้าน (ย่านนั้นเขาเอาดินมาผสมน้ำให้เขละๆ แล้วโปะลงบนโครงไม้ไผ่ฮะ) หรืออีกนัยคือ บริเวณใหม่สำหรับ ผ คนที่ 3 ของเมีย


และแล้ว..ดาร์ลีนาก็คลอดลูกชายคนที่ 4 ของเธอ แต่เป็นเด็กคนที่ 3 ของบ้านนี้ (โดยที่ลูกทั้ง 4 ไม่มีใครไหนมีพ่อคนเดียวกันเลย) เห็นเด็กแล้ว ผ นัมเบอร์ 1 ก็รู้อีกตามเคย ว่านี่ไม่ใช่ลูกกรูหรอก แกคิดๆ อยู่ทั้งคืน เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ ผ นัมเบอร์ 3 ออกไปไร่ตามปกติ นัมเบอร์ 2 กับเมียยังนอนอยู่เพราะความเหนื่อยอ่อน เขาก็อุ้มทารกน้อย และพี่ชายอีก 2 คนขึ้นเกวียน ขับออกไปท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุ

คนดูอดตกใจไม่ได้ว่าตาคนนี้จะเกิดหึงเพี้ยนๆ ขึ้นมา พาเด็กไปทิ้งที่ไหนหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่หรอก เขาพาเด็กไปทำธุระบางอย่าง ที่จะทำให้แม่ของเด็กพาเด็กหนีเขาไปไม่ได้เท่านั้นเอง

แล้วเรื่องก็จบลงด้วยรอยยิ้ม


ครอบครัวพิลึกพิลั่นที่มี ม 1 ผ 3 และลูกชายอีก 3 คนจากคนละพ่อ จึงอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข (ตามประสา) เพราะแต่ละคนต่างพึ่งพาอาศัย เมตตา ช่วยเติมความรักความอบอุ่นให้กันและกันจนเต็มอิ่มนั่นเอง








บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Andrucha Waddington จากเรื่องของ Elena Soarez
• เพลง OST ของหนังเรื่องนี้เพราะมาก ชักอยากได้อัลบั้มละสิ
• ภาพก็สวย แสงสวย สีสวย เป็นสีแดงของดิน ตัดกับสีฟ้าของฟ้า ถ้าเอาภาพในหนังเรื่องนี้มาทำภาพนิ่ง เราก็จะมีรูปสำหรับจัดนิทรรศการภาพถ่ายเป็นร้อยๆ รูปเลย
• หนังเรื่องนี้มันน่ารักตรงที่มันถ่ายทอดชีวิตลำบากๆ น่าสงสารๆ ของผู้หญิงคนนึงออกมาอย่างน่ารัก แล้วก็อย่างคนมองโลกในแง่ดี ^_^
• รู้สึกดีเหมือนกันที่เห็นผู้หญิงคนนึง ที่ไม่ได้สวย ไม่ได้เอ็กซ์ แต่ก็เป็นจุดศูนย์กลางจักรวาลของผู้ชายตั้ง 6 คนในบ้าน
• เจ๊เรจิน่านี่เค้าเล่นได้เหมือนเป็นตัวเองเลยนะยะ จะอุ้มลูก แกะเม็ดข้าวโพด ตัดอ้อย เนียนไปหมดเลยเชียว
• คนบราซิลแถบนั้นเขาเกี้ยวกันง่ายจริงนะ (เอ หรือมันเกี้ยวกันง่ายอย่างนี้ทั้งทวีปอเมริกาใต้เลยหว่า?)
• นอนเปลทุกคืนมันไม่ปวดหลังหรือไงไม่รู้แฮะ เห็นมีแต่คนป่วย+แก่ที่นอนเตียง
• เขาว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่อง Based on True Story ด้วยนะฮะ
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จริงๆ แล้วก็มีแต่แม่เท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าพ่อของลูกตัวเองคือใคร (ฮา)
• ขอบคุณเดือนที่ดูแล้วอุตส่าห์นึกถึง เลยทำให้เราได้ดูไปด้วย ^_^



วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม [รำพึง-รำพัน]



ผู้ชาย
จะรู้ไหมนะ
ว่า
ผู้หญิงเรา
ไม่ได้อยากเป็นแค่ของกินเล่น
ของหวาน ของว่าง
หรือแม้กระทั่งอาหารจานหลักของเขา

เรา
ไม่ใช่อาหาร

เรา
แค่อยากเป็นคนรักของเขา
เท่านั้นเอง




วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

แตกต่าง แต่ก็ดึงดูดกัน (ชิมิ?)




แอบคันใจเล็กน้อยกับอัลบั้มใหม่ของวนกร
(http://vanakorn.multiply.com/photos/album/70/Fwd_Thx_god_ure_a_man)
เคลียร์อีเมล์วันนี้ เลยคิดว่าน่าจะเอารูปพวกนี้มาให้ดูกันมั่ง

จากใจคนไม่้เสียใจที่เกิืดเป็นผู้หญิง
แล้วก็ไม่ได้เกลียดผู้ชาย
แต่บางทีก็อดรำคาญไม่ได้นะฮะ

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

คลอดทีละครอก!!!

พุธที่ 28 มกราคม 2552

ฟังสรยุทธ์เล่าข่าวนี้

มาอ่านอีกทีในไทยรัฐออนไลน์ แล้วก็มีคำถาม


1. 8 คนนี้ เกิดจากการร่วมรักครั้งเดียว หรือหลายครั้ง (เหมือนหมา)

2. ท้องแม่จะใหญ่แค่ไหนเนี่ย (แล้วนมจะใหญ่ขึ้นมากกว่าปกติเพื่อให้เพียงพอกับเด็ก 8 คนไหม)

3. แล้วลูกตะละคนล่ะ จะเล็กเท่าลูกแมวเลยไหม? คลอดก่อนกำหนดได้อีกนะ

4. จะเอานมที่ไหนกิ๊น

5. คนเป็นพ่อจะดีใจไหม?

6. แล้วแม่ล่ะ

7. ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะเรา เราจะทำไงฟะ???


หมองงแม่มะกันเบ่งแฝด 8 [28 ม.ค. 52 - 03:52]

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ 26 ม.ค.ว่า หญิงสาวชาวอเมริกันไม่ เปิดเผยชื่อคลอดลูกแฝด 8 คน เป็นเพศชาย 2 คน เพศหญิง 6 คน นับเป็นรายที่ 2 ของสหรัฐฯ ขณะที่เอพีอ้างว่าเป็นรายที่ 2 ของโลก ทั้งนี้ ดร.ฮาโรลด์ เฮนรี หัวหน้าแผนกทำคลอดประจำศูนย์การแพทย์ไคเซอร์ เพอร์มาแนนท์ เบลล์ฟลาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ ห่างจากนครลอสแอนเจลิสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 27 กม. เผยว่า ทีมหมอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีถึง 8 คน เพราะก่อนหน้าทราบว่าเป็นแฝด 7 คน เพราะเฝ้าดูอาการตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก และเตรียมตั้งชื่อชั่วคราวเป็นตัวอักษรเอ-จีเท่านั้น ทั้งนี้ คุณแม่เริ่มเบ่งลูกคนแรกเวลา 10.43 น. กระทั่งคนสุดท้ายเวลา 10.48 น. ตามเวลา ท้องถิ่น ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 46 คนกับห้องทำคลอด 4 ห้อง 

ข่าวระบุ เด็กแฝด 8 คลอดก่อนกำหนด 9 สัปดาห์ มีน้ำหนักระหว่าง 680 กรัม- 1.474 กก. ทารกแรกเกิด 2 คนอยู่ในตู้อบ ส่วนอีกคนต้องอาศัยเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ คาดต้องอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 เดือน ขณะที่คุณแม่ลูกดกอาจกลับบ้านได้ในอีก 1 สัปดาห์ พร้อมเผยตั้งใจให้นมบุตรทั้งหมดเอง อย่างไรก็ดี ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทานยา บำรุง ซึ่งมีโอกาสคลอดลูกหลายคนได้ อนึ่ง เหตุการณ์การคลอดลูกแฝด 8 คน เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2541 จากครอบครัวชาวไนจีเรีย แต่เสียชีวิตคนหนึ่งในสัปดาห์ต่อมา และเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 10 ขวบเมื่อเดือน ธ.ค.ปีกลาย.

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/news.php?section=international&content=121053

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

Lust Caution : Between Love and Lust

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
หนังเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงไม่น้อย ในแง่ของการ "เล่นจริง-เจ็บจริง" ของน้องนางเอกคนสวย (ตังเว่ย) และพี่เหลียง (เฉาเหว่ย)

อิฉันเอง เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกที่โรงหนังสยามนั้นกับป้าอ้อย ก็ดูด้วยความไม่รู้อะไรเลย
(มักได้ดูหนังในเครือเอเพ็กซ์โดยไม่รู้อะไรเลยฮะ) แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นนิดๆ กับอะไรที่มันจะ lust-lust แบบที่บอกไว้ในชื่อหนัง

เท่าที่ได้ดูเวอร์ชั่นเอเพ็กซ์ก็ว่า “..แหม๋แรง” แล้ว (สำหรับหนังจีนน่ะ) ออกจากโรงมาป้าอ้อยก็เม้าท์ว่าที่จริงแล้วฉากรักมันโจ๋งครึ่มกว่านี้ แถมยาวนานถึง ๙ นาที อิฉันก็ถึงกะ “...หืมมม์ อะไรนะ?”
หลังจากนั้นอีกอาทิตย์ได้ ป้าก็คุยทับว่า ได้ไปดูเวอร์ชั่นไม่ตัดที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ มาด้วย

อิฉันจึงตั้งปณิธานว่า “ชั้นต้องได้ดูเวอร์ชั่นที่ว่านี่สักวัน..ฮึ่ม”
จากนั้นก็ได้โม้กะพี่เทพผ่านรีวิวหัวข้อไบโอสโคปฉบับเล่นจริงเจ็บจริง พอเจอกัน พี่เทพเลยประทานดีวีดีฉบับ ‘เต็ม-ไม่ตัด’ มาให้อิฉัน

อิฉันก็เลวมาก ได้มาปุ๊บก็ search หา chapter ที่ว่านี่เลย
แล้วก็ถึงกับต้องลูบอกป้อยๆ
...อุแม่เจ้า ของจริงมันเป็นอย่างนี้ชิมิ?

