แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โกรธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โกรธ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รักแล้วรอหน่อย

ในจักรวาลนี้ยังมีโลกอันสวยงามใบหนึ่ง ชื่อว่า โลกมัลติพลาย

 

สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกมัลติพลายมีความชอบ บุคลิก แนวคิด ความคิดเห็น อาชีพการงาน และประสบการณ์ต่างกัน แต่ทุกคนอยู่ด้วยกันได้โดยการแลกเปลี่ยน หรือ share กันและกัน เริ่มจากแชร์กับเพื่อน เริ่มขยายเป็นแชร์กับเพื่อน เพื่อนของเพื่อน และครอบครัวของเพื่อน เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ คนทุกคนบนโลกมัลติพลายจึงมีความเชื่อมโยงกันน้อยขั้นกว่า 6 degree of separation ที่ใช้สรุปความเชื่อมโยงของคนใน Planet Earth ซะอีก

 

การแบ่งปันในท่ามกลางความหลากหลายนี่เองที่ทำให้โลกมัลติพลายสวยงาม

 

...เมื่อสมัครใจมาเป็นพลโลกมัลติพลายกับเขา อิฉันก็ปฏิบัติตัวตามธรรมเนียมสามัญของชาวโลกใบนี้

คือเปิดใจ รับเพื่อนใหม่ แล้วก็พูดคุย แลกเปลี่ยนกัน

 

จำได้ว่า

ดิฉันมีความสุขกับการให้และรับ มีความสุขในการคบหาเพื่อนใหม่ๆ ในโลกมัลติพลายมาก

มากจนเคยคิดว่าความสุขจากโลกใบนี้ช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตบนโลกจริงๆ ด้วยซ้ำไป

 

ทว่า

เมื่อไม่นานนี้เอง ที่อิฉันต้องสะเทือนใจอย่างแรงจากโทสะของคนในโลกมัลติพลาย

อย่าสนใจรายละเอียดเลย เอาเป็นว่า เหตุการณ์นี้ทำให้อิฉัน ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริงๆ ที่คนเราคบกันด้วยการดูหน้า ซื้อผ้าก็ต้องดูเนื้อ-นึกหวาดระแวงอันตรายในโลกมัลติพลายขึ้นมาอย่างฉับพลัน

 

ขอสารภาพตามตรง

อิฉันระแวงคนใหม่ๆ ที่ไม่รู้จัก

ทั้งๆ ที่เขาอาจจะแค่อยากจะรู้จัก อยากเป็นเพื่อนด้วย อาจจะด้วยน้ำใสใจจริงแท้ๆ ไร้สิ่งเคลือบแฝง

แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว อิฉันไม่อาจเปิดใจใสบริสุทธิ์เชื่อได้ในทันทีเลย ว่าคนที่อยากจะเป็นเพื่อนจะอยากรู้จักกันจริงๆ

 

หรือแค่อยากจะเข้ามาในบ้านของอิฉัน มาเห็นหน้าตากัน เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์ในทางเสียหายเกี่ยวกับอิฉัน

 

ทั้งๆ ที่รู้สึกดีๆ ทุกครั้ง เวลาได้อ่านข้อความขอแอดเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนบ้าน เป็นออนไลน์บัดดี้ ฯลฯ

 

เหมือนวัวสันหลังหวะที่กล้าไม่มั่นใจในอะไรเลย แต่อิฉันไม่อยากปฏิเสธน้ำใจคนเลยนะ พูดตรงๆ

 

อิฉันก็เลยอยากจะถามเพื่อนๆ ที่ขอแอดมาว่า

ให้เวลาอิฉันหน่อยได้ไหม ให้อิฉันได้ทำความรู้จักกับคุณสักหน่อย เดี๋ยวถ้ารู้สึกสบายใจขึ้น เพราะรู้จักคุณดีขึ้น หรืออะไรก็ตามแต่ อิฉันจะเป็นฝ่ายไปวิงวอน ขอให้คุณรับเป็นเพื่อนเอง

 

ถึงตอนนั้น หากคุณปฏิเสธ ไม่อยากรับเป็นเพื่อน

อิฉันก็จะยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ถ้าได้ ช่วยบอกกันหน่อยนะจ๊ะ

..

..

..


