วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556
คนเรา, เกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่าง
ไปเดินงานแสดงสินค้ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพเมื่อวันก่อน
พบงานฝีมือของชาวเขามากมาย
ดิบ สด ใสซื่อ แต่เปี่ยมพลังมีชีวิตชีวา ..ฉันรู้สึกแบบนี้กับงานเหล่านั้น
จะเป็นงานประณีตศิลป์แบบช่างสิบหมู่ หรืองานปักของชาวเขา
ล้วนต้องการจินตนาการ แรงบันดาลใจ และเวลา ในการสร้างสรรค์
สำหรับฉันแล้ว การลงทุนทำงานฝีมือขั้นนี้นั้นประเมินราคาได้ยาก
ไฉนงานของพวกเธอกลับจำหน่ายในราคาถูกแสนถูก?
อ้อ
เพราะเป็นงานฝีมือที่ติดอยู่ในโกดังเมื่อน้ำท่วมเมืองปลายปี 53
เขานำไปซักตาก หลายชิ้นจึงมีรอยเปื้อนสีตก บางชิ้นสีซีดลง บางชิ้นทั้งซีดและตก
...ใช่แล้ว ชาวเขาไม่ได้ใช้ไหม DMC หรือ OLYPUS ปักงาน
ฉันอยากได้มาทั้งหมดกองพะเนินนั้น แต่ทำไม่ได้
จึงเลือกมาเพียงบางชิ้นเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจของตัวเอง
บางชิ้นจะใช้สร้างสรรค์งานเลี้ยงชีพต่อไป
ถ้ามีโอกาส ฉันจะหางานฝีมือชาวเขามาใช้อีก
ไม่ใช่แค่ฉันหวังอยากมีส่วนพยุงส่งเสริมลูกผู้หญิงด้วยกัน
แต่ด้วยฉันหวังจะให้ชาวโลกเห็นค่าของงานฝีมือ
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
เมื่อเรานั่งลงพักเพื่อหายใจใต้ต้นไม้
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หลังอาน : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ฝน ก้นสู้อาน
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Books |
| Genre: | Other |
| Author: | บินหลา สันกาลาคีรี |
หลังอาน โดย บินหลา สันกาลาคีรี พิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๕๔๐ แต่ฉบับที่ฉันได้อ่านนี้ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่ ในปี ๒๕๔๓ ได้อ่านด้วยความอนุเคราะห์ให้ยืมจากเพื่อนในมัลติพลายซึ่งฉันลบคอนแทกเขาไปแล้ว
ที่อยู่ในคือเรื่องเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้หนุ่มนักเขียนร่างนุ้ยคนนี้ตัดสินใจทิ้งกรุงเทพฯ ไปอยู่เชียงใหม่ ย้ายก้นขึ้นไปสถิตอยู่บนอานจักรยานเสือภูเขา พาหนะที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยแรงถีบจากเจ้าของก้นบนอาน
ไต่ดอยชันในบางครั้ง และไหลเรื่อยลงมากับแรงเฉื่อยในบางหน
