แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนถก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนถก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ความเห็นแ่ก่ตัว : ว่าด้วยการใช้ทางเท้า




ก. ใช้ทางเท้าเป็นทางรถจักรยานยนต์ (ทำไมล่ะ ทีจักรยานยังให้ขี่บนทางเท้าได้เลย)

ข. จอดมอเตอร์ไซค์วินและจอดมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า (อ้าวไม่ดีหรอ ผู้โดยสารไม่ต้องเดินไกลไง ที่จอดรถมันไกล+ต้องแลกบัตร ฯลฯ ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ไม่เข้าใจหรอก)

ฃ. นั่งขอทาน นอนขอทานบนทางเท้า (ก็กลุ่มเป้าหมายเดินบนทางเท้า ถ้าไม่ให้นั่งทางเท้าจะให้ไปนั่งไหน)

ค. ขายอาหารบนทางเท้า (สงสารคนรีบไปทำงาน ไม่มีเวลาแวะหาอาหารเช้า)

ฅ. ย่างไก่ สะเต๊ะ และหมู ทอดลูกชิ้น ทอดมัน และปาท่องโก๋ริมทางเท้า(เพื่อความใหม่สด น่ากินสำหรับผู้บริโภค)

ฆ. เทเศษอาหาร และน้ำล้างจานลงท่อระบายน้ำ (จะให้ขนไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ไหวนะคะพี่)

ง. ขายเสื้อผ้า สายชาร์ตโทรศัพท์ ตุ๊กตา รองเท้า และกางเกงบ็อกเซอร์ เติมเงินมือถือ ฯลฯ บนทางเท้า (อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าค่ะ จะได้ไม่ต้องเดินไปตลาดไงคะ)

จ. ยืนประชาสัมพันธ์รับบริจาคสร้างค่ายพัฒนาชนบท ชวนซื้อโลงศพ (ให้ใคร?) ชวนบริจาคเพื่อสิ่งแวดล้อมและเด็ดด้อยโอกาส ฯลฯ (ผู้มีจิตศรัทธาจะได้ทำบุญร่วมกันระหว่างทางไงคะ)

ฉ. ก่อสร้างรุกล้ำทางเท้า (แป๊บเดียวฮะ เดี๋ยวก็คืนให้แล้วนะ)

ช. ขับรถลุยลงไปในแอ่งน้ำอย่างเร็วรี่ (ไม่ได้เบียดเบียนใครนะฮะ ขับรถก็ขับอยู่บนถนน)

ซ. ต่อท่อระบายน้ำจากดาดฟ้าลงมาที่หน้าบ้านเลย (น้ำจะได้ล้างทางเท้าหน้าบ้านให้สะอาดเอี่ยมไม่ต้องเปลืองน้ำประปาไง)


 

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว : ว่าด้วยการใช้บริการขนส่งสาธารณะ



ก. เดินเข้ารถไฟฟ้าทันทีที่ประตูเปิด (รีบค่ะ)

ข. เดินเข้ารถไฟฟ้าโดยไม่ต่อคิว (ก็คนเข้าแถวคนแรกชักช้า มัวแต่รอคนข้างในเดินออกมาให้หมดก่อน)

ฃ. เข้าแถวรอรถไฟฟ้าตรงช่องให้คนเดินออก (ก็เดี๋ยวประตูมันจะเปิดตรงนี้จะให้ไปรอตรงไหนเล่าคะ)

ค. เข้ารถไฟฟ้าไม่ชิดใน (เพราะอีก 5 สถานีก็จะลงแล้ว)

ฅ. ปล่อยเด็กให้วิ่งเล่น ห้อยโหย ป่ายปีนไปทั่วห้องโดยสารรถ (เด็กกำลังเรียนรู้นะคะ)

ฆ. พูดโทรศัพท์เสียงดัง (คุยเรื่องส่วนตัวนะคะ ไม่ได้ด่ามารดาใคร)

ง. นั่งแหกขาทำมุม 90องศากับเป้ากางเกง (ท่าทางจะหุบไม่ลงน่ะค่ะ)

จ. นั่งเหยียดขาไปข้างหน้า (ก็คนมันขายาวอะค่ะ)

ฉ. นั่งแชตไม่สนใจเฒ่าชแรแก่ชรา หญิงมีครรภ์ใดๆ (ทุกคนดูแลตัวเองได้ค่ะ)

ช. จับก้นกันบ้างจับนมกันบ้างแล้วแต่ความปรารถนาและโอกาส (ก็เจ้าของเขาไม่ว่าอะไรนี่ฮะ)

ซ. กินขนมและดูดกาแฟเย็นบนรถไฟฟ้า (ซื้อเองนะคะ ไม่ได้ขอใครกิน)

ฌ. ขึ้นบันไดเลื่อนไม่ชิดข้าง (ทรงตัวได้ค่ะ ไม่ต้องจับราว)

ด. ชิ่งไปช่องแปะบัตรข้างๆ ทันทีที่คิวแรกของช่องนั้นช้า (ก็คนมันรีบนี่นา)



วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คุณรับมือกับพนักงานขายอย่างไร?





ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนกันไหม
ตั้งแต่จบเรื่องไม่สงบเดือนพฤษภาคมแล้ว มีสายเข้าโทรมาขายของเยอะมากๆ

เยอะขนาดเคยมีวันนึง มีคนโทรมาขายประกันถึง 3 เจ้า (ทำให้ได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้มีบริษัทประกันชื่อแปลกเกิดใหม่มากมาย)
บางวันก็โทรมาขายบัตรถึง 2 ใบ (ยังกะนัดกันโทรมา)
แถมบางบัตร เคยโทรมาขายแล้ว และได้ขอตัวไปแล้ว ก็ยังโทรมาอีก (เออนะ)

ไหนจะประเภทโทรมาขอให้ช่วยกู้เงินหน่อย (แปลกแฮะ ทำไมไม่เป็นเราโทรไปขอกู้เงินเขา)
กับโทรมาอ้อนวอนให้สมัครสมาชิก (ทั้งๆ ที่ตูก็เป็นสมาชิกสูอยู่แล้วเนี่ยนะ) อีก

เป็นคุณ คุณพูดกะเขาอย่างไร ฟังเขาไหม
หรือตอนที่รู้ว่าสายนี้ต้องเป็นใครสักคนโทรมาขายอะไรสักอย่าง คุณรับสายหรือไม่รับ
แล้วเคยซื้อผลิตภัณฑ์เขาหรือเปล่า?

