แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รำพึงรำพัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รำพึงรำพัน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรามีสิทธิ์อะไร?


เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนรู้ดี

แต่วันนี้ ถ้าคุณมีเงินพอ คุณอาจไม่ต้อง แก่-เจ็บ และตาย เร็วเกินไปนัก

 

ฉันรู้มาว่ามีการบำบัดในทาง rejuvenation (การคืนสู่ความเยาว์วัย) อันหนึ่ง เรียกว่า Live Cell Therapy ซึ่งจะเป็นการฉีดเซลล์ใหม่ๆ เข้าไปผลัดกับเซลล์เสื่อมๆ ในตัว ที่เสื่อมทั้งจากวัย สิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ พิษ และอื่นๆ เพื่อเยียวยาให้อวัยวะนั้นๆ กลับสู่การทำงานอันมีประสิทธิภาพดังเดียวกับยามที่มันยังเยาว์

 

วิธีนี้ไม่ได้ใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด อันเป็นเซลล์ที่ยังเจริญไม่ถึงภาวะที่จะรู้แล้วว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร จะเจริญไปเป็นเซลล์ของอวัยวะไหน

 

เซลล์ที่ใช้ใน Live Cell Therapy (บ้างก็เรียก Fresh Cell Therapy) เป็นเซลล์เริ่มพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ แล้ว ถ้าอธิบายกันอย่างง่ายๆ การบำบัดด้วยวิธีนี้ทำโดยหากเซลล์อวัยวะไหนของร่างกายเสื่อม ก็จัดการฉีดไลฟ์เซลล์จากอวัยวะเดียวกันนั้นเข้าไป จากนั้น อวัยวะนั้นๆ ก็จะค่อยๆ ฟื้นฟู กลับสู่ความเยาว์วัย จากความใหม่สด แข็งแรง กระปรี้กระเปร่าของเซลล์ที่ถูกฉีดเข้าไป

 

อาการข้อเข่าเสื่อมจะดีขึ้นจนไม่เหลือความเจ็บปวดอีกต่อไป อาการกระตุกเพราะพาร์คินสันจะดีขึ้น การทำงานของไตจะฟื้นฟู จนลืมการฟอกไตไปเลย สายตาดีขึ้น ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่นดีขึ้น สีผม สีคิ้วดำขึ้น เส้นเลือดและสมองกลับสู่ความเยาว์วัย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การฉีดแต่ละครั้ง เขาไม่ได้จำเพาะแค่อวัยวะ แต่จะฉีดมาเป็นชุด หลังการวินิจฉัยโรคแบบ holistic (การทำงานของร่างกายแบบองค์รวม ไม่ตรวจแยกระบบการทำงาน) หลังการฉีดเซลล์แต่ละครั้ง คุณจึงได้ประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง

 

ยิ่งปีนี้ฉีด ปีหน้าฉีดอีก ปีโน้นและปีต่อไปฉีดอีก แทนที่คุณจะแก่ลงเรื่อยๆ ตามอายุ ในแบบที่ควรจะเป็น แต่จะกลับสดชื่น กระฉับกระเฉง เหมือนเด็กขึ้นเรื่อยๆ

 

ใครที่ได้รู้เรื่องนี้ นอกจากอยากไปฉีดเอง (เพื่อให้สาวและสวยไปอีกนานๆ) ก็อยากพาพ่อแม่และคนรู้จักไปฉีด เพราะไม่อยากเห็นท่านป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องฟอกไต หรือต้องนอนแบบอยู่กับที่หลังอาการเส้นเลือดสมอง ฯลฯ

 

เป็นความเจริญทางการแพทย์ที่เริ่ด เยี่ยม

..แต่ฉันสงสัย

 

อะไรทำให้เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นหนุ่มเป็นสาว แข็งแรง แล้วก็หายจากโรคอันทรมาน ทั้งๆ ที่เพื่อให้กลับสู่ความเป็นหนุ่มสาว แข็งแรง และหายจากโรค ฯ ของเรา สัตว์ไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัวต้องถูกทำให้แท้งจากท้องแม่ เพียงเพื่อสละเซล์อ่อนๆ ของแต่ละอวัยวะของมัน ให้กับเรา

 

ทั้งๆ ที่มันบางทีก็อาจจะอยากมีชีวิตอยู่บนโลกสีน้ำเงินนี้เหมือนเรา

เดินเล็มหญ้าในท้องทุ่งกว้าง ใต้ฟ้าสีคราม ฟังเสียงลมกระซิบ

วิ่งตะบึงไปในทะเลทราย เพื่อจะหยุดดื่มน้ำในบ่อกลางโอเอซิส

แหวกว่ายไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่อย่างเสรี

 

อะไรทำให้เรามีสิทธิ์ที่มีจะมีชีวิต แม้ต้องมีชีวิตอื่นสละให้

 

 

เงิน อย่างนั้นหรือ?

 





วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม [รำพึง-รำพัน]



ผู้ชาย
จะรู้ไหมนะ
ว่า
ผู้หญิงเรา
ไม่ได้อยากเป็นแค่ของกินเล่น
ของหวาน ของว่าง
หรือแม้กระทั่งอาหารจานหลักของเขา

เรา
ไม่ใช่อาหาร

เรา
แค่อยากเป็นคนรักของเขา
เท่านั้นเอง




วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

คำถามที่ ๑


แมลงวันตัวหนึ่ง
ติดอยู่ในลิฟต์..ไฮโซน
ภายในวันเดียว
 มันขึ้น..และลง
ขึ้น..และลง ไปพร้อมลิฟต์ตัวนั้น

มีเพียงมัน ที่ได้ขึ้นถึงชั้นสูงที่สุด
แล้วลงมายังชั้นต่ำที่สุด
มากรอบขนาดนี้
 
มันผ่านไปยังชั้นที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสุดยอด
ผ่านชั้นที่มืดมิด เงียบเหงา ไร้ผู้อยู่อาศัย
และชั้นที่สว่างไสวด้วยแสงไฟแห่งชีวิตชีวา

แต่...มันก็ไม่ออกมาเสียที

จะต้องขึ้น..และลงอีกกี่ร้อยรอบ
มันจึงจะเลือกได้สักชั้น
ที่ที่มันจะได้หยุด
ขึ้น...และลง

?


วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

Venus : แม้แต่วีนัสก็ต้องการความรัก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ใครที่ไม่เคยคิดเลยในชีวิตนี้ ว่า...แก่แล้วจะเป็นไง? ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงมีจิตตกกันบ้าง
อิฉันเองก็เป็น เป็นเอามากเทียวในตอนดูครั้งแรกที่ลิโด้ และเชื่อว่าบัดดี้ที่ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันนั้นก็คงไม่ได้รู้สึกต่างจากกันมาก คือคงจะถึงแก่สลดกับความแก่ขึ้นมาโดยฉับพลันทันใด

ก็พอแก่แล้วหามันอะไรดีไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะแก่แบบมีลูกผัว หรือแก่แบบไม่มีใครเลย เพราะเอาเข้าจริง เพื่อนกะผัวก็แก่พอๆ กะเรา ลูก-ถ้ามี มันก็ไม่ได้มานั่งแก่กะเรา ครั้นจะหวังให้มันมานั่งปรนนิบัติพัดวี คอยดูแลอยู่เป็นเพื่อนเรา ก็คงเป็นเรื่องไกลเกินหวัง ก็นึกสิ ตอนนี้เรายังมีความฝัน ความอยาก ความทะเยอทะยานอีกเพียบ ที่อยากจะทำ อยากสำรวจโลกหรอ อยากมีผัวหรอ หรือว่าอยากมั่ว อย่างเมาจนคลานเป็นหมา อยากนอนกับผู้หญิงทีละสองคน อยากได้ดิบได้ดีทางการงาน อยากรวย อยากได้รับการยอมรับ หรือว่าอยากเรียนหนังสือสูงๆ อยากทำตามอุดมการณ์ ฯลฯ นอกจากความฝันแล้วไหนจะหน้าที่อีก รู้ไหม เพื่อนเราบางคนน่ะ นอกจากต้องหาเงินเลี้ยงลูกแล้ว บางทีก็ยังต้องเลี้ยงผัวด้วย

คนเป็นลูก ในเวลาที่มันยังมีเรี่ยวแรง มันก็จำเป็นจะต้องเอาเรี่ยวแรงไปจัดการกับชีวิต หน้าที่ และความฝันของมันเป็นไพรออริตี้แรก-ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น ก็จงปลง และเตรียมใจรับความแก่เสียตั้งแต่บัดนี้เถิด

