แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แรงบันดาลใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แรงบันดาลใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Lady: The Gentleman and People

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
หนังเรื่องแรกของ Luc Besson ที่ฉันได้ดูคือ Léon (2537) ตอนนั้นฉันยังเด็ก แต่จำได้ว่าติดใจข้อความที่ถ่ายทอดผ่านดวงตาของนักฆ่ามืออาชีพลีอองมากกว่ารัศมีเจิดจรัสของเด็กหญิง นาตาลี พอร์ตแมนเสียอีก

ได้ดู The Lady (2554) ในปีนี้ ฉันยังคงติดใจข้อความที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของมิเชล โหย่ว ในอวตารของ อองซาน ซูจี บุตรีแห่งวีรบุรุษของชาวพม่าอีกครั้ง โดยที่เธอไม่ต้องพูดไดอาล็อกคมคายใดๆ เลย ไม่ว่าจะในภาษาไหน

ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะยิ่งใหญ่ได้เพียงใด ฉันไม่เคยฉุกคิดจนมาดูเมอริล สตรีพ ถ่ายทอดชีวิตของมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ ผ่านหนัง The Iron Lady แต่เรื่องราวของอองซาน ซูจี ใน The Lady ทำให้ตอบตัวเองได้หมดใจ ว่าชีวิตลูกผู้หญิงนั้นจะยิ่งใหญ่ได้มากที่สุด เมื่อเธอผู้นั้นอดทนอย่างที่สุดและยอมเสียสละอย่างที่สุด เพื่ออุดมการณ์ที่ตัวเองศรัทธา

ผ่านการเล่าเรื่องของลุงลุค ฉันได้เห็นด้วยว่า เบื้องหลังของหญิงผู้ยิ่งใหญ่มีชายผู้เสียสละที่ฉันไม่เคยเห็นเลย จากข่าว หรือสารคดีอะไรก็ตาม การมีอยู่ของเขาผู้นี้เติมเต็มเรื่องราวของ อองซาน ซูจี ให้ดูมีชีวิตจริงบนแผ่นฟิล์ม (กระดากจะพูดเล็กน้อย เพราะตัวฉันเปิดหนังจากแผ่น) ถ้าไม่ได้กำลังใจและการสนับสนุนของสามีและลูกๆ เธอผู้นี้อาจไม่เข้มแข็งพอจะผ่านทุกอย่างมาได้จนถึงวันนี้

ช่างเป็นคู่ชีวิตที่คู่ควร

ได้ยินว่า อองซาน ซูจี กำลังจะมาเมืองไทย ฉันรู้สึกยินดีที่เธอได้เดินทางออกมาทำงานของเธอนอกบ้านบ้าง และแอบฝันว่าถ้าเราได้พบกัน ฉันอยากจะถามอะไรเธอสักข้อ


หมายเหตุ:
• The Lady เป็นหนังดราม่าที่เปิดกี่ครั้งก็เห็นใจผู้หญิงคนนี้ตลอด
• ซีนที่ดอว์ซูดีดเปียโนใต้แสงตะเกียงทำน้ำตาไหลทุกครั้ง
• ชอบเพลงในหนังเรื่องนี้ทุกเพลง
• ฉากสวยมาก โดยเฉพาะบ้านหลังนั้น ฉันอยากรู้จังว่าอยู่ที่ไหน
• อีกเรื่องที่รู้สึกคือ หนังเรื่องนี้ตัดต่อดีมาก
• อยากดูหนัง The Fifth Element





วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยินดีที่ได้พบกัน






อายุ
ไม่ใช่้อุปสรรค
ของความฝัน



ยินดีที่ได้พบกัน "กรรมกรกวี" วัยหลังเกษียณ ผู้ไม่ย่อท้อต่อความฝันที่จะคิด และเขียน

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มานี่ น้องพี่หมาน่อย


หมอใส่ให้มาเพราะว่ารูปทรงขาของหนูไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยน่ะสิ

เห็นบอกว่าอาทิตย์หน้านัดไปกายภาพ อาจจะเอาเฝือกออก

อีเฝือกนี่รัดแน่นซะเท้าหนูบวมกางยังกะอุ้งตีนหมีแน่ะลูก


เสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2553

ฉันกับแมวคราวไปรพ.ส ศรีวรา เพื่อเยี่ยมแมวน้อยชื่อ "โชคดี" ที่ฉันพบข้อมูลใน facebook
ตอนแรกเห็นรูปกับอ่านข้อมูลคร่าวๆ แล้วก็บอกแมวคราวว่าอยากขอมาเลี้ยงจัง

เขาบอกว่าเป็นแมวถูกรถชน สองขาหลังใช้ไม่ได้ แต่อึฉี่เองได้

คือช่วงนี้กำลังหาแมวมาเลี้ยงเป็นคู่กับหมาน่อย คิดว่าอยู่กันสองตัวจะได้เป็นเพื่อนกัน ออกตระเวนไปดูลูกแมวมาสองสัปดาห์แล้ว แต่มีอันแคล้วคลาดตลอด ตัวแรกพอไปถึงแล้วคนเลี้ยงเขาบอกไม่ให้ ตัวที่สองพอเจอกันน้องก็ท้องเสีย เลยต้องกินยาแล้วก็อยู่บ้านเจ้าของเดิมเขาไปก่อน จนมาอาทิตย์นี้มาเจอโชคดี

ตอนแรกคิดว่าน่าจะสัก 3 เดือน (เดามั่วจากลำดับวัคซีนที่หมอของโรงพยาบาลให้)
แต่พอรู้ว่าหนัก 1.6 กก. กลับมาดูน้ำหนักของหมาน่อยที่จดไว้แล้วก็เดาน่าจริงๆ มันน่าจะอายุได้ 4 เดือนมากกว่า ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะตอนนี้อาการบาดเจ็บจากการถูกรถชน (หรืออาจจะทับ) ที่ขาทั้งสองข้างหายเกือบดีแล้ว ถ้าขามันต้องเข้าเฝือก ก็เข้ามาเรียบร้อยแล้ว แผลใหญ่ที่ตำแหน่งประมาณลิ้นปี่ของคนจาก (ยาวสัก7 เซ็นต์ได้ ในแมวตัวแค่เนี้ย) ก็หายแล้ว ติดเรียบร้อย แผลตรงกลางหลังก็ดูเหมือนจะกลายเป็นแผลเป็น แผลพวกนี้คงต้องใช้เวลารักษาพักใหญ่ เดาเอาจากแผลทำหมันของหมาน่อย (1-2 ซม.เอง) กว่าจะหายดีก็สัก 3 อาทิตย์ได้ ดังนั้นมันก็น่าจะอายุ 3 เดือนขึ้นไปแล้วแหละ

..คิดดูเถอะว่าลูกแมวตัวนี้ผ่านเรื่องหนักหนามาแค่ไหน แต่มันก็ยังอุตส่าห์รอดมาได้ ชื่อ "โชคดี" ได้มาเพราะเหตุนี้เอง

ตอนเห็นมันครั้งแรก ฉันไม่ได้คิดเวทนา แต่กลับรู้สึกว่าลูกแมวตัวนี้น่ารัก น่าเอ็นดู ความไร้เดียงสาของมันช่างมีพลังยิ่งใหญ่ ดวงตาของมันสดใส พยายามเคลื่อนไหวไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ขาที่ใช้การได้ดีมีแค่คู่หน้า

เห็นมันกระถดตัวไปกับพื้นแล้ว น้ำตาฉันไม่ได้ซึมด้วยซ้ำไป

ความรู้สึกทำนองเดียวกันนี้คงเกิดกับแมวคราวเหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดหมอนี่ก็ไม่ได้ทัดทานอะไร เมื่อฉันขอโชคดีกลับมาเลี้ยงคู่กับหมาน่อย แค่ขอเปลี่ยนชื่อจาก "โชคดี" เป็น "มานี่" เท่านั้นเอง

หมายเหตุ: ชื่อ มานี่ ตั้งให้คล้องกับหมาน่อย มาจากคำว่า Money เป็นการเรียกด้วยสำเนียงไทยใหญ่จ้ะ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รอยชีวิต

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Kenzaburo Oe



...ฉันจะใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ของทั้งตัวเองและภรรยาโดยมีเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ขี่อยู่บนหลังได้อย่างไร ไม่ว่าจะอย่างไรฉันจะต้องหนีไปจากเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำเช่นนั้นละก็ โอ้! การเดินทางไปแอฟริกาของฉันจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ เบิร์ดถูกผลักดันให้เกิดความรู้สึกปกป้องตัวเองอย่างเร่าร้อน ราวกับเขาถูกไล่ล่าจากทารกสัตว์ประหลาดในตู้อบผ่านกระจกกั้นนั้น เบิร์ดรวบรวมกำลังเข้าต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันเบิร์ดก็รู้สึกอับอายในความเห็นแก่ตัวของตนที่เกาะติดตัวเขาราวกับพยาธิตัวกลมจนเหงื่อไหลไปทั่วร่าง และเกิดอาการหน้าแดง หูข้างหนึ่งของเบิร์ดหนวกสนิท ได้ยินเพียงเสียงเลือดไหลเวียน ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับโดนต่อยด้วยกำปั้นที่มองไม่เห็นแต่มีพลังมหาศาล ความรู้สึกอับอายพัดกระพือไฟร้อนจนเบิร์ดหน้าแดงและน้ำตาคลอ...