ผู้หญิงอยากรู้ฮะ



 

คุณแม่อยากรู้วววว์



เพื่อนผู้เป็นคุณแม่ยังสาว (ตอนปลาย) ข้องใจ คิดไม่ตก เลยเขียนมาถามคนช่างคิด+ปากสว่างอย่างฉัน
เพราะเพื่อนอยากรู้ว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้าง เพื่อนๆ ในมัลติพลายของฉันจะทำอย่างไร



วันก่อนไปกิน ร้านกินเส้นกับน้องสาว สั่งสปาเกตตี้ต้มยำทะเลแห้ง แต่ได้เส้นมาม่ามาแทน
ก็กินไป

กินเสร็จ ก็นึกไปว่าถ้าสมมติว่าลูกมากินด้วย แล้วเกิดเหตุการณ์อย่างงี้ ควรจะทำยังไง

ก.บอกบ๋อยว่า ผิด ไม่เอา ไปทำมาใหม่
ข.ยอมกิน (เหมือนเดิม)
ค.บอกบ๋อยว่าผิด ให้รู้ว่าผิดนะ แต่ก็จะกิน

คน ไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งชั้นด้วย เป็นข้อ ข. ซึ่งบางทีมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ว่าแมะ


วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ช่างฝันกันตั้งแต่ยังเป็นทารก


..พอดีอ่านเจอมา

ความฝันกลไกหนึ่งของธรรมชาติ
มนุษย์เราเริ่มฝันกันตั้งแต่ยังเป็นทารกกันอยู่เลยค่ะ คุณแม่ต้องแปลกใจแน่เลยหากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กของคุณแม่สามารถฝันตั้งแต่วัน แรกที่คลอดออกมา มีการศึกษาพฤติกรรมการนอนหลับและวัดคลื่นสมองของเด็กทารกพบว่า เด็กทารกมีการตื่นหลับ 18 - 20 ชั่วโมง โดยการหลับครึ่งหนึ่งจะเป็นการนอนหลับแบบฝันค่ะ

ความจำเป็นที่หนูต้องนอนฝัน
ความฝันสัมพันธ์กับการเติบโตของเจ้าตัวน้อย เนื่องจากลูกน้อยของคุณแม่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาเรียนรู้มากก็ต้องเก็บความจำมาก จึงทำให้ใน 1 คืน เจ้าตัวเล็กหลับฝันซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ และนอกจากนั้นระหว่างที่เกิดกลไกความฝัน ยังเป็นการถ่ายทอดข้อมูลจากการเก็บความจำระยะสั้น ไปเก็บไว้ยังส่วนต่างๆ ของสมองอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำระยะยาวต่อไปอีกด้วยค่ะ

และระหว่างที่เจ้าตัวเล็กนอนฝัน คุณแม่รู้ไหมคะว่ามีเซลล์หลายกลุ่มในสมองและร่างกายส่วนต่างๆ ของลูกน้อยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและชีวะเคมี โดยเฉพาะการทำงานของยีนหรือสารพันธุกรรมในเซลล์ เพื่อให้เซลล์สร้างโปรตีนเฉพาะ และเป็นการเปิดกลไกการทำงานของเซลล์บางอย่างให้มีการสังเคราะห์และแสดง ลักษณะสารพันธุกรรมออกมา เช่น ระบบต่อมไร้ท่อจะขับฮอร์โมนโซมาโทโทรพิน (somatotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตที่หลั่งจากต่อมใต้สมองในเวลาลูกน้อย หลับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือในช่วงที่ลูกน้อยของคุณแม่นอนหลับฝันอยู่นั้น จะมีการเอาข้อมูลที่อยู่ในพันธุกรรมของ DNA ที่อยู่ในโครโมโซมมาเปิด แล้วยอมให้มีการถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อเอาไปสังเคราะห์โปรตีนชนิด ต่างๆ เช่น เอนไซม์โครงสร้างโปรตีน ที่มี  หน้าที่ซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น ช่วงที่เจ้าตัวเล็กนอนฝันจะมีกลไกที่ทำให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้ค่ะ

การนอนฝันของเจ้าตัวน้อยยังมีความเกี่ยวข้องกันกับการทำงานของระบบสร้างภูมิ คุ้มกันในร่างกายให้ตัวเขาอีกด้วยนะคะ  และขณะลูกน้อยหลับฝันระบบประสาทจะไม่มีการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย จึงทำให้อุณหภูมิของเขาตกลงมาได้ ดังนั้น หากเจ้าตัวเล็กของคุณแม่หลับในห้องที่มีความเย็น คุณแม่จะต้องระวังให้ความอบอุ่นแก่ลูกน้อยด้วยนะคะ



(จากหน้านี้ http://motherandchild.in.th/content/view/387/32/)
..................................................
อยากรู้อีกนิด แล้วแมวล่ะ ฝันอะไรไหม?
(เล่นนอนกันวันละพอๆ กับทารกขนาดนั้น)

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พระใหญ่เมืองภูเก็ต




จะได้ไฟวันละเท่าไหร่?



เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปแบบร่วมสมัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๕.๔๕ เมตร ความสูง ๔๕ เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว “สุริยกันต”(สุริยกันตะ) จากพม่า น้ำหนักเฉพาะหินอ่อน หยกขาวประมาณ ๑๓๕ ตัน หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ตารางเมตร ประดิษฐาน ณ บนยอดเขานาคเกิด ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งต่อมาก็ได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่า “พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี” พร้อมตราตั้งให้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ โดยนายสุพร วนิชกุล ประธานดำเนินการจัดสร้างเป็นผู้รับนมัสการสนองพระเดชพระคุณ....