หนังเรื่องนี้ชื่อ Venus (๒๐๐๖) และแม้เรื่องราวในหนังจะเหมือนการบอกเล่าถึงพิธีกรรมก่อนลาโลกของชายแก่อายุกว่าเจ็ดสิบ (มอรีซ-Peter O’Toole) แต่ในเนื้อหนังไม่ได้พร่ำถึงแต่ความเก่า ชรา ความเสื่อม ความอึดอัด อืดอาด เชื่องช้า น่ารำคาญ (แหม๋..เขาเข้าใจคัดบรรยากาศชวนหดหู่นี้ในลอนดอนนะ)เพราะว่าในความไม่น่าอภิรมย์ สลดหดเศร้านั้นยังมีแสงเรืองรอง เจิดจ้าของวัยสาวสะพรั่งของวีนัสมาประดับบรรยากาศเปื่อยๆ ให้คนแก่ได้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง (อือ...ในบางมุม ลอนดอนก็มีแสงสวยๆ เหมือนกัน)

วีนัสคือเทพีแห่งความรัก มีรูปโฉมงดงามหยั่งที่เรารู้ๆ กัน แต่โปรดอย่าคิดว่า วีนัส หรือชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้คือเจสซี่ (Jodie Whittaker) จะเป็นสาวสวยเจ้าของรูปโฉมแสนพิสุทธิ์ไม่ผิดกับเทพีวีนัส เปล่าเลย วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ถูกตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งเรียก (ยกย่อง?) ว่า วีนัส ในโลกของเธอแล้ว เธอไม่ได้เป็นอะไรที่ดีไปกว่า "ส่วนเกิน" ของชีวิตแม่ เป็นผลผลิตของปัญหาสังคมแถวๆ นั้น (แถวๆ ไหนก็มีคล้ายๆ กันแหละฮะ พี่น้อง) นอกจากหน้าตาธรรมด้า-ธรรมดา วีนัสยังเป็นเด็กที่แม่ไม่รัก ไม่อบรม ไม่มีมารยาท ไม่มีความเป็นผู้ดี ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่แปลกที่จะทะเยอทะยานแบบโง่ๆ ไม่ใฝ่ไปในทางที่ดี (ก็ไม่ถึงกับนิสัยไม่ดีหรอก) และด้วยความที่เธอขาดรัก เธอก็เลยแสวงหารักจนน่าสงสาร

ยัยวีนัสถูกแม่ถีบให้มาอยู่กะตาในลอนดอน ด้วยเหตุว่าอยู่บ้านด้วยกันหล่อนไม่มีงานทำ ต้องเกาะแม่กินสถานเดียว ตาของวีนัสเป็นเพื่อนแก่ก๊วนเดียวกับลุงมอรีซ ลุงเลยมีโอกาสได้เจอยัยบ้านนอกคนนี้ ซึ่งตอนเจอกัน ก็ไม่เชิงว่ายัยเด็กนี่จะทำให้ลุงกลายเป็นเฒ่าหัวงู หรือโคแก่อยากเคี้ยวหญ้าอ่อนขึ้นมาอย่างฉับพลันหรอก (ต่อมลูกหมากของแกคงไม่เอื้ออำนวยช่วยแกเคี้ยวหญ้าอ่อนแล้วล่ะ) แต่มันเหมือนแกได้เจออะไรที่แบบว่า inspire ให้แก่มีชีวิตต่อไปอย่างกระชุ่มกระชวยอะ

ลุงมอรีซเมื่อหนุ่มๆ หล่ออย่างร้าย ก็แกเป็นนักแสดงอาชีพ ถึงกะเคยได้รับบทนำในแฮมเล็ตเชียว เชื่อว่าแกคงเป็นเสือผู้หญิงสุดๆ น่าจะเป็นประเภท “ต้องได้เอา ถ้าอยากจะเอา” แกเคยทิ้งเมียตอนกำลังอุ้มลูกอ่อน แถมลูกที่โตกว่าอีก ๒ คนยังไม่มีใครถึง ๖ ขวบเลยไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ด้วยซ้ำ เอากะแกสิ (แต่ในหนังแกกลับไปดูแลเมียนะ-สภาพโทรมไม่ต่างกันเท่าไหร่เล้ย.. อนิจจัง อนิจจา ชีวิตคนแก่)

จริงๆ แล้วอิฉันไม่อาจเข้าใจได้หรอกว่าทำไมวีนัสถึงกระตุ้นลุงได้ขนาดนั้น เลยมั่วสรุปว่าคงเป็นไปตามสัญชาตญาณสัตว์เพศผู้ที่จมูกยังพอรับฟีโรโมนสาวสดได้อยู่ ความรู้สึกซู่ซ่า กระฉับกระเฉงที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเนี่ย มันก็ดี ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้แกได้หน่อยนึง พร้อมๆ กันนั้นก็ช่วยให้แก Remind ถึงช่วงชีวิตที่ยังรุ่งโรจน์ เข้ากันพอดีกับจังหวะที่แกเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะไปแล้ว

แกพยายามจะขอจับผม จับมือ ขอดม ขอหอมของแกอยู่เรื่อยๆ (เหมือนฉีดยากระตุ้นหัวใจเลยนะ อิฉันว่า)

วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไม่ใช่เด็กไซด์ไลน์ที่มาพร้อมกับความช่ำชองในการหลอกผู้ชาย (แก่) แรกๆ ก็รังเกียจคนแก่คนนี้น่าดู ทั้งเพราะแก่จนงุ่มง่าม แล้วก็เพราะความหัวงู แต่ก็อย่างที่บอก ด้วยความซื่อ ด้วยความเป็นเด็กขาดรัก เมื่อได้รับความรัก ความเมตตา เอ็นดู ได้รับน้ำใสใจจริงที่สัมผัสได้จริงๆ จากคนแก่ ความหยาบกระด้างในใจก็ดูจะอ่อนนุ่มขึ้นทีละหน่อย

เด็กมันเฟื่อง อยากเป็นนางแบบ (-___-) ลุงมอรีซเอง ด้วยความลามก (นิดนึง) อยากเห็นเรือนร่างใหม่สดของสาวน้อยเป็นทุน จึงช่วยหางานให้นางแบบนู้ดให้พวกนักเรียนศิลปะให้ เด็กนี่ตอนแรกก็รังเกียจ ด้วยความหยิ่ง ประกาศว่าไม่มีทางจะได้เห็นนมเห็นจิ๋มฉันหรอก แรกๆ เลยยอมเปิดแต่ลาดไหล่กับขา (เชอะ อีตอนหล่อนใส่มินิสเกิร์ต ชั้นว่าผู้ชายมันเห็นไปถึงไหนๆ แล้วล่ะย่ะ) จนเสร็จงาน ลุงพาเข้ามิวเซียม ไม่ได้พาไปดูรูปวีนัสหรอก (อันนั้นมันอยู่ไหนไม่รู้) แต่พาไปดูงานคลาสสิกรูปนู้ด (ก็เป็นนู้ดแค่แผ่นหลังของผู้หญิง เห็นแค่ส่วนก้นกะสะโพกอะนะ)

“สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ เรือนร่างของสตรีคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่พวกเขาจะได้เห็น” ลุงเพ้อออกมา ยัยวีนัสฟังแล้วก็ เพ้อตาม ถามว่า “แล้วสิ่งที่สวยที่สุดที่ผู้หญิงจะได้เห็นล่ะ?”

“Her first child.” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม

เด็กนั่นได้ยินแล้วทำหน้าเหยเก แล้วก็เดินหนีไปซะงั้น (ตอนแรกอิฉันไม่เข้าใจหรอก นึกว่าอีนี่มันโง่ ฟังลุงพูดไม่เข้าใจ ดูต่อไปถึงได้เข้าใจว่า อ่อ อันที่จริงเราเองแหละที่โง่) ตอนหลังถึงมารู้ว่า ชีเคยมีแฟนคนนึง ตอนแรกก็ดูจะรักจะตามใจชีดี แต่พอท้องเท่านั้นแหละ ทิ้งเลย กระทั่งแม่บังเกิดเกล้า (ที่เคยบอกชีว่าถ้าชีไม่เกิดมา ชีวิตแม่ก็คงดีกว่านี้) ก็บังคับให้ไปทำแท้ง เท่านั้นแหละ อิฉันเห็นใจยัยวีนัสขึ้นมาทันที

ชีวิตนึงกำลังรุ่งโรจน์ แต่อีกชีวิตนึงกำลังจะแตกดับ หนังทำให้เราร้าวราญใจกับความเป็นจริงข้อนี้ ซึ่งก็คือสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ได้บีบคั้นจิตใจอิฉันด้วยการพูดถึง "ความรัก"

อะไรคือความรักที่แท้ ที่เราควรแสวงหา อะไรที่สถานที่ที่เหมาะ ที่เราความจะอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เราความภูมิใจจะทำ คำตอบที่ถูกที่ควรมันเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้รับการเติมรักจนเต็มใจเสียก่อน ไม่อย่างนั้น หัวสมองจะกลวง คิดอะไรไม่ออก

ถึงหนังจบลงด้วยการจากไปของลุง แต่นั่นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้อิฉันร้องไห้อย่างยากจะหยุดในรอบแรกที่ดูในโรง (ก็ร้องจนป้าอ้อยต้องนั่งเป็นเพื่อนจนเอนด์ไตเติลเกือบจบน่ะ) ตอนนั้นพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง โดยสรุปว่าสงสัยเพราะชีวิตของวีนัสมันทิ่มแทงใจดำ อาจเป็นได้ว่าตอนนั้นยังคิดถึงหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งหักใจให้เลิกหลังจากคบอยู่ ๖ ปีได้ไม่นาน