สุดท้ายนี้

ขอบคุณนะจ๊ะ ที่อยากเป็นเพื่อนกัน


วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผู้ชาย... บ้างไม่ตอบคำถาม บ้างก็ตอบ



            ดิฉันกำลังจะไปเชียงใหม่

            นี่เป็นทริปเชียงใหม่ทริปแรก ที่ไม่ได้ไปทำงาน หรือไม่ได้ไปธุระเรื่องเพื่อน คราวนี้แหละที่จะได้เที่ยวเอง พักเอง ตัวเองจะได้เป็นเจ้าของโปรแกรมและกำหนการ (เกือบ) ทั้งหมด เพราะงานนี้ไม่มีใครแชร์

            ก่อนไป ดิฉันเตรียมตัวหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการรวบรวมที่อยู่เพื่อนๆ ที่อยากส่งโปสการ์ดให้ รวมทั้งผู้ชายคนหนึ่ง

            ผู้ชายคนนี้ ช่วงหนึ่ง เราเคยชอบกัน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ใช่..สำหรับดิฉัน คงเป็นผู้ชายอีกคน-ส่วนสำหรับเขา คงเป็นปฏิกิริยาที่ไม่กระเตื้อง ไม่อู้ฟู่เท่าที่ควรจากดิฉัน...ก็พี่แกโคตรเจ้าชู้เลย เจอกันวันแรก เล่าเรื่องเด็กที่เคยเลี้ยงตั้ง ๓-๔ คน ไม่ให้นอยยังไงไหว) หลังจากมื้อค่ำมื้อแรก ที่เราใช้ทำความรู้จักกัน การพูดคุย ทำความรู้จักของเราก็เริ่มเจื่อนไป

            แต่ในความตั้งใจที่จะส่งโปสการ์ดจากเชียงใหม่ครั้งนี้ ดิฉันยังนึกถึงเขา จึงส่ง sms ไปขอที่อยู่เมื่อสองวันก่อน แต่เขาไม่ตอบ เข้าไปที่หน้าบ้านเขา มันก็นิ่งเงียบ ไร้ความเคลื่อนไหว เห็นแค่ข้อความหวานฉ่ำจากสาวคนหนึ่ง ที่ดิฉันสงสัยมานาน ...สองคนนี้ต้องมีอะไรพิเศษกว่าเพื่อนในบล็อกทั่วไป

            ใช่จริงๆ ...ดิฉันรู้เมื่อเขาโทรกลับมาในวันนี้ บอกที่อยู่เรียบร้อยเขาก็ตอบคำถามว่า สบายดี แต่ช่วงนี้งานยุ่ง แล้วคอมพิวเตอร์ที่บ้านเสีย แม้จะซ่อมเองได้ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือ

            ถามทำไมไม่รู้ แต่ดิฉันก็ถาม ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสาวนั่น เขาเท้าความว่ารู้จักเธอใกล้ๆ รู้จักดิฉัน แล้วก็เล่าต่อละเอียดยืดยาว เล่ากระทั้งรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เห็นต้องบอก ก็เข้าใจได้..แม้ไม่เปิดเผยทั้งหมด สิ่งที่เขาเล่าก็ให้ข้อเท็จจริงที่ทำให้ดิฉันอดรู้สึกอะไรบางอย่างไม่ได้

            ฟังแล้วก็อึ้งๆ จนถามโง่ๆ ออกไป "ทำไมพี่ต้องเล่าให้ม้อยฟังขนาดนี้ด้วย"

            "อ้าว ก็ม้อยถาม พี่ก็ตอบ แล้วพี่ก็ตอบความจริง"

            "[-____-]"         

 

เออจริง ใช่  ดิฉันถามเองนี่หว่า

 

เขาเล่าอีก ว่าสาวคนนั้นก็ถามเขา ว่าฉันเป็นใคร เขาว่าเขาบอกเธอแค่ครึ่งเดียว ว่าเราเป็นแค่คนรู้จักกันในมัลติพลาย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เขายังเล่าอีก (เล่าทำไมนะ) ว่าเธอคนนั้นถามเขาว่า ไม่เขียนคอมเม้นท์ได้ไหม เขาบอก ไม่ได้ พร้อมให้เหตุผลทำนองว่านี่มันพื้นที่ส่วนตัวของเขา เขาเคยทำอย่างไรมาก็จะทำต่อไป

