แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พาหนะในเมืองหลวง



รถจัมโบ้พาไปน้ำตกตาดกวางสี



รวมรูปเก็บตกพาหนะในเมืองหลวงพระบาง
ไปมาเมื่อวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2552

โชคดีที่ลืมกระเป๋าตังค์



 

รู้สึกตัวบนรถสองแถว ว่าลืมเอากระเป๋าตังค์มาด้วย!


แต่..

โชคดีที่ในกระเป๋าตังค์ใบเล็กมีตังค์พอจ่ายค่ารถสองแถว

โชคดีที่โทรศัพท์มีแบต

โชคดีที่โทรไปสองหน ป๊อปไม่รับสาย แต่ส่งแมสเซจไปอีกหนแล้วป๊อปก็โทรกลับมาทันที น่าสงสาร ป๊อปว่า

โชคดีที่วันนี้ป๊อปเข้าออฟฟิศเหมือนเรา

โชคดีที่ไอพอดน้อยยังมีแบต เลยยืนรอป๊อปอย่างสำราญ

โชคดีที่ไม่มีเมนส์ เลยไม่ปวดท้อง

โชคดีที่กินข้าวมาแล้ว เลยไม่หิวข้าว

โชคดีที่ป๊อปนั่งแท็กซี่มา เลยมาถึงไว

โชคดีที่แม้ไม่ตังค์ของตัวเอง แต่ก็ได้ขึ้นบีทีเอสมาทำงาน ชีวิตไม่ต้องลดระดับ

โชคดีมีตังค์ซื้อกับข้าว (ส่วนข้าวน่ะ หุงเมื่อเช้า เอาใส่กล่องมาด้วย) แถมยังเหลือซื้อหนมจีบอีก

โชคดีที่นึกออกว่ากระเป๋าตังค์ที่ลืมน่ะ วางไว้ไหน


และสุดท้าย..

โชคดีที่ยังมองเห็นความโชคดีในความทุลักทุเล

 

 

 

(มองโลกในแง่ดีเป็นแล้วโว้ย!)


วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำถามที่ยังไม่ได้ตอบ

 

“..ยังรักกันอยู่ไหม?”

เขาถามมาตามสาย

 

ทั้งๆ ที่ควรตอบรับ

แต่ฉันตอบกลับเพียงเสียงหัวเราะ

เพราะไม่รู้ว่าเขาถามเพื่ออะไร

เพื่อที่จะได้ครอบครองฉัน

หรือแค่ถามไปอย่างนั้น

 

ทั้งๆ ที่ต้องการมีเขา

ทั้งๆ ที่ก็เหงาเหมือนกัน

แต่ฉันยังไม่แน่ใจ

จะทนได้ไหม ชีวิตที่มีใครครอบครอง

 

ถ้าฉันตอบรับให้กับคนที่แค่อยากรู้

แต่ไม่ต้องการครอบครอง

ต่อไป ฉันจะกลายเป็นอะไรในสายตาเขา

คิดไม่ถึง นึกไม่ออก

 

ด้วยเหตุนี้

ผู้หญิงโง่อย่างฉันจึงไม่มีคำตอบให้คำถามของเขา



วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

อยู่ไหนไม่อุ่นใจเหมือนบ้าน : วันหมอกหนา




เสาร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๒

ขอบคุณสวรรค์ที่ตื่นเช้า เลยรู้ว่าเช้านี้มีหมอกหนาปกคลุมท้องฟ้าเป็นวันที่สอง
เมื่อวานหมอกก็ทำให้หม่นไปทีแล้ว แต่แปดโมงแล้วแดดก็ออก
แต่วันนี้แปลกแท้ แปดโมงกว่าแล้ว ทัศนวิสัยยังมีแค่นี้

ดีจังที่ไม่มีธุระต้องขับรถขับเรือหรือนั่งเครื่องบินออกไปไหนไม่งั้นคงจะวุ่น
(เอาน่า อย่างน้อยวันนี้อยู่บ้าน ยังกลับไปนอนต่อได้นินะ)



ป.ล. พระอาทิตย์มีเดตหรือมีใครแอบปล่อยหมอกพิษกันคะ?





วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

บันทึกเรื่องที่ ๘ :..ผู้ชายเขาสอนกันอย่างนี้นี่เอง


อาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒

ช่วงนี้ ก ร อ บ ที่จริงก็ควรเก็บเนื้อเก็บตัว กินให้น้อย ใช้ให้น้อย อยู่กับบ้าน
แต่เมื่อวานดันแร่ดออกไปเต้นระบำอินเดียเสียแล้ว วันนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากอยู่บ้าน

ก็มีความสุขดี ตื่นเช้ามากว่าจะอาบน้ำแปรงฟัน ปาเข้าไปบ่ายสาม
(พวกมี ล-ผ แล้ว จะนึกอิจฉาคนโสดกันมั่งไหมฮะ?)

ดูหนังไป ๒ เรื่อง ซักผ้า รีดผ้า ฯลฯ ทั้งๆ ที่ควรใช้เวลาอันมีค่าไปท่องศัพท์ หัดเขียนคันจิ (นิสัยไม่ดีที่จะเลี่ยงจนเลี่ยงไม่ได้อะฮะ)

ดู Secondhand Lions (2003) เป็นรอบที่สอง
(รู้ว่าดูเป็นรอบที่สอง แต่ไหงจำเรื่องราวเกือบไม่ได้อย่างนี้ล่ะ??)
พบว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังผู้ชาย เค้าเหมือนจะทำให้ผู้ชายดู
ก็ขำนิดๆ กับเรื่องที่ผู้ชายเค้าสอนกันจนอยากจะบันทึกเอาไว้

แต่ก่อนบันทึก ขอเล่าเรื่องคร่าวก่อน จะได้เข้าใจว่าทำไมลุงถึงสอนหลานอย่างนั้น

เรื่องมันเกิดจากคุณแม่ซิงเกิลมัมหลักลอย (หนังอเมริกันมีตัวละครแบบนี้เปรอะไปหมด) ที่หวังอยู่เรื่อยๆ ว่าจะพบรักแท้ จะได้สามีแสนดีสำหรับตัวเอง ซึ่งบางทีจะเป็นพ่อ(เลี้ยง)ที่ดีสำหรับลูกตัวเองด้วย ก่อนจะออกตามความฝัน (ผู้ชายคน) ใหม่ เธอนำลูกชายวัย ๑๔ มาฝากไว้กับพี่ชาย (ใช่หรอ? อายุห่างกันปลายสิบปีเลยนะ) เพี้ยนๆ คู่หนึ่ง พร้อมกำกับลูกว่า ชาวบ้านลือกันว่าลุงทั้งสองหายไป ๔๐ ปี เพิ่งกลับมาอยู่เท็กซัสได้ไม่นาน พร้อมกับเงินเป็นล้าน ซ่อนไว้ตรงไหน ให้ลูกลองหาดู

ลูกนั้นน่าสงสารมั่ก (น้อง Harley Joel Osment-ห่างจาก The Sixth Sense ไปหลายปี เล่นเรื่องนี้ น้องกะลังเสียงแตกเชียว) เพราะแกชินกับคุณแม่ขี้จุ๊ จุ๊อย่างนั้น จุ๊อย่างนี้ เมื่อหนึ่งในลุงเพี้ยน (Michael Caine) เล่าเรื่องการผจญภัยในแอฟริกาให้ฟัง เด็กก็ชักไม่อยากจะเชื่อ ทั้งที่ก็อยากจะเชื่อ เพราะกระหายจะเชื่อเหลือเกิน แล้วก็อยากจะรักลุงสองคนนี้จริงๆ อยากจะเป็นญาติกันจริงๆ เหลือเกิน

ลุงเพี้ยนคนที่เหลือ (Robert Duval) มีแผลใจติดมาจากแอฟริกา ทำให้ชอบเดินละเมอมายืนริมบึงทุกดึกๆ เด็กน้อยตามมาออบเสิร์บหลายคืนเข้า จนในที่สุดก็มาห้ามเอาไว้ ว่าถึงจะคิดถึงคนที่จากไปแล้วแค่ไหนก็อย่าคิดสั้น คิดหนีคนทางนี้ีไป เพราะถ้าลุงไม่อยู่ คนทางนี้ก็คงเจ็บปวดและคิดถึงลุงไม่แพ้กัน

หลานชักงอแง
อยากให้ลุงยืนยันว่าเรื่องที่รู้มาจากลุงเพี้ยนแรกเป็นเรื่องจริง หา่ใช่นิทานหลอกเด็ก (ประมาณว่า ได้โปรดเถอะลุง อย่าหลอกผมอีกเลย) ลุงเพี้ยนคนที่เหลือจึงเริ่มสอนหลาน
ลุงแกว่า...

-เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้ว่าแน่ว่าจริงหรือเท็จ แต่มันคือสิ่งที่มนุษย์ต้องยึดมั่นศรัทธา
-คือต้องศรัทธาว่า โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ทุกคนเป็นคนดี
-ต้องศรัทธาในศักดิ์ศรี ความกล้าหาญ และคุณธรรม
-ลาภยศ เงินทองเป็นสิ่งไร้แก่นสาร
-ต้องศรัทธาว่า ธรรมะจะชนะอธรรมเสมอ
-ส่วนในความรักนั้น ลุงอยากให้เธอเชื่อว่า True Love Never Dies

"ที่ว่ามาจะเป็นจริงหรือไม่ ไม่รู้ แต่มนุษย์ควรเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านี้
เพราะมันมีคุณค่าต่อการศรัทธา"

ลุงเพี้ยนแกสอนหลานว่า้งั้น






วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๗ : เบื่อแล้ว




ไม่รู้มันเริ่มจากตรงไหน
และไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร

แต่เท่าที่รู้ ตอนนี้...เบื่อแล้ว

สงสัย
ทำไมคนเราถึงเบื่อบางสิ่งบางอย่าง
ทำไมบางคนเบื่อง่ายกว่าบางคน
คนเราเบื่อเป็นกันทุกคนหรือเปล่า
ทำไม? มีอะไรที่จุดจุดหนึ่งทำให้เราเบื่องั้นหรอ?
หรือมันแค่คลิกหนึ่งของอารมณ์
แค่วูบหนึ่งที่ระดับฮอร์โมนบางตัวแกว่งจากระดับสมดุล

เบื่อแล้วจะกลับมาชอบใหม่ได้ไหม
หน่ายแล้วจะกลับมาติดอีกได้หรือเปล่า?

ไม่รู้
..รู้แต่ว่าตอนนี้เบื่อแล้ว



วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๖ : คนที่ควรไว้วางใจ

 

 
ฉัน: ดิฉันไม่เคยไว้ใจใคร!

เขา: ในแง่คนรัก หรือ ในแง่อื่นๆ เช่นเพื่อน

ฉัน: โทษที หมายถึงไม่เคยไว้ใจผู้ชาย

กับเพื่อน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ

 

....คือส่วนหนึ่งของการตอบโต้ในบล็อกอันหนึ่งที่เขียนถามความเห็นเกี่ยวกับความไว้วางใจคนรัก

ตอนที่ตอบเขาไปว่า "กับเพื่อน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ" นั่น คิดในใจ แต่ไม่ได้เขียนลงไป ว่า

 

เพราะถ้าคนคนนั้นไม่น่าไว้วางใจแล้ว เราก็คงไม่คบเป็นเพื่อนหรอก

 

ก็เราน่ะหยิ่งจะตายไป เพื่อนเนี่ย เลือกคบหยั่งกะอะไรดี

ทุกวันนี้ก็เลยมีเพื่อนจริงๆ น้อย นับหัวถ้วน แต่ทุกคนที่เรียกว่า "เพื่อน" เป็นคนที่วางใจได้ พูดกันได้อย่างเปิดอก

รู้สึกว่าแบบนี้ดีกว่ามีเพื่อนมาก แต่วางใจไม่ได้ เข้าไม่ถึง

 

 

...วันนี้ หลัง Mamma Mia ที่สกาล่า ขณะโซ้ยส้มตำปูปลาร้า (หวาน) ในร้านมารีน่ากับป้าอ้อย เพื่อนรุ่นพี่ที่ทั้งรักทั้งงอน ถูลู่ถูกังกันมานาน และี่กำลังจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กันอีกพักใหญ่

(อันนี้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผลักดันให้ต้องมองหาคู่หู คู่หาง หรือถ้าเป็นไปได้คือคู่รัก สำหรับเป็นเพื่อนทำกิจกรรมสัพเพเหระที่เคยทำกับป้ามัน)

ขณะพูดถึงวันเดินทางของชี ก็ดันนึกถึงความวางใจ-ไม่วางใจอะไรนี่ขึ้นมาอีกหน

ด้วยความเป็นคนไม่เก็บกักอะไรอยู่ในใจ แล้วก็ไม่สนใจว่าเพื่อนจะทำไง ลำบากใจไหมกับเรื่องที่ได้รู้

จึงได้ทำการสารภาพให้ป้าอ้อยฟังไป

 

..ว่า เราเพิ่งจะเสียเวลา ๑๐ ชั่วโมง (ของวัยสาวตอนปลาย) ในการลงทุนทำความรู้จักกะคนคนหนึ่ง โดยการพบกันสองวาระ

 

บ้าแท้ๆ

นั่งคุยกันครั้งละ ๕ ชั่วโมง (๕ ชั่วโมงเชียว!)

 

๑๐ ชั่วโมง ของวันเสาร์อาิทิตย์

 

แทนที่จะเอาไปนอนกลางวันให้หน้าตาเอิบอิ่ม

แทนที่จะเอาไปดูหนัง X กองเป็นตั้งที่รอฤกษ์อยู่ ว่าเมื่อไหร่มึงจะดูกูเสียที

แทนที่จะเอาไปท่องศัพท์ ทบทวนแกรมม่าภาษาญี่ปุ่น (ใกล้สอบแล้วนะแก)

แทนที่จะเอาไปฝึกโยคะให้เก่งๆ จะได้กลายเป็นป้าจิ๊ไวๆ

แทนที่จะเอาไปนั่งเล่นทอดหุ่ยในสวนสาธารณะ ดูพ่อแม่ลูกเค้าจูงมือกันเดินเล่น มีความสุข

แทนที่จะเอาไปเยี่ยมเพื่อนที่ไม่สบาย

แทนที่จะเอาไปนั่งเขียนบล็อก จีบผู้ชายทางเอ็มเอสเอ็น แม้กระทั่งเซ็กซ์โฟนกะใครสักคน

 

ดันเป็น ๑๐ ชั่วโมงที่

 

..ต้องรับอนุมูลอิสระจากควันบุหรี่โดยไม่จำเป็นเล้ย-ปกติโคตรจะรังเกียจ (วิตามินซีวันละพันมิลลิกรัมจะช่วยให้กูไม่ให้แก่กะไอ้ควันนี้ได้ไหมเนี่ย?)

..ต้องนั่งฟังเรื่องของเขาเป็นส่วนใหญ่ เรื่องตัวเองไม่ค่อยมีจังหวะพูด (หรือเขาไม่อยากรู้วะ?)

..ต้องปั้นหน้าระรื่น แสร้งว่า ดิฉันนั้น ที่แท้แล้วเป็นผู้หญิงใจกว้าง ฉลาด เข้าใจอะไรง่ายๆ และเป็นมิตรกับคุณเสมอ (อ้วก!)

..ก่อนจะเสียเวลา ๑๐ ชั่วโมง ต้องถ่อไปที่นัดที่แม่ง ไกลบ้านกูเจงๆ อีก

..แถม ไอ้ ๑๐ ชั่วโมงนรกที่ควันบุหรี่เข้าตานี่ ยังทำให้สมองเบลอ ประมวลผลพลาด

 

ตัดสินใจไว้วางใจเขาไปซะงั้น

 

เฮ้่อ.... แย่ว่ะ

เสียความรู้สึกไม่น้อย แต่คงไม่บ่นมากแล้ว

เท่าที่บ่นไปก็มีกระแสเสียง ทับถม+สมน้ำหน้า จนกูจะบ้าอยู่แล้ว

 

เอาเป็นว่า ขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ละกัน

ว่าต่อไปให้จำไว้

 

..ในเมื่อคิดว่า เพื่อน คือคนที่แกไว้ใจได้เสมอ

ก่อนจะคิดไว้ใจผู้ชาย ก็ควรคบให้ชัวร์ก่อน

ว่ามันเป็นเพื่อนกะแกได้

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ดงละครที่ได้เห็น



จำเป็นต้องถ่าย
ก็ป้ายเค้าออกจาสวย
แต่ใครช่วยเอาตู้โทรศัพท์ข้างหลังออกไปหน่อยได้ไหม?