การเดินทางของเขานำคนอ่านไปพบกับมิตรภาพน่าประทับใจ รวมทั้งช่วงเวลาที่อดเสียวแทนไม่ได้ แต่ประสบการณ์ก็สอนให้บินหลาบินแข็ง และเชี่ยวขึ้นในเวลาต่อมา การเดินทางคือการต่อสู้ คือการสำรวจ และการค้นพบ บินหลาค้นพบอะไรหลายอย่าง ที่ชีวิตตอนที่ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่บนอานยังไม่ได้เจอ หลายอย่างที่ว่ารวมถึงความสุขรสชาติหวานซ่าน ละมุนละไม ซึ่งเขาเล่าจนเราแทบสัมผัสได้
ตัวหนังสือของบินหลาน่ารักเสมอ มันทำให้เราเห็นถึงวิถีของหนุ่มร่างอ้วน ที่อ่อนน้อม ผู้อยากจะฝัน และแม้ไม่ใช้วิธีมุทะลุดุดัน แต่ด้วยการถีบไปอย่างช้าๆ เขาก็อุตส่าห์เดินทางถึงจุดหมายในฝันได้
ฝันไกล แต่ใช่ว่าจะไปไม่ถึง
(ประมาณนั้น)
หมายเหตุ:
ขอขอบคุณเจ้าของ "หลังอาน" มา ณ ที่นี้
(จะรีบส่งไปคืนในเร็ววัน)
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552
Change : ไม่ใช่(นักการเมือง)มืออาชีพ
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Other |
ตอนแรกว่าจะไม่ดูแล้ว Change เพราะเพิ่งดูแว้บๆ ไปทางไทยพีบีเอส ซึ่งตอนนั้นเหมือนเขาเอามาฉายได้พอดีกับจังหวะของโอบาม่า และอภิสิทธิ์ (บางคนพยายามสุ่ยให้เป็น โอบามาร์ค) ขึ้นเป็นผู้นำพอดี
แล้วก็เพราะรู้อยู่ว่าการเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก ถึงพระเอกจะคนดี มีอุดมการณ์ แต่ถ้าเขียนเรื่องให้คนดีและอุดมการณ์ดีๆ ทางการเมืองเป็นฝ่ายชนะ เรื่องมันคงจะเน่าจนรับไม่ได้
(ออกจะมองในแง่ร้ายไปบ้าง แต่ก็คิดงี้แหละ)
อย่างไรก็ตาม เพื่อนก็เอาดีวีดีมาให้ยืม ตอนแรกก็ให้มาแค่แผ่นเดียวก่อน เพราะชีดูจบไปแค่แผ่นเดียว อิฉันเองได้มาแล้วก็เฉย ดองไว้งั้น ได้หยิบมาดูจริงจังในวันก่อนสอบสัมภาษณ์ Y5 (เพราะเครียด ไม่อยากอ่านหนังสือแล้ว) ดูจบแผ่นแรกแล้วก็รู้สึกอยากดูอีก จนต้องส่ง sms จิกให้เพื่อนเอาแผ่นที่เหลือมาให้ในวันสุดท้ายที่จะได้เจอกัน-ในห้องเรียน
แล้วก็พบว่านี่เป็นเรื่องที่ดี (อีกตามเคย) จริงๆ
-----
เราๆ เองเคยสังเกตเอง คุยกันเองมานานแล้ว ว่างานที่ต้องเสียสละ เสี่ยง แล้วก็หนักอย่างนักการเมืองเนี่ย ถ้าไม่ได้ผลประโยชน์ ใครมันจะมาทำ (วะ?)
คนเขียนบทก็คงเริ่มต้นจากตรงนี้ เลยเขียนเรื่องให้ลูกชายที่ออกจากบ้าน เพราะรับไม่ได้ที่พ่อซึ่งเป็น สส. ไม่ยอมปฏิเสธว่าไม่ได้รับสินบน กลับต้องเป็นผู้ลงสมัครเพื่อสืบทอดและรักษาเก้าอี้ สส. พรรคเซยู แทนผู้เป็นพ่อ และพี่ชายซึ่งจู่ๆ ก็เสียชีวิตกะทันหันในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์
จริงๆ ที่อาซากุระ เคตะ (ทาคุยะ คิมูระ) ยอมสมัคร ก็เพราะปกป้องแม่ ไม่ให้แม่ต้องลงสมัครเองนั่นแหละ
