แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ชาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ชาย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Lady: The Gentleman and People

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
หนังเรื่องแรกของ Luc Besson ที่ฉันได้ดูคือ Léon (2537) ตอนนั้นฉันยังเด็ก แต่จำได้ว่าติดใจข้อความที่ถ่ายทอดผ่านดวงตาของนักฆ่ามืออาชีพลีอองมากกว่ารัศมีเจิดจรัสของเด็กหญิง นาตาลี พอร์ตแมนเสียอีก

ได้ดู The Lady (2554) ในปีนี้ ฉันยังคงติดใจข้อความที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของมิเชล โหย่ว ในอวตารของ อองซาน ซูจี บุตรีแห่งวีรบุรุษของชาวพม่าอีกครั้ง โดยที่เธอไม่ต้องพูดไดอาล็อกคมคายใดๆ เลย ไม่ว่าจะในภาษาไหน

ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะยิ่งใหญ่ได้เพียงใด ฉันไม่เคยฉุกคิดจนมาดูเมอริล สตรีพ ถ่ายทอดชีวิตของมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ ผ่านหนัง The Iron Lady แต่เรื่องราวของอองซาน ซูจี ใน The Lady ทำให้ตอบตัวเองได้หมดใจ ว่าชีวิตลูกผู้หญิงนั้นจะยิ่งใหญ่ได้มากที่สุด เมื่อเธอผู้นั้นอดทนอย่างที่สุดและยอมเสียสละอย่างที่สุด เพื่ออุดมการณ์ที่ตัวเองศรัทธา

ผ่านการเล่าเรื่องของลุงลุค ฉันได้เห็นด้วยว่า เบื้องหลังของหญิงผู้ยิ่งใหญ่มีชายผู้เสียสละที่ฉันไม่เคยเห็นเลย จากข่าว หรือสารคดีอะไรก็ตาม การมีอยู่ของเขาผู้นี้เติมเต็มเรื่องราวของ อองซาน ซูจี ให้ดูมีชีวิตจริงบนแผ่นฟิล์ม (กระดากจะพูดเล็กน้อย เพราะตัวฉันเปิดหนังจากแผ่น) ถ้าไม่ได้กำลังใจและการสนับสนุนของสามีและลูกๆ เธอผู้นี้อาจไม่เข้มแข็งพอจะผ่านทุกอย่างมาได้จนถึงวันนี้

ช่างเป็นคู่ชีวิตที่คู่ควร

ได้ยินว่า อองซาน ซูจี กำลังจะมาเมืองไทย ฉันรู้สึกยินดีที่เธอได้เดินทางออกมาทำงานของเธอนอกบ้านบ้าง และแอบฝันว่าถ้าเราได้พบกัน ฉันอยากจะถามอะไรเธอสักข้อ


หมายเหตุ:
• The Lady เป็นหนังดราม่าที่เปิดกี่ครั้งก็เห็นใจผู้หญิงคนนี้ตลอด
• ซีนที่ดอว์ซูดีดเปียโนใต้แสงตะเกียงทำน้ำตาไหลทุกครั้ง
• ชอบเพลงในหนังเรื่องนี้ทุกเพลง
• ฉากสวยมาก โดยเฉพาะบ้านหลังนั้น ฉันอยากรู้จังว่าอยู่ที่ไหน
• อีกเรื่องที่รู้สึกคือ หนังเรื่องนี้ตัดต่อดีมาก
• อยากดูหนัง The Fifth Element





วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

เสน่ห์ปลายจวักและความรักของผู้ชาย




.....จนถึงวันนี้ คุณคงได้เห็นหนังสือมากมายในโลกตะวันตกและตะวันออกเขียนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก แต่ไม่มีเลยสักเล่มเดียวใช่ไหมครับที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ไม่มีสักเล่มที่พูดถึงชายหนุ่มตกหลุมรักหญิงสาวเพราะฝีมือการทำอาหารของเธอ หรือชายหนุ่มตัดสินใจทิ้งหญิงสาวเพราะเธอดันต้มน้ำซุปเค็มเกินไป โรเมโอรักจูเลียต
โดยไม่สนใจความบาดหมางของสองตระกูล แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะฝีมือการทำจ๋าก๊า (อาหารเวียดนามตำรับหนึ่ง) ของเธอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับความรัก ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับการแต่งงาน ผมจึงเห็นว่าความรักของโรเมโอและจูเลียตนั้นงดงามที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาตายไปก่อนที่จะได้แต่งงานกัน และก็ดีแล้วที่จูเลียตไม่มีโอกาสได้ทำกับข้าวให้โรเมโอกิน.....


ส่วนฮาๆ จาก "ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก"
โดย เหงวียน เหญิต อั๋นห์
แปลโดย มนธิรา ราโท




วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Last Friends: เพื่อนกันจนวันสุดท้าย


Rating:★★★★
Category:Other


เรื่องราวดราม่าทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงคนเดียว ...มิจิรุ เด็กสาวบ้านแตก อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักในการเป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นไม่ปรากฏ รู้แต่ว่าเพราะธุระของพ่อ ทำให้แม่ต้องหอบลูกหนีหนี้ไปก่อนวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย ทิ้งให้ รุกะ เพื่อนสนิทที่รักมิจิรุเป็นพิเศษใจหาย เพราะไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย

4 ปีให้หลัง มิจิรุกับแม่กลับมาโตเกียว ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกงานเสริมสวย เธอก็เริ่มหวั่นไหวไปกับคำชวนไป ‘อยู่ด้วยกัน’ ของ โซสุเกะ แฟนหนุ่ม

ลูกสาวดีใจที่ในที่สุดก็ได้จังหวะปลีกตัวออกไปอยู่ข้างนอกเพราะอึดอัดกับการที่แม่มีแฟนมาหามาสู่แบบนี้มานาน และเมื่อลูกไปขอ แม่ก็ให้ ‘ออกไปอยู่กับผู้ชาย’ แต่โดยดี มีข้อแม้นิดเดียวว่ายังคงช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันนั้นต่อไป

มิจิรุออกมาอยู่แมนชั่นอันสวยหรูของแฟน มีช่วงเวลาโรแมนติกแสนหวานเหมือนฝันได้คืนเดียวก็ตื่นขึ้นมาพบความจริงในเช้ารุ่งขึ้น แฟนของเธอตื่นเช้ากว่า และกิจกรรมแรกของเขาคือการเช็กข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะหันมาถามอย่างเคร่งเครียดว่า รุกะเป็นใคร

มิจิรุถูกตบตีครั้งแรกในเช้าวันนั้น เมื่อถึงคืนนั้น เธอยังหาหลักฐานอันได้แก่หนังสือรุ่นไปยืนยันกับแฟนหนุ่มไม่ได้ ว่ารุกะเป็นแค่เพื่อนสาวสมัยมัธยมจริงๆ มิจิรุจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปนั่งตากฝนฤดูใบไม้ผลิอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงที่เดิมที่เธอและรุกะเคยมานั่งบ่อยๆ สมัยยังใส่ชุดนักเรียน

รุกะมาพร้อมกับร่ม และพามิจิรุกลับแชร์เฮ้าส์ บ้านที่แชร์ค่าเช่ากับ เอริ แอร์โฮสเตสสาว เอริพารุกะไปรู้จักกับทาเครุ หนุ่มบาร์เทนเดอร์ผู้มีอาชีพในตอนกลางวันเป็นช่างผม-หน้า ในกองถ่ายภาพแฟชั่น

เหมือนเป็นโชคชะตาที่นำพาให้รุกะและทาเครุกลับมาพบกัน และทำความรู้จักกันอีกครั้ง หลังการพบกันครั้งแรกในตอนที่รุกะหุนหันไล่ตามมิจิรุจนชนทาเครุล้ม

ต่อจากนั้นไม่นาน ทาเครุก็ย้ายเข้ามาอยู่ในแชร์เฮ้าส์ ไล่เลี่ยกับโองุริน ชายหนุ่มจากสายการบินผู้มีปัญหากับภรรยา และติดตามเอริมาที่บ้าน ตามมาด้วยมิจิรุ ซึ่งถูกตบตีเพราะความหึงหวงจนชีวิตมีปัญหา งานก็เสียหาย แถมยังต้องอยู่แบบหวาดผวาว่าเมื่อไหร่จะโดนอีก

เรื่องราวที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้นำเสนอดูจริงจนน่ากลัว ปมของเด็กถูกทิ้งที่ทำให้คนบางคนหวงคนบางคนไว้ให้อยู่แต่กับตัวเอง ในโลกที่มีแค่เธอกับฉัน โลกที่ฉันคือโลกของเธอ และเธอคือโลกของฉัน ปมของเด็กที่ไม่ชอบเพศสภาพของตัวเอง แต่ดันมาถูกตอดเล็กตอดน้อยเพราะเพศสภาพที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเองนี่อีก แต่ด้วยแรงขับของการปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับจึงทำให้เกิดความมุ่งมั่นทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ยังมีปมของเด็กที่ถูกกระทำทางเพศในวัยเด็ก ส่งผลให้โตขึ้นมากลายเป็นคนรังเกียจ ไร้อารมณ์กับเพศตรงข้ามไป

แต่ท่ามกลางปมที่ทำให้ปวดหัวพวกนี้ ก็ยังมีความรักอันบริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพตามสูตรเก่าๆ รุกะรักมิจิรุมาตั้งแต่แรกพบจึงออกโรงปกป้องมิจิรุทุกอย่าง ทาเครุก็รักรุกะตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้ว่ารุกะถึงกับปกป้องมิจิรุด้วยชีวิตขนาดนั้น จึงปวารณาตัวจะปกป้องรุกะ และช่วยรุกะดูแลมิจิรุอีกแรง ส่วนมิจิรุเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนและใจดีจากทาเครุก็หลงรักทาเครุประสาหญิงสาวพร่องรัก ย้อนกลับมาที่รุกะ เมื่อพบว่าทาเครุเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แถมยังรักตัวเองในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ก็พบกับความอบอุ่นใจมาก มีรักตอบเหมือนกัน

แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของคน 3 คนนี้เป็นไปตามขนบของการเป็นผัว-เมียไม่ได้ สุดท้ายทั้ง 3 จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเพื่อน ต่างแบ่งปัน ช่วยเหลือ ดูแลความรู้สึกของกันและกัน ในแชร์เฮ้าส์หลังเดิม


อาจจะเป็นการจบที่ค่อนข้างเน่า แต่ฉันว่าความรักแบบนี้มีจริง เชื่อถือได้ และอบอุ่นใจจัง




บันทึก:
• รู้เรื่องและไปหาซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะได้อ่านบทความของคำ ผกา ผู้หญิงปากกล้าคนนั้นที่แม้ไม่ได้เป็น idol แต่ทำให้ฉันหยุดอยู่กับงานเขียนของเธอได้เสมอ
• ความรักจากเพศเดียวกันในความรู้สึกของฉันไม่ใช่เรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่มาดหมายว่าฉันจะรักตอบในแบบเดียวกัน แต่สำหรับเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนี่ไม่ได้เลย ขัดใจมาก
• ในการดูรอบแรก ในฐานะคนดู ซึ่งเป็นคนนอก เป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่น่าจะแก้ยากนี่หว่า ตบมาก็ตบกลับสิ แจ้งความสิ ย้ายออกมาสิ ฯลฯ แต่พอดูหลายรอบเข้าก็อินมากขึ้น และพบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันง่ายๆ อย่างที่คิด ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มให้กับส่วนที่ขาดหายไปของเราเสียขนาดนั้น แถมโลกนี้จะมีใครมาเติมเราได้เต็มแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้
• ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าฉันไปเจอคนที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เข้า จะยอมทนโดนตบจนกลายเป็นมาโซคิสไปเลยไหม
• ไดอาล็อกในซีรีส์เรื่องนี้หลายตอนช่างกรีดลึก โดยเฉพาะใจความในจดหมายฉบับสุดท้ายของโซสุเกะ (มีซับญี่ปุ่นด้วยนะ ขอบอก)
• เพลงประกอบชื่อ Prisoner of Love ฟังแล้วโคตรรปวดใจ (แปลไม่ยากเพราอุทาดะ ฮิคารุ ร้องเป็นภาษาอังกฤษครึ่งนึงตามธรรมเนียมของเธอ) ฟังไปประมาณสามสิบรอบ พบว่าเป็นเพลงที่เพราะจริงๆ ฮิคารุร้องออกมาเหมือนตัวเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องก็ไม่ปาน
• ขอบคุณคำ ผกา แม้ว่าดูไป 2 แผ่นแรกแล้วจะนึกถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาดูเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทางของคน ถนนของเสือ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Outdoors & Nature
Author:ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

.....
วันหนึ่งขณะกลับจากซื้อเสบียงราวๆ สี่โมงเย็น แสงแดดอ่อนๆ ทอทาบทั่วผืนป่า ใบไม้เริ่มแห้ง ต้นไม้หลายต้นทยอยเปลี่ยนสี
ก่อนขึ้นเนินชันๆ เนินสุดท้าย เสือดาวโตเต็มวัยตัวหนึ่งยืนอยู่กลางเส้นทาง
พอเห็นรถ เสือตัวนั้นปฏิบัติเหมือนกับสัตว์ตัวอื่นๆ นั่นคือยืนจ้องสักครู่แล้วค่อยๆ เดินเข้าข้างทาง
แต่เจ้าตัวนี้แปลกสักหน่อย มันเดินแอบเข้าข้างทางแล้วทรุดตัวลงนั่งเฉย
ผมเคลื่อนรถเข้าไปใกล้ จ้องตากันอยู่ในระยะเอื้อมมือถึงอยู่พักใหญ่ๆ
เสือหันไป-มา ทำท่าเหมือนจะอยู่หรือจะไปดี จากลักษณะ ผมเข้าใจว่ามันเป็นเสือดาวที่เพิ่งเติบโตเต็มวัย และคงเพิ่งพ้นมาจากการเลี้ยงดูของแม่
ผมสบตากับมันโดยไม่มีเลนส์หรืออะไรมาคั่นกลาง
จากแววตา ผมเห็นความรู้สึกหวาดหวั่น
เป็นความรู้สึกที่ผมพอจะเข้าใจ
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก กับการอยู่อาศัยในป่ากว้างเพียงลำพัง
…..



“ทางของคน ถนนของเสือ” เป็นหนังสือผู้ชายเขียนที่เขียนได้ “จับใจ” อีกเล่ม

ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ หรือพี่เชน เท่าที่ฉันรู้จัก เป็นคนพูดน้อย สุภาพ มองทุกคนในแง่ดี

หนังสือของพี่เชนก็เป็นพี่เชนแบบที่ฉันรู้จัก คือ เรื่องเล่าที่ประหยัดถ้อยคำ อ่านง่าย ไม่ต้องใช้สมองคิดซับซ้อนในการแปลความหมาย แต่คำน้อยคำที่ใช้กลับแปลเป็นสารที่โคตรกินใจเลย

เรื่องราวในนี้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ร่วม ๒ ในการร่วมงานกับโครงการศึกษานิเวศวิทยาของเสือ ที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้พี่เชนจะเล่าถึงการทำงาน การติดตาม วิธีศึกษาพฤติกรรมของเสือ สัตว์ผู้ล่าอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นดรรชีชี้ถึงอะไรหลายๆ อย่างในพื้นที่ป่านั้นๆ แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือแนว “ธรรมชาติของเสือ”

ในความรู้สึก ฉันว่ามันเป็นเรื่องราวที่ให้อารมณ์เหมือนผู้ชายเล่าถึงเพื่อนสนิท (ใช่เลย เหมือนบางตอนเวลา ผาด พาสิกรณ์ เขียนให้ตัวเอกในนิยาย เสือเพลินกรง นึกถึงเพื่อนรัก)

ในหนังสือเล่มเล็กๆ ฉันได้อ่านเรื่องราวของฮีโร่ในคราบคนธรรมดา ได้ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างลูกผู้ชาย ได้เห็นมุมที่พี่เชนมองเสือ มองคน และธรรมชาติ และความเคารพที่พี่เชนมีต่อสัตว์ คน และธรรมชาติ

และแน่นอน ฉันได้พบด้วยว่า จริงๆ แล้วชายในฝันของฉันก็มีตัวตนอยู่จริง




บันทึก
• “ทางของคน ถนนของเสือ” ที่มีวางขายในร้านหนังสือรูปปกไม่ได้แบบปกนี้ แต่จะเป็นรูปพี่เชนกำลังนั่งอยู่ในกระท่อม เป็นรูปเดียวกับที่อยู่บนปกหลังเล่มที่ฉันอ่าน ปกแบบที่ฉันได้อ่านนี่ คนที่ให้มาบอกว่าเป็นความผิดพลาดในการพิมพ์ ฉันเลยกรี๊ดว่าวุ้ย โชคดีจังเรา มีไม่เหมือนคนอื่น
• ขอบคุณนะจ๊ะ วี เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการทำงานที่ดี ตรวจตัวสะกดดี เคาะวรรคดี จัดย่อหน้าดี ชอบมาก เวลาละเลียดอ่านมันอร่อยได้กับหลายๆ อย่างเลย ปกก็สวยนะ ยิ่งปกที่ทำวางขาย เราว่ายิ่งสวย คอนเซ็ปท์ดีอีกตะหาก
• ความจริงช่วงก่อนนู้น ตอนที่ยังซื้อขวัญเรือนอ่านทุกปักษ์ก็ได้อ่านงานพี่เชนทุกปักษ์เช่นกัน แต่ไหงไม่อินเท่าอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ไม่รู้นะ ตอนนั้นพี่เชนเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ต่างกันไป สัตว์บ้าง คนบ้าง มันเหมือนเบื่อๆ ด้วยซ้ำ หรือเพราะอันนั้นมันอยู่ในรูปของคอลัมน์ๆ นึง แต่นี่เป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค อยู่ในไซส์ที่เข้ามือพอดี หรือเพราะฉันแก่ขึ้น? (ฮ า)
• สงสัยว่าที่ตัวเองรู้สึกประทับใจวิธีเขียนงานที่ใช้คำน้อยๆ ของพี่เชนนี่ เพราะว่าระหว่างนี้ก็กำลังอ่าน “เสือเพลินกรง” (ใช้คำเยอะ บรรยายเยอะ ประสานิยาย) อยู่ด้วยหรือเปล่าน้า?



วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Kekkon Dekinai Otoko : อยากโสด ใครจะทำไม?