อาทิตย์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑

สามสาวไปถึงตำบลดงละคร อำเภอเมือง นครนายก เพื่อเยือน "ดงละคร" เมืองโบราณสมัยทวาราวดี ที่เชื่อว่าสร้างโดยเขมร (โบราณ)
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าตอนที่เมืองแห่งนี้ (จริงๆ ชื่อไรไม่รุ แต่เรียกว่าดงละครตามเสียงเพลงปี่พาทย์ที่บางคนได้ยินตอนกลางคืน...บรื๋อว์) รุ่งเรืองนั้น พื้นที่กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ ที่เราอาศัยอยู่นี้ยังเป็นก้นทะเลอยู่เรย

ว่ากันว่าเมืองแห่งนี้ล่มสลายไปเพราะโรคระบาด (ห่า-หรืออหิวาต์นั่นเอง)
ฟังฟังดูคล้ายเมืองเวียงกุมกามที่ตอนแรกจะได้เป็นเมืองหลวงของล้านนาแทนเชียงใหม่ แต่ถูกน้ำปิงท่วมจนจมมิดเสียก่อนยังไงยังงั้น

ในพื้นที่เมืองดงละคร มีชาวบ้านยุคปัจจุบันทำการเพาะปลูกและตั้งบ้านเรือน เช่นเดียวกับชาวเมืองเชียงใหม่ทำสวนลำไยอยู่ใกล้เจดีย์วัดเก่าในเวียงกุมกาม

แต่ดิฉันว่าดงละครน่าสงสารกว่าเวียงกุมกาม เพราะนอกจากไม่ได้รับการจัดการที่ดีจากท้องถิ่นคือ อบต. แล้ว (ดิฉันว่าการดูแลจัดการจากท้องถิ่นสำคัญกว่าจากกรมศิลป์ฯ มากนะ) ยังไม่ค่อยเหลืออะไรให้เราเห็นเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกับที่เวียงกุมกาม

ไปดงละครวันนี้เลยไม่ได้เห็นอะไรมาก
ที่ไม่พาตัวเองไปเห็นมากๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ไม่ค่อยสบายตัวด้วย
ในนั้นถึงจะเป็นป่า เป็นดงสมชื่อ ถึงจะมีเสียงนกบ้าง แต่มันแปลกๆ
อึดอัดๆ อย่างไรบอกไม่ถูก อากาศก็ร้อนอ้าวแบบฝนกำลังจะตก
เดินๆ อยู่ใจก็นึกอยากจะกลับเร็วๆ

ยังไงไม่รู้แหละ
รูปที่ถ่ายมาก็มีแค่นี้อีก

อยากลองหาดูไหม ว่าถ่ายติดอะไรมามั่ง?

หึหึ

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๕ : เลือกอะไร-ได้อย่างนั้น



ช่วงนี้เหมือนราศีดอกท้อจับ
เป็นโสดอยู่ดีๆ มีเรื่องผู้ชายให้ร้อนใจ

ถามว่าเป็นโสดมาพักใหญ่แล้ว เหงาป่าว? อยากมีแฟนไหม?
ใช่..มันก็อยาก

แต่จะมีอีกที ขอดีๆ กว่าที่ผ่านมาจะได้ไหม?
อย่าลืมสิู่ว่าการไปยุ่งกับผู้ชายที่แค่ปัญหาของตัวเองยังจัดการไม่ได้เลยเนี่ย
จะมันฉุดรั้งชีวิต(ที่ดีขึ้นมาแล้วของเรา)ลงในทางต่ำ

เตือนสติตัวเองอีกทีแล้วกัน
ผู้ชายแบบไหนบ้างที่ไม่ควรสละเวลาอันมีค่าของวัยสาวตอนปลายไปยุ่งด้วย

-ผู้ชายเขียนหนังสือไทย ๑๐ คำ สะกดผิด ๔ คำ (รับไม่ได้)
-ผู้ชายไม่อ่านหนังสือ (ไม่อ่านแล้วจะเอาอะไรมาคุยกัน?)
-ผู้ชายสูบบุหรี่ (นอกจากควันบุหรี่เป็นสาเหตุมะเร็งแล้ว ยังมีอนุมูลอิสระ ทำให้เราแก่เร็วขึ้น)
-ผู้ชายขี้เหล้า (เสียดายตังค์ ดีไม่ดีต้องมานั่งพยาบาลตอนมันเป็นมะเร็งตับ)
-ผู้ชายติดเกม (เสื่อม)
-ผู้ชายติดการพนัน (อ่อนแอ)
-ผู้ชายมีความลับ (เพราะเราชอบความเปิดเผย ตรงไปตรงมา ใสกระจ่าง)
-ผู้ชายขี้โกหก (เพราะเราจะจับได้ทุกที)
-ผู้ชายไม่เป็นตัวของตัวเอง ติดตามเราตลอด เพราะไม่มีงานอดิเรกของตัวเอง (..อ่อน)
-ผู้ชายที่ยังไม่เคลียร์อดีต (อดีตของใครก็ปัญหาของคนนั้น อย่าให้อดีตของเขากลายเป็นปัญหาของเรา)
-ผู้ชายถนัดพูดภาษาเซ็กซ์มากกว่าภาษารัก (..ชีวิตจริงมันไม่ใช่หนังโป๊นะเว้ย)
-ผู้ชายที่ตายด้านไปแล้วกับการฝัน (ความฝันคือไฟ แรงบันดาลใจของชีวิต คนที่ยังมีลมหายใจควรมี)
-ผู้ชายเห็นแก่ตัว (รับไม่ได้)
-ผู้ชายไร้ไอเดียเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (คนแบบนี้เป็นภาระของสังคม )
-ผู้ชายขี้โม้ (เสียเวลา และเบื่อจะฟัง ชอบคนพูดน้อย ต่อยหนักมากกว่า)
-ผู้ชายไม่รักษาคำพูด (แค่คำพูดของตัวเองยังรักษาไม่ได้ แล้วจะรักษาอะไรได้บ้างละเนี่ย?)


ใครอ่านแล้วจะด่า หาว่าจะขึ้นคานอยู่แล้วยังเลือกมาก หรือจะหาว่าเราไม่สวยแต่เสือกเลือกมากก็ตามใจ
ชีวิตใครชีวิตมัน

อยากมีแฟนก็ให้อยากมีอย่างมีสติ ไม่ใช่ใครอยู่ใกล้มือก็ฉวยคนนั้น
เพราะว่า การมีแฟนห่วยๆ คือความซวยสุดๆ ในชีวิตลูกผู้หญิง

ป.ล. ชายใดอ่านแล้วโมโห หรือเห็นว่าดิฉันช่างปากกล้า หรือคิดว่าอีนี่มันบ้าแล้ว ก็ช่วยหลบไปไกลๆ ทีเถอะ
..มันอึดอัด

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๔: เพียงชายคนนี้...ไม่ใช่ฮีโร่


ศุกร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑

ไม่ได้ดูหนังกับป้าอ้อยสอง-ต่อ-สองนานแล้ว
วันนี้สบโอกาสเหมาะ ได้ฤกษ์ไปทำพิธีไว้อาลัยนักแสดงที่เราประทับใจในผลงานผู้ี่้จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหัน
โดยการชมภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเขา ซึ่งเราจัดให้เป็น The Must ของเรา
Bat Man-The Dark Knight

ก่อนนอนคืนนี้ จึงขอบันทึกไว้ดังนี้

๑. แบตแมนตอนนี้ยาว อยู่ในโทนนัวร์ แถมเป็นหนังไดอาลอก จึงค่อนข้างดูยาก ต้องอาศัยวุฒิภาวะในการรู้จักกับชีวิตของคนดูพอควร แต่เราสองคนยอมรับโดยดุษณี ว่า่เป็นหนังที่ดี ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นหนังที่คุ้มค่าตั๋วสุดๆ เพราะสนุกมาก ประทับใจจนอยากกลับไปเก็บรายละเอียดอีกรอบ (ก็รอบนี้แอบหลับไปนิดนึง ตอนต้นๆ เรื่องอะ)

๒. บทหนังดีมาก สารที่หนังนำเสนอก็น่าสนใจ จัดให้เป็นการนำเสนอหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทำให้ฮีโร่ดูเป็นอะไรที่ "สัมผัสได้" สร้างสรรค์สุดๆ
คิดว่าหลายคนที่รักแบตแมนตอนนี้รักเพราะหนังแสดงให้เห็นว่าที่แท้แล้วแบตแมนก็ไม่ใช่ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าหินผา แต่เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ...โอเค้ อาจจะเป็นผู้ชายธรรมดาที่มีอุดมการณ์ (เงินด้วย) ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายก็จริง แต่ตอนนี้ก็ชักจะเหนื่อยๆ อยากจะพักโดยการมีชีวิตสงบๆ (กับผู้หญิงที่ตัวเองรัก?) เสียที
เราเองก็ดูเหมือนจะรักแบตแมนกว่าทุกภาคอีตรงความเป็นมนุษย์ที่สัมผัสได้ของแบตแมน (ในภาคนี้) นี่แหละ

๓. ชอบที่ได้เห็นความอ่อนไหวในใจของบรูซ เวย์น ชอบที่เขาเขียนบทให้ผู้หญิง (ไม่สวย)
 ไม่เลือกแบตแมน (ดิฉันเป็นมาโซไง) แล้วก็ชอบวิธีีจัดการกับจดหมายฉบับนั้นของอัลเฟรดด้วย

๔. ชอบที่เขาเขียนให้โจ๊กเกอร์เล่นตลกกับใจคนอย่างนั้น สะใจดี (สะใจในความซาดิสม์+โรคจิตของโจ๊กเกอร์)

๕. คิดว่านี่เป็นบทบาทการแสดงที่เยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยได้ดูมาของ ฮีธ เลดเจอร์ เขาเล่นดีรู้สึกสะพรึงกึ่งสแกรี่ทุกครั้งที่โจ๊กเกอร์โผล่ (หันไปถามป้าอ้อยครั้งนึงว่า มันน่ากลัวเพราะเค้าเล่นดี หรือหนังส่งบรรยากาศให้เค้า)