ตอนที่ฟังนั่น ดิฉันยังเข้าใจว่าสาวของเขาถามเขาว่าไม่เขียนคอมเม้นท์ที่บ้านดิฉันได้ไหม คุยไปๆ เลยถึงบางอ้อ อ๋อ....ชีไม่อยากให้ดิฉันเขียนคอมเม้นท์ที่บ้านผู้ชายของชีต่างหาก

"งั้น ให้ม้อยดีลีทคอนแทกพี่เลยดีไหม"

"อ้าว ทำไมล่ะ??" คำถามเสียงหลง

"เขาจะได้สบายใจไง ไม่ต้องระคายใจกับการคอมเม้นท์ของม้อย"

เขารีบชักแม่น้ำทั้งห้ามาแย้งว่าดิฉันผิดประเด็นแล้ว เคยเป็นคอนแทกกันมา แต่พอรู้เรื่องแล้วดีลีทคอนแทกก็เท่ากับมีปฏิกริยาสิ ทำตัวเหมือนเดิมไปดีกว่า

แล้วดิฉันก็ได้ทราบหลังจากนั้นว่าจริงๆ แล้ว เธออยากให้เขาลบคอมเม้นท์ทุกคอมเม้นท์ที่ดิฉันเคยเขียนไว้ซะด้วย

...ยายคนนี้ อาฆาตแรง เซ้นส์แรงเสียจริง แค่กินข้าวกันมื้อเดียว ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้นเลยด้วย (หรือว่าชีถูกผู้ชายปั่นหัวฟะ)

ยังไงก็ตาม ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าใจเธอนะ ถ้ามีผัว เอ๊ย แฟนที่กะล่อนขนาดนี้ จะไม่ประสาทขนาดนี้ได้ไงไหว

 

คุยกันนานเกินความจำเป็น ก่อนที่ดิฉันจะอวยพร ขอให้เขาโชคดี มีความสัมพันธ์ที่ดี เขาก็วาดลวดลายเจ้าชู้ใส่อีกหน ถามว่าเย็นนี้เลิกงานกี่โมง มาคุยกันให้เข้าใจไหม ดิฉันบอกเสียใจ เย็นนี้จะไปเชียงใหม่

"กลับเมื่อไหร่เจอกัน" เขาบอก

ดิฉันไม่ว่าอะไร ได้แต่หัวเราะ

 

ก่อนอวยพรอย่างที่ตั้งใจ ดิฉันฝากบอกเขาไปบอกผู้หญิงของเขาว่า ดิฉันจะเลิกบล็อกเขาแล้ว (ดิฉันบล็อกเธอคนนี้ก่อนนัดเจอเขาเสียอีก ทำตามลางสังหรณ์ว่านังนี่โรคจิต เข้ามาตรวจบ้านเราทุกหน้า ทุกมุม แต่ไม่เคยเขียนรีพลายอะไรเลย) เข้ามาดูได้ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

 

วางสายแล้วก็จะทำการอันบล็อก แล้วกะจะไปส่งข้อความเจริญสันถวะไมตรีหน้าบ้านเธอเสียหน่อย

            ดันไปเจอข้อความนี้ตรงตำแหน่ง Welcome Message (ขนาดนั้นเลยนะ) เข้า

 

 

"ก็แค่สาวแก่ใน MTP ...อารมณ์เปลี่ยว แถมแปรปวน คนนึง"
"ที่รักจะไปสนใจทำไม...."
"ต่อให้มีเป็นร้อย เป็นพัน ถ้ามันไม่ใช่ตัวจริงมันจะมีความหมายอะไรล่ะ "
"เราสองคนยังรักและอยู่ด้วยกันอย่างนี้"
"คนดีของพี่อย่าเก็บเอามาเป็นอารมณ์สิ พี่รักหนู เรารักกันนะ"


...........................................................................................................

