แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องปวดใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องปวดใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๑๐


"ฉันตระหนักว่า
ความจริงแล้วการเลิกรากันมีึความหมายลึกล้ำ
ใกล้เคียงกับความตายยิ่งกว่าความตายเองเสียอีก"







เพราะมันหมายถึงสายสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนได้ขาดสะบั้นลง
ด้วยเหตุนี้ภาพของปู่และแม่จึงยังคงอยู่ หนำซ้ำยังอยู่ใกล้ตัวกว่าคนรักที่เลิกรากันไปเสียอีก
ใบหน้าของพวกท่านแจ่มชัดราวกับจะสัมผัสได้ ทั้งสองยังโอบกอดฉันไว้อย่างทะนุถนอมตลอดมา

จาก "ปีกนางฟ้า"
เขียนโดย โยชิโมโตะ บานานา
แปลโดย นภสิริ เวชศาสตร์

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง

เรื่องรักนั้นยากจะเข้าใจ
สิ่งที่ทำได้แค่ "รัก"
และถ้าวันใดที่รักเปลี่ยนไป
สิ่งที่ทำได้ ก็แค่ "คร่ำครวญ"

มีแต่เนื้อ ไม่มีเสียงให้ฟัง
ใครอยากฟังโปรดช่วยตัวเอง

คำเตือน: การฟังติดต่อกันเกิน ๕ รอบอาจทำให้เกิดอาการหม่นหมองเกินเหตุได้


B.B. King Darlin' What Happened


Oh darling, what happened to that beautiful smile?
The ones you gave me any time we were face to face
Oh is it someone else taking my place
Oh baby, what happened

Oh what happened to those fast heartbeats?
The ones that excited me so
Oh tell me, don't you love me
Oh, baby, don't you care any more?
Darling, what happened

Oh it's so sad what a little time can do
Oh when you're hanging out with another
Losing a love with you
All those good times we had
Baby, just me and you

Oh darling, before I go
There's one thing I'd like to know
Don't you love me?
Don't you care any more?
Darling, what happened

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๓ : คำสารภาพของคนใจร้าย


เรื่องราวของน้องชายในมัลติพลายสินะ ที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
ที่จริงเหมือนมันถูกซ่อนลึกในลิ้นชัก นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางสิ่งของและเรื่องราวที่ทิ้งไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากจำ

ใช่ เราเองก็เคยทำเรื่องแบบนี้มาเหมือนกัน
..ทิ้งผู้ชายไง

ต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย ไปถึงตอนมีแฟนคนแรก
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน  จนกระทั่งเรียนจะจบอยู่แล้ว ได้ไปฝึกงานที่หนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่ง แล้วได้เจอเขา
เขาเป็นช่างภาพกีฬา เจ้าของบุคลิกแบดบอย
..ใช่ เราแพ้ทางแบดบอย

จำได้ว่าคุยกันครั้งแรกตอนเขาชวนกลับโรงพิมพ์ ด้วยมอเตอร์ไซค์ซิ่งคันนั้น
จากสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น  แถวๆ โบสถ์แม่พระรถติดมาก  แต่มอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมคันนั้นมันพาเราผ่านช่องแคบๆ ระหว่างแถวรถที่จอดติดยาวเหยียดไปได้
อย่างมั่นใจ และมั่นคง (อย่างนี้คนขี่มันต้องมีฝีมือพอตัวสินะ)
ฟิ้วววววววววววว
...ใช่ แล้วเราก็แพ้ทางผู้ชายมั่นใจในตัวเองอีกตามเคย

พอเค้ามาชวนเป็นแฟน ก็เลยยอมเอาง่ายๆ
ไม่เคยมีแฟนมาก่อน
ก็อยากรู้น่ะสิ ว่ามีแฟนแล้วมันจะเป็นยังไง

แต่ดูเหมือนตอนนั้นเราสองคนจะต่างคนต่าง 'เด็ก' เกินไปที่จะคบกันเป็นแฟน
แล้วก็อาจจะเร็วเกินไปด้วย กับการตอบตกลงเป็นแฟน
โดยที่ยังไม่ได้เรียนรู้นิสัยกันเสียก่อน