๖. จะว่าอะไรไหมถ้าบอกว่าชอบภาพในซีนที่บรูซขี่มอเตอร์ไซค์ มุมที่มองจากด้านหลัง (...เขินจัง)

๗. มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คริสเตียน เบล กะเฟร์นานโด ตอร์เรส หน้าเหมือนกัน ดิฉันขอฟันธงว่า สองคนนี้หล่อทั้งคู่ แต่หล่อไปคนละทาง

๘. แม็กกี้ จิลเลนฮาล พี่สาวของเจค จิลเลนฮาล นักแสดงนำคู่กับฮีธ ในโบรกแบ็คเมาเท่น หนังที่ทุกคนรู้จักดีนั้น แม้จะสวยต่ำกว่ามาตรฐานนางเอกในแบตแมน แต่ขอบอกว่าชีสวยที่สุดในเรื่องแล้ว เพราะตัวแสดงหญิงที่เด่นสุดมีตัวเดียว ก็คือราเชล ที่เจ้แกเล่นนี่แหละ (เล่นดีเสียด้วยสิ)

๙. หากคุณประทับใจในกล้ามของคริสเตียน เบล โปรดทราบว่าเขาเป็นวีแกน (มังสวิรัตที่ไม่กินเนื้ออะไรเลย) เห็นไหม กินมังฯ ใช่ว่าจะผอมแห้งแรงน้อยนะ

๑๐. โรงสยามเอาอีกแล้ว รอบนี้เสียงห่วยมาก

๑๑. สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณฮีธ เลดเจอร์ สำหรับพลังที่เขาได้ปลดปล่อยออกมาในงานแสดงชิ้นสุดท้าย ชีวิตนี้ไม่ว่าจะได้ดูแบตแมนอีกกี่ตอน เชื่อว่าคงลืมฮีธ เลดเจอร์ได้ยาก-ไปดีนะฮีธ

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

รสชาติใหม่ของการเดินทาง


แค่เห็นป้ายก็สัมผัสได้ถึงความประหลาด

สงสัยขบวนพืชสวนโลกเลยจอดชานชาลานี้
แล้วโบกี้รถนอนพวกนี้ก็เอามารับรองนิฮงจินโดยเฉพาะ

พุธที่ ๑๖-๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด (แต่ไม่ยักเกิดตรงนี้หรอกนะ) อีกครั้ง
ไม่อยากจะโทษความละล้าละลังตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนไหม
เอาเป็นโทษความเอื่อยเฉื่อยของตัวเองละกัน ที่ไปซื้อตั๋วสาย ผลสุดท้ายเลยต้องรีบเผ่นกลับก่อนวันหยุด แถมต้องซื้อตั๋วขบวนรถไฟประหลาด ออกจากกรุงเทพฯห้าโมงเย็น ถึงบ้านตีสี่-เป็นภาระให้คนมารับซะงั้น

และเป็นครั้งแรกที่เสียเงินซื้อตั๋วตู้นอนปรับอากาศรถด่วน ปกติไม่จำเป็นต้องกลับรถด่วน และไม่เคยจ่ายแพงขนาดนี้ (ปกติซื้อตั๋วนอนชั้นสองพัดลมน่ะ ห้าร้อยกว่าบาทก็ถึงบ้านแล้ว รถไฟแถมให้ด้วย ฮ่า ฮ่า แต่ตั๋วตู้นอนแอร์รถด่วนนี่ ปาเข้าไปตั้งเจ็ดร้อยกว่าๆ)
เอาวะ ดีกว่านั่งชั้นสาม (ตอนนี้สองร้อยกว่าบาทแล้วมั๊ง?)

มาถึงหัวลำโพง ถึงได้รู้ว่า รถด่วนกรุงเทพฯ-ตรัง ชั้นสองปรับอากาศตู้ที่มีตั๋วโดยสารนั้น ช่างเป็นตู้นอนที่ไฮโซจริงๆ

ไถ่ถามเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบจึงได้ความว่า นี่เป็นรถที่ญี่ปุ่นส่งมาช่วยตอนพืชสวนโลก
พอเสร็จงานก็ไม่ได้ส่งกลับหรอก แต่เอามาวิ่งในขบวนด่วน กรุงเทพฯ-ตรัง

ถ้าใครอยากนั่ง (นอน) ต้องแจ้งตอนจองตั๋วด้วย เพราะทั้งขบวน มีแบบนี้อยู่แค่ ๓ ตู้เท่านั้น ถ้าไม่บอกเจ้าหน้าที่ขายตั๋วก็อาจได้โดยสารรถตู้นอนแอร์ปกติ

บังเอิ๊ญ-บังเอิญว่ะ

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เพลงเรียกน้ำตา


จันทร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑

ได้คุยกับสองพี่สาวที่ได้ดูละครเวสต์เอนด์ We Will Rock You ที่กำลังโชว์ที่เมืองไทยรัชดาลัยฯ แล้ว

พี่สาวคนแรกบอกว่า พอได้ยิน Bohemian Rhapsody (freddie mercury แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ 1975-พวกเรายังไม่เกิดเลย) บนเวที ก็เข้าใจในที่สุด ว่า freddie บอกอะไร
ตอนเด็กๆ ชีได้ยินเพลงนี้ก็แค่รู้สึกว่าเจ๋งจัง ทำได้ไง แต่ยังไม่เข้าใจหรอก

พี่สาวคนที่สองบอกว่า ได้ยินเพลงนี้บนเวทีแล้วน้ำตาไหลพราก
พรากออกมาได้ยังไงไม่รู้เหมือนกัน

ป.ล. ไม่รู้บล็อกนี้จะมีคนใจดีหา
Bohemian Rhapsody มาให้ฟังกันถึงที่อีกไหม
(แอบหวังอยู่ในใจ...)



Bohemian Rhapsody

words and music by freddie mercury

Is this the real life-
Is this just fantasy-
Caught in a landslide-
No escape from reality-
Open your eyes
Look up to the skies and see-
I’m just a poor boy,i need no sympathy-
Because I’m easy come,easy go,
A little high,little low,
Anyway the wind blows,doesn’t really matter to me,
To me

Mama,just killed a man,
Put a gun against his head,
Pulled my trigger,now he’s dead,
Mama,life had just begun,
But now I’ve gone and thrown it all away-
Mama ooo,
Didn’t mean to make you cry-
If I’m not back again this time tomorrow-
Carry on,carry on,as if nothing really matters-

Too late,my time has come,
Sends shivers down my spine-
Body’s aching all the time,
Goodbye everybody-I’ve got to go-
Gotta leave you all behind and face the truth-
Mama ooo- (any way the wind blows)
I don’t want to die,
I sometimes wish I’d never been born at all-

I see a little silhouetto of a man,
Scaramouche,scaramouche will you do the fandango-
Thunderbolt and lightning-very very frightening me-
Galileo,galileo,
Galileo galileo
Galileo figaro-magnifico-
But I’m just a poor boy and nobody loves me-
He’s just a poor boy from a poor family-
Spare him his life from this monstrosity-
Easy come easy go-,will you let me go-
Bismillah! no-,we will not let you go-let him go-
Bismillah! we will not let you go-let him go
Bismillah! we will not let you go-let me go
Will not let you go-let me go
Will not let you go let me go
No,no,no,no,no,no,no-
Mama mia,mama mia,mama mia let me go-
Beelzebub has a devil put aside for me,for me,for me-

So you think you can stone me and spit in my eye-
So you think you can love me and leave me to die-
Oh baby-can’t do this to me baby-
Just gotta get out-just gotta get right outta here-

Nothing really matters,
Anyone can see,
Nothing really matters-,nothing really matters to me,

Any way the wind blows....