คำถามที่เกิดขึ้นระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ถ้าฉันต้องตกที่นั่งเดียวกับเบิร์ด ฉันจะหนี หรือเผชิญหน้า

ไม่ว่า Kenzaburo Oe นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 จะต้องการถามคนอ่านอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม เขาก็ได้เล่าไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ปฏิกิริยาผงะหงายในวาระแรกที่เบิร์ดเผชิญหน้ากับลูกชายที่คลอดออกมาพร้อมอาการ "สมองเลื่อน" จนดูเหมือนมีสองหัว ความขัดแย้งในใจ ไปจนหนทางที่เขาตัดสินใจเลือก แม้มันจะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำความฝันให้เป็นจริง

ตอนที่หยุดอ่านไปในครั้งแรกเพราะลีลาการเล่าเรื่องมันกดประสาทเสียจนอดกลัวไม่ได้ว่าถ้าอ่านแล้วอินมากๆ จะกลัวการมีลูก และเลี้ยงลูก แต่จริงๆ แล้วไม่เลย กลับมาอ่านจนจบในครั้งนี้กลับได้รู้สึกถึงการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของจิตใจคนเป็นพ่อเป็นแม่

แม้เป็นเรื่องฮาร์ดคอร์ แต่ก็คุ้มที่อ่านจนจบ



บันทึก:
• “รอยชีวิต” หรือ A Personal Matter โดย Kenzaburo Oe แปลโดย เดือนเต็ม กฤษดาธานนท์ ซึ่งเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 ผู้นี้ บรรณาธิกรโดย ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
• โอเอะมีลูกชายคนแรกเมื่ออายุ 29 ปี “ฮิคาริ” ถือกำเนิดในปี 1964 พร้อมกับความพิการทางสมอง และนั่นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เขาเขียน “รอยชีวิต” ในปีต่อมา แต่ไม่ว่าโอเอะจะเขียนให้เบิร์ดดูแย่ อ่อนแอ และปอดแค่ไหน แต่สำหรับโอเอะแล้ว ลูกคือแรงผลักดันให้เขาเข้มแข็งและยืนหยัดเผขิญหน้ากับปัญหาอย่างกล้าหาญและสง่างาม
• เป็นการเล่าถึงภาพในสมอง และบรรยายอาการที่แสดงออกมาทางกายได้ surreal มาก ประทับใจกับสำนวน ลีลาของเคนซาบุโร โอเอะ การแปลเองก็เกือบดีแล้ว (คงต้องยกเครดิตให้การบรรณาธิกรของ อ.รื่นฤทัยด้วย) มันเกือบดีแล้วแหละ แต่ที่ติดขัดบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง ฉันให้อภัยได้ ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่เขาอุตสาหะแปลให้อ่าน ^_^
• การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนการติดตามตามข่าวที่รายงานสดจากสมรภูมิรบ ติดตามจนถึงวันที่สงครามสงบและสันติภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
• อ่านหนังสือที่อ่านยาก และหยิบๆ วางๆ หลายครั้งเล่มนี้จบแล้วฮึกเหิมอีกแล้ว อ่านโคโคโระกับรอยชีวิตจบ เล่มไหนๆ ก็อ่านจบน่า (ฮา)


วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มองอย่างไรดี?






เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

พระธรรมโฆษาจารย์
[ พุทธทาส ภิกฺขุ ]

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ แปลโดยวัลยา วิวัฒน์ศร


ดูเหมือนคนเราจะเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ต่อเมื่อได้เสียมันไปแล้ว

วันที่ยังมีประสาทสัมผัสครบทั้งห้า มือเท้ายังทำงานตามใจสั่ง จับจังหวะ และเคลื่อนไหวได้เร็วเท่าความคิด เราคงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าถ้าในวันรุ่งขึ้น เพียงอะไรสักอย่างในร่างกายไม่ยอมทำงานตามที่มันควรทำ ชีวิตเราจะเปลี่ยนเป็นอย่างไร มีปัญหาแค่ไหน และเรายังจะใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ไหม

ก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 1995 ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ คือบรรณาธิการนิตยสาร Elle วัย 43 ปี ที่ใช้ชีวิตปกติ คือ เช้ากินโกโก้ร้อน จูบเมีย ไปทำงาน แก้ปัญหาประสาบรรณาธิการนิตยสาร ตกเย็นก็ไปรับลูกชายจากบ้านแม่ของเขาเพื่อจะไปใช้เวลาวันสุดสัปดาห์ด้วยกัน

แม้อุบัติเหตุเส้นเลือดในสมองแตกในวันนั้นไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่การรอดมาได้ในร่างกายที่กลายเป็นอัมพาตทั้งตัว เหลืออวัยวะที่สั่งให้ขยับได้เพียงอย่างเดียวคือเปลือกตาข้างซ้ายนั้น บางที ตายไปเสียอาจจะี่สบายกว่า

คิดดูเถิด คนที่ยังมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น มีความคิด มีความรู้สึก เจ็บ ร้อน และหนาว แต่พูดไม่ได้ ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้ แม้แต่การกลืนกินก็ทำไม่ได้ และแทบจะสื่อสารกับใครไม่ได้เลยนั้น มีชีวิตอยู่อย่างทรมานแค่ไหน

โบบี้ยังมีชีวิต แม้จะถูกจองจำอยู่ในชุดประดาน้ำหนักอึ้ง รัดรึง แต่ความคิดของเขาโบยบินเสรีได้เช่นเดียวกับผีเสื้อตัวน้อย ดังใจความที่เขาเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเขียนขึ้นโดยมีผู้ช่วยที่จะไล่ตัวอักษรตามลำดับที่ใช้มาก-น้อย ในภาษาฝรั่งเศสให้เขาฟัง แล้วเขาจะเลือกด้วยสัญญาณของการกะพริบเปลือกตาซ้าย

ไม่ใช่แค่ไม่ยอมแพ้แก่ชุดประดาน้ำ ผีเสื้อตัวน้อยของโบบี้ยังใช้ความเพียรพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า มากแค่ไหนก็ไม่รู้ เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราฟัง เรื่องราวที่เป็นภาพสะท้อนของความสุข-ทุกข์ ความรัก มิตรภาพ สิ่งล้ำค่าในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง รวมทั้งความทรงจำที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อได้แม้ไม่มีอิสรภาพจะเคลื่อนไหวและสื่อสารกับคนอื่นดังใจ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องเศร้าอย่างที่คิด (คิดมาหลายปี เลยไม่ยอมอ่านเสียที) เพราะในนี้มีแรงบันดาลใจให้ฉันซึ่งปัจจุบันยังมีชีวิต และยังสั่งให้ร่างกายทำได้ทุกอย่างตามที่คิด อยากใช้ชีวิตทุกวินาทีอย่างมีค่า อยากลิ้มรส เมื่อลิ้นยังได้รส-สูดดม กลิ่นรอบตัว-กอด เมื่อยังมีโอกาสกอด-ลูบไล้ เพื่อจดจำความรู้สึกจากสัมผัส- ชื่นชมเมื่อตายังมองเห็น และอยากจะคิดดี พูดดี ทำดี กับคนที่ฉันรักเมื่อยังมีโอกาสใช้ชีวิตด้วยกัน (...จริงๆ นะ)

