แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำถามที่ยังไม่ได้ตอบ

 

“..ยังรักกันอยู่ไหม?”

เขาถามมาตามสาย

 

ทั้งๆ ที่ควรตอบรับ

แต่ฉันตอบกลับเพียงเสียงหัวเราะ

เพราะไม่รู้ว่าเขาถามเพื่ออะไร

เพื่อที่จะได้ครอบครองฉัน

หรือแค่ถามไปอย่างนั้น

 

ทั้งๆ ที่ต้องการมีเขา

ทั้งๆ ที่ก็เหงาเหมือนกัน

แต่ฉันยังไม่แน่ใจ

จะทนได้ไหม ชีวิตที่มีใครครอบครอง

 

ถ้าฉันตอบรับให้กับคนที่แค่อยากรู้

แต่ไม่ต้องการครอบครอง

ต่อไป ฉันจะกลายเป็นอะไรในสายตาเขา

คิดไม่ถึง นึกไม่ออก

 

ด้วยเหตุนี้

ผู้หญิงโง่อย่างฉันจึงไม่มีคำตอบให้คำถามของเขา



วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

ร้อนจนโลกเอียง



แว่นกันแดดกันยูวี 400% ยังเอาไม่อยู่




ศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๒

เก็บตัวหนาวอยู่ในออฟฟิศมาตลอดอาทิตย์
วันนี้ออกมาข้างนอก (ความจริงคือบ้านนอก)

รู้สึกร้อนจนปวดหัว
ตัวเอียง...เพราะความมึนส์






วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

ตามติดชีวิตคนกรุงฯ : โปรดระวังตีน


มันไม่ปกติก็เนื่องจากว่า
๑. มันเป็นทราย (แมวชอบ)
๒. มีท่อร้อยสายไรไม่รุ โผล่ออกมา ชวนสะดุดเป็นบ้า
๓. มีรูที่ท่อระบายน้ำ
๔. ละก้อ มีมอตะไซค์มาจอด


ศุกร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒

ไม่คิดว่าใจกลางกรุงเทพฯ
บนถนนเพลินจิต
เขา (คนที่เราก็รู้ว่าใคร) ปล่อยให้ฟุตปาธอยู่ในสภาพนี้นานนนนนนน
ขนาดนี้

(นานเท่าไหร่ไม่แน่ใจ แต่เมื่อปลายๆ เดือนพฤศจิฯ เพิ่งถอยสมเกียรติซังมา จะไปซื้อแบตที่บ้านหม้อ มารอรถป้ายนี้ ทางเท้ามันก็เป็นทรายอย่างที่เห็นวันนี้แหละฮ่ะ!!!)

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โปรดใช้วิจารณญาณในการกิน



๓ ชามฮะ

(ป๊อปบอกผู้หญิงเค้ากิน ๒ ชามอิ่ม-เป็นความจริงหรอฮะ???)

(ขอสกิปออกนอกทริปท่องเที่ยวสักประเดี๋ยวนะฮะ พี่น้อง)

จันทร์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

พี่โอ๋ไม่อยู่ เลยชวนกันกับป๊อป ว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยว ร กัน
ก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้พี่โอ๋ไม่ค่อยโปรด เนื่องด้วยว่ามันฮ็อต คนหลาย
กว่าจะได้รับประทานต้อง ร กันสมชื่อ

แถมแพงได้อีก

แต่เรื่องของเรื่องมันอร่อย
ม้อยกับป๊อปเลยแอบมากินกันสองคนอยู่เนืองๆ

วันนี้เข้าร้านเวลาประมาณบ่ายโมง
ไม่ค่อยมีึคนแล้ว ก็สั่งกันตามสบาย
ม้อยสั่ง ๓ ป๊อปสั่ง ๔ พร้อมโค้ก (ต้องโค้กเท่านั้นนะฮะ)

แต่พอเหลือบไปเห็นป้ายราคาเท่านั้นแหละ
แม่เจ้า!!!

จากที่ตั้งใจจะทำอัลบั้มชวนกิน ก็ต้องเปลี่ยนประเด็นเป็นดังหัวข้อที่ตั้งไว้แหละฮะ

โปรดใช้วิจารณญาณในการกินฮะ!


หมายเหตุ
-ก๋วยเตี๋ยว ร อยู่ในซอยตรงข้่าม 7-11 ที่เคยเป็นแมคโดนัลด์เก่า บนถนนอโศก
-ปากซอยเป็นร้านข้าวแกงอินเตอร์ ร้านนี้ก็ฮิตมาก
-(นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกหรอกฮะ มีก๋วยเตี๋ยวเรืออื่นๆ อีกมาก ที่ควรค่าแก่การกระเสือกกระสนไปกินมากกว่า)
-กินครั้งแรกชามละ ๑๒ บาท ก็ว่าหรูแล้ว ต่อมาขึ้นเป็น ๑๔ และ ๑๖ บาทอย่างที่ทราบ
-ที่ราคาขนาดนี้ รสชาติประมาณนี้ แต่ยังขายดีนัก สงสัยจะเพราะมันอยู่ใกล้ตึกแกรมมี่สิฮะ
-เป็นความเห็นส่วนตัวนะฮะ
-ใครเห็นว่าชามจ้อยขนาด ๓ คำ ราคา ๑๖ บาทไม่แพงก็โปรดอย่ามาว่ากันเลยฮะ




วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ถ้าโลกนี้ไม่มีกระแสไฟฟ้า



..โต๊ะโคตรรก



ศุกร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ไฟฟ้าที่ตึกดับอีกหน
เป็นครั้งที่ ๓ หรือ ๔ ในรอบเดือนได้
ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของสำนักงานในตึกที่่ตั้งอยู่กลางใจเมืองแบบนี้
จะใจเย็น ยอมให้ไฟดับได้บ่อยขนาดนี้

ดับทีไม่ใช่ ๕ นาที ๑๐ นาที
คราวก่อนโน้นดับ ๓ ชั่วโมง (คนขยันหยั่งเรายังนั่งรอไฟมา)
ว่ากันว่าฟิวส์ขาดหรืออะไรสักอย่าง ไม่ใช่ฟิวส์ตัวเล็กนะ ฟิวส์นั่นมันอยู่นอกตึก
คราวนี้ดับสักชั่วโมงได้
รอไม่ไหว ลงมาหาอะไรแดรกดีกว่า
(เซ็ง)

เท่าที่สอดแนมมา พบว่าฟิวส์ขาดอีก

(ไมมันขาดกันบ่อยนักวะ? หรือฟิวส์นั่นมันเมด อิน ไชน่า??)


วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๗ : เบื่อแล้ว




ไม่รู้มันเริ่มจากตรงไหน
และไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร

แต่เท่าที่รู้ ตอนนี้...เบื่อแล้ว

สงสัย
ทำไมคนเราถึงเบื่อบางสิ่งบางอย่าง
ทำไมบางคนเบื่อง่ายกว่าบางคน
คนเราเบื่อเป็นกันทุกคนหรือเปล่า
ทำไม? มีอะไรที่จุดจุดหนึ่งทำให้เราเบื่องั้นหรอ?
หรือมันแค่คลิกหนึ่งของอารมณ์
แค่วูบหนึ่งที่ระดับฮอร์โมนบางตัวแกว่งจากระดับสมดุล

เบื่อแล้วจะกลับมาชอบใหม่ได้ไหม
หน่ายแล้วจะกลับมาติดอีกได้หรือเปล่า?

ไม่รู้
..รู้แต่ว่าตอนนี้เบื่อแล้ว



วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

เลือกมา..ว่าจะรักใคร




ใกล้เลือกตั้งแล้ว
กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยป้ายโฆษณาหาเสียง
แต่ยังไม่มีใครในหัวใจเลย

ทำใจให้เลือกไม่ได้ว่ะ



วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๖ : คนที่ควรไว้วางใจ

 

 
ฉัน: ดิฉันไม่เคยไว้ใจใคร!

เขา: ในแง่คนรัก หรือ ในแง่อื่นๆ เช่นเพื่อน

ฉัน: โทษที หมายถึงไม่เคยไว้ใจผู้ชาย

กับเพื่อน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ

 

....คือส่วนหนึ่งของการตอบโต้ในบล็อกอันหนึ่งที่เขียนถามความเห็นเกี่ยวกับความไว้วางใจคนรัก

ตอนที่ตอบเขาไปว่า "กับเพื่อน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ" นั่น คิดในใจ แต่ไม่ได้เขียนลงไป ว่า

 

เพราะถ้าคนคนนั้นไม่น่าไว้วางใจแล้ว เราก็คงไม่คบเป็นเพื่อนหรอก

 

ก็เราน่ะหยิ่งจะตายไป เพื่อนเนี่ย เลือกคบหยั่งกะอะไรดี

ทุกวันนี้ก็เลยมีเพื่อนจริงๆ น้อย นับหัวถ้วน แต่ทุกคนที่เรียกว่า "เพื่อน" เป็นคนที่วางใจได้ พูดกันได้อย่างเปิดอก

รู้สึกว่าแบบนี้ดีกว่ามีเพื่อนมาก แต่วางใจไม่ได้ เข้าไม่ถึง

 

 

...วันนี้ หลัง Mamma Mia ที่สกาล่า ขณะโซ้ยส้มตำปูปลาร้า (หวาน) ในร้านมารีน่ากับป้าอ้อย เพื่อนรุ่นพี่ที่ทั้งรักทั้งงอน ถูลู่ถูกังกันมานาน และี่กำลังจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กันอีกพักใหญ่

(อันนี้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผลักดันให้ต้องมองหาคู่หู คู่หาง หรือถ้าเป็นไปได้คือคู่รัก สำหรับเป็นเพื่อนทำกิจกรรมสัพเพเหระที่เคยทำกับป้ามัน)

ขณะพูดถึงวันเดินทางของชี ก็ดันนึกถึงความวางใจ-ไม่วางใจอะไรนี่ขึ้นมาอีกหน

ด้วยความเป็นคนไม่เก็บกักอะไรอยู่ในใจ แล้วก็ไม่สนใจว่าเพื่อนจะทำไง ลำบากใจไหมกับเรื่องที่ได้รู้

จึงได้ทำการสารภาพให้ป้าอ้อยฟังไป

 

..ว่า เราเพิ่งจะเสียเวลา ๑๐ ชั่วโมง (ของวัยสาวตอนปลาย) ในการลงทุนทำความรู้จักกะคนคนหนึ่ง โดยการพบกันสองวาระ

 

บ้าแท้ๆ

นั่งคุยกันครั้งละ ๕ ชั่วโมง (๕ ชั่วโมงเชียว!)

 

๑๐ ชั่วโมง ของวันเสาร์อาิทิตย์

 

แทนที่จะเอาไปนอนกลางวันให้หน้าตาเอิบอิ่ม

แทนที่จะเอาไปดูหนัง X กองเป็นตั้งที่รอฤกษ์อยู่ ว่าเมื่อไหร่มึงจะดูกูเสียที

แทนที่จะเอาไปท่องศัพท์ ทบทวนแกรมม่าภาษาญี่ปุ่น (ใกล้สอบแล้วนะแก)

แทนที่จะเอาไปฝึกโยคะให้เก่งๆ จะได้กลายเป็นป้าจิ๊ไวๆ

แทนที่จะเอาไปนั่งเล่นทอดหุ่ยในสวนสาธารณะ ดูพ่อแม่ลูกเค้าจูงมือกันเดินเล่น มีความสุข

แทนที่จะเอาไปเยี่ยมเพื่อนที่ไม่สบาย

แทนที่จะเอาไปนั่งเขียนบล็อก จีบผู้ชายทางเอ็มเอสเอ็น แม้กระทั่งเซ็กซ์โฟนกะใครสักคน

 

ดันเป็น ๑๐ ชั่วโมงที่

 

..ต้องรับอนุมูลอิสระจากควันบุหรี่โดยไม่จำเป็นเล้ย-ปกติโคตรจะรังเกียจ (วิตามินซีวันละพันมิลลิกรัมจะช่วยให้กูไม่ให้แก่กะไอ้ควันนี้ได้ไหมเนี่ย?)

..ต้องนั่งฟังเรื่องของเขาเป็นส่วนใหญ่ เรื่องตัวเองไม่ค่อยมีจังหวะพูด (หรือเขาไม่อยากรู้วะ?)

..ต้องปั้นหน้าระรื่น แสร้งว่า ดิฉันนั้น ที่แท้แล้วเป็นผู้หญิงใจกว้าง ฉลาด เข้าใจอะไรง่ายๆ และเป็นมิตรกับคุณเสมอ (อ้วก!)