และเมื่อได้ดูดีๆ ตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้ง อิฉันว่า สาเหตุที่ทำให้ทั้งคุณน้องและคุณพี่ยอมลงทุนเล่นจริง-เจ็บจริงกันนั้น ก็เพราะฉากที่ว่านี่มันมีความสำคัญกับเรื่องจริงๆ น่ะสิ

ขอเท้าความแค่สั้นๆ ละกัน เพราะเชื่อว่าหลายคนคงไม่พลาดหนังเรื่องนี้
เรื่องราวเกิดในเซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง น้องนางเอกและเพื่อนๆ (หนึ่งในนั้นคือ วัง ลี ฮอม) เรียนในมหาลัยในเซี่ยงไฮ้ แต่เซี่ยงไฮ้ถูกญี่ปุ่นยึด (เหมือนหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ก็เลยพากันอพยพมาเรียนฮ่องกง ซึ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอังกฤษ

อุดมการณ์และเลือดรักชาติของคนหนุ่มสาวมันพลุ่งพล่าน (เด็กสมัยนี้จะรู้ไหมยะ?) นักศึกษากลุ่มนี้เลยทำกิจกรรมละครกระตุ้นความรักชาติ ความสำเร็จของละครทำให้เกิดความผูกพันกันขึ้น จากนั้นก็เริ่มคิดการณ์ใหญ่ คิดจะลอบสังหารคุณเย่ (พี่เหลียง) เนื่องว่าเขาเป็นคนจีนที่ขายชาติ เป็นสุนัขรับใช้ญี่ปุ่น..ประมาณนั้น

วิธีการคือ ให้น้องนางเอกปลอมตัวไปตีสนิทกะเมียพี่เหลียง (โจน เชง) เข้าไปในฐานะเมียเหงาๆ ของผัวที่ต้องเดินทางติดต่อธุรกิจอยู่ตลอด ตอนแรกเธอเป็นเพียงขาไพ่นกกระจอก (พวกนั้นคงชอบ เพราะน้องนางเอกมาเล่นทีไร แพ้ตลอด)
จนเมื่อได้สบตากับพี่เหลียงแล้ว ก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น มันคือแรงดึงดูดระหว่างผู้ชายและผู้หญิง

ทีนี้แผนก็เลยต้องเปลี่ยน ให้น้องเค้าไปเป็นชู้ เผื่อจะได้ล้วงความลับ แล้วถ้าจะฆ่าก็จะได้ฆ่ามันบนเตียงเลย ชิล-ชิล

พล็อตมันไม่ใหม่หรอก การให้นางเอกเป็นนกต่อ หวังจะได้ชิดใกล้ สร้างโอกาสสังหารคีย์แมนฝ่ายตรงข้าม ดูเหมือนจะมีสปายหญิงอย่างนี้ทุกสงคราม ทุกภูมิภาค แล้วสปายสาวพวกนี้ก็ไม่เคยทำงานสำเร็จ เพราะจะทำใจฆ่าชู้รักของตัวเองไม่ได้เสียที...น้องนางเอกของเราก็เข้าข่ายเดียวกัน

Passion ที่พี่เหลียงมีต่อน้องนางเอกมันช่างเข้มข้น รุนแรง Lust ของเขาบ่งบอกถึงหลายสิ่งหลายอย่างภายในใจตัวละครตัวนี้ อิฉันว่าเขาเหงา เเขาโดดเดี่ยว ขาเศร้า เขาเครียด และเขาต้องการเพื่อน

ส่วนน้องนางเอก ว่าที่จริงแล้วเธอยังอ่อนหัดกับเรื่องบนเตียง ตอนที่โดนไปครั้งแรก คงทั้งเจ็บแล้วก็ตกใจไม่น้อย แต่นั่นแหละ หน้าที่ของสายลับคือ ซื่อสัตย์ต่อชาติ เธอก็อดทน แล้วก็เรียนรู้ไปกับมัน
ด้วยความหัวไว กับหัวใจผู้หญิงของเธอ ในที่สุดเธอก็อินไปกะมัน

สองคนนี้กลายเป็นคู่ชู้ที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหายได้เพี้ยนพิลึกดี
คนนึงมีแรงขับทางเพศจากความเครียด อีกคนมีข้ออ้างว่าทำไปเพราะหน้าที่ แต่แล้วก็ดันหลงรักกัน

สองคนนี้ดึงดูดกันอย่างดูดดื่ม เข้าถึงกันอย่างลึกล้ำ และสื่อถึงกันได้อย่างที่... ทำไมคนเป็นผัวเป็นเมียถึงไม่ Touch กันแบบนี้ (แต่ชู้เป็นวะ?)

อิฉันชอบฉากนั้น ที่พี่เหลียงนัดน้องนางเอกไปที่สถานเริงรมย์เจแปนิสสไตล์แห่งนึง ทุกห้องที่เดินผ่านมีแต่เสียงโวยวายของทหารเมามาย แต่พี่เหลียงนั่งรอเงียบเหงาอยู่ในห้องจัดเลี้ยงใหญ่โต สุดทางเดิน น้องคงสัมผัสได้ถึงความเหงา จึงเสนอความบันเทิงให้พี่

เธอร้องเพลงให้เขาฟัง

จำได้ว่าในโรงสยาม เขาจัดซับไตเติลเนื้อร้องเพลงจีนของน้องนางเอกให้ด้วย
จำได้ว่ามันพูดถึงความรัก หวานซึ้งแต่เศร้า
จำได้ว่าดูซีนนี้แล้วน้ำตาซึม
แต่ดีวีดีพี่เทพไม่มีซับไทยของเนื้อร้อง อิฉันจึงต้องคล้อยตามสำเนียงน้อง หน้าตาน้อง และหน้าตาพี่เหลียงไป
พบว่า พี่เหลียงเซียนจริงๆ เนื้อร้องว่าอะไรไม่รู้ แต่เรารู้ได้ว่ามันกระทบใจพี่เขา มือที่จับจอกของเขาสั่นเทา เขาน้ำตาหล่น

ผู้ชายขายชาติ ร้องไห้กับชู้รัก นางบำเรอของเขา

โอ...มันกินใจ

ถามว่าพี่เหลียงสงสัยในตัวชู้รักของเขาไหม อิฉันว่า อาจจะ แต่เขาเลือกที่จะวางใจ

แล้วถามว่า น้องนางเอกรักพี่เหลียงจริงไหม อิฉันว่า จริง (เป็นอิฉัน อิฉันก็รัก) และที่เธอบอกให้พี่เหลียงรีบไป (เพราะเค้าเตี๊ยมกันว่าจะลอบสังหารพี่เหลียงแถวๆ ร้านเพชร) ก็ไม่ใช่เพราะเบลอประกายเพชร แต่มันเป็นเพราะพี่เหลียงตอบคำถามของเธอว่า ใส่แล้วเป็นไงมั่ง ว่า

“ไม่เคยสนใจเรื่องเพชรเลย..อยากเห็นมันในมือคุณมากกว่า”

โอว...ฟังภาษาจีนไม่ออก แต่มองหน้าตา ฟังสำเนียงเสียงพูดในตอนนั้นแล้ว อิฉันก็น้ำตาซึมเหมือนน้องนางเอกนะ แล้วถ้าเป็นอิฉัน อิฉันก็จะบอกให้คนรักของอิฉันไปเหมือนกัน ..จะบอกทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะทำให้ปฏิบัติการกู้ชาติล่มนี่แหละ

..ไม่ใช่เพชรหรอก ที่ทำให้ผู้หญิงรักผู้ชาย แต่มันคือความซื่อสัตย์และจริงใจที่จับได้จากการแสดงออกของความรู้สึกน่ะ




บันทึก :
• Lust Caution (2007) กำกับโดย อัง ลี่ ผู้กำกับ Brokeback Mountain
• เรื่องนี้สร้างจากเรื่องสั้นของ Eileen Chang (พี่ลี่ชอบสร้างหนังจากเรื่องสั้น?)
• ไม่อาจบอกว่าชอบรูปร่าง แต่อิฉันชอบหน้าตาน้องนางเอกคนนี้ เธอเป็นคนยิ้มสวย ยิ้มเย้ายวน หน้าตาหรือฉลาด ด้วยหน้าตาและการแสดง อิฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมตัวละครนี้ถึงมัดใจตัวละครที่พี่เหลียงเล่นได้
• พี่เหลียงโคตรมืออาชีพ การแสดงของพี่แกมันช่างทรงพลัง ดราม่า แล้วก็สมจริงสุดๆ (ฮา)
• ไอ้ฉากที่เราก็รู้ว่าฉากไหนน่ะ อิฉันก็ว่าเขาเล่นจริงกันว่ะ
• มีข้อสังเกตว่าท่าบางท่าน่าจะทำให้เมื่อยมากกว่ามันส์นะ
• ชอบฉากจบเรื่องมากมาย ทั้งแสง ภาพสะท้อนในกระจกของพี่เหลียงที่นั่งลงบนเตียงนอนอันว่างเปล่าของน้องนางเอก มันบ่งบอกถึงความเศร้ามากมายในใจเขา (เป็นซีนที่ประดิษฐ์ไปหน่อย แต่เข้ากะหนังชะมัด)
• ขอบคุณมาก แล้วจะเอาไปคืนนะจ๊ะ พี่เทพ ^_^


วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

Venus : แม้แต่วีนัสก็ต้องการความรัก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ใครที่ไม่เคยคิดเลยในชีวิตนี้ ว่า...แก่แล้วจะเป็นไง? ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงมีจิตตกกันบ้าง
อิฉันเองก็เป็น เป็นเอามากเทียวในตอนดูครั้งแรกที่ลิโด้ และเชื่อว่าบัดดี้ที่ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันนั้นก็คงไม่ได้รู้สึกต่างจากกันมาก คือคงจะถึงแก่สลดกับความแก่ขึ้นมาโดยฉับพลันทันใด

ก็พอแก่แล้วหามันอะไรดีไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะแก่แบบมีลูกผัว หรือแก่แบบไม่มีใครเลย เพราะเอาเข้าจริง เพื่อนกะผัวก็แก่พอๆ กะเรา ลูก-ถ้ามี มันก็ไม่ได้มานั่งแก่กะเรา ครั้นจะหวังให้มันมานั่งปรนนิบัติพัดวี คอยดูแลอยู่เป็นเพื่อนเรา ก็คงเป็นเรื่องไกลเกินหวัง ก็นึกสิ ตอนนี้เรายังมีความฝัน ความอยาก ความทะเยอทะยานอีกเพียบ ที่อยากจะทำ อยากสำรวจโลกหรอ อยากมีผัวหรอ หรือว่าอยากมั่ว อย่างเมาจนคลานเป็นหมา อยากนอนกับผู้หญิงทีละสองคน อยากได้ดิบได้ดีทางการงาน อยากรวย อยากได้รับการยอมรับ หรือว่าอยากเรียนหนังสือสูงๆ อยากทำตามอุดมการณ์ ฯลฯ นอกจากความฝันแล้วไหนจะหน้าที่อีก รู้ไหม เพื่อนเราบางคนน่ะ นอกจากต้องหาเงินเลี้ยงลูกแล้ว บางทีก็ยังต้องเลี้ยงผัวด้วย

คนเป็นลูก ในเวลาที่มันยังมีเรี่ยวแรง มันก็จำเป็นจะต้องเอาเรี่ยวแรงไปจัดการกับชีวิต หน้าที่ และความฝันของมันเป็นไพรออริตี้แรก-ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น ก็จงปลง และเตรียมใจรับความแก่เสียตั้งแต่บัดนี้เถิด

หนังเรื่องนี้ชื่อ Venus (๒๐๐๖) และแม้เรื่องราวในหนังจะเหมือนการบอกเล่าถึงพิธีกรรมก่อนลาโลกของชายแก่อายุกว่าเจ็ดสิบ (มอรีซ-Peter O’Toole) แต่ในเนื้อหนังไม่ได้พร่ำถึงแต่ความเก่า ชรา ความเสื่อม ความอึดอัด อืดอาด เชื่องช้า น่ารำคาญ (แหม๋..เขาเข้าใจคัดบรรยากาศชวนหดหู่นี้ในลอนดอนนะ)เพราะว่าในความไม่น่าอภิรมย์ สลดหดเศร้านั้นยังมีแสงเรืองรอง เจิดจ้าของวัยสาวสะพรั่งของวีนัสมาประดับบรรยากาศเปื่อยๆ ให้คนแก่ได้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง (อือ...ในบางมุม ลอนดอนก็มีแสงสวยๆ เหมือนกัน)