ข้อความข้างบนคัดมาจาก www.mingmongkolphuket.com

...ฉันไม่เข้าใจเรื่องขนาดเลย
สัญลักษณ์เพื่อเตือนใจให้ไม่ลืมหลักธรรมของศาสนาจำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่เข้าไว้อย่างนั้นหรือ?
หรือที่จริงแล้ว เขามีกุศโลบายอะไรอยู่เบื้องหลัง?
เ่ช่น อาจจะเป็นการเตือนให้เราสามัคคี เสียสละ

ถ้าอย่างนั้นแล้วการสามัคคีหรือเสียสละที่ไม่เห็นดอกเห็นผลเป็นวัตถุจับต้องได้ (และใหญ่ขนาดนี้) ล่ะ จะอยากทำกันไหม?

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๐





เด็กสมัยใหม่คิดว่าการเป็นนักเขียนมันง่าย


คล้ายๆ แบบนั้น แป๊บๆ พิมพ์เป็นเล่มแล้ว ง่ายไป ก็เลยไม่ยั่งยืน
กับนักเขียนใหม่ๆ เราบอกอย่าเพิ่งพิมพ์เป็นเล่ม เพราะขายไม่ได้แล้วจะเสียใจ
ให้คนอ่านยอมรับก่อนค่อยพิมพ์ ใจเย็นๆ น่า
หลายคนไม่เชื่อเรา แล้วมาเจ็บปวดภายหลัง
บางคนตั้งตัวเป็นบรรณาธิการเอง คุณภาพไม่ถึง
บางคนเพื่อนเป็นบรรณาธิการ เขียนไม่ดีแกล้งบอกดี แบบนี้ไม่รอด
เมืองนอก ระบบบรรณาธิการเขาดีกว่าเรา







จาก "เสียงพูดสุดท้าย"
บทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์
ในนิตยสารสารคดี ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๒

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๑๙




เมืองที่น่าภูมิใจอย่างน้อยสำหรับฉันคือ เมืองที่เคารพคนที่อยู่ในเมืองอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเมือง คนไทย คนฝรั่ง คนจีน ชาวเขา แรงงานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
คือเมืองที่เคารพในสิทธิของคนอืนๆ ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยหรือคนกลุ่มใหญ่
เมืองที่น่าอยู่ไม่ใช่เมืองที่พยายามจะนำเอาบรรยากาศเมื่อ 700 ปีที่แล้วกลับคืนมา
แต่คือเมืองที่อยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างสง่างาม

................

สาวเครือฟ้าควรจะหยุดกระซิกกระซี้ แต่ลงมือเฉดหัวร้อยตรีพร้อมออกจากบ้าน
ทิ้งร่มบ่อสร้าง แล้วสวมแว่นกันแดดปราด้าออกมาร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ
เดินพาเหรดกับคนนานาเพศ เพื่อรณรงค์ให้สังคมล้านนาผละจากตัวธรรมและตุงสักครู่
เพื่อมาสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าสิทธิมนุษยชนมากขึ้น




จาก "สาวเครือฟ้าสวมปราด้า"


...ให้เดาว่าใครเขียน
 อิ อิ



วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

คำถามที่ ๑


แมลงวันตัวหนึ่ง
ติดอยู่ในลิฟต์..ไฮโซน
ภายในวันเดียว
 มันขึ้น..และลง
ขึ้น..และลง ไปพร้อมลิฟต์ตัวนั้น

มีเพียงมัน ที่ได้ขึ้นถึงชั้นสูงที่สุด
แล้วลงมายังชั้นต่ำที่สุด
มากรอบขนาดนี้
 
มันผ่านไปยังชั้นที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสุดยอด
ผ่านชั้นที่มืดมิด เงียบเหงา ไร้ผู้อยู่อาศัย
และชั้นที่สว่างไสวด้วยแสงไฟแห่งชีวิตชีวา

แต่...มันก็ไม่ออกมาเสียที

จะต้องขึ้น..และลงอีกกี่ร้อยรอบ
มันจึงจะเลือกได้สักชั้น
ที่ที่มันจะได้หยุด
ขึ้น...และลง

?


วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

ตามติดชีวิตคนกรุงฯ : โปรดระวังตีน


มันไม่ปกติก็เนื่องจากว่า
๑. มันเป็นทราย (แมวชอบ)
๒. มีท่อร้อยสายไรไม่รุ โผล่ออกมา ชวนสะดุดเป็นบ้า
๓. มีรูที่ท่อระบายน้ำ
๔. ละก้อ มีมอตะไซค์มาจอด


ศุกร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒

ไม่คิดว่าใจกลางกรุงเทพฯ
บนถนนเพลินจิต
เขา (คนที่เราก็รู้ว่าใคร) ปล่อยให้ฟุตปาธอยู่ในสภาพนี้นานนนนนนน
ขนาดนี้

(นานเท่าไหร่ไม่แน่ใจ แต่เมื่อปลายๆ เดือนพฤศจิฯ เพิ่งถอยสมเกียรติซังมา จะไปซื้อแบตที่บ้านหม้อ มารอรถป้ายนี้ ทางเท้ามันก็เป็นทรายอย่างที่เห็นวันนี้แหละฮ่ะ!!!)

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน "ฟรีเซ็กซ์" บาปหรือไม่



ไม่แจ้งด้วยเหตุผลกลใด นิตยสาร Secret ฉบับออกมาแล้วหลายเดือนที่อิฉันได้รับจากพี่สาวที่รัก  จึึงมีเรื่องเด่นโปรยบนปกเป็นวิสัชนาต่อคำถาม "ฟรีเซ็กซ์ บาปหรือไม่" โดย ว.วชิรเมธี


...หรือคุณพี่เธอฝาก message บางประการมากับพี่มอส??