Rating:★★★★★
Category:Other


เลือกซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะเชื่อว่ามันตลก อีกส่วนก็เพราะอยากรู้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึง ‘ไม่สามารถแต่งงาน’

ก็ชื่อ Kekkon Dekinai Otoko (結婚できない男) มันหมายความว่า The Man Who Can't Get Married น่ะสิ

แล้วฉันก็ได้พบคำตอบคล้ายกับที่ตัวเองเคยคิดไว้ว่า เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวมันจะเป็นชีวิตที่แสนสบาย และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ กินอย่างที่อยากกิน อยู่อย่างที่อยากอยู่ ดูหนัง ฟังเพลง แต่งตัวอยู่บ้าน แม้แต่จะจัดบ้านยังไง มีระเบียบหรือไร้ระเบียบแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับใจเราคนเดียว ไม่ต้องคอยห่วงความเป็นอยู่ ความสบาย ความพออกพอใจ และความสุขของคนที่อยู่ด้วย

พระเอกของเรื่องชื่อ คุวาโน่ ชินสุเกะ (Abe Hiroshi) สถาปนิกโสดวัย 40 เป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางการออกแบบที่ชัดเจน ไม่ชอบต่อรอง แม้เขาคนนี้จะทำงานเก่ง แต่ก็มนุษย์สัมพันธ์แย่สุดๆ แถมยังเป็นโอตาคุอ่อนๆ แบบที่ชอบอะไร สนใจอะไรก็จะค้นคว้าจนรู้เยอะ รู้ลึก แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะพูดพรูออกมาโดยไม่เห็นแก่หน้าคนอื่น ทำให้คนอื่นเสียหน้า เป็นที่อับอายอยู่หลายครั้งหลายครา

เขามีความมีความสุขเงียบๆ กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว กลับจากทำงานก็จะแวะร้านเช่าดีวีดี เลือกหนังโอตาคุสักเรื่องสองเรื่อง แวะซื้อของกินเดิมๆ ที่ร้านสะดวกซื้อร้านเดิม (แล้วก็ไม่เคยมีบัตรสะสมแต้มสักที) เดินข้ามสะพานกลับแมนชั่นไฮโซ ปรุงอาหารกินเองบ้างในบางวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ตัวเองชอบกิน แล้วก็กินแบบไม่แคร์สุขภาพหรืออะไรทั้งสิ้น) จากนั้นก็จะรินนมสด ๑ แก้ว มาวางข้างโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าเครื่องเสียงซึ่งเล่นเพลงคลาสสิก ในแนวตามแต่อารมณ์วันนั้น แล้วก็ออกท่าทางราวกำลังคอนดักเพลงนั้น ด้วยอารมณ์ที่แสนจะ ‘อิน’

จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของ มิจิรุ (Kuninaka Ryoko-น้องคนนี้เคยเจอแล้ว ในโฮตารุ) สาวข้างห้องที่กำลังห้าม ‘เคนจัง’ ไม่ให้ทำอะไรบางอย่างทำให้เขาเปลี่ยนเพลง เพิ่มโวลุ่ม กวนประสาทเพื่อนบ้านเล่นซะงั้น ทันใดนั้นผลกรรมที่ได้กระทำไว้ก่อนก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก มิจิรุ ที่โต้ตอบเสียงน่ารำคาญด้วยการทุบ-ถีบผนังห้องยังไงก็ไม่ได้ผล กำลังเดินมากดกริ่งเพื่อบอกให้ช่วยเบาเสียงพอดี เธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตคุวาโน่ไปในที่สุด

ที่โรงพยาบาลของครอบครัวน้องเขย คุวาโน่ได้พบกับ นัตสึมิ (Natsukawa Yui) หมอสาววัยปลายสามสิบที่กำลังเหงาๆ และหวั่นไหวเล็กน้อยสถานภาพ ‘โสด’คุวาโน่เกือบโดนหมอนัตสึมิตรวจประตูหลังในครั้งนั้นแล้วเชียว ถ้าเขาไม่ออกอาการดื้อแพ่งจนหมอระอา

แน่ละมันเป็นเรื่องที่ดูแล้วอารมณ์ดี แต่สาระสำคัญที่ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงไม่ใช่ความพยายามที่จะพ้นไปจากความเป็นโสด การจับผู้ชายหรือผู้หญิงเหมาะๆ ให้ได้ เพื่อที่จะแต่งงาน มีครอบครัว สิ่งที่พูดถึงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่น และความแตกต่างระหว่าง ‘อยากมีความรัก’ กับ ‘อยากแต่งงาน’

สุดท้าย ซีรีส์เรื่องนี้ยังสอนว่า เป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ชอบต่อรองได้ แต่ควรจะอ่อนโยน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะไม่ว่าเราจะพอใจอยู่เป็นโสดหรือแต่งงานมีครอบครัว เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เต็มไปหมด และการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติสุขนั้น อบอุ่น มีชีวิตชีวากว่าอยู่คนเดียวเยอะเลย



บันทึก
• เป็นซีรีส์ที่ให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และภาษาญี่ปุ่นจนน่าปลื้่มใจ
• มีความรู้สึกว่ารับส่งกันได้ดีมากเลย ระหว่างคนเขียนบทกับคนเล่น และผู้กำกับ บทของคุวาโน่ เหมือนเขียนมาให้อาเบะโดยเฉพาะ หรือไม่คนเขียนบทอาจจะเขียนบทแบบนี้ให้อาเบะ ฉันไม่แน่ใจ
• อีกเรื่องที่ทำให้นึกชอบซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกคือ มันเป็นซีรีส์ดูสนุกและมีคุณภาพ โดยไม่ต้องมีภาพหวือหวาของ love scene ไม่ต้องมีนางเอกหรือนางอิจฉาสวยอึ๋มแต่งหน้าเข้ม แต่งตัวเซ็กซี่ ไม่ต้องมีบทสนทนาเผ็ดร้อนรุนแรง มันดูเป็นเรื่องจริงเลยล่ะ ที่แม้จะเป็นสาวโสดที่ไม่สวย ไม่สาว ไม่อึ๋ม ก็พบรักได้ ถ้าเจอคนที่ ‘ใช่’ และเข้ากันได้ (อ๊ะ! ..ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกนะ)
• อีกอย่างหนึ่ง เวลาจะประเมินคุณค่าของเพศตรงข้าม หลักการเก่าๆ ที่เราจะดูเพียงแค่ หน้าตา บุคลิก รสนิยม หน้าที่การงาน รายได้ ฯลฯ เรื่องภายนอกพวกนี้คงเป็นอะไรที่ผิวเผินมาก เพราะคุณค่าที่จริงของคนเรามันอยู่ในชั้นที่ลึกเข้ามาจากเปลือกพวกนั้น
• เราอาจจะคิดไปได้ว่าเขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เขาจะเป็นแบบที่เราคิดหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง
• เคนจังน่ารักมาก ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ปลื้มปั๊กมาก่อน มาดูเรื่องนี้แล้วนึกเอ็นดูมันจัง (ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหมาชอบกินแตงกวา)
• ตาเคนจังกับคุวาโน่เหมือนกันจริงๆ ซะด้วยสิ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

จักรวาลในสวนดอกไม้

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:ฮิมิโตะ ณ เกียวโต


ใครหรือคือผู้รับฟังยามปรับทุกข์
ฟัง ฟัง ฟังเราพูดพล่ามจนพอใจ
แล้วก็เพียงยิ้มบางๆ โบกลมให้น้ำตาระเหยหาย

เมื่อนัยน์ตาแจ่ม
จึงกระจ่างใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แล้วก็เติบโตขึ้นอีกขั้น



ผู้รับฟังอย่างสงบงามของเธอผู้นี้คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากดอกไม้เล็กใหญ่ ต้นไม้ ใบหญ้าทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ ที่รายล้อมอย่างไม่มีระเบียบในสวนรอบบ้าน

ฮิมิโตะ ณ เกียวโต โปรยเสน่ห์ใส่ฉันอีกครั้งด้วยความเรียงงดงามชุดนี้ งานเขียนซึ่งสะท้อนภาพความเป็นหญิงสาวผู้มีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก มีความอ่อนไหว หญิงสาวธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เป็นสาวพรหมจรรย์เลิศเลอ ไร้มลทิน นางเอก นางมาร เป็นแม่ หรือเมียของใคร เป็นแค่หญิงสาวธรรมดาๆ ที่เจริญวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามประสบการณ์ที่ชีวิตที่ได้สั่งสมมา

แค่มนุษย์เพศหญิงสามัญที่มีพร้อมทั้งกิเลส ตัณหา ความปรารถนา อยากได้ เหมือนกับๆ มนุษย์โลกคนอื่นๆ ทำให้เธอดิ้นรน ค้นหา ไขว่คว้า เพื่อจะได้ครอบครอง แต่กลับได้พบกับความพลาดพลั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า

จะโดยตั้งใจหรือไม่ รับรู้ถึงความสุขทุกข์ของเธอหรือไม่-ไม่รู้ได้ แต่ต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่นรอบตัวพากันแสดงให้เห็นถึงวาระของการเกิด การดับ การต่อสู้ ความพ่ายแพ้ และพยายาม ครั้งแล้วครั้งเล่า

อันเท่ากับสอนให้เธอเข้าใจชีวิต

ความงดงาม ความเจ็บปวด เศร้าสร้อย และทระนงอยู่ในทีของต้นไม้ในสวน ที่ฮิมิโตะฯ เขียนเล่าให้เราอ่าน เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ให้เรารู้ว่า บางที กุญแจไขปริศนาในใจหาได้อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล

แต่อยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้านนี่เอง




บันทึก
• เจ้าของนามปากกา ฮิมิโตะ ณ เกียวโต เป็นคนคนเดียวกับเจ้าของนามปากกา คำ ผกา (เผื่อยังมีคนไม่ทราบ)
• จักรวาลในสวนดอกไม้เป็นการรวมพิมพ์บทความที่เคยตีพิมพ์ใน Image (ถ้าจำไม่ผิด)
• เธอเขียนถึงแม่ได้น่ารัก (อ่านแล้วนึกถึงแม่ตัวเองทันทีเชียว) แต่เขียนถึงหลานสาววัย 4 ขวบได้อย่างที่ทำให้คนอ่านน้ำตาหล่น
• ฉันรักผู้หญิงคนนี้นะ แม้เขาจะเกลียดหมามาก (เพราะมันบุกรุกทำสวนของเธอเลอะเทอะ) ฉันก็รัก
• ฉันชอบเวลาเธอเขียนถึงกิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น ราก ดอก และกลิ่น ที่มักจะนำพาไปสู่ความทรงจำในช่วงต่างๆ ของชีวิต รวมทั้งตอนที่เธอเล่าถึงวิธีปลูกต้นไม้และดูแลสวนตามสัญชาตญาณในแบบเฉพาะของเธอด้วย
• ตอนที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ดอกราตรี และ เจตจำนงของดอกไม้
• อ่านแล้วอยากปลูกบ้าน ปลูกสวนตามใจของตัวเองอย่างนี้บ้าง
• ฉบับที่อ่านพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ ภาพประกอบสวยเชียว (โดยไทยวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์) จัดหน้าได้อ่านง่าย ขนาดรูปเล่มจับถนัดมือ แต่ดูเหมือนปกจะสวยน้อยไปนิด

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คำถามที่มีคำตอบ






คำถาม : ดูเหมือนพวกผู้ชายชอบความท้าทาย

ถ้าวันนึงหมดความท้าทาย
เรื่องมันจะเป็นไงนะ?