เคตะเป็นครูวัย ๓๕ ออกจากบ้านที่ฟุกุโอกะ ไปเป็นครูประถมอยู่ที่นากาโน่ เพราะไม่วางมาด แถมเป็นกันเองกับเด็ก เลยถูกเด็กๆ ล้อว่าเป็นครูหัวยุ่ง (ก็เคตะเค้าผมหยักศกธรรมชาติ) แต่จากเด็ก ป.๕ นี่แหละ ที่เคตะได้เรียนรู้ แล้วก็หล่อหลอมบุคลิก วิสัยทัศน์ของเขาให้เป็นแบบที่เป็นอยู่
ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งของพ่อ เขาไม่มีความสุขเล้ย คิดดูเหอะ เคยเป็นคนรักสงบ เป็นตัวของตัวเองสูง แต่วันๆ ต้องแต่งสูท ไดร์ผมตรง ออกไปตระเวณทำความรู้จักกับคนโน้นคนนี้ โค้งคำนับแล้วคำนับเล่า แต่ก็ทำไปตามหน้าที่ เพราะหวังว่า ถ้าถึงวันเลือกตั้งแล้วแพ้ คนพวกนี้ก็จะได้หยุดยุ่งกับชีวิตเขา ปล่อยเขาไปตามทางเสียที
แต่ตอนที่หาเสียงงวดเข้ามา ฝ่ายตรงข้ามปล่อยข่าวเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ตอนที่พ่อเขารับสินบน เคตะถูกถามระหว่างกำลังปราศรัยว่าเรื่องที่พ่อของเขาทรยศนั้นเป็นความจริงหรอ
เป็นคุณ คุณกำลังหาเสียง แล้วคุณก็รู้ด้วยว่าพ่อทำหรือไม่ทำ คุณจะตอบยังไง ตอบรับ หรือว่าปฏิเสธ??
-----
เคตะเลือกที่จะเล่าว่า เขาเคยถามพ่อ ว่าพ่อรับเงินจริงหรือ พ่อไม่ตอบ แต่บอกว่า การจะเป็นนักการเมืองต้องแลกมาด้วยอะไรหลายอย่าง
เคตะบอกว่า เขาเกลียดการเมืองนับตั้งแต่บัดนั้น เขาเคยคิดว่า ไม่อยากสมัครเลือกตั้งซ่อมอะไรนี่ แต่ตอนนี้รู้สึกดีใจ ที่ได้ขอโทษแทนพ่อ
แล้วเขาก็ก้มหัวขอโทษแทนพ่อ
เคตะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ที่ยอมก้มหัวขอโทษประชาชนจริงๆ คนแรกที่หลายๆ คนได้เห็น
(อดีตนายกพลัดถิ่นของเราก็ไม่เคยขอโทษเรานะ ใช่ไหม?)
“ผมไม่อยากสอนพวกเด็กๆ ว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมนี้”
ดูสิ อย่างนี้ประชาชนจะไม่เลือกเคตะได้ไง?
-----
มิยาม่า (ฟุกาสึ เอริ) นางเอกของเราเป็นสาวเก่ง เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการคลังมากความสามารถที่ศรัทธาภาพลักษณ์ของนักการเมืองอาชีพ (แบบนี้จะชั่วนะ) จึงมุ่งมั่นเรียนรู้เพื่อที่วันหนึ่งจะได้เป็นนักการเมืองอาชีพบ้าง นอกจากจะถูกส่งมาหาผู้สืบทอดของ สส. ผู้ล่วงลับแล้ว เธอต้องทำหน้าที่ทีมสนับสนุนหาเสียงให้เขา และเมื่อเขาได้รับเลือก เธอก็ต้องมาทำหน้าที่เลขาให้เขาด้วย
เธอไม่เข้าใจเคตะ ผู้ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ว่าทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่ในพรรครอกินข้าวอยู่ แต่ทำไมเคตะกลับมัวแต่เสียเวลาฟังปัญหาของผู้ชายเพี้ยน เจ้าของแมว ๓๕ ตัวที่เก็บมาเลี้ยง ซึ่งกำลังโดนชาวบ้านร้องเรียน
