แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเขียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเขียน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

คน (๓)





คลำทางจากรามฯ สอง
สาวตาบอดขึ้นรถเมล์-รถไฟฟ้า-รถใต้ดิน
ไปทำงานที่จามฯ สแควร์







วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

ฝัน (๒)




ในห้วงลึกแห่งนิทรา
แมวแปลกหน้าคาบร่างหนูไร้วิญญาณ
มาวางตรงหน้าฉัน




วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

คน (๒)




ก้มหน้าสูดไอในถุงกาว
เด็กสาวพริ้มตาเพลิน
แม้โลกโหดร้าย-เธอหาได้แคร์






วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ฝัน (๑)





ฉันฝัน
ถึงบันไดสูงชัน
ไม่หวั่นจะขึ้น..แต่เป็นการก้าวลง





วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คน (๑)



ชายไม่สมประกอบกู่ร้องขายเรียงเบอร์
ยี่สิบแปดวันที่เหลือของเดือน
ฉันไม่รู้เขาไปอยู่ที่ไหน



วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทางของคน ถนนของเสือ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Outdoors & Nature
Author:ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

.....
วันหนึ่งขณะกลับจากซื้อเสบียงราวๆ สี่โมงเย็น แสงแดดอ่อนๆ ทอทาบทั่วผืนป่า ใบไม้เริ่มแห้ง ต้นไม้หลายต้นทยอยเปลี่ยนสี
ก่อนขึ้นเนินชันๆ เนินสุดท้าย เสือดาวโตเต็มวัยตัวหนึ่งยืนอยู่กลางเส้นทาง
พอเห็นรถ เสือตัวนั้นปฏิบัติเหมือนกับสัตว์ตัวอื่นๆ นั่นคือยืนจ้องสักครู่แล้วค่อยๆ เดินเข้าข้างทาง
แต่เจ้าตัวนี้แปลกสักหน่อย มันเดินแอบเข้าข้างทางแล้วทรุดตัวลงนั่งเฉย
ผมเคลื่อนรถเข้าไปใกล้ จ้องตากันอยู่ในระยะเอื้อมมือถึงอยู่พักใหญ่ๆ
เสือหันไป-มา ทำท่าเหมือนจะอยู่หรือจะไปดี จากลักษณะ ผมเข้าใจว่ามันเป็นเสือดาวที่เพิ่งเติบโตเต็มวัย และคงเพิ่งพ้นมาจากการเลี้ยงดูของแม่
ผมสบตากับมันโดยไม่มีเลนส์หรืออะไรมาคั่นกลาง
จากแววตา ผมเห็นความรู้สึกหวาดหวั่น
เป็นความรู้สึกที่ผมพอจะเข้าใจ
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก กับการอยู่อาศัยในป่ากว้างเพียงลำพัง
…..



“ทางของคน ถนนของเสือ” เป็นหนังสือผู้ชายเขียนที่เขียนได้ “จับใจ” อีกเล่ม

ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ หรือพี่เชน เท่าที่ฉันรู้จัก เป็นคนพูดน้อย สุภาพ มองทุกคนในแง่ดี

หนังสือของพี่เชนก็เป็นพี่เชนแบบที่ฉันรู้จัก คือ เรื่องเล่าที่ประหยัดถ้อยคำ อ่านง่าย ไม่ต้องใช้สมองคิดซับซ้อนในการแปลความหมาย แต่คำน้อยคำที่ใช้กลับแปลเป็นสารที่โคตรกินใจเลย

เรื่องราวในนี้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ร่วม ๒ ในการร่วมงานกับโครงการศึกษานิเวศวิทยาของเสือ ที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้พี่เชนจะเล่าถึงการทำงาน การติดตาม วิธีศึกษาพฤติกรรมของเสือ สัตว์ผู้ล่าอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นดรรชีชี้ถึงอะไรหลายๆ อย่างในพื้นที่ป่านั้นๆ แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือแนว “ธรรมชาติของเสือ”

ในความรู้สึก ฉันว่ามันเป็นเรื่องราวที่ให้อารมณ์เหมือนผู้ชายเล่าถึงเพื่อนสนิท (ใช่เลย เหมือนบางตอนเวลา ผาด พาสิกรณ์ เขียนให้ตัวเอกในนิยาย เสือเพลินกรง นึกถึงเพื่อนรัก)