คำตอบ : พี่ว่าผู้ชายก็เหมือนผู้หญิง คือคนเหมือนกัน
 
ทุกคนมีวันหมดความท้าทาย หรือเบื่อ ซึ่งถึงวันนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความผูกพัน การควบคุมตัวเอง (หิริโอตัปปะ) เพื่อที่จะทำให้เรารักษาความรู้สึกที่ดี (ที่ไม่ใช่ความหวือหวา) ต่อกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้แต่เราไม่ทำผิดต่อกัน เราก็จะจากกันด้วยความรู้สึกที่ดี ที่ยังมีมิตรภาพที่ไม่จางจากไป
 
ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป...แต่จะเปลี่ยนอย่างไรขึ้นอยู่กับ (ความดีของ) เรา
 
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ไม่ใช่คิดเพื่อทำให้วันนี้เราไม่มีความสุข เพียงต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ดีที่สุดระหว่างเรา (คำว่าดีที่สุด อาจรวมถึงความถูกต้องด้วย)



วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Memories of Matsuko : All she needs is love

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


เพราะว่าเคยดู Kamikaze Girls (2004) ของผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ ที่ House RCA แล้วเป็น อึ้ง ทึ่ง ตะลึง เอามากมายกะสไตล์ของแก พอรู้ว่า Memories of Matsuko (2006) คือผลงานต่อมา ก็เลยหาแผ่นมาดู

ผลก็คือว่า เป็นได้อึ้ง ทึ่ง ตะลึง อีกครั้งกับการเล่าเรื่องแบบเซอเรียลแฟนตาซี และน้ำตาไหลทั้งๆ ที่ปากยังหัวเราะกับเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องของโช หลานชายที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีป้า ซึ่งถูกพ่อใช้ให้ไปเก็บกวาดอพาร์ตเม้นต์ของป้า คือมัตสึโกะ หญิงวัย 53 ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย

ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบฉูดฉาด สุดจะมีสีสัน และเต็มไปด้วยกิมมิค ผู้กำกับพาเราย้อนเวลาสามสิบกว่าปีไปรู้จักกับมัตสึโกะคนสวย มัตสึโกะผู้อ่อนหวาน ครูสาวร้องเพลงเพราะ หัวอ่อน และมองโลกในแง่ดี ผู้ซึ่งถูกคาดหวังอย่างสูง ทั้งยังไม่เคยได้รับความรักอย่างเพียงพอจากครอบครัว ถูกเอารัดเอาเปรียบและล่วงละเมิดจากผู้บังคับบัญชา ผู้ซึ่งได้รับการแสดงความรักอย่างผิดๆ จากเด็กนักเรียนที่แอบชอบ

ชีวิตที่น่าจะเป็นชีวิตดีๆ ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนนี้พลิกผันตกกระเด็นออกนอกลู่นอกทางด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทิฐิในธรรมเนียมของครอบครัวแบบญี่ปุ่นที่ไม่อาจรับให้เธอกลับบ้านได้ยังผลักไสให้มัตสึโกะต้องซัดเซพเนจรออกไปเผชิญชะตากรรมนอกบ้าน

ผู้หญิงญี่ปุ่นต่างจังหวัด เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนนั้นออกจะอยู่คนเดียวได้ยาก (คงยากพอๆ กับผู้หญิงไทย) มัตซึโกะไม่อาจยืนบนสองขาเรียวสวยของตัวเอง ต้องยืนอยู่บนสองขาของผู้ชายผู้ได้ชื่อว่าสามี ซึ่งแต่ละคนก็ช่างสุดยอดไปในทางเลว ไม่มีใครเลยที่ไม่ตบตีมัตสึโกะ (อ้อ มีอยู่คนนึง แต่รักครั้งนั้นดันมีอุปสรรคซะอีก) บางคนเป็นแมงดา ให้มัตสึโกะหาเงินให้บ้าง ใช้ให้ขนยาทั้งยังด่าทอก็สารพัด เธอก็ยังทน

เพราะอะไรน่ะหรอ

เพราะเธอไม่มีใครแล้วไง ฉะนั้น ใครก็ได้ที่ยอมอยู่กับเธอ มัตสึโกะจะยอมทนอยู่กับเขาได้ทั้งนั้น


เมื่อผู้ชายคนสุดท้าย คนที่เธอรักมากที่สุด หวังมากที่สุด และฝันสวยที่สุด กระทำอย่างนั้นตอบแทนการรอคอยยาวนานหลายปีของเธอ ความหวังทั้งหมดที่มีก็พลอยระเหิดระเหยหายตามไปด้วย มัตสึโกะคนสวย ซึ่งดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด เกิดหมดอาลัยตายอยากในฉับพลัน หมดความไว้วางใจ และหมดหวังในความสัมพันธ์ เก็บตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ทเม้นต์รกๆ อยู่นานหลายปี จนกลายเป็นป้าอ้วนฉุ ตัวเหม็น เป็นที่น่ารังเกียจและหวาดกลัวของเพื่อนบ้าน



“All you need is love” ที่เพื่อนสงสัยว่าแค่นั้นจริงๆ หรอ
อิฉันว่า สำหรับผู้หญิงชื่อมัตสึโกะแล้ว เธอต้องการแค่นั้นจริงๆ
เพราะอะไรๆ ในชีวิตมันเป็นสิ่งที่หาเอาได้ทั้งนั้น

มีแค่ความรักเท่านั้น ที่เธอไม่เคยได้กินจนอิ่ม








บันทึก
• โศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้ อิฉันขอกล่าวโทษที่ครอบครัวของเธอแต่เพียงเท่านั้น
• เล่าซะทราจิก แต่จริงๆ ในความทราจิก หนังสนุกมากเลยนะ
• ดูหนังเรื่องนี้ตั้งหลายรอบ แต่ไม่กล้าเขียนถึง
• หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลเจแปนฟิล์มอวอร์ดส์ ถึง 9 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม) คว้ามาได้ 3 รางวัล คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (แกเบรียล โรแบร์โต และ ซึโยชิ ชิบูยะ), ลำดับภาพยอดเยี่ยม (โยชิยูกิ โคอิเกะ) และ รางวัลนักแสดงนำหญิง (มิกิ นากาตานิ)
• ด้วยความที่เคยกำกับเอ็มวีมาก่อน ผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ เลยสร้างโลกของมัตสึโกะใน Memories of Matsuko ให้ออกมาสวยเหมือนนั่งดูเอ็มวียุค ’50s-’70s และสอดแทรกด้วยงานศิลปะแบบป๊อบอาร์ตที่ถึงใจ ตามความตั้งใจของนากาชิมะที่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รวบรวม งานพาณิชย์ศิลป์ ของญี่ปุ่นทุกอย่างมาใส่ไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เพลงญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น แฟชั่นแบบญี่ปุ่น ฯลฯ
• เจ๋ง


วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Hula Girls : เต้น! เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ใกล้สอบแล้ว อาทิตย์นี้ตั้งใจจะทบทวนบทเรียน แต่ก็เฉไฉไปเปิดหนังดู (ตามเคย)
ทีนี้เลยได้ทบทวนด้วย (นิดหน่อยก็ยังดี) สนุก แล้วก็มีน้ำตาไหลประกอบอีกตามเคย

Hula Girls ฉายในปี 2006 แต่เล่าเรื่องราวในปี 1965 หรือ 41 ปีก่อนหน้านั้น ในเมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งตั้งอยู่หุบเขาที่มีอากาศหนาวซึมเซาหม่นมัวตลอดปี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คนเมืองนั้นเขามีอาชีพการงานหลักอยู่ในเหมืองถ่านหินที่กำลังจะปิดตัวเพราะเริ่มมีการใช้น้ำมันมาแทนที่ ทำให้คนงานเกือบสองพันคนต้องตกงาน..แล้วเขาจะทำไงกัน พื้นที่เกษตรก็ไม่มี ประมงก็ไม่ได้ จะค้าขายหรือเส้นทางคมนาคมก็ไม่สะดวก เห็นว่าแม้แต่รถบัสยังไม่มีผ่าน จะขึ้นรถไฟก็อาจต้องไปขึ้นที่เมืองใกล้ๆ

ทางออกก็เลยเป็นโครงการ “โจบัง ฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์” ที่จะเนรมิตความอบอุ่นและสดใสของฮาวายมาไว้แถบนั้น เพื่อดึงดูดให้มีรายได้การท่องเที่ยว และการจ้างงานเกิดขึ้น

แต่ว่า ด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนเมืองนี้ที่เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ทำงานในเหมือง พอโตก็ต้องไปทำงานในเหมือง พอมีครอบครัว ก็ยังคงเป็นครอบครัวทำงานเหมืองต่อไป คณะเต้นฮูล่าจึงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากมีสาวๆ สนใจน้อยแล้ว แรกๆ น้องๆ เค้ายังอ่อนใจ เพราะเป็นการเต้นที่ใช้เทคนิคใหม่ ซึ่ง..ไม่สามารถ

จนได้เห็นครูสาวเปรี้ยวและมีปัญหาจากโตเกียวซ้อมเต้นหน้ากระจกนั่นแหละ น้องๆ ถึงมีแรงฮึด อยากจะเต้นเป็นบ้าง แต่แม้จะมีความพยายามแล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

ตอนที่แม่น้องนางเอกมาจิกตัวลูกสาวกลับบ้าน เธอประกาศว่า..คนเมืองนี้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน ช่วยสามีทำงานหาเงิน ไม่ใช่ออกมาเต้นแหกแข้งแหกขา ยั่วยวนผู้ชาย..