เคตะขอโทษขอโพย แต่ก็บอกว่า เขาได้มาเป็น สส. เพราะคะแนนเสียงที่คนแสนกว่าคนเลือกเขา เมื่อได้เป็น สส. แล้ว บ้านก็มีให้อยู่ หรือแม้แต่รถไฟ หรือเครื่องบิน เขาก็ยังได้ขึ้นฟรี แต่ตอนนี้กลับไม่รู้จะทำอะไรตอบแทนให้สมกับคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก และนี่คือสิ่งที่เขากำลังพยายามทำ
คำพูดของเคตะทำให้มิยาม่าเริ่มปรับโฟกัสของเธอใหม่
-----
ถ้านายกญี่ปุ่นเป็นคนไม่รู้เรื่องการเมืองเลย ประเทศญี่ปุ่นจะชิบหายไปภายใน ๓ เดือนไหม แกนนำคนสำคัญของพรรคเซยูถามแกนนำคนอื่น คนอื่นๆ ตอบว่าไม่มีทาง
อิฉันละเกลียดเสียงหัวเราะของคนพวกนั้นในฉากนั้นจริงๆ ก็พวกเขาเห็นนายกรัฐมนตรีเป็นแค่หุ่นเชิด จะให้ใครเป็นก็ได้ ถ้าเด็กป.๕ เป็นได้ตามกฎหมาย แล้วประชาชนพอใจและยอมรับ พวกเขาคงไม่มายด์ที่จะให้เด็กเป็น เพราะว่าคนที่จะคอยชักใยอยู่เบื้องหลังแท้จริงแล้วคือพวกเขาไงล่ะ
ว่าแล้วอีตาคนนี้ก็วางแผนจะดันให้เคตะ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ และเอ็นดูจากประชาชนและสื่อมวลชนขึ้นเป็นนายก อะไรๆ ก็ดูเข้าล็อคตามแผน เคตะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เพิ่งเป็น สส. สมัยแรก ยังไม่เคยเป็นรัฐมนตรี และมีอายุเพียงแค่ ๓๕ ปี
เขารับตำแหน่งด้วยอุดมการณ์เรืองโรจน์ ว่าจะทำงานหนัก จะเดินไปด้วยกัน และยืนเคียงข้างประชาชน จะมองเห็นสิ่งเดียวกับที่ประชาชนเห็น
แต่ดูเหมือนพวกที่ดันเขาขึ้นมาไม่ได้คิดอย่างนั้น
-----
"Change" ที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอะไร โดยใคร และอย่างไร ถ้ามีโอกาสก็หามาดูกันเองเองนะ แม้ซีรีส์เรื่องนี้จะไม่มีบทพิศวาสหวานแหวว ไม่รีดน้ำตา แต่ไม่เสียเวลาดูหรอก
บันทึก:
• ดูเหมือนทาคูยะ คิมูระ จะได้บทคล้ายๆ เดิมอีกแล้ว ยังไงน่ะหรอ? ก็บทพระเอกอินดี้ เก๋ เท่ แหวกธรรมเนียมแนวทางสามัญ ที่มาพร้อมกับสัญชาตญาณ ความจริงใจ แล้วก็เฮงเรื่องบริวารไง
• ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้ว น่าเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวละคร อาซาคุระ เคตะ มาก
• อายุมากขึ้น แต่ยังหล่อเหมือนเดิมนะ
• ถ้ามีอะไรสักอย่างที่เราต้องเชื่อมั่น สิ่งนั้นควรเป็นความดี เพราะว่าความดีมันคือความคงทน ค่าของมันไม่แปรผันเหมือนอัตราเงินเฟ้อ
• ความดีคืออะไร (อาจมีคนถาม) ความดีคือการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ไม่คดโกงเอารัดเอาเปรียบใคร และแม้จะมีคนประณามว่าเราไม่ใช่มืออาชีพ ก็อย่าได้แคร์ ความเป็นมืออาชีพนั้นมันแล้วแต่การให้ความนิยาม จงเชื่อมั่นในสิ่งที่เราเชื่อมั่น (นั้นคือความดี) แล้วจงเป็นมืออาชีพในสไตล์ของเรา
• ทำไมละครไทยไม่มีงี้มั่งฟระ?