..ก่อนจะเสียเวลา ๑๐ ชั่วโมง ต้องถ่อไปที่นัดที่แม่ง ไกลบ้านกูเจงๆ อีก

..แถม ไอ้ ๑๐ ชั่วโมงนรกที่ควันบุหรี่เข้าตานี่ ยังทำให้สมองเบลอ ประมวลผลพลาด

 

ตัดสินใจไว้วางใจเขาไปซะงั้น

 

เฮ้่อ.... แย่ว่ะ

เสียความรู้สึกไม่น้อย แต่คงไม่บ่นมากแล้ว

เท่าที่บ่นไปก็มีกระแสเสียง ทับถม+สมน้ำหน้า จนกูจะบ้าอยู่แล้ว

 

เอาเป็นว่า ขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ละกัน

ว่าต่อไปให้จำไว้

 

..ในเมื่อคิดว่า เพื่อน คือคนที่แกไว้ใจได้เสมอ

ก่อนจะคิดไว้ใจผู้ชาย ก็ควรคบให้ชัวร์ก่อน

ว่ามันเป็นเพื่อนกะแกได้

 

 

 

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เชิญชิม: ขนมปังฟักทองรุ่นช้างเหยียบ



ใครเค้ายัดขนมปังใส่ซองกันงี้มั่งยะ

วันอังคารที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๑

ได้รับจดหมายอีเอ็มเอสจากแม่ริม เชียงใหม่
เป็นซองพัสดุแปลกประหลาด เพราะความหนัก อ้วนใหญ่ที่เมื่อกดแล้วก็พบว่าูนุ่มนิ่มพิลึก

ใช่แล้ว เอ๋ เพื่อนเรากำลังคึกกับการอบขนมปังฟักทองสูตรเด็ดที่เธอได้รับจากพี่แอน
และเพราะดิฉันดันไปปรามาสเธอให้ว่า จะอร่อยเร้อ
คุณเธอเลยจัดแจงแพ็คขนมปังฟักทองที่อบเสร็จเย็นวันอาทิตย์ส่งอีเอ็มเอสมาให้เพื่อนชิม
เพื่อนจะได้ประจักษ์ถึงเสน่ห์ปลายจวักของเธอ

ไอ้เราก็ไม่นึกว่าคุณเธอจะเขียมถึงปานนี้
นึกซะสวยหรูว่ามันต้องมาในกล่องพลาสติก แพ๊คเรียบร้อยในกล่องพัสดุไปรษณีย์อย่างดี

...เพื่อนเราคงมองกระบวนการส่งพัสดุไปรษณีย์ในแง่ดีไปหน่อย
ไม่คิดว่ามันจะมาถึงผู้รับในสภาพ "แบน" เหมือนถูกคุณบุรุษไปรษณีย์นั่งทับเยี่ยงนี้

เอาล่ะ ไม่พูดพล่ามทำเพลงละ จะทำหน้าที่นักวิจารณ์อาหารละนะ

รูปลักษณ์: มันมาถึงชั้นในสภาพแบนเหมือนช้างเหยียบงี้อะนะแก ต้องใช้จินตนาการสูงสักนิด ว่าถ้าอยู่ในสภาพมาตรฐาน ขนมปังฟังทองของแกจะน่ากินขนาดไหน

สัมผัส: อบใหม่ๆ มันควรจะนิ่มๆ ละลายในปากได้เหมือนขนมปังเนยสดใช่ไหมนี่ แต่ที่ชั้นกินมันมีเนื้อเหมือนขนมปังเนยสดอัดเม็ดอะนะแก ไม่แฟร์กับนักวิจารณ์อาหารเลยนะ T-T

กลิ่น: ชั้นว่ามันก็หอมเหมือนหอมขนมปังอะนะ (เซริมซังบอกว่าได้กลิ่นยีสต์)

รสชาติ: เชื่อว่ารสชาติที่ไม่ถูกทำลายโดยกระบวนการขนส่งคงไม่แย่เกินไปนัก ขนมปังแกไม่หวาน และไม่เค็ม รสอ่อนๆ ชั้นชอบอาหารรสอ่อนๆ ที่มีรสชาติ

สรุปว่าชั้นคงชอบขนมปังฟักทองแกอะนะ

ป.ล.ชั้นไม่ได้รสฟักทองเลยว่ะ กลิ่นก็ไม่ได้ มีแต่สีอะ

เพื่อความเป็นธรรม ชั้นได้นำไปให้ พี่เอ๋-แม่น้องอิ่มเอม (พี่เอ๋รับไป ๑ ก้อน) และเซริมซัง บัดดี้ของชั้นชิม (เซริมชิมไปคำเดียว) และได้คำวิจารณ์มาฝากดังนี้

พี่เอ๋-แม่น้องอิ่มเอม: น่าจะอร่อยถ้ามันฟูๆ นิ่มๆ อะนะ พี่ว่าตอนนั้นเนื้อคงจะเหนียวๆ แต่นี่ก็รสชาติใช้ได้นะ

เซริมซัง: หอมกลิ่นยีสต์ (ซะงั้น) ชอบรสชาตินะ เพราะเราไม่ชอบขนมปังหวานๆ แล้วนี่ก็ไม่เค็มดีด้วย เนื้อก็มันๆ ดีนะ สรุปว่าชอบ

...เป็นไง?
เพื่อนชั้นมีแต่ผู้หญิงคิดบวกทั้งนั้นเลย จริงไหม?

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึก-เบื่อ

จันทร์ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เมื่อวันเสาร์เพิ่งเล่าว่ามีพี่มาบ่นเรื่องพี่อีกคน
แสดงให้เห็นถึงความเบื่อที่ทำงานของแกให้ดิฉันฟัง
เย็นวันนี้  โดยไม่ทันตั้งตัว  ดิฉันก็ได้ประจักษ์ถึงความเบื่อเสียเอง

ช่วงนี้กำลังปิดเล่ม
วันนี้วันจันทร์ พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วก็็โหมทำงานจนเปลี้ยไปหมด ไม่รู้ทำไปได้ไง เขียนคอลัมน์ปฏิทินข่าวรายงานอีเวนท์ชวนใช้เงินในการเที่ยว กิน ดื่ม เสร็จไปประมาณ ๑๕ ข่าวได้ (น่าเบื่อมาก) ระหว่างนั้นก็จะเข้ามาตอบรีพลายในมัลติพลายตอบอีเมล์เพื่อนไปด้วยอะนะ (อดไม่ไ่ด้)
สำหรับตัวเองซึ่งเป็นคนสมาธิสั้น ถึงสั้นที่สุด ต้องบอกว่าการทำงานวันนี้ี่เป็นสปีดสุดยอดชนิดที่ตัวเองยังภูมิใจเลย

แต่ทว่า..
เมื่อส่งงานชิ้นนี้ ซึ่งเป็นชิ้นสุดท้ายในความรับผิดชอบ สำหรับแมกกาซีนปักษ์นี้
หัวหน้าก็ตำหนิว่าดิฉัน 'รู้ไหมว่าเล่นมากไปแล้ว'
'เล่มนี้ทำงานช้านะ'
หัวหน้าพูดสองประโยคนี้เบาๆ ประสาคนไม่ค่อยกล้าว่าลูกน้อง ดิฉันนึกว่าหูแว่ว เลยหันไปฟัง (หัวหน้านั่งข้างหลัง ลูกน้องนั่งข้่างหน้าไง)
'เล่มนี้งานน้อยกว่าเล่มที่พึ่งปิดไปตั้งเยอะ ม้อยยังเขียนช้ามาก'
....