อีกใจนึงไม่อยากเชื่อว่าน้ำตาไหลเพราะคิดถึง (+เป็นห่วง) ผู้ชายคนนั้นซะทั้งหมด เพราะจำได้ว่าเขื่อนน้ำตาแตกตอนเพลง Put Your Records On ขึ้น

สงสัยอิฉันจะร้องให้เพราะจุกใจกับเด็กขาดรัก ที่ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก่อน จนมาวันนึงก็ยิ้มได้อย่างสดใส และรู้ว่าตัวเองจะเดินไปไหน จะทำอะไรต่อไป เพราะอิ่มฟูจากความรักที่เพิ่งได้รับ หยั่งยายวีนัสมากกว่า

ดูซ้ำอีกทีเมื่อวานก็รู้สึกอย่างนี้


หมายเหตุ:
• Venus กำกับโดย Roger Michell
• เขียนบทโดย Hanif Kureishi
• Peter O’Toole ตัวจริงไม่ได้แก่ขนาดนั้น (หวังว่า) ยังมีผลงานเป็นระยะๆ ล่าสุดเห็นใน Troy แกเล่นเป็นพ่อพี่แบรดหรือไงเนี่ย สง่าเชีย-ไม่เคยดูหนังดราม่าของแกมาก่อน เรื่องนี้แกเล่นดีจริง
• คิดถึงป้าอ้อยจัง
• ป้าขา วันนั้นเห็นน้องร้องไห้เยอะขนาดนั้น ป้าคิดไงหรอ?
• Put Your Records On แต่งเนื้อ/ทำนองโดย Corinne Bailey Rae เป็นเพลงโปรดของอิฉัน

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เพื่อนไม่เหมือนแฟน


 


ฤดูหนาว=ฤดูเหงา?


ถ้าไม่ใช่ ทำไมเวลาอากาศหนาวๆ ถึงทำให้เหงาจัง?

เหงาแล้วจะทำไง

มีีแฟนคงดี (อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงบอก...กูว่าแล้ว)

 

ไอ้ความอยากจะมีแฟนเนี่ย มันมีอยู่ทุกฤดูอะแหละ

แต่ในหน้าหนาว แฟนคงมีมูลค่าเพิ่มมหาศาล

นอกจากเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้อุ่นใจตอนที่รู้สึกว่าโดนชะตากรรมกลั่นแกล้งแล้ว

เขาก็คงช่วยให้อุ่นกายด้วย

(แน่นอนว่าเราก็ช่วยให้เขาอุ่นขึ้นได้เช่นกัน)

 

แต่ว่า

แฟนดีๆ (ที่อยากได้เราเป็นแฟนเหมือนกัน) ไม่ได้หากันง่ายๆ เหมือนหาเซเว่นอีเลเว่น

 

โชคดีอยู่บ้าง

ระหว่างที่เหงา เรายังมีเพื่อน

ทั้งเพื่อนหญิงและเพื่อนชาย

ล้วนแต่ดีๆ ทั้งนั้น (หรือเพราะเลิกคบเพื่อนไม่ดีไปหมดแล้วหว่า)

 

ก่อนนี้ก็เคยคิด

มิตรภาพระหว่างชาย-หญิงไม่มีในโลก

Platonic Love หรือการที่ผู้หญิง-ผู้ชายจะมีมิตรภาพใสบริสุทธิ์ต่อกันโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศเกี่ยวข้องน่ะ

ไม่มีจริงหรอก

 

อยู่มาจนจะแก่ ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมี

เพื่อนผู้ชายที่เมาท์มันส์

อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายอกสบายใจ

ไม่ต้องสงวนกิริยา

ไม่ต้องเก๊กว่าฉันฉลาด ดูดี มีรสนิยม

ไม่ต้องพูดเพราะ หรือพูดอะไรที่มันเก๋ๆ

ไม่ต้องแต่งตัวสวย สวมเสื้อรีดเรียบ ผมเป็นทรง หน้าไม่มัน

ใจกว้างพอที่จะยอมรับ สี ที่เราเลือก

รับได้ในเรื่องที่เราซีเรียส แถมเคารพความคิดเราอีก

 

เพื่อนผู้ชายพวกนี้ทำให้รู้สึกว่า

ถ้ารู้ว่ามีเพื่อนผู้ชายแล้วสบายอย่างนี้ มีมาตั้งนานแล้ว

 

วันนี้ไปสยาม ไปดูหนังกะอุดม

ไม่ใช่เพราะอุดมดูหนังคนเดียวไม่ได้

แต่เพราะอุดมตั้งใจเอาอุปกรณ์กันหนาวสำหรับ พวกเราชาวภูกระดึง (สำนวนของอุดม) มาให้ยืม

ระหว่างรอเวลา พากันไปกินข้าวในโรงอาหารคณะทันตแพทย์ เม้าท์กันกระจาย

ว่ามาตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน สนทนาปัญหาบ้านเมือง ชีวิตและสุขภาพ ไปจนถึงเรื่องอนาคตของชาติ

ก่อนจะย้ายไปขำกับหนัง Burn after Reading

 

เป็นหนังเรื่องที่เหมือนเคยคิดว่าจะมาดู แต่ไม่รู้ไง ตั้งแต่ป้าอ้อยไม่อยู่ความกระตือรือร้นจะมาดูหนังก็อ่อยไป ถ้าอุดมไม่ชวนมาดู สงสัยเราก็คงมึนจนอดดูอีกจนได้

 

ต้องขอบคุณอุดมที่ทำให้ได้ดู

เพราะมันช่างเป็นหนังที่เสียดสีได้สาแก่ใจ

ขำก็ขำ มันส์ก็มันส์

ถึงเวลาก็ทำเอาใจหาย

ช่างเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกคุ้มกับเงินทองและเวลาทีเสียไป

แถมทำให้เรารู้สึกว่าควรขวนขวายหา No Country for Old Men ผลงานเรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับคู่นี้มาดูเสียที

 

ระหว่างกลับบ้านก็นึกๆ ดูเล่นๆ

คนที่จะ เก็ต ดูหนังแบบนี้ได้สนุกพอๆ กัน คงมีไม่มาก

เพราะถ้าจะให้ โดน คงต้องเป็นผู้ใหญ่หน่อย

เป็นคนช่างประชดประชัน เหน็บแนมอยู่พอสมควร

ขำได้ แม้ไม่ใช่มุกหม่ำ

แล้วก็ต้องใจร้ายนิดๆ คนใจดีเป็นแม่พระอาจไม่ touch  

 

นอกจากป้าอ้อยผู้ไม่อยู่ ก็คงมีเพื่อนอีกไม่กี่คนที่ดูแล้วชอบ

ลองนึกถึงแฟนเก่าๆ มีใครไหมที่ดูแล้วจะสนุกสนานประมาณกัน

 

นึก นึก นึก

 

อุ้ยตาย!... เห็นทีจะไม่มีใครชอบหนังแบบนี้เหมือนเรา

 

มีเพื่อน ไม่เหมือนมีแฟนจริงๆ ด้วย

 

ถ้ามันเป็นอย่างนั้น

เอาเพื่อนเป็นแฟนซะดีมั๊ยเนี่ย???

 

(โฮ่ โฮ่ โฮ่)

 

 

 

หมายเหตุ

-เมื่อคืนวานรับสายคนรักเก่า บางทีอากาศหนาวอาจทำให้เขาเหงา และคิดถึงฤดูหนาวที่ไม่เหงาก็เป็นได้

-คนรักเก่าอีกคน (เก่าน้อยกว่าคนข้างบน) ชอบโทรหาเราตอนดึกๆ เขาคนนี้คงคิดเราได้ทุกสภาพอากาศ ขอให้ดึกเป็นพอ

-พรุ่งนี้มีเดตกะเพื่อน หวังว่าลมจะไม่แรง อากาศจะไม่หนาวจนทำให้เราต้องกอดเพื่อน

-ที่เบื่อจะถ่ายรูปต้นคริสมาสต์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์น่ะ ไม่เกี่ยวกับไม่มีแฟนนะยะ อุดม

ชั้นไม่เคยนึกถึงตัวเองไปถ่ายรูปไฟคริสมาสต์มาก่อนเลยในชีวิต เหมือนๆ กับที่ไม่เคยนึกถึงตัวเองในชุดเจ้าสาวน่ะแหละ




วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กรรมตามทัน? [รำพึง-รำพัน]



ช่วงนี้

มี ๒-๓ สายที่เราปฏิเสธจะรับ

เพราะไม่อยากคุยด้วย

ก็เลยใช้วิธีปล่อยให้เรียกจนสุด หรือไม่ก็กดทิ้งไปเลย

 

แต่เมื่อคืน

อยากคุยกับคนคนหนึ่ง

คนคนนี้ไม่ยอมรับสายมาหลายวัน และเมื่อคืน เขาก็ไม่ยอมรับสายอีก

นอนไม่หลับเลย

ฝันๆ ตื่นๆ

หรือว่า

 

กรรมตามทันเราแล้ว?