อิฉันอ่านแล้วก็คันปาก ด้วยว่ามันช่างเป็นประเด็นคันใจ จึงคัดมาเล่าต่อกันดังต่อไปนี้

ปุจฉา: การมีพฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ หรือมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน โดยที่ต่างฝ่ายต่างเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก น่าลอง และเป็นการหาประสบการณ์ชีวิต อย่างนี้ถือว่าบาปหรือไม่ และจะต้องได้รับผลกรรมอะไรไหมครับ

วิสัชนา: พฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะพลังของความเชื่อมั่นในระบบศีลธรรมแบบไตรภูมิพระร่วง (กฎแห่งกรรม) ลดลง และพลังของเสรีนิยมประชาธิปไตยสูงขึ้น ซึ่งพลังของฝ่ายหลังนี้เองที่เปิดทางสะดวกให้สัญชาตญาณของมนุษย์ที่มีกิเลสคอยหล่อเลี้ยงเบ่งบาน

กฎแห่งกรรมที่เคยกำกับเส้นศีลธรรมในสังคมไทยอ่อนพลังลง "กฎแห่งกาม" ก็เลยเฟื่องฟู

กฎแห่งกามนั้นมีหลักอยู่ว่า ยิ่งตามใจกฎนี้มากเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีจุดจบ ทั้งนี้ กล่าวตามนัยพระพุทธวจนะที่พระพุทธเจ้าเคยตรัีสว่า

"เราอาจอาศัยความอยากละความอยาก (ตัณหา)
เราอาจอาศัยความทะนงตัว (มานะ) ละความทะนงตน
แต่เราไม่อาจอาศัยกาม (sex) ละกามได้เลย
ในกรณีของกามนั้น มีอยู่ทางเดียวที่จะละได้ คือ ต้องชักบันไดเสีย"

คำว่า "ชักบันได" คือ ต้องเลิกหมกมุ่น รู้จักพอ และถึงที่สุดคือ ต้องหันหลังให้โดยสถานเดียว การหมกมุ่นในกาม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะฟรีเซ็กซ์เรื้อรัง คือเป็นคู่นอนกันนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปถึงขั้นเสพติดในกามรส พึงใจเมื่อไรก็โทรศัำพท์หา แล้วมีอะไรกันเรื่อยๆ หรือในลักษณะของ one night stand ที่พอต้องการเมื่อไรก็ไปสอยมาจากแหล่งเริงรมย์ยามราตรี ก็ถือว่าเป็นบาปด้วยกันทั้งสิ้น

บาปในที่นี้มีความหมายเท่ากับคำว่า ทุกข์

แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะเกิดขึ้นจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม

ต้องไม่ลืมว่าความพึงใจไม่ใช่ศีลธรรม

ถ้าเราทำอะไรตามความพอใจ แล้วบอกว่าสิ่งนั้นไม่เดือดร้อนใคร ไม่น่าจะผิดศีลธรรม ความเข้าใจแบบนี้นับว่าอันตรายมาก เพราะเป็นวิธีคิดในลักษณะคิดเองเออเองทั้งเพ

ความสุขจากกามนั้น เป็นความสุขที่มีความทุกข์เคลือบแฝง การลิ้มรสกามนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งแสนหวานบนปลายมีดโกน กล่าวคือ มีความสุข แต่ก็มีความเสี่ยง

ในเบื้องต้นกว่าจะมีความสัมพันธ์กันก็ต้องหลบซ่อน ระหว่างมีความสัมพันธ์นั้นก็ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ และหลังมีความสัมพันธ์แล้วก็ต้องคอยปกปิดซ่อนเร้นต่อไป ทันทีที่มีอะไรกันและเดินหันหลังให้กันแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะจบลง แต่บางทีไม่เป็นเช่นนั้น ในบางกรณีอาจมีโรคที่เนื่องในกามเป็นของสมนาคุณ หรือในบางคู่อาจมีความถวิลหา ผูกพันฝังลึก กลายเป็นความปรารถนาที่ยืดเยื้อเรื้อรังออกไปไม่รู้จบ หรือบางคราวก็ต้องเสียเงินเสียทองมหาศาลเพื่อการได้มาซึ่งกามกรีฑาที่สุขสม ที่ร้ายกว่านั้นก็ทำให้ชีวิตคู่พังครืน

เวลาของกามนั้นสั้นนิดเดียว แต่โมงยามของทุกข์นั้น ขยายตัวไม่มีกำหนด

แม้กามรสซึ่งเกิดจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายอาจไม่ทำให้ใครเดือดร้อนในทันทีทันใด แต่ก็อยากเตือนไว้ว่า แท้จริงแล้ว ที่เราบอกว่ามันทำให้มีความสุขนั้น เจ้าความสุขที่ว่านี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

มองในแง่กรรม ณ ปัจจุบัน คนที่หมกมุ่นในกามจะทำให้คุณภาพจิตตกต่ำลงมาก ศักยภาพการใช้ปัญญาก็ไม่เฉียบแหลม สุขภาพกายก็โรยแรง ซ้ำยังต้องคอยปกปิดพฤติกรรมของตนไว้เป็นความลับ ส่วนกรรมในระยะยาวนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า ถ้าคู่นอนของตนเป็นผู้ที่มีเจ้าของแล้ว ถึงแม้สองฝ่ายจะพอใจในเพศสัมพันธ์ แต่ก็นับว่าผิดศีลข้อสามอยู่ดี (กาเมสุมิฉาจาร) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่ผิดศีลข้อสามจะไม่ถูกกรรมรังควาน

กรรมสำหรับคนที่ละเมิดศีลข้อสามคือ จะทำให้เขาไม่มีความสุขที่เกิดจากชีวิตสมรส มีพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบน มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพภายนอก ตัวเป็นชายใจเป็นหญิง ตัวเป็นหญิงใจเป็นชาย หรือชายไม่ใช่หญิงไม่เชิง ต้องอับอายอันเนื่องมาจากสาเหตุทางเพศของตน หรืออาจถูกกระทำการประทุษร้ายโดยมีเรื่องทางเพศเป็นสาเหตุ มีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เป็นต้น

ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ความพอใจไม่ใช่ศีลธรรม แม้กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตของเราเกิดจากความพอใจของตนและคนที่อยู่เคียงข้าง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ความพอใจในกามนั้น มีรากฐานมากจากกิเลส ไม่ใช่จากคุณธรรมที่ชื่อปัญญา

กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากกิเลส กิจกรรมนั้นมักมีทุกข์เป็นผล
กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากปัญญา กิจกรรมนั้นมักมีสุขเป็นผล

ถ้าเราหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพิษ จะหวังให้เกิดผลที่สมบูรณ์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

ความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดก็เช่นกัน ที่ว่ากันว่าเป็นความสุขนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า แท้ที่จริงมันเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้กามเหมือนผลไม้อร่อยที่มีพิษ แต่พุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณของกาม ดังนั้น ท่านจึงสอนว่า เมื่อจะบริโภคกามก็พึงทำเหมือนบริโภคอาหาร กล่าวคือ ต้องรู้จักเลือก รู้จักอิ่ม รู้จักพอ

ทางสายกลางยังคงเป็นคำตอบที่ใช้ได้เสมอ แม้ในเรื่องของกาม


หมายเหตุ: คัดจากคอลัมน์ Answer Keys ตอบคำถามโดย ว.วชิรเมธี
นิตยสาร Secret ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ (ปกพี่มอสสสส)

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ของฝาก




มีของฝากจากดอยสุเทพฮะ

เป็นข้อความดีๆ จากป้ายจากต้นไม้พูดได้ สองข้างทางบันไดขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ และบนวัดฮะ

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

สงสัย-สงสัย (๔)




Flames to dust
Lovers to friends
Why do all good things come to an end?




ท่อนหนึ่งจากเพลง All Good Things (Come To An End) ของ Nelly Furtado
...นั่นซี ทำไมอะไรที่ว่าดี มักอยู่ไม่คงทน
ไฟรักทำไมไม่ลุกโชนอยู่ชั่วกัลปวสาน
เชื้อเพลิงมันไม่แรงพอ หรือว่าลมมันแรงไป?



ป.ล. ถ้ามีใครช่วยอนุเคราะห์เอาเพลงนี้มาแปะก็คงดี
เพราะข้าพเจ้าทำมิเป็น

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

น่าคิด : อันเนื่องมาจาก "วรรณกรรมขาดแคลน"


พุธที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑

อ่านมติชนสุดสัปดาห์ ๑๙-๒๕ กันยายน ๒๕๕๑ แล้ว ติดใจบทความของ คำ ผกา
เจ๊แกร่ายถึงพล็อตวรรณกรรม ลามไปถึงบทละครโทรทัศน์
แกว่า สังคมพัฒนารูปแบบ เปลี่ยนรูปความสัมพันธ์และบทบาทไปมาก แต่ไหงพล็อตวรรณกรรมจึงย่ำอยู่กับที่ ติดอยู่กับพล็อตสำเร็จรูปไม่กี่แบบ

สะใจเจ๊แก เลยขอเอามาจุดกระแสถกเถียงในบล็อก (ตามเคย)

...คู่แต่งงานที่หย่าร้างจะเลี้ยงลูกกันอย่างไร โดยก้าวพ้นวาทกรรมเรื่องเด็กมีปัญหา เด็กขาดความอบอุ่น เด็กที่โตมากับพ่อคนเดียวหรือแม่คนเดียวจะกลายเป็นเด็กมีปมด้อย มีปัญหาทางเพศ ติดยา เบี่ยงเบน และอื่นๆ ร้ายไปกว่านั้น มีพ่อและแม่จำนวนมากที่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการเอาชนะคะคานทางอารมณ์ของกันและกัน

ผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกตามลำพัง (อย่างกรณีของ รมต. หญิงฝรั่งเศสที่ปฏิเสธจะบอกนักข่าวว่าพ่อของลูกในท้องของตนเป็นใคร และยืนยันสิทธิของเธอที่จะเป็นแม่ตามลำพัง ฉันคิดหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าหากเกิดกับ รมต. หญิงของไทย ป่านนี้คงถูกยำเละตุ้มเป๊ะ)

ชีวิตคู่ของเกย์ เลสเบี้ยน มิติของพ่อแม่ที่ติดยาเสพย์ติด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเลวช้า ชาติชั่ว หรือเด็กที่ิติดยาด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนกว่าเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่ไม่รัก ฯลฯ

เราไม่มีแม้กระทั่งหนังหรือละครที่พ่อแม่หย่าร้างกันอย่างสวยงาม มีวุฒิภาวะ ตกลงกันได้อย่างผู้ใหญ่ หรืออย่างน้อยตัวละครได้เติบโตไปพร้อมกับปัญหาที่พวกเขาเผชิญโดยไม่ต้องให้ใครมาตบใคร เราน่าจะมีละครที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าการมีลูกเป็นเกย์นั้นไม่ใช่อาชญากรรม โลกไม่ล่มสลาย เราไม่มีวรรณกรรม หนัง ละครเกี่ยวกับคนติด HIV ที่มีมิติของความเป็นมนุษย์

ยกเว้นแต่เป็นบทให้ตัวละครได้รับโทษอันเนื่องมาจากความสำส่อน...

จาก มติชนสุดสัปดาห์เล่มที่กล่าว หน้า ๙๒




วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

สงสัย-สงสัย (๔)


เห็นด้วยไหมกับ...