เพราะเราต่างให้คำมั่นสัญญา ณ วันที่รู้ว่าเขาก้าวผิดไป
เราให้อภัย เขาให้สัญญา
รักยังอยู่กับเราสองคนเสมอ.....
วันนี้จึงดำเนินไปอย่างสุขใจเช่นเคย

 

            ....สะกดผิดได้อีก

            คงต้องคิดให้พิถีพิถัน ว่าจะสรรคำอะไรเขียนใส่โปสการ์ด ส่งไปที่ทำงานผู้ชายคนนี้ดี

            หึหึ



วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

รู้สึก..เกลียด

วันจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑
ครบรอบ ๓๒ ปี ของวันที่เราก็รู้ว่าอะไร

ตื่นตอนเช้าก็ให้รู้สึกเกลียดผู้คน

-เกลียดการเป็นคนรักการนอน โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์
-เกลียดคนเห็นแก่ตัว ไม่ขยับให้คนอื่นนั่งมั่ง บนรถสองแถว นั่งอ้ากันอยู่นั่น ไม่รู้ว่ามันใหญ่สักแค่ไหน
-เกลียดคนข้ามถนนใต้สะพานลอย
-เกลียดคนเอาหมามาทิ้งข้างถนน เพราะมันทำให้บนฟุตบาธมีแต่ขี้หมา
-เกลียดคนแซงคิว ทั้งใน 7-11, รถใต้ดิน และรถไฟฟ้า
-เกลียดคนจ่อรอเข้าไปในตู้โดยสาร ไม่เปิดทางให้คนออกแล้วพวกมึงจะเข้าไปได้ไง (วะ)?
-เกลียดคนรักชาติ ประเภทขึ้นบันไดเลื่อนจนสุดแล้วก็ยืนเคารพธงทันที (แล้วจะให้คนที่ขึ้นตามมาไปยืนอยู่ที่ไหนค๊า?)
-เกลียดคนขึ้นบันไดเลื่อนไม่ชิดขวา
-เกลียดคนเดินเอ้อระเหย แถมยังเดินหน้ากระดาน เวลาเจออยากผลักไปให้พ้นทาง
-เกลียดพวกทำฉลาดแต่แดกอาหารกล่องโฟม
-เกลียดพวกพูดถึงแต่สิทธิ์ของตัวเอง แต่ไม่เคารพสิทธิ์ของคนอื่น (เชี่ย)
-เกลียดคนโกหก
-เกลียดคนตอแหล
-เกลียดคนสูบบุหรี่
-เกลียดผู้ชายไม่ตอบคำถาม
-เกลียดตัวเอง (ในบางครั้ง โดยเฉพาะในบางกรณี)

ป.ล. ดิฉันเป็นคนอย่างนี้แหละ ไม่ต้องกลัวแทนว่าเขียนบล็อกอย่างนี้แล้วคนจะกลัว
ดิฉันเองยังไม่กลัวเลย ว่าคนอื่นจะกลัวตัวเอง
เพราะบางที กลัวกันซะบ้างก็ดี

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๕ : เลือกอะไร-ได้อย่างนั้น



ช่วงนี้เหมือนราศีดอกท้อจับ
เป็นโสดอยู่ดีๆ มีเรื่องผู้ชายให้ร้อนใจ

ถามว่าเป็นโสดมาพักใหญ่แล้ว เหงาป่าว? อยากมีแฟนไหม?
ใช่..มันก็อยาก

แต่จะมีอีกที ขอดีๆ กว่าที่ผ่านมาจะได้ไหม?
อย่าลืมสิู่ว่าการไปยุ่งกับผู้ชายที่แค่ปัญหาของตัวเองยังจัดการไม่ได้เลยเนี่ย
จะมันฉุดรั้งชีวิต(ที่ดีขึ้นมาแล้วของเรา)ลงในทางต่ำ

เตือนสติตัวเองอีกทีแล้วกัน
ผู้ชายแบบไหนบ้างที่ไม่ควรสละเวลาอันมีค่าของวัยสาวตอนปลายไปยุ่งด้วย