ขอบคุณที่ฉันยังมีชีวิต ขอบคุณที่คุณยังมีชีวิต
เพราะเมื่อยังมีชีวิต เรายังมีโอกาส



บันทึก
• “..เตโอฟีล ลูกชายของผมนั่งเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาห่างจากใบหน้าผมเพียงห้าสิบเซ็นต์ แล้วผม พ่อของเขา ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะเอามือลูบผมดกหนาของเขา สัมผัสต้นคออันอ่อนนุ่ม กอดรัดร่างน้อยๆ อันอบอุ่นและลื่นเรียบของเขาให้แนบแน่น จะให้พูดว่าอย่างไร มันเหี้ยมโหด อยุติธรรม สุดจะทนทาน หรือน่าสะพรึงกลัวกันแน่ ทันใดนั้นผมรู้สึกเหมือนด่าวดิ้นสิ้นใจ น้ำตาท่วมท้น มีเสียงดังลั่นอันเกิดจากอาการจุกเสียดเปล่งออกจากลำคอของผมจนเตโอฟีลตัวสั่น อย่ากลัวไปเลยเด็กเอ๋ย พ่อรักเจ้า..” ช่างเป็นวรรคมีชีวิตจิตใจอะไรอย่างนี้
• สำนักพิมพ์ผีเสื้อทำงานประณีตมาก ทั้งรูปเล่ม ความพิถีพิถันในการแปล พิสูจน์อักษร (ไม่มีตัวสะกดผิดเลย) และพิมพ์ เชื่อว่าเชิงอรรถที่ผู้แปลอุตส่าห์จัดทำไว้ท้ายเล่ม ดีไม่ดีจะใช้เวลาพอๆ กับการแปลหนังสือทั้งเล่มด้วยซ้ำ
• ชอบเล่มเล็กๆ จับถนัด สีกระดาษสบายตา font สวน point ใหญ่ อ่านง่าย ทั้งยังไม่มีภาพประกอบรกรุงรังที่จะมาตีกรอบจำกัดจินตนาการคนอ่าน
• แม้ไม่มีอุปสรรคทางร่างกาย ฉันก็เชื่อว่าคนเราทุกคนมีชุดประดาน้ำของตัวเอง แต่ถ้าผีเสื้อของเรายังมีชีวิต ก็จะพาเราโบยบินออกไปจากความหนักอึ้งที่ครอบทับอยู่นี้ได้ อย่ายอมแพ้ง่ายๆ แล้วกัน
• สุดท้ายนี้ไม่ลืมขอบคุนอ้น เจ้าของหนังสือ และเอ๋ คนให้ยืมหนังสือ สองคนนี้กำลังจะได้พบกับอัศจรรย์ของการมีชีวิต (ใหม่) แล้ว


วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บุญมีแต่กรรมบัง



งามจับตา





22 ธันวาคม 2552

เหมือนๆ ว่าบุญจะมี แต่กรรมมันบัง
เคยอาศัยเชียงใหม่เป็นบ้านเป็นอู่เป็นสิบปี
จนย้ายจากไปจะครบยี่สิบปีแล้ว กลับมาแอ่วบ้านเพื่อน (เรียกอย่างนี้ถูกต้องมากกว่า "มาเที่ยวเชียงใหม่) ในปีนี้ กรรมที่บังตาอยู่เหมือนจะจางไป เลยได้ก้าวเข้าวัดพระสิงห์เป็นครั้งแรกในชีวิต

สายวันอังคารธรรมดาๆ นั้่น แดดอุ่นของฤดูหนาว จับอยู่ที่วิหารลายคำหลังน้อย
ที่นี่ช่างเป็นสถานที่ที่งดงาม
สมกับถูกสร้างโดยศรัทธาของสล่าผู้ช่างชาญฉลาด ประณีตในการตกแต่งภายใน เพียรพยายามในการวาดเรื่องเขียนลาย บันทึกวันเวลาบางเสี้ยวลงไปบนฝาผนัง

ยังมีสิ่งหนึ่งที่จับตาฉัน คืออัจฉริยภาพในการออกแบบแสง

พระพุทธสิหิงค์งามจับตา

ได้กราบแล้วมีความรู้สึกว่ามีผู้คุ้มครอง

ออกจากวิหารลายคำเลยกล้าโทรไปคุยธุระสำคัญที่จดๆ จ้องๆ มานาน
ว่าจะโทรดีไม่โทรดี
โทรเมื่อไหร่ดี แล้วพูดยังไงถึงจะดี
พูดยังไงให้จบดีๆ




กราบพระพุทธสิหิงค์แล้วกล้าหาญอย่างนั้นกระมัง

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เราทำได้ : หมวกถวายพระ



เสร็จที่ลำพูน

อย่างเฉียดฉิว



พฤหัสบดีที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒

หลังจากรีดอะดรีนาลีนทุกหยดออกมาทำงานส่งจนทัน ก็ลากสังขารไปขึนรถด่วน(สายเหนือ)ขบวนสุดท้าย ไปเชียงใหม่

ไปเชียงใหม่คราวนี้ คุยกับเพื่อนว่าจะถักหมวกไหมพรมไปถวายพระกัน
ก็สามารถทำจนเสร็จบนรถไฟ

ถ้าไม่ได้ไปมีเคืองนะเนี่ย...คุณเพื่อน

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เราทำได้ : หมวกเด็กผู้ชาย




หมวกใบแรกใบเล็ก ต้องให้น้องอิ่ม

ทารกที่เพิ่งคลอด
(พอดีเชียว)




ปีที่แล้วๆ มาถักแต่ของตรงๆ ผ้าพันคอเป็นส่วนใหญ่
ปีนี้ชักกำเริบ เลยเริ่มลองถักของกลมบ้าง
แต่ก็เป็นของกลมที่ทำมาจากของตรง เริ่มลองถัดหมวกจากไม้นิตตรงดูมั่ง

(เพราะว่าไม้นิตแบบนั้นมันแพง ลงทุนซื้อมาแล้วกลัวไม่มีปัญญาถักให้เสร็จน่ะสิ)

ลองถามหาแพทเทิร์นหมวกแบบง่ายๆ จากเอจัง
เอจังก็แสนดี ก๊อปปี้มาให้ เป็นแบบถักหมวกถวายพระน่ะจ่ะ

ด้วยความมั่วของฉัน ฉันก็จับมา adaptation ทำเป็นหมวกใบเล็กๆในแบบที่สัญญาไว้เสียก่อน




วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อัปสราแห่งนครวัด





ขอรวมรูปเหล่าอัปสราผู้น่ารักไว้สักอัลบั้ม

อัปสราเป็นนางฟ้าที่ถือกำเนิดขึ้นจากกวนเกษียรสมุทร (กวนเสร็จแล้วมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นทั้งหมด ๗ อย่าง อัปสราเป็นหนึ่งในนั้น)

พวกเธอแต่ละนาง (องค์? ตน? คน?) ที่ประดับฝาผนังปราสาทนครวัดอยู่มีคาแรกเตอร์ต่างกันไป
มีเสน่ห์น่าทำความรู้จัก สนใจและหลงใหลต่างกันไปตามจินตนาการของช่างผู้แกะสลักหิน

น่ามีเวลานานๆ ค่อยเดินพินิจเสน่ห์ฺของพวกนางไป

ไปเสียมเรียบคราวนี้ สนุก และมีความสุข
ส่วนหนึ่งก็เพราะได้ไปเห็นอัปสราใกล้ๆ นี่แหละ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

มังสวิรัิติ "คุณเชิญ"




เท่าที่ชิมวันนั้น ยกให้จานนี้เป็นที่ 1 ตะวันนา

รสชาติกลมกล่อมมาก พี่เอบอกไม่ได้ใช้กะทิจริง เป็นกะทิจากธัญพืช จากน้ำมันดอกทานตะวัน
จะไม่มีไขมันอิ่มตัวสูงเหมือนกะทิจริง

เนื้อเห็ดโคนญี่ปุ่น (เพาะในเมืองไทยนี่แหละ) กรุบๆ ให้อารมณ์เดียวกับเวลาเรากินแกงคั่วหอยแครงใบชะพลู


ส่วนกลิ่นนั้น หอมมาก หอมใบชะพลูและชะอม

ชามนี้ราคา 120 บาท




พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2552



โอกาสดี นอกจากได้ไปชิมอาหารมังสวิรัติร้านคุณเชิญแล้ว ยังได้เจอพี่เอ - เชิญจุติ มณเฑียรมณี ตัวเป็นๆ อีกด้วย