ไม่คิดว่าคุณครูจะสวนกลับไปว่า ..เพราะคิดอย่างคุณป้า ผู้ชายถึงยังไม่หยุดดูถูกผู้หญิงอย่างนี้ไง..

ใช่แล้ว ฮูล่าเกิร์ลไม่ได้เป็นแค่หนังดูสนุกๆ แต่เป็นหนังผู้ใหญ่ที่ถามถึงความฝัน ถามถึงความกล้าหาญที่จะเลือกทำ (งาน) ในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความสุข โดยเฉพาะถ้ามันเป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ถามถือการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง เคารพในความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ดีของผู้อื่น และการรู้จักยอมรับเมื่อเขาคนนี้พิสูจน์ให้เห็น

แม่น้องนางเอกพูดกับผู้นำสหภาพแรงงานเหมืองในครั้งที่ออกไปขอยืมเตาถ่านหิน เพื่อเอาไปจุดให้ความร้อนกับต้นปาล์มจากไต้หวันที่ขนมาปลูกสร้างบรรยากาศฮาวาย ไม่ให้พวกมันสลดตายเพราะความหนาวเย็นไปเสียก่อนที่ท่อน้ำอุ่นจะส่งน้ำมาได้ ว่า

..เมื่อก่อนฉันคิดว่างานคือการทำงานในหลุมมืดๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นหรือตาย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าการทำงานโดยการเต้นให้ความสุขกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เด็กพวกนั้น..พวกแกจะสร้างโลกใหม่ด้วยรอยยิ้มได้..

สาวๆ ฮูล่าทำให้เห็นแล้ว ด้วยการเต้นที่พวกเธอรัก พวกเธอช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมๆ กับที่ทำให้ตัวเองและผู้ชมมีความสุข

และบางทีอาจเป็นความเพียรพยายาม และความสุขที่ฉายออกมาผ่านยิ้มและประกายตาของพวกเธอนี่แหละ ที่สร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดขึ้นในใจคนดู



บันทึก:
• คนญี่ปุ่นนี่ถนัดทำหนังเรียกแรงบันดาลใจ+ความสามัคคีของเด็กผู้หญิงเสียจริง ดูฮูล่าเกิร์ลจบแล้วคิดถึงสวิงเกิร์ลทันที
• ฉากเมืองเหมืองถ่านหินทำให้นึกถึงช่วงแฟลชแบ็คในหนังโตเกียวทาวเวอร์ เมืองบ้านเกิดของแม่ไง จำได้ไหม?
• พี่ชายน้องนางเอกก้น (เปลือย) สวยจัง
• ชอบท่าเต้นของมาโดกะเซนเซที่บอกว่า “ฉันมีความรักให้คุณ” จัง
• “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อสุภาษิตนี้
• ไม่รู้มีใครดูแล้วรู้สึกว่าหนังถูกตัดไหม เหมือนมันเล่าข้ามเป็นช่วงๆ อะ หยั่งตอนก่อนน้องขึ้นเวทีแกรนด์โอเพนนิ่ง มีฉากพี่ชายจะนั่งรถรางเข้าเหมือน แล้วไงต่ออะ? หรือแค่จะบอกว่า ‘แต่ละคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี’ แค่นี้
• ดูแล้วอยากไปเข้าคลาสเบลลี่แดนซ์จัง อิ อิ


วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The 40 Year-Old Virgin : The longer you wait, the harder it gets. (ฮา)

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


ถ้ามันเป็นแครมบรูเล ผิวหน้าที่เป็นคาราเมลหอมหวานน้ำตาลไหม้ของ The 40 Year-Old Virgin คงเป็นรสชาติตลกเดอร์ตี้โจ๊กแบบอเมริกันที่เรียกเสียงฮาน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล

แต่พอใช้ช้อนเคาะหน้า ตักเนื้อขนมเข้าปากเท่านั้น ก็จะได้รู้ว่าที่จริงขนมถ้วยนี้ไม่ได้อร่อยเผินๆ แค่ชั้นเดียว แต่ยังมีรสล้ำนวลลิ้นที่จะเจาะลึกเข้าไปในใจคนดูอีกชั้น

เพราะมันกล้าตั้งคำถามซอฟต์ๆ แต่ชวนขบคิดถึง เซ็กซ์ กับความสัมพันธ์

หนังเรื่องนี้เล่าถึวชีวิตของ Andy Stitzer (Steve Carell) หนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ที่ตลอดชีวิตของเขายังไม่เคย “จึ้ก” สาวจริงๆ สักครั้ง

อันว่าคนเราอายุขนาดนี้แต่ยังเป็นเวอร์จิ้น ถ้าถือเพศนักบวช หรืออาศัยอยู่ในประเทศที่รักษาศีลของกาเมสุมิจฉาฯ เคร่งครัดอย่างบ้านเรา (ฮา) ก็คงจะไม่แปลก ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง (ไทย) ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่แอนดี้เป็นหนุ่มอเมริกัน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่แสนจะเปิดเผยและตรงไปตรงมากับการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ ยังคงความบริสุทธิ์มาจนอายุปานนี้จึงเป็นอะไรที่หน้าขายหน้ามาก

แอนดี้เป็นโสด (แน่ล่ะ) มีชีวิตที่เรียบง่ายในอพาร์ตเม้นท์ที่สะอาดและเป็นระเบียบ มีงานอดิเรกคือสะสมตุ๊กตาซูเปอร์ฮีโร่ กับเล่นวิดีโอเกม เขาไม่สูบบุหรี่ ตื่นเช้า ทำกายบริหารอย่างมีวินัย อาบน้ำ ปรุงอาหารกินเอง แล้วก็ขี่จักรยานมาทำงานในร้านขายเครื่องไฟฟ้าใหญ่ของเมือง

จริงๆ แล้วถึงแม้จะค่อนข้างเนิร์ด แต่ชีวิตของแอนดี้ออกจะ็เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ จัดการอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แต่จากสายตาเพื่อนร่วมงานแล้วการใช้ชีวิตของแอนดี้เป็นอะไรที่พิลึกกึกกือเอามากๆ ยิ่งพอรู้ว่าเขายังเวอร์จิ้น เพื่อนๆ ก็คิดไปได้ต่างๆ นานา มีปัญหาบุคลิกภาพอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่มีใครเอา เป็นเกย์หรือเปล่า แล้วก็คันไม้คันมืออยากจะช่วยจัดการให้แอนดี้ได้แอ้มสาวเสียที

คนนึงก็เน้นรูปโฉม ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สาวสน อีกคนบอกว่าไม่ใช่รูปลักษณ์แต่เป็นลีลา แล้วก็สอนว่า สิ่งที่ผู้ชายไม่รู้คือวิธีการพูดคุยกับผู้หญิง

“ที่จริงผู้หญิงแค่อยากพูดเรื่องตัวเอง” หมอนั่นอวดรู้ี้ “ฉะนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ถามเปิดประเด็น จากนั้นก็ทำขรึม แล้วตีลูกโง่เข้าไว้” (หน็อย.....ทำไมกรูไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้เลยวะ เห็นมีแต่พวกกร่างชอบอวดเรื่องตัวเอง)

ส่วนเพื่อนอีกคนก็ลงทุนยกหนังโป๊ในคอลเลกชั่นที่สะสมไว้เป็นกล่องใหญ่มาให้แอนดี้ศึกษา

เมื่อแอนดี้เจอสาวน่ารักที่คิดอยากจะโทรหา เพื่อนก็ห้ามเด็ดขาด แล้วกรอกหูว่า ต้องหาประสบการณ์กับเบี้ยใบ้รายทางให้ได้สัก ๒๐-๓๐ คนซะก่อน ถึงจะมีเซ็กซ์กับสาวคนที่ชอบได้อย่างไม่เส็งเคร็ง จากนั่นก็ชวนแอนดี้ออกนอกกรอบด้วยการชวนปุ๊น กินเหล้า แล้วก็ฉี่ข้างตึก (เสื่อมเนอะ พวกผู้ชายเนี่ย)

