แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำคม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตือนใจ





明日は明日の風が吹く

คำอ่าน : ashita wa ashita no kaze ga fuku
คำแปล : พรุ่งนี้ก็จะมีลมของวันพรุ่งนี้พัด

ความหมาย : วันพรุ่งนี้จะมีลมที่ไม่เหมือนกับในวันนี้พัด
เป็นคำสอนว่าการกลุ้มอกกลุ้มใจกับเรื่องของวันพรุ่งนี้ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามที่จะเป็น




วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

คำคม#๒๔




On ne voit bien qu'avec le cœur.
L'essentiel est invisible pour les yeux.

正しく見ることができるのは、心だけなのだ。
本質的なものは目では見えないんだよ。

It is only with the heart that one can see rightly;
what is essential is invisible to the eye.





วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๓




I would rather have had one breath of her hair, 
one kiss of her mouth, 
one touch of her hand, 
than eternity without it. 
One. 

said Seth 
City of Angels (1998)


 

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๒






"เอ็งเป็นนักเขียน ไม่ใช่นักเทศน์"




ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
หลังแก้วเหล้า ในเวลาเย็น บนโต๊ะริมบาทวิถีของ "เทพรส"
นานหลาย พ.ศ. ก่อนเปลี่ยนเป็น "โลลิตา" ใน พ.ศ. นี้


(ไม่รู้ พ.ศ. ๒๕๕๒ ยังมีอยู่ไหม)



วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๑






ฉันรักคุณเพราะฉันไม่รักตัวเอง






พนิดาตำหนิตัวเองผ่านจดหมายถึงชายเจ้าชู้ที่มีภรรยาอยู่แล้วถึง 4 คน
จาก "จดหมายรักยาขอบ"
สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม




วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๐





เด็กสมัยใหม่คิดว่าการเป็นนักเขียนมันง่าย


คล้ายๆ แบบนั้น แป๊บๆ พิมพ์เป็นเล่มแล้ว ง่ายไป ก็เลยไม่ยั่งยืน
กับนักเขียนใหม่ๆ เราบอกอย่าเพิ่งพิมพ์เป็นเล่ม เพราะขายไม่ได้แล้วจะเสียใจ
ให้คนอ่านยอมรับก่อนค่อยพิมพ์ ใจเย็นๆ น่า
หลายคนไม่เชื่อเรา แล้วมาเจ็บปวดภายหลัง
บางคนตั้งตัวเป็นบรรณาธิการเอง คุณภาพไม่ถึง
บางคนเพื่อนเป็นบรรณาธิการ เขียนไม่ดีแกล้งบอกดี แบบนี้ไม่รอด
เมืองนอก ระบบบรรณาธิการเขาดีกว่าเรา







จาก "เสียงพูดสุดท้าย"
บทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์
ในนิตยสารสารคดี ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๒

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๑๙




เมืองที่น่าภูมิใจอย่างน้อยสำหรับฉันคือ เมืองที่เคารพคนที่อยู่ในเมืองอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเมือง คนไทย คนฝรั่ง คนจีน ชาวเขา แรงงานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
คือเมืองที่เคารพในสิทธิของคนอืนๆ ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยหรือคนกลุ่มใหญ่
เมืองที่น่าอยู่ไม่ใช่เมืองที่พยายามจะนำเอาบรรยากาศเมื่อ 700 ปีที่แล้วกลับคืนมา
แต่คือเมืองที่อยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างสง่างาม

................

สาวเครือฟ้าควรจะหยุดกระซิกกระซี้ แต่ลงมือเฉดหัวร้อยตรีพร้อมออกจากบ้าน
ทิ้งร่มบ่อสร้าง แล้วสวมแว่นกันแดดปราด้าออกมาร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ
เดินพาเหรดกับคนนานาเพศ เพื่อรณรงค์ให้สังคมล้านนาผละจากตัวธรรมและตุงสักครู่
เพื่อมาสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าสิทธิมนุษยชนมากขึ้น




จาก "สาวเครือฟ้าสวมปราด้า"


...ให้เดาว่าใครเขียน
 อิ อิ



วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คำคม#๑๘





"ความรักมันเป็นอะไรที่
ถึงตอนหนูสังเกตเห็นมันก็ได้เกิดขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว

มันเป็นแบบนั้นละ
และไม่ว่าหนูจะอายุเท่าไหร่มันก็ไม่เปลี่ยนหรอก
 เว้นเสียแต่ว่าหนูจะแบ่งมันออกเป็นสองประเภทซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความรักประเภทมองเห็นจุดจบ และประเภทมองไม่เห็นจุดจบ
คนที่มีความรักเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าใคร
เมื่อมองไม่เห็นจุดจบ นั่นหมายความว่าหนูกำลังมุ่งไปสู่บางสิ่งอันใหญ่โตมโหฬาร..."