โลกมนุษย์คือโลกที่ต้องมีมนุษย์อยู่
ธรรมชาติจึงจัดสรรให้มนุษย์มีขบวนการสืบเผ่าพันธุ์
ความต้องการทางเพศจึงเป็นสัญชาติญาณที่รุนแรงมาก
แรงพอ ๆ กับสัญชาติญาณของหญิงที่อยากเป็นแม่คน
และแรงพอ ๆ กับสัญชาติญาณของแม่ที่ต้องการปกป้องลูกของตน เรื่องสัญชาติญาณนี่เป็นเรื่องลึกซึ้งและลึกลับของธรรมชาติ สัญชาติญาณที่รุนแรงเหล่านั้นล้วนเป็นแผนการณ์ให้มนุษย์จำเป็นต้องทิ้งเผ่าพันธุ์ไว้ในโลกมนุษย์ การฝืนธรรมชาติเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องยากมาก



ได้มาจาก http://www.dhammajak.net/book-other/23.html (คลิกไปอ่านต่อได้นะค๊า)
ขอขอบคุณพี่เพ็ญใจดี (http://pensij.multiply.com/) ที่นำเรื่องนี้มาฝากน้องม้อย(สาวโสดซึ่งกำลังสับสนใจกับการมีคู่)ค่า

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

If Love, Love Openly

 

ในวัดนิกายเซนอีกเหมือนกัน;

มีภิกษุุอยู่หลายสิบรูป และมีนักบวชผู้หญิงที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่ง ชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย. เอฉุ่นเป็นหญิงที่สวยมาก แม้จะเอาผมออกเสียแล้ว แม้จะใช้เครื่องนุ่งห่มของนักบวชที่ปอนมากก็ยังสวยอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง และทำความวุ่นวายให้แก่ภิกษุทั้งหมดนั้นมาก แทบว่าจะไม่มีจิตใจที่จะสงบได้. ภิกษุองค์หนึ่งทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมายส่งไปถึง ขอร้องที่จะมีการพบกันอย่าง private คือเป็นการขอพบเฉพาะตัว. เอฉุ่นก็ไม่ตอบจดหมายนั้นอย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้น กำลังประชุมอบรมสั่งสอนกันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากรวมอยู่ด้วย;

พอสั่งสอนจบลง เอฉุ่นก็ยืนขึ้นกล่าวถึงภิกษุนั้นว่า ภิกษุที่เขียนจดหมายถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้าจากหมู่ภิกษุเหล่านั้นเถิด; ถ้ารักฉันมากจริงๆ ก็จงมากอดฉันที่ตรงนี้;

 

แล้วนิทานของเขาก็จบ.

 

นี่ท่านลองคิดดูเองว่า นิทานอิสปเรื่องนี้จะสอนว่ากระไร;

ก็หมายความว่า การสอน การอบรมที่ตรงไปตรงมาตามแบบของนิกายเซนนั้น กล้ามาก ทำให้คนเรากล้าหาญมาก และไม่มีความลับที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ไม่ต้องปกปิด คือสามารถที่จะเปิดเผยตนเองได้ มีสัจจะมีความจริง โดยไม่ถือว่าความลับมีในโลก นี้เราจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิญญาตัวอย่างไรแล้ว จะต้องทำอย่างนั้น;

ไม่มีความลับที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือนแม้ในการที่จะเรียกตัวเองว่า ครูอย่างนี้เป็นต้น. บางคนกระดาก หรือ ร้อนๆ หนาวๆ ที่ว่า จะถูกเรียกว่าครู หรือจะถูกขอร้องให้ยืนยันปฏิญญาความเป็นครู;

นี้แสดงว่าไม่เปิดเผยเพียงพอ ยังไม่กล้าหาญเพียงพอ;

จะกล้าปฏิญญว่าเป็นครูจนตลอดชีวิตหรือไม่ ยิ่งไม่กล้าใหญ่. ใครกำลังจะลงเรือน้อยข้ามฟากไปฟากอื่นซึ่งไม่ใช่นครของพวกครูบ้าง ก็ดูเหมือนไม่กล้าเปิดเผยเพราะเราไม่ชอบความกล้าหาญ และเปิดเผยกันอย่างสูงสุด เหมือนกะคนในเรื่องนิทานนี้

 

 

 

จากนิทานเรื่อง “ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย”

จากหนังสือนิทานเซ็น เล่าโดยพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม พิมพ์โดยธรรมสภา

(ไม่ระบุปีที่พิมพ์ แต่ซื้อเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๓ ที่ร้านดอกหญ้า โรบินสัน ราชบุรี)

เข้าใจว่าน่าจะเป็นการถอดความจากการเล่าให้บรรดาครูที่มาสวนโมกข์ฯ ในวันอาทิตย์หนึ่ง (ไม่มีวัน-เดือน-ปี ระบุ)

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิธีอยู่กับคนที่เกลียด

เมื่อคืน, จริงๆ คือเมื่อเย็นวาน ตั้งใจจะอยู่ทำงานให้เสร็จเพราะทราบว่าคุณหัวหน้าจะเข้ามาทำงานในวันเสาร์
(เหอ เหอ หัวหน้าดิฉันเป็นคนขยันน่ะ) ก็เลยอยู่เย็น เขียนเรื่องไป สลับกับแว้บๆ มาต่อล้อต่อเถียงกับเพื่อนสาวทาง multiply พอให้หายกลัวผี

แล้วฝนก็เทลงมา..อย่างหนัก
หลายคนที่กะจะทำงานให้เสร็จ (ผู้หญิงทั้งนั้นเลยท่าน) ก็เลยกลายเป็นคนติดฝนกันไป
แล้วรุ่นพี่คนหนึ่งก็เดินมาคุยด้วย-ขอเรียกว่าพี่เอละกัน
เธอปรับทุกข์ (ก็น่าจะเรียกอย่างนั้นได้แหละ) ถึงเหตุการณ์ที่พี่อีกคน ที่ทำกับเธอไม่ดีเลย-คนนี้ขอเรียกพี่บี
สองคนนี้ทำงานด้วยกัน พี่เออาวุโสกว่าพี่บี แต่พี่บีเป็นสาวเก่ง ชีจึงมั่น พลอยให้กลายเป็นคนปากคอแรงไปด้วย
พี่เอสรุปว่า พี่บีก้าวร้าว

ดิฉัน ซึ่งที่จริงก็อาวุโสน้อยที่สุด แต่ดันเจ๋อไปอยู่ในซีนที่พี่สองคนนี้กระแทกใส่กัน (ก็ซีนนี้แหละที่พี่เอปรารภถึง) ซึ่งพี่เอไม่ทันสังเกตหรอกว่าดิฉันรู้เรื่อง
ดิฉันก็ได้บอกพี่เอว่าเห็นเหมือนกัน รู้สึกด้วยว่าคำพูดที่ออกมาจากปากอีกฝ่ายนั่นมันบาดหู บาดใจมากๆ
 