ในหนังสือเล่มเล็กๆ ฉันได้อ่านเรื่องราวของฮีโร่ในคราบคนธรรมดา ได้ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างลูกผู้ชาย ได้เห็นมุมที่พี่เชนมองเสือ มองคน และธรรมชาติ และความเคารพที่พี่เชนมีต่อสัตว์ คน และธรรมชาติ

และแน่นอน ฉันได้พบด้วยว่า จริงๆ แล้วชายในฝันของฉันก็มีตัวตนอยู่จริง




บันทึก
• “ทางของคน ถนนของเสือ” ที่มีวางขายในร้านหนังสือรูปปกไม่ได้แบบปกนี้ แต่จะเป็นรูปพี่เชนกำลังนั่งอยู่ในกระท่อม เป็นรูปเดียวกับที่อยู่บนปกหลังเล่มที่ฉันอ่าน ปกแบบที่ฉันได้อ่านนี่ คนที่ให้มาบอกว่าเป็นความผิดพลาดในการพิมพ์ ฉันเลยกรี๊ดว่าวุ้ย โชคดีจังเรา มีไม่เหมือนคนอื่น
• ขอบคุณนะจ๊ะ วี เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการทำงานที่ดี ตรวจตัวสะกดดี เคาะวรรคดี จัดย่อหน้าดี ชอบมาก เวลาละเลียดอ่านมันอร่อยได้กับหลายๆ อย่างเลย ปกก็สวยนะ ยิ่งปกที่ทำวางขาย เราว่ายิ่งสวย คอนเซ็ปท์ดีอีกตะหาก
• ความจริงช่วงก่อนนู้น ตอนที่ยังซื้อขวัญเรือนอ่านทุกปักษ์ก็ได้อ่านงานพี่เชนทุกปักษ์เช่นกัน แต่ไหงไม่อินเท่าอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ไม่รู้นะ ตอนนั้นพี่เชนเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ต่างกันไป สัตว์บ้าง คนบ้าง มันเหมือนเบื่อๆ ด้วยซ้ำ หรือเพราะอันนั้นมันอยู่ในรูปของคอลัมน์ๆ นึง แต่นี่เป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค อยู่ในไซส์ที่เข้ามือพอดี หรือเพราะฉันแก่ขึ้น? (ฮ า)
• สงสัยว่าที่ตัวเองรู้สึกประทับใจวิธีเขียนงานที่ใช้คำน้อยๆ ของพี่เชนนี่ เพราะว่าระหว่างนี้ก็กำลังอ่าน “เสือเพลินกรง” (ใช้คำเยอะ บรรยายเยอะ ประสานิยาย) อยู่ด้วยหรือเปล่าน้า?



วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:'รงค์ วงษ์สวรรค์



ไบโอกราฟีเป็นหนังสือแนวหนึ่งที่เขียนได้ยากในความรู้สึก

ยิ่งจะเขียนให้คนอ่านได้รู้จักตัวตนที่แท้ของเจ้าของเรื่อง คนเขียนก็ต้องรู้จักคนคนนั้นเป็นอย่างดี

ยิ่งจะเขียนให้น่าอ่าน ไม่น่าเบื่อ คนเขียนก็ต้องมีพรสวรรค์ในการเล่า


หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือพิเศษของอิฉัน
เพราะนี่คือหนังสือที่นักเขียนในดวงใจคนหนึ่ง เขียนถึงนักเขียนในดวงใจอีกคน

ใช่แล้ว..’รงค์ วงษ์สวรรค์ เล่าถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ในฐานะของศิษย์เขียนถึงครู นักข่าวและช่างภาพเขียนถึงบรรณาธิการ (สยามรัฐ) และ ในบางครั้งเหมือนลูกเขียนถึงพ่อ

ไม่ว่าคุณจะรู้จักคุณชายคึกฤทธ์ในแง่ไหน คิดกับท่านอย่างไร
คุณจะได้สัมผัสแง่มุมใหม่ที่มีเสน่ห์แบบคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา จากชีวประวัติเล่มนี้

ยิ่งถ้าอยากจะเป็นนักเขียน ยิ่งควรหามาอ่านนะ
สมัยนี้ หาบรรณาธิการแบบคุณชายคึกฤทธิ์ไม่ได้แล้ว