ฟังแล้วรู้สึกร้อน ก็หันหน้ากลับมา พิมพ์รีพลายที่พิมพ์ค้างไว้จนเสร็จ เก็บข้าวของ ปิดเครื่อง กลับบ้านตอนทุ่มกว่าๆ

อีตอนที่รู้สึกร้อน ก็บอกไม่ถูกนะว่ารู้สึกอย่างไร
โกรธไหม? หรืออาย(ที่ถูกด่า)?

ตอนเดินออกจากออฟฟิศมาแล้วคิดได้ว่า
เบื่อจังเลย
มันเหนื่อยนะ หัวหน้าจะรู้ไหม?
เล่มที่ปิดไปก่อนหน้านี้ ดิฉันลงมือเขียนเองไปประมาณ ๑ ใน ๓ ของเล่ม กว่าจะได้เขียนต้องไปสัมภาษณ์ ไปถ่ายรูป ฯลฯ ก็ว่าโคตรเหนื่อยแล้ว (เล่มนี้เป็นเล่มที่ออฟฟิศไม่ขาดทุน เพราะว่าเราไม่ได้ลงทุนอะไร เนื่องจากเราสองคนหัวหน้าลูกน้องเล่นเหมาเองกันเกือบหมดเล่มไง-เหอ เหอ แมกกาซีน ๑ เล่มเชียวนะ)

พอปิดเล่มนั้นเสร็จ ก็มาต่อเล่มนี้ทันที ไม่ได้หยุดสมองเลย
ต้องไปต่างจังหวัด เสร็จแล้วก็มาทำงานต่อทันทีเลย
แล้วก็ต้องทำงานท่ามกลางเรื่องน่ารำคาญใจจิปาถะ
ไม่รู้สิ แต่มันน่าเบื่อนะ

แต่นี่ดิฉันกำลังโยเย งอแง เพราะถูกหัวหน้าว่าหรือเปล่า? หรือจะอ้างว่าอยู่ในระยะฮอร์โมนกับลังแปรปรวนดี?
...ก็ไม่นะ
มันเหนื่อยจริงๆ
แล้วก็เบื่อจริงๆ
ยอมรับ ว่าเราไม่ควรเล่นระหว่างทำงาน
แต่ว่า
ใจคอจะให้มาถึงที่ทำงานแล้วก็นั่งประจำที่ เปิดคอม แล้วก็พิมพ์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนเลิกงาน
งั้นหรอ?
แล้วถ้าทำเสร็จหมดแล้วจะให้ทำไร
ให้กลับบ้านไหม?
หรือให้นั่งเฉยๆ?
หรือให้แอ๊บว่าทำงานต่อไป?
เอ็มเอสเอ็นก็ไม่ให้เล่นแล้ว การตอบอีเมล์ เปิดมัลติพลายก็ไม่ควรจะทำด้วยใช่ไหม
แล้ววันๆ จะให้ดิฉันทำไรวะ?
ให้ไปจับกลุ่มเม้าท์กับสาวๆ ในที่ทำงานเรอะ?

ก่อนหน้านี้็เล่นเอ็มไปทำงานไป อ่านแมเนเจอร์ไปทำงานไป ก็ยังทำงานได้
ทำไมตอนนี้จะตอบมัลติพลายไปทำงานไปไม่ได้
หรือว่าแก่แล้ว สปีดตก เลยทำงานช้า?

by the way,
งานที่นี่น่ะ เริ่มรู้สึกเบื่อมาพักใหญ่แล้ว แต่เคยคิดว่าคงอีกนานกว่าจะถึงขีดสุด
ไหงจู่ๆ ขีดสุดมันเหมือนลอยมาอยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัวอย่างนี้ล่ะ






หมายเหตุ เนื่องจากไม่บ่อยนักที่จะถูกหัวหน้าตำหนิ พอเกิดเรื่องอย่างนี้ก็ใจเสาะขึ้นมาทันที อยากฟ้องใครสักคน (ที่จะไม่สมน้ำหน้่าตั้งแต่ตอนแรก แต่ฟังจนจบเรื่องก่อน พอเราอารมณ์สงบแล้วค่อยด่าก็ได้) บางทีอาจจะซบอกร้องไห้ด้วย
ใครดีล่ะ?
เอาวะ ถ้าไม่ได้เจอกันตัวๆ ได้โทรเล่าให้ฟังก็ยังดี
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็พอจะมี แต่ตอนนี้...ไม่มีแล้ว

ทำไมชีวิตชั้นมันอัตคัตงี้วะ?

เบื่อว้อยยยยยยยยยย


ป.ล. เสียใจจัง ที่ดันไปยึดมั่นถือมั่นกับ 'อิสระในการสื่อสาร' ผ่านอินเทอร์เน็ตมากไป
การยึดมั่นถือมั่นแบบนี้ทำให้ปวดใจมากๆ มาครั้งนึงแล้ว ตอนโดนบล็อกเอ็มเอสเอ็น
พอทำใจได้ ดันมาติดมัลติพลายเสียอีก
แล้วจะต้องโดนปล้นอิสรภาพกันอีกกี่ครั้งละเนี่ย?

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำไว้อาลัย แด่ ไอพอดน้อยผู้มืดมน



ชีวิตจะเป็นอย่างไร ถ้าตื่นเช้าในวันหนึ่งแล้วพบว่าตามองอะไรไม่เห็นอีกแล้ว?

 

วันนี้

ไอพอดนาโนน้อยของดิฉันตัดสินใจจะดับจอให้มืด หลังจากที่ลังเล ร่อแร่มาพักใหญ่ ว่าจะเป็นจอดีๆ หรือจะเป็นจอเสื่อมๆ ดี

 

ก็..

ใจหายอ่ะนะ

(ใช้ครบ ๒ ปียังหว่า?)

ก็รู้..

ว่าสิ่งของมันมีอายุการใช้งานของมัน

แล้วนี่ ไอพอดน้อยก็ไม่ได้พัง ยังฟังเพลงได้เพราะเหมือนเดิม แค่ไม่มีข้อมูลอะไรขึ้นบนจอ เปิดเครื่องก็โชว์แค่จอสว่างๆ เดี๋ยวๆ ก็มืดไป เข้าโหมดประหยัดพลังงาน ว่างั้น

 

เพียงเพราะไม่เห็นข้อมูลบนจอ ยังไม่เพียงพอจะเป็นเหตุผลในการทอดทิ้งไอพอดน้อย

ทว่า่..