..เพลียจัง






วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551

เรื่องที่ยังไม่อยากให้จบ


อังคารที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๑
หลังสอบสัมภาษณ์กับชิดะเซนเซ (คนไหน..คงจะเดากันได้นะ)

นี่เป็นรูปที่ดีที่สุด
อีกรูปดันหลับตา แขนบึน
แล้วก็หัวฟูสุดๆ

(..คนนี้ไงคุณต่าย)

ป.ล. เพื่อนๆ น่ารักทุกคนนะ ว่าไหม?


อังคารที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๑

และแล้วก็เสร็จสิ้นการสอบสัมภาษณ์ Y2 อันเป็นกระบวนการสุดท้ายของการสอบวัดผลการเรียนคอร์สนี้มาตั้งแต่เดือน ๑๐ มิถุนายน

เฮ้่อ... เวลาผ่านไปเร็วจัง
เพิ่งรู้สึกชัดเจนว่าชอบเรียนภาษาญี่ปุ่น ชอบคนญี่ปุ่น
เริ่มทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ในคลาส
แต่รู้สึกมานานแล้วว่าการเดินไปซอยสุขุมวิท ๒๙
เพื่อเรียนทุกเย็นวันอังคาร-พฤหัสคือความเคยชินของชีวิต

เพิ่งจะเริ่มอิน...ก็ถึงวันสอบ แล้วก็ปิดคลาสซะละ

ดีนะ ที่ยังกล้าขอถ่ายรูปกะเซนเซ
(เพราะแค่อีเมล์แอดเดรสยังไม่กล้าขอเลย)


ป.ล. หากยังรักกันอยู่ โปรดอย่าถามว่าทำได้มั๊ย
ได้กี่ข้อ ฯลฯ
เพราะมันทรมานใจเกินไปที่จะตอบ



วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

สบตากับตัวเอง [รำพึง-รำพัน]






ที่รัก..
มันนานแล้ว
ที่ฉันเห็นเธอเสียหลัก เพราะความรัก

ที่รัก..
เห็นเธอเจ็บปวด ฉันพลอยร้าวราน
เห็นเธอร้องไห้ ฉันพลอยสะเทือนใจ
รู้ว่าเธอนอนไม่หลับ ทำให้ฉันรู้สึกผิด

เพราะฉันช่วยเธอไม่ได้

เพราะฉันรูู้้้
ว่าความเศร้าของเธอไม่ได้สูงใหญ่เกินจะก้าวผ่าน
แต่ไม่อาจช่วยเธอให้ก้าวผ่าน
ถ้าเธอไม่ยอมก้าวผ่านมันด้วยตัวเอง

ที่รัก..
เธอเองก็รู้
เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ
มีชีวิตอยู่เพียงชั่วระยะสั้นๆ
แล้วเธอจะพลีเวลาอีกเท่าไหร่ีให้กับการหลั่งน้ำตา?

ที่รัก..
ลองมองลึกลงไปในกระจก
บอกฉัน..
เธอเห็นใคร

ในใบหน้าที่แสนเศร้าสร้อย
อิดโรย หม่นหมอง
ดวงตาคู่สอง บัดนี้บอบช้ำ
ล้อมด้วยแผงขนตาที่ไม่เคยแห้ง

...มองลึกลงไป
บอกฉันหน่อย
โครงหน้าี้ เส้นผม ตาี้ จมูก และปากของเธอ
เธอได้มาจากใคร?
ไหนจะอีกใบหน้าที่คล้ายกันกับเธอ

รู้ไหม
ถ้าเธอร้องไห้
พวกเขาทั้งหมดจะร้องไปกับเธอ
ถ้าเธอทุกข์ใจ
พวกเขาก็จะทุกข์ไปด้วย

เพราะอะไรหรือ?
เพราะพวกเขารักเธอไง

ความรักที่ไม่มีข้อแม้จากพวกเขา
ไม่อาจทดแทนรักจากชายผู้นั้น
ที่เธอไม่อาจครอบครอง อย่างนั้นหรือ?

...เชื่อฉัน
ทุกครั้งที่เธอเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง
สบตากับตัวเองให้นาน-นาน
มองลงไปให้ลึก-ลึก


แล้วเธอจะพบคำตอบของเธอ




จาก ฉัน-อีกคนที่รักเธอ

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

call me irresponsible [รำพึง-รำพัน]



Call me irresponsible
Call me unreliable
Go on and throw in,
Undependable too

Well, do my foolish alibies
Bore you
Well I'm not clever
Baby I just adore you

Go on and call me unpredictable
Tell me I'm inpractical
Rainbows I'm inclined to pursue

Ooh go on and call me irresponsible
Yes I'm unreliable
but it's undeniably, it's undeniably true
I'm irresponsibly mad about you

เพ้อ-เพ้อ
ช่วงนี้อารมณ์ประมาณในเนื้อเพลงนี้
แต่ต้องเป็นเวอร์ชั่น Dinah Washington เท่านั้นนะ
คนอื่นร้องไม่ได้ฟีลเดียวกันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ฉันจะฝันถึงเธอ [รำพึง-รำพัน]


เมื่อตะวันลับลาฟ้าก็หมองมืดหม่น

ทนเงียบเหงาอ้างว้าง

เมื่อเธอลาลับไกลกลับอุ่นไอไม่สร่าง

ใจฉันค้างเคียงเธอ

 

รู้หรือไม่

ว่าภายในดวงตาสองนั่น

ฉันได้พบความอบอุ่นใจ

รู้หรือเปล่า

ว่าข้างในรอยยิ้มของเธอ

ฉันแอบเพ้อละเมอคร่ำครวญ

 

อิ่มอกอวลไอ

 

อยากจะบอกสักคำ

ฉันได้ถลำหัวใจ

ตกอยู่ในความรัก

 

เมื่อตะวันนิทรา

ฟ้าจะรอพบจันทร์

ฉันจะฝันถึงเธอ

 

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ดวงจันทร์ภายนอกหน้าต่าง [รำพึง-รำพัน]


ดวงจันทร์ภายนอกหน้าต่าง

มิได้ถูกขโมยไป

โดยน้ำมือโจร

 

 

 

ราว ๑๘๐ ปีมาแล้ว ณ ท้องถิ่นห่างไกลในญี่ปุ่น ยังมีพระเซนรูปหนึ่งซึ่งเรียกขานตนเองว่า เรียวกััััน ชายโง่ผู้ยิ่งใหญ่ท่านเป็นคนไม่สนใจใยดีกับสถานะทางสังคม ทั้งไม่มีสถานะทางสังคมใดๆ อาศัยอยู่เพียงลำพังในกระท่อมเล็กๆ บนภูเขา ชอบเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน มีชีวิตอยู่อย่างยากจนและสามัญ

 

ในยามเย็นแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่มีจันทร์ดวงงามประดับเด่นอยู่บนฟ้า เรียวกันกลับมายังที่พักบนภูเขา และพบว่า ของที่ท่านมีอบู่เพียง ๒-๓ ชิ้น ได้แก่ จานและชามได้ถูกขโมยไปสิ้น

 

พบดังนั้นแล้ว ท่านจึงแต่งบทกวีไฮกุนี้ขึ้น

 

จาก ดอกไม้ไม่จำนรรจ์

เซนไค ชิบายามะ เขียน

พจนา จันทรสันติ แปล

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๑: ความเปราะบางของความสัมพันธ์

 
คืนวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ หลังเรียนชั่วโมงแรกกับเอมมุเซนเซ อร่อยกับตันตันเมง เกี๊ยวซ่าที่ตันตันเมง ซื้อช็อกโกแลตโรลจากคัสตาร์ดนากามูระ กลับถึงบ้านก็พบว่าเยอรมันมีแนวโน้มจะแพ้ตั้งแต่ครึ่งแรก

ฉันยังได้เรียนรู้ว่า

 ๑.    การคบหากันยาวนานช่วยให้ความสัมพันธ์กระชับแน่นแฟ้น แข็งแรงขึ้นก็จริง แต่น่าเสียดายที่ความแข็งแรงของความสัมพันธ์นั้น เป็นความแข็งที่เปราะ ไม่ทนทานการกระทบกระเทือนจากคำพูดบางคำ และการกระทำบางอย่าง

ดังนั้น แม้กับเพื่อนรักที่เราคิดว่าเขาเข้าใจเราดี เราก็ยังต้องระวังการกระทำที่จะกระทบใจเพื่อน

๒.     แม้เราจะวางกฎกติกาในการคบหาและสื่อสารกับคนอื่นเอาไว้แล้ว อย่างแยบคาย ทว่าชััดเจน แต่ถ้าคนที่เราคบด้วยไม่รับรู้กฎกติกาอันนี้ กฎที่เราวางไว้ก็ไร้ประโยชน์