อ้อ..ช่างภาพด้วย ถ้าอยากรู้ว่าถ่ายรูป เขาถ่ายกันยังไง
ภาพในเล่ม ถ่ายโดย'รงค์ วงษ์สวรรค์



บันทึก:
มีคำสามคำที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้
• ประสบการณ์ชีวิต-คือคนอ่านจะรู้สึกเหมือนคนเขียน ว่าประสบการณ์ชีวิตของท่านที่เขียนถึงช่างทรงคุณค่า สมควรที่เราจะเรียนรู้ พิจารณา และนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของเราต่อไป (จะได้ไม่เสียเวลาล้มลุกคลุกคลานกับมันเสียเอง)
• ความกตัญญูรู้คุณ-สิ่งนี้เหมือนแก้วอันประเสริฐ คนที่ได้ดีไม่เคยลืมบุญคุณใคร และคนที่ไม่ลืมคุณนั่นแหละ คือคนที่น่าเคารพ จดจำ
• แรงบันดาลใจ-คนคนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคน คนคนหนึ่งนั้นจะรู้ไหม งานเขียนของคนคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจของใครๆๆๆๆๆ อีกหลายคน


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๐





เด็กสมัยใหม่คิดว่าการเป็นนักเขียนมันง่าย


คล้ายๆ แบบนั้น แป๊บๆ พิมพ์เป็นเล่มแล้ว ง่ายไป ก็เลยไม่ยั่งยืน
กับนักเขียนใหม่ๆ เราบอกอย่าเพิ่งพิมพ์เป็นเล่ม เพราะขายไม่ได้แล้วจะเสียใจ
ให้คนอ่านยอมรับก่อนค่อยพิมพ์ ใจเย็นๆ น่า
หลายคนไม่เชื่อเรา แล้วมาเจ็บปวดภายหลัง
บางคนตั้งตัวเป็นบรรณาธิการเอง คุณภาพไม่ถึง
บางคนเพื่อนเป็นบรรณาธิการ เขียนไม่ดีแกล้งบอกดี แบบนี้ไม่รอด
เมืองนอก ระบบบรรณาธิการเขาดีกว่าเรา







จาก "เสียงพูดสุดท้าย"
บทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์
ในนิตยสารสารคดี ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๒

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรดาร์แมว : เหมียวเชียงคาน


แมวเนี่ย


เฮ้อ....
กว่าจะได้ฤกษ์รวบรวมรูปเหมียวน้อยจากเชียงคานมาให้คนรักแมวได้ชื่นชมกัน

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๒)




ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๒) : ชีวิตที่เชียงคาน

เรามาถึงเชียงคานเย็นวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
เชียงคานเกสต์เฮ้าส์เป็นบ้านเรือนแถวเก่า หันหน้าเข้าถนน หลังติดริมโขง
(หรือสมัยก่อนโน้นด้านติดริมโขงจะเป็นหน้าบ้านหรือเปล่าไม่รุเนอะ)
เรา ๑๐ แยกกันนอนใน ๕ ห้อง อิฉันนอนกะพี่ดื้อ ซึ่งเป็นเต็นท์เมทกันมาแต่คืนก่อน

บรรยากาศยามเย็นในห้องพักช่างน่าประทับใจ ด้วยแสงแดดอุ่นยามบ่ายสาดเข้ามาสร้างความอบอุ่นต้อนรับผู้มาเยือน

วางของแล้วโผล่ไปริมระเบียงหลังบ้าน โอ้โห แม่น้ำโขงกว้างจริง
ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝั่งคือเมืองลาว (มีคนอยากข้ามไปช็อปปิ้งฝั่งลาวด้วย)

เก็บของเรียบร้อยเราว่าจะไปตลาด หาของสดมาทำกันเหมือนที่โม้ไว้บนภูหลวง
ไปๆ มาๆ ชักขี้เกียด เลยเวียนรถหาของกิน

ไหงไปโผล่ที่แก่งคุดคู้ได้ไม่รุ
เราเลยแวะลงนั่งเรือชมแก่ง (น่ากลัวออก) แล้วก็กินข้าวที่ร้านริมแก่งเสียเลย
สาวๆ ไม่พลาดการขนซื้อของฝาก ได้แก่มะพร้าวแก้วอ่อนนิ่มมาฝากคนที่บ้านด้วย

