รถจัมโบ้พาไปน้ำตกตาดกวางสี
รวมรูปเก็บตกพาหนะในเมืองหลวงพระบาง
ไปมาเมื่อวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2552
รู้สึกตัวบนรถสองแถว ว่าลืมเอากระเป๋าตังค์มาด้วย!
แต่..
โชคดีที่ในกระเป๋าตังค์ใบเล็กมี
โชคดีที่โทรศัพท์มีแบต
โชคดีที่โทรไปสองหน ป๊อปไม่รับสาย แต่ส่งแมสเซจไปอีกหนแล้วป๊อปก็
โชคดีที่วันนี้ป๊อปเข้าออฟฟิ
โชคดีที่ไอพอดน้อยยังมีแบต เลยยืนรอป๊อปอย่างสำราญ
โชคดีที่ไม่มีเมนส์ เลยไม่ปวดท้อง
โชคดีที่กินข้าวมาแล้ว เลยไม่หิวข้าว
โชคดีที่ป๊อปนั่งแท็กซี่มา เลยมาถึงไว
โชคดีที่แม้ไม่ตังค์ของตัวเอง แต่ก็ได้ขึ้นบีทีเอสมาทำงาน ชีวิตไม่ต้องลดระดับ
โชคดีมีตังค์ซื้อกับข้าว (ส่วนข้าวน่ะ หุงเมื่อเช้า เอาใส่กล่องมาด้วย) แถมยังเหลือซื้อหนมจีบอีก
โชคดีที่นึกออกว่ากระเป๋าตังค์ที่ลืมน่ะ วางไว้ไหน
และสุดท้าย..
โชคดีที่ยังมองเห็นความโชคดี
(มองโลกในแง่ดีเป็นแล้วโว้ย!)
“..ยังรักกันอยู่ไหม?”
เขาถามมาตามสาย
ทั้งๆ ที่ควรตอบรับ
แต่ฉันตอบกลับเพียงเสียงหัวเราะ
เพราะไม่รู้ว่าเขาถามเพื่ออะไร
เพื่อที่จะได้ครอบครองฉัน
หรือแค่ถามไปอย่างนั้น
ทั้งๆ ที่ต้องการมีเขา
ทั้งๆ ที่ก็เหงาเหมือนกัน
แต่ฉันยังไม่แน่ใจ
จะทนได้ไหม ชีวิตที่มีใครครอบครอง
ถ้าฉันตอบรับให้กับคนที่แค่
แต่ไม่ต้องการครอบครอง
ต่อไป ฉันจะกลายเป็นอะไรในสายตาเขา
คิดไม่ถึง นึกไม่ออก
ด้วยเหตุนี้
ผู้หญิงโง่อย่างฉันจึงไม่มี
ฉัน: ดิฉันไม่เคยไว้ใจใคร!
กับเพื่อน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ
....คือส่วนหนึ่งของการตอบโต้ในบล็อกอันหนึ่งที่เขียนถามความเห็นเกี่ยวกับความไว้วางใจคนรัก
ตอนที่ตอบเขาไปว่า "กับเพื่อน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ" นั่น คิดในใจ แต่ไม่ได้เขียนลงไป ว่า
เพราะถ้าคนคนนั้นไม่น่าไว้วางใจแล้ว เราก็คงไม่คบเป็นเพื่อนหรอก
ก็เราน่ะหยิ่งจะตายไป เพื่อนเนี่ย เลือกคบหยั่งกะอะไรดี
ทุกวันนี้ก็เลยมีเพื่อนจริงๆ น้อย นับหัวถ้วน แต่ทุกคนที่เรียกว่า "เพื่อน" เป็นคนที่วางใจได้ พูดกันได้อย่างเปิดอก
รู้สึกว่าแบบนี้ดีกว่ามีเพื่อนมาก แต่วางใจไม่ได้ เข้าไม่ถึง
...วันนี้ หลัง Mamma Mia ที่สกาล่า ขณะโซ้ยส้มตำปูปลาร้า (หวาน) ในร้านมารีน่ากับป้าอ้อย เพื่อนรุ่นพี่ที่ทั้งรักทั้งงอน ถูลู่ถูกังกันมานาน และี่กำลังจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กันอีกพักใหญ่
(อันนี้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผลักดันให้ต้องมองหาคู่หู คู่หาง หรือถ้าเป็นไปได้คือคู่รัก สำหรับเป็นเพื่อนทำกิจกรรมสัพเพเหระที่เคยทำกับป้ามัน)
ขณะพูดถึงวันเดินทางของชี ก็ดันนึกถึงความวางใจ-ไม่วางใจอะไรนี่ขึ้นมาอีกหน
ด้วยความเป็นคนไม่เก็บกักอะไรอยู่ในใจ แล้วก็ไม่สนใจว่าเพื่อนจะทำไง ลำบากใจไหมกับเรื่องที่ได้รู้
จึงได้ทำการสารภาพให้ป้าอ้อยฟังไป
..ว่า เราเพิ่งจะเสียเวลา ๑๐ ชั่วโมง (ของวัยสาวตอนปลาย) ในการลงทุนทำความรู้จักกะคนคนหนึ่ง โดยการพบกันสองวาระ
บ้าแท้ๆ
นั่งคุยกันครั้งละ ๕ ชั่วโมง (๕ ชั่วโมงเชียว!)