วีนัสคือเทพีแห่งความรัก มีรูปโฉมงดงามหยั่งที่เรารู้ๆ กัน แต่โปรดอย่าคิดว่า วีนัส หรือชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้คือเจสซี่ (Jodie Whittaker) จะเป็นสาวสวยเจ้าของรูปโฉมแสนพิสุทธิ์ไม่ผิดกับเทพีวีนัส เปล่าเลย วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ถูกตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งเรียก (ยกย่อง?) ว่า วีนัส ในโลกของเธอแล้ว เธอไม่ได้เป็นอะไรที่ดีไปกว่า "ส่วนเกิน" ของชีวิตแม่ เป็นผลผลิตของปัญหาสังคมแถวๆ นั้น (แถวๆ ไหนก็มีคล้ายๆ กันแหละฮะ พี่น้อง) นอกจากหน้าตาธรรมด้า-ธรรมดา วีนัสยังเป็นเด็กที่แม่ไม่รัก ไม่อบรม ไม่มีมารยาท ไม่มีความเป็นผู้ดี ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่แปลกที่จะทะเยอทะยานแบบโง่ๆ ไม่ใฝ่ไปในทางที่ดี (ก็ไม่ถึงกับนิสัยไม่ดีหรอก) และด้วยความที่เธอขาดรัก เธอก็เลยแสวงหารักจนน่าสงสาร

ยัยวีนัสถูกแม่ถีบให้มาอยู่กะตาในลอนดอน ด้วยเหตุว่าอยู่บ้านด้วยกันหล่อนไม่มีงานทำ ต้องเกาะแม่กินสถานเดียว ตาของวีนัสเป็นเพื่อนแก่ก๊วนเดียวกับลุงมอรีซ ลุงเลยมีโอกาสได้เจอยัยบ้านนอกคนนี้ ซึ่งตอนเจอกัน ก็ไม่เชิงว่ายัยเด็กนี่จะทำให้ลุงกลายเป็นเฒ่าหัวงู หรือโคแก่อยากเคี้ยวหญ้าอ่อนขึ้นมาอย่างฉับพลันหรอก (ต่อมลูกหมากของแกคงไม่เอื้ออำนวยช่วยแกเคี้ยวหญ้าอ่อนแล้วล่ะ) แต่มันเหมือนแกได้เจออะไรที่แบบว่า inspire ให้แก่มีชีวิตต่อไปอย่างกระชุ่มกระชวยอะ

ลุงมอรีซเมื่อหนุ่มๆ หล่ออย่างร้าย ก็แกเป็นนักแสดงอาชีพ ถึงกะเคยได้รับบทนำในแฮมเล็ตเชียว เชื่อว่าแกคงเป็นเสือผู้หญิงสุดๆ น่าจะเป็นประเภท “ต้องได้เอา ถ้าอยากจะเอา” แกเคยทิ้งเมียตอนกำลังอุ้มลูกอ่อน แถมลูกที่โตกว่าอีก ๒ คนยังไม่มีใครถึง ๖ ขวบเลยไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ด้วยซ้ำ เอากะแกสิ (แต่ในหนังแกกลับไปดูแลเมียนะ-สภาพโทรมไม่ต่างกันเท่าไหร่เล้ย.. อนิจจัง อนิจจา ชีวิตคนแก่)

จริงๆ แล้วอิฉันไม่อาจเข้าใจได้หรอกว่าทำไมวีนัสถึงกระตุ้นลุงได้ขนาดนั้น เลยมั่วสรุปว่าคงเป็นไปตามสัญชาตญาณสัตว์เพศผู้ที่จมูกยังพอรับฟีโรโมนสาวสดได้อยู่ ความรู้สึกซู่ซ่า กระฉับกระเฉงที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเนี่ย มันก็ดี ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้แกได้หน่อยนึง พร้อมๆ กันนั้นก็ช่วยให้แก Remind ถึงช่วงชีวิตที่ยังรุ่งโรจน์ เข้ากันพอดีกับจังหวะที่แกเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะไปแล้ว

แกพยายามจะขอจับผม จับมือ ขอดม ขอหอมของแกอยู่เรื่อยๆ (เหมือนฉีดยากระตุ้นหัวใจเลยนะ อิฉันว่า)

วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไม่ใช่เด็กไซด์ไลน์ที่มาพร้อมกับความช่ำชองในการหลอกผู้ชาย (แก่) แรกๆ ก็รังเกียจคนแก่คนนี้น่าดู ทั้งเพราะแก่จนงุ่มง่าม แล้วก็เพราะความหัวงู แต่ก็อย่างที่บอก ด้วยความซื่อ ด้วยความเป็นเด็กขาดรัก เมื่อได้รับความรัก ความเมตตา เอ็นดู ได้รับน้ำใสใจจริงที่สัมผัสได้จริงๆ จากคนแก่ ความหยาบกระด้างในใจก็ดูจะอ่อนนุ่มขึ้นทีละหน่อย

เด็กมันเฟื่อง อยากเป็นนางแบบ (-___-) ลุงมอรีซเอง ด้วยความลามก (นิดนึง) อยากเห็นเรือนร่างใหม่สดของสาวน้อยเป็นทุน จึงช่วยหางานให้นางแบบนู้ดให้พวกนักเรียนศิลปะให้ เด็กนี่ตอนแรกก็รังเกียจ ด้วยความหยิ่ง ประกาศว่าไม่มีทางจะได้เห็นนมเห็นจิ๋มฉันหรอก แรกๆ เลยยอมเปิดแต่ลาดไหล่กับขา (เชอะ อีตอนหล่อนใส่มินิสเกิร์ต ชั้นว่าผู้ชายมันเห็นไปถึงไหนๆ แล้วล่ะย่ะ) จนเสร็จงาน ลุงพาเข้ามิวเซียม ไม่ได้พาไปดูรูปวีนัสหรอก (อันนั้นมันอยู่ไหนไม่รู้) แต่พาไปดูงานคลาสสิกรูปนู้ด (ก็เป็นนู้ดแค่แผ่นหลังของผู้หญิง เห็นแค่ส่วนก้นกะสะโพกอะนะ)

“สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ เรือนร่างของสตรีคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่พวกเขาจะได้เห็น” ลุงเพ้อออกมา ยัยวีนัสฟังแล้วก็ เพ้อตาม ถามว่า “แล้วสิ่งที่สวยที่สุดที่ผู้หญิงจะได้เห็นล่ะ?”

“Her first child.” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม

เด็กนั่นได้ยินแล้วทำหน้าเหยเก แล้วก็เดินหนีไปซะงั้น (ตอนแรกอิฉันไม่เข้าใจหรอก นึกว่าอีนี่มันโง่ ฟังลุงพูดไม่เข้าใจ ดูต่อไปถึงได้เข้าใจว่า อ่อ อันที่จริงเราเองแหละที่โง่) ตอนหลังถึงมารู้ว่า ชีเคยมีแฟนคนนึง ตอนแรกก็ดูจะรักจะตามใจชีดี แต่พอท้องเท่านั้นแหละ ทิ้งเลย กระทั่งแม่บังเกิดเกล้า (ที่เคยบอกชีว่าถ้าชีไม่เกิดมา ชีวิตแม่ก็คงดีกว่านี้) ก็บังคับให้ไปทำแท้ง เท่านั้นแหละ อิฉันเห็นใจยัยวีนัสขึ้นมาทันที

ชีวิตนึงกำลังรุ่งโรจน์ แต่อีกชีวิตนึงกำลังจะแตกดับ หนังทำให้เราร้าวราญใจกับความเป็นจริงข้อนี้ ซึ่งก็คือสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ได้บีบคั้นจิตใจอิฉันด้วยการพูดถึง "ความรัก"

อะไรคือความรักที่แท้ ที่เราควรแสวงหา อะไรที่สถานที่ที่เหมาะ ที่เราความจะอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เราความภูมิใจจะทำ คำตอบที่ถูกที่ควรมันเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้รับการเติมรักจนเต็มใจเสียก่อน ไม่อย่างนั้น หัวสมองจะกลวง คิดอะไรไม่ออก

ถึงหนังจบลงด้วยการจากไปของลุง แต่นั่นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้อิฉันร้องไห้อย่างยากจะหยุดในรอบแรกที่ดูในโรง (ก็ร้องจนป้าอ้อยต้องนั่งเป็นเพื่อนจนเอนด์ไตเติลเกือบจบน่ะ) ตอนนั้นพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง โดยสรุปว่าสงสัยเพราะชีวิตของวีนัสมันทิ่มแทงใจดำ อาจเป็นได้ว่าตอนนั้นยังคิดถึงหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งหักใจให้เลิกหลังจากคบอยู่ ๖ ปีได้ไม่นาน

อีกใจนึงไม่อยากเชื่อว่าน้ำตาไหลเพราะคิดถึง (+เป็นห่วง) ผู้ชายคนนั้นซะทั้งหมด เพราะจำได้ว่าเขื่อนน้ำตาแตกตอนเพลง Put Your Records On ขึ้น

สงสัยอิฉันจะร้องให้เพราะจุกใจกับเด็กขาดรัก ที่ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก่อน จนมาวันนึงก็ยิ้มได้อย่างสดใส และรู้ว่าตัวเองจะเดินไปไหน จะทำอะไรต่อไป เพราะอิ่มฟูจากความรักที่เพิ่งได้รับ หยั่งยายวีนัสมากกว่า

ดูซ้ำอีกทีเมื่อวานก็รู้สึกอย่างนี้


หมายเหตุ:
• Venus กำกับโดย Roger Michell
• เขียนบทโดย Hanif Kureishi
• Peter O’Toole ตัวจริงไม่ได้แก่ขนาดนั้น (หวังว่า) ยังมีผลงานเป็นระยะๆ ล่าสุดเห็นใน Troy แกเล่นเป็นพ่อพี่แบรดหรือไงเนี่ย สง่าเชีย-ไม่เคยดูหนังดราม่าของแกมาก่อน เรื่องนี้แกเล่นดีจริง
• คิดถึงป้าอ้อยจัง
• ป้าขา วันนั้นเห็นน้องร้องไห้เยอะขนาดนั้น ป้าคิดไงหรอ?
• Put Your Records On แต่งเนื้อ/ทำนองโดย Corinne Bailey Rae เป็นเพลงโปรดของอิฉัน

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

Gone with the Wind : a Compatible Couple

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ถ้าคุณลืมตาดูโลกในครอบครัวคนมีเงิน เป็นลูกรักของพ่อแม่ ไม่เคยต้องลำบาก มีคนรองมือรองเท้ามาตลอด แล้วคุณก็เป็นคนสวยอย่างยิ่ง คงไม่แปลกที่คุณจะชินกับการได้รับความรัก การมองมาด้วยสายตาชื่นชม ทึ่ง และอิจฉา ไม่แปลกที่คุณจะมีสิทธิ์คาดหวังว่าตัวเองจะเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เป็นดาวดวงที่ส่องแสงเจิดจ้าที่สุด คอยดึงดูดให้บรรดาดาวสีซีดๆ โคจรเป็นวงรอบ
ถ้าคุณเป็นอย่างที่ว่ามา ..คงจะไม่แปลกเลย ถ้าคุณกลายเป็นคนสวยนิสัยเสียอย่าง สกาเล็ต โอ’ ฮารา