หมายเหตุ:
อ่านย่อหน้านี้ี้ใน "ลาก่อนทสึกุมิ" ของโยชิโมโต บานานา (แปลแปลกแปลกด้วยสำนวนของเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย) เมื่อเช้า บนรถไฟฟ้า ก็คิดว่าอยากจะเขียนถึง แต่วันนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลาเขียน ก็เลยลืมซะงั้น

ตกเย็น ไปทำงานที่สยามพารากอนแล้วจับพลัดจับผลู ได้ดู The Curious Case of Benjamin Button (ดูฟรีไม่พอ โรงที่ดูดันเป็น Enigma ซะด้วย-ใครอยากอิจฉา เชิญตามสบายฮะ)

เกือบสามชั่วโมงในการดูหนังเรื่องนี้ (โดยไม่หลับ!) พบว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังผู้ใหญ่ที่สอนใจในเรื่องสำคัญ

ในสายตาชาวพุทธโดยกำเนิด รู้สึกว่าพล็อตหนังสอนให้เข้าใจเรื่อง อนิจจัง วัฏสังขารา (สังขารไม่เที่ยง) การละจากตัวกูของกู การปล่อยวาง

่ในสายตาคนอ่อนไหวโรแมนติก แล้วก็มีแนวโน้มจะมีตรรกะประหลาดๆ หนังเรื่องนี้ก็ทำให้นึกศรัทธาในความศรัทธาที่ชาวคริสเตียน (ในเรื่อง) มีต่อพระเจ้ายิ่งนัก

แต่ถ้ามองด้วยสายตาของคนที่พร้อมจะตกหลุมรักตลอดเวลา ก็ึคงต้องบอกว่าตัวลอยกับความรักของคนหน้าตาดีในเรื่องนี้ ที่รักกันมาตลอด ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน แม้ว่าในวันนั้นจะอยู่ไหน จะเจอใคร แต่ก็ยังมีใจคิดถึงกันเสมอ

น่าแปลกที่ความรักของเบนจามินกับเดซี่มาคล้องเข้ากับย่อหน้าที่กินใจบนรถไฟฟ้าได้อย่างประหลาด
(so curious นะ)



บันทึก:
-หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องสั้นของ F. Scott Fitzgerald ส่วนผู้กำกับคือ David Fincher
-นางเอกสวยมาก วัยตอนสาวยังไม่สวยเท่าตอนมีลูก (ประมาณ ๔๓)
-ไม่ชอบแบรด พิตต์ เท่าไหร่หรอก แต่เห็นตอนเป็นเด็กหนุ่มผมทองหน้าใสแล้วอดหวั่นไหวไม่ได้
-ชอบอารมณ์ (สั่ง) "write me a postcard from everywhere" มั่ก
(อยากมีโปสการ์ดจากผู้ชายเก็บไว้หลายๆ ซีรีส์ เอาไว้เล่าให้หลานฟัง-เหอ เหอ)
-หลายคนเล่าว่าร้องไห้ตอนหนังจะจบ อิฉันว่า อิฉันไม่ถึงกับร้องไห้ แต่น้ำตามันไหลออกมาตึ๋งนึง ตอนกล้องตามยาย-หลาน ภาพยายก้มหลังงุ้มๆ ของแกลงจูบหลานที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างๆ (เออหนอ รักแล้วช่างเป็นทุกข์ รักแล้วไม่มีหมดห่วง แถมเปลือกนอกจะหนายังไง ความรักก็ผ่านทะลุได้อีก)
-สำหรับอิฉัน หนัง Benjamin Button นี่ดูจะเทียบชั้นกะ Forrest Gump ได้อยู่  เป็นหนังเล่าเรื่องชีวิตคน  มีแก่นที่แข็งแรง และมีก้านแตกแขนงให้สำรวจไม่รู้เบื่อ น่าซื้อเก็บนะ
-ถ้าจะให้ดาว ก็ให้ไปเลย ๕ ดาว ให้โรง Enigma อีก ๕ ดาวด้วย (ถ้าวันไหนจ่ายตังเข้าไปดูหนังโรงนี้เองจะคิดดูใหม่ ว่าให้กี่ดาวดี) ก็มันนอนสบายดี แถมไม่หนาวเพราะมีผ้าห่ม


คำถาม: (เล่นๆ)
ถ้าคุณพบว่าลูกที่เกิดมา มีสภาพเหมือน Benjamin Button คือเหี่ยว งอ  ชรา ตาฝ้าฟางมาเลยเนี่ย
คุณจะทำยังไงกับเด็กคนนี้?





วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

คำคม#๑๖



"…ไม่ต้องคิดน้อยใจอะไร

ไม่ต้องอิจฉาใคร

ไม่ต้องรู้สึกว่าเรามีปมด้อย…"



 

... สมมติว่า เรากำลังอิจฉาใครคนใดคนหนึ่งอยู่เป็นอย่างมาก เพราะเห็นเขามีแต่สุขสมหวัง หรือนึกๆ ดูว่าในโลกนี้มีชีวิตใครน่าอิจฉาบ้าง แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าใครจะน่าอิจฉาขนาดไหนก็ตาม เขาเหล่านั้นต่างก็กำลังยืนอยู่ท่ามกลางภัยอันตรายในวัฏสงสารเหมือนๆ กันทุกคน เราทุกคนในโลกนี้ต่างอยู่ท่ามกลางภัยอันตรายที่น่ากลัวในวัฏสงสารกันทั้ง นั้น เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องคิดน้อยใจอะไร ไม่ต้องคิดอิจฉาใคร ไม่ต้องรู้สึกว่าเรามีปมด้อย

 


จาก บทที่ ๑ พลิกมุมคิด ชีวิตเปลี่ยน

จาก "โชคดี" โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ของขวัญปีใหม่จากหัวหน้า


วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551

พ.ศ. ๒๕๕๒ - เรามาประหยัดกันเถอะ



วันนี้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่วยงานหนึ่งมา

ถามไปว่าปีหน้าจะทำยังไงกันดี

จึงได้คำตอบที่กลายมาเป็น "คำคม" ที่จริง เสียจนเถียงไม่ออก

 

ประหยัดได้ ๑ บาท เซฟได้ ๑ บาท

ขายได้ ๑ บาท ต้องหักต้นทุนออก ๗๕ สตางค์

 

ฉะนั้น...ปีใหม่นี้เรามาประหยัดกันเถอะ


วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คำคม#๑๕



"อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

เพื่อนรุ่นพี่(ผู้มีประสบการณ์-ในบางด้าน)ลงทุนร้องเพื่อสั่งสอน
ก่อนจะสรุป
"ม้าน้อยเลิกหลอกตัวเองเถอะ"





วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คำคม#๑๔



ปัญหา จะไม่ใช่ปัญหา ถ้ามันไม่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายของชีวิต



เพื่อนโปรแกรมเมอร์ที่เพิ่งรู้จักกล่าว 

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

หลังดิฉันจบการบอกเล่าถึงเหตุการณ์สั่นสะเทือนความรู้สึก ที่ทำให้นอนไม่หลับในคืนก่อนหน้




วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๑๓



"หน้าใส ใจกว้าง รักผัว ไม่เอาแต่ใจตัว ผัวเจริญ"


(แอบยินคุณภรรยาหน้าใสรุ่นใหญ่ให้โอวาทคุณภรรยาหน้าใสรุ่นเล็กมาฮะ)



วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

หวาน : You are my first, star at night



Sometimes,
I get tired of this me first attitude

You are the one thing,
that keeps me smiling

That's why I'm always wishing hard for you
'Cos your life shines so bright
I don't feel no solitude
You are my first,
star at night

...I'd be lost in space without you





เพลง Lost in Space
จาก Postcard from Heaven(1999)
Lighthouse Family


วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

คำคม#๑๒



14. พยายามทำตัวให้ดีและมีคุณค่า 
มากกว่าจะเป็นเพียงผู้หญิงที่ถูกแฟนทิ้งไป 
แล้วคอยคิดว่า สักวันแฟนเราจะกลับมาเอง




อ่านเจอจากบล็อกใหม่ซิงๆ ของอาอิ ที่
http://aii08.multiply.com/journal/item/81 (คลิกไปอ่านเพิ่มเติมได้นะ)
เธอว่าเธออ่านเจอในหนังสือหนังสือ First   เขียนโดย  พันธกร
ช่างเป็นข้อความที่ตรงใจ น่าใช้กระซิบลงไปในหูเพื่อนซ้ำๆ
ก็เลยขโมยเจ้าของเขามาดื้อๆ