-ผู้ชายเขียนหนังสือไทย ๑๐ คำ สะกดผิด ๔ คำ (รับไม่ได้)
-ผู้ชายไม่อ่านหนังสือ (ไม่อ่านแล้วจะเอาอะไรมาคุยกัน?)
-ผู้ชายสูบบุหรี่ (นอกจากควันบุหรี่เป็นสาเหตุมะเร็งแล้ว ยังมีอนุมูลอิสระ ทำให้เราแก่เร็วขึ้น)
-ผู้ชายขี้เหล้า (เสียดายตังค์ ดีไม่ดีต้องมานั่งพยาบาลตอนมันเป็นมะเร็งตับ)
-ผู้ชายติดเกม (เสื่อม)
-ผู้ชายติดการพนัน (อ่อนแอ)
-ผู้ชายมีความลับ (เพราะเราชอบความเปิดเผย ตรงไปตรงมา ใสกระจ่าง)
-ผู้ชายขี้โกหก (เพราะเราจะจับได้ทุกที)
-ผู้ชายไม่เป็นตัวของตัวเอง ติดตามเราตลอด เพราะไม่มีงานอดิเรกของตัวเอง (..อ่อน)
-ผู้ชายที่ยังไม่เคลียร์อดีต (อดีตของใครก็ปัญหาของคนนั้น อย่าให้อดีตของเขากลายเป็นปัญหาของเรา)
-ผู้ชายถนัดพูดภาษาเซ็กซ์มากกว่าภาษารัก (..ชีวิตจริงมันไม่ใช่หนังโป๊นะเว้ย)
-ผู้ชายที่ตายด้านไปแล้วกับการฝัน (ความฝันคือไฟ แรงบันดาลใจของชีวิต คนที่ยังมีลมหายใจควรมี)
-ผู้ชายเห็นแก่ตัว (รับไม่ได้)
-ผู้ชายไร้ไอเดียเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (คนแบบนี้เป็นภาระของสังคม )
-ผู้ชายขี้โม้ (เสียเวลา และเบื่อจะฟัง ชอบคนพูดน้อย ต่อยหนักมากกว่า)
-ผู้ชายไม่รักษาคำพูด (แค่คำพูดของตัวเองยังรักษาไม่ได้ แล้วจะรักษาอะไรได้บ้างละเนี่ย?)


ใครอ่านแล้วจะด่า หาว่าจะขึ้นคานอยู่แล้วยังเลือกมาก หรือจะหาว่าเราไม่สวยแต่เสือกเลือกมากก็ตามใจ
ชีวิตใครชีวิตมัน

อยากมีแฟนก็ให้อยากมีอย่างมีสติ ไม่ใช่ใครอยู่ใกล้มือก็ฉวยคนนั้น
เพราะว่า การมีแฟนห่วยๆ คือความซวยสุดๆ ในชีวิตลูกผู้หญิง

ป.ล. ชายใดอ่านแล้วโมโห หรือเห็นว่าดิฉันช่างปากกล้า หรือคิดว่าอีนี่มันบ้าแล้ว ก็ช่วยหลบไปไกลๆ ทีเถอะ
..มันอึดอัด

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๓ : บันทึกถึงตัวเอง และเพื่อน


๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑

 
เมื่อคืนได้รับอีเมล์จากเพื่อนคนที่ ๑ อ่านแล้วเป็นห่วงจัง เช้านี้ยังตอบ์ไม่ถูก

จึงโทรหาเพื่อนคนที่ ๒ เพื่อ..อะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อปรึกษาหรือขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวกับเพื่อนคนที่ ๑ แต่อย่างใด

 

หลังวางสายจากเพื่อนคนที่ ๒ จึงต้องเขียนบันทึกฉบับนี้ ก่อนจะลืมความรู้สึกเสียก่อน

 

๑.      ถึงเพื่อนคนที่ ๑ :

ช่วงหลังนี้ชั้นอาจมี distance กับแกจริง แต่การที่ชั้นใช้วิธีเขียนอีเมล์คุยกะแก ทั้งที่เราอยู่ห่างกันไม่เกิน ๕๐ กิโลเมตรนั้น ไม่ได้หมายความว่าชั้นไม่แคร์แก ไม่สนใจแก และไม่รักแกอีกแล้ว

แกรู้สึกจริงหรือ ว่าการที่ชั้นไม่ได้โทรหาแกทุก ๓ วัน ๕ วัน แปลว่าชั้นละเลยแก?

แกเชื่อหรือ ว่าการคุยกันทางโทรศัพท์มันดีกับจิตใจของเราทั้งคู่? สำหรับชั้น ชั้นว่าไม่นะ ชั้นยังเชื่อการระบายออกมาโดยการเขียน ซึ่งเป็นวิธีที่ชั้นคะยั้นคะยอให้แกทำตลอดมา

แกรู้ไหมว่าการที่คนซึ่งกำลังมีเรื่องในใจระบายออกมาๆๆๆๆๆ โดยที่อีกฝ่ายต้องฟังอย่างนั้นอยู่ซ้ำๆ น่ะ มันนรกจริงๆ โดยเฉพาะถ้าต้องฟังเรื่องที่ชั้นเคยบอกแกแล้ว ว่าอย่าให้มันเป็นอย่างนี้อีก มันทำให้ชั้นรู้สึกทั้งรันทด ทั้งช้ำใจ (แทนแก) เลยนะโว้ย