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง

เรื่องรักนั้นยากจะเข้าใจ
สิ่งที่ทำได้แค่ "รัก"
และถ้าวันใดที่รักเปลี่ยนไป
สิ่งที่ทำได้ ก็แค่ "คร่ำครวญ"

มีแต่เนื้อ ไม่มีเสียงให้ฟัง
ใครอยากฟังโปรดช่วยตัวเอง

คำเตือน: การฟังติดต่อกันเกิน ๕ รอบอาจทำให้เกิดอาการหม่นหมองเกินเหตุได้


B.B. King Darlin' What Happened


Oh darling, what happened to that beautiful smile?
The ones you gave me any time we were face to face
Oh is it someone else taking my place
Oh baby, what happened

Oh what happened to those fast heartbeats?
The ones that excited me so
Oh tell me, don't you love me
Oh, baby, don't you care any more?
Darling, what happened

Oh it's so sad what a little time can do
Oh when you're hanging out with another
Losing a love with you
All those good times we had
Baby, just me and you

Oh darling, before I go
There's one thing I'd like to know
Don't you love me?
Don't you care any more?
Darling, what happened

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ได้ใจ


หยิบคาสเซ็ต B.B King's  Blues on the Bayou มาจากไหนจำไม่แม่น
อาจจะเป็นจากแผงใน Zen หรือ Isetan ตอนที่เซ็็นทรัลเวิลด์ยังเป็นเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์
จำไม่ได้ว่าปี ๑๙๙๘ อายุเท่าไหร่ แต่รู้ว่า Blues เป็นของใหม่
(มาม่าบลูส์ไม่นับ)
โลกของการฟังเพลงถูกเปิดโดยเขาคนนั้น ผู้ซึ่งทำให้เราจับใจกับสำเนียงเพลงคันทรี จำกังวานแห่งเสียงกีตาร์ และกลายเป็นคนฟัง "เสียง" คน

เขาคนนั้นไม่ได้สอนให้ฟังบลูส์ เขาไม่ชอบคนดำ แต่เขาเปิดประตูให้
เราจึงได้มาเจอกับ B.B.King และก็ได้พบรักกับกีตาร์บลูส์ หลงรักเสียงร้องในเพลงบลูส์ และจมดิ่งไปกับเนื้อเหาเจ็บปวดขยี้ใจ

ก็ฟังคาสเซ็ตอัลบั้มนี้มาตั้งแต่นั้น และยังฟังมาจนทุกวันนี้
(ใช่.. ดิฉันยังเล่นคาสเซ็ตอยู่)
โดยที่ก็พยายามหาซีดี มีไหม อยากอิมพอร์ตไฟล์ไว้ในไอพอด
หามานาน หาไม่เจอ
่ในที่สุด ก็ตัดสินใจไปถามคุณพี่คนขายซีดีเบิร์นเจ้าประจำ พี่คนนี้รู้จัก และเกือบรู้ใจเราไปแล้วว่าชอบฟังเพลงแนวไหน เห็นหน้างี้บอกได้เลยว่ามีอะไรใหม่ อะไรแบบที่เราจะฟัง

วันแรกที่ถาม พี่ยังงง ขายเพลง B.B. King ก็เยอะ แต่ไม่คุ้นชื่ออัลบั้มนี้
หลายสัปดาห์ผ่านไป ผ่านไปที่แผงพี่เขาก็พบรอยยิ้มกว้าง (ประดับด้วยตีนกาที่คุ้นเคย) พี่หยิบแผ่นนี้ส่งให้ทันที
บอกว่า "มาแล้ว เพลงดีมากเลยนะ"
"ฟังแล้วหรอพี่?"
"ฟังแล้ว คนหาเพลงให้เขาไม่เคยเห็น แต่เขาชมมาว่าเพลงดี"

โอ....กรี๊ดเล็กๆ
ในที่สุด...
ก็ได้แผ่นมาเล่นกับเครื่องเล่นซีดี (ที่บ้าน) เสียที

ยินดีต้อนรับสู่อ้อมใจจ้ะ

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึก-เบื่อ

จันทร์ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เมื่อวันเสาร์เพิ่งเล่าว่ามีพี่มาบ่นเรื่องพี่อีกคน
แสดงให้เห็นถึงความเบื่อที่ทำงานของแกให้ดิฉันฟัง
เย็นวันนี้  โดยไม่ทันตั้งตัว  ดิฉันก็ได้ประจักษ์ถึงความเบื่อเสียเอง

ช่วงนี้กำลังปิดเล่ม
วันนี้วันจันทร์ พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วก็็โหมทำงานจนเปลี้ยไปหมด ไม่รู้ทำไปได้ไง เขียนคอลัมน์ปฏิทินข่าวรายงานอีเวนท์ชวนใช้เงินในการเที่ยว กิน ดื่ม เสร็จไปประมาณ ๑๕ ข่าวได้ (น่าเบื่อมาก) ระหว่างนั้นก็จะเข้ามาตอบรีพลายในมัลติพลายตอบอีเมล์เพื่อนไปด้วยอะนะ (อดไม่ไ่ด้)
สำหรับตัวเองซึ่งเป็นคนสมาธิสั้น ถึงสั้นที่สุด ต้องบอกว่าการทำงานวันนี้ี่เป็นสปีดสุดยอดชนิดที่ตัวเองยังภูมิใจเลย

แต่ทว่า..
เมื่อส่งงานชิ้นนี้ ซึ่งเป็นชิ้นสุดท้ายในความรับผิดชอบ สำหรับแมกกาซีนปักษ์นี้
หัวหน้าก็ตำหนิว่าดิฉัน 'รู้ไหมว่าเล่นมากไปแล้ว'
'เล่มนี้ทำงานช้านะ'
หัวหน้าพูดสองประโยคนี้เบาๆ ประสาคนไม่ค่อยกล้าว่าลูกน้อง ดิฉันนึกว่าหูแว่ว เลยหันไปฟัง (หัวหน้านั่งข้างหลัง ลูกน้องนั่งข้่างหน้าไง)
'เล่มนี้งานน้อยกว่าเล่มที่พึ่งปิดไปตั้งเยอะ ม้อยยังเขียนช้ามาก'
....

ฟังแล้วรู้สึกร้อน ก็หันหน้ากลับมา พิมพ์รีพลายที่พิมพ์ค้างไว้จนเสร็จ เก็บข้าวของ ปิดเครื่อง กลับบ้านตอนทุ่มกว่าๆ

อีตอนที่รู้สึกร้อน ก็บอกไม่ถูกนะว่ารู้สึกอย่างไร
โกรธไหม? หรืออาย(ที่ถูกด่า)?

ตอนเดินออกจากออฟฟิศมาแล้วคิดได้ว่า
เบื่อจังเลย
มันเหนื่อยนะ หัวหน้าจะรู้ไหม?
เล่มที่ปิดไปก่อนหน้านี้ ดิฉันลงมือเขียนเองไปประมาณ ๑ ใน ๓ ของเล่ม กว่าจะได้เขียนต้องไปสัมภาษณ์ ไปถ่ายรูป ฯลฯ ก็ว่าโคตรเหนื่อยแล้ว (เล่มนี้เป็นเล่มที่ออฟฟิศไม่ขาดทุน เพราะว่าเราไม่ได้ลงทุนอะไร เนื่องจากเราสองคนหัวหน้าลูกน้องเล่นเหมาเองกันเกือบหมดเล่มไง-เหอ เหอ แมกกาซีน ๑ เล่มเชียวนะ)

พอปิดเล่มนั้นเสร็จ ก็มาต่อเล่มนี้ทันที ไม่ได้หยุดสมองเลย
ต้องไปต่างจังหวัด เสร็จแล้วก็มาทำงานต่อทันทีเลย
แล้วก็ต้องทำงานท่ามกลางเรื่องน่ารำคาญใจจิปาถะ
ไม่รู้สิ แต่มันน่าเบื่อนะ

แต่นี่ดิฉันกำลังโยเย งอแง เพราะถูกหัวหน้าว่าหรือเปล่า? หรือจะอ้างว่าอยู่ในระยะฮอร์โมนกับลังแปรปรวนดี?
...ก็ไม่นะ
มันเหนื่อยจริงๆ
แล้วก็เบื่อจริงๆ
ยอมรับ ว่าเราไม่ควรเล่นระหว่างทำงาน
แต่ว่า
ใจคอจะให้มาถึงที่ทำงานแล้วก็นั่งประจำที่ เปิดคอม แล้วก็พิมพ์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนเลิกงาน
งั้นหรอ?
แล้วถ้าทำเสร็จหมดแล้วจะให้ทำไร
ให้กลับบ้านไหม?
หรือให้นั่งเฉยๆ?
หรือให้แอ๊บว่าทำงานต่อไป?
เอ็มเอสเอ็นก็ไม่ให้เล่นแล้ว การตอบอีเมล์ เปิดมัลติพลายก็ไม่ควรจะทำด้วยใช่ไหม
แล้ววันๆ จะให้ดิฉันทำไรวะ?
ให้ไปจับกลุ่มเม้าท์กับสาวๆ ในที่ทำงานเรอะ?

ก่อนหน้านี้็เล่นเอ็มไปทำงานไป อ่านแมเนเจอร์ไปทำงานไป ก็ยังทำงานได้
ทำไมตอนนี้จะตอบมัลติพลายไปทำงานไปไม่ได้
หรือว่าแก่แล้ว สปีดตก เลยทำงานช้า?

by the way,
งานที่นี่น่ะ เริ่มรู้สึกเบื่อมาพักใหญ่แล้ว แต่เคยคิดว่าคงอีกนานกว่าจะถึงขีดสุด
ไหงจู่ๆ ขีดสุดมันเหมือนลอยมาอยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัวอย่างนี้ล่ะ






หมายเหตุ เนื่องจากไม่บ่อยนักที่จะถูกหัวหน้าตำหนิ พอเกิดเรื่องอย่างนี้ก็ใจเสาะขึ้นมาทันที อยากฟ้องใครสักคน (ที่จะไม่สมน้ำหน้่าตั้งแต่ตอนแรก แต่ฟังจนจบเรื่องก่อน พอเราอารมณ์สงบแล้วค่อยด่าก็ได้) บางทีอาจจะซบอกร้องไห้ด้วย
ใครดีล่ะ?
เอาวะ ถ้าไม่ได้เจอกันตัวๆ ได้โทรเล่าให้ฟังก็ยังดี
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็พอจะมี แต่ตอนนี้...ไม่มีแล้ว

ทำไมชีวิตชั้นมันอัตคัตงี้วะ?