คืนนั้นนอนเขียนโปสการ์ดจนเพลีย (เหนื่อยชิบ) หลับสบ๊ายสบายไปพร้อมเพลงในไอพอดน้อย ไม่ได้รู้สึกยี่หระรำคาญกับเสียงเด็กผี เพื่อนร่วมเกสต์เฮ้าส์แต่อย่างใด

เช้ารุ่งขึ้นก็ตื่นแต่ไก่โห่ เพราะตื่นเต้น อยากใส่บาตรแบบจกข้าวเหนียว
(ซึ่งก็ได้จกกันสมใจ) เช้านี้ได้กอดพี่ท็อปอุ๊นอุ่น
เออ อากาศที่เชียงคานหนาวกำลังสบาย ไม่โหดร้ายเหมือนบนภู
สายๆ ก็เลยออกเดินเล่นเตร็ดเตร่ได้โดยไม่ต้องทรงชุดใหญ่


วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ขอบ่น

ไปบ่นที่บ้านเพื่อน
เพื่อนแซวว่าเรื่องบ่นยาวขอให้บอก
เลยย้ายมาบ่นบ้านตัวเอง

เราน่ะ

คนไม่รู้จักอาจคิดว่าเป็นคนเปิดเผย
แต่ที่จริงแล้วทั้งนอยทั้งหวงความเป็นส่วนตัว

มีคนตั้งเยอะ ที่เราไม่รับแอด เพียงเพราะ
-เค้าไม่ได้เขียนข้อความขอแอด (เราถือว่ะ เรื่องนี้)
-เค้าเป็นใครไม่รู้
-เค้าไม่เคยคุยกะเรามาก่อน (ควรทำความรู้จักกันก่อนนะ)
-เค้ามีคอนแทกเป็นร้อยๆ

แต่เราไม่เคยบอกเค้าเลยว่าทำไมเราไม่รับแอด
แค่ดอง invitation ไว้งั้นแหละ จนมันเน่า แล้วแอบลบทิ้ง
บางคนยังตามมาขอแอดอีกรอบด้วย
แถมจำไม่ได้อีก ว่าเคยขอแอดแล้วครั้งนึง เมื่อ....ก่อน

เอากับเขาสิ

ตอนนี้เรามีคอนแทกใกล้ร้อย และแอบดีลีทคนที่หายไปออกอยู่เรื่อยๆ (ไม่อยากให้มันเกินร้อย)
แต่ครึ่งนึงในนั้นเป็นเพื่อนในโลกจริง ที่แม้ไม่ค่อยเล่นมัลติพลาย แต่เรายังไม่อยากลบคนพวกนี้ออก
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเค้าคงรำคาญอีเมล์แจ้งเตือนว่าอีนี่อัพอีกแล้วๆ ทุกวี่วัน
เพราะว่าเราอยากให้เค้ามาอ่านเรื่องของเราไง

ป.ล. เราไม่ขอแอดใครพร่ำเพรื่อด้วย
ไม่มั่นใจ กลัวเขาไม่รับ

โดยมากจะรอจนเขาขอแอดเองอะ


ป.ล. มันก็ยาวจิงๆ แหละ


วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำคม#๙



"จงเขียนประโยคที่เป็นความจริงลงไปสักประโยค"
 


คือสิ่งที่ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ บอกตัวเองเมื่อมีปัญหา 'เขียนหนังสือไม่ออก'
นัยว่าพอเขียนประโยคแรกนี้แล้ว ประโยคต่อๆ มาก็จะพรั่งพรูออกมาเป็นเรื่อง เป็นเล่ม
ดิฉันไปอ่านเจอประโยคทืี่เป็นเหมือนแสงเทียนสำหรับนักเขียนปากกาฝืดประโยคนี้ในมติชนสุดสัปดาห์  ๖-๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ คอลัมน์ 'มิตรน้ำหมึก' โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

ดิฉันเองก็ใช้วิธีใกล้เคียงกับเฮมิงเวย์ แต่อาจจะไม่ได้เริ่มที่ 'ประโยคที่เป็นความจริง' มันอาจเป็นแค่ประโยคสักประโยค จากนั้นก็จะเขียนต่อไปได้ ถ้าเรื่องที่จะเขียนมันรออยู่ในหัวแล้ว

ปัญหาก็คือ คนสมัยนี้ เขียน 'ประโยค' สมบูรณ์เป็นกันหรือเปล่า?