๓.      ประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านมัลติพลายนั้น ห่วยพอๆ กับการแชตผ่าน msn มันถูกจำกัดด้วยทักษะในการอ่าน ทักษะในการเขียน ปัญหาทางเทคนิค ไวรัส หัวหน้า อินเทอร์เน็ตสปีด ฯลฯ ดังนั้นอย่าไปหวังอะไรกับมัลติพลายมากนัก มันดีในบางเรื่อง เก๋ในบางแง่ แต่ก็ไม่อาจทำให้คนที่ไม่รู้จักกันดีพอ รู้จัก เข้าใจกันดีพอ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้จักกันจริงๆ ต้องออกมาทำความรู้จักกันในโลกแห่งความจริง ด้วยการสื่อสารวิธีปกติ (คือวัจนภาษา และ อวัจนภาษา) ไม่มีทางเลือกอื่น

 

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ก็รัก แต่มันทนไม่ได้หนิ [รำพึง-รำพัน]

 

ง่วงมาก หัวหน้าก็ไม่อยู่

คิดถึงหัวหน้า ไม่มีแรงทำงาน

ขอบ่นหน่อยนะ

 

ใครดูบอลยูโรรอบแรกกลุ่มดี คู่สเปน-รัสเซีย เมื่อคืน (อังคาร ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑) บ้าง

ดิฉันดูไปครึ่งเดียว เพราะเห็น 2-0 ก็วางใจ เห็นหน้าตาสไตล์เด็กยุโรปรั้นๆ กระหล่อๆ ขายาวๆ กล้ามสวยๆ ของตอร์เรสแล้วก็อิ่มใจ กอปรกับง่วงสุดๆ หมดสิ้นเรี่ยวแรงจากการเรียนภาษาญี่ปุ่น Y2 วันแรก (ตระหนกสุดๆ-แต่ชิดะเซนเซ (32) น่ารักมากกกกก คลายความประสาทไปได้เยอะ...ค่อยยังชั่วหน่อยนะ)

 

นั่นแหละ หมดแรงขนาดนี้ แถมยังไม่มีการสนทนากับชายผู้ลึกลับมารบกวน กาแฟแก้วเดียวของวันก็กินไปเมื่อ ๑๔ ชั่วโมงก่อน ก็ควรจะนอนหลับสนิทสินะ

 

ฝนพรำๆ อากาศหอมๆ กำลังสบายเลย เกือบหลับได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วเชียว

 

ทว่า...เวลาเที่ยงคืนครึ่ง อินโทรเพลง a moment to myself ก็ดังขึ้น ..สายเข้าง่ะ

ก็ดูว่าใครโทรมา

 

เชี่ยท! จะโทรมาทำไมเนี่ย เวลาอย่างเนี้ยนะ

ชาวบ้านจะหลับจะนอนไม่รู้หรอ หรือก็รู้ แต่แค่จะกวน

ก็ไม่รับสาย ใช้แนวทางเดิมคือ กด mute แล้วรอจนเขาขาดใจไปเอง

 

นั่นก็ทำให้นอนสะดุ้งฝันบ้าๆ บอๆ จนเช้า

และวันนี้ก็มีชีวิตอยู่อย่างเบลอๆ อีกตามเคย... เซ็งเนอะ

 

เช้าวันนี้มีภารกิจต้องไปซื้อยาประสะน้ำนม-ก็ยาที่กินแล้วน้ำนมไหลกระฉูดนั่นแหละ ให้พี่ที่รักกัน เพราะว่าร้านขายยาปากซอยอ่อนนุชมีขาย ก็เลยต้องทนนั่งรถติดๆ ไปทางปากซอยอ่อนนุช (เพื่อจะพบว่ายาหมด ต้องมาดูใหม่อาทิตย์หน้า)

 

แต่ก็ดี ได้จิบเบียร์ไประหว่างรถติด หูยังฟังพี่น้องสินเจริญไปด้วยอีกตะหาก (คลื่น ๑๐๓.๕ เคยฟังกันมั่งไหม? ขำดีนะ)

 

ทุกๆ วันหลัง ๙ โมงเช้า สินเจริญเค้าจะชวนให้คนโฟนอินเข้ามาคุยกันในหัวข้อต่างๆ นานา วันนี้ขำดี เขาเปิดประเด็นทำนองว่า เรื่องอะไรของแฟนที่ทำให้ ทนไม่ได้อยากบ่นหรือว่าอยากเม้าท์ ไม่ต้องเกรงใจใคร โทรเข้าไปเลย

ดิฉันฟังอย่างเดียว ไม่ได้โทรไปกะเขา ก็ตอนนี้ไม่มีแฟนนี่โว้ย

 

ก็ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ๓ สาย

 

สายแรก (ช) บอกว่าทนไม่ได้เรื่องที่ชีขี้บ่นมาก

เขาบอกรักก็รักนั่นแหละ แต่ชีบ่นจังเล้ยยยยย บ่นจนเบลอ

สินเจริญก็ถามว่า บ่นเรื่องไรละ

คำตอบคือ เรื่องชอบเที่ยว เรื่องทำงานบ้านไม่เรียบร้อย (เนื่องจากบ้านนี้ฝ่ายหญิงออกไปทำงานข้างนอก ฝ่ายชายเป็นฟรีแลนซ์ สถิตย์อยู่บ้าน เลยต้องรับหน้าที่ช่วยงานบ้านให้กับฝ่ายที่เหนื่อยกว่า)

เคสนี้ดิฉันเห็นใจฝ่ายหญิงว่ะ

 

สายทีสอง (ญ) บอกว่าทนไม่ได้เรื่องแฟนผายลมเสียงดังมากกก

คนนี้เล่าว่าตัวเองเป็นคนช่างพูด ได้แฟนพูดน้อยกว่าก็ดีใจ พาเข้าบ้านอย่างภาคภูมิ ...ที่ไหนได้ พอเขาคนนั้นเข้าห้องน้ำ ก็เกิดการผายลมด้วยเสียงดังสนั่นลั่นออกมา ทำให้ชีคนนี้เกิดความอับอายแก่ญาิติพี่น้องเป็นที่ยิ่ง และนับจากนั้นจึงได้ทราบว่า แฟนหนุ่มผู้แสนดี มีข้อเสียคือผายลมดัง และจะผายทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำที่บ้าน บ้านเพื่อน หรือในห้าง

เรื่องนี้ชีอ๊าย-อาย บอกว่าจะเตือนให้ผายเบาๆ หน่อยก็ไม่กล้า

ขำดีที่สินเจริญแซวว่าแฟนหนุ่มของชีอาจจะระบายความเก็บกดที่พูดไม่ทันออกมาทางการผายลม-ฮ่าฮ่า

 

สายที่สาม (ช) บอกว่าทนไม่ได้เรื่องแฟนอ้วนเป็นช้างน้ำ

คู่นี้คบกัน ๗ ปี จากน้ำหนักตัวแค่ ๔๓-๔๔ เดี๋ยวนี้แฟนสาวกลายเป็นธิดาช้างไซส์ ๗๐ กว่าโล

สินเจริญตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตาคนนี้บอกว่าไม่มีอะไรหรอก ชีแค่กินข้าววันละ ๕ มื้อเท่านั้นเอง บอกให้ลดก็ไม่ลด

สินเจริญคงสงสัยว่า แล้วฝ่ายชายน้ำหนักตัวเป็นไงหรอ

ตานี่บอกตัวเองก็อ้วนขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนช้างคู่ว่างั้น

 

..คนฟังฟังไปก็ขำ แต่ก็อดนึกไม่ได้ หน็อยยยย ไอ้อ้วนเอ๊ย อ้วนขึ้นเหมือนกันอย่างนี้ยังมีหน้าจะมาทิ้งเค้าอีก

(นึกแล้วยังขำ)

 

มันก็แปลกดีนะคนเรา

แรกๆ จีบกันใหม่ๆ อีกฝ่ายเป็นไงก็ทนได้

ก็มันรักความเป็นตัวเค้าอ่ะ

นานๆ ไปกลายเป็นเรื่องไม่อยากทนไปซะงั้น

 

 

 
หมายเหตุ: ขอคำแนะนำหน่อยสิ

จะทำยังไงดีกับสายที่ชอบโทรมาตอนดึกๆๆๆๆ

ถ้าไม่อยากปิดมือถือ แต่ก็ห้ามไม่ให้เค้าโทรมาไม่ได้

ทำไงเราถึงจะ รู้ ว่าเขาโทรมา โดยไม่ยี่หระ ไม่หวั่นไหว สะดุ้งสะเทือน แบบว่า..โทรมาแล้วไง ชั้นก็แค่ไม่รับสาย-จบ??