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
คำคม#๒๒
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
หลังแก้วเหล้า ในเวลาเย็น บนโต๊ะริมบาทวิถีของ "เทพรส"
นานหลาย พ.ศ. ก่อนเปลี่ยนเป็น "โลลิตา" ใน พ.ศ. นี้
(ไม่รู้ พ.ศ. ๒๕๕๒ ยังมีอยู่ไหม)
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Books |
| Genre: | Biographies & Memoirs |
| Author: | 'รงค์ วงษ์สวรรค์ |
ไบโอกราฟีเป็นหนังสือแนวหนึ่งที่เขียนได้ยากในความรู้สึก
ยิ่งจะเขียนให้คนอ่านได้รู้จักตัวตนที่แท้ของเจ้าของเรื่อง คนเขียนก็ต้องรู้จักคนคนนั้นเป็นอย่างดี
ยิ่งจะเขียนให้น่าอ่าน ไม่น่าเบื่อ คนเขียนก็ต้องมีพรสวรรค์ในการเล่า
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือพิเศษของอิฉัน
เพราะนี่คือหนังสือที่นักเขียนในดวงใจคนหนึ่ง เขียนถึงนักเขียนในดวงใจอีกคน
ใช่แล้ว..’รงค์ วงษ์สวรรค์ เล่าถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ในฐานะของศิษย์เขียนถึงครู นักข่าวและช่างภาพเขียนถึงบรรณาธิการ (สยามรัฐ) และ ในบางครั้งเหมือนลูกเขียนถึงพ่อ
ไม่ว่าคุณจะรู้จักคุณชายคึกฤทธ์ในแง่ไหน คิดกับท่านอย่างไร
คุณจะได้สัมผัสแง่มุมใหม่ที่มีเสน่ห์แบบคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา จากชีวประวัติเล่มนี้
ยิ่งถ้าอยากจะเป็นนักเขียน ยิ่งควรหามาอ่านนะ
สมัยนี้ หาบรรณาธิการแบบคุณชายคึกฤทธิ์ไม่ได้แล้ว
อ้อ..ช่างภาพด้วย ถ้าอยากรู้ว่าถ่ายรูป เขาถ่ายกันยังไง
ภาพในเล่ม ถ่ายโดย'รงค์ วงษ์สวรรค์
บันทึก:
มีคำสามคำที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้
• ประสบการณ์ชีวิต-คือคนอ่านจะรู้สึกเหมือนคนเขียน ว่าประสบการณ์ชีวิตของท่านที่เขียนถึงช่างทรงคุณค่า สมควรที่เราจะเรียนรู้ พิจารณา และนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของเราต่อไป (จะได้ไม่เสียเวลาล้มลุกคลุกคลานกับมันเสียเอง)
• ความกตัญญูรู้คุณ-สิ่งนี้เหมือนแก้วอันประเสริฐ คนที่ได้ดีไม่เคยลืมบุญคุณใคร และคนที่ไม่ลืมคุณนั่นแหละ คือคนที่น่าเคารพ จดจำ
• แรงบันดาลใจ-คนคนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคน คนคนหนึ่งนั้นจะรู้ไหม งานเขียนของคนคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจของใครๆๆๆๆๆ อีกหลายคน
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Planetmate ร้านของคนสบายใจ(ที่ไม่เบียดเบียนโลก)
โดยสาวสวยกะสาวหน้าใส
Planetmate คือร้านของน้าชา
น้าชาเป็นน้าของ ด.ญ. ทะเล นั่นก็แปลว่าน้าชาเป็นน้องของเจ้แอน ซึ่งเป็นแม่ของ ด.ญ. ทะเล และเป็น ม ของพี่เทพ ซึ่งกะลังจะกลายเป็นช่างภาพตุ้ยนุ้ยไปในไม่ช้า
น้าชาจากกรุงเทพฯ มาเพื่อมาเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์แนวธรรมชาติ มีทั้งที่ใช้กับใบหน้า ผิวกาย และรับประทาน