พร้อมๆ กับพัฒนาความสัมพันธ์กับสาวที่ตัวเองชอบ (เธอผู้นั้นเคยก้าวพลาดในความสัมพันธ์จนทำให้มีลูกคนแรกตั้งแต่ยังอายุน้อย แล้วก็ยังมีต่อมาอีก ๒ คน แถมตอนนี้ลูกสาวคนโตมีหลานยายให้แล้วด้วย จึงตกลงกันว่าจะไม่รีบมีเซ็กซ์ แต่จะรอให้เดตกันครบ ๒๐ ครั้งเสียก่อนแล้วค่อย...) แอนดี้ก็ลองฝึกฝนตัวเองตามหลักสูตรของเพื่อนไปด้วย แต่ทำไงก็ไม่เวิร์ก จนเขาเริ่มสงสัย

ถ้าไม่มีใจด้วยแล้วจะมีเซ็กซ์ด้วยได้ไง?
แล้วถ้าแฟนรู้ว่ายังเวอร์จิ้นเธอจะรังเกียจไหม?
เซ็กซ์ของเขากับแฟนจะเป็นยังไง?
(อันนี้ออกแนวไม่มั่นใจ กลัวมันจะไปจบเห่เอาบนเตียง)


โธ่เอ๊ย พ่อคุณ ช่างโง่ได้้น่าเอ็นดูจริงๆ


ผู้หญิงน่ะ ถ้ารักเสียอย่าง.. อะไรๆ ที่เหลือก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว




บันทึก:
• มีตอนนึงที่ลูกสาวคนกลางวัยไฮสคูลของแฟนแอนดี้อยากไปฟังบรรยายเรื่องการวางแผนครอบครัว เพราะว่าเธออยากจะติ๊ดชึ่งกับแฟนหนุ่ม แล้วแอนดี้ก็ไปเป็นเพื่อน (เพราะจริงๆ เจ้าตัวก็อยากรู้แล้วก็มีคำถามที่อยากถาม) แล้วก็เลยคิดถึง Juno ขึ้นมา ในความเปิดเผยของสังคมอเมริกัน มันก็มีข้อดีเหมือนกันนะ
• ไอ้นกเขาขันตอนเช้านี่มันตลกดีจัง ผู้ชายเค้าเป็นอย่างนี้กันทุกคนเลยไหมน่ะ
• ตอนที่ตลกมากๆ นอกจากตอนแม่สาวแว็กซ์จะนับ อิชิ-นี่-ซัง (๑-๒-๓) แล้วดึงแว็กซ์ ก็ยังมีตอนที่แอนดี้ขึ้นเตียงแฟนแล้ว (แต่ใส่คอนดอมไม่เป็น) ลูกสาวแฟนกลับมาเห็นพอดี เลยอด ทีนี้ก็เลยต้องกลับบ้าน จากนั้นก็็โทรไปถามคอลเซ็นเตอร์ของบริษัทยา “คุณบอกว่าหลัง ๔ ชั่วโมงแล้วถ้ายังตื่นอยู่ให้โทรมา” แอนดี้ถาม คอลเซ็นเตอร์ (เสียงแขก) ตอบว่า แต่คุณไม่ได้กินยาเราหนิ แล้วแนะว่าในอินเดียเราใช้เทคนิคดีดไข่ หรือจุดไฟจี้ที่ข้อมือ เพื่อดึงความสนใจจากสมอง จากนั้นไอ้้ที่โด่ไม่รู้ล้มมันก็จะพังพาบลงมาเอง (.....ฮาว่ะ)


วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

CHÉRI : จุดจบของสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะความมาโซ ชอบทำร้ายความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งรู้ว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้คือจุดจบของความรักพิลึกพิลั่นระหว่างสาวใหญ่กับหนุ่มน้อย ยิ่งหมายมั่นอยากจะดู

CHÉRI (2009) เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Lea de Lonval (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) โสเภณีชั้นสูง สวยสง่าและโดดเด่นที่สุดในสังคมฟู่ฟ่าของฝรั่งเศสยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้กำลังย่างเข้าวัย 50 จึงคิดจะถอนตัวจากวงการเสียที กับ Cheri (รูเพิร์ต เฟรนด์) ลูกชายวัย 18 ของ Madame Peloux (เคธี เบทส์) เพื่อนร่วมอาชีพของเธอ

มาดามเปลูซ์กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าที่เอาลูกชายไม่อยู่ ไหนจะขี้เกียจ ไม่เอาการเอางาน ไหนจะผลาญเงินเก่งไม่มีใครเกิน (จะโทษลูกได้ไง ตัวเองแทบไม่เคยลงมือเลี้ยงหรือสอนให้ลูกใฝ่ดีเลย) ชีกึ่งๆ จะรู้เห็นเป็นใจ และแอบยินดีด้วยซ้ำ เมื่อลูกไปติดเพื่อน ไปกินไปนอน ไปใช้เงินของเพื่อนเสียได้

เชรี “ติด” เลอาเหมือนเด็กน้อยติดพี่สาวคนสวย พี่สาวคนนี้ทั้งมีเสน่ห์ ทั้งเป็นผู้ดี มีมารยาท มีรสนิยม ไม่อ้วน จู้จี้จุกจิก แต่งตัวเยอะจนน่ารำคาญเหมือนแม่ตัวเอง แถมพี่สาวยังมีตังค์ ตามใจเขาได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย ส่วนเลอา ทั้งๆ ที่ผ่านกลเกมความรักมามาก ทั้งๆ ที่ไม่ยอมให้ตัวเองตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่ก็เผลอไผลปล่อยให้ตัวเอง “ติด” เชรีไป (จริงๆ เธออาจจะแค่อยากมีความรักจริงๆ กะเขาบ้าง) เธอติดเขากับราวกับพ่อหนุ่มคนนี้เป็นหมาน้อยน่าเอ็นดูที่เธอต้องคอยดูแล คอยประจบ ออดอ้อนเอาใจ คอยเกาคางให้ แล้วก็เปิดอ้อมแขนให้เขาซบหลับ ยามนิทรา

ไม่ใช่อะไรที่น่าอิจฉา น่ารังเกียจ น่าสมเพชเวทนา หรือน่าเห็นใจ เชรีกับเลอาเป็นแค่คนสองคนที่พบสิ่งที่ขาดหายในตัวคู่รัก

เชรีพบความอบอุ่นที่เขาแสวงหา ได้ลิ้มรสเซ็กซ์ที่แสนวิเศษ ส่วนเลอาก็ได้ความชุ่มชื่นสดใส และได้เปิดเผยความรู้สึกอันบริสุทธิ์ใจกับชู้รักอ่อนวัย

ถ้าความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเลอากับเชรียังคงเป็นความรัก เสน่หา พึงใจในตัวกันและกัน โดยไม่มีการคาดหวัง หรือตีตราจับจอง ไม่หึง ไม่หวง และไม่ต้องกังวล ว่าฉันเป็นอะไรของเธอ หรือเธอเป็นอะไรของฉัน เรื่องก็อาจไม่จบอย่างนี้ แต่ถ้าพลิกรูปมามองกันที่อีกด้าน มันคงเป็นไปไม่ได้ ที่คนสองคนจะรักกันตลอดไป โดยไม่คาดหวังการจงรักภักดีต่อกัน หรือคาดหวังให้เขามีเราคนเดียว

ความรักอย่างนั้นมันไอดีลเกินไป มันไม่มีจริงหรอก

หลังจากคบกันฉันชู้รักอยู่ 6 ปี เมื่อเชรีต้องแยกไปแต่งงานกับเด็กสาว (สวยด้วย) ที่แม่เตรียมไว้ให้ เลอาจึงแทบหัวใจสลาย เชรีเองก็ได้รู้ตัวว่าเขามีชีวิตโดยขาดเลอาไม่ได้ อยู่กับเมียที่ทั้งสาวทั้งสวย แต่ก็ไม่อาจสุขสม และอิ่มเอมเท่าอยู่กับชู้รักสูงวัย

หลังจากช่วงเวลาที่ต้องห่างไกลอันแสนทรมาน ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อที่จะพบว่าทั้งคู่รักกัน และไม่อาจมีชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่มีกันและกัน

ทว่า..บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว

เชรีพบว่า เลอาไม่ได้เป็นคนรักแสนดีที่มีแต่ให้ มีแต่เข้าใจ แล้วก็อภัยเขาได้เสมอ (เธอแค่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คนรักกลับคืนมา) ส่วนเลอาก็พบว่า เชรีไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เธอจะคอยดูแล กำกับบทบาทได้อีกต่อไปแล้ว

จากนั้น เชรีก็เดินจากห้องนอนอันสวยงามและหรูหราของเลอาไป ปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพังกับเงาที่มองตอบจากในกระจก เดินจากไปพร้อมความปวดร้าวในหัวอก ทรมานไม่ต่างกับที่อดีตชู้รักสูงวัยของเขารู้สึก


ความสัมพันธ์ที่แสนจะแฟนตาซีของทั้งคู่จบลง พร้อมกับยุคสมัยอันเฟื่องฝันจากความฟู่ฟ่าเริงรมย์ โลกหมุนเข้าสู่คืนวันอันโหดร้ายของความเป็นจริงที่เราเรียกกันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1



บันทึก
• มิเชลล์ ไฟเฟอร์สวยมาก ถ้าอิฉัน 40 แล้วยังสวยได้เท่ามิเชลล์ตอน 50 ก็จัดว่าหรูแล้ว
• โดยส่วนตัวแล้วอิฉันเป็นสาวใหญ่ขึ้นทุกปี ดูหนังเรื่องนี้เลยเศร้าชิบ (สมใจมาโซ)
• หวังว่าชีวิตนี้คงไม่ซวยขนาดไปหลงรักเด็กหนุ่มที่ “ห่าง” กันขนาดนี้เข้า
• CHÉRI จริงๆ อ่านว่า เชรี (ในหนังออกเสียงแบบฝรั่งพูดภาษาอังกฤษว่าเชอรี) จริงๆ คือคำที่ใช้เรียกที่รัก เหมือนดาร์ลิง หรือสวีตฮาร์ต ไม่ได้หมายถึงลูกเชอรี่แบบที่อยู่บนยอดไอศกรีมสเวนเซ่นส์(เสมอ)แต่อย่างใด
• เรื่องนี้สอนให้รู้ (อีกครั้ง) ว่า ความรักไม่ใช่เกม ฉะนั้น อย่าได้ริอ่านไปเล่นกับความรัก
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ สตีเฟ่น เฟรียส์ คนกำกับหนังโรแมนติกคอมมิดี้ High Fidelity
• ผู้กำกับให้เสียงบรรยายในหนังเองด้วย (ทั้งน้ำเสียงและลีลา กวนทีนเป็นบ้าเลย)
• อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย รู้สึกว่าหนังมันดำเนินเรื่องเร็วไปอะ
• สำหรับผู้ที่จะไปชมที่โรง (เข้าใจว่ายังอยู่ในโปรแกรมเครือเอเพ็กซ์นะฮะ) โปรดสังเกตเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย






วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คำคม#๒๓




I would rather have had one breath of her hair, 
one kiss of her mouth, 
one touch of her hand, 
than eternity without it. 
One. 

said Seth 
City of Angels (1998)


 

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ยาแก้ไออาปาเช่-ของเค้าดีจริง!