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สาเหตุของการนอนไม่หลับ


 

เมื่อคืนเป็นอีกครั้งที่ดิฉันประสบปัญหาในการนอน

คือนอนหลับไม่สนิท ระหว่างนอนเหมือนมีอาการครึ่งฝัน ครึ่งจริง จำได้ลางๆ เหมือนตัวเองตื่นขึ้นคุยกับตัวเองเป็นระยะๆ

แต่เป็นการตื่นโดยไม่ลุก ไม่ลืมตา

 
เรียกว่าเป็นการนอนที่ไม่ได้หลับลึกลงเหมือนถูกดูดหายไปในหลุมดำเหมือนเช่นการหลับเป็นปกติในทุกๆ คืน


วันนี้ทั้งวัน ดิฉันจึงอยู่ในสภาพซอมบี้ มีอาการอ่อนเพลีย กะปลกกะเปลี้ย ซ้ำยังเบลอๆ เพราะไม่ได้นอนพอกับความต้องการของร่างกายนั่นเอง

 

เข้านอนดึกมันก็จริงอยู่ (ก่อนนอนระห่ำทำงานฝิ่นเสร็จไป ๒ ชิ้น) แต่เชื่อว่า สาเหตุของอาการนอนหลับไม่สนิทของตัวเองมีอยู่ ๒ ข้อ คือ

กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม และ บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา

 

 

-๑-

 

กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม

 

คาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้หลายคนตาสว่างจากการที่คาเฟอีนเข้าไปควบคุมสารอดีโนซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สมองหลั่งออกมาเพื่อให้เกิดอาการง่วง แต่สำหรับดิฉัน กาแฟร้อนหอมๆ แก้วเดียวไม่เพียงช่วยให้หายง่วง แต่ยังเพียงพอต่อการปลุกความ คึกให้พร้อมจะทำงาน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่คาเฟอีนเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับอะดรินาลีน และกรดไขมันอิสระในเลือด ทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงทำงานเพิ่มขึ้น

 

น่าเศร้าที่หลังปลดปล่อยพลังงานความคึกให้กับร่างกาย คาเฟอีนจะค้างอยู่ในร่างกายของดิฉันต่อไปอีกราว ๑๒ ชั่วโมง (และจะอยู่ได้นานกว่านี้ หากดิฉันมีครรภ์อายุ ๓ เดือนขึ้นไป หรือใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด) เมื่อหมดฤทธิ์ ดิฉันจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจนต้องหากาแฟแก้วใหม่มาเติมความกระชุ่มกระชวยและความ คึกให้ร่างกายอีกครั้ง

 
ปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีน ร่วมกับความพึงพอใจในกลิ่นรสของกาแฟ ย่อมทำให้คนติดรส ติดสัมผัสอย่างดิฉันตกอยู่ในวัฏจักรแห่งการเสพติดเช่นนี้เรื่อยไป จนในที่สุด ก็จะถึงวันที่กลายเป็นซอมบี้อย่างถาวร จากภาวะคาเฟอีนเรื้อรังจนนอนไม่หลับ แต่แทนที่จะผอม กลับอ้วน เพราะเมื่อใดที่นอนไม่พอ วันรุ่งขึ้นระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลง ทำให้เกิดอาการ
โหยตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังเหี่ยว เพราะนอนไม่ทันเวลา growth hormone หลั่ง (ราว ๕ ทุ่ม) แทนที่จะร่างกายจะได้ซ่อม และสร้างเซลล์ผิวในส่วนที่เสียหาย ก็เลยอด ผิวโทรมๆ ที่ไม่มี growth hormone ช่วย ต่อให้ใช้ครีมวิเศษอะไรก็ช่วยชะลอริ้วรอยไม่ได้

 
นอกจากนี้อาการกระดูกพรุนอาจมาเยือนไวกว่าปกติ เพราะคาเฟอีนที่รับเพิ่มเข้าไปทุกวันช่วยชะล้างแคลเซี่ยมในร่างกาย


เอาเถอะ มันอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าดิฉันดื่มกาแฟแค่พอน่ารัก คือวันละแก้ว-สองแก้ว และไม่ใช่ในเวลาก่อนนอนเพียง ๒-๓ ชั่วโมงอย่างนี้

 

 

-๒-

 

บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา

 

ชายคนนี้คือส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการจิตตกต่ำสุดเมื่อวันก่อน ก่อนจะต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งงานในคืนก่อน ดิฉันพบเขา เราคุยกันยาวนาน อย่างถูกคอ และออกรส ผ่านโปรแกรม msn แม้จะเพิ่งรู้จักกัน แต่ดิฉันพบว่า เขา และบทสนทนาของเรา ทำให้เคมีบางอย่างในร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลง

 

และความแปรปรวนของเคมีในตัวนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทรงพลังยิ่งกว่ากาแฟดำตอน ๕ ทุ่มแก้วนั้นเสียอีก

 

สงสัยยิ่งนัก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ดิฉันจึงให้กูเกิ้ลช่วยค้นให้

 

พบประโยคน่าสนใจ จากนักจิตวิทยานาม Jim Pfaus

 

“You think someone made you feel good, but really is your BRAIN made you feel good” แท้จริงผู้บงการตัวจริงของความรู้สึกพิเศษคือ สมองของเราเอง หาใช่ ใครคนนั้น

 

ว่ากันว่าในสมองของเรามีเซลล์ประสาทในสมองกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า ventral tegmental มีหน้าที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนชื่อ โดปามีน (Dopamine)

 

โดปามีนจะทำงานหนักเมื่อเจ้าของสมองมีอารมณ์พึงพอใจ ยินดี มีความสุข หรือเมื่อได้รับรางวัลตอบแทน เช่น เมื่อแฟนจำวันเกิดได้

 

จากการทดสองในหนูพบว่า เมื่อทำให้หนูมีความพึงพอใจมากขึ้น ระดับของโดปามีนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ

 

โดปามีนจะส่งผลต่ออารมณ์ของเจ้าของสมองให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ แล้วก็ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว

 

....................

โดปามีนที่พรั่งพรูออกมาเพราะบทสนทนาก่อนนอน ทำให้เจ้าของสมองของดิฉันตื่นตัวจนไม่อาจนอนหลับสนิท(แม้จะอยากนอนมากๆ) อย่างนั้นสินะ?

 

สงสัยจัง ว่าความพึงพอใจ ความยินดี และมีความสุข เช่นนั้น จะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ได้สนทนากับชายลึกลับผู้นี้ไหม

 

ถ้าใช่ ..เห็นทีจะต้องงดการสนทนาก่อนนอน

เอ๊ะ หรือการเลี่ยงไปเลย จะเป็นการดีกับสุขภาพมากกว่า?

 

 

 
หมายเหตุ โดปามีนมีความสำคัญยิ่งกว่าการกระตุ้นสมองให้รับรู้ถึงความรู้สึกพึงพอใจ เพราะมันเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญยิ่งกับอาการทางสมองหลายๆ อย่าง เช่น พาร์คินสัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ www.bangkokhealth.com

 

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๓ : คำสารภาพของคนใจร้าย


เรื่องราวของน้องชายในมัลติพลายสินะ ที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
ที่จริงเหมือนมันถูกซ่อนลึกในลิ้นชัก นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางสิ่งของและเรื่องราวที่ทิ้งไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากจำ

ใช่ เราเองก็เคยทำเรื่องแบบนี้มาเหมือนกัน
..ทิ้งผู้ชายไง

ต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย ไปถึงตอนมีแฟนคนแรก
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน  จนกระทั่งเรียนจะจบอยู่แล้ว ได้ไปฝึกงานที่หนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่ง แล้วได้เจอเขา
เขาเป็นช่างภาพกีฬา เจ้าของบุคลิกแบดบอย
..ใช่ เราแพ้ทางแบดบอย

จำได้ว่าคุยกันครั้งแรกตอนเขาชวนกลับโรงพิมพ์ ด้วยมอเตอร์ไซค์ซิ่งคันนั้น
จากสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น  แถวๆ โบสถ์แม่พระรถติดมาก  แต่มอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมคันนั้นมันพาเราผ่านช่องแคบๆ ระหว่างแถวรถที่จอดติดยาวเหยียดไปได้
อย่างมั่นใจ และมั่นคง (อย่างนี้คนขี่มันต้องมีฝีมือพอตัวสินะ)
ฟิ้วววววววววววว
...ใช่ แล้วเราก็แพ้ทางผู้ชายมั่นใจในตัวเองอีกตามเคย

พอเค้ามาชวนเป็นแฟน ก็เลยยอมเอาง่ายๆ
ไม่เคยมีแฟนมาก่อน
ก็อยากรู้น่ะสิ ว่ามีแฟนแล้วมันจะเป็นยังไง

แต่ดูเหมือนตอนนั้นเราสองคนจะต่างคนต่าง 'เด็ก' เกินไปที่จะคบกันเป็นแฟน
แล้วก็อาจจะเร็วเกินไปด้วย กับการตอบตกลงเป็นแฟน
โดยที่ยังไม่ได้เรียนรู้นิสัยกันเสียก่อน

เพราะถึงแม้่ว่าเราจะหลงบุคลิกแบดบอย ปลื้มคนมั่นใจในตัวเอง
แต่ว่า นิสัยมันก็อีกเรื่องนึง
ตามใจผู้หญิงมันก็ดี แต่ผู้ชายควรจะมีความเป็นตัวของตัวเองด้วย
แล้วก็ควรจะบอกได้ ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร
ไม่ใช่อะไรๆ ก็ตามใจแฟนหมด
...ชักจะว่าเขามากไปแล้วนะ นี่ไม่ใช่บล็อกด่าแฟนเก่าสักหน่อย
มันคือการสารภาพบาปส่่วนตัวตะหาก