(ตอนนี้พี่เค้าเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีแล้ว-แต่จำไม่ได้ มีลูกแล้ว 2 คน แต่ยังเท่เหมือนเดิม)

ทึ่งมากเมื่อรู้ว่าพี่เอไม่ได้บริหารร้านอย่างเดียว แต่ลงมือเองทั้งหมด ตั้งแต่จ่ายตลาด ปรุงอาหาร คิดเมนู ฯลฯ

สิบกว่าปีก่อน บ้านพี่เอทำโรงแรม ชื่อ "นิวเศรษฐกิจ" อยู่แถวๆ สถานีรถไฟเชียงใหม่ ร้านอาหารมังสวิรัติร้านแรกของครอบครัว เริ่มเมื่อ 15 ปีก่อน โดยคุณแม่ พี่เอ แล้วก็น้องๆ พี่เอบอก แรกๆ ขายได้วันละ 200 แต่ไม่เป็นไร ช่วยๆ กันล้างจาน

จนกระแสชีวจิตมา จนคนชิมกันแล้วชอบ ครัวคุณเชิญเลยมีโอกาสมาแนะนำตัวกับคนกรุงเทพฯ
แต่ก่อนมีสาขานึงอยู่แถวแปลนสาทรไง ใครเคยกินมั่ง?

พี่เอบอกว่า อยากทำอาหารมังสวิรัติที่อร่อยเหมือนอาหารปกติทั่วไป และอยากจะทำให้เป็นอาหารที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
คือไม่ใช่แึค่ไม่กินเนื้อสัตว์แต่ยังเป็นอาหารที่ปรุงจากส่วนผสมที่ดี ไม่มีสี ผงชูรส และสารกันบูด

พี่เอบอกอยากให้แต่ละบ้านลองริเร่ิมทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพแบบง่ายๆ
เพื่อที่อย่างน้อยที่สุด เมื่อเด็กๆ กลับมาถึงบ้าน จะได้กินอาหารที่ดี สะอาด และมีคุณค่าสักมื้อ



ร้านอาหารมังสวิรัติ "คุณเชิญ" สาขาที่ไปนี้ อยู่ที่ชั้น G บางกอกเมดิเพล็กซ์ ปากซอยสุขุมวิท 42 ตึกนี้มีทางเชื่อมกับสถานีบีทีเอสเอกมัย

อาหารมังสวิรัติที่นี่อร่อยจริง
ถ้ามีโอกาส น่าจะลองไปชิมกันบ้าง
ถ้าเห็นราคาแล้วติว่าแพง วิธีแก้ง่ายๆ คือชวนกันไปกินหลายๆ คน หารแล้วจะไม่แพง
ละก้อ อย่าลืมสั่งชามะลิบ๊วยมาชิมนะ
แปลกดี ขมชา หอมมะลิ และเค็มบ๊วย มีหวานนิดหน่อยพอชื่นใจ

สอบถามอะไรๆ โทร 0 2713 6599 ได้
ใครอยู่แถวกาญจนาภิเษก ตรงนั้นมีอีกสาขานึง
พี่เอบอกร้านจะเป็นบ้านๆ สวนๆ แต่งแบบเมืองๆ หน่อย (ก็พี่เอเขาคนเชียงใหม่)
มีอาหารแมคโครไบโอติกตามสูตรด้วย (แต่ไม่มีปลานะ)

เดือนหน้าจะเปิดอีกสาขาที่งามวงศ์วาน สาขานี้จะมีบุฟเฟ่ต์มื้อเที่ยงเหมือนที่เชียงใหม่

สาขาเชียงใหม่อยู่ย่านนิมมาน (ร้านนี้น้องชายชื่อ ดี๋ ดูแล)
อยู่นิมมานซอยอะไร ลืมแล้ว
วานคนเชียงใหม่ช่วยสงเคราะห์ด้วย



วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

a preview of Cruise 2009/10 collection




อังคารที่ 20 ตุลาคม 2552

หัวหน้าส่งไปดูพรีวิว Chanel’s Cruise Collection 2009-2010 (แทน)
ดีใจที่มีเพื่อนไปด้วยกันหลายคน ไม่งั้นคงเฉา หมดสนุก
ได้ถ่ายรูปมาแบบงูๆ ปลาๆ ด้วยกล้องป๊อกแป๊กที่แฟลชก็ไม่มี ซูมก็ไม่ทัน แถมนั่งไม่ค่อยจะถูกที่อีก

ไม่ค่อยถนัดเรื่องแฟชั่น ก็จะบอกอะไรไม่ได้มาก โดยเฉพาะเรื่องราคา
รูปที่ถ่ายมาก็ไม่ได้บอกอะไรมากถึงความเนี้ยบ ความโก้ และความหรูของชาแนล
เพราะฉะนั้นก็ดูไปแบบขำๆ ละกันนะจ๊ะ



หมายเหตุ
-เืพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความเสื่อม
จึงไม่มีการปรับปรุงคุณภาพของสี และ composition แต่อย่างใด
อย่างเดียวที่ทำ คือ resize เท่านั้น


วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

บังเอิญโดนปล่อยแสง






อาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒

นัดน้องสาวไปกินข้าวเที่ยงแถวเอ็มโพเรียม แต่เสียดายมื้อเที่ยงร้านนี้ยังไม่เปิด
ความหิวไม่ปรานีใคร เราเลยขึ้นมากินเบอร์เกอร์บนเอ็มโพเรียม
น้องถามถึงห้องสมุด กะจะอ่านหนังสือรอเวลามื้อเย็น

เห็นความตั้งอกตั้งใจ(จะกิน)ของน้อง พี่เลยพาขึ้นไป TCDC เห็นว่ามีห้องสมุดอยู่

ที่ TCDC เจอคนเยอะแยะ ก็วันนี้เขายังอยู่ในเทศกาล "ปล่อยแสงครั้งที่ 4" Supermarket of Ideas
(จัดให้ ๑๕๐ ศิลปินนำงานสร้างสรรค์มาโชว์ เผื่อมีใครอยากร่วมธุรกิจ)
น้องเข้าห้องสมุดแล้ว พี่เลยโต๋เต๋ดูงาน ได้เก็บภาพมาฝากกันดังที่เห็น


งานนี้เปิดให้ชมกันฟรีๆ ถึงวันที่ ๒๗ กันยายนนี้ เวลา ๑๐.๓๐-๒๑.๐๐ น.
ที่ TCDC ชั้น ๖ เอ็มโพเรียม


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tcdc.ot.th จ้ะ


ป.ล. ขออภัยที่ถ่ายภาพห่วย
วัดแสงไปแบบงูๆ ปลาๆ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Coco avant Chanel : ก่อนโลกจะรู้จักชาแนล

Rating:★★★
Category:Movies
Genre: Drama


บางทีเราก็ลืมไป ว่าก่อนที่โลกจะเป็นอย่างทุกวันนี้ โลกเป็นยังไงมาก่อน

ก่อนที่ผู้หญิงจะใส่กางเกงยีนส์ขาเดปเอวต่ำกับเสื้อกล้าม คล้องผ้าพันคอ เขย่งบนส้นเข็ม และไม่ลืมกรีดขอบตาคมกริ๊บออกจากบ้าน คนรุ่นทวดเราเขาแต่งตัวยังไง

ก่อนที่ผู้หญิงจะประกาศท้าหย่าผัว แล้วยืนยันจะเลี้ยงลูกคนเดียวในวิถีของซิลเกิลมัม
คนรุ่นทวดเราเขาอยู่ยังไง ทำมาหารับประทานยังไง

ก่อนที่โลกจะรู้จักกับชาแนล แบรนด์เนมที่กำหนดเทรนด์แฟชั่นและรสนิยมการแต่งตัวของผู้หญิงมีตังค์อย่างทุกวันนี้นั้นโลกเป็นอย่างไร ดูได้ในหนัง Coco avant Chanel (2009) หนังที่ตั้งชื่อภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า โคโค่ ก่อนจะเป็น (โคโค่) ชาแนล

โคโค่ ชาแนล มีชื่อจริงว่า กาเบรียล ส่วนโคโค่น่ะ เป็นชื่อหมาน้อยซึ่งอยู่ในเพลงที่เธอและพี่สาวร้องในบาร์เพื่อหาเลี้ยงชีพ