ดิฉันคงต้องเรียนรู้ที่จะใช้ไอพอดชัฟเฟิลที่บรรจุเพลงไว้ ๕๐๐ กว่าเพลง

หมดสิทธิ์เลือกฟังเพลง

หมดสิทธิ์เปลี่ยนโหมด EQ

หมดสิทธิ์เลือกฟังซ้ำเพลงที่กำลังอิน

หมดสิทธิ์ปรี๊ดไปหาเพลงบางเพลง ศิลปินบางคน เพื่อเยียวยาอาการป่วยทางใจที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน

หมดสิทธิ์จ่อมอยู่ในฟีลของบูลส์ หรือโซล หรือฟังก์

ต่อไปนี้ไอพอดน้อยปล่อยอะไรมา ก็ต้องฟัง

ถ้าไม่ฟัง ก็ต้องกด > เลื่อนไปเพลงถัดไป

ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ ไม่มีทางรู้เลยว่าไอพอดน้อยใกล้หมดลมเต็มที ต้องรีบพาไปจุ๊บ รับพลังจากคุณแสนดี (ชื่อแลปทอป) โดยด่วน

...

 

นึกๆ ดู

การที่ไอพอดน้อยมามีอันเป็นไปแบบนี้ มันช่างเหมือนชะตาชีวิตของดิฉันเสียนี่กระไร

เหมือนตรงที่

 

เราไม่รู้ว่าจะได้ฟังเพลงอะไรเป็นเพลงแรก

รู้แค่ว่า ถ้าไม่ชอบเพลงแรก หรือเพลงแรกยังไม่ฟีล ก็จงอย่าเอาแต่หงุดหงิดใจ อย่าขี้เกียจ กดหาเพลงต่อไป จนกว่าจะถูกใจ

 

ในชีวิตเรา ดิฉันก็ไม่รู้หรอก ว่าออกจากบ้านไปวันนี้จะเจอผู้ชายยังไง ดีไหม เจอแล้วจะสนุก มีความสุข

หรือทุกข์ถนัด

โอเค เรากด > หนีผู้ชายที่เราไม่ถูกใจได้เหมือนกัน

ดิฉันเองอาจจะดีกว่าผู้หญิงอีกหลายคนด้วยซ้ำ ที่เป็นคนไม่ลังเลที่จะกด >

แต่..

การกด > skip ให้ชีวิตมันเจ็บปวดกว่ากดไอพอดนะ

 

เวลาเราเจอเพลงที่เรากด > มันไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบ เราเกลียด เรารับไม่ได้

เพราะถ้าเรารู้สึกอย่างนั้น เพลงนั้นคงไม่มีสิทธิ์จะสะเออะเข้ามาอยู่ในไอพอดของเราตั้งแต่แรก

ไม่อยากฟังในโมเมนท์นี้ ในโมเมนท์ต่อๆๆๆๆๆ ไป เราอาจจะคิดถึงเพลงที่เรากด > หนี

 

แต่กับชีวิตจริง

นอกจากเราจะไม่รู้ว่าผู้ชายที่คบอยู่ หรือกำลังจะคบ เป็นแบบที่เราชอบจริงหรือเปล่า

(บางคน บางที บางกรณีเราก็คบเพราะเราประสาท คิดว่าเหลือเวลาน้อยเต็มทีแล้วน่ะ-นึกออกไหม?)


แล้วไม่รู้เป็นยังไง

ก่อนกด > กับผู้ชายสักคน

เรามักจะรักเขาแล้วทุกที

 

เจ็บปวดกว่ากันมากมายนะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๒ : จิตตก



วันนี้พบว่ามีอาการจิตตก

อยากหลบลี้หนีผู้คนไปอยู่อย่างสงบเงียบ อ่านหนังสือที่อ่านไม่จบ
แผนไปเที่ยวทีี่กำลังวาง ว่าจะไปกับเพื่อน เพื่อนยุ่งนัก ทำให้ชักอยากจะเบี้ยว

แล้วแบกเป้ หนีไปนอนเงียบๆ แถวสังขละบุรีคนเดียว
ถ้ามันยากไปกแค่หนีไปดูหนังเศร้าๆ แล้วร้องไห้ให้สาใจ


ทำไมเป็นแบบนี้?...ไม่แน่ใจ

 
พยายามคิดดูว่าทำไม ไล่สาเหตุได้หลายประการอยู่

อาจเป็นได้ว่าจิตตกเพราะ...

 

  • เบื่อผู้คน มากเรื่อง มากความกันนัก น่ารำคาญจริงๆ
  • ซึ้งกับน้ำใจและความงกของคน ข้อนี้ไม่มีคำอธิบาย แค่เขียนไว้อ่านเอง
  • ไม่มีตังค์ ถ้ามีตังค์มากๆ ก็คงไม่ต้องคิดใช่ไหม ว่าบินอะไรถึงจะถูก แล้วก็ไม่ต้องเศร้าใจด้วย ว่าทำไมเพื่อนไม่ช่วยกันหาตั๋วเครื่องบินเลย
  • โดนสะกดจิตโดยเสียงกีตาร์บลูส์ ..พักนี้ฟังแรงไปหน่อย
  • ไร้สติ เมื่อคืนดันโง่ บอกดากานดาไป (คือกำลังสมมติว่าตัวเองเป็นไข่ย้อยน่ะ) ว่า แกเป็นคนพิเศษของชั้น

...ไม่รู้จะบอกมันไปทำไม บอกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เพื่อนก็คงไม่สนใจ แต่เราสิ ..อายเปล่าๆ

  • ลำบากใจ ในเวลาเดียวกันกับที่คุยกับดากานดา แฟนเก่าก็โทรมา เพราะรู้ว่าเขาโทรมาทำไมดึกๆ เลยไม่ได้รับสาย เชื่อสามสาว เป็ก-อ็อฟ-ไอซ์

ไม่ต้องรับสาย-ถ้าเธอไม่เหงา’ ..แต่ดึกๆ ก็ส่ง sms ตอบไป น่ากลัวมาก เพราะเขายอมรับว่าโทรมาเรื่องที่เราคิดพอดี มีเสียงโทรศัพท์ดังกลางดึกอีกครั้ง ..ไม่กล้ารับ

คราวนี้เลยนอนฝันร้ายไปจนตื่น (ตื่นมาอย่างโทรม สุดๆ)