กรรมเริ่มสนองตอนไหนหรอ?
คงจะเป็นตอนที่งานพาเราให้ไปเยือนบ้านไร่แห่งนั้น
..ได้เจอเขา

ยังจำได้แม่น ว่าเขาเป็นผู้ชายที่เจอครั้งแรกแล้วเรานึกถึงบั้นปลายชีวิตด้วยกัน
'ผู้ชายคนนี้เป็นของเรา เราต้องดูแลเขาไปจนตาย'
ทำไมถึงคิดอย่างนี้ก็ไม่รู้ แต่ก็คิด คิดเป็นตุเป็นตะเสียด้วย

จิตใจวุ่นวาย มากมายกว่าความวุ่นวายครั้งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมาี้
บ้าจนเขียนจดหมายไปหาเขาก่อน เขาก็บ้าเขียนตอบมา
เราคุยกัน ผ่านจดหมาย
แ้ล้วก็เริ่มโทรคุยกัน
เขา..ทำให้เรารู้ ว่าไอ้ 'คิดถึงทุกลมหายใจเข้า-ออก' น่ะ มันเป็นอย่างนี้เอง
โอเค ตอนนั้นกำลังเลิกกับแฟนคนแรก แต่มันก็เลิกไม่ขาดหรอก
(คนเรามันเลิกกันยากนะ คุณก็รู้)

มันมาขาดหลังจากเดทแรกของเรากับผู้ชายคนที่สองนี่แหละ

ทิ้งเขาอย่างโหดร้าย
ยังจำได้
ด้วยเหตุผลที่ฟังดูงี่เง่า แต่มันคือความจริง
'เลิกกันเถอะ เราไปด้วยกันไม่ได้หรอก'

น้ำตาผู้ชายเป็นยังไง ได้เห็นกันคราวนี้

....แต่ก็อย่างที่รู้ กรรมมีจริง
ผู้ชายคนที่สอง ทำให้เรารักเขาแรงขนาดไหน
ก็ทำให้เราเจ็บปวดใจได้ในขนาดเดียวกัน

เขาไม่พร้อมจะผูกมัด แค่อ่อนไหวไปกับชีวิตชีวาของความรักจากเด็กสาวคนหนึ่ง
...นึกแล้วยังทำให้น้ำตาซึมจนกระทั่งบัดนี้

ไม่ได้โกรธโทษเขา แต่เข้าใจดี
(ความผูกพันซื้อความรักไม่ได้-จริง จริง)

เจ็บปวดมากที่สุด
นอนฝันร้าย ซึม น้ำตาหยดง่ายๆ กับเพลงอกหักงี่เง่า
และเข้าใจว่า โดนทิ้งอย่างโหดร้าย มันเจ็บปวดอย่างนี้เอง
กรรมสนองแล้ว

๓ ปี กับคนแรก และ ๖ ปี กับคนที่สอง
๙ ปี ในชีวิตตอนนั้น มันคิดเป็นเวลากี่เปอร์เซ็นต์นะ
แต่ยังไม่พอ ต้องมาเจอผู้ชายคนที่สาม เพื่อจะเจ็บอีกครั้ง
แม้จะเป็นรูปแบบที่แปลกไป

อะไรกัน
ใจร้ายกับผู้ชายแค่คนเดียว
จะทำให้อาภัพรักไปจนตายเลยหรือไง?




วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๒ : จิตตก



วันนี้พบว่ามีอาการจิตตก

อยากหลบลี้หนีผู้คนไปอยู่อย่างสงบเงียบ อ่านหนังสือที่อ่านไม่จบ
แผนไปเที่ยวทีี่กำลังวาง ว่าจะไปกับเพื่อน เพื่อนยุ่งนัก ทำให้ชักอยากจะเบี้ยว

แล้วแบกเป้ หนีไปนอนเงียบๆ แถวสังขละบุรีคนเดียว
ถ้ามันยากไปกแค่หนีไปดูหนังเศร้าๆ แล้วร้องไห้ให้สาใจ


ทำไมเป็นแบบนี้?...ไม่แน่ใจ

 
พยายามคิดดูว่าทำไม ไล่สาเหตุได้หลายประการอยู่

อาจเป็นได้ว่าจิตตกเพราะ...

 

  • เบื่อผู้คน มากเรื่อง มากความกันนัก น่ารำคาญจริงๆ
  • ซึ้งกับน้ำใจและความงกของคน ข้อนี้ไม่มีคำอธิบาย แค่เขียนไว้อ่านเอง
  • ไม่มีตังค์ ถ้ามีตังค์มากๆ ก็คงไม่ต้องคิดใช่ไหม ว่าบินอะไรถึงจะถูก แล้วก็ไม่ต้องเศร้าใจด้วย ว่าทำไมเพื่อนไม่ช่วยกันหาตั๋วเครื่องบินเลย
  • โดนสะกดจิตโดยเสียงกีตาร์บลูส์ ..พักนี้ฟังแรงไปหน่อย
  • ไร้สติ เมื่อคืนดันโง่ บอกดากานดาไป (คือกำลังสมมติว่าตัวเองเป็นไข่ย้อยน่ะ) ว่า แกเป็นคนพิเศษของชั้น

...ไม่รู้จะบอกมันไปทำไม บอกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เพื่อนก็คงไม่สนใจ แต่เราสิ ..อายเปล่าๆ

  • ลำบากใจ ในเวลาเดียวกันกับที่คุยกับดากานดา แฟนเก่าก็โทรมา เพราะรู้ว่าเขาโทรมาทำไมดึกๆ เลยไม่ได้รับสาย เชื่อสามสาว เป็ก-อ็อฟ-ไอซ์

ไม่ต้องรับสาย-ถ้าเธอไม่เหงา’ ..แต่ดึกๆ ก็ส่ง sms ตอบไป น่ากลัวมาก เพราะเขายอมรับว่าโทรมาเรื่องที่เราคิดพอดี มีเสียงโทรศัพท์ดังกลางดึกอีกครั้ง ..ไม่กล้ารับ

คราวนี้เลยนอนฝันร้ายไปจนตื่น (ตื่นมาอย่างโทรม สุดๆ)

  • ถูกก่อกวน มีการทักทายที่ทำให้จิตใจวุ่นวายจากบางคนในโลกไซเบอร์ ซึ่งยังไม่รู้จักกันในโลกจริง ..เพราะไม่ชินกับเรื่องแบบนี้ เลยทำให้สติแตกพอดู จะว่าน่าสนุกมันก็ใช่ แต่ก็รู้สึกว่าน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน เหมือนกำลังเล่นเกมเดิมพันอันตรายไงไม่รุ ..คิดมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบสิ
  • นอนน้อย สองวันก่อนโดนหัวหน้าทวงงานตอนทุ่มนึง เลยเกิดอาการวิปริต นอนไม่หลับ เช้าวานเลยตื่นแต่ตีห้า มาึถึงที่ทำงานเจ็ดโมงครึ่ง แล้วก็ตะบันเขียนงานจนเสร็จก่อนสิบโมง...แต่ปรากฏว่า เมื่อวานหัวหน้าไม่มา เพราะว่าป่วย (.-_- ทีมาเช้าละ ไม่มีใครเห็น) ....คืนก่อนนอนน้อยแล้ว เมื่อคืนก็ยังนอนน้อยอีก ความโทรมเลยเกิดสะสม

...ไม่รู้จักเข็ด ไม่รักสุขภาพ สมควรแล้วๆๆๆๆ

  • สะเทือนใจ มีภาวะสั่นคลอนความรู้สึกที่เกิดจากข่าวการเลิกกันของคู่หนุ่มสาวรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน น้องที่รู้จักกัน แม้กระทั่งน้องชายตัวเอง อุตส่าห์คบแฟนคนนี้ (ชีแก่กว่าพี่สาวมันอีก-แต่สวย+ขาว+อึ๋ม) มาตั้งสี่ห้าปี แม่บอกเมื่อเช้านี้ว่าน้องเราคงจะคิดได้แล้วว่าเลี้ยงแฟนไม่ไหวแน่ เลยตั้งท่าจะถอยแล้ว นี่ถึงกะวางแผนจะขายบ้่านที่ซื้อไว้เป็นเรือนหอรอรักหรือความรัีกจะไม่มีอยู่จริง?
  • น้องไม่ปรึกษา ก็ใช่ น้องไม่เคยคุยเรื่องนี้ด้วย แต่แบบ ก็เจอกันใน msn ตลอด ไม่เห็นเล่าอะไรให้ฟังมั่งเลย เรื่องนี้เราเองก็ไม่ได้รู้จากแม่ แต่เป็นน้าโน่น ..ที่แอบเจ็บปวดใจคือ แม่บอกว่าที่น้องไม่คุยด้วยเพราะมันคงคิดว่า ม้อยไม่รู้อะไรมั้ง