ที่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์แนวธรรมชาตินี่ คือแนวรักธรรมชาตินะฮะ หาใช่แนวย่ำยีหรือเบียดเบียนทำร้ายธรรมชาติไม่
ของที่น้าชาเลือกสรรมาขาย ส่วนหนึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์์จากพืชอินทรีย์ หรือออร์แกนิก แบบที่มาดอนน่าเลือกใช้อะฮะ
พืชอินทรีย์มันดีตรงที่เราใช้ได้สบายใจ ไม่ต้องกลัวสารพิษตกค้างจากกระบวนการปลูก นอกจากนี้ยังช่วยให้เราสบายใจ ที่เราไม่เบียดเบียนดิน เพราะดินที่ใช้ปลูกพืชอินทรีย์นี่ เค้าจะไม่โดนทำลายโดยสารเคมีอันตราย จึงทำการเพาะปลูกได้ผลต่อไปได้อีกนานเท่านาน ถ้าหากยังมีการบำรุงดินผืนนั้นอย่างดีอยู่ ถ้าเราปลูกพืชด้วยวิธีนี้กันมากๆ ก็น่าจะพอเหลือผืนดินดีๆ ไว้ให้รุ่น ด.ญ. ทะเลและลูกหลานได้ใช้ด้วย
ก็เลยอยากจะชวนกันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชอินทรีย์น่ะฮะ
Planetmate ตั้งอยู่ที่ เซน บ้านชาและกาแฟ ริมถนนศิริมังคลาจารย์
หรือท้ายซอยนิมมานฯ 5 และ 7
เยี่ยมชมและให้กำลังใจน้าชาได้ที่ teathink.multiply.com ฮะ
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552
when (will) I make a home (?)
พุธที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๒
อ่านไทยรัฐออนไลน์วันนี้ เจอไอเดียดี
น่าไปสร้างบ้านแบบนี้ที่บ้านนอก
(อาจไม่ต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้านในการจะมีบ้านอยู่สบายสักหลัง)
แต่ว่า..
บ้านกระดาษจะโดนปลวกแทะมิ
แล้วถ้าเทียบกะบ้านดิน อะไรจะน่าสนกว่ากันล่ะ?
บ้านกระดาษหนังสือพิมพ์ น้ำหนักเบาประกอบง่ายแถมมีราคาถูก [21 ม.ค. 52 - 00:15]
หนังสือ พิมพ์รายวัน “ไทมส์” ของอังกฤษรายงานว่านายเกิร์ด เนียโมเอลเลอร์ วิศวกรออกแบบ ได้ร่วมกับสำนักช่วยเหลือการพัฒนาและปลูกสร้างเยอรมัน ออกแบบสร้าง “บ้านกระดาษ” ขึ้น โดยได้เรียกบ้านนั้นว่า “บ้านสากลโลก” ทั้งหลังหนักแค่ 800 กก. มีพื้นที่ 36 ตร.เมตร น้ำหนักเบาสามารถประกอบง่าย ไม่ก่อมลพิษกับสิ่งแวดล้อม ทนต่อแรงกระเทือนของแผ่นดินไหวและที่สำคัญกับโลกสมัยนี้ ก็คือมีราคาถูกด้วย
นายเกิร์ตผู้ออกแบบ เล่าว่า “หากไม่คิดฐานรากแล้ว บ้านทั้งหลังจะหนักแค่ 400 กก. แต่มันไม่ถูกลมพัดหอบเอาไปได้ วัตถุก่อสร้างหลักเป็นเซลลูโลสที่ได้จากกระดาษแข็งและกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ ใช้แล้วชุบยางสน
เขาแจ้งว่า โดยใช้ความร้อนและความกดดันทำให้ กระดาษมีความคงทน บ้านจะใช้ฝาบ้านซึ่งมีลักษณะเหมือนกับรวงผึ้ง และใช้เครื่องพ่นอุดช่องและซอกต่างๆ ทำให้ได้ผนังบ้านที่แข็งแรงและเป็นฉนวนอย่างดี เทคนิคการก่อสร้างแบบนี้ใช้อยู่กับการสร้างเครื่องบินและเรือยอชต์ความเร็ว สูงอยู่แล้ว.