หนังโหมโรงโดยการเล่าถึงความสมบูรณ์พูนสุขของชีวิตเจ้าของที่ดินทางใต้ สมัยที่ยังมีทาสอยู่ ในช่วงปีทศวรรษที่ 1860’s ซึ่งครอบครัว โอ’ ฮารา ก็เป็นหนึ่งในนั้น สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้กำลังฮึ่มๆ จะรบไม่รบแหล่ แต่สการ์เล็ตไม่ได้สนใจอะไรนอกจาก แอชลีย์ หนึ่งในหนุ่มที่รายล้อมรอบตัวกำลังจะประกาศแต่งงานกับ เมลานี ญาติสาว อิฉันไม่แน่ใจว่าเธอรักแอชลีย์จริงไหมแต่ที่แน่ๆ คือ เธอคงยอมไม่ได้ที่จะเสียเขาไป ถึงกับยอมลงทุนฉุดฝ่ายชายเข้าห้องสารภาพรักก็แล้ว แต่ฝ่ายนั้นยังยืนกราน หนักแน่น ว่าจะแต่งกับคนรัก...ก็หน้าแตกสิ

หน้าแตกต่อหน้าคนที่ตัวเองรักไม่พอ อีตา เร็ตต์ บัตเลอร์ หนุ่มหล่อร้ายคนนั้นยังได้ยินเรื่องทั้งหมดโดยบังเอิญเสียอีก แถมขู่จะแบล็กเมล์ด้วย
..เสียฟอร์มสการ์เล็ตชะมัด
..ยอมไม่ได้-ยอมไม่ได้

มีคนขี่ม้ามาบอกประกาศสงครามพอดี หนุ่มๆ แถวนั้นประกาศสมัครร่วมกองทัพกันใหญ่ (คิดว่าอีกฝ่ายเป็นหมูละสิ) ชาร์ลส น้องชายของแอชลีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนุ่มที่รายล้อมตัวสการ์เล็ตดันเข้ามาขอแต่งงานด้วยในตอนนั้น ยัยนางเอกนิสัยเสียเลยตอบตกลงทันที กะประชดคนรัก ชิงแต่งงานก่อน เพื่อความสะใจ

ไม่รู้ได้สะใจไหม เพราะพอผัวไปรบได้ไม่นาน ก็ตาย เพราะโรคหัด (เหอ เหอ) ชีเลยกลายเป็นแม่ม่ายยังเอ๊าะไปในที่สุด

รบกันยาวนาน ทางใต้มีแต่เสียเปรียบ เพราะแสนยานุภาพของอาวุธและก็อื่นๆ บ้านเมืองก็ลำบากขึ้น เริ่มอดๆ อยากๆ กัน พวกผู้หญิงต้องไปช่วยงานพยาบาลทหาร สการ์เล็ตก็ไปกะเขาด้วย แต่เธอไม่ได้มีฟลอเรนซ์ไนติงเกิลอยู่ในหัวใจ ก็เลยพร้อมจะทิ้งงานง่ายๆ แต่สถานการณ์บวกกับสัญญาที่ให้กับแอชลีย์ไว้ ว่าจะช่วยดูแลเมีย คือเมลานี (ศัตรูหัวใจชัดๆ) ซึ่งกำลังท้องใกล้คลอด บีบบังคับให้สการ์เล็ตต้องกลายเป็นผู้นำครอบครัว ตอนนั้นทหารฝ่ายเหนือเดินทางใกล้เข้ามาเรื่อย เพื่อยึดครองดินแดนผู้แพ้สงคราม ญาติผู้ใหญ่ก็หนีหายไปแล้ว หมอก็ต้องพยาบาลทหารเป็นร้อยเป็นพันนั้นก่อน สการ์เล็ตเลยต้องลงมือทำคลอด แล้วก็ให้สาวใช้ไปที่หอนางโลม เพื่อขอความช่วยเหลือจาก เร็ตต์ หนุ่มเจ้าเล่ห์ที่กุมความลับของเธอไว้

เร็ตต์ ซึ่งก็บอกสการ์เล็ตไปตั้งแต่แรกๆ ที่เจอกัน ว่า รัก ก็มาพร้อมรถม้า พาสการ์เล็ต เมลานี ลูกที่เพิ่งคลอด แล้วก็สาวใช้ กลับบ้านที่ทารา (ประมาณว่าอยู่เมืองใกล้ๆ กัน) ดูเหมือนสองคนนี้เห็นใจกันก็ตอนนี้ เร็ตต์เป็นคนที่สการ์เล็ตนึกถึงเสมอในยามลำบาก (โปรดสังเกตว่าเธอไม่ได้นึกถึงแอชลีย์ ชายในดวงใจของเธอ) ส่วนเร็ตต์ก็มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมสวยหยิบโหย่งของสการ์เล็ต เขามองออกว่าผู้หญิงคนนี้ร้าย แต่แกร่ง และแข็งแรงพอจะช่วยให้คนอื่นรอดได้ และนี่ก็เป็นเสน่ห์ที่กินใจเขา

ระหว่างทางหนีของตัวละคร หนังทำให้เราทึ่งกับการลงทุนของทีมงานสร้างในสมัยนั้น (คอมพิวเตอร์ตัวแรกยังไม่มีเลย อย่าเพิ่งถามถึง CG) อดสูกับสงคราม สภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ความพังทลาย ชนิด Gone with the Wind ของคฤหาสน์หลังใหญ่อู้ฟู่ที่ได้เห็นตอนเปิดเรื่อง

ภาพนี้ทำให้เกิดความรู้สึก แม้แต่คนอย่างเร็ตต์ เขาส่งสการ์เล็ตที่ทางแยก แล้วบอกว่าจะกลับไปร่วมรบกับพี่น้อง สการ์เล็ตใจเสีย ไม่ยอม จนลงทุนต่อว่าเสียๆ หายๆ อย่างเคย แต่ก็ห้ามเร็ตต์ไม่ได้

ภาพต่อจากนั้นเป็นสการ์เล็ตที่เราไม่เคยรู้จัก ในรูปโฉมมอมแมม หัวฟู ผมยุ่ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หากแววตามุ่งมั่น ขับรถม้าพาสามชีวิตกลับบ้านอย่างเข้มแข็ง เมื่อถึงบ้าน ก็ได้เห็นสภาพชวนหดหู่ใจ บ้านดูเก่าลง และพังเสียหายไปมาก แววตาล่องลอยของพ่อ และแม่ที่เพิ่งสิ้นใจเมื่อคืนก่อน ยังเหลือแมมมี่พี่เลี้ยงผิวดำที่ไม่หนีไปไหน กับคนรับใช้ชายอีกคน ทั้งบ้านไม่มีอาหาร เหลือแต่หัวผักกาดผอมๆ ในไร่ สการ์เล็ตถึงกับสาบานกับพระเจ้า ว่าต่อไปนี้ชีวิตของเธอจะไม่ต้องทนกับความหิวอีกต่อไป

ดังนั้น เธอจึงทำทุกอย่าง เพื่อให้ทุกชีวิตภายใต้การนำของเธอมีกิน (ตอนนี้มีเยอะมาก แม้พ่อจะตายไปแล้วแต่ก็ยังมีน้องสาวอีก 2 เมลานีและลูก แล้วก็คนใช้อีก 3 ไหนจะพวกที่ทยอยกลับจากสงครามอีก) รวมทั้งต้องรักษาไร่และบ้านทาราเอาไว้ด้วยการจ่ายภาษีแพงถึง 300 เหรียญ เงินเท่านี้ หายังไงก็ไม่ทัน ด้วยความฉลาดแกมโกง เธอจึงบากหน้า กะไปใช้เสน่ก์รีดเงินจากเร็ตต์ ซึ่งตอนนี้ถูกขังในคุกของผู้ชนะสงคราม เร็ตต์บอกไม่มี เงินอยู่ในลิเวอร์พูลโน่น สการ์เล็ตก็กรี๊ดแตก ใช่สิ เธอลงทุนอ่อยขนาดนี้ ยอมลดเกียรติขนาดนี้ เพื่อมาขอเงินเขาโดยเฉพาะเลยนี่นะ

เหยื่อของสการ์เล็ตกลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่มาติดพันน้องสาวอยู่ หนุ่มนี่มีหัวทางการค้า เขาจึงตั้งตัวได้เร็วหลังสงคราม แล้วสการ์เล็ตก็รวบหัวรวบหางหนุ่มใหญ่แสนซื่อ (+โง่?) คนนี้ได้ นั่นทำให้เธอรักษาทาราไว้ได้ แม้ว่าจะโดนน้องสาวและคนอื่นๆ เกลียด ...รวมทั้งเร็ตต์ บัตเลอร์ด้วย เขาประชดว่า สการ์เล็ตช่างมีความสามารถในการแต่งงานกับคนที่เธอไม่รัก ถ้าเธอรอเขาอีกหน่อยก็คงไม่ทำอย่างนี้หรอก

สการ์เล็ตเสียสามีคนนี้ไปในเวลาต่อจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์นี้เร็ตต์ได้เข้ามาช่วยเหลือเธอเช่นเคย แต่ในที่สุด เขาก็ขอนางเอกของเราแต่งงาน และเธอก็เซย์เยสเสียที (เฮ่อ ลุ้นมาจะสามชั่วโมงแระ)

ได้แต่งกันแล้ว แต่เรื่องยังไม่ยักจบ มีคนตามใจแล้วสการ์เล็ตก็นิสัยเสีย แม้จะมีลูกแล้วก็ยังเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ เหมือนเดิม เอวใหญ่ขึ้นนิ้วครึ่งก็ประกาศว่าจะไม่มีลูกอีกแล้ว จะล็อกห้องด้วย (ผัวยอมได้ไง?) พี่เร็ตต์เองก็มีจุดอ่อนคือ รักผู้หญิงคนนี้เสียเหลือเกิน พอมีเหตุมาสะกิดใจว่าเมียยังไม่ลืมคนรักเก่า พี่เค้าก็ถอดสีหน้าเป็นน้อยใจแทบไม่ทัน ก็ทะเลาะมีปากเสียงกันไป
ก่อนจะจบด้วยการอุ้มขึ้นเตียงเพื่อลงโทษ (หวาววววว.....ว)

มันคงเป็นคืนที่สุขสมดี เพราะสการ์เล็ตตื่นขึ้นอย่างแช่มชื่น ถึงกับนอนร้องเพลงหงุงหงิงอยู่บนเตียง ที่ไหนได้ ผัวเข้ามาบอกว่าจะพาลูกไปอังกฤษ แต่ก็ต้องกลับมาก่อนกำหนดเพราะลูกยังเล็ก แถมไม่มีแม่ไปด้วย อยู่กันสองพ่อลูกไม่รอด กลับมาแล้วพี่เร็ตต์ยังไม่หายงอนเมีย เมียบอกท้องอีกแระ เจือกถามว่าลูกใคร (ห่า-มันน่าถีบให้ตกกระไดนัก) เมียโมโห ง้างจะตบหน้าแต่สงสัยจะใส่ชุดนอนกรุยกรายไปหน่อย เลยกลิ้งตกบันไดไปซะงั้น (บันไดแม่งโคตรสวย เหมือนทำมาให้นางเอกกลิ้งโดยเฉพาะ)

พอเริ่มหายดี เริ่มจะเข้าใจกันแล้ว แม่ลูกสาวตัวน้อยดันมาตกม้าคอหักตายซะอีก โอ๋ยยยย...สงครามชีวิตยังไม่จบ ผัวปิดประตูอยู่กับศพลูกอยู่ 2 วัน เมียก็เพิ่งแท้ง ร้อนถึงแมมมี่ ต้องไปเชิญเมลานีซึ่งพี่เร็ตฟังเสียงมากล่อม เจ๊เมลานีแกบอบบางอยู่แล้ว มารู้เรื่องทราจิกคนบ้านนี้เข้าชีก็ป่วยบ้าง คราวนี้เล่นเอาร่อแร่ ถึงขั้นสั่งเสียทีเดียว