  • ถูกก่อกวน มีการทักทายที่ทำให้จิตใจวุ่นวายจากบางคนในโลกไซเบอร์ ซึ่งยังไม่รู้จักกันในโลกจริง ..เพราะไม่ชินกับเรื่องแบบนี้ เลยทำให้สติแตกพอดู จะว่าน่าสนุกมันก็ใช่ แต่ก็รู้สึกว่าน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน เหมือนกำลังเล่นเกมเดิมพันอันตรายไงไม่รุ ..คิดมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบสิ
  • นอนน้อย สองวันก่อนโดนหัวหน้าทวงงานตอนทุ่มนึง เลยเกิดอาการวิปริต นอนไม่หลับ เช้าวานเลยตื่นแต่ตีห้า มาึถึงที่ทำงานเจ็ดโมงครึ่ง แล้วก็ตะบันเขียนงานจนเสร็จก่อนสิบโมง...แต่ปรากฏว่า เมื่อวานหัวหน้าไม่มา เพราะว่าป่วย (.-_- ทีมาเช้าละ ไม่มีใครเห็น) ....คืนก่อนนอนน้อยแล้ว เมื่อคืนก็ยังนอนน้อยอีก ความโทรมเลยเกิดสะสม

...ไม่รู้จักเข็ด ไม่รักสุขภาพ สมควรแล้วๆๆๆๆ

  • สะเทือนใจ มีภาวะสั่นคลอนความรู้สึกที่เกิดจากข่าวการเลิกกันของคู่หนุ่มสาวรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน น้องที่รู้จักกัน แม้กระทั่งน้องชายตัวเอง อุตส่าห์คบแฟนคนนี้ (ชีแก่กว่าพี่สาวมันอีก-แต่สวย+ขาว+อึ๋ม) มาตั้งสี่ห้าปี แม่บอกเมื่อเช้านี้ว่าน้องเราคงจะคิดได้แล้วว่าเลี้ยงแฟนไม่ไหวแน่ เลยตั้งท่าจะถอยแล้ว นี่ถึงกะวางแผนจะขายบ้่านที่ซื้อไว้เป็นเรือนหอรอรักหรือความรัีกจะไม่มีอยู่จริง?
  • น้องไม่ปรึกษา ก็ใช่ น้องไม่เคยคุยเรื่องนี้ด้วย แต่แบบ ก็เจอกันใน msn ตลอด ไม่เห็นเล่าอะไรให้ฟังมั่งเลย เรื่องนี้เราเองก็ไม่ได้รู้จากแม่ แต่เป็นน้าโน่น ..ที่แอบเจ็บปวดใจคือ แม่บอกว่าที่น้องไม่คุยด้วยเพราะมันคงคิดว่า ม้อยไม่รู้อะไรมั้ง

...ไม่จริงเลย เป็นสาวโสด ไม่ได้แปลว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้นะ    [T-T]

  • Y2 กำลังจะมา เรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์สแรกจบไปตั้งปีมะโว้ นี่ได้ฤกษ์ต้องไปเรีียน Y2 แล้ว ไอ้ที่เรียน Y1 มันไปอยู่ไหนหมดแล้วก็ไม่รู้อะ แย่ละสิ ...ต้องเป็นคนที่โง่ที่สุดในชั้น (มีทั้งหมด 11 คน) อีกแล้วสินะเรา
  • งานฝิ่น มันต้องส่งแล้ว แถมจะเอาพร้อมๆ กันอีก ปวดกบาลว๊อยยยยย (แต่ก็ต้องทำ เพื่อหาทุนไปเที่ยวไกลๆ)
  • ฝนตก อากาศไม่แจ่มใส ขาดอะไรบางอย่างจากแสงแดด
  • สุขภาพ เพราะกินน้ำผสมแมงสาปที่ออฟฟิศ
  • อิทธิพลอื่นๆ จากดวงดาว สภาพแวดล้อม และดวงชะตา อันนี้คงไม่มีคำอธิบาย


หาเหตุผลเรียบร้อยแล้วคงต้องหาทางแก้ปัญหาให้ตัวเองด้วย

เอาไงดี...

  • นอน คงต้องนอนมั้่้ง นอนอิ่มๆ แล้วคงหายหดหู่
  • สันโดษ แล้วก็คงต้องแยกตัวออกมาจากความวุ่นวาย รอให้ความพลุ่งพล่านในใจมันตกตะกอน รอให้สติที่แตกกระเจิงฟุ้งกระจายค่อยๆ กลับเข้าที่
  • หยุดเล่นเน็ตจนดึกดื่นซะที ช่วงเวลาก่อนนอนควรอุทิศให้กับการดูแลร่างกายและสติปัญญาของตัวเอง หนังสือที่บอกตัวเองว่าน่าอ่าน อยากอ่าน และรออ่าน (ให้จบ) มีอีกเป็นกองพะเนิน
  • เข้านอนโดยยังมีสติ ไม่ใช่หัวทิ่มแล้วหลับไปเลย เพราะง่่วงจัด คาดว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้น จิตใจสงบ และเป็นตัวของตัวเองขึ้น
  • จัดเวลาให้ตัวเอง เสาร์อาทิตย์นี้เลิกออกไปแร่ดได้แล้ว อยู่บ้านทำความสะอาด ซักผ้า รีดผ้า คุยกับปลาหางนกยูงเสร็จแล้วจะไปไหนก็ค่อยไป อ้อ first priority สำหรับเสาร์อาทิตย์คือ ทำงานฝิ่นให้เสร็จ!
  • ซ่อมไฟซะที ชีวิตจะได้สว่างไสว หรือถ้าไม่อยากซ่อมก็ควรไปหาโคมมาติดเพิ่ม ทุกวันนี้มันมืดจนจะมองไม่เห็นแมลงสาปอยู่แล้ว
  • มีอีก  แต่ยังคิดไม่ออก คิดออกค่อยมาเติมละกัน

 

ป.ล. ใครรู้ตัวว่าโทรมาแล้วจะโดนวีน อย่าเพิ่งโทรมาช่วงนี้นะ จิตกำลังตก อาจะโดนกรี๊ดใส่แบบสมนาคุณพิเศษ ...เขียนอีเมล์มาละกัน

วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๑ : คำสารภาพของคนขี้วีน



วันนี้อารมณ์ไม่ดี
ได้วีนไปหลายต่อหลายครั้ง

...วีนเสร็จก็มานึกเสียใจ แต่ไม่รู้จะทำไง ตามไปขอโทษก็ไม่ได้แล้ว

หลายครั้งที่วีนไป เท่าที่ยังนึกได้มี ๒-๓ คราว ขอสารภาพไว้ีดังนี้

-วีนพนักงาน1678 โทษฐานที่พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่เข้าหู และน่ารำคาญ
"สวัสดีค่ะ ขอสายคุณ...ค่ะ"
"ว่าไงคะ?"
"ดิฉันกำลังเรียนสายคุณ....นะคะ"
"-_-"
"ขอเวลาสัก...นาทีนะคะ"
"ว่ามาเลยค่ะ" น้ำเสียงเริ่มแสดงความรำคาญ
"คือว่าดิฉันจะเรียนเชิญสมัครสมาิชิก....ค่ะ สมัครแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายเลยนะคะ
"เป็นต้นว่า หากคุณใช้โทรศัพท์ครบ ๕๐๐ บาท ระบบจะจ่ายคืนให้ ๕๐ บาท... ฯลฯ
"ซื้อตั๋วหนังได้ในราคาลด ๒๐ บาท ...ฯลฯ
"แล้วในกรณีที่ทำซิมการ์ดหาย ปกติจะได้รับซิมใหม่ภายในเวลา...วัน แต่คุณจะได้รับภายใน...วันเท่านั้น ..ฯลฯ
"...สามารถสมัครได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลยค่ะ ให้ดิฉันสมัครให้เดี๋ยวนี้ไหมคะ?" ชีใช้เวลาราว ๔ นาที จึงร่ายจบ ระหว่างนั้นดิฉันฟังอย่างอดทน ใจก็คิดว่าทำไมเค้าไม่ทำเป็นเอกสารส่งมาวะ เกิดยัยนี่โทรมาตอนชั้นขับรถ ถ้าถูกตำรวจจับแล้ว 1678  จะจ่ายค่าปรับให้ชั้นไหม.. แต่ก็ไม่ได้ถามหรอก
"การเป็นสมาชิก....นี่ ยกเลิกได้ไหมคะ?"
"ได้ค่ะ คุณ....สามารถยกเลิกได้ค่ะ" ชีตอบอย่างกระตือรือร้น
"ถ้าสมัครสมาชิกแล้วมี privilege มากมายอย่างนี้ แล้วก็ยังสามารถยกเลิกได้ด้วย ทำไมดีแทกต้องถามด้วยว่าประสงค์จะสมัครไหม ทำไมไม่สมัครให้เลยละคะ" ดิฉันถามเสียงเรียบ
"...เอิ่ม ก็....เพราะว่าสิทธินี้เรามอบให้กับลูกค้าบางท่านที่ชำระค่าบริการสม่ำเสมอเท่านั้นค่ะ" ชีตอบตะกุกตะกัก
"แปลว่า ดีแทกเลือกปฏิบัติว่างั้น?"
"......" เงียบ...ชีร้องไห้ไปหรือยังหว่า?
"อืมม์ ถามไปอยางนั้นแหละค่ะ แค่คิดว่าถ้าดีแทกจัดสิทธิประโยชน์พวกนี้ให้ลูกค้าเลย คุณก็คงไม่ต้องเสียเวลามาโทรถามดิฉันแบบนี้" ชั้นก็ไม่ต้องเสียเวลามานั่งฟังหล่อนสาธยายเหมือนกัน-อันนี้นึกในใจ "..รบกวนช่วยสมัครให้ดิฉันหน่อยแล้วกัน ขอบคุณค่ะ"

-วีนหมอ โทษฐานที่ปล่อยให้รอจนหลับไป ๓ รอบ
"ให้รอนานอย่างนี้ คงนึกแช่งผมเลยล่ะสิ?" หมอเย้าประสาคนอารมณ์ดี
"ทายเก่งอย่างนี้ทำไมไม่ไปเป็นหมอดูเลยล่ะ?"  ดิฉันสวน
ได้ยินอย่างนี้ หมอของดิฉันจะนึกยังไง
แล้วดิฉัน เมื่อใจเย็นลงแล้วจะเสียใจแค่ไหน คิดดู

-วีนคนขายโจ๊ก โทษฐานที่เมื่อสองอาทิตย์ก่อนแกใส่ไข่โดยไม่สั่ง คราวนี้็ดิฉันสั่งแบบเน้นๆ ว่า ไม่-ใส่-ไข่ แน่ใจว่าพูดช้า+ชัดด้วย.... แต่ทว่า
"กรี๊ดดดดดดด ใส่ไข่อีกแล้ว บอกว่าไม่ใส่ไข่ ไม่ใส่ไข่!!!" กรี๊ดจริงๆ เสียงหลงด้วยแหละ เสร็จแล้วก็ค้อนลมค้อนแล้ง แต่ก็ลงมือคนโจ๊ก กะจะกินมันทั้งงี้่แหละ เกลียดก็กิน หิวนี่หว่า หมอให้รอตั้งนาน
พ่อค้าหันมามองอย่างลนลาน แล้วส่งเด็กมารับโจ๊กชามนั้นกลับไป
เชื่อเหอะว่าลูกค้าอย่างดิฉัน วีนแรงจนเค้าต้องกลับมาเอาโ๊จ๊กชามนั้นกลับไปตักไข่ออก (คงเอาไว้ขายคนต่อไป) และไม่มองหน้าดิฉันอีกเลย
...แน่ใจว่าไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะความกลัว

-วีนโอ๋ โทษฐานที่พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง อย่างเกรงอกเกรงใจ แต่เฉไฉไปมา ไม่ตรงเข้าประเด็นซะที แถมยังมาพูดเพราะเอาตอนสี่ทุ่ม รอหมอนาน เพิ่งถึงบ้าน กำลังเหนื่อยเลย (ไม่ถูกจังหวะโว้ย)
"พี่ม้อย วันอาทิตย์นี้โอ๋จะนัดกับพี่เหน่งค่ะ"
"เออ ที่ไหนล่ะ" เข้าใจว่าเขานัดเราด้วย
"... เอิ่ม พี่ม้อยจะมาด้วยหรอคะ" เอ๊ะยังไง "เอ่อ พี่ม้อยว่าที่ไหนดี พี่ม้อยสะดวกที่ไหนคะ"
"เอ๊า แกจะนัดกันที่ไหนก็บอกมาสิ ชั้นน่ะสะดวกทุกที่ที่ไม่ใช่บ้านพี่เหน่ง" ก็มันอยู่ตั้งปทุมฯ
"งั้นเดี๋ยวโอ๋ถามพี่เหน่งก่อนนะคะ" ฟังแล้วชักรำคาญๆ บอกไม่ถูก
"นี่ แกจะเรียกชั้นไปคุยด้วยป่าวเนี่ย"
"อ่ะ.. โอ๋ก็ พี่ม้อยจะมาด้วยก็ได้ค่ะ"
"ชั้นเข้าใจไรผิดไปป่าวโอ๋ วันก่อนแกชวนชั้นทำด้วยใช่ไหม?"
"เอ่อ ค่ะ โอ๋กะชวนพี่ม้อยเขียนฟรีแลนซ์" อ๋อ เข้าใจละ เค้าจะทำกันสองคน ให้ชั้นเป็นฟรีแลนซ์ ห่า..ดันไปเข้าใจว่าเค้าชวนทำด้วย
"เออ งั้นชั้นก็เข้าใจผิดไปเองแหละ ทีหลังแกช่วยพูดให้เคลียร์ๆ หน่อยนะโอ๋" ดันไปว่าน้องมันอีก
"คือว่าวันนั้นโอ๋เพิ่งคุยกับพี่เหน่ง ยังไม่มีอะไรเลยนอกจากไอเดีย แต่รีบชวนพี่ม้อยก่อนน่ะค่ะ" น้องมันรีบอธิบายตะกุกตะกัก
"คืองี้นะ ชั้นเพิ่งคุยกับปลาว่าจะไปสวนกับมัน แต่มันยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปวันไหน เอาเป็นว่าถ้าชั้นไปเจอพวกแกได้ จะไปแล้วกัน" บอกโอ๋ว่าเลือกปลา (ไม่ได้ยกแกมาอ้างนะโว้ยไอ้ปลา แต่ชั้นอยากใช้เวลาที่เหลือน้อยนิดกะแกจริงๆ) เพราะว่าน้อยใจนิดหน่อย ที่โปรเจคนี้เขาไม่มีเรา แค่วางเราไว้เป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่ทีม
"ได้ค่ะพี่ม้อย" ที่น้องมันต้องตอบงี้ เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นหนิ