เบื่อว้อยยยยยยยยยย


ป.ล. เสียใจจัง ที่ดันไปยึดมั่นถือมั่นกับ 'อิสระในการสื่อสาร' ผ่านอินเทอร์เน็ตมากไป
การยึดมั่นถือมั่นแบบนี้ทำให้ปวดใจมากๆ มาครั้งนึงแล้ว ตอนโดนบล็อกเอ็มเอสเอ็น
พอทำใจได้ ดันมาติดมัลติพลายเสียอีก
แล้วจะต้องโดนปล้นอิสรภาพกันอีกกี่ครั้งละเนี่ย?

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๓ : บันทึกถึงตัวเอง และเพื่อน


๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑

 
เมื่อคืนได้รับอีเมล์จากเพื่อนคนที่ ๑ อ่านแล้วเป็นห่วงจัง เช้านี้ยังตอบ์ไม่ถูก

จึงโทรหาเพื่อนคนที่ ๒ เพื่อ..อะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อปรึกษาหรือขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวกับเพื่อนคนที่ ๑ แต่อย่างใด

 

หลังวางสายจากเพื่อนคนที่ ๒ จึงต้องเขียนบันทึกฉบับนี้ ก่อนจะลืมความรู้สึกเสียก่อน

 

๑.      ถึงเพื่อนคนที่ ๑ :

ช่วงหลังนี้ชั้นอาจมี distance กับแกจริง แต่การที่ชั้นใช้วิธีเขียนอีเมล์คุยกะแก ทั้งที่เราอยู่ห่างกันไม่เกิน ๕๐ กิโลเมตรนั้น ไม่ได้หมายความว่าชั้นไม่แคร์แก ไม่สนใจแก และไม่รักแกอีกแล้ว

แกรู้สึกจริงหรือ ว่าการที่ชั้นไม่ได้โทรหาแกทุก ๓ วัน ๕ วัน แปลว่าชั้นละเลยแก?

แกเชื่อหรือ ว่าการคุยกันทางโทรศัพท์มันดีกับจิตใจของเราทั้งคู่? สำหรับชั้น ชั้นว่าไม่นะ ชั้นยังเชื่อการระบายออกมาโดยการเขียน ซึ่งเป็นวิธีที่ชั้นคะยั้นคะยอให้แกทำตลอดมา

แกรู้ไหมว่าการที่คนซึ่งกำลังมีเรื่องในใจระบายออกมาๆๆๆๆๆ โดยที่อีกฝ่ายต้องฟังอย่างนั้นอยู่ซ้ำๆ น่ะ มันนรกจริงๆ โดยเฉพาะถ้าต้องฟังเรื่องที่ชั้นเคยบอกแกแล้ว ว่าอย่าให้มันเป็นอย่างนี้อีก มันทำให้ชั้นรู้สึกทั้งรันทด ทั้งช้ำใจ (แทนแก) เลยนะโว้ย

 

๒.     ถึงเพื่อนคนที่ ๒ :

แกมีสิทธิ์จะคิด คิดอะไรก็ได้ แล้วถ้าอยาก แกจะไปพูดยังไงกับคนอื่นก็ได้ แต่ แกไม่มีสิทธิ์มาตำหนิชั้น ถึงวิธีที่ชั้นจะปฏิบัติตัวกับเพื่อนของชั้น โปรดทราบว่าชั้นโกรธมาก ที่แกซึ่งก็เป็นทั้งเพื่อนชั้นและเพื่อนของเพื่อนชั้น-บังอาจมาตำหนิน้ำใจที่ชั้นมีต่อเพื่อนของเรา

และโปรดทราบ ว่าชั้นไม่ได้ขอคำแนะนำจากแก ในการปฏิบัติตัว หรือแม้แต่จะพูดกับเพื่อนของชั้น เพราะชั้นมีวิธีของชั้นเองอยู่แล้ว มีตลอดมา โดยไม่ต้องถามใคร แม้แต่แม่ของชั้นเอง  

คบกันมายี่สิบกว่าปี แต่เหมือนเราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจกันเลย แถมยังคนละแนวอีก อยู่ใกล้กันมากคงไม่ดีต่อสุขภาพจิตนัก เพราะงั้น เราควรจะเพิ่ม distance ระหว่างกันอีกหน่อยเถอะ เพื่อความปลอดภัยทางอารมณ์

 

๓.      ถึงเพื่อนทุกคนที่ยังคบกันอยู่ :

ถึงเราจะห่างกัน อาจจะด้วยระยะทาง ความถี่ในการพูดคุยกัน แต่ยังคบกันก็คือยังคบกัน ชั้นไม่คิดว่าเพื่อนของชั้นจะหวั่นไหวกับวิธีการสื่อสาร จะเป็นการโทร ส่งแมสเซจ เขียนอีเมล์ หรือฝากคนอื่นมาบอก มันจะทำไม ถ้าเรายังรักกันอยู่ ห่วงกันอยู่

แม้ชั้นจะความจำแย่ จำชื่อเพื่อนเรียงเลขที่ไม่ได้ จำไม่ได้แม้แต่เลขที่ของตัวเอง แต่รู้ไหมว่าชั้นยังจำได้ว่าชั้นรักพวกแกทุกคน และเชื่อว่าพวกแกทุกคนก็รู้ดี แม้ชั้นจะไม่โทรหา ไม่เขียนอีเมล์หา และ ฯลฯ

 

๔.     ถึงตัวเอง : เกี่ยวกับกรณีนี้

อย่า ลืมความรู้สึกในวันนี้ และอย่าละเลยการปฏิบัติดูแลเพื่อนอย่างที่คนอื่นว่าให้

อย่า เสียเวลากับคนที่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ไม่อาจทำให้รู้สึกว่า ไม่เสียดายเวลาคบ

 

๕.     ถึงตัวเอง : ส่วนตั๊ว-ส่วนตัว

อย่า ลืมความรู้สึกเมื่อวาน วันที่แกกางร่มคันเล็กๆ ใส่รองเท้าคอนเวิร์ส เดินลุยน้ำ ฝ่าพายุฝนจากออฟฟิศไปโรงเรียนภาษา จำไว้ว่าการได้เรียนมันคุ้มค่ากับการเปียกไปครึ่งตัว แล้วก็ต้องนั่งตากแอร์หนาวจนเล็บเขียวเพราะกางเกงยีนเปียกโชกไปอีก ๒ ชั่วโมงอย่างเมื่อวาน ฉะนั้น อย่าโดดเรียนอีก ถ้าแกไม่ถึงกับกำลังจะตาย หรือมีใครกำลังจะตาย

 

เมื่อแกบ้าได้ถึงขนาดนั้น ก็จงขุดความพยายามที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ เงินก็เสียแล้ว เวลาก็เสียอีก และในเมื่อแกได้มาเจอเซนเซที่น่ารักขนาดนี้แล้ว ก็จงเรียนให้มันสุดๆ สักที ดูซิว่าจะได้แค่ไหน

 

(ชั้นละเบื่อจะลุ้นแก)
 

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๑: ความเปราะบางของความสัมพันธ์

 
คืนวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ หลังเรียนชั่วโมงแรกกับเอมมุเซนเซ อร่อยกับตันตันเมง เกี๊ยวซ่าที่ตันตันเมง ซื้อช็อกโกแลตโรลจากคัสตาร์ดนากามูระ กลับถึงบ้านก็พบว่าเยอรมันมีแนวโน้มจะแพ้ตั้งแต่ครึ่งแรก

ฉันยังได้เรียนรู้ว่า

 ๑.    การคบหากันยาวนานช่วยให้ความสัมพันธ์กระชับแน่นแฟ้น แข็งแรงขึ้นก็จริง แต่น่าเสียดายที่ความแข็งแรงของความสัมพันธ์นั้น เป็นความแข็งที่เปราะ ไม่ทนทานการกระทบกระเทือนจากคำพูดบางคำ และการกระทำบางอย่าง

ดังนั้น แม้กับเพื่อนรักที่เราคิดว่าเขาเข้าใจเราดี เราก็ยังต้องระวังการกระทำที่จะกระทบใจเพื่อน

๒.     แม้เราจะวางกฎกติกาในการคบหาและสื่อสารกับคนอื่นเอาไว้แล้ว อย่างแยบคาย ทว่าชััดเจน แต่ถ้าคนที่เราคบด้วยไม่รับรู้กฎกติกาอันนี้ กฎที่เราวางไว้ก็ไร้ประโยชน์