ที่มา http://www.thairath.com/news.php?section=technology&content=120014
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552
จดหมายถึงคุณมิ่ง
จันทร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๑
มิ่ง,
จำได้ไหมในวันที่เจอกันครั้งแรก เราคุยกันถึงหนังเรื่องโปรด เธอพูดถึงหนังเจ๋งๆ หลายเรื่องที่ฉันยังไม่ได้ดู แล้วฉันก็พูดเล่นๆ ว่าให้เธอเขียนรายการมาเลย เดี๋ยวฉันจะไปหามาดู
จนแล้วจนรอด รายการของเธอก็ยังไม่เสร็จ และในวันที่เราเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่รอเขียนรายการแล้ว เธอนำมันมาให้ฉันเลย
The Fountain คือหนังที่เธออยากให้ฉันได้ดู ครั้งนั้นฉันถาม ‘ทำไมถึงเป็นเรื่องนี้’ ‘เธอชอบอะไร ในนั้น’ ‘เรื่องเป็นยังไงอะ’ ฯลฯ ฉันคงถามจนเธอตอบไม่ถูก ก็เลยไม่ตอบยาวไปกว่า ชอบผู้หญิงคนนั้นมั้ง ...ผู้หญิงคนที่เธอบอกว่าชอบ แต่จำชื่อไม่ได้ เธอชื่อ ราเชล ไวสซ์ นะจ๊ะ
ฉันยังดองหนังของเธอไว้ตั้งนาน เพราะว่าหัวอ่านดีวีดีที่มีมันใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ยอมอ่านอะไรทั้งสิ้น ตายสนิท ระหว่างการดองเค็ม ฉันเหลือบไปเห็น The Fountain ของเธอเป็นบางครั้งบางคราว แต่ก็ได้แต่ผัดกับตัวเองว่า เดี๋ยวจะซื้อหัวอ่านใหม่แล้วจะดู
ฉันได้หัวอ่านใหม่ในวันก่อนวันสิ้นปี และฉันได้ดูหนังของเธอแล้วเมื่อคืนนี้ หลังจากมันมาอยู่กับฉันตั้งเดือนครึ่ง และฉันมีคำถามมากมายจะถามเธออีกแล้ว
มิ่ง.. ต้นไม้โบราณในเรื่อง ใช่ต้นเดียวกับที่เธอเคยเล่าให้ฉันฟังหรือเปล่า? ต้นไม้ต้นนั้น คือต้นไม้แห่งชีวิตใช่ไหมมิ่ง?
มิ่ง.. ที่อยากให้ฉันดูหนังเรื่องนี้ เพราะเธออยากให้ฉันได้สัมผัสกับความโศกเศร้าอาดูรจากการสูญคนรัก เฉกเช่นตัวละครในเรื่องที่เสียภรรยาไปโดยช่วยอะไรไม่ได้ กระนั้นหรือ?
มิ่ง.. เธอรู้ไหม? เมื่อคืนฉันน้ำตาหล่นเมื่อเห็นน้ำตาของ ทอมมี่หลั่งออกมาหลังจากพบว่าภรรยาของเขาได้จากไปแล้วจริงๆ และวันนี้ ฉันได้เห็นอีก จากดวงตาพ่อ ผู้ถือภาพถ่ายของลูกสาว ที่ตามหาลูกมาตั้งแต่รู้ว่าเธอคนนั้นหายไปในกองไฟโหมซานติก้าในชั่วโมงใหม่ ของปีใหม่
มิ่ง.. ทำไมน้ำตาที่หลั่งให้การจากไปของคนรักจึงทำร้ายใจคนที่ได้รับรู้อย่างฉันได้รุนแรงนัก?
มิ่ง.. บอกฉันหน่อย ความรู้สึกระหว่างคนสองคน หากมันคือความรักอันแท้จริงแล้ว มันจะเบาบางจนพร้อมจะลอยหายไปพร้อมลมหายใจที่หลุดลอยของคนรักอย่างนั้นหรือ? หรือว่า แท้ที่จริงแล้วมันเป็นความรู้สึกที่แสนจะหนักแน่น และฝังลึกลงไปในใจของคนที่ยังอยู่?