เธอสั่งเสียสการ์เล็ต ซึ่งที่จริงชาวบ้านเม้าท์มาตลอด ว่ารัก อยากได้ผัวของเธอว่า แต่เมลานีฝากสการ์เล็ตดูแลผัว แต่อย่างให้เจ้าตัวรู้ แล้วก็ให้ Be kind to Captain Butler. He loves you so..
อิฉันแสนซึ้งถึงน้ำใจตัวละครตัวนี้ เมลานีมองทุกคนในแง่ดี และทั้งรักและชื่นชมสการ์เล็ตด้วยน้ำใสใจจริงมาโดยตลอด กับผัว เธอก็ให้เกียรติ ไม่เคยจิกถามว่ายังไงกับผู้หญิงคนนี้ แล้วจะยังไง ห้ามนะ ฯลฯ ไม่มีเลย

พี่เร็ตต์พอเห็นเมียเขาตายก็หึงจัด กลัวเมียตัวเองจะได้สมรักกับคนรักเก่า ก็ผลุนผลันกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้า ฝ่ายสการ์เล็ตก็วิงวอน ร้องขอ บอกว่ารัก อย่าทิ้งกันไปเลย พี่เค้าก็เด็ดขาด ทิ้งไปจริงๆ

ผัวไปแล้ว แม่เมียก็คิดไม่ตกว่าจะทำไงดี (ให้ผัวกลับมาน่ะ) สับสนๆ สูญเสียๆ อย่างนี้มันก็น่าคิดไม่ออกหรอก แต่แล้วในที่สุดเสียงของพ่อที่เคยพูดด้วยเมื่อตอนยังเป็นเด็กสาวก็แว่วเข้ามา ก็เลยคิดถึงบ้าน กลับไปตั้งหลักที่บ้าน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาผัวกลับมายังไง ..แล้วหนังก็จบ

........


ไม่รู้ว่าพี่เร็ตต์จะกลับมาหาเมียยังไง เมื่อไหร่ แต่อิฉันเชื่อว่าสองคนนี้เขามีแรงดึงดูดต่อกัน เขา passion ในกันและกัน ยังไงเขาก็คงได้พบกันอีก สการ์เล็ตน่ะ ถึงจะข่มผู้ชาย แต่ก็ข่มพี่เร็ตต์ไม่ลง ยังนึกถึงพี่เร็ตต์ทุกครั้งที่ลำบาก ในขณะที่พี่เร็ตต์ก็ยอมตลอดเพราะรัก พี่เร็ตต์เอง นอกจากหล่อวายร้ายแล้วยังทั้งฉลาดเฉลียว รู้ทัน และหาเงินเก่ง ต้องผู้ชายอย่างนี้เท่านั้น ถึงจะอยู่กับสการ์เล็ตได้

คนคู่นี้ เขาไปคบกับคนอื่นก็คงไม่มันส์เท่ากลับมาคบกันเหมือนเดิม
อิฉันเชื่อเช่นนั้น




บันทึก:
• Gone with the Wind (ชื่อไทย=วิมานลอย) ฉายรอบปฐมทัศน์ในปี 1939
• หนังมีความยาวทั้งสิ้น 224 นาที หรือเกือบ 4 ชั่วโมง
• (พระเจ้า! หวังว่าจะมี Intermission สักครั้งสองครั้งนะ)
• หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขา
• หนังสร้างจากนวนิยายรางวัลพิลิตเซอร์ของ Margaret Mitchell
• ว่ากันว่านิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือที่มียอดพิมพ์สูงที่สุดในโลก (ก็มันพิมพ์มากี่ปีแล้วล่ะ)
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผัวเมียไม่ควรเถียงกันตรงบันได
• และก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกขี่ม้าข้ามเครื่องในท่าไขว้ขาโดยไม่มีหมวกด้วย
• ชอบไดอาลอกหนังโบราณอย่างนี้มาก (Casablanca ก็ชอบ)
• ชอบอารมณ์ขันที่คนเขียนบทใส่ให้ตัวละคร มันช่างขันในแบบฉบับของตัวละครตัวนั้นจริงๆ
• อิฉันรู้สึกรักเรื่องราวใน Gone with the Wind มาก ตัวละครทุกตัวมีมิติน่าประทับใจ น่าหลงใหลทุกตัว
• บทก็เขียนขึ้นอย่างดี พิถีพิถัน ใส่รายละเอียดสอดคล้องกันให้ logic กับเรื่องดีมาก
• Production สุดเริ่ดอลังการ
• สงสัยว่า ปริศนา กะบ้านทรายทอง จะได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้
• ผลของสงครามกลางเมืองครั้งนั้นคือ เลิกทาส และธงชาติอเมริกันที่ใช้แบบเดียวทั้งประเทศ แล้วอะไรอีกหว่า???


วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

The Orphanage : ยังไม่เข้าใจแม่

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Horror
วันอังคาร ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ จับพลัดจับผลูไปดูหนังผีสเปนกับปกรณ์
คือตอนแรกไม่รู้ว่ามันคือหนังอะไร ไม่ได้เตรียมตัวไปล่วงหน้า แค่นัดกันประมาณเที่ยงครึ่งที่สยาม แล้วไปดูกันว่าน่าดูเรื่องอะไรบ้าง

อยากดู Australia แต่เพื่อนดูแล้ว (แถมบอกว่าไม่หนุก-ใช่สิ เอ็งจะหนุกกะกล้ามแน่นๆ ของฮิว แจ็คแมนเรอะ?) เพื่อนยังไม่ได้ดู Burn after Reading ก็บอกให้เพื่อนดู เผื่อเพื่อนได้ขำ เดี๋ยวเราจะดู The Orphanage เอง เพราะว่าดูมันน่าดูที่สุดจากที่เหลือ (วันนั้นไม่อยากดูหนังญี่ปุ่น) เสร็จแล้วออกมาเจอกัน

ปรากฏว่าเพื่อนตัดสินใจมาดูเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็ดีมากเลย เพราะไม่รู้มาก่อนว่า มัน - เป็น - หนัง – ผี และมันน่ากลัว มาก – มาก ถ้านั่งดูคนเดียวอาจมีกรี๊ดได้

หนังเล่าถึงชีวิตเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นกันมาตั้งแต่แม่ (ลอร่า) ซึ่งมีคนขอรับไปอุปการะ เช่นเดียวกับลูก (ซีโมน) เด็กกำพร้าขี้โรค ซึ่งเธอและสามีหมอขอรับมาอุปการะตั้งแต่ยังแบเบาะ

ลอร่าผูกพันกับบ้านหลังใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อถึงวันที่เธอพร้อม อยากเปิดสถานอุปการะเด็กกำพร้าที่เป็นเด็กพิเศษบ้าง เธอจึงเลือกบ้านหลังนี้ ซึ่งถูกปล่อยร้างอยู่เกือบ ๓๐ ปี หลังจากเธอออกจากบ้านไป เพราะการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็ก ๕ คนที่เหลือ

ทำไมหนอทำไม บ้านเก่าแสนเก่า มีเสียงไม้ลั่นดังเรื่อยๆ อยู่ใกล้ชายหาดก็จริง (สวยด้วย) แต่แถวๆ หาดดันมีถ้ำน่ากลัวๆ ที่จะเป็นโพรงใหญ่เฉพาะตอนน้ำลด...ที่แบบนี้มันน่าเลี้ยงเด็กตรงไหน อิฉันงง

ความแปลกประหลาด เพี้ยนพิลึก เริ่มตั้งแต่ครอบครัวน่ารักครอบครัวนี้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน ดูเหมือนลอร่าก็รู้สึก (แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้นำพา) คุณสามีหมออาจจะไม่มีทั้งเซ้นส์และความผูกพัน ส่วนหนูน้อยซีโมนวัย ๗ ขวบ แม้จะป่วยเป็นโรคประหลาด (VIH หรือ IVH อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ HIV) ต้องกินยาทุกวัน แต่ก็มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูผิดเด็กป่วยซึ่งเล่าเสมอว่าเล่นกับคนโน้นคนนี้ มีเพื่อนเยอะแยะรอบตัว ฯลฯ ก็ไม่ได้รู้สึกว่า “เพื่อน” ของพวกเขา ที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นตัว เป็นสิ่งที่ควรจะกลัว ลอร่าเอง แรกๆ ก็คิดว่าที่ลูกพูดถึงเพื่อน คงเป็นแค่จินตนาการในแนวเดียวกับเรื่องปีเตอร์แพนที่เธอเล่าให้ลูกฟัง (อิฉันเดาว่าบางทีลอร่าก็เชื่อว่าเรื่องเล่าของซีโมนคือความพยายามแย่งความสนใจไปจากเธอซึ่งกำลังยุ่งกับการเตรียมตัวรับเด็กพิเศษคนแรกที่จะมาถึงบ้านเท่านั้น)

เมื่อลอร่าพาซีโมนไปเดินเล่นริมหาด เด็กน้อยก้าวเข้าไปสำรวจในโพรงถ้ำน่าสยองที่อิฉันเล่าไป แล้วดันไปคุยกะใครไม่รุตรงมุมมืดๆ (ไม่มีใครมองเห็นตัว) แถมชวนกันมาเล่นที่บ้านอีก หืยยยย... อิฉันได้ขนลุกเป็นคราวแรกก็คราวนี้แหละ

นอกจากนี้ยังมีการมาเยือนของคุณยายน่าสยองคนหนึ่งที่ลอร่าคุ้นหน้า แล้วก็เกมเพี้ยนๆ ที่ซีโมนชวนแม่มาเล่นด้วยนั่นอีก

เมื่อซีโมนหายตัวไปในวันลอร่าจัดปาร์ตี้ต้อนรับเด็กคนแรกที่มาถึงบ้าน (ให้ตาย ปาร์ตี้นี้แม่งโคตรเพี้ยน เด็กพิเศษหน้าตาไม่น่าเอ็นดูเหมือนเด็กปกติไม่พอ ผู้ใหญ่ยังอุตริจัดเป็นปาร์ตี้เด็กพิเศษสวมหน้ากากอีกนะ) ลอร่าแทบคลั่งขณะค้นหาตัวซีโมนตามห้องต่างๆ ของบ้านหลังใหญ่ และในที่สุด เธอก็ถูกขังไว้ในห้องน้ำโดยเด็กสวมหน้ากากกระสอบคนหนึ่ง ใช่... ในที่สุดเจ๊เค้าเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเรื่องที่เกิดมันไม่ปกติ ออกจากห้องน้ำได้ก็ร้องกรี๊ดๆ วิ่งเรียกชื่อลูกลงทะเล หกล้มหกลุกขาหักขาแพลงกันไปก็ไม่ยอมหยุด เพราะตอนนั้นน้ำขึ้นแล้ว เริ่มท่วมปากถ้ำ แล้วตัวเองดันเห็นลูกยืนอยู่ที่ปากถ้ำอีก ดีที่ผัวตามไปหยุดไว้ทัน ไม่งั้นเรื่องคงจบตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเข้าไปจมน้ำตายติดแหงกอยู่ในถ้ำ แถมซีโมนไม่ได้อยู่ในนั้นอีกด้วย

จากนั้นหนังก็เล่าถึงการค้นหาอย่างบ้าคลั่งของพ่อแม่คู่นี้ จากสามเดือน เป็นเก้า เธอเอามันทุกวิธี ตั้งแต่ติดประกาศตามหา ไปจนเข้าทรงถามวิญญาณ เราได้เห็นความพยายามของลอร่า ความเคร่งเครียด กดดันตัวเอง ฯลฯ จนผัวทนไม่ได้ ยื่นคำขาดว่าต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้ (เพิ่งคิดได้นะยะ) ซึ่งหนังก็เขียนบทไว้ได้เนียน นักแสดงก็เล่นดี ด้วยความที่เชื่อว่าชีรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เป็นทุกข์เป็นร้อนกับการหายตัวไปของลูกชนิดที่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทั้งที่ไม่ใช่ลูกในอุทร โอเค ชีอาจจะแค่อยากรู้เท่านั้นว่าลูกตายไปแล้ว (จะได้หมดห่วง) จะอะไรก็ตาม อิฉันเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจ...นี่แม่เค้ารักลูกกันอย่างนี้หรอ? ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกที่ตัวเองให้กำเนิดด้วยใช่ไหม?