มีอีก ๒-๓ รายที่วีนใส่เขาไปโดยไม่แน่ใจ ว่าที่ต้องวีนใส่น่ะ ด้วยโทษฐานอะไร

ช่วยบอกที ว่าที่หิวเป็นบ้าเป็นหลัง ซื้อส้มตำปูปลาร้ามากินก่อนนอน แล้วก็วีนใส่ชาวบ้านเค้าไปทั่วนี่มันเป็นแค่อาการบ้าๆ บอๆ ก่อนมีรอบเดือน
ไม่ได้หงุดหงิด หมั่นไส้เพราะสาเหตุอื่น


อยากบอกทุกคนที่วีนใส่ไปไว้ ณ ทีนี้ ว่าเสียใจกับทุกการวีน
สารภาพ ณ ที่นี้แล้ว ว่ารู้ตัวว่าวีน และเสียใจ

แต่ไม่อาจรับคำได้นะ ว่าต่อไปจะไม่วีนใส่อีก

ก็คนมันขี้วีนอะ

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

...โดยไม่ทันตั้งตัว [รำพึง-รำพัน]

โดยไม่ทันตั้งตัว: ราคาน้ำมันโลกก็ทำเอารถสองแถว แถวๆ อ่อนนุชก็ขึ้นราคาเป็น ๗ บาท และอีกไม่นานก็คงขึ้นถึง ๑๐ บาท

(เมื่อมาอยู่แถวนี้ใหม่ๆ ราว ๔ ปีก่อน มันแค่ ๔ บาทเอง)

โดยไม่ทันตั้งตัว: จากราคาน้ำมัน ส่งผลให้น้ำมันพืชพลอยขึ้นราคาไปด้วย และทำให้ขนมปังไส้ถั่วแดง ขนมที่พอจะิ 'กินได้' แถวๆ ปากซอยอ่อนนุชก็ขึ้นราคา จาก ๒๐ เป็น ๒๕ บาท

โดยไม่ทันตั้งตัว: เมื่ออะไรๆ แพงขึ้น OHAYO น้ำเต้าหู้สำเร็จรูปยี่ห้อโปรดก็ขึ้นราคาจาก ๓๐ เป็น ๓๕ บาท

โดยไม่ทันตั้งตัว: มอเตอร์ไซค์รับจ้างในจุดวิกฤตที่จะพาไปขึ้นรถไฟฟ้าได้เร็วขึ้นราว ๓๐ นาทีทุกๆ เช้า ก็ประกาศจะขึ้นราคาจาก ๑๐ บาท เป็น ๑๒ บาท

โดยไม่ทันตั้งตัว: ภาวะขาดแคลนอาหารของโลกเริ่มส่งพิษให้ข้าว อาหารหลักของคนไทยขาดแคลน เมืองไทยจึงเริ่มเข้าสู่ยุค 'ข้าวยาก' อย่างแท้จริง (ส่วนหมาก-อันนั้นมันแพงอยู่ตัวอยู่แล้ว) ในสังคมก็เลยเกิดอะไรแปลกๆ เช่น การขโมยเกี่ยวข้าว การเวียนซื้อข้าวสารถุงในห้างเพื่อการกักตุน>>ชาวนารวยหรือเปล่า?? อันนี้ไม่แน่ใจ

โดยไม่ทันตั้งตัว: ตอนนี้น้ำตาลกำลังจะแพงตาม ถ้าถึงวันนั้น โลกใบนี้จะเป็นยังไง คนจะผอมลง เพราะของหวานแพงขึ้น หรือคนก็ยังอ้วนเหมือนเดิม เพราะความหวานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

โดยไม่ทันตั้งตัว: จะมีอะไรประหลาดๆ เกิดขึ้นกับประสิทธิภาพในการจับจ่ายของตังค์ในกระเป๋าดิฉันอีกไหมเนี่ย???

 

 

ป.ล. เมื่อสิบปีก่อน ตอนเพิ่งเรียนจบ ค่าเงินบาทก็ถูกลอยตัวโดยไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเล่นเอาทั้งบ้านทั้งเมืองกลายเป็นอัมพฤกษ์ คือเดี้ยงไปเลย เด็กจบใหม่ก็หางานทำไม่ได้ (เลยต้องไปทำงานหนังสือผู้ชายอย่างดิฉัน) เจ้าของธุรกิจก็ล้มละลาย บางคนก็สู้ พยายามแก้ปัญหา แต่บางคนยอมแพ้ ยอมตาย หลายครอบครัวก็เลยแตกแยก หลายชีวิตพังทลายไม่เป็นท่า กว่าจะยืนขึ้นได้ใหม่ก็เล่นเอาอ่วม

แล้วกับภาวะ 'ไม่ทันตั้งตัว' ตอนนี้ล่ะ เราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง นอกจาก

-ประหยัด

-บริโภคให้น้อย

-พึ่งพาลำแข้งของตัวเองให้มากขึ้น

 

ทุกวันนี้ สิ่งที่ตัวเองต้องเจอก็ว่าทำให้เหนื่อยแล้ว แล้วกับคนอื่นที่หาเงินได้น้อยกว่า แต่ต้องใช้ชีวิตเหมือนๆ กันล่ะ เขาจะเป็นยังไง... ขอถอนหายใจหน่อยนะ

 

เฮ่ออออออออออออออออออออออออออออออออออออ