...ไม่จริงเลย เป็นสาวโสด ไม่ได้แปลว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้นะ    [T-T]

  • Y2 กำลังจะมา เรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์สแรกจบไปตั้งปีมะโว้ นี่ได้ฤกษ์ต้องไปเรีียน Y2 แล้ว ไอ้ที่เรียน Y1 มันไปอยู่ไหนหมดแล้วก็ไม่รู้อะ แย่ละสิ ...ต้องเป็นคนที่โง่ที่สุดในชั้น (มีทั้งหมด 11 คน) อีกแล้วสินะเรา
  • งานฝิ่น มันต้องส่งแล้ว แถมจะเอาพร้อมๆ กันอีก ปวดกบาลว๊อยยยยย (แต่ก็ต้องทำ เพื่อหาทุนไปเที่ยวไกลๆ)
  • ฝนตก อากาศไม่แจ่มใส ขาดอะไรบางอย่างจากแสงแดด
  • สุขภาพ เพราะกินน้ำผสมแมงสาปที่ออฟฟิศ
  • อิทธิพลอื่นๆ จากดวงดาว สภาพแวดล้อม และดวงชะตา อันนี้คงไม่มีคำอธิบาย


หาเหตุผลเรียบร้อยแล้วคงต้องหาทางแก้ปัญหาให้ตัวเองด้วย

เอาไงดี...

  • นอน คงต้องนอนมั้่้ง นอนอิ่มๆ แล้วคงหายหดหู่
  • สันโดษ แล้วก็คงต้องแยกตัวออกมาจากความวุ่นวาย รอให้ความพลุ่งพล่านในใจมันตกตะกอน รอให้สติที่แตกกระเจิงฟุ้งกระจายค่อยๆ กลับเข้าที่
  • หยุดเล่นเน็ตจนดึกดื่นซะที ช่วงเวลาก่อนนอนควรอุทิศให้กับการดูแลร่างกายและสติปัญญาของตัวเอง หนังสือที่บอกตัวเองว่าน่าอ่าน อยากอ่าน และรออ่าน (ให้จบ) มีอีกเป็นกองพะเนิน
  • เข้านอนโดยยังมีสติ ไม่ใช่หัวทิ่มแล้วหลับไปเลย เพราะง่่วงจัด คาดว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้น จิตใจสงบ และเป็นตัวของตัวเองขึ้น
  • จัดเวลาให้ตัวเอง เสาร์อาทิตย์นี้เลิกออกไปแร่ดได้แล้ว อยู่บ้านทำความสะอาด ซักผ้า รีดผ้า คุยกับปลาหางนกยูงเสร็จแล้วจะไปไหนก็ค่อยไป อ้อ first priority สำหรับเสาร์อาทิตย์คือ ทำงานฝิ่นให้เสร็จ!
  • ซ่อมไฟซะที ชีวิตจะได้สว่างไสว หรือถ้าไม่อยากซ่อมก็ควรไปหาโคมมาติดเพิ่ม ทุกวันนี้มันมืดจนจะมองไม่เห็นแมลงสาปอยู่แล้ว
  • มีอีก  แต่ยังคิดไม่ออก คิดออกค่อยมาเติมละกัน

 

ป.ล. ใครรู้ตัวว่าโทรมาแล้วจะโดนวีน อย่าเพิ่งโทรมาช่วงนี้นะ จิตกำลังตก อาจะโดนกรี๊ดใส่แบบสมนาคุณพิเศษ ...เขียนอีเมล์มาละกัน

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๘


กม.มุนา วต.ตตี โลโก

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

 

ถ้าชาวพม่าเรือนหมื่นต้องเป็นไปตามกรรม... แล้วเมื่อไหร่สัตว์โลกที่โกงชาติบ้านเมือง เผด็จการ ยุให้คนฆ่ากัน ใช้อำนาจหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง มันจะเป็นไปตามกรรมของมันมั่งนะ?

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551

คิดถึงกาแฟ [รำพึง-รำพัน]



ช่วงนี้กำลังเลิกกาแฟ

ไม่ได้แตะมาตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว วันนี้วันอาทิตย์ จึงนับว่าเป็นวันที่ ๗ แล้วที่อยู่โดยไม่ได้ดื่มกาแฟ

ที่จะเลิก ไม่ใช่เพราะหนูดีทักว่า เราไม่กินของไหม้เพราะกลัวเป็นมะเร็ง แต่ทำไมเราไม่กลัวกาแฟ ทั้งๆ ที่ี่กว่าจะกินได้ต้องนำเมล็ดไปคั่วซะก่อน (ยิ่งไหม้ ยิ่งหอมซะด้วย)

ไม่ใช่เพราะว่ากาแฟมันแพง เพราะออฟฟิศก็มีให้กินฟรี และถึงจะเป็นเนสกาแฟเรดคัพก็กินได้

ทั้งยังไม่ใช่เพราะอาการนอนไม่หลับ
กาแฟวันละแก้วสองแก้ว ไม่น่าเป็นอุปสรรคในการนอนของคนรักการนอนอย่างดิฉัน แค่คาเฟอีนที่ตกค้างในกระแสดเลือดไม่น่าเพียงพอจะทำให้ตื่นก่อนเวลาอันควรได้เท่ากับความวุ่นวายในใจ
(แต่หยุดกาแฟแล้วก็นอนได้นานขึ้นจริงๆ)

นอกจากนี้ยังไม่เคยโด๊ปกาแฟจนหัวใจเต้นแรงหวิดเป็นลม

แล้วจะเลิกทำไม?

ก็แค่คิดว่า เราชักจะ "ติด" มากไปแล้ว น่ะสิ

เช้าตื่นขึ้นมา ง่วงไม่ง่วงก็ต้องชงกาแฟ มาถึงออฟฟิศ เปิดเครื่องเรียบร้อย ก่อนเปิดไฟล์ทำงาน ก็ขอกาแฟสักแก้ว ตกบ่าย หลังอิ่มอาหาร ก็บอกตัวเองว่ากาแฟช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้น แถมยังช่วยแก้อาการหนังท้องตึง-หนังตาหย่อนได้อีก

ทำไมชีวิตชั้นต้องพึ่งพิงเครื่องดื่มสีดำที่ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความร้อน ความหอม และความขม (บางกรณียังแพงอีกตะหาก)?
ถามตัวเองเสร็จ เช้าวันจันทร์ก็เลิกชงกาแฟ หันมาซื้อน้ำเต้าหู้ใส่กระติกไปจิบแทน ร้อนเหมือนกัน หอมเหมือนกัน รสชาติก็ดีไปอีกแบบ แต่สีนี่สิ ต่างกับกาแฟ ราวเทพกับมาร

ก็ดำเนินชีวิตมาได้โดยปวดหัวเพราะขาดคาเฟอีนอยู่สักวันครึ่ง อยู่มาได้เรื่อยๆ โดยการปลอบตัวเองว่ากินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย

กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย
กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย
กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย

ไร้อาการทางกาย แต่แทนที่จะลืมๆ ไป แต่กลับคิดถึงกาแฟจัง
คิดถึงกลิ่นหอมยั่วยวน รสชาติอันแสนจะขมขื่นยิ่งกว่าบางช่วงของชีวิต
สัมผัสที่มือยามโอบรอบกาแฟแก้วโต
ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะจมูก

ไม่รู้สมองเบลอเพราะขาดคาเฟอีนหรือเปล่า
เริ่มจากแรก แค่คิดถึงสัมผัสจากกาแฟ
คิดไปคิดมา คิดไปคิดมา

ดันไปคิดถึงฉากฉากหนึ่ง

คนสองคนเพิ่งตื่นจากการนอนอันแสนสุข
นั่งอยู่เคียงข้างกันบนม้านั่งที่ดัดแปลงจากล้อเกวียนเก่า
เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้าสีเขียวระบัดเพราะได้ฝน
อากาศยามเช้าสดใส น้ำค้างยังเ้อ้อระเหย ลมพัดแผ่วเบา
จมูกยังคงจำกลิ่นเล็บมือนางที่ลมพาผ่านหน้าต่างห้องนอนเมื่อคืนนี้
บทสนทนาอ่อนหวาน
และ...รสชาติกาแฟขม เข้มข้นที่เขาชงให้
กาแฟที่ไม่อาจหารสชาติแบบเดียวกันได้อีก
อ้อมกอดที่ไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกอิ่มแบบนั้นได้อีก


เอ่อ....
แปลกดีที่แค่คิดถึงกาแฟ ก็พาลไปคิดถึงความหลัง

ถ้าใจยังถวิลหาความเคยชินเก่าๆ อย่างนี้
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตบะแตกตอนไหน

ไม่ได้แล้ว
ต้องแยกความทรงจำเกี่ยวกับกาแฟออกจากความหลัง
ไม่งั้นแย่ชีวิตคงรีไวด์กลับไปในวันที่ 'แย่' กว่าติดกาแฟงอมแงมเป็นแน่