Rating:★★★★★
Category:Other


การไอเป็นกลไกบางอย่างของร่างกาย สำหรับอิฉันเอง การไอคือดรรชนีชี้วัดคุณภาพการพักผ่อน
นอนน้อยทีไร เป็นไอทู้กที

แต่เห็นทีช่วงนี้ปล่อยตัวเองให้ไอนานเห็นทีจะไม่ได้การ ประเดี๋ยวสังคมจะรังเกียจ
ต้องงัดอาปาเช่ ยาแก้ไอที่กินค้างไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาจิบ

จิบได้ทุกครั้งที่ต้องการ
จิบแล้วจะชุ่มคอเป็นพิเศษ (เหมือนกินน้ำมะขามเทศที่เอาไปเคี่ยวจนข้น)
ตามมาด้วยอาการอยากนำเสลดออกจากลำคอ ซึ่งเป็นกระบวนการลดเสมหะ
จากนั้นอาการคันคอจะน้อยลง พลอยบรรเทาอาการไอไปด้วย

บอกไว้เลยว่าอาปาเช่รสชาติแย่ ไม่อร่อยเหมือนกินขนม
แต่ถ้าไอหนักจนอะไรก็เอาไม่อยู่ ลองดูสักจิบสองจิบแล้วจะดีขึ้น

อาปาเช่ขวดนี้ (ปริมาตรเท่าไหร่จำไม่ได้ กล่องทิ้งไปแล้ว) ราคา ๑๕ บาทที่ร้านพี่ต่อ ใต้ตึกเสริมมิตร

ของเค้าดีจริง สมกับที่ผู้ชายคนนั้นอุตส่าห์แนะนำ (อย่างภูมิใจเสียด้วย)


ใช้ดี (ปั๊บป่าดาปั๊บ) จึงบอกเพื่อน (ฮะ)


วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

5x2 (cinq fois deux) : หนังเรียกน้ำตา

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



และแล้ว François Ozon ผู้กำกับ Swimming Pool ก็ทำร้ายหัวใจสาวโสดที่ยัง(แอบ)มีความฝันซึ่งดิสนีย์ยัดเยียดมาให้ตั้งแต่จำความได้ ที่ว่า..แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ครองรักกันตลอดไป


ก็รู้นะว่าชีวิตจริงมันไม่ได้จบอย่างนั้นเสมอไป แต่..ต้องทำกันขนาดนี้เลยหรอ?


เปล่าหรอก 5x2 (2004) ไม่ได้เฆี่ยนตีหัวใจคนดูด้วยแส้หนัง ไม่ใช่ทั้งก้านมะยม
ไม่ได้ใช้ไดอาลอกรุนแรงสะเทือนหัวใจคนดู ไม่ใช่ทั้งภาพการใช้กำลังทำร้ายกัน

เขา่แค่เล่าเรื่องของคู่รักคู่นึงที่ไปไม่รอด

เล่าง่ายๆ เริ่มจากตอนจบ ไล่ไปจนจุดเริ่มต้น


ที่มันเรียกน้ำตาได้มากนัก คงเป็นเพราะหนังมันค่อยๆ พาเราออกจากความทุกข์ ไปจบเอาตอนเริ่มต้นอันแสนสุขนี่ละมั้ง?








บันทึก:
-ด้วยความเคารพรายละเอียด(ม้าก-มาย)ในชีวิตสมรส อิฉันไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการหย่า แต่คิดว่าถ้ายังอยู่ด้วยกันแล้วปวดใจมากจนหาความสุข ความสงบไม่เจอ ก็หย่าแล้วแยกกันไปเถอะ ในทางกลับกันถ้าความสุขยังพอหาได้ ลองปรับปรุงความสัมพันธ์ดูก่อนก็ดี
-ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่คิดถึงตอนเริ่มต้นของคุณกับคนรักที่จบความสัมพันธ์กันไปแล้วเลยละก็
...แปลว่าคุณลืมได้แล้วจริงๆ
-ผู้กำกับใจร้ายมาก เรื่องนี้เขาเขียนบทคู่กับ Emmanuèle Bernheim
-นางเอก Valeria Bruni Tedeschi ได้ Best Actress จาก 2004 Venice Film Festival
-เป็นหนังฝรั่งเศส ที่ฝรั่งเศ้ส ฝรั่งเศส ผู้กำกับแอบถามท้าคนดูอีกตามเคย-ใช้ชีวิตคู่กันแล้วทำไมต้องซื่อสัตย์?
-อยากได้ OST
-กราบขอบคุณสปอนเซอร์คนสวย ขอโทษที่ดองนาน จะส่งคืนในเร็ววันนี้ฮะ



(-ทำไมเราต้องเลือกหนังเรื่องนี้มาดูก่อนไปงานแต่งด้วยวะ?)



วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อยากเปลี่ยนจัยไปดื่มเป๊บซี่







ขอบคุณความเบ๊อที่ทำให้นั่งบีทีเอสเลยป้าย
ทำให้อิฉันได้สบตากับเฟร์นันโด ตอเรส

จุพ จุพ

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก II

Rating:★★★
Category:Other


...ตอนหนุ่มๆ เราเป็นคนแข็งแรง พูดง่ายๆ ว่าเอาผู้หญิงไม่เสร็จถือว่าล้มเหลวมาก ต้องให้ผู้หญิงได้ก่อน เราถึงเสร็จทีหลัง ทำเป็นกิริยาบุญเลย ผู้ชายสะเพร่ามากที่นอนกับเมียแล้วเมียไม่สำเร็จความใคร่ ของเราไม่เคย ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เอาใครเราต้องออกทีหลัง ต้องฝึก ละเลยไม่ได้ ผู้ชายไทยไม่เคร่งครัดเรื่องนี้ เมากลับบ้าน กระแทกๆๆ แล้วนอนแผ่ แย่มาก

เราชอบเขียนเรื่องอีโรติก ชีวิตคนต้องเรียนรู้หลายอย่าง sex education จำเป็นมาก ต้องสั่งสอนกัน เพราะการหย่าร้างเกิดจากเรื่องนี้ไม่ใช่น้อย กิน ๓ ครั้งอาจเงี่ยนวันละหน หรือ ๓ หนก็ได้ อย่าทำเป็นเล่น

ผู้ชายบางคนชุ่ยจริงๆ มีวิธีตั้งร้อยแปดกลับไม่ค้นคว้าหาวิธีให้เมียมีความสุข คนเราไม่จำเป็นต้องมีอวัยวะเพศใหญ่ยาวเหมือนหนังโป๊ นั่นมันหนัง ของจริงอาจไม่ใหญ่ยาว แต่เราต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรง เอาไม่เก่งก็ต้องฝึก การเอาต้องฝึกฝนนะครับ ไม่ใช่อยู่ๆ เกิดมาเอาเก่งเลย เราต้องเรียนรู้สิ

sex education ในเมืองไทยไม่เคยมี อายบ้างอะไรบ้าง บีบให้เด็กเรียนรู้เอง ซึ่งอันตรายมาก ลูกชายเรา ไอ้บักหำน้อย (วงดำเลิง วงษ์สวรรค์) เราสอนเลยนะ แล้วให้มันสอนน้องต่อ บอกพ่อขี้เกียจแล้ว เซ็กซ์เป็นเรื่องจำเป็น เซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมดา

การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าเรื่องเซ็กซ์ เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องแฟชั่น ประเทศไทยการศึกษาเหมือนจะดี แต่ไม่ดี รู้น้อย รู้ในเรื่องที่ไม่ควรรู้เยอะ เปิดอินเทอร์เน็ตแล้วอ้างว่ารู้เยอะ แต่ไปรู้เรื่องไม่ควรรู้ ชีวิตลวกขึ้น รีบร้อน เด็กยุคนี้เสียบไอพอดฟัง ๓,๐๐๐ เพลง แต่ไม่รู้จักคนแต่งเพลงเลยสักคน...