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

คำคม#๑๑




"ผู้ชายยังไงก็ชอบรุก ไม่ชอบรับ"



ได้ยินมาจากการสนทนาของสาวๆ
คิดถึงตัวเอง
สงสัยว่าตัวเอง 'รุก' มากไป
หรือ
จริงๆ แล้วผู้ชายจะไม่ชอบที่จะเป็นฝ่าย 'ตั้งรับ' จริงๆ

ป.ล. พลาดอีกแล้วสินะ หัวใจ
(เน่าชะมัด)

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๑๐


"ฉันตระหนักว่า
ความจริงแล้วการเลิกรากันมีึความหมายลึกล้ำ
ใกล้เคียงกับความตายยิ่งกว่าความตายเองเสียอีก"







เพราะมันหมายถึงสายสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนได้ขาดสะบั้นลง
ด้วยเหตุนี้ภาพของปู่และแม่จึงยังคงอยู่ หนำซ้ำยังอยู่ใกล้ตัวกว่าคนรักที่เลิกรากันไปเสียอีก
ใบหน้าของพวกท่านแจ่มชัดราวกับจะสัมผัสได้ ทั้งสองยังโอบกอดฉันไว้อย่างทะนุถนอมตลอดมา

จาก "ปีกนางฟ้า"
เขียนโดย โยชิโมโตะ บานานา
แปลโดย นภสิริ เวชศาสตร์

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ดวงจันทร์ภายนอกหน้าต่าง [รำพึง-รำพัน]


ดวงจันทร์ภายนอกหน้าต่าง

มิได้ถูกขโมยไป

โดยน้ำมือโจร

 

 

 

ราว ๑๘๐ ปีมาแล้ว ณ ท้องถิ่นห่างไกลในญี่ปุ่น ยังมีพระเซนรูปหนึ่งซึ่งเรียกขานตนเองว่า เรียวกััััน ชายโง่ผู้ยิ่งใหญ่ท่านเป็นคนไม่สนใจใยดีกับสถานะทางสังคม ทั้งไม่มีสถานะทางสังคมใดๆ อาศัยอยู่เพียงลำพังในกระท่อมเล็กๆ บนภูเขา ชอบเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน มีชีวิตอยู่อย่างยากจนและสามัญ

 

ในยามเย็นแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่มีจันทร์ดวงงามประดับเด่นอยู่บนฟ้า เรียวกันกลับมายังที่พักบนภูเขา และพบว่า ของที่ท่านมีอบู่เพียง ๒-๓ ชิ้น ได้แก่ จานและชามได้ถูกขโมยไปสิ้น

 

พบดังนั้นแล้ว ท่านจึงแต่งบทกวีไฮกุนี้ขึ้น

 

จาก ดอกไม้ไม่จำนรรจ์

เซนไค ชิบายามะ เขียน

พจนา จันทรสันติ แปล

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำคม#๙



"จงเขียนประโยคที่เป็นความจริงลงไปสักประโยค"
 


คือสิ่งที่ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ บอกตัวเองเมื่อมีปัญหา 'เขียนหนังสือไม่ออก'
นัยว่าพอเขียนประโยคแรกนี้แล้ว ประโยคต่อๆ มาก็จะพรั่งพรูออกมาเป็นเรื่อง เป็นเล่ม
ดิฉันไปอ่านเจอประโยคทืี่เป็นเหมือนแสงเทียนสำหรับนักเขียนปากกาฝืดประโยคนี้ในมติชนสุดสัปดาห์  ๖-๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ คอลัมน์ 'มิตรน้ำหมึก' โดย ณรงค์ จันทร์เรือง

ดิฉันเองก็ใช้วิธีใกล้เคียงกับเฮมิงเวย์ แต่อาจจะไม่ได้เริ่มที่ 'ประโยคที่เป็นความจริง' มันอาจเป็นแค่ประโยคสักประโยค จากนั้นก็จะเขียนต่อไปได้ ถ้าเรื่องที่จะเขียนมันรออยู่ในหัวแล้ว

ปัญหาก็คือ คนสมัยนี้ เขียน 'ประโยค' สมบูรณ์เป็นกันหรือเปล่า? 

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๘


กม.มุนา วต.ตตี โลโก

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

 

ถ้าชาวพม่าเรือนหมื่นต้องเป็นไปตามกรรม... แล้วเมื่อไหร่สัตว์โลกที่โกงชาติบ้านเมือง เผด็จการ ยุให้คนฆ่ากัน ใช้อำนาจหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง มันจะเป็นไปตามกรรมของมันมั่งนะ?