ตอนที่ลอร่าเจอซีโมนตอนท้ายเรื่องนั่น ก็สงสัยอีก เฮ้ย นี่เค้ารักลูกจนทำได้ขนาดนี้เลยเรอะ? เค้าทำอย่างนี้เพื่อไร เพราะว่าห่วงลูกที่ป่วยอยู่ ต้องกินยาทุกวัน? หรือเพียงเพื่อให้ตัวเองหายจากความรู้สึกผิด เพราะปล่อยให้ลูกหายไป? ความมองโลกในแง่ร้าย และไม่เคยเป็นแม่คนมาก่อนทำให้คิดไปอีกว่า... หรือที่เค้าเป็นอย่างนี้เพราะแค่จะตามหาสมบัติชิ้นสำคัญของเค้าวะ??? (ดูอิฉันสิคุณ)

ถ้าคุณไปดู (อยากให้ไปดูนะ) จะเห็นปริศนาที่ค่อยๆ เฉลยขึ้นที่ละน้อยๆ จนในที่สุดคุณก็จะแจ่มแจ้งเหมือนเติมภาพจิ๊กซอว์ขนาด ๒,๕๐๐ ชิ้นครบ จากประสบการณ์หารดูหนังผีที่มีอยู่น้อยนิด อิฉันพบว่ามันเป็นหนังผีที่เขียนบทลงตัวมากอะ มันมี logic มีเหตุมีผล มีจังหวะลงตัว มีการแสดงที่ยอดเยี่ยม มีรสนิยมการใช้เอฟเฟคท์ที่คลาสซี่มาก ไม่ฟุ่มเฟือย แต่อิมแพคสุดๆ ตอนที่เค้าจะจัดให้คุณสยองนะ คุณจะสยองจนแม้แต่ขนอ่อนริมใบหูยังพลอยลุกไปด้วย

เป็นเอาได้ขนาดนี้ แต่หนังเรื่องนี้ก็จบได้สวยมาก ไม่จัดเป็นแฮปปี้เอนดิ้งหรอก (อย่างนั้นคนดูที่ทั้งสงสัยว่าซีโมนมันหายไปไหนวะ แล้วเอาใจช่วยลอล่าตามหาลูกมาตลอดเรื่องคงก่นด่า-อย่างน้อยก็อิฉันคนหนึ่ง) เป็นการจบที่สยอง แต่ก็ลงตัว

สรุปว่าชอบหนังผีเรื่องนี้มาก

ยกให้เป็นหนังสุดยอดแห่งการสยองขวัญของปี ๒๕๕๑ เลยล่ะ






บันทึก
• ชื่อสเปนของหนังคือ El Orfanato (ชื่อไทยแม่งห่วย-สถานรับเลี้ยงผี)
• ที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านี่เป็นหนังสเปน
• (แอบดีใจที่ยังฟังออกหลายคำอยู่)
• มารู้ว่าเป็นหนังผีอีตอนไตเติลนั่นแหละ
• ฉากเปิดเรื่องเป็นฉากที่ทั้งสวยและระทึกอยู่ในที ทั้งจากดนตรี การเหวี่ยงกล้อง และ un-dos-tres นั่นด้วย
• หนังผีฝรั่งนี่ดี ไม่ต้องเรียกความสยองกันด้วยผีหน้าเละ เลือดไหล น้ำเหลืองเยิ้ม
• ผู้กำกับชื่อ ฆวน อันโตนิโอ บาโยน่า
• เรื่องนี้เขียนโดย เซอร์จิโอ้ จี. ซานเชซ
• ไม่คิดมาก่อนว่าคนสเปนจะทำหนังผีดี และมีรสนิยมถึงเพียงนี้
• ฉายในเครือเอเพ็กซ์เท่านั้น เช็ครอบฉายที่ 0 2252 6498


วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๕ ปริศนาทางเพศที่อิฉัน(เพิ่ง)รู้คำตอบ



เรื่องราวต่อไปนี้เป็นการเก็บตกมาจากเรื่อง "๔๐ ปริศนาทางเพศที่ใครๆ ก็อยากรู้คำตอบ" เขียนโดย Jena Pincott  ซึ่งเรียบเรียงขึ้นจากหนังสือ Do Gentlemen Really Prefer Blondes? (เข้าใจว่า Penthouse Thai Edition แปลมาจาก US Edition)

อิฉันอ่านแล้วสงสัยว่าว่า ๓๕ ข้อในนั้นมันเป็นปริศนาที่ "ใครๆ" ก็อยากรู้จริงหรอ ในเมื่อคำตอบมันมีแน่เป็นแช่แป้งอยู่แล้ว เช่น

-ทำไมสาวผมยาวจึงเซ็กซี่ (เอ้า ก็เพราะมันดู feminine กว่าสาวผมสั้นกุดไง)
-ทำไมรองเท้าส้นสูงจึงทำให้ผู้หญิงเซ็กซี่ขึ้น (แหม๋ ใส่ส้นสูงมันก็ต้องเซ็กซี่กว่าลากแตะคีบหรือใส่รองเท้าวิ่งอยู่แล้ว)
-ผู้ชายชอบผู้หญิงผมบลอนด์จริงหรือ (แหง๋ล่ะก็มันดูบอบบาง แล้วก็ดูเด่นด้วย ผู้ชายเค้าไม่ชอบผู้หญิงลุค ordinary หรอกย่ะ)
-ทำไมผู้ชายจำนวนมากใฝ่ฝันอยากมีองคชาตที่ใหญ่ขึ้น (ยังต้องสงสัยกันด้วยหรอ?)

อ่านจนจบแล้วจึงสรุปได้ว่า ใน ๔๐ ข้อที่เขาว่ามานั้น มีแค่ ๕ ข้อที่เป็นอิฉันนึกสงสัยมานาน
แล้วก็เลยได้คำตอบเสียที

ปริศนาข้อที่ ๒๓ ทำไมคนเราจึงเอียงศีรษะไปทางขวาเวลาจูบกัน
คำตอบ คนส่วนมากจูบเอียงขวาเพราะเรามีมอเตอร์การเคลื่อนไหวที่โน้มเอียงไปทางด้านขวา และเราไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะสัตว์จำพวกปลาก็มีแนวโน้มที่จะว่ายไปทางขวาเวลาเผชิญหน้ากับศัตรู แม่ไก่ก็ชอบหันหัวไปทางขวาตอนที่พวกมันนอนกกไข่ หนูก็นิยมวิ่งไปทางขวา ตอนที่พยายามหนีออกมาจากเขาวงกต
(จำไม่ได้ว่าเอียงไปทางไหน ร้างลาการจูบมาประมาณ ๑ ทศวรรษแล้ว)

ปริศนาข้อที่ ๒๔ ทำไมคนเราชอบจูบแบบลิ้นพันกัน (French-kiss)
คำตอบ ความจริงการจูบแบบเฟรนช์คิสไม่เห็นจะเซ็กซี่ที่ตรงไหน การแหย่ลิ้นเข้าไปในปากของคนรัก นอกจากแลกเปลี่ยนน้ำลายกันแล้ว ยังเป็นการแพร่เชื้อแบคทีเรียไปในตัว แต่หลายคนก็บอกว่ามันให้ความรู้สึกดีมากๆ การจูบเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในการเกี้ยวพาราสี เพื่อตัดสินศักยภาพทางร่างกายของคนรัก ว่ามีเคมีตรงกัน หรือเข้ากัีบตัวเองได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์จึงมีวัฒนธรรมของการจูบ ตอนที่คุณประกบปากกับคนรัก หรือแม้แต่สอดลิ้นเข้าไปลิ้มรสน้ำลายของเธอ เปรียบเหมือนคุณกำลังสำรวจ "ลักษณะเฉพาะทางเคมี" ของเธอ เพราะน้ำลายและเหงื่อประกอบด้วยสารฟีโรโมนส์ ซึ่งสามารถทำให้คุณตื่นตัวหรือห่อเหี่ยวได้พอๆ กัน
(....มิน่าล่ะ)

ปริศนาข้อที่ ๓๔ ความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงจะพุ่งสูงสุดในช่วงอายุ ๓๐ จริงหรือ
คำตอบ ยากที่จะสรุปด้วยเหตุผลทางชีววิทยา ว่าทำไมผู้หญิงอายุ ๓๐ ต้นๆ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของแรงขับทางเพศที่เข้มข้น ทั้งๆ ที่ผู้หญิงทุกช่วงอายุก็มีระดับความสำส่อน และการนอกใจไม่แพ้กัน ความเชื่อที่ว่าหญิงอายุ ๓๐ ต้นๆ เต็มไปด้วยแรงปรารถนาทางเพศและชอบกิจกรรมเข้าจังหวะบนเตียงนอน อาจเนื่องมาจากความคาดหวังทางสังคมและวัฒนธรรม บวกกับพวกเธอมีความเชื่อมั่นในเรือนร่าง เพศ และความสัมพันธ์กับคนอื่นเพิ่มมากขึ้น เธอจึงแสดงบทบาทตัวเองอย่างเต็มที่
(อิฉันก็ว่างั้นแหละ)

ปริศนาข้อที่ ๓๖ ผู้ชายกับผู้หญิงถึงจุดสุดยอดแบบเดียวกันหรือไม่
คำตอบ จุดสุดยอดของผู้หญิงโดยทั่วไปประกอบด้วยการบีบตัวเป็นจังหวะประมาณ ๓-๑๕ ครั้ง กินเวลาไม่เกิน ๑๕ วินาที แม้จะมีบางคนถึงจุดสุดยอดยาวนานถึง ๒ นาที แต่นั่นเป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นยากเต็มที ส่วนจุดสุดยอดของผู้ชายมีค่าเฉลี่ยในการบีบตัวคือ ๑๐-๑๕ ครั้ง กินเวลาประมาณ ๑๗ วินาที แต่ด้วยเหตที่ศูนย์กลางการรับภาพในสมองของผู้ชายจะตื่นตัวมากขึ้นเวลามีเพศสัมพันธ์ เป็นหลักฐานยืนยันว่า เพราะเหตุใดชายจึงแสดงออกมากกว่าหญิงระหว่างการร่วมรัก รวมทั้งวินาทีที่ถึงจุดสุดยอด ชายก็จะแสดงอารมณ์มากกว่า ถ้ามองโดยรวม ประสบการณ์การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงกับผู้ชายนั้นเหมือนกัน จะต่างกันก็ช่วงผ่อนคลายหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่ตามมาว่าเป็นไปในเชิงลบหรือบวก
(อ่านแล้วงง ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะไปเหมือนกันได้ไง???)