มิ่ง.. ด้วยหนังเรื่องนี้ เธอกำลังบอกเล่าความรู้สึกที่อัดแน่นมานานในใจเธอกับฉันใช่ไหม?
มิ่ง.. บอกฉันได้ไหม ความเจ็บปวดโศกเศร้าในใจของเธอ มันเกิดขึ้นจากสิ่งใด ความสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก หรือเพราะเธอยังติดค้างบางอย่างกับเธอผู้นั้น หรือเพราะเธอรู้สึกผิด ที่ไม่อาจช่วยเธอผู้นั้นได้ เช่นเดียวกับที่ทอมมี่ไม่อาจช่วยชีวิตอิซซี่?
มิ่ง.. บอกซิ อะไรจะช่วยพาเธอออกมาจากโลกแห่งความเจ็บปวดได้? ต้นไม้แห่งชีวิตในสวนอีเดนช่วยได้ไหม?
แล้วสวนอีเดนอยู่ไหนกันล่ะ มิ่ง?
...เธออยากให้ฉันช่วยหาไหม
ม้อย
หมายเหตุ
-The Fountain (2006)
-เขียนเรื่อง สกรีนเพลย์ และกำกับโดย Darren Aronofsky
-นำแสดงโดย Hugh Jackman และ Rachel Weisz
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551
พ.ศ. ๒๕๕๒ - เรามาประหยัดกันเถอะ
วันนี้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่
ถามไปว่าปีหน้าจะทำยังไงกันดี
จึงได้คำตอบที่กลายมาเป็น "คำคม" ที่จริง เสียจนเถียงไม่ออก
ประหยัดได้ ๑ บาท เซฟได้ ๑ บาท
ขายได้ ๑ บาท ต้องหักต้นทุนออก ๗๕ สตางค์
ฉะนั้น...ปีใหม่นี้เรามาประหยั
วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
น้องเฟธยังยิ้มได้ ^_^
อัลบั้มนี้ไม่ได้ถ่ายรูปเอง
แต่เซฟรูปมาจาก forward email ที่เพื่อนสาธิตส่งให้เพื่อนสาธิต
อ่าน+ดูรูปแล้วน้ำตาซึม
ก้ออยากให้เพื่อนมัลติพลายมีแรงบันดาลใจที่จะสู้ชีวิตเหมือนๆ กับน้องเฟธนะฮะ
ยังไงก็ยิ้มไว้นะฮะ
This is called 'Faith.' His name is Faith!
This dog was born on Christmas Eve in 2002. He was born with 3 legs - 2 healthy hind legs and 1 abnormal front leg which need to be amputated. He of course could not walk when he was born. Even his mother did not want him.
His first owner also did not think that he could survive. Therefore, he was thinking of putting him to sleep. At this time, his present owner Jude Stringfellow met him and wanted to take care of him. She was determined to teach and train this dog to walk by himself. Therefore she named him 'Faith'.
In the beginning, she put Faith on a surf board to let him feel the movements of the water. Later she used peanut butter on a spoon as a lure and to reward him for standing up and jumping around. Even the other dogs at home helped to encourage him to walk. Amazingly, after only 6 months, like a miracle, Faith learned to balance on his 2 hind legs and jumped to move forward. After further training in the snow, he can now walk like a human being.
Faith loves to walk around now. No matter where he goes, he just attracts all the people around him. He is now becoming famous on the international scene. He has appeared in various newspapers and TV shows. There is even one book entitled 'With a little faith' being published about him. He was even considered to appear in one of Harry Potter movies.
His present owner Jude Stringfellew has give n up her teaching job and plans to take him around the world to preach, that 'even without a perfect body, one can have a perfect soul.'
In life there are always undesirable things. Perhaps one will feel better if one changes the point of view from another direction.
I hope this message will bring fresh new ways of thinking to everyone and that everyone can appreciate and be thankful for each beautiful day that follows.