๓.      ประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านมัลติพลายนั้น ห่วยพอๆ กับการแชตผ่าน msn มันถูกจำกัดด้วยทักษะในการอ่าน ทักษะในการเขียน ปัญหาทางเทคนิค ไวรัส หัวหน้า อินเทอร์เน็ตสปีด ฯลฯ ดังนั้นอย่าไปหวังอะไรกับมัลติพลายมากนัก มันดีในบางเรื่อง เก๋ในบางแง่ แต่ก็ไม่อาจทำให้คนที่ไม่รู้จักกันดีพอ รู้จัก เข้าใจกันดีพอ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้จักกันจริงๆ ต้องออกมาทำความรู้จักกันในโลกแห่งความจริง ด้วยการสื่อสารวิธีปกติ (คือวัจนภาษา และ อวัจนภาษา) ไม่มีทางเลือกอื่น

 

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สาเหตุของการนอนไม่หลับ


 

เมื่อคืนเป็นอีกครั้งที่ดิฉันประสบปัญหาในการนอน

คือนอนหลับไม่สนิท ระหว่างนอนเหมือนมีอาการครึ่งฝัน ครึ่งจริง จำได้ลางๆ เหมือนตัวเองตื่นขึ้นคุยกับตัวเองเป็นระยะๆ

แต่เป็นการตื่นโดยไม่ลุก ไม่ลืมตา

 
เรียกว่าเป็นการนอนที่ไม่ได้หลับลึกลงเหมือนถูกดูดหายไปในหลุมดำเหมือนเช่นการหลับเป็นปกติในทุกๆ คืน


วันนี้ทั้งวัน ดิฉันจึงอยู่ในสภาพซอมบี้ มีอาการอ่อนเพลีย กะปลกกะเปลี้ย ซ้ำยังเบลอๆ เพราะไม่ได้นอนพอกับความต้องการของร่างกายนั่นเอง

 

เข้านอนดึกมันก็จริงอยู่ (ก่อนนอนระห่ำทำงานฝิ่นเสร็จไป ๒ ชิ้น) แต่เชื่อว่า สาเหตุของอาการนอนหลับไม่สนิทของตัวเองมีอยู่ ๒ ข้อ คือ

กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม และ บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา

 

 

-๑-

 

กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม

 

คาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้หลายคนตาสว่างจากการที่คาเฟอีนเข้าไปควบคุมสารอดีโนซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สมองหลั่งออกมาเพื่อให้เกิดอาการง่วง แต่สำหรับดิฉัน กาแฟร้อนหอมๆ แก้วเดียวไม่เพียงช่วยให้หายง่วง แต่ยังเพียงพอต่อการปลุกความ คึกให้พร้อมจะทำงาน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่คาเฟอีนเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับอะดรินาลีน และกรดไขมันอิสระในเลือด ทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงทำงานเพิ่มขึ้น

 

น่าเศร้าที่หลังปลดปล่อยพลังงานความคึกให้กับร่างกาย คาเฟอีนจะค้างอยู่ในร่างกายของดิฉันต่อไปอีกราว ๑๒ ชั่วโมง (และจะอยู่ได้นานกว่านี้ หากดิฉันมีครรภ์อายุ ๓ เดือนขึ้นไป หรือใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด) เมื่อหมดฤทธิ์ ดิฉันจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจนต้องหากาแฟแก้วใหม่มาเติมความกระชุ่มกระชวยและความ คึกให้ร่างกายอีกครั้ง

 
ปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีน ร่วมกับความพึงพอใจในกลิ่นรสของกาแฟ ย่อมทำให้คนติดรส ติดสัมผัสอย่างดิฉันตกอยู่ในวัฏจักรแห่งการเสพติดเช่นนี้เรื่อยไป จนในที่สุด ก็จะถึงวันที่กลายเป็นซอมบี้อย่างถาวร จากภาวะคาเฟอีนเรื้อรังจนนอนไม่หลับ แต่แทนที่จะผอม กลับอ้วน เพราะเมื่อใดที่นอนไม่พอ วันรุ่งขึ้นระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลง ทำให้เกิดอาการ
โหยตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังเหี่ยว เพราะนอนไม่ทันเวลา growth hormone หลั่ง (ราว ๕ ทุ่ม) แทนที่จะร่างกายจะได้ซ่อม และสร้างเซลล์ผิวในส่วนที่เสียหาย ก็เลยอด ผิวโทรมๆ ที่ไม่มี growth hormone ช่วย ต่อให้ใช้ครีมวิเศษอะไรก็ช่วยชะลอริ้วรอยไม่ได้

 
นอกจากนี้อาการกระดูกพรุนอาจมาเยือนไวกว่าปกติ เพราะคาเฟอีนที่รับเพิ่มเข้าไปทุกวันช่วยชะล้างแคลเซี่ยมในร่างกาย


เอาเถอะ มันอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าดิฉันดื่มกาแฟแค่พอน่ารัก คือวันละแก้ว-สองแก้ว และไม่ใช่ในเวลาก่อนนอนเพียง ๒-๓ ชั่วโมงอย่างนี้

 

 

-๒-

 

บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา

 

ชายคนนี้คือส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการจิตตกต่ำสุดเมื่อวันก่อน ก่อนจะต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งงานในคืนก่อน ดิฉันพบเขา เราคุยกันยาวนาน อย่างถูกคอ และออกรส ผ่านโปรแกรม msn แม้จะเพิ่งรู้จักกัน แต่ดิฉันพบว่า เขา และบทสนทนาของเรา ทำให้เคมีบางอย่างในร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลง

 

และความแปรปรวนของเคมีในตัวนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทรงพลังยิ่งกว่ากาแฟดำตอน ๕ ทุ่มแก้วนั้นเสียอีก

 

สงสัยยิ่งนัก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ดิฉันจึงให้กูเกิ้ลช่วยค้นให้

 

พบประโยคน่าสนใจ จากนักจิตวิทยานาม Jim Pfaus

 

“You think someone made you feel good, but really is your BRAIN made you feel good” แท้จริงผู้บงการตัวจริงของความรู้สึกพิเศษคือ สมองของเราเอง หาใช่ ใครคนนั้น

 

ว่ากันว่าในสมองของเรามีเซลล์ประสาทในสมองกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า ventral tegmental มีหน้าที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนชื่อ โดปามีน (Dopamine)

 

โดปามีนจะทำงานหนักเมื่อเจ้าของสมองมีอารมณ์พึงพอใจ ยินดี มีความสุข หรือเมื่อได้รับรางวัลตอบแทน เช่น เมื่อแฟนจำวันเกิดได้

 

จากการทดสองในหนูพบว่า เมื่อทำให้หนูมีความพึงพอใจมากขึ้น ระดับของโดปามีนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ

 

โดปามีนจะส่งผลต่ออารมณ์ของเจ้าของสมองให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ แล้วก็ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว

 

....................

โดปามีนที่พรั่งพรูออกมาเพราะบทสนทนาก่อนนอน ทำให้เจ้าของสมองของดิฉันตื่นตัวจนไม่อาจนอนหลับสนิท(แม้จะอยากนอนมากๆ) อย่างนั้นสินะ?

 

สงสัยจัง ว่าความพึงพอใจ ความยินดี และมีความสุข เช่นนั้น จะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ได้สนทนากับชายลึกลับผู้นี้ไหม

 

ถ้าใช่ ..เห็นทีจะต้องงดการสนทนาก่อนนอน

เอ๊ะ หรือการเลี่ยงไปเลย จะเป็นการดีกับสุขภาพมากกว่า?

 

 

 
หมายเหตุ โดปามีนมีความสำคัญยิ่งกว่าการกระตุ้นสมองให้รับรู้ถึงความรู้สึกพึงพอใจ เพราะมันเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญยิ่งกับอาการทางสมองหลายๆ อย่าง เช่น พาร์คินสัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ www.bangkokhealth.com

 

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ความผูกพันซื้อความรักไม่ได้


โทรคุยกันวันนี้
เพราะฉันมีธุระจะบอกกล่าว
แต่เขาพยายามจะถามฉันว่า "เป็นยังไงบ้าง?" "โอเคไหม?" และ "มีใครหรือยัง?"
หลายคำถาม คำถามละหลายครั้ง
รีบร้อนเริ่มหัวข้อสนทนาราวกับกลัวฉันจะชิงวางสายเหมือนคราวก่อน

คุณจะจัดว่าฉันเป็นอดีตคน(ไม่)รู้ใจที่แย่ไหม ถ้าในใจฉันนึกทุกครั้งที่ได้ยินคำถามแสดงความอาทรเหล่านั้น ว่า
"จะอยากรู้ไปทำไม?"
แต่ดันนึกดังไปหน่อย คือดังไปถึงปลายสายโน่นเลย

"พี่ห่วงน้อง น้องก็ห่วงพี่ พี่รู้" ฟังแล้วในใจฉันนึกค้านอย่างแรง ว่า 'ไม่ได้ห่วงสักหน่อย' แต่คราวนี้ได้เรียนรู้แล้ว ที่จะไม่พูดออกไป รวมทั้งไม่ตอบด้วย ว่ามีใครใหม่หรือยัง
...ก็เขาจำเป็นต้องรู้หรือ?