ปริศนาข้อที่ ๔๐ โดยธรรมชาติแล้ว คนเราเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียวใช่หรือไม่
คำตอบ คำตอบคือ "ใช่" และ "ไม่ใช่" ในเวลาเดียวกัน มนุษย์อยู่ในกลุ่ม ๔ เปอร์เซ็นต์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศเฉพาะตัวไม่เหมือนสัตว์อื่น บางคนบอกว่าเราเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียว แต่กฎข้อนี้ค่อยๆ จางหายไปอย่างที่รู้กันอยู่ ในปัจจุบันมนุษย์แทบทุกคนใช้ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นช่วงๆ โดยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักหลายคนต่อเนื่องกันไปตลอดอายุขัย พูดให้ตรงเป้าคือ เราเป็นสัตว์หลายผัวหลายเมีย แต่ยังอยู่ในระดับอ่อนๆ เมื่อเทียบกับสัตว์อื่น เพราะเรายังยึดหลักศีลธรรมอย่างเคร่งครัด นักพันธุกรรมศาสตร์ค้นพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า การอยู่กินกันแบบผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัดไม่เคยเป็นบรรทัดฐานทางสังคมของคน แต่มันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วง ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ปีก่อน ตอนที่เปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมสู่การตั้งบ้านเรือนและสร้างชุมชนเกษตรขึ้นมาแทนการร่อนเร่และล่าสัตว์ บทสรุปของเรื่องนี้ก็คือ สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคำจำกัดความนั้นหมายถึง "การที่ต้องมีคู่นอนเพียงคนเดียวตลอดชีวิต"
(หึ หึ)

ใครจะว่าไงก็ว่ากันไปละฮะ
นี่แค่คัดมาให้อ่านกันเล่นๆ อีกตามเคย


หมายเหตุ: ภาพประกอบ copy มาจากหน้าหนึ่งในนิตยสาร Penthouse ฉบับประจำเดือนธันวาคม ๒๕๕๑
ขอบอกโดยไม่โฆษณาแฝงว่า เดือนนี้นางแบบสวยทั้ง ๓ คน


วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เพื่อนไม่เหมือนแฟน


 


ฤดูหนาว=ฤดูเหงา?


ถ้าไม่ใช่ ทำไมเวลาอากาศหนาวๆ ถึงทำให้เหงาจัง?

เหงาแล้วจะทำไง

มีีแฟนคงดี (อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงบอก...กูว่าแล้ว)

 

ไอ้ความอยากจะมีแฟนเนี่ย มันมีอยู่ทุกฤดูอะแหละ

แต่ในหน้าหนาว แฟนคงมีมูลค่าเพิ่มมหาศาล

นอกจากเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้อุ่นใจตอนที่รู้สึกว่าโดนชะตากรรมกลั่นแกล้งแล้ว

เขาก็คงช่วยให้อุ่นกายด้วย

(แน่นอนว่าเราก็ช่วยให้เขาอุ่นขึ้นได้เช่นกัน)

 

แต่ว่า

แฟนดีๆ (ที่อยากได้เราเป็นแฟนเหมือนกัน) ไม่ได้หากันง่ายๆ เหมือนหาเซเว่นอีเลเว่น

 

โชคดีอยู่บ้าง

ระหว่างที่เหงา เรายังมีเพื่อน

ทั้งเพื่อนหญิงและเพื่อนชาย

ล้วนแต่ดีๆ ทั้งนั้น (หรือเพราะเลิกคบเพื่อนไม่ดีไปหมดแล้วหว่า)

 

ก่อนนี้ก็เคยคิด

มิตรภาพระหว่างชาย-หญิงไม่มีในโลก

Platonic Love หรือการที่ผู้หญิง-ผู้ชายจะมีมิตรภาพใสบริสุทธิ์ต่อกันโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศเกี่ยวข้องน่ะ

ไม่มีจริงหรอก

 

อยู่มาจนจะแก่ ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมี

เพื่อนผู้ชายที่เมาท์มันส์

อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายอกสบายใจ

ไม่ต้องสงวนกิริยา

ไม่ต้องเก๊กว่าฉันฉลาด ดูดี มีรสนิยม

ไม่ต้องพูดเพราะ หรือพูดอะไรที่มันเก๋ๆ

ไม่ต้องแต่งตัวสวย สวมเสื้อรีดเรียบ ผมเป็นทรง หน้าไม่มัน

ใจกว้างพอที่จะยอมรับ สี ที่เราเลือก

รับได้ในเรื่องที่เราซีเรียส แถมเคารพความคิดเราอีก

 

เพื่อนผู้ชายพวกนี้ทำให้รู้สึกว่า

ถ้ารู้ว่ามีเพื่อนผู้ชายแล้วสบายอย่างนี้ มีมาตั้งนานแล้ว

 

วันนี้ไปสยาม ไปดูหนังกะอุดม

ไม่ใช่เพราะอุดมดูหนังคนเดียวไม่ได้

แต่เพราะอุดมตั้งใจเอาอุปกรณ์กันหนาวสำหรับ พวกเราชาวภูกระดึง (สำนวนของอุดม) มาให้ยืม

ระหว่างรอเวลา พากันไปกินข้าวในโรงอาหารคณะทันตแพทย์ เม้าท์กันกระจาย

ว่ามาตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน สนทนาปัญหาบ้านเมือง ชีวิตและสุขภาพ ไปจนถึงเรื่องอนาคตของชาติ

ก่อนจะย้ายไปขำกับหนัง Burn after Reading

 

เป็นหนังเรื่องที่เหมือนเคยคิดว่าจะมาดู แต่ไม่รู้ไง ตั้งแต่ป้าอ้อยไม่อยู่ความกระตือรือร้นจะมาดูหนังก็อ่อยไป ถ้าอุดมไม่ชวนมาดู สงสัยเราก็คงมึนจนอดดูอีกจนได้

 

ต้องขอบคุณอุดมที่ทำให้ได้ดู

เพราะมันช่างเป็นหนังที่เสียดสีได้สาแก่ใจ

ขำก็ขำ มันส์ก็มันส์

ถึงเวลาก็ทำเอาใจหาย

ช่างเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกคุ้มกับเงินทองและเวลาทีเสียไป

แถมทำให้เรารู้สึกว่าควรขวนขวายหา No Country for Old Men ผลงานเรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับคู่นี้มาดูเสียที

 

ระหว่างกลับบ้านก็นึกๆ ดูเล่นๆ

คนที่จะ เก็ต ดูหนังแบบนี้ได้สนุกพอๆ กัน คงมีไม่มาก

เพราะถ้าจะให้ โดน คงต้องเป็นผู้ใหญ่หน่อย

เป็นคนช่างประชดประชัน เหน็บแนมอยู่พอสมควร

ขำได้ แม้ไม่ใช่มุกหม่ำ

แล้วก็ต้องใจร้ายนิดๆ คนใจดีเป็นแม่พระอาจไม่ touch  

 

นอกจากป้าอ้อยผู้ไม่อยู่ ก็คงมีเพื่อนอีกไม่กี่คนที่ดูแล้วชอบ

ลองนึกถึงแฟนเก่าๆ มีใครไหมที่ดูแล้วจะสนุกสนานประมาณกัน

 

นึก นึก นึก

 

อุ้ยตาย!... เห็นทีจะไม่มีใครชอบหนังแบบนี้เหมือนเรา

 

มีเพื่อน ไม่เหมือนมีแฟนจริงๆ ด้วย

 

ถ้ามันเป็นอย่างนั้น

เอาเพื่อนเป็นแฟนซะดีมั๊ยเนี่ย???

 

(โฮ่ โฮ่ โฮ่)

 

 

 

หมายเหตุ

-เมื่อคืนวานรับสายคนรักเก่า บางทีอากาศหนาวอาจทำให้เขาเหงา และคิดถึงฤดูหนาวที่ไม่เหงาก็เป็นได้

-คนรักเก่าอีกคน (เก่าน้อยกว่าคนข้างบน) ชอบโทรหาเราตอนดึกๆ เขาคนนี้คงคิดเราได้ทุกสภาพอากาศ ขอให้ดึกเป็นพอ

-พรุ่งนี้มีเดตกะเพื่อน หวังว่าลมจะไม่แรง อากาศจะไม่หนาวจนทำให้เราต้องกอดเพื่อน

-ที่เบื่อจะถ่ายรูปต้นคริสมาสต์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์น่ะ ไม่เกี่ยวกับไม่มีแฟนนะยะ อุดม

ชั้นไม่เคยนึกถึงตัวเองไปถ่ายรูปไฟคริสมาสต์มาก่อนเลยในชีวิต เหมือนๆ กับที่ไม่เคยนึกถึงตัวเองในชุดเจ้าสาวน่ะแหละ




วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คำคม#๑๕



"อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

เพื่อนรุ่นพี่(ผู้มีประสบการณ์-ในบางด้าน)ลงทุนร้องเพื่อสั่งสอน
ก่อนจะสรุป
"ม้าน้อยเลิกหลอกตัวเองเถอะ"





วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชีวิตสัตว์โลก ตอน แอบฟังสาวโสดคุยกัน (๔)


เอจัง: วันนี้เรียนเรื่องเดิม
แต่มีขำ ตรงที่เซนเซใช้ภาพคนเล่นกับเด็ก

ซีซังดันนึกเป็นเวิร์บ します ซึ่งแปลเป็นไทยได้ (ทุเรศ ๆ) ว่า ทำเด็ก
เซนเซก็เก็ตนะ บอกว่าไม่ใช่ ๆ ต้องเป็นเวิร์บเดียวกับการทำกับข้าว คือ
 つくります ต่างหาก


บีจัง: ต๊ายยยยยยย ความรู้ใหม่!
(แต่ว่า...ทำเด็ก=ทำให้เกิดเด็ก หรือ กระทำกับเด็ก??)


เอจัง: กับอีกตอนนึงที่ครูสอนสำนวนที่ว่าแต่งงานแล้ว โดยที่เซนเซกำลังพูดถึงตัวเองอยู่น่ะ (ว่ายังไม่แต่ง
けっこんをしていません)


บีจัง: เท่จัง 


เอจัง: ซีซังดันนึกไปถึง
けっこんをしたい เซนเซก็เลยพยักหน้าแล้วบอกว่า ใช่ ๆ (...แหม ใครจะไปนึกล่ะ ว่าอย่างเซนเซนจะยังอยากแต่งงานอยู่อีก)

แกล่ะ
けっこんをしたい ด้วยรึเปล่า ???


บีจัง:
ยังอยากมีแฟนอยู่
แต่ไม่เคยคิดถึงการแต่งงานเลย (เชื่อมะเนี่ย?)


...ในเวลาต่อมา


เอจัง: สำนวนว่าทำเด็ก ก็คือทำให้เกิดเด็ก นั่นเอง (โป๊มาก) พอดีครูให้พูดบทสนทนาประมาณว่า โทร.ไปหาเพื่อนแล้วถามว่าเพื่อนกำลัง ทำอะไร เพื่อนก็ตอบว่าทำโน่น นี่ แล้วเราก็ต้องบอกว่าขอโทษนะ งั้นเดี๋ยวจะโทร.มาใหม่ทีหลัง ตอนซีซังพูดถึง kodomo o tsukutte น่ะ เซนเซก็เอาไปใ่ส่ในบทสนทนาด้วย แล้วก็ทำเสียงรู้สึกผิดด้วยว่า ขอโทษด้วยนะ ไว้จะโทร.มาใหม่ทีหลัง 555 

....