ผู้หญิงสมัยของโคโค่ที่จัดว่าเป็นสุภาพสตรี (คือมีตังค์) ไม่ต้องทำงานเลี้ยงชีพกัน เพราะจะมีผู้ชายคอยเลี้ยง ผู้ชายที่ว่าก็เป็นได้ตั้งแต่พ่อ สามี รวมทั้งสามีคนอื่น

โคโค่กับพี่สาวเป็นลูกกำพร้าแม่ที่พ่อไม่ยอมเลี้ยง แต่จับใส่รถม้ามาปล่อยที่คอนแวนต์เลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ชีวิตที่ควรจะเป็นชีวิตดีๆ ของเด็กสองคนนี้เลยไม่มีทางเลือก เป็นได้อย่างเดียว คือชีวิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

พี่สาวของเธอรักกับบารอนคนหนึ่ง ถึงกับเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ด้วยแล้ว แต่ก็แต่งงานกันไม่ได้ เพราะครอบครัวฝ่ายชาย (บารอนเชียวนะยะ) ไม่อาจรับสถานะลูกกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าของหล่อนได้ โคโค่เอง ในที่สุดก็ต้องเลือกที่ตามผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นสนุกคนหนึ่งไป เพื่อจะได้มีชีวิตต่อไป

สิ่งที่ชีวิตอันหยาบกระด้างและแห้งแล้งให้กับโคโค่คือ ความดื้อ ขวางโลก ขบถ เธอประกาศว่าอยากทำงาน และโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรที่จะเลี้ยงตัวเองได้นั้น เธอก็ค่อยๆ ค้นพบความสามารถในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของตัวเอง

โคโค่สวมหมวกสักหลาดเรียบๆ แบบผู้ชาย ใส่กางเกงแล้วก็โดดขึ้นหลังม้าแบบขี่คร่อม (สมัยนั้นผู้หญิงเค้าขี่แบบคนใส่กระโปรงนั่นซ้อนมอไซค์วินเดี๋ยวนี้อะ-เหมือนลูกเชอรี่ที่แปะไปบนเค้ก ดังที่ตัวละครตัวนึงกล่าวนั้นแล)

สไตล์ของโคโค่เท่ เธอทำหมวกไม่มีขนนก เดรสไม่มีคอร์เซ็ต (ชุดชั้นในที่รัดแน่นจนเนื้อ+ไขมันกลางลำตัวทะลักล้นไปออกที่นม) รองเท้าไม่มีส้น จับใจเหล่าผู้หญิง ซึ่งสมัยนั้นแข่งกัน ‘เยอะ’ มากจนเริ่มเบื่อ แล้วก็ทึ่งเอากับอะไรเรียบๆ ง่ายๆ เท่ๆ

เสน่ห์เท่แบบเป็นตัวของตัวเองของโคโค่จับใจผู้ชายอีกคน ซึ่งเป็นชายที่เธอรัก ซึ่งเขาก็รักเธอด้วย ..แต่เขากำลังจะแต่งงาน ช่าย..เขากำลังจะตกถังข้าวสาร (โอ้ว...ม่าย)

โคโค่นั้นรู้ดี ว่าเธอไม่อาจเป็นเมียใครได้ (ก็สถานะอย่างเธอ สังคมไม่ปลื้มอะดิ) ก็เลยเปลี่ยนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาทั้งหมดที่มี มุ่งมั่นไปในการทำงาน อย่างน้อยคงเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าแม้ไม่อาจได้รับการยอมรับในฐานะเมียผู้น่าภาคภูมิใจของชายคนที่เธอภูมิใจ แต่ผู้หญิงหลายๆ คนก็ทึ่ง ปลื้ม และยอมรับในสไตล์ของเธอ

ในที่สุด Chanel แบรนด์เนมที่นำนามสกุลของโคโค่มาใช้ ก็ถือกำเนิดขึ้น และยืนสง่าในโลกแฟชั่นมาจนทุกวันนี้

ชีวิตของโคโค่ไม่อาจพูดได้ว่าน่าสงสาร ที่รู้สึกในฐานะลูกผู้หญิงคือ เป็นชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของลูกผู้หญิง แม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่มีโอกาสได้เป็นเมีย หรือแม่ของใคร



รู้ไว้เถอะว่าโคโค่ ชาแนล คือผู้หญิงคนแรกๆ ที่เดินออกมาจากเงาของผู้ชาย






บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Anne Fontaine เล่นเป็นโคโค่ ชาแนลโดย Audrey Tautou
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังดูชีวิต โคโค่ ชาแนล แต่เหมือนดูอาเมลีที่แก่ขึ้น และทำตัวเป็นโคโค่ (เพราะยิ้มและเขี้ยวของเธอแน่เลยยัยโตตู)
• เรื่องของโคโค่ ชาแนล ออกจาทรงพลัง ทำไมหนังออกอ่อนอ้อยสร้อย ไม่ทรงพลังเลย หรือฉันคาดหวังเยอะไป? หรือฉันเข้าใจเนื้อหาหนังผิด? หรือฉันมีอคติกับโตตู? ไม่นะฉันรักโตตูที่เป็นอาเมลีจะตาย
• เล่าความรู้สึกนี้ให้น้องที่ออฟฟิศฟัง น้องบอกว่า ไม่หรอก ที่โตตูเล่นในดาวินชี่โค้ดนั่นออกจะดี (เอ่อ ไม่ได้ดูว่ะ-ฉันแอนตี้สังคมน่ะ)
• โปสเตอร์ที่หามาประกอบรีวิวนี่เป็นคนละอันกับที่ติดอยู่ที่ลิโด้ (ซึ่งเป็นภาพที่ไม่อยู่ในเรื่อง ในเรื่องโคโค่ไม่ได้ตัดม้าเต่อเหมือนในโปสเตอร์ใบนั้น) เข้าใจว่าที่ลิโด้ต้องใช้โปสเตอร์แบบนั้น เป็นเพราะว่าแม้หนังเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของโคโค่ ชาแนล แต่ไม่อาจใช้รูปที่เธอคีบบุหรี่ติดหน้าโรงได้ (โดยไม่ถูกด่า) นั่นเอง
• เราจะสังเกตเห็นความขบถของโคโค่ในรูปนี้ ชีใส่ชุดนอนผู้ชายนะนั่น ผู้หญิงเขาไม่ใส่แบบนี่กันหรอก
• สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้คือฉาก ฉากชนบท ทุ่งหญ้าที่คนรวยขี่ม้ากัน ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นสวยมาก
• แน่นอนว่า costume ในเรื่องก็สวยมากๆ
• ถ้าอยากชมก็เชิญที่ลิโด้เลยละกาน

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถ่ายภาพบำบัด-รอลาบปลาดุก




อิจฉาฟ้าที่นี่ไหม
คนเมืองลีดส์?





เสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๒


อาทิตย์ที่ผ่านมา มีอะไรเิกิดขึ้นมากมาย
จัดได้ว่ายุ่ง ป่วน และเครียด
ของที่คิดว่าจะส่งให้ใครๆ เลยต้องดองไว้ รอจนถึงวันเสาร์ แล้วก็ไปไปรษณีย์

เพราะวันเสาร์ ไปรษณีย์ปิดเที่ยง กว่าจะได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลยต้องรอให้กลับจากไปรษณีย์แล้ว

แม่ค้าส้มตำแถวๆ บ้านมีเมนูลาบปลาดุกเป็นพิเศษสำหรับเสาร์-อาทิตย์
อยากลองชิมหน่อย แต่ดันมาถึงพอดีเที่ยง เลยรอคิวนาน
แม่ค้าเกรงใจลูกค้าหน้าวีน เลยจัดเก้าอี้ให้นั่ง

ลูกค้าก็นั่ง แล้วเหม่อ
อาิทิตย์นึงราวกับหนึ่งเดือน มีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน
แต่ละอย่างนั่น ต้องทำให้ได้ดีทุกอย่างซะด้วย

เหมือนแม่ค้าส้มตำตอนนี้เลย
สิ่งที่ต้องทำมีทั้ง ตำส้มตำ สับลาบปลาดุก คนข้าวเหนียวในหวด
ไหนจะต้องคอยบริหารอารมณ์ลูกค้า คอยบอกเมนู และคิดเงิน
โดยต้องทำทุกอย่างนั้นให้ได้ดี ไม่ผิดพลาด คิดเงินต้องเป๊ะ
ตำส้มตำต้องได้รสเดิม ลาบปลาดุกต้องใส่เครื่องให้ครบ และเลือกก้างปลาออกให้หมด
พูดจากับลูกค้าก็ต้องหวานไม่น้อยไปกว่าที่ลูกค้าเคยได้ยิน