 

๒.     ถึงเพื่อนคนที่ ๒ :

แกมีสิทธิ์จะคิด คิดอะไรก็ได้ แล้วถ้าอยาก แกจะไปพูดยังไงกับคนอื่นก็ได้ แต่ แกไม่มีสิทธิ์มาตำหนิชั้น ถึงวิธีที่ชั้นจะปฏิบัติตัวกับเพื่อนของชั้น โปรดทราบว่าชั้นโกรธมาก ที่แกซึ่งก็เป็นทั้งเพื่อนชั้นและเพื่อนของเพื่อนชั้น-บังอาจมาตำหนิน้ำใจที่ชั้นมีต่อเพื่อนของเรา

และโปรดทราบ ว่าชั้นไม่ได้ขอคำแนะนำจากแก ในการปฏิบัติตัว หรือแม้แต่จะพูดกับเพื่อนของชั้น เพราะชั้นมีวิธีของชั้นเองอยู่แล้ว มีตลอดมา โดยไม่ต้องถามใคร แม้แต่แม่ของชั้นเอง  

คบกันมายี่สิบกว่าปี แต่เหมือนเราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจกันเลย แถมยังคนละแนวอีก อยู่ใกล้กันมากคงไม่ดีต่อสุขภาพจิตนัก เพราะงั้น เราควรจะเพิ่ม distance ระหว่างกันอีกหน่อยเถอะ เพื่อความปลอดภัยทางอารมณ์

 

๓.      ถึงเพื่อนทุกคนที่ยังคบกันอยู่ :

ถึงเราจะห่างกัน อาจจะด้วยระยะทาง ความถี่ในการพูดคุยกัน แต่ยังคบกันก็คือยังคบกัน ชั้นไม่คิดว่าเพื่อนของชั้นจะหวั่นไหวกับวิธีการสื่อสาร จะเป็นการโทร ส่งแมสเซจ เขียนอีเมล์ หรือฝากคนอื่นมาบอก มันจะทำไม ถ้าเรายังรักกันอยู่ ห่วงกันอยู่

แม้ชั้นจะความจำแย่ จำชื่อเพื่อนเรียงเลขที่ไม่ได้ จำไม่ได้แม้แต่เลขที่ของตัวเอง แต่รู้ไหมว่าชั้นยังจำได้ว่าชั้นรักพวกแกทุกคน และเชื่อว่าพวกแกทุกคนก็รู้ดี แม้ชั้นจะไม่โทรหา ไม่เขียนอีเมล์หา และ ฯลฯ

 

๔.     ถึงตัวเอง : เกี่ยวกับกรณีนี้

อย่า ลืมความรู้สึกในวันนี้ และอย่าละเลยการปฏิบัติดูแลเพื่อนอย่างที่คนอื่นว่าให้

อย่า เสียเวลากับคนที่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ไม่อาจทำให้รู้สึกว่า ไม่เสียดายเวลาคบ

 

๕.     ถึงตัวเอง : ส่วนตั๊ว-ส่วนตัว

อย่า ลืมความรู้สึกเมื่อวาน วันที่แกกางร่มคันเล็กๆ ใส่รองเท้าคอนเวิร์ส เดินลุยน้ำ ฝ่าพายุฝนจากออฟฟิศไปโรงเรียนภาษา จำไว้ว่าการได้เรียนมันคุ้มค่ากับการเปียกไปครึ่งตัว แล้วก็ต้องนั่งตากแอร์หนาวจนเล็บเขียวเพราะกางเกงยีนเปียกโชกไปอีก ๒ ชั่วโมงอย่างเมื่อวาน ฉะนั้น อย่าโดดเรียนอีก ถ้าแกไม่ถึงกับกำลังจะตาย หรือมีใครกำลังจะตาย

 

เมื่อแกบ้าได้ถึงขนาดนั้น ก็จงขุดความพยายามที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ เงินก็เสียแล้ว เวลาก็เสียอีก และในเมื่อแกได้มาเจอเซนเซที่น่ารักขนาดนี้แล้ว ก็จงเรียนให้มันสุดๆ สักที ดูซิว่าจะได้แค่ไหน

 

(ชั้นละเบื่อจะลุ้นแก)