ฉันเชื่อนะ ที่แกบอกมาน่ะ

ฉันยังอยากมีลูกแต่ไม่อยากมี -ัว เลย อิอิ






วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

งานเสียว-เสียว




ตึกที่อิฉันทำงานนับเป็นตึกสูง คือมีทั้งหมดสี่สิบกว่าชั้น
แต่ชั้นที่อิฉันทำงานอยู่นั่นแค่ ๑๔ จัดอยู่ในโลว์โซน หรือชั้นต่ำ (-___-)
ตึกเราไม่อาจจัดเป็นตึกสมัียใหม่ที่ใช้กระจกทั้งหลัง
มันมีลักษณะเหมือนเครปเค้ก คือกระจก สลับชั้นกับปูน
แต่กระนั้นก็ต้องเช็ดกระจกกันบ้าง ประปราย แล้วแต่ (แต่อะไรไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าบางทีก็เห็นเค้ามาเช็ดกระจกวันฝนตก)

ช่วงนี้เขากำลังซ่อมแซมตึก โดยการโป๊วรอยต่อระหว่างซีเมนต์ ๒ ชิ้น
เพื่อที่ต่อไปจะได้ทาสีใหม่ให้ไฉไลยิ่งขึ้น
จึงปรากฏว่ามีอากาศยานลักษณะดังที่จะเห็นต่อไปถูกชัดรอกขึ้น-ลง เพื่อโป๊วรอยที่ว่าให้ทั่วผิวภายนอกตึก

ยาน ๑ ลำ มีคนทำงาน ๓ คน
ในนั้นเป็นหญิง ๑
ดิออปเซิร์พเวอร์หยั่งเราก็เดากันไปต่างๆ นานา...ทำไมต้องเป็นผู้หญิง

แล้วก็สรุปเอาเอง (มั่ว) ว่า คงเพราะผู้หญิงทำงานละเอียดกว่าผู้ชาย

ป.ล. อย่าเพิ่งคิดว่างานนี้เสียวสุดแล้ว
เพราะช่างเช็ดกระจกเค้าจะเสียวกว่านี้อีก นั่นเค้าเหมือนโรยตัวลงจากยอดตึกมาเช็ดทีละชั้นเลยละฮะ ไม่ได้ยืนอยู่บนอากาศยานเยี่ยงนี้

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๑๓



"หน้าใส ใจกว้าง รักผัว ไม่เอาแต่ใจตัว ผัวเจริญ"


(แอบยินคุณภรรยาหน้าใสรุ่นใหญ่ให้โอวาทคุณภรรยาหน้าใสรุ่นเล็กมาฮะ)



วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ของฝากคุณภรรยา





สาธุ๊!!!!
ถ้าชาตินี้ลูกช้างจะมีผัว
ขอให้ลูกช้างได้ผัวที่ดีพอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกช้าง 'สงเคราะห์' เอ๊ย 'อนุเคราะห์' เขาได้โดยไม่รู้สึกสมเพชด้วยเถ้อะะะะะ

ที่มา: ป้ายเตือนใจที่ติดอยู่บริเวณวัดพระธาตุดอยสุเทพ

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผู้ชาย... บ้างไม่ตอบคำถาม บ้างก็ตอบ



            ดิฉันกำลังจะไปเชียงใหม่

            นี่เป็นทริปเชียงใหม่ทริปแรก ที่ไม่ได้ไปทำงาน หรือไม่ได้ไปธุระเรื่องเพื่อน คราวนี้แหละที่จะได้เที่ยวเอง พักเอง ตัวเองจะได้เป็นเจ้าของโปรแกรมและกำหนการ (เกือบ) ทั้งหมด เพราะงานนี้ไม่มีใครแชร์

            ก่อนไป ดิฉันเตรียมตัวหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการรวบรวมที่อยู่เพื่อนๆ ที่อยากส่งโปสการ์ดให้ รวมทั้งผู้ชายคนหนึ่ง

            ผู้ชายคนนี้ ช่วงหนึ่ง เราเคยชอบกัน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ใช่..สำหรับดิฉัน คงเป็นผู้ชายอีกคน-ส่วนสำหรับเขา คงเป็นปฏิกิริยาที่ไม่กระเตื้อง ไม่อู้ฟู่เท่าที่ควรจากดิฉัน...ก็พี่แกโคตรเจ้าชู้เลย เจอกันวันแรก เล่าเรื่องเด็กที่เคยเลี้ยงตั้ง ๓-๔ คน ไม่ให้นอยยังไงไหว) หลังจากมื้อค่ำมื้อแรก ที่เราใช้ทำความรู้จักกัน การพูดคุย ทำความรู้จักของเราก็เริ่มเจื่อนไป

            แต่ในความตั้งใจที่จะส่งโปสการ์ดจากเชียงใหม่ครั้งนี้ ดิฉันยังนึกถึงเขา จึงส่ง sms ไปขอที่อยู่เมื่อสองวันก่อน แต่เขาไม่ตอบ เข้าไปที่หน้าบ้านเขา มันก็นิ่งเงียบ ไร้ความเคลื่อนไหว เห็นแค่ข้อความหวานฉ่ำจากสาวคนหนึ่ง ที่ดิฉันสงสัยมานาน ...สองคนนี้ต้องมีอะไรพิเศษกว่าเพื่อนในบล็อกทั่วไป

            ใช่จริงๆ ...ดิฉันรู้เมื่อเขาโทรกลับมาในวันนี้ บอกที่อยู่เรียบร้อยเขาก็ตอบคำถามว่า สบายดี แต่ช่วงนี้งานยุ่ง แล้วคอมพิวเตอร์ที่บ้านเสีย แม้จะซ่อมเองได้ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือ

            ถามทำไมไม่รู้ แต่ดิฉันก็ถาม ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสาวนั่น เขาเท้าความว่ารู้จักเธอใกล้ๆ รู้จักดิฉัน แล้วก็เล่าต่อละเอียดยืดยาว เล่ากระทั้งรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เห็นต้องบอก ก็เข้าใจได้..แม้ไม่เปิดเผยทั้งหมด สิ่งที่เขาเล่าก็ให้ข้อเท็จจริงที่ทำให้ดิฉันอดรู้สึกอะไรบางอย่างไม่ได้

            ฟังแล้วก็อึ้งๆ จนถามโง่ๆ ออกไป "ทำไมพี่ต้องเล่าให้ม้อยฟังขนาดนี้ด้วย"

            "อ้าว ก็ม้อยถาม พี่ก็ตอบ แล้วพี่ก็ตอบความจริง"

            "[-____-]"         

 

เออจริง ใช่  ดิฉันถามเองนี่หว่า

 

เขาเล่าอีก ว่าสาวคนนั้นก็ถามเขา ว่าฉันเป็นใคร เขาว่าเขาบอกเธอแค่ครึ่งเดียว ว่าเราเป็นแค่คนรู้จักกันในมัลติพลาย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เขายังเล่าอีก (เล่าทำไมนะ) ว่าเธอคนนั้นถามเขาว่า ไม่เขียนคอมเม้นท์ได้ไหม เขาบอก ไม่ได้ พร้อมให้เหตุผลทำนองว่านี่มันพื้นที่ส่วนตัวของเขา เขาเคยทำอย่างไรมาก็จะทำต่อไป

ตอนที่ฟังนั่น ดิฉันยังเข้าใจว่าสาวของเขาถามเขาว่าไม่เขียนคอมเม้นท์ที่บ้านดิฉันได้ไหม คุยไปๆ เลยถึงบางอ้อ อ๋อ....ชีไม่อยากให้ดิฉันเขียนคอมเม้นท์ที่บ้านผู้ชายของชีต่างหาก

"งั้น ให้ม้อยดีลีทคอนแทกพี่เลยดีไหม"

"อ้าว ทำไมล่ะ??" คำถามเสียงหลง

"เขาจะได้สบายใจไง ไม่ต้องระคายใจกับการคอมเม้นท์ของม้อย"

เขารีบชักแม่น้ำทั้งห้ามาแย้งว่าดิฉันผิดประเด็นแล้ว เคยเป็นคอนแทกกันมา แต่พอรู้เรื่องแล้วดีลีทคอนแทกก็เท่ากับมีปฏิกริยาสิ ทำตัวเหมือนเดิมไปดีกว่า

แล้วดิฉันก็ได้ทราบหลังจากนั้นว่าจริงๆ แล้ว เธออยากให้เขาลบคอมเม้นท์ทุกคอมเม้นท์ที่ดิฉันเคยเขียนไว้ซะด้วย

...ยายคนนี้ อาฆาตแรง เซ้นส์แรงเสียจริง แค่กินข้าวกันมื้อเดียว ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้นเลยด้วย (หรือว่าชีถูกผู้ชายปั่นหัวฟะ)

ยังไงก็ตาม ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าใจเธอนะ ถ้ามีผัว เอ๊ย แฟนที่กะล่อนขนาดนี้ จะไม่ประสาทขนาดนี้ได้ไงไหว

 

คุยกันนานเกินความจำเป็น ก่อนที่ดิฉันจะอวยพร ขอให้เขาโชคดี มีความสัมพันธ์ที่ดี เขาก็วาดลวดลายเจ้าชู้ใส่อีกหน ถามว่าเย็นนี้เลิกงานกี่โมง มาคุยกันให้เข้าใจไหม ดิฉันบอกเสียใจ เย็นนี้จะไปเชียงใหม่

"กลับเมื่อไหร่เจอกัน" เขาบอก

ดิฉันไม่ว่าอะไร ได้แต่หัวเราะ

 

ก่อนอวยพรอย่างที่ตั้งใจ ดิฉันฝากบอกเขาไปบอกผู้หญิงของเขาว่า ดิฉันจะเลิกบล็อกเขาแล้ว (ดิฉันบล็อกเธอคนนี้ก่อนนัดเจอเขาเสียอีก ทำตามลางสังหรณ์ว่านังนี่โรคจิต เข้ามาตรวจบ้านเราทุกหน้า ทุกมุม แต่ไม่เคยเขียนรีพลายอะไรเลย) เข้ามาดูได้ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

 

วางสายแล้วก็จะทำการอันบล็อก แล้วกะจะไปส่งข้อความเจริญสันถวะไมตรีหน้าบ้านเธอเสียหน่อย

            ดันไปเจอข้อความนี้ตรงตำแหน่ง Welcome Message (ขนาดนั้นเลยนะ) เข้า

 

 

"ก็แค่สาวแก่ใน MTP ...อารมณ์เปลี่ยว แถมแปรปวน คนนึง"
"ที่รักจะไปสนใจทำไม...."
"ต่อให้มีเป็นร้อย เป็นพัน ถ้ามันไม่ใช่ตัวจริงมันจะมีความหมายอะไรล่ะ "
"เราสองคนยังรักและอยู่ด้วยกันอย่างนี้"
"คนดีของพี่อย่าเก็บเอามาเป็นอารมณ์สิ พี่รักหนู เรารักกันนะ"


...........................................................................................................

เพราะเราต่างให้คำมั่นสัญญา ณ วันที่รู้ว่าเขาก้าวผิดไป
เราให้อภัย เขาให้สัญญา
รักยังอยู่กับเราสองคนเสมอ.....
วันนี้จึงดำเนินไปอย่างสุขใจเช่นเคย

 

            ....สะกดผิดได้อีก

            คงต้องคิดให้พิถีพิถัน ว่าจะสรรคำอะไรเขียนใส่โปสการ์ด ส่งไปที่ทำงานผู้ชายคนนี้ดี

            หึหึ