แต่ดิฉันว่าดิฉันเข้าใจทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งก็เป็นคนปากเสีย เจ้าอารมณ์ แล้วก็ไม่ค่อยจะมองเห็นใจคนอื่น ว่าเค้าก็เหนื่อย ก็พยายามทำงานเหมือนตัวเอง แถมยังชอบคิดว่าตัวเองทำงานของคนอื่นเก่งกว่าเจ้าของงาน แล้วก็ชอบไปว่าคนอื่นว่าทำงานไม่เป็นอยู่บ่อยๆ (เนื่องจากเป็นคนเก่งไง เลยทำงานเป็นซะหมด)
อีกฝ่ายก็มีข้อจำกัดในการทำงาน แต่อธิบายให้ฝ่ายแรกฟังหรือยังไม่ทราบนะ

ในฐานะคนนอก รู้จักทั้งสองฝ่าย รักทั้งสองฝ่าย และไม่ได้เข้าข้างใคร จึงมองเหตุการณ์นี้ได้ทะลุึปรุโปร่ง

(ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำงานด้วยกัน เหนื่อยเหมือนกันแล้วพี่จะพูดดีๆ กันไม่ได้หรอ จะเห็นใจกันกว่านี้ไม่ได้หรอ..มาได้คำตอบในภายหลังว่าคงจะยาก เพราะดูเหมือนพี่บีเค้าทำให้พี่เอรักเค้า 'ลง' ได้ยาก ส่วนพี่บีเองก็ไม่เคย respect พี่เออยู่แล้ว ...ดิฉันสรุปเอาเองว่าสองคนนี้ไม่พยายามมากพอที่จะเข้าใจกันและกันน่ะ)

พี่เอ ซึ่งเค้าก็เป็นผู้ใหญ่ เข้าใจโลก และเป็นคนที่ถ้าไม่กลั้นโมโม จะโมโหได้อย่างปรี๊ดแตกแหลกราญสุดๆ คนนึง (ดิฉันเคยเห็นตอนพี่เขาเมาค่าคุณขา-เป็นอะไรที่สยองเกล้าสุดๆ) บอกว่าต้องให้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่สวนกลับทุกครั้งที่พี่บีใส่มา
แต่ดูเหมือนพี่บีจะทำกับพี่เอไว้มาก..เกินไป
ไหนจะกลุ่มเพื่อนสาวของพี่บีอีก สาวๆ กลุ่มนี้เป็นอะไรที่ 'สุดๆ' พวกชีจะคอยยุยงให้พี่บีก้าวร้าวกับคนอื่นๆ  จับกลุ่มนินทาคนอื่น และขยันสร้างสรรค์ทัศนคติในทางที่แย่กับเพื่อนร่วมงานอื่นๆ เสมอ
ล่าสุึดนี่พี่เอเชื่อว่า ลูกน้องคนหนึ่งของเธอลาออกไปเพราะทนทำงานกับพี่บีไม่ได้ และลูกน้องที่เหลือๆ ก็ไม่มีใครอยากทำด้วยเลย เพราะกลัว (ขอบอกว่าดิฉันก็เชื่ออย่างเดียวกัน)

พี่เอบอกว่าวันนั้นเขาก็กลั้นไว้ ไม่อยากมีเรื่องกับเด็กให้เสียคน
เขาว่าเขาไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว
เขาเกลียดสังคมที่เป็นคนแบบนี้กัน
....โอ ฟังแล้วจุกใจ
ดิฉันก็อยู่ในสังคมนี้เหมือนกันนี่หน่า

โชคดีที่พี่เอเขาเป็นผู้ใหญ่ เห็นว่าดิฉันมีสีหน้าซีดเซียว (ทั้งที่ไม่ขาว) ลงทุกที เลยบอกว่า
..พี่ขอบใจเพื่อนพี่นะ ที่มันส่งอีเมล์อันหนึ่งมา เป็นคำสอนของ ว.วชิรเมธี ว่าด้วยเรื่องวิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด
ทุกวันนี้พี่ก็อยู่ได้เพราะคิดอย่างที่ท่านสอน ดีนะม้อย เดี๋ยวพี่ปรินท์มาให้.. แล้วชีก็ปรินท์มาให้จริงๆ (น่าจะฟอร์เวิร์ดมานะคะพี่ หนูจะได้ไม่ต้องพิมพ์ใหม่)
ดิฉันเห็นว่าดี จึงนำมาบอกต่อ
ท่านว่า..

คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่่งตามกิเลส กิเลสก็จะำพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในที่ดีที่สุกที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมาทองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ

อีกตอนว่า

บางทีคนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคือง และอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาเลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกใหม่เสียดีกว่า
คิดเสียว่า
คนเราไม่มีใครดีพร้อม หรือเลวไม่มีีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม


ดิฉันว่า สิ่งที่หายไประหว่างเรากับคนที่เราคิดว่าเราเกลียดเขา คือความเมตตานะ
ว่าอย่างนั้นไหม? 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Face/Off




เหนื่อยไหมกับการใส่หน้ากากหลอกลวงกัน?
ถ้าเหนื่อย
ก็ถอดเสียเถิด หน้ากากจอมปลอม
พักการตอแหลกันเสียบ้าง
เปิดใจต่อกัน เปิดใบหน้าที่แท้
ต่อไปจะได้ไม่ต้องสวมหน้ากากให้หนักหน้า


หมายเหตุ ขอบคุณใบหน้าสวยๆ บนกำแพงด้านหนึ่งของ Veranda เชียงใหม่
(ชอบมากๆ ขอบอก)

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เสื่อม!