เพราะถึงแม้่ว่าเราจะหลงบุคลิกแบดบอย ปลื้มคนมั่นใจในตัวเอง
แต่ว่า นิสัยมันก็อีกเรื่องนึง
ตามใจผู้หญิงมันก็ดี แต่ผู้ชายควรจะมีความเป็นตัวของตัวเองด้วย
แล้วก็ควรจะบอกได้ ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร
ไม่ใช่อะไรๆ ก็ตามใจแฟนหมด
...ชักจะว่าเขามากไปแล้วนะ นี่ไม่ใช่บล็อกด่าแฟนเก่าสักหน่อย
มันคือการสารภาพบาปส่่วนตัวตะหาก

กรรมเริ่มสนองตอนไหนหรอ?
คงจะเป็นตอนที่งานพาเราให้ไปเยือนบ้านไร่แห่งนั้น
..ได้เจอเขา

ยังจำได้แม่น ว่าเขาเป็นผู้ชายที่เจอครั้งแรกแล้วเรานึกถึงบั้นปลายชีวิตด้วยกัน
'ผู้ชายคนนี้เป็นของเรา เราต้องดูแลเขาไปจนตาย'
ทำไมถึงคิดอย่างนี้ก็ไม่รู้ แต่ก็คิด คิดเป็นตุเป็นตะเสียด้วย

จิตใจวุ่นวาย มากมายกว่าความวุ่นวายครั้งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมาี้
บ้าจนเขียนจดหมายไปหาเขาก่อน เขาก็บ้าเขียนตอบมา
เราคุยกัน ผ่านจดหมาย
แ้ล้วก็เริ่มโทรคุยกัน
เขา..ทำให้เรารู้ ว่าไอ้ 'คิดถึงทุกลมหายใจเข้า-ออก' น่ะ มันเป็นอย่างนี้เอง
โอเค ตอนนั้นกำลังเลิกกับแฟนคนแรก แต่มันก็เลิกไม่ขาดหรอก
(คนเรามันเลิกกันยากนะ คุณก็รู้)

มันมาขาดหลังจากเดทแรกของเรากับผู้ชายคนที่สองนี่แหละ

ทิ้งเขาอย่างโหดร้าย
ยังจำได้
ด้วยเหตุผลที่ฟังดูงี่เง่า แต่มันคือความจริง
'เลิกกันเถอะ เราไปด้วยกันไม่ได้หรอก'

น้ำตาผู้ชายเป็นยังไง ได้เห็นกันคราวนี้

....แต่ก็อย่างที่รู้ กรรมมีจริง
ผู้ชายคนที่สอง ทำให้เรารักเขาแรงขนาดไหน
ก็ทำให้เราเจ็บปวดใจได้ในขนาดเดียวกัน

เขาไม่พร้อมจะผูกมัด แค่อ่อนไหวไปกับชีวิตชีวาของความรักจากเด็กสาวคนหนึ่ง
...นึกแล้วยังทำให้น้ำตาซึมจนกระทั่งบัดนี้

ไม่ได้โกรธโทษเขา แต่เข้าใจดี
(ความผูกพันซื้อความรักไม่ได้-จริง จริง)

เจ็บปวดมากที่สุด
นอนฝันร้าย ซึม น้ำตาหยดง่ายๆ กับเพลงอกหักงี่เง่า
และเข้าใจว่า โดนทิ้งอย่างโหดร้าย มันเจ็บปวดอย่างนี้เอง
กรรมสนองแล้ว

๓ ปี กับคนแรก และ ๖ ปี กับคนที่สอง
๙ ปี ในชีวิตตอนนั้น มันคิดเป็นเวลากี่เปอร์เซ็นต์นะ
แต่ยังไม่พอ ต้องมาเจอผู้ชายคนที่สาม เพื่อจะเจ็บอีกครั้ง
แม้จะเป็นรูปแบบที่แปลกไป

อะไรกัน
ใจร้ายกับผู้ชายแค่คนเดียว
จะทำให้อาภัพรักไปจนตายเลยหรือไง?




วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๐: เป็นคนขี้เหงา-เข้าใจบ้างซี



เย็นวันศุกร์ก่อนลองวีคเอนด์วันสงกรานต์ หมอบู๋เปรยขึ้นขณะตรวจใบหน้าของโอชโช่
"วันนี้เงียบจัง"
"....?" หมอหมายถึงเีราเงียบหรืออะไรเงียบนะ โอชโช่นึกด้วยใบหน้าฉงน
"ไม่รู้ผู้คนหายไปไหนหมด"
อ๋อ ใช่ วันนี้นอกจากเราแล้วไม่เห็นมีคนไข้อื่นเลย
"
ผมเป็นคนขี้เหงาน่ะ" หมอออกตัวพร้อมยิ้มปะแล่มๆ
"..แล้ว ทำไมไม่พาลูกมาอีกละคะ จะได้หายเหงา" โอชโช่ถาม พลางนึกถึงเด็กชายตัวน้อยที่ได้เจอเมื่อครั้งก่อน แกมีีประพิมประพายคล้ายหมอ ผิดก็ที่่ดวงตารีใหญ่ กับลักษณะเส้นผมของเจ้าหนูที่น่าจะเหมือนไปทางแม่มากกว่า
"เค้าไปเรียนซัมเมอร์แล้วล่ะ"
โอชโช่เห็นว่าบทสนทนาจะขาดช่วงอีกครั้ง จึงถามอะไรที่ไม่น่าถามขึ้นอีกตามเคย
"ลูกหมอซนไหมคะ?"
"ไม่นะ เค้าเป็นเด็กเรียบร้อยมากเลย พูดรู้เรื่อง" หมอพูดถึงลูกอย่างภาคภูมิใจ "เค้านิสัยเรียบร้อยเหมือนแม่เค้า"

.....ฉึ่ก!
เหมือนแหลนที่ถูกพุ่งไกลด้วยพละกำลังระดับนักกีฬาทีมชาติปักลงกลางอกของโอชโช่
หลังจากนั้นจงนึกถึงภาพ เลือด ข้นคลั่กโชยกลิ่นคาวคลุ้งซึ่งหลั่งไหลออกจากแผลกลางอกของเธอ

ในที่สุึดมันก็เกิดขึ้น.. การพูดถึงภรรเมียครั้งแรกของหมอ
พูดถึงอย่างภูมิใจเสียด้วย!!!!

สิ้นสุดกันได้เสียทีซินะี ปริศนาที่ว่า ครอบครัวหมอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ก็หมอเล่าเรื่องลูกอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เคยพูดถึงแม่ของลูกเลย
.......

ถ้ารู้ว่าถามแล้วคำตอบจะทำให้ช้ำขนาดนี้ก็คงไม่ถาม
จริงไหม... โอชโช่?



ภาคพิเศษท้ายเรื่อง

โอชโช่: ฮัลโหล
คิว: หวัดดีเจ้
โอชโช่: หายไปเลยนะ
คิว: หายที่ไหนล่ะ คิวโทรไป เจ้ก็ไม่รับ แถมไม่โทรกลับอีก
โอชโช่: แหะ แหะ แต่นี่ก็โทรมาแล้วไง
คิว: แล้วคิดไงถึงโทรมาล่ะ
โอชโช่: ก็...ก็มันเหงาๆ
คิว: ถ้าไม่เหงาก็ไม่โทรหากันว่างั้น?
โอชโช่: ...เออๆๆๆ ช่างเหอะ ยังไงก็โทรมาแล้ว แล้วคิวน่ะ คิดถึงกันมั่งหรือป่าว?
คิว: เจ้... ฟังนะ เจ้ลองคิดดูว่า คนเราถ้ามันไม่ึิคิดถึงน่ะ จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเขาก่อนไหม
โอชโช่:.....(พูดไม่ออก)