(จาก "เสียงพูดสุดท้าย"
บทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์
ในนิตยสารสารคดี ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๒)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก..ก็เพราะผู้ชายสมัยนี้ไม่ค่อยจะอ่าน'รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้วน่ะซี๊



หมายเหตุ : ข้อความที่ Quote มาไม่ได้เกี่ยวอะไรเล๊ยกับ "เงาของเวลา"
แต่ที่ใช้รูปนี้เพราะอิฉันชอบ ชอบปกนี้ของสำนักพิมพ์สารคดี ชอบลายเซ็นต์ แล้วก็ชอบสีม่วงเท่านั้นเองล่ะค่า




วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

อีกคนที่หายไป





อังคารที่ 10 มีนาคม 2552


รูปพวกนี้ถ่ายเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2551
...คิดถึงคนถ่ายจัง


วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม [รำพึง-รำพัน]



ผู้ชาย
จะรู้ไหมนะ
ว่า
ผู้หญิงเรา
ไม่ได้อยากเป็นแค่ของกินเล่น
ของหวาน ของว่าง
หรือแม้กระทั่งอาหารจานหลักของเขา

เรา
ไม่ใช่อาหาร

เรา
แค่อยากเป็นคนรักของเขา
เท่านั้นเอง




วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

The Other Side of the Bed : น้ำพริกถ้วยเก่า

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy
เสาร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒

พยายามจำตัวคันจิจนเบลอ ต้องเปลี่ยนแชนแนลไปดูหนังสเปน สร้างสมดุลกันหน่อย

The Other Side of the Bed หรือในชื่อดั้งเดิม El Otro lado de la Cama (๒๐๐๒) หรือในชื่อไทย “มนต์รักสลับเตียง” เป็นหนังคอมมิดี้เพลง (ก็ไม่เพลงเท่าไหร่หรอก มีไม่ถึง ๑๐ เพลง) กำกับโดย Emilio Martínez-Lázaro

จัดเป็นหนังที่ดูสบาย ประเด็นไม่ลึกลับซับซ้อนชนิดที่ดูรอบนึงแล้วยังอยากดูซ้ำอีกหลายๆ รอบ เพื่อเก็บตกสารที่ผู้กำกับแนบมาในหนัง อย่างกะหนังของพี่ Pedro Almodóvar หยั่ง Volver, Hable con Ella (Talk to Her) ซึ่งก็ดีสำหรับการคลายสมองฮะ

หนังเล่าถึงความคันหัวใจของคู่รักที่เป็นเพื่อนกันสองคู่ ที่ฝ่ายชายของคู่แรก(ฆาเบียร์) กับฝ่ายหญิงของคู่หลัง(เปาลา) เกิดมาปิ๊งกันเข้า พาลให้รู้สึกว่า “เบื่อ” คนที่คบอยู่ด้วยจัง เธอ (เขา) ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรานี่นา ฯลฯ

ระหว่างที่ลักลอบมาคุยกัน(บนเตียง)ก็เลยนัดแนะกันบอกเลิกกะคนของตัวเอง

ฝ่ายหญิงใจเด็ดกว่า ตัดสินใจทิ้งผู้ชายของตัวเองก่อน ในขณะที่ฝ่ายชายยังกั๊ก ...ก็ซอนญาแฟนเขาสวย หวาน แล้วก็มีอารมณ์ขันขนาดนั้น (ก็ระดับ Paz Vega น่ะฮะ-ใครเคยดู Lucia y el Sexo คงเข้าใจดีนะ) แต่ยัยกิ๊กก็แสนจะอวบอั๋น เด้งดึ๋ง เย้ายวน จนแทบจะหยุดใจไว้ไม่ได้ ก็เลยอยากกั๊กเอาไว้อย่างนี้ก่อนอะ ใครจะทำไม

ไม่มีใครในกลุ่มเพื่อนรู้ว่าเปาลา กะฆาเบียร์ กะลังลักลอบมีความสัมพันธ์กัน ในกลุ่มเพื่อน ทุกคนอยู่ในภาวะรับรู้ว่า เปาลาทิ้งเปโดร และฆาเบียร์กะซอนญาก็กำลังทำหน้าที่เพื่อนที่ดี คือปลอบใจเปโดร

ระหว่างที่หนุ่มๆ เขาปลอบใจกัน มีคำพูดของราฟา เพื่อนในกลุ่มที่จัดเป็นตัวแทน(โดยเฉพาะในแง่ของทัศนคติ)ของผู้ชายโฉดๆ กลุ่มนึงในสังคม (สังคมบ้านเรา อิฉันว่าก็มีฮะ) ตาราฟาประกาศกะเพื่อน เหนือแก้วและขวดแอลกอฮอล์บนโต๊ะว่า ที่ประเทศชาตินี้(สเปนฮะ)มีปัญหา เพราะประชากรไม่เคยอิ่มเซ็กซ์!

“ดูอย่างคนคิวบาซิ เขาอดมื้อกินมื้อกันขนาดนั้น ทำไมเขายังมีความสุขกันดี” ราฟาตั้งคำถาม
“ก็เพราะเขามีเซ็กซ์อย่างที่ใจอยากไง ฉันไม่เห็นเขาทำอะไรเลยนอกจากมีเซ็กซ์ แล้วก็เต้นรำ”

ว่าแล้วราฟาก็โอ่ว่า ที่ผู้หญิงทิ้งเปโดรไป เพราะเขาดีกะเธอมากไป ผู้หญิงนะ ไม่ชอบให้เราใจดีด้วยนักหรอก ร้ายใส่เธอเข้าไว้ เธอจะรู้สึกเร่าร้อน ตื่นเต้น และติดใจเรา อีตาราฟายังสอนเพื่อนไม่ให้ทำตัวเป็นเด็กดี อยู่ในอาณัติแฟน แกแนะเพื่อนให้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นให้มากเข้าไว้ แล้วจะไม่เบื่อแฟนของตัวเอง

ตอนที่แกพูดนั่นแกะพูดอย่างอหังการ์ ถ้าอิฉันนั่งอยู่ในวง ก็คงถูกน้ำลายแกกระเซ็นใส่หน้าบ้างหรอก แต่เกิดอะไรขึ้นกับคนปากกล้าละคะ ต่อมาแกก็ถูกทิ้งไง แฟนที่แกเชื่อว่า "แน่เป็นแช่แป้ง" ทิ้งไปคบกับเพื่อนอีกคนในกลุ่มซะ สะใจก็สะใจ ขำก็ขำ อีตอนดูแกร้องไห้นั่นน่ะ

ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เบาสมองดี
แต่ไม่วายได้ปัญหามาขบคิดต่อฮะ

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าสถานการณ์นี้เกิดกับตัวเองแล้ว อิฉันจะตัดสินใจยังไง ระหว่าง

๑. ขอเลิกกะแฟนตัวเองก่อน แล้วถึงไปคบกับ(อดีต)แฟนเพื่อน ที่ก็ขอเลิกกะเพื่อนเราแล้ว
(เรียกว่าแฟร์กะคนที่คบกันมามากจนยอมเสี่ยง เพราะยังไม่รู้เลยว่าจะคบแฟนเพื่อนรอดไม่รอด)

๒. (แอบ)คบควบๆ ไปจนมั่นใจว่าอยากเป็นแฟนกะแฟนเพื่อนจริงๆ ถึงลงมือขอเลิก
(อันนี้เรียกเห็นแก่ตัวสินะ)

๓. ไม่องไม่เอามันหรอก จะทิ้งแฟนก็ใจไม่ถึง จะคบอดีตแฟนเพื่อนให้ออกหน้าออกตาก็ไม่หาญพอ
(แบบนี้จะเรียกว่าเสียสละก็ึคงไม่ใช่อีก สงสัยจะต้องสรุปว่า ป๊อดดดดด)

นอกจากนี้ ถ้าเกิดในที่สุดเราทั้งสองคนเกิดตัดสินใจกลับมากินน้ำพริกถ้วยเก่า แล้วอิฉันกับแฟน และเพื่อนกะอดีตกิ๊ก จะยังมองหน้ากันติดไหม คบกันสนิทใจได้เหมือนเดิมไหม?

และจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราทุกคนจะกินน้ำพริกถ้วยเก่าเป็นหลัก แต่หันไปเพิ่มรสชาติด้วยการซดต้มโคล้งปลากรอบยอดมะขามอ่อนเป็นครั้งคราว?



บันทึก
• มีความรู้สึกว่าหนังสเปนมันจะมีเสน่ห์ของมัน รูปแบบการใช้ชีวิตของคนสเปนด้วย
• มันเป็นหนังสเปน ท่าเต้น และการมุมกล้องในการนำเสนอเลยเป็นสเป้น-สเปน (ตอนนี้ยังบรรยายไม่ถูกนะ)
• ไม่อาจเรียกว่าเป็นหนังที่ประทับใจม้ากกกกกกก-มาย แต่ดาวที่ให้เนี่ย ขออุทิศให้ “นม” น้อง Paz Vega เป็นการโดยเฉพาะ (จะเรียกว่าเป็นนมแบบในอุดมคติของพี่ก็ได้นะฮะ น้องโอ๊ต)
• มีประโยคนึงที่ฆาเบียร์บอกซอนญา เมื่อตอนเปาโลซมซานมาหาว่า “ความสัมพันธ์มันไม่เหมือนเครื่องซักผ้านะที่รัก มันซ่อมไม่ได้”....ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไหม


วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

แตกต่าง แต่ก็ดึงดูดกัน (ชิมิ?)




แอบคันใจเล็กน้อยกับอัลบั้มใหม่ของวนกร
(http://vanakorn.multiply.com/photos/album/70/Fwd_Thx_god_ure_a_man)
เคลียร์อีเมล์วันนี้ เลยคิดว่าน่าจะเอารูปพวกนี้มาให้ดูกันมั่ง

จากใจคนไม่้เสียใจที่เกิืดเป็นผู้หญิง
แล้วก็ไม่ได้เกลียดผู้ชาย
แต่บางทีก็อดรำคาญไม่ได้นะฮะ