"ยังไงเราก็ผูกพันกัน พี่รู้ว่าน้องห่วง" เขาสรุป

ความผูกพัน=ความเป็นห่วง?

สมการข้อนี้ทำฉันเบลอ
ใช่ เราเคยผูกพันกัน ตอนนี้ก็คงยังผูกพันอยู่ ไม่งั้นคงไม่ต้องโทรไปบอกเรื่องธุระที่มันยังทำให้เราเกี่ยวพันกัน

แต่ว่า ในเวลาที่เรายังผูกพันกับใครสักคน
เราจะ 'ไม่แคร์เขาแล้ว' ไปพร้อมกันได้ไหม

ไม่ได้บอกเขา (เพราะมันคงจะทรามเกินไป ผู้หญิงหน้าตาสวยอย่างฉันควรแสดงความทรามเพียงพอประมาณ มากไปจะหมดสวย) ว่า

"ทุกวันนี้ม้อยไม่ได้แคร์พี่แล้ว"

ถ้าบังเอิญรู้ว่าสึนามิพัดเขาไป หรือแผ่นดินไหวกลืนเขาหายลับ
ฉันคงไม่ฟูมฟายเหมือนวันที่เขาหายเงียบไปจากชีวิต ปล่อยให้ฉันคิดเองอยู่คนเดียวว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน
...และกับใคร
ก็คงจะเศร้า ไว้อาลัยให้กับช่วงเวลาดีๆ และไม่ดี ที่เราเคยมีด้วยกัน
แล้วก็คงจะเจริญมรณานุสติต่อไป

ไม่เข้่าใจเขา ไม่เข้าใจผู้ชาย
นี่มันอะไร
แค่ถามประสาคนเคยผูกพัน
หรือเขากำลังบอกอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ

หรือมันก็แค่สัญชาตญาณ 'หมาหวงก้าง' ประสาผู้ชาย

สับสน แต่ไม่หวั่นไหว
เพราะเชื่อเหมือนเพลงเพลงนั้น
ว่า
ความผูกพันมันซื้อความรักไม่ได้





วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๒: สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ใจที่ไม่เหมือนเดิม


วันนี้เมื่อปีที่แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่นะ?

แปลกดีที่โอชโช่ดันนึกถึงเรื่องที่นึกออกยากอย่างนี้ระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอยุธยา โดยเฉพาะในตอนที่เธอและเพื่อนร่วมทางกำลังงงกับแผนที่ และเริ่มรู้ตัวว่าหลงทางแล้วแบบนี้

 

อาจเป็นเพราะการขึ้นนั่งบนอานจักรยาน แล้วออกแรงถีบมันไปข้างหน้า ไปในที่ที่เธออยากจะไป ด้วยแรงกำลังของเธอเอง ด้วยการบังคับทิศทางของเธอเอง ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความอิสระเสรีที่ทำหายไปพักใหญ่

 

โอชโช่กำลังรู้สึกว่าชีวิตกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง หลังจากช่วงเวลาอันยาวนานก่อนหน้านี้ รวมถึงวันนี้เมื่อปีก่อน ซึ่งชีวิตของเธอตกอยู่ใต้เงาทะมึนของความคลุมเครือที่ทำให้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง.. เพราะใครบางคน

 

และใครคนนั้นดันโทรมาตอนที่เธอกำลังนึกถึงชีวิตหม่นเศร้าในวันเก่าพอดี

 

สงสัยจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจริงๆโอชโช่ไม่รับสาย แต่เลือกกด mute แล้วก็ออกรถ ขี่ตามเพื่อนร่วมทางของเธอต่อไป

 

การไม่รับสาย คือตัวเลือกของเธอตลอดหลายเดือนมานี้ หลังจากที่ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เธอและเขาคนนั้นไม่มีวันคุยกันรู้เรื่อง ไม่มีคำว่า อีกต่อไปเป็นสร้อยห้อยท้าย เพราะที่จริงแล้ว เธอและเขาไม่เคยคุยกันรู้เรื่องมาก่อนด้วยซ้ำ

 

แต่ดันฝืนสังขารคบกันได้เป็นปี

 

โอชโช่ปล่อยให้สายนั้นกลายเป็น miss called โดยไม่รีบร้อนจะโทรกลับ แต่เธอก็โทรกลับในอีกชั่วโมงต่อมา

 

ไง?

เออ... พี่จะถามว่าวันนี้อยู่บ้านหรือเปล่า จะเอา..... กับ.......แล้วก็.............ไปให้อืมม์ เขาขึ้นมากรุงเทพฯ นี่เอง เราโชคดีจังโอชโช่แอบนึกในใจ

อ๋อ วันนี้ไม่อยู่บ้านเธอไม่ให้รายละเอียด

อ้าว หรอ อืมม์... งั้นไม่เป็นไร พี่อยู่ถึงวันที่ ๘ ไว้พี่แวะเอาไปให้ที่ออฟฟิศน้องแล้วกัน อาทิตย์หน้าไม่ออกไปไหนใช่ไหม?

ยังไม่แน่ใจโอชโช่ไม่ให้ความหวัง

โอเค แล้วพี่จะโทรไปนะ

โอชโช่วางสาย

 

ดีจัง แค่นาทีเดียว เธอนึก

 

แต่โทรศัพท์จากคนคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ระหว่างที่เธอกำลังรอกินก๋วยเตี๋ยวเรือ

 

อะไรหรอ?

เออนี่ ไปเดินสวนฯ กันไหม?”

บอกแล้วว่าไม่ได้อยู่บ้าน

ก็เผื่ออยู่ข้างนอกแล้วจะแวะมาเจอกัน

.....(ถอนหายใจเสียงดัง)...ตอนนี้อยู่อยุธยา

.....อยุธยาหรอ ไปทำงานหรอ?”

...(ถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนร่วมทางหันมามองหน้าเธอเต็มๆ)...ทำหลายอย่าง

โอเคๆ ไม่มาก็ไม่มา ดุจริงเว้ย เขาพูดขำๆ แต่ไม่คิดจะต่อปากต่อคำอีกต่อไป

แค่นี้นะ กินข้าวอยู่

อืมม์..

 

โอชโช่วางสายโดยที่ก๋วยเตี๋ยวยังไม่มา จากนั้นเธอก็สรุปเรื่องคร่าวๆ ให้เพื่อนร่วมทางฟัง แทนที่จะโดนด่าที่ถอนหายใจดังไปถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นต้องฟังเพื่อนด่าคนโทรมาหาระหว่างรอกินก๋วยเตี๋ยวแทน

 

หลายวันผ่านไป ไม่มีการติดต่อจากเขาอีก แต่โอชโช่ก็ไม่ได้ติดใจจะทวงถาม เพราะเธอได้พิสูจน์ไปนานแล้วว่า

 

กาลเวลา... แม้จะทำให้คนบางคนจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เคยทำให้นิสัยของอีกคนเปลี่ยนได้เลย

 

 

ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

มองข้างซ้ายเหมือนจินตหรา... มองข้างขวาเหมือนมะหมี่ เสียงแซวเปิ่นๆ ของหมอทำให้คนไข้ที่กำลังตะแคงหน้าซ้ายขวาให้หมอตรวจจับสิวปล่อยก๊ากออกมา 

หมอคะ... เฉิ่มค่ะ

นี่สิวไม่มีแล้วสวยนะเนี่ยหมอบู๋หยอดมา เผื่อคนไข้จะชมกลับว่าหมอเก่ง

สิวหายแล้วก็ไม่ต้องมาหาหมอแล้วสินะ เจอไม้นี้หมอเลยค้อนกลับมาวงใหญ่

ก็ตามใจคุณโอชโช่เถอะ

เออ วันนี้ว่าจะเอาหนังสือที่ทำมาให้หมออ่านแล้วเชียว รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนหมอจะงอนจริง พอดีลืม หมอยิ้มแล้ว ว่าแต่หมอจะมีเวลาอ่านไหมน๊า?

โอ๊ย ผมยังมีเวลาหนีไปดูคอนเสิร์ตเลย เออ เสาร์หน้าไม่อยู่นะ จะไปดูคอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตอะไรหว่า โอชโช่นึกไม่ออก จะมีวงร็อครุ่นเก๋ามาเวิลด์ทัวร์อีกหรือไงนะ  

เทศกาลเพลงสกาที่หัวหินไง

ฮ๊า!....ทีโบน!”

อือ นั่นแหละ อิจฉาไหมล่ะ?หมอแกล้ง

อาทิตย์หน้าหรอ อืม... ไปเชียงใหม่ อาทิตย์ต่อไป...ก็กระบี่

..........

อาทิตย์ที่แล้ว ไปอยุธยา

โอ๊ยๆๆๆ พอแล้วๆ อิจฉาแล้ว หมอร้อง

“.........” โอชโช่ไม่ว่าอะไร แค่ยักไหล่อย่างเก๋ไก๋หนึ่งที



หมายเหตุ

อ่านตอนที่ ๑๑ ได้ที่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/94