จะมาโอดครวญ วิงวอนขอร้อง บอกว่าทำไม่ทันจ้า ขอแม่ค้าทำทีละอย่างได้ไหม
หึ หึ....แล้วลูกค้าที่ไหนมันจะรอ

นี่มันเวลาเที่ยง เวลาที่ทุกคนควรได้กิน หิวแล้ว เข้าใจไหม


นี่แหละ...
โลกของมืออาชีพเป็นแบบนี้


แม่ค้าส้มตำก็ต้องพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของแม่ค้าส้มตำ

เรา-ก็ต้องพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของเราเหมือนกัน



วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Hula Girls : เต้น! เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ใกล้สอบแล้ว อาทิตย์นี้ตั้งใจจะทบทวนบทเรียน แต่ก็เฉไฉไปเปิดหนังดู (ตามเคย)
ทีนี้เลยได้ทบทวนด้วย (นิดหน่อยก็ยังดี) สนุก แล้วก็มีน้ำตาไหลประกอบอีกตามเคย

Hula Girls ฉายในปี 2006 แต่เล่าเรื่องราวในปี 1965 หรือ 41 ปีก่อนหน้านั้น ในเมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งตั้งอยู่หุบเขาที่มีอากาศหนาวซึมเซาหม่นมัวตลอดปี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คนเมืองนั้นเขามีอาชีพการงานหลักอยู่ในเหมืองถ่านหินที่กำลังจะปิดตัวเพราะเริ่มมีการใช้น้ำมันมาแทนที่ ทำให้คนงานเกือบสองพันคนต้องตกงาน..แล้วเขาจะทำไงกัน พื้นที่เกษตรก็ไม่มี ประมงก็ไม่ได้ จะค้าขายหรือเส้นทางคมนาคมก็ไม่สะดวก เห็นว่าแม้แต่รถบัสยังไม่มีผ่าน จะขึ้นรถไฟก็อาจต้องไปขึ้นที่เมืองใกล้ๆ

ทางออกก็เลยเป็นโครงการ “โจบัง ฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์” ที่จะเนรมิตความอบอุ่นและสดใสของฮาวายมาไว้แถบนั้น เพื่อดึงดูดให้มีรายได้การท่องเที่ยว และการจ้างงานเกิดขึ้น

แต่ว่า ด้วยธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนเมืองนี้ที่เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ทำงานในเหมือง พอโตก็ต้องไปทำงานในเหมือง พอมีครอบครัว ก็ยังคงเป็นครอบครัวทำงานเหมืองต่อไป คณะเต้นฮูล่าจึงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากมีสาวๆ สนใจน้อยแล้ว แรกๆ น้องๆ เค้ายังอ่อนใจ เพราะเป็นการเต้นที่ใช้เทคนิคใหม่ ซึ่ง..ไม่สามารถ

จนได้เห็นครูสาวเปรี้ยวและมีปัญหาจากโตเกียวซ้อมเต้นหน้ากระจกนั่นแหละ น้องๆ ถึงมีแรงฮึด อยากจะเต้นเป็นบ้าง แต่แม้จะมีความพยายามแล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

ตอนที่แม่น้องนางเอกมาจิกตัวลูกสาวกลับบ้าน เธอประกาศว่า..คนเมืองนี้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน ช่วยสามีทำงานหาเงิน ไม่ใช่ออกมาเต้นแหกแข้งแหกขา ยั่วยวนผู้ชาย..

ไม่คิดว่าคุณครูจะสวนกลับไปว่า ..เพราะคิดอย่างคุณป้า ผู้ชายถึงยังไม่หยุดดูถูกผู้หญิงอย่างนี้ไง..

ใช่แล้ว ฮูล่าเกิร์ลไม่ได้เป็นแค่หนังดูสนุกๆ แต่เป็นหนังผู้ใหญ่ที่ถามถึงความฝัน ถามถึงความกล้าหาญที่จะเลือกทำ (งาน) ในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความสุข โดยเฉพาะถ้ามันเป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ถามถือการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง เคารพในความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ดีของผู้อื่น และการรู้จักยอมรับเมื่อเขาคนนี้พิสูจน์ให้เห็น

แม่น้องนางเอกพูดกับผู้นำสหภาพแรงงานเหมืองในครั้งที่ออกไปขอยืมเตาถ่านหิน เพื่อเอาไปจุดให้ความร้อนกับต้นปาล์มจากไต้หวันที่ขนมาปลูกสร้างบรรยากาศฮาวาย ไม่ให้พวกมันสลดตายเพราะความหนาวเย็นไปเสียก่อนที่ท่อน้ำอุ่นจะส่งน้ำมาได้ ว่า

..เมื่อก่อนฉันคิดว่างานคือการทำงานในหลุมมืดๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นหรือตาย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าการทำงานโดยการเต้นให้ความสุขกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เด็กพวกนั้น..พวกแกจะสร้างโลกใหม่ด้วยรอยยิ้มได้..

สาวๆ ฮูล่าทำให้เห็นแล้ว ด้วยการเต้นที่พวกเธอรัก พวกเธอช่วยหาเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมๆ กับที่ทำให้ตัวเองและผู้ชมมีความสุข

และบางทีอาจเป็นความเพียรพยายาม และความสุขที่ฉายออกมาผ่านยิ้มและประกายตาของพวกเธอนี่แหละ ที่สร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดขึ้นในใจคนดู



บันทึก:
• คนญี่ปุ่นนี่ถนัดทำหนังเรียกแรงบันดาลใจ+ความสามัคคีของเด็กผู้หญิงเสียจริง ดูฮูล่าเกิร์ลจบแล้วคิดถึงสวิงเกิร์ลทันที
• ฉากเมืองเหมืองถ่านหินทำให้นึกถึงช่วงแฟลชแบ็คในหนังโตเกียวทาวเวอร์ เมืองบ้านเกิดของแม่ไง จำได้ไหม?
• พี่ชายน้องนางเอกก้น (เปลือย) สวยจัง
• ชอบท่าเต้นของมาโดกะเซนเซที่บอกว่า “ฉันมีความรักให้คุณ” จัง
• “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อสุภาษิตนี้
• ไม่รู้มีใครดูแล้วรู้สึกว่าหนังถูกตัดไหม เหมือนมันเล่าข้ามเป็นช่วงๆ อะ หยั่งตอนก่อนน้องขึ้นเวทีแกรนด์โอเพนนิ่ง มีฉากพี่ชายจะนั่งรถรางเข้าเหมือน แล้วไงต่ออะ? หรือแค่จะบอกว่า ‘แต่ละคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี’ แค่นี้
• ดูแล้วอยากไปเข้าคลาสเบลลี่แดนซ์จัง อิ อิ


วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Engine : ชีวิตคือการต่อสู้

Rating:★★★★★
Category:Other


Engine (2005) เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักแข่งรถ F3000 ที่ผิดหวังจากการทำงานที่อิตาลี บ่ายหน้ากลับมาบ้านในโตเกียว ซึ่งกลายสภาพเป็นบ้านเด็กกำพร้าไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรนเพื่อให้ได้ขับรถแข่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น บรรดาเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านก็ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของตัวเองไปพร้อมกัน

'ชีวิตคือการต่อสู้'

Engine บอกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีปัญหาของตัวเอง
และทุกคนต้องต่อสู้เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ในสนามแข่งขันแห่งชีวิตของตัวเอง จะชนะได้ไม่ใช่แค่ต้องเฮง ตัวใหญ่ รูปร่างได้เปรียบ แต่ต้องกล้าหาญ มุ่งมั่นอยากชนะ ถ้าจะให้ดีต้องมีกำลังใจจากคนรอบข้าง (โดยเฉพาะคนที่ตัวเองรัก) ด้วย

เป็นแนวคิด (แบบญี่ปุ่น?) ที่แจ่มแจ๋วมาก สำหรับคนในโลกที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะโอ๋ โอบอุ้มประคับประคอง ช่วยเด็กๆ ทำ (ไปเสียทุกเรื่อง) อย่างอิฉัน