ซ้อนแผนแอบถ่าย ผศ.ฉาว ขออึ๊บนศ.แลกเกรด [30 มิ.ย. 51 - 05:05]

 

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 29 มิ.ย. พ.ต.ต.รักเกียรติ แย้มบางยาง พนักงานสอบสวน สภ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี รับแจ้งจาก น.ส.เฟิร์น (นามสมมติ) อายุ 21 ปี อยู่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เป็นนักศึกษาปีที่ 3 คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่า ขอให้ดำเนินคดีกับ ผศ.จักรฤทธิ์ อุทโธ อายุ 41 ปี อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน ในข้อหากระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ

 

ทั้งนี้ น.ส.เฟิร์นให้รายละเอียดว่า ภาคเรียนก่อนหน้านี้เคยเรียนวิชาที่ ผศ.จักรฤทธิ์ เป็นผู้สอน ภายหลัง ผศ.จักรฤทธิ์ ได้ขอเบอร์โทรศัพท์มือถือไป ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าอาจารย์คงขอไปเพื่อความสะดวกในการติดต่อเรื่องการเรียนการสอนแบบอาจารย์กับลูกศิษย์ตามปกติทั่วไป แต่เรื่องกลับตรงกันข้ามเมื่อ ผศ.จักรฤทธิ์ได้โทรศัพท์มาหาพูดจาแทะโลมไม่เว้นแต่ละวัน รวมทั้งชวนไปกินข้าว ชวนไปเที่ยว แต่ไม่เคยรับปากและบ่ายเบี่ยงตลอดมา พอปฏิเสธไปกลับถูก ผศ.จักรฤทธิ์ ข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือให้ระวังเรื่องเกรดในวิชาที่เรียนอาจจะมีปัญหา สุดท้ายวิชาดังกล่าวเพื่อนที่เรียนด้วยกันได้เกรดเอหมดยกเว้นตนได้เกรดต่ำกว่าเพื่อน

 

นักศึกษาสาวเหยื่ออัพเกรด กล่าวอีกว่า กระทั่งมาภาคเรียนปัจจุบัน ตนพยายามหลีกเลี่ยง ไม่เลือกเรียนวิชาเลือกที่ ผศ.จักรฤทธิ์เป็นผู้สอน แต่ก็หนีไม่พ้นต้องเรียนวิชาที่ ผศ.จักรฤทธิ์สอนอีกจนได้ และก็ถูกอาจารย์พยายามแทะโลม และลวนลามทุกครั้งที่มีโอกาส จนทนไม่ไหวนำเรื่องไปหารือกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้แต่บอกให้ระวังตัวเอง ไม่สามารถดำเนินการอะไรกับอาจารย์คนนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีบรรดานักศึกษาพูดจากันหนาหูว่ามีนักศึกษาหลายรายต้องพลีกายให้กับอาจารย์คนนี้เพื่อแลกกับเกรด ซึ่งมีทั้งนักศึกษาหญิงและนักศึกษาชายที่หน้าตาดี

 

เมื่อหาทางออกไม่ได้ จึงไปปรึกษากับนายตำรวจคนหนึ่ง วางแผนให้ติดอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงติดตัวไปทุกครั้ง หาก ผศ.จักรฤทธิ์นัดหมายให้เข้าไปพบที่ห้องพักอาจารย์ ชั้น 3 อาคารคณะศิลปศาสตร์ เพราะเชื่อว่าต้องถูกลวนลามอย่างแน่นอน และทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เมื่อ ผศ.จักรฤทธิ์ได้นัดให้ไปพบที่ห้องพักอาจารย์ หนูจึงติดอุปกรณ์ถ่ายภาพและเสียงไว้ตามแผน เมื่อไปในห้องพักก็ถูก ผศ.จักรฤทธิ์เข้ามาลวนลาม โอบกอด แถมยังขอทำอะไรมากกว่านั้นในห้องพัก แต่หนูพยายามบ่ายเบี่ยงเอาตัวรอด ขอผลัดไว้เป็นวันหลัง โดยบอกว่ามีเพื่อนมารออยู่ชั้นล่าง อาจารย์ก็ยินยอม แต่ขอจูบมัดจำโดยหอมแก้มหนึ่งครั้ง เมื่อได้หลักฐานแล้วหนูจึงมาแจ้งความดำเนินคดีน.ส.เฟิร์นกล่าว

 

หลังการแจ้งความ น.ส.เฟิร์น เปิดเผยอีกครั้งว่า หลังการแจ้งความรู้ดีว่าจะต้องได้รับแรงกดดันจากทางมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง แต่ขอยืนยันว่าเรื่องราวลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานแล้วกับนักศึกษาหลายคนหลายรุ่น ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ ตนจำเป็นต้องกล้าทำและกล้าแจ้งความเพื่อกระชากโฉมหน้าที่แท้จริงของอาจารย์คนนี้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง และปกป้องไม่ให้นักศึกษาคนอื่นต้องมาเสี่ยงภัยกับอาจารย์ที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้

 

ทางด้าน พ.ต.ต.รักเกียรติเปิดเผยว่า เมื่อมีผู้เสียหายมาแจ้งความทางพนักงานสอบสวนจะทำหนังสือส่งไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้ส่งตัว ผศ.จักรฤทธิ์ มารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ หากยังไม่มาคงต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์มือถือของ ผศ.จักรฤทธิ์ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่ยอมรับสาย พอโทร.ไปอีกครั้งปรากฏว่าปิดเครื่องไปแล้ว จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ผศ.มนูญ ศรีพิพัฒน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอาจารย์คนนี้มีหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมหลายครั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผู้ร้องเรียนไม่ลงชื่อจริง แต่ครั้งนี้มีนักศึกษาถูกกระทำและมีการแจ้งความพนักงานสอบสวน ทางผู้บริหารคงนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงอย่างเร่งด่วน และจะไม่มีการปกป้องคนผิดอย่างเด็ดขาด

 

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=95312


วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สวัสดีวันสุนทรภู่


ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง           มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา         ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ            สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย                ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก        สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป            แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

 

จาก นิราศภูเขาทอง วรรณคดีประเภทนิราศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดของ สุนทรภู่ ู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๙-๒๓๙๘) ซึ่ึ่งได้แต่งนิราศเรื่องนี้ระหว่างการเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ณ กรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) ในเดือนสิบเอ็ด ปีชวด (ราว พ.ศ. ๒๓๗๑) ขณะบวชเป็นพระภิกษุ