๑๐ ชั่วโมง ของวันเสาร์อาิทิตย์
แทนที่จะเอาไปนอนกลางวันให้หน้าตาเอิบอิ่ม
แทนที่จะเอาไปดูหนัง X กองเป็นตั้งที่รอฤกษ์อยู่ ว่าเมื่อไหร่มึงจะดูกูเสียที
แทนที่จะเอาไปท่องศัพท์ ทบทวนแกรมม่าภาษาญี่ปุ่น (ใกล้สอบแล้วนะแก)
แทนที่จะเอาไปฝึกโยคะให้เก่งๆ จะได้กลายเป็นป้าจิ๊ไวๆ
แทนที่จะเอาไปนั่งเล่นทอดหุ่ยในสวนสาธารณะ ดูพ่อแม่ลูกเค้าจูงมือกันเดินเล่น มีความสุข
แทนที่จะเอาไปเยี่ยมเพื่อนที่ไม่สบาย
แทนที่จะเอาไปนั่งเขียนบล็อก จีบผู้ชายทางเอ็มเอสเอ็น แม้กระทั่งเซ็กซ์โฟนกะใครสักคน
ดันเป็น ๑๐ ชั่วโมงที่
..ต้องรับอนุมูลอิสระจากควันบุหรี่โดยไม่จำเป็นเล้ย-ปกติโคตรจะรังเกียจ (วิตามินซีวันละพันมิลลิกรัมจะช่วยให้กูไม่ให้แก่กะไอ้ควันนี้ได้ไหมเนี่ย?)
..ต้องนั่งฟังเรื่องของเขาเป็นส่วนใหญ่ เรื่องตัวเองไม่ค่อยมีจังหวะพูด (หรือเขาไม่อยากรู้วะ?)
..ต้องปั้นหน้าระรื่น แสร้งว่า ดิฉันนั้น ที่แท้แล้วเป็นผู้หญิงใจกว้าง ฉลาด เข้าใจอะไรง่ายๆ และเป็นมิตรกับคุณเสมอ (อ้วก!)
..ก่อนจะเสียเวลา ๑๐ ชั่วโมง ต้องถ่อไปที่นัดที่แม่ง ไกลบ้านกูเจงๆ อีก
..แถม ไอ้ ๑๐ ชั่วโมงนรกที่ควันบุหรี่เข้าตานี่ ยังทำให้สมองเบลอ ประมวลผลพลาด
ตัดสินใจไว้วางใจเขาไปซะงั้น
เฮ้่อ.... แย่ว่ะ
เสียความรู้สึกไม่น้อย แต่คงไม่บ่นมากแล้ว
เท่าที่บ่นไปก็มีกระแสเสียง ทับถม+สมน้ำหน้า จนกูจะบ้าอยู่แล้ว
เอาเป็นว่า ขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ละกัน
ว่าต่อไปให้จำไว้
..ในเมื่อคิดว่า เพื่อน คือคนที่แกไว้ใจได้เสมอ
ก่อนจะคิดไว้ใจผู้ชาย ก็ควรคบให้ชัวร์ก่อน
ว่ามันเป็นเพื่อนกะแกได้
เมื่อคืนได้รับอีเมล์จากเพื่อนคนที่ ๑ อ่านแล้วเป็นห่วงจัง เช้านี้ยังตอบ์ไม่ถูก
จึงโทรหาเพื่อนคนที่ ๒ เพื่อ..อะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อปรึกษาหรือขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวกับเพื่อนคนที่ ๑ แต่อย่างใด
หลังวางสายจากเพื่อนคนที่ ๒ จึงต้องเขียนบันทึกฉบับนี้ ก่อนจะลืมความรู้สึกเสียก่อน
๑. ถึงเพื่อนคนที่ ๑ :
ช่วงหลังนี้ชั้นอาจมี distance กับแกจริง แต่การที่ชั้นใช้วิธีเขียนอีเมล์คุยกะแก ทั้งที่เราอยู่ห่างกันไม่เกิน ๕๐ กิโลเมตรนั้น ไม่ได้หมายความว่าชั้นไม่แคร์แก ไม่สนใจแก และไม่รักแกอีกแล้ว
แกรู้สึกจริงหรือ ว่าการที่ชั้นไม่ได้โทรหาแกทุก ๓ วัน ๕ วัน แปลว่าชั้นละเลยแก?