ซีรีส์เรื่องนี้มาถึงมือหลังการพูดคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัวถึงซีรีส์ Change ที่เพิ่งลาจอทีวีไทยไป ใช่แล้ว ดารานำใน Engine คือคนเดียวกันที่แสดงเป็นนายกมือใหม่ในเวทีการเมืองคนนั้น แต่บุคลิกในสองเรื่องนี้ต่างกันมากเชียวแหละ

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวละคร Jiro Kanzaki (Takuya Kimura) นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เท่แบบแบดบอย (สเปค) อันได้แก่ ผมยุ่ง ผิวสีกร้านแดด สบถเป็นนิสัย ไร้หางเสียง จะกินจะนอนสุดเป็นธรรมชาติ (อีกนัยคือมูมมาม) แล้ว ยังเป็นทัศนคติ และวิธีเทคแคร์เด็กของเขา

จิโร่ไม่เคยมองเด็กว่า ‘เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก อย่าสอดตอนผู้ใหญ่พูด’ หรือ ‘เขายังเป็นเด็กอยู่ เขาทำไม่ได้หรอก’ หรืออะไรอย่างนั้น อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็น แต่จิโร่เป็นผู้ใหญ่ที่ respect เด็ก เช่นเดียวกับที่เขา respect ผู้ใหญ่ จะเรียกว่าให้เกียรติเด็กก็ได้ (แต่ใช้คำนี้คงไม่เข้ากับบุคลิกของจิโร่) เขาเล่นกับเด็กแบบที่เด็กจะเล่นกับเด็ก ฟังเด็กพูด เถียงกับเด็ก และลุ้นให้เด็กตัดสินใจเอง แล้วยืนกราน บอกผู้ใหญ่อย่างที่เขาต้องการ

เด็กๆ ในบ้านรักจิโร่ หัวบันไดห้องใต้หลังคาของจิโร่-ถ้ามี-มันคงเป็นบริเวณที่ไม่เคยแห้ง เพราะใครๆ ก็อยากจะมาหาจิโร่ บางที ได้แค่ยั่วเย้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว จิโร่กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน เราพบว่าบ่อยไปที่จิโร่ได้แรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองจากเด็ก

อิฉันว่า ผู้ใหญ่อย่างเราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย จากการดูซีรีส์เรื่องนี้

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ส่วนตัว ผู้ให้ยืมซีรีส์ชุดนี้มาให้ฝึกฟังมา ณ ที่นี่
ซีรีส์สนุกมาก ได้ผลมาก (เรื่องการฟังภาษาระดับเป็นกันเอง) และได้น้ำตาไหลไปหลายรอบ
ประทับใจกับความรักที่ผู้ใหญ่และเด็กมีต่อกัน

อ้อ ..ความรักของหนุ่มสาวด้วยจ้ะ



บันทึก:
• ตอนผู้ชายอุ้มเด็กนี่ ดูดีจัง
• ซีรีส์เรื่องนี้จัดแสงสวย แล้วก็ภาพสวย ยังกะหนังแน่ะ
• ผู้ใหญ่ดูแล้วจะได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องปฏิบัติตัวกับเด็กใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักพูดกับเขา เพราะว่าแม้จะเป็นเด็กกำพร้าอายุแค่ ๕ ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น 'เด็กน่าสงสาร' ทุกคนไป
• จิโร่สอนว่า จะเข้าใจและเข้าถึงเด็ก ไม่เห็นต้องเข้าใจทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับเด็ก แค่รื้อฟื้นความรู้สึกที่ตัวเองเคยรู้สึกเมื่อก่อนเป็นเด็ก ก็จะเข้าใจเด็กได้ไม่ยาก
• กว่าโค้ชจะยอมให้จิโร่ขับรถแข่ง โค้ชทดสอบจิโร่ได้โหดมาก แต่สิ่งที่โค้ชสอนจิโร่น่ะ โคตรจะสำคัญเลย โค้ชให้จิโร่ขับรถแข่งอีกครั้ง เพียงเพราะว่าจิโร่ ‘ได้เรียนรู้ที่จะขับรถให้คนอื่นนั่งแล้ว’
• Koyuki หรือคุณนางเอกนั่น หน้าตาสวยแบบญี่ปุ่น แต่หุ่นอินเตอร์มาก และเขาก็เจ๋งมากนะ ที่ไม่ให้คุณนางเอกขาสวยนุ่งสั้น โชว์ขานอกบทเลย (เธอเล่นเป็นเซนเซนี่นา)
• สำหรับน้อง Ueno Juri หรือน้องโนดาเมะ (ชอบน้องมาตั้งตะ Swing Girl-2004 ละ) ในเรื่องเธอเล่นที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เลยต้องมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า อยากบอกว่าประทับใจความสามารถของน้องมาก น้องเล่นเรื่องนี้ได้แบบเราลืมโนดาเมะไปเลย (น้องเค้าเล่นซีรีส์โนดาเมะปี 2006 ทีหลัง Engine จ้ะ)
• ซีรีส์ญี่ปุ่นนี่ ช่างเขียนบทได้ดีจริง คนเล่นก็เล่นสมจริง จะฉาก จะไฟ จะเมคอัพ อะไรก็ดี เนียนไปหมด (พูดแบบนี้จะมีคนด่าไหมว่าเป็นคนไทยทำไมไม่ดูละครไทย :-P)




วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

จิตต์ จงมั่นคง ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ


บางครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ ย่อมมีอะไรให้ค้นหาเรียนรู้มากมาย มีใครบางคนเคยกล่าวว่าการเรียนรู้ชีวิต ก็เหมือนกับการเรียนลัด เพราะประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อนที่เคยผ่านทั้งความถูกความผิดมาแล้วอาจจะ เป็นแบบเรียนให้คนรุ่นต่อๆมาได้ศึกษาเรียนรู้โดยมิต้องเอาชีวิตไปทดลองให้ เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป
        ...หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดความมุมานะอุตสาหะขึ้นในจิตใจ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันใหญ่หลวงเพียงไหน ฝันที่ราวกับอยู่ไกลเกินเอื้อม ก็อาจใกล้เพียงมือคว้า...
        นี่มิใช่แค่ประโยคปลอบขวัญประโลมใจ หรือคำพูดธรรมดาสามัญที่ปรากฏอยู่ทั่วไป แต่เป็นมุมชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับอดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีความฝันอันแรงกล้าบรรจุเต็มหัวใจ ทว่าโชคชะตากลับบันดาลให้เขาต้องเดินไปบนหนทางที่ปูด้วยขวากหนาม
         นับตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จิตต์ จงมั่นคง มีความจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน และไม่มีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อที่ไหนอีก เนื่องเพราะพี่ชายคนโตเสียชีวิตลง ทำให้เส้นทางของเขา พลิกผันจากเด็กนักเรียนที่เรียนดี เฉลียวฉลาด และน่าจะได้รับโอกาสศึกษาต่อทางด้านแพทยศาสตร์ดังที่บราเธอร์ผู้สอนท่าน หนึ่งเคยปรารภไว้ กลับต้องออกมาทำงานทั้งที่ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน
         "ฐานะทางบ้านผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พ่อแม่เปิดร้านขายข้าวแกงและขายกาแฟอยู่แถวสี่พระยา ผมก็เกิดที่สี่พระยา ตอนแรกแม่พาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจีนแห่งหนึ่งในย่านตลาดน้อย เรียนกับครูซึ่งติดฝิ่น เวลาสอนครูคนนี้ชอบยืนอยู่ข้างหลังผม เวลาหายใจ กลิ่นก็รดหัวผม ผมบอกครูว่าผมไม่ชอบกลิ่นนี้แต่ครูไม่สนใจ ผมเลยไปบอกแม่ แม่ให้เปลี่ยนโรงเรียน
         ผมจึงมีโอกาสไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก พี่ชายคนโตก็เรียนที่นี่ แม่ขอครูให้ช่วยลดหย่อนค่าเล่าเรียน เพราะสมัยนั้นค่าเล่าเรียนเทอมละ ๗ บาท แพงมาก แม่ขอลดหย่อนเหลือ ๕ บาท ส่วนที่ลดหย่อนครูบอกผมว่าต้องช่วยทำความสะอาดโรงเรียน เวลาเลิกเรียนช่วยปัดกวาดโต๊ะเก้าอี้ ให้สะอาดเรียบร้อย แล้วค่อยกลับบ้าน"
          ช่วงเวลานั้น จิตต์ จงมั่นคง ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพียงแค่ ๔ ปี นับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - มัธยมศึกษาปีที่ ๔
         "ครูบอกว่าสมองผมไบรท์มาก เรียนรู้ได้เร็วมาก น่าจะไปเรียนหมอต่อนะ ผมก็อยากเรียนเหมือนกัน แต่โชคชะตาไม่ดี เกือบๆจบม.๔ พี่ชายคนโตที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมได้เรียน เสียชีวิตลงก่อน พี่ชายผมคนนี้จบ ม.๘ที่อัสสัมชัญ แล้วได้เข้าทำงานที่โรงพิมพ์ฝรั่งแห่งหนึ่ง ทำให้สามารถส่งน้องเรียนได้
         พอพี่ชายคนโตเสียชีวิต ผมก็ออกมาทำงานที่ร้านถ่ายรูปแถวย่านสี่พระยา ขายวิทยุด้วย แต่ผมอยู่ส่วนร้านถ่ายรูป วันหนึ่งมีคนชวนว่าไปดูห้องมืดมั้ย ผมบอกว่าอยากไปดู ช่างห้องมืดเขาก็แสดงการลงน้ำยา ล้างรูปให้ดู แป๊บเดียวได้รูปออกมาแล้ว ผมรู้สึกมหัศจรรย์มาก ตั้งแต่นั้นมารู้สึกสนใจอยากถ่ายรูป
         ผมซื้อกล้องราคาสิบสลึง ซื้อผ่อนนะครับ เพราะสมัยนั้นได้เงินเดือน ๑๐ บาท วันหยุดทีไร ผมก็เอากล้องออกไปตระเวนถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมาชักจะเก่งขึ้น ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูป ร่วมหุ้นกับพี่ชายอีกคน จากนั้น ฐานะเริ่มดีขึ้น ผมซื้อกล้องเยอรมันตัวหนึ่ง พอถึงวันอาทิตย์ มีกิจกรรมที่ต้องทำ คือวันอาทิตย์หนึ่งตระเวนถ่ายรูป อีกวันอาทิตย์หนึ่งเข้าโรงหนัง ดูเรื่องเดียว ๕ รอบเลย นั่งชั้น ๓ ราคา ๑๒ สตางค์ มื้อเที่ยงไม่กิน ที่ว่าดูหนัง ผมไม่ดูนักแสดงหรอก ผมชอบดูแสง ดูเงา ดูมุมภาพ ชอบดูการให้แสงของคนถ่ายภาพ
         คุณเชื่อมั้ยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกำลังถ่ายรูปทางรถไฟ เพราะเห็นมุมสวยดี ปรากฏว่าถูกตำรวจจับ เชิญตัวไปโรงพัก เพราะตำรวจสงสัยว่าผมถ่ายรูปไปทำไม แต่ก่อนจะไปโรงพัก ก็ต้องเอาฟิล์มไปล้างก่อน พอล้างรูปออกมา ตำรวจถึงปล่อยตัว ผมยังงงๆว่าตำรวจจับผมทำไม (หัวเราะ)"
         จิตต์ จงมั่นคง เล่าต่อมาว่าชีวิตในวัยหนุ่มของเขาฝันเพียงแค่ตนเองสามารถถ่ายรูปหากินได้ หากทว่าด้วยบุญกุศลแห่งโชคชะตาที่ยึดมั่นในคติธรรมการดำรงชีวิตหรืออย่างไร ไม่ทราบ ทำให้เขาซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ได้มีโอกาสรับใช้ถวายงานเบื้องพระ ยุคลบาท
        "ตอนสงครามเลิก ผมร่วมทุนกับเพื่อนๆและพี่ชายเปิดร้านล้างอัดขยายรูป โดยการเช่าหน้าร้านโอสถาคาร ระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชา เสด็จพระราชดำเนินนำฟิล์มมาล้างด้วยพระองค์เอง ผมเป็นคนที่เข้าห้องมืดถวายงานพระองค์ท่าน แล้วหลังจากนั้นต่อมา ทรงให้มหาดเล็กเป็นผู้นำฟิล์มมาล้าง ผมถวายงานล้างฟิล์มแด่พระองค์ท่านเป็นเวลา ๓๗ ปี รู้สึกภูมิใจมากที่สุดแล้วในชีวิตนี้"
         ต่อมาไม่นาน ก็ได้แยกหุ้นกับพี่ชาย ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูปเอง โดยตั้งชื่อร้านว่า "จิตต์ จงมั่นคง" ขณะเดียวกันก็ไม่เคยละทิ้งด้านการฝึกฝนการถ่ายภาพ
         "สมัยก่อนต้องทำเองหมดทุกกระบวนการ ต้องเรียนรู้ขั้นตอนที่ยากก่อน แล้วถึงจะมาเรียนรู้ในสิ่งที่ง่าย เรื่องการถ่ายรูปผมเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกถ่ายรูปในกรุงเทพฯ หลายๆที่ และต้องบันทึกไว้หมดว่ารูปนี้ อากาศขนาดนี้ เปิดหน้ากล้องเท่าไหร่ ใช้ความไวแสงเท่าไหร่ แล้วสมัยนั้น ค่ารถเมล์ถูกมากนะ ๒ สตางค์ จากบ้านสี่พระยา นั่งรถเมล์ไปถ่ายรูปในเขาดิน ๒ สตางค์ ไปเขาดินเกือบทุกอาทิตย์เลย หรือระหว่างทางถ้าเห็นที่ไหนถูกใจก็ลงไปถ่ายรูปไว้
         ผมขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วยการอ่านหนังสือของอเมริกาและอังกฤษ ถ้าคำไหนอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็เปิดดิกชันนารี"
         ศิลปินอาวุโสกล่าวว่าสมัยนั้น ชีวิตต้องกินอยู่อย่างมัธยัสถ์ เพื่อเก็บเงินเอาไว้ซื้ออุปกรณ์กล้องและซื้อหนังสือเพื่อศึกษาด้านการถ่าย ภาพด้วยตนเอง
         "แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลย ในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ชั้น ม.๓ พอเลิกเรียน ผมชอบไปร้านหนังสือในเซ็นทรัล ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่พระยา เข้าไปดูหนังสือสอนการถ่ายภาพ เจ้าของร้านเป็นใครไม่ทราบ ผมเข้าไปดูทุกเย็น จนกระทั่งวันหนึ่งคุณเตียง เจ้าของเซ็นทรัล เอ่ยปากอนุญาตให้ผมยืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน คงเห็นว่าผมมาทุกเย็น โอ้โฮ ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมาก เราไม่ต้องซื้อหนังสือเอง มีคนใจดีให้ยืม เพียงแต่คุณเตียงบอกว่าอย่าทำยับนะ อ่านเสร็จแล้วก็ให้มาคืน"
         คงไม่มีใครคาดคิดว่า เด็กหนุ่มผู้มีฐานะยากจนที่โชคดีได้รับความเอื้ออารีจาก เตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในครั้งนั้น วันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นนักถ่ายภาพผู้ยิ่งยง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมสูงสุดมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซ้ำยังเคยมีโอกาสได้ไปแสดงงานภาพถ่ายของตนเองที่ประเทศเดนมาร์ก ฮ่องกง อีกทั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
         "ผมถือคติว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เพราะฉะนั้นชีวิตจึงต้องมีความอดทน มีความขยันจากประสบการณ์การทำงานผมได้ความรู้ต่างๆมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าพอได้แล้วก็ลืม ในชีวิตของการทำงานในห้องมืด ผมไม่เคยล้างฟิล์มของลูกค้าเสียเลย เพราะเราต้องทำด้วยความละเอียด ละเมียดละไม ใครล้างฟิล์มไม่เก่ง เข้าห้องมืดไม่มีเทคนิค ก็จะไม่ได้ภาพที่สวย
         และการถ่ายภาพให้สวย ผมคิดว่า ประการแรก ต้องมีจินตนาการ ประการที่ ๒ ภาพที่สวยต้องได้อารมณ์ ได้สมดุลของภาพ ประการที่ ๓ ภาพนั้นต้องแสดงความรู้สึกให้ผู้เห็นภาพดูแล้วเกิดความเศร้าใจ ดีใจ หรือสุขใจ ปัจจัยเหล่านี้สำคัญ เพราะภาพขาวดำมีเพียง ๓ สี คือ สีขาว สีดำ สีเทา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องช่วยแต่งภาพให้ลูกค้าด้วย เพื่