แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่วนตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่วนตัว แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
ความสุขก่อนวันปีใหม่ (2)
บ้านอีกหลังที่ฉันไปเยี่ยมก่อนวันปีใหม่อยู่ตรงสุดสายรุ้ง ปลายสะพานแขวนที่อีกฟากของแม่น้ำ
เพื่อนสาวของฉันช่างโรแมนติกนักที่ไปอยู่ตรงนั้น
เรารู้จักกันมานาน ทางมัลติพลายอีกนั่นแหละ เคยรักชอบกัน งอนกัน แต่ตอนนี้เรากลับมาเข้าใจกันอีกครั้งทางเฟสบุ๊ค ไลน์ และอินสตาแกรม (ฮา) ด้วยวุฒิภาวะแห่งวัยที่เจริญขึ้น เราแลกเปลี่ยนความคิด เล่าสู่กันเรื่องชีวิต อนาคต และความหวั่นไหว ทั้งเรื่องผู้ชายและเรื่องอื่น
เรื่องหวั่นไหวล่าสุด ทำให้ฉันถามถึงการพบปะกันจริงๆ สักครั้งของเรา ทั้งๆ ที่ฉันเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงการเจอกันตัวเป็นๆ ของเรามาโดยตลอด ไม่รู้ทำไม สงสัยฉันจะกลัวความเก๋ของเธอกระมัง
วันสิ้นปีเป็นวันที่อากาศดี ลมเย็น แดดใส ฉันดีใจที่ฉันได้เห็นว่าตัวจริง ชีวิตจริงของเธอในตอนนี้ไม่เก๋จนน่ากลัวเหมือนภาพที่ฉันคิดไว้ เธอออกจะอยู่ง่าย อยู่สบายในสไตล์ของเธอ ฉันเห็นแล้วก็ยินดีกับชีวิตของเธอ และวิถีที่เธอเลือก
แมวทั้งสามของเธอนั้นน่ารัก อ้วนปุ้กทุกตัว ฉันได้อุ้มแล้ว 2 ตัว อีกตัวฉันยังไม่ลืมว่ายังไม่ได้อุ้ม
ฉันมีความสุขดีกับการเดินทางสบายๆ ข้ามสะพานไปหาเธอ หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนความสงบของเธอจนเกินไป เสียดายอย่างเดียวที่ฉันลืมหยิบบราวนี่ในตู้เย็นไปฝากเธอด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้จิบกาแฟเรียกน้ำย่อยก่อนลงมือกินปลาดุกทอดแกล้มส้มตำ
โอกาสหน้าให้ฉันแก้มือนะเธอนะ
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
เมื่อเรานั่งลงพักเพื่อหายใจใต้ต้นไม้
เมื่อวานนี้ฉันกับเพื่อนร่วมงานฝ่าความสับสนของการจราจรและจิตใจออกจากกรุงเทพฯ
ชั่วคราว มุ่งหน้าไปทางนครปฐม ด้วยความสับสนที่ว่าด้วย ด้วยเพราะเราไม่เคยไปด้วย
เพราะไม่ชินกับเส้นทางด้วย ทำให้เราไปถึง Little Tree ช้ากว่าเวลาที่ตั้งใจ
แต่พอไปถึงแล้วหายเหนื่อย
รู้สึกราวข้ามทะเลทรายมาเจอโอเอซิสก็ไม่ปาน
เรายิ้มกับต้นไม้ใหญ่น้อย
เฟิน ดอกไม้ที่อยู่บนต้น และที่ส่งกลิ่นหอมอยู่ในแจกันบนโต๊ะ อิ่มเอมกับแอปเปิลเขียวปั่นกับตะลิงปลิง
ข้าวผัดเนยกับซี่โครงหมูอ่อนอบโรสแมรี่ปลูกจากสวน ชอร์ตเบรดหอมๆ
สโกนแอปเปิ้ลเขียวและกระเจี๊ยบ ชาทไวนนิ่งอุ่นๆ ในฝ่ามือ ระหว่างที่ฝนส่งท้ายฤดูเทลงมา
อย่างหนัก และยาวนาน
ฝนทำให้หมดโอกาสเดินชมสวนส่วนที่ยังไม่ได้เห็น
ห้องอบขนม ห้องเรียนศิลปะของเด็กๆ รวมทั้งท่าน้ำริมน้ำท่าจีน แต่ก็เปิดโอกาสให้กับบทสนทนายาวนานเกี่ยวกับชีวิต
ฉันเลือกของที่ระลึกจาก
Little Tree เป็นแผ่นรองแก้วโครเชต์ชุด 6 ชิ้น น่ารักและราคาไม่แพงเลย
ที่จริง ของแบบนี้ฉันทำเองได้ หลังๆ มานี้ฉันมีความคิดว่าของที่ทำเองได้ ก็น่าจะทำใช้เอง
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมฉันถึงเลือกของชุดนี้กลับมา
สงสัยจะอยากได้ของที่ระลึก
ถึงแรงบันดาลใจซึ่งสถานที่เงียบสงบ อบอุ่น และสวยงามแห่งนี้ทำให้เกิดขึ้นข้างในตัวฉัน
ฉันอยากทำงานที่น่ารัก สงบและสวยงามอย่างนั้นบ้าง ฉันอยากใช้ชีวิตให้สงบและสวยงามอย่างนั้นบ้าง
ฉันกลับมานอนในที่นอนของตัวเองแล้วฝัน
ฝันถึงหนังเรื่อง “เด็กสาว” หนังที่ฉันไม่ได้สนใจเรื่องราวในนั้นมากไปกว่า ภาพที่ถ่ายทอดลีลาอ่อนไหว
แต่แข็งแรง ความโดดเด่น และสง่างามของไม้ใหญ่
วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555
Midnight in Paris: สุขกับปัจจุบัน
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Romantic Comedy |
คนเรานี่ก็แปลก ตัวอยู่ตรงนี้แต่ชอบปล่อยให้ใจล่องลอยไปโน่นมานี่ อนาคตบ้าง อดีตบ้าง
บางคนก็มีหวังกับอนาคต แต่มีไม่น้อยเลยที่อาลัยอดีต ฉันเองก็ยังเป็นวันละหลายๆ หน เวลาเปิดวิทยุเจอซาวนด์แห่งยุคสมัยแล้วพานนึกถึงความเรียบง่ายที่บอกเล่าความรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ของเพลงแจ๊สเก่าๆ ซึ่งเมื่อใดที่ได้สัมผัสความรู้สึกเนื้อๆ ของเครื่องดนตรีและเสียงร้องแล้วก็พานอยากเกิดในยุคนั้น ได้แต่งตัวประณีตงดงาม ทำผม ทาปาก ไปนั่งคีบบุหรี่ ฟัง live ในบาร์เก๋ๆ แห่งยุค หรือบางทีเวลาที่อ่านแม่พลอยแล้วก็อยากมีชีวิตแบบสาวชาววัง หรือเวลาอ่านนิยายที่เขียนขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อนของสุวรรณี สุคนธา ก็อยากจะมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ยังมีทุ่ง มีดอกไม้ มีน้ำสะอาด แบบในยุคนั้นบ้าง
เพราะว่าเป็นคนช่างฝันเวิ่นเว้อแบบนี้ละมัง ถึงถูกใจนักกับหนังที่ Woody Allen เหน็บแนมว่าคนเราไม่ว่าจะเกิดในยุคสมัยไหนก็มักจะโหยหาวันวานเสมอ จึงไม่มีใครพอใจในยุคสมัยของตัวเอง
ลุงแสดงทัศนะที่ว่าออกมาอย่างมีศิลปะผ่านหนังเรื่องนี้
ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเพราะลุงสูงวัยแล้วหรือเปล่า? ไม่แน่ใจนัก รู้แต่ได้ดูแล้วว่ามันใช่เลยค่ะลุง คนเราไม่เคยพอใจในสิ่งที่อยู่ในมือ รักครั้งนี้ไม่เคยยิ่งใหญ่สะเทือนใจเท่ารักครั้งที่ผ่านมาแล้ว ประดิษฐกรรมยานยนต์สปอร์ตรุ่นปีนี้ไม่เคยงดงามคลาสสิกเท่าสมัย 1970’s ดนตรีปีนี้ไม่ได้แสดงความสามารถของนักร้องและนักดนตรี หรืออย่างน้อยก็สื่อความคิดได้ไม่เคยแหลมคมเท่าดนตรียุค 1960’s ฯลฯ เราชินกับการเปรียบเทียบทั้งๆ ที่ หลายอย่างเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เราโหยหา ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่มีโอกาสได้ครอบครอง
หนังของลุงจึงสะกิดใจยิ่งนักให้เรามองปัจจุบันของเราให้ดี ให้ใช้ชีวิตอยู่ที่ปัจจุบัน อิ่มเอม มีความสุข เจ็บปวด หมดหวัง และมีความหวังอีกครั้งกับชีวิตขณะนี้ ก่อนที่มันจะผ่านไป กลายเป็นอดีต เพื่อให้เราได้แต่โหยหามัน
หมายเหตุ:
•หนังเรื่องนี้ไม่ใช่การอุทิศให้ หรือเป็นไดอาลอกแทนใครเลย นอกจากลุงอัลเลน ฉันดู Owen Wilson เล่นเป็น Gil แล้วก็ยังนึกถึงว่าถ้าเอาหน้าลุงมาแปะ พ่อโอเว่นก็คือลุงนั่นแหละ พูดแบบนี้ ท่าทางอย่างนี้ เคยเห็นลุงเล่นในหนังเมื่อตอนหนุ่มๆ ฉันจำได้
•มีผู้กำกับสักกี่คนที่เซ็นชื่อตัวเองลงไปในหนังชัด อย่างลุง? ว่ามาตั้งแต่เพลงไตเติล โหมโรง ไปจนถึงเอนไตเติลโน่นเลย (ฉันปลื้มนะ)
•ใครประชดเฮมมิ่งเวย์ได้เจ็บชัดขนาดนี้มั่งคะ
•สะใจมากตอนลุงด่าพวกเกรียนอวดรู้
•ชอบทัศนะเกี่ยวกับนักเขียนและงานเขียนของลุงที่ให้เกอร์ทรูด สไตน์พูด
•แน่นอนว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากไปเดินเชื่องช้ากลางสายฝนในปารีสอย่างเป็นที่สุด
วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ห่วง
ก่อนหม่ามี๊กลับมาจากบ้านยาย
บางทีเราอาจจำเป็นต้องมีห่วง
เพื่อผูกรัดตัวไม่ให้ลอย
หลุดไปตามสภาพไร้แรงโน้มถ่วง
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554
เย็บไถ่บาป#2
เพราะมันไม่ใช่ผ้าฝ้าย ควิลท์ยาก
ไหมซัมเมอร์ไม่มี ใช้ไหมพรมร้อยเข็มปักควิลท์ก็ยากอีก เพราะมันปักไม่ค่อยลง ยิ่งมาเจอใยสังเคราะ์ห์รุ่นตลาดปากซอยอ่อนนุช ซึ่งฟูฟ่องสุดๆ
รวมกันแล้ว กว่าจะควิลท์เสร็จก็เล่นเอาระบมนิ้ว
ศุกร์ 2 กันยายน 2554
กินข้าวกับน้อง เสร็จแล้วไปเดินนารายา
เดินอยู่เกือบชั่วโมง ได้กระเป๋าออกมา 2 ใบ
วันรุ่งขึ้นน้องมาเม้นท์ใน "เย็บไถ่บาป" ว่าทำเองได้เยอะแยะ ทำไมยังต้องซื้อ
รู้สึกผิดไหม ไม่
แต่ไอ้ที่เคยคิดว่า "กระเป๋าประมาณนารายา ช้านก็ทำได้" ..เห็นทีต้องพิสูจน์กันหน่อย
ผลการพิสูจน์บอกได้คำเดียวว่า "เจ็บ"
วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เย็บไถ่บาป
ดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาเชียว
อยู่มานาน รู้สึกว่าบาปที่อยู่ไปเฉยๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไป ผ่านไป
รู้สึกผิดที่เวลาเหลือน้อยลง แต่ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นอัน
พักนี้เลยทำอะไรๆ ไปพร้อมกันเยอะมาก
การก้มหน้าตาเย็บ ประดิษฐ์ของใช้เป็นแค่กิจกรรมหนึ่งหลังรู้ตัวว่าบาป
รูปในอัลบั้ม แค่อยากรวบรวมของที่ทำขึ้นเพื่อจะดูพัฒนาการของตัวเอง
ป่าวโชว์ของ และขายของ อยากจะดูก็ดูไป อยากติได้ แต่ถ้าจะชม ขอนิดเดียวพอ เดี๋ยวลอย
(ถ้าใครอยากทำบ้างก็ทำเลย มันไม่ยากหรอก :)
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เดี่ยว
. . .
เนื้อนุ่มเพราะยัดใยสังเคราะห์
ควิทล์รูปปลาโลมา
ไม่ติดซิป ใช้ระบบดึงสายคล้องมือถือเอา
ถ้าไม่ใส่มือถือ จะเอาไปใส่แว่นก็ได้ ลองแล้ว
เย็บซองใส่มือถือเสร็จหนึ่งใบ
ถ้าอยากได้ก็จะให้
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เพื่อน
สองชีวิต
คน
กับหมา
(เด็กหญิงขอทานนั่งกอดลูกหมาอยู่บนบันไดขึ้นรถไฟฟ้า สถานีอโศก
หน้าโรงแรมเวสติน ปากซอยสุขุมวิท 19, 14 กรกฎาคม 2554)
Last Friends: เพื่อนกันจนวันสุดท้าย
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Other |
เรื่องราวดราม่าทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงคนเดียว ...มิจิรุ เด็กสาวบ้านแตก อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักในการเป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นไม่ปรากฏ รู้แต่ว่าเพราะธุระของพ่อ ทำให้แม่ต้องหอบลูกหนีหนี้ไปก่อนวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย ทิ้งให้ รุกะ เพื่อนสนิทที่รักมิจิรุเป็นพิเศษใจหาย เพราะไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย
4 ปีให้หลัง มิจิรุกับแม่กลับมาโตเกียว ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกงานเสริมสวย เธอก็เริ่มหวั่นไหวไปกับคำชวนไป ‘อยู่ด้วยกัน’ ของ โซสุเกะ แฟนหนุ่ม
ลูกสาวดีใจที่ในที่สุดก็ได้จังหวะปลีกตัวออกไปอยู่ข้างนอกเพราะอึดอัดกับการที่แม่มีแฟนมาหามาสู่แบบนี้มานาน และเมื่อลูกไปขอ แม่ก็ให้ ‘ออกไปอยู่กับผู้ชาย’ แต่โดยดี มีข้อแม้นิดเดียวว่ายังคงช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันนั้นต่อไป
มิจิรุออกมาอยู่แมนชั่นอันสวยหรูของแฟน มีช่วงเวลาโรแมนติกแสนหวานเหมือนฝันได้คืนเดียวก็ตื่นขึ้นมาพบความจริงในเช้ารุ่งขึ้น แฟนของเธอตื่นเช้ากว่า และกิจกรรมแรกของเขาคือการเช็กข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะหันมาถามอย่างเคร่งเครียดว่า รุกะเป็นใคร
มิจิรุถูกตบตีครั้งแรกในเช้าวันนั้น เมื่อถึงคืนนั้น เธอยังหาหลักฐานอันได้แก่หนังสือรุ่นไปยืนยันกับแฟนหนุ่มไม่ได้ ว่ารุกะเป็นแค่เพื่อนสาวสมัยมัธยมจริงๆ มิจิรุจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปนั่งตากฝนฤดูใบไม้ผลิอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงที่เดิมที่เธอและรุกะเคยมานั่งบ่อยๆ สมัยยังใส่ชุดนักเรียน
รุกะมาพร้อมกับร่ม และพามิจิรุกลับแชร์เฮ้าส์ บ้านที่แชร์ค่าเช่ากับ เอริ แอร์โฮสเตสสาว เอริพารุกะไปรู้จักกับทาเครุ หนุ่มบาร์เทนเดอร์ผู้มีอาชีพในตอนกลางวันเป็นช่างผม-หน้า ในกองถ่ายภาพแฟชั่น
เหมือนเป็นโชคชะตาที่นำพาให้รุกะและทาเครุกลับมาพบกัน และทำความรู้จักกันอีกครั้ง หลังการพบกันครั้งแรกในตอนที่รุกะหุนหันไล่ตามมิจิรุจนชนทาเครุล้ม
ต่อจากนั้นไม่นาน ทาเครุก็ย้ายเข้ามาอยู่ในแชร์เฮ้าส์ ไล่เลี่ยกับโองุริน ชายหนุ่มจากสายการบินผู้มีปัญหากับภรรยา และติดตามเอริมาที่บ้าน ตามมาด้วยมิจิรุ ซึ่งถูกตบตีเพราะความหึงหวงจนชีวิตมีปัญหา งานก็เสียหาย แถมยังต้องอยู่แบบหวาดผวาว่าเมื่อไหร่จะโดนอีก
เรื่องราวที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้นำเสนอดูจริงจนน่ากลัว ปมของเด็กถูกทิ้งที่ทำให้คนบางคนหวงคนบางคนไว้ให้อยู่แต่กับตัวเอง ในโลกที่มีแค่เธอกับฉัน โลกที่ฉันคือโลกของเธอ และเธอคือโลกของฉัน ปมของเด็กที่ไม่ชอบเพศสภาพของตัวเอง แต่ดันมาถูกตอดเล็กตอดน้อยเพราะเพศสภาพที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเองนี่อีก แต่ด้วยแรงขับของการปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับจึงทำให้เกิดความมุ่งมั่นทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ยังมีปมของเด็กที่ถูกกระทำทางเพศในวัยเด็ก ส่งผลให้โตขึ้นมากลายเป็นคนรังเกียจ ไร้อารมณ์กับเพศตรงข้ามไป
แต่ท่ามกลางปมที่ทำให้ปวดหัวพวกนี้ ก็ยังมีความรักอันบริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพตามสูตรเก่าๆ รุกะรักมิจิรุมาตั้งแต่แรกพบจึงออกโรงปกป้องมิจิรุทุกอย่าง ทาเครุก็รักรุกะตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้ว่ารุกะถึงกับปกป้องมิจิรุด้วยชีวิตขนาดนั้น จึงปวารณาตัวจะปกป้องรุกะ และช่วยรุกะดูแลมิจิรุอีกแรง ส่วนมิจิรุเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนและใจดีจากทาเครุก็หลงรักทาเครุประสาหญิงสาวพร่องรัก ย้อนกลับมาที่รุกะ เมื่อพบว่าทาเครุเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แถมยังรักตัวเองในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ก็พบกับความอบอุ่นใจมาก มีรักตอบเหมือนกัน
แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของคน 3 คนนี้เป็นไปตามขนบของการเป็นผัว-เมียไม่ได้ สุดท้ายทั้ง 3 จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเพื่อน ต่างแบ่งปัน ช่วยเหลือ ดูแลความรู้สึกของกันและกัน ในแชร์เฮ้าส์หลังเดิม
อาจจะเป็นการจบที่ค่อนข้างเน่า แต่ฉันว่าความรักแบบนี้มีจริง เชื่อถือได้ และอบอุ่นใจจัง
บันทึก:
• รู้เรื่องและไปหาซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะได้อ่านบทความของคำ ผกา ผู้หญิงปากกล้าคนนั้นที่แม้ไม่ได้เป็น idol แต่ทำให้ฉันหยุดอยู่กับงานเขียนของเธอได้เสมอ
• ความรักจากเพศเดียวกันในความรู้สึกของฉันไม่ใช่เรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่มาดหมายว่าฉันจะรักตอบในแบบเดียวกัน แต่สำหรับเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนี่ไม่ได้เลย ขัดใจมาก
• ในการดูรอบแรก ในฐานะคนดู ซึ่งเป็นคนนอก เป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่น่าจะแก้ยากนี่หว่า ตบมาก็ตบกลับสิ แจ้งความสิ ย้ายออกมาสิ ฯลฯ แต่พอดูหลายรอบเข้าก็อินมากขึ้น และพบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันง่ายๆ อย่างที่คิด ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มให้กับส่วนที่ขาดหายไปของเราเสียขนาดนั้น แถมโลกนี้จะมีใครมาเติมเราได้เต็มแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้
• ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าฉันไปเจอคนที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เข้า จะยอมทนโดนตบจนกลายเป็นมาโซคิสไปเลยไหม
• ไดอาล็อกในซีรีส์เรื่องนี้หลายตอนช่างกรีดลึก โดยเฉพาะใจความในจดหมายฉบับสุดท้ายของโซสุเกะ (มีซับญี่ปุ่นด้วยนะ ขอบอก)
• เพลงประกอบชื่อ Prisoner of Love ฟังแล้วโคตรรปวดใจ (แปลไม่ยากเพราอุทาดะ ฮิคารุ ร้องเป็นภาษาอังกฤษครึ่งนึงตามธรรมเนียมของเธอ) ฟังไปประมาณสามสิบรอบ พบว่าเป็นเพลงที่เพราะจริงๆ ฮิคารุร้องออกมาเหมือนตัวเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องก็ไม่ปาน
• ขอบคุณคำ ผกา แม้ว่าดูไป 2 แผ่นแรกแล้วจะนึกถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาดูเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”
วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ชีวิต
ป้ายกำกับ:
๒๕๕๔,
ส่วนตัว,
bangkokian,
hachi,
placesiremember
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
FUR : Freedom of Diane Arbus
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
ดูมาหลายรอบ แต่ไม่คลิกเท่ารอบล่าสุดที่ได้ดู ไม่รู้จะเป็นเพราะเป็นการดูในรอบที่ ‘แก่’ ที่สุดแล้วหรือเปล่า (ฮ า!) แต่ก็นั่นแหละ เก็ตแล้ว ว่าคนทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเขาจะบอกอะไรกับฉัน
FUR (2006) เล่าเรื่องของช่างภาพสาวอเมริกันผู้มีผลงานและชีวิตที่โดดเด่นน่าสนใจมากๆ คนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 นาม Diane Arbus (Nicole Kidman) …ดูไม่ง่ายนักเพราะไม่ใช่นี่ไม่ใช่หนังสารคดีชีวิต แต่เป็น “An Imaginary Portrait (of Diane Arbus)” ที่เล่าว่าจากคุณหนู ลูกสาวเจ้าของเฟอร์ยี่ห้อดังแห่งฟิฟธ์อะเวนิว มีพ่อเก่งกาจ และแม่สวยเริ่ดเชิดเนี้ยบ ผู้ควรจะใช้ชีวิตเรียบๆ เงียบๆ สมบูรณ์พูนสุขในฐานะแม่บ้าน แม่ของลูก และผู้ช่วยผัวช่างภาพ ทำงาน art director ผสม stylist ช่วยผัวทำงาน commercial art ไปวันๆ ..ทำไมจู่ๆ ถึงได้เกิดความกล้าจะค้นกล้องทวินเลนส์ Rolleiflex ที่สามีซื้อให้หลายปีแล้วขึ้นมา ด้วยหวังจะออกไปบันทึกภาพในแบบที่ตัวเองเห็น
หนุ่มประหลาดนาม Lionel Sweeney (Robert Downey Jr.) หรือเปล่า ที่เป็นแรงบันดาลใจที่จุดประกายให้ดิแอนแกะตัวเอง ก้าวออกมาจากพันธนาการที่ตัวเองมองไม่เห็น แล้วปลดปล่อยสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาในรูปที่ตัวเองบันทึก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพอร์เทรตของบุคคลที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ค่อนข้างแฟนตาซี แต่หนังเรื่องนี้ลุ่มลึกด้วยสัญลักษณ์ที่ชวนให้คิด ตั้งแต่ คำถามแหลมคมที่แสกเข้ากลางใจ จากแขกผู้มาเยือน ตราที่หน้าประตูห้อง บ่อน้ำอุ่นบนอพาร์ทเมนต์ชั้นบน ผู้คนแปลกๆ (เว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์-ตามสำนวนนพดล เวชสวัสดิ์) ที่เพื่อนพาไปพบ พฤติกรรมชวนฉงนระหว่างคนเหล่านั้น ปอดที่กำลังจะหายไป มหาสมุทร และการว่ายออกไปโดยไม่กลับมาอีก
ดิแอน อาร์บัส สมัครใจออกจากไออุ่นอันแสนหรู แสนแพง แสนเนี้ยบ จากเฟอร์ของครอบครัว มาคลุมกายด้วยเฟอร์ที่เพื่อนเย็บให้ (ซึ่งถักทอขึ้นจากขนของเขาเอง!) เพื่อจะไปปลดเปลื้องเสื้อผ้า เปลือยตัวและเปลือยใจต่อหน้าคนไม่รู้จัก!!
ลองข่มอคติว่าหนังอาร์ตดูยาก เข้าใจยาก หามาดูแล้วคุณเองก็จะมีโอกาสได้สัมผัส An Imaginary Portrait of Diane Arbus ในมุมของตัวเอง ได้ค้นพบแรงบันดาลใจจากจินตนาการแสนพิสดารเกี่ยวกับดิแอน อาร์บัส (ของผู้กำกับ) ในแบบของตัวเองเช่นกัน
หมายเหตุ:
• FUR เป็นผลงานกำกับของ Steven Shainberg ผู้กำกับ Secretary (หนังรักโรแมนติกประหลาดโลกที่เล่าถึงความสัมพันธ์แบบ ‘ซาดิสม์-มาโซคิสม์’ ระหว่างผู้บริหารบริษัทหนุ่มกับเลขาสาวเซี้ยว)-เคยดูป่าวนะ?
• นิโคลเล่นสมราคา ส่วนดาวนีย์ จูเนียร์ รู้สึกหนังเรื่องนี้จะเป็นการกลับมาหลังจากหายไปพักใหญ่ของเขา ดีนะ นอกจากความหล่อแล้วก็ยังดราม่าได้กินใจทีเดียว (ถึงในหลายฉาดจะเห็นแค่ลูกตาเขาก็เหอะ!)
• เป็นอย่างที่คาด ดิแอน อาร์บัส ตัวจริงจบชีวิตตัวเองด้วยการกรีดข้อมือเมื่อมีอายุได้ 48 ปี แต่ก็หลังจากทิ้งผลงานลือลั่นไว้หลายชิ้นอะนะ กล้าดี ผู้หญิงคนนี้
• ให้พี่กู(เกิล)ช่วยหาผลงานของ Diane Arbus ด้วยการพิมพ์ชื่อของเธอลงไป แล้วคุณจะได้ทึ่งกับภาพถ่ายของผู้หญิงคนนี้
• รักหนังเรื่องนี้
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
Action Cats
อาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554
เจอ application ชื่อ Action-Snap
เลยเอามาจับจังหวะ action cats เล่นๆ
สนุกดีนะ
ขึ้นแล้วลงไม่ได้
เสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554
ไปวัดอรุณฯ ถวายสังฆทานและไหว้พระเสร็จก็เดินเตร็ดเตร่
มองไปเห็นแมวเดินไต่ขอบพระปรางค์
ในใจนึกว่าหาที่โพสได้เท่จริงๆ
ยืนมองอยู่พัก ได้ยินมันร้องเงี้ยวๆ เงี้ยวๆๆๆ ถี่ขึ้นเรื่อยๆ
..และแล้วก็มีคำเฉลยจากพี่รปภ. ที่เดินมาขยายความ
"มันขึ้นแล้วลงไม่ได้น่ะ"
...ไม่ใช่มีแต่แมวหรอก ที่ปีนขึ้นพระปรางค์วัดอรุณแล้วลงไม่ได้ คนก็เป็นค่ะ
วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
A Frozen Flower : ไม่ใช่หนังเกย์
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
ฉันไม่ได้ตกใจอะไรมาก เมื่อรู้ว่าพระราชาใน A Frozen Flower (2008) เป็นเกย์ (ไม่ใช่แค่ไบฯ) แล้วก็ไม่ได้ถึงขนาดหัวใจจะวายกับฉากรักร่วมเพศอันเปิดเผยระหว่างพระราชากับองครักษ์ เพราะมันก็ดูสมเหตุสมผลของคนรักกันดีแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีความหวาดเสียวอะไร แม้แต่กับฉากรักหลายวาระระหว่างมเหสีกับองครักษ์ก็ออกจะเฉยๆ เพราะยังเห็นว่าใช่ เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบที่คนลักลอบรักกันควรจะเป็น (หลายฉากยังแอบติว่าไม่เนียนด้วยซ้ำ)
ที่ฉันรู้สึกกับมันไม่น้อยกลับเป็นความเจ็บปวดของหนึ่งในสามคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากกว่า
เพราะพระราชาเป็นเกย์ ไม่สามารถทำให้มเหสีมีรัชทายาทได้ จึงให้องครักษ์ผู้เป็นชู้รักของตัวเองเป็นคนทำให้ ด้วยความรักและไว้ใจว่าชู้รักไม่น่าคิดอะไรกับเมีย(ในนาม)ของตัวเอง แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อองครักษ์ได้รู้จักตัวเองในมุมใหม่ ในฐานะผู้ชายที่ต้องการผู้หญิง
จากนั้นก็เป็นเรื่องธรรมชาติเลย หนุ่มสาวที่มีแรงดึงดูดต่อกันและกันมาพบกัน พึงใจในกันและกัน เริ่มมีความรู้สึกรักและต้องการในกันและกัน จึงลักลอบมาพบกัน
ใจพระราชาเหมือนมีควันกรุ่นตอนที่เริ่มจับสังเกตคนโกหก ตอนที่จับได้คาหนังคาเขาไฟนั้นก็เหมือนถูกโหมกระพือโพลงขึ้นท่วมใจ จนเมื่อได้ฟังคำตอบของคำถามที่แสนจะมีความหวังของตัวเอง ว่า “ที่ผ่านมาเจ้าเคยรักข้าหรือไม่?” ไฟนั้นก็เหมือนจะถึงจังหวะหมดเชื้อ ดับแสงวูบลงเอาดื้อๆ
ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้พระราชาตายไม่ใช่คมดาบของชู้รัก แต่เป็นคำตอบปฏิเสธแสนเกรี้ยวกราด สิ้นเยื่อหมดใย ว่า “ไม่” จากคนที่เขารักมาก และรักมาตลอดนั่นเอง
สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์
แต่เป็นหนังรักที่จบได้เศร้ามากเรื่องหนึ่ง
หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้สร้างอย่างประณีต จัดเป็นหนังดราม่าที่ดีมากๆ ประกายตาของพระราชา (Joo Jin Mo) กับมเหสี (Song Ji-hyo) ถึงขั้นพูดได้เลยทีเดียว
• ถ้าจะมองหนังเรื่องนี้ในแบบที่เคยได้ยินมาว่า Yoo Ha เป็นผู้กำกับหนังมีชื่อเสียงในทางทำหนังที่ตีแผ่อารมณ์ดิบเถื่อนแห่งความเป็นมนุษย์ได้ตรงไปตรงมา ฯลฯ แล้วละก็ ฉันไม่เห็นหนังเรื่องนี้จะดิบ เถื่อน หรือตรงอะไรขนาดนั้น สำหรับฉากรัก ออกจะเป็นอะไรที่ไม่เนียน และถนอมตัวมากๆ ด้วยซ้ำ ถ้าอยากจะใช้คำคุณศัพท์กับฉากรักว่า "ตรงไปตรงมา" โปรดไปศึกษาฉากรักใน Lust, Caution (2007) นะคะ
• เพลงประกอบเพราะมาก (ฟังภาษาเกาหลีไม่ออก)
• สำหรับองครักษ์รูปงามคนนั้น (Jo In-seong) เพื่อนฉันสังเกตว่าตอนอยู่กับพระราชาดูหวามไหว ปากแก้มก็เหมือนจะแดงเรื่อด้วยสีฝาดด้วยซ้ำ ในขณะที่ตอนอยู่กับมเหสีกลับมีท่าทางกร้าวกร้านสมชายมากกว่า ฉันดูสองรอบแล้วคิดว่าไม่นะ สิ่งที่ไม่เหมือนกันดูจะมีแค่ฟีลลิ่งจากเครื่องแต่งกายเท่านั้น บุคลิกของฮงริมตอนอยู่กับชายคนรัก หรือหญิงคนรัก ยังเป็นฮงริมเหมือนเดิม เพียงแค่สายตาที่มองอีกฝ่ายต่างออกไปเท่านั้นเอง
• ขอบคุณม่อนที่อุตส่าห์ไรท์ VCD มาให้ตั้งนานแล้ว กว่าจะได้ดูต้องไปถึงบางอ้อซะก่อน ว่ามันต้องเล่นกับคอมเท่านั้น
วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