แกเชื่อหรือ ว่าการคุยกันทางโทรศัพท์มันดีกับจิตใจของเราทั้งคู่? สำหรับชั้น ชั้นว่าไม่นะ ชั้นยังเชื่อการระบายออกมาโดยการเขียน ซึ่งเป็นวิธีที่ชั้นคะยั้นคะยอให้แกทำตลอดมา
แกรู้ไหมว่าการที่คนซึ่งกำลังมีเรื่องในใจระบายออกมาๆๆๆๆๆ โดยที่อีกฝ่ายต้องฟังอย่างนั้นอยู่ซ้ำๆ น่ะ มันนรกจริงๆ โดยเฉพาะถ้าต้องฟังเรื่องที่ชั้นเคยบอกแกแล้ว ว่าอย่าให้มันเป็นอย่างนี้อีก มันทำให้ชั้นรู้สึกทั้งรันทด ทั้งช้ำใจ (แทนแก) เลยนะโว้ย
๒. ถึงเพื่อนคนที่ ๒ :
แกมีสิทธิ์จะคิด คิดอะไรก็ได้ แล้วถ้าอยาก แกจะไปพูดยังไงกับคนอื่นก็ได้ แต่ แกไม่มีสิทธิ์มาตำหนิชั้น ถึงวิธีที่ชั้นจะปฏิบัติตัวกับเพื่อนของชั้น โปรดทราบว่าชั้นโกรธมาก ที่แกซึ่งก็เป็นทั้งเพื่อนชั้นและเพื่อนของเพื่อนชั้น-บังอาจมาตำหนิน้ำใจที่ชั้นมีต่อเพื่อนของเรา
และโปรดทราบ ว่าชั้นไม่ได้ขอคำแนะนำจากแก ในการปฏิบัติตัว หรือแม้แต่จะพูดกับเพื่อนของชั้น เพราะชั้นมีวิธีของชั้นเองอยู่แล้ว มีตลอดมา โดยไม่ต้องถามใคร แม้แต่แม่ของชั้นเอง
คบกันมายี่สิบกว่าปี แต่เหมือนเราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจกันเลย แถมยังคนละแนวอีก อยู่ใกล้กันมากคงไม่ดีต่อสุขภาพจิตนัก เพราะงั้น เราควรจะเพิ่ม distance ระหว่างกันอีกหน่อยเถอะ เพื่อความปลอดภัยทางอารมณ์
๓. ถึงเพื่อนทุกคนที่ยังคบกันอยู่ :
ถึงเราจะห่างกัน อาจจะด้วยระยะทาง ความถี่ในการพูดคุยกัน แต่ยังคบกันก็คือยังคบกัน ชั้นไม่คิดว่าเพื่อนของชั้นจะหวั่นไหวกับวิธีการสื่อสาร จะเป็นการโทร ส่งแมสเซจ เขียนอีเมล์ หรือฝากคนอื่นมาบอก มันจะทำไม ถ้าเรายังรักกันอยู่ ห่วงกันอยู่
แม้ชั้นจะความจำแย่ จำชื่อเพื่อนเรียงเลขที่ไม่ได้ จำไม่ได้แม้แต่เลขที่ของตัวเอง แต่รู้ไหมว่าชั้นยังจำได้ว่าชั้นรักพวกแกทุกคน และเชื่อว่าพวกแกทุกคนก็รู้ดี แม้ชั้นจะไม่โทรหา ไม่เขียนอีเมล์หา และ ฯลฯ
๔. ถึงตัวเอง : เกี่ยวกับกรณีนี้
อย่า ลืมความรู้สึกในวันนี้ และอย่าละเลยการปฏิบัติดูแลเพื่อนอย่างที่คนอื่นว่าให้
อย่า เสียเวลากับคนที่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ไม่อาจทำให้รู้สึกว่า ‘ไม่เสียดายเวลาคบ’
๕. ถึงตัวเอง : ส่วนตั๊ว-ส่วนตัว
อย่า ลืมความรู้สึกเมื่อวาน วันที่แกกางร่มคันเล็กๆ ใส่รองเท้าคอนเวิร์ส เดินลุยน้ำ ฝ่าพายุฝนจากออฟฟิศไปโรงเรียนภาษา จำไว้ว่าการได้เรียนมันคุ้มค่ากับการเปียกไปครึ่งตัว แล้วก็ต้องนั่งตากแอร์หนาวจนเล็บเขียวเพราะกางเกงยีนเปียกโชกไปอีก ๒ ชั่วโมงอย่างเมื่อวาน ฉะนั้น อย่าโดดเรียนอีก ถ้าแกไม่ถึงกับกำลังจะตาย หรือมีใครกำลังจะตาย
เมื่อแกบ้าได้ถึงขนาดนั้น ก็จงขุดความพยายามที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ เงินก็เสียแล้ว เวลาก็เสียอีก และในเมื่อแกได้มาเจอเซนเซที่น่ารักขนาดนี้แล้ว ก็จงเรียนให้มันสุดๆ สักที ดูซิว่าจะได้แค่ไหน
(ชั้นละเบื่อจะลุ้นแก)
คืนวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ หลังเรียนชั่วโมงแรกกับเอมมุเซนเซ อร่อยกับตันตันเมง เกี๊ยวซ่าที่ตันตันเมง ซื้อช็อกโกแลตโรลจากคัสตาร์ดนากามูระ กลับถึงบ้านก็พบว่าเยอรมันมีแนวโน้มจะแพ้ตั้งแต่ครึ่งแรก
ฉันยังได้เรียนรู้ว่า
ดังนั้น แม้กับเพื่อนรักที่เราคิดว่าเขาเข้าใจเราดี เราก็ยังต้องระวังการกระทำที่จะกระทบใจเพื่อน
๒. แม้เราจะวางกฎกติกาในการคบหาและสื่อสารกับคนอื่นเอาไว้แล้ว อย่างแยบคาย ทว่าชััดเจน แต่ถ้าคนที่เราคบด้วยไม่รับรู้กฎกติกาอันนี้ กฎที่เราวางไว้ก็ไร้ประโยชน์
๓. ประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านมัลติพลายนั้น ‘ห่วย’ พอๆ กับการแชตผ่าน msn มันถูกจำกัดด้วยทักษะในการอ่าน ทักษะในการเขียน ปัญหาทางเทคนิค ไวรัส หัวหน้า อินเทอร์เน็ตสปีด ฯลฯ ดังนั้นอย่าไปหวังอะไรกับมัลติพลายมากนัก มันดีในบางเรื่อง เก๋ในบางแง่ แต่ก็ไม่อาจทำให้คนที่ไม่รู้จักกันดีพอ รู้จัก เข้าใจกันดีพอ
ดังนั้น ถ้าอยากรู้จักกันจริงๆ ต้องออกมาทำความรู้จักกันในโลกแห่งความจริง ด้วยการสื่อสารวิธีปกติ (คือวัจนภาษา และ อวัจนภาษา) ไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อคืนเป็นอีกครั้งที่ดิฉันประสบปัญหาในการนอน
คือนอนหลับไม่สนิท ระหว่างนอนเหมือนมีอาการครึ่งฝัน ครึ่งจริง จำได้ลางๆ เหมือนตัวเองตื่นขึ้นคุยกับตัวเองเป็นระยะๆ
แต่เป็นการตื่นโดยไม่ลุก ไม่ลืมตา
เรียกว่าเป็นการนอนที่ไม่ได้หลับลึกลงเหมือนถูกดูดหายไปในหลุมดำเหมือนเช่นการหลับเป็นปกติในทุกๆ คืน
วันนี้ทั้งวัน ดิฉันจึงอยู่ในสภาพซอมบี้ มีอาการอ่อนเพลีย กะปลกกะเปลี้ย ซ้ำยังเบลอๆ เพราะไม่ได้นอนพอกับความต้องการของร่างกายนั่นเอง
เข้านอนดึกมันก็จริงอยู่ (ก่อนนอนระห่ำทำงานฝิ่นเสร็จไป ๒ ชิ้น) แต่เชื่อว่า สาเหตุของอาการนอนหลับไม่สนิทของตัวเองมีอยู่ ๒ ข้อ คือ
กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม และ บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา
-๑-
กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม
คาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้หลายคนตาสว่างจากการที่คาเฟอีนเข้าไปควบคุมสารอดีโนซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สมองหลั่งออกมาเพื่อให้เกิดอาการง่วง แต่สำหรับดิฉัน กาแฟร้อนหอมๆ แก้วเดียวไม่เพียงช่วยให้หายง่วง แต่ยังเพียงพอต่อการปลุกความ ‘คึก’ ให้พร้อมจะทำงาน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่คาเฟอีนเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับอะดรินาลีน และกรดไขมันอิสระในเลือด ทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงทำงานเพิ่มขึ้น
น่าเศร้าที่หลังปลดปล่อยพลังงานความคึกให้กับร่างกาย คาเฟอีนจะค้างอยู่ในร่างกายของดิฉันต่อไปอีกราว ๑๒ ชั่วโมง (และจะอยู่ได้นานกว่านี้ หากดิฉันมีครรภ์อายุ ๓ เดือนขึ้นไป หรือใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด) เมื่อหมดฤทธิ์ ดิฉันจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจนต้องหากาแฟแก้วใหม่มาเติมความกระชุ่มกระชวยและความ ‘คึก’ ให้ร่างกายอีกครั้ง
ปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีน ร่วมกับความพึงพอใจในกลิ่นรสของกาแฟ ย่อมทำให้คนติดรส ติดสัมผัสอย่างดิฉันตกอยู่ในวัฏจักรแห่งการเสพติดเช่นนี้เรื่อยไป จนในที่สุด ก็จะถึงวันที่กลายเป็นซอมบี้อย่างถาวร จากภาวะคาเฟอีนเรื้อรังจนนอนไม่หลับ แต่แทนที่จะผอม กลับอ้วน เพราะเมื่อใดที่นอนไม่พอ วันรุ่งขึ้นระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลง ทำให้เกิดอาการ ‘โหย’ ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังเหี่ยว เพราะนอนไม่ทันเวลา growth hormone หลั่ง (ราว ๕ ทุ่ม) แทนที่จะร่างกายจะได้ซ่อม และสร้างเซลล์ผิวในส่วนที่เสียหาย ก็เลยอด ผิวโทรมๆ ที่ไม่มี growth hormone ช่วย ต่อให้ใช้ครีมวิเศษอะไรก็ช่วยชะลอริ้วรอยไม่ได้
นอกจากนี้อาการกระดูกพรุนอาจมาเยือนไวกว่าปกติ เพราะคาเฟอีนที่รับเพิ่มเข้าไปทุกวันช่วยชะล้างแคลเซี่ยมในร่างกาย
-๒-
บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา
ชายคนนี้คือส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการจิตตกต่ำสุดเมื่อวันก่อน ก่อนจะต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งงานในคืนก่อน ดิฉันพบเขา เราคุยกันยาวนาน อย่างถูกคอ และออกรส ผ่านโปรแกรม msn แม้จะเพิ่งรู้จักกัน แต่ดิฉันพบว่า เขา และบทสนทนาของเรา ทำให้เคมีบางอย่างในร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลง
และความแปรปรวนของเคมีในตัวนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทรงพลังยิ่งกว่ากาแฟดำตอน ๕ ทุ่มแก้วนั้นเสียอีก
สงสัยยิ่งนัก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ดิฉันจึงให้กูเกิ้ลช่วยค้นให้
พบประโยคน่าสนใจ จากนักจิตวิทยานาม Jim Pfaus
“You think someone made you feel good, but really is your BRAIN made you feel good” แท้จริงผู้บงการตัวจริงของความรู้สึกพิเศษคือ ‘สมอง’ ของเราเอง หาใช่ ‘ใครคนนั้น’
ว่ากันว่าในสมองของเรามีเซลล์ประสาทในสมองกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า ventral tegmental มีหน้าที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนชื่อ โดปามีน (Dopamine)
โดปามีนจะทำงานหนักเมื่อเจ้าของสมองมีอารมณ์พึงพอใจ ยินดี มีความสุข หรือเมื่อได้รับรางวัลตอบแทน เช่น เมื่อแฟนจำวันเกิดได้
จากการทดสองในหนูพบว่า เมื่อทำให้หนูมีความพึงพอใจมากขึ้น ระดับของโดปามีนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ
โดปามีนจะส่งผลต่ออารมณ์ของเจ้าของสมองให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ แล้วก็ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว
....................
โดปามีนที่พรั่งพรูออกมาเพราะบทสนทนาก่อนนอน ทำให้เจ้าของสมองของดิฉันตื่นตัวจนไม่อาจนอนหลับสนิท(แม้จะอยากนอนมากๆ) อย่างนั้นสินะ?
สงสัยจัง ว่าความพึงพอใจ ความยินดี และมีความสุข เช่นนั้น จะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ได้สนทนากับชายลึกลับผู้นี้ไหม
ถ้าใช่ ..เห็นทีจะต้องงดการสนทนาก่อนนอน
เอ๊ะ หรือการเลี่ยงไปเลย จะเป็นการดีกับสุขภาพมากกว่า?
หมายเหตุ โดปามีนมีความสำคัญยิ่งกว่าการกระตุ้นสมองให้รับรู้ถึงความรู้สึกพึงพอใจ เพราะมันเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญยิ่งกับอาการทางสมองหลายๆ อย่าง เช่น พาร์คินสัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ www.bangkokhealth.com
‘วันนี้เมื่อปีที่แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่นะ?’
แปลกดีที่โอชโช่ดันนึกถึงเรื่องที่นึกออกยากอย่างนี้ระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอยุธยา โดยเฉพาะในตอนที่เธอและเพื่อนร่วมทางกำลังงงกับแผนที่ และเริ่มรู้ตัวว่าหลงทางแล้วแบบนี้
อาจเป็นเพราะการขึ้นนั่งบนอานจักรยาน แล้วออกแรงถีบมันไปข้างหน้า ไปในที่ที่เธออยากจะไป ด้วยแรงกำลังของเธอเอง ด้วยการบังคับทิศทางของเธอเอง ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความอิสระเสรีที่ทำหายไปพักใหญ่
โอชโช่กำลังรู้สึกว่าชีวิตกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง หลังจากช่วงเวลาอันยาวนานก่อนหน้านี้ รวมถึงวันนี้เมื่อปีก่อน ซึ่งชีวิตของเธอตกอยู่ใต้เงาทะมึนของความคลุมเครือที่ทำให้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง.. เพราะใครบางคน
และใครคนนั้นดันโทรมาตอนที่เธอกำลังนึกถึงชีวิตหม่นเศร้าในวันเก่าพอดี
‘สงสัยจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจริงๆ’ โอชโช่ไม่รับสาย แต่เลือกกด mute แล้วก็ออกรถ ขี่ตามเพื่อนร่วมทางของเธอต่อไป
การไม่รับสาย คือตัวเลือกของเธอตลอดหลายเดือนมานี้ หลังจากที่ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เธอและเขาคนนั้นไม่มีวันคุยกันรู้เรื่อง ไม่มีคำว่า ‘อีกต่อไป’ เป็นสร้อยห้อยท้าย เพราะที่จริงแล้ว เธอและเขาไม่เคยคุยกันรู้เรื่องมาก่อนด้วยซ้ำ
แต่ดันฝืนสังขารคบกันได้เป็นปี
โอชโช่ปล่อยให้สายนั้นกลายเป็น miss called โดยไม่รีบร้อนจะโทรกลับ แต่เธอก็โทรกลับในอีกชั่วโมงต่อมา
“ไง?”
“เออ... พี่จะถามว่าวันนี้อยู่บ้านหรือเปล่า จะเอา..... กับ.......แล้วก็.............ไปให้” อืมม์ เขาขึ้นมากรุงเทพฯ นี่เอง ‘เราโชคดีจัง’ โอชโช่แอบนึกในใจ
“อ๋อ วันนี้ไม่อยู่บ้าน” เธอไม่ให้รายละเอียด
“อ้าว หรอ อืมม์... งั้นไม่เป็นไร พี่อยู่ถึงวันที่ ๘ ไว้พี่แวะเอาไปให้ที่ออฟฟิศน้องแล้วกัน อาทิตย์หน้าไม่ออกไปไหนใช่ไหม?”
“ยังไม่แน่ใจ” โอชโช่ไม่ให้ความหวัง
“โอเค แล้วพี่จะโทรไปนะ”
โอชโช่วางสาย
‘ดีจัง แค่นาทีเดียว’ เธอนึก
แต่โทรศัพท์จากคนคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ระหว่างที่เธอกำลังรอกินก๋วยเตี๋ยวเรือ
“อะไรหรอ?”
“เออนี่ ไปเดินสวนฯ กันไหม?”
“บอกแล้วว่าไม่ได้อยู่บ้าน”
“ก็เผื่ออยู่ข้างนอกแล้วจะแวะมาเจอกัน”
“.....(ถอนหายใจเสียงดัง)...ตอนนี้อยู่อยุธยา”
“.....อยุธยาหรอ ไปทำงานหรอ?”
“...(ถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนร่วมทางหันมามองหน้าเธอเต็มๆ)...ทำหลายอย่าง”
“โอเคๆ ไม่มาก็ไม่มา ดุจริงเว้ย” เขาพูดขำๆ แต่ไม่คิดจะต่อปากต่อคำอีกต่อไป
“แค่นี้นะ กินข้าวอยู่”
“อืมม์..”
โอชโช่วางสายโดยที่ก๋วยเตี๋ยวยังไม่มา จากนั้นเธอก็สรุปเรื่องคร่าวๆ ให้เพื่อนร่วมทางฟัง แทนที่จะโดนด่าที่ถอนหายใจดังไปถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นต้องฟังเพื่อนด่าคนโทรมาหาระหว่างรอกินก๋วยเตี๋ยวแทน
หลายวันผ่านไป ไม่มีการติดต่อจากเขาอีก แต่โอชโช่ก็ไม่ได้ติดใจจะทวงถาม เพราะเธอได้พิสูจน์ไปนานแล้วว่า
กาลเวลา... แม้จะทำให้คนบางคนจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เคยทำให้นิสัยของอีกคนเปลี่ยนได้เลย
“มองข้างซ้ายเหมือนจินตหรา... มองข้างขวาเหมือนมะหมี่” เสียงแซวเปิ่นๆ ของหมอทำให้คนไข้ที่กำลังตะแคงหน้าซ้ายขวาให้หมอตรวจจับสิวปล่อยก๊ากออกมา
“หมอคะ... เฉิ่มค่ะ”
“นี่สิวไม่มีแล้วสวยนะเนี่ย” หมอบู๋หยอดมา เผื่อคนไข้จะชมกลับว่าหมอเก่ง
“สิวหายแล้วก็ไม่ต้องมาหาหมอแล้วสินะ” เจอไม้นี้หมอเลยค้อนกลับมาวงใหญ่
“ก็ตามใจคุณโอชโช่เถอะ”
“เออ วันนี้ว่าจะเอาหนังสือที่ทำมาให้หมออ่านแล้วเชียว” รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนหมอจะงอนจริง “พอดีลืม” หมอยิ้มแล้ว “ว่าแต่หมอจะมีเวลาอ่านไหมน๊า?”
“โอ๊ย ผมยังมีเวลาหนีไปดูคอนเสิร์ตเลย เออ เสาร์หน้าไม่อยู่นะ จะไปดูคอนเสิร์ต”
“คอนเสิร์ตอะไรหว่า” โอชโช่นึกไม่ออก จะมีวงร็อครุ่นเก๋ามาเวิลด์ทัวร์อีกหรือไงนะ
“เทศกาลเพลงสกาที่หัวหินไง”
“ฮ๊า!....ทีโบน!”
“อือ นั่นแหละ อิจฉาไหมล่ะ?” หมอแกล้ง
“อาทิตย์หน้าหรอ อืม... ไปเชียงใหม่ อาทิตย์ต่อไป...ก็กระบี่”
“..........”
“อาทิตย์ที่แล้ว ไปอยุธยา”
“โอ๊ยๆๆๆ พอแล้วๆ อิจฉาแล้ว” หมอร้อง
“.........” โอชโช่ไม่ว่าอะไร แค่ยักไหล่อย่างเก๋ไก๋หนึ่งที
หมายเหตุ
อ่านตอนที่ ๑๑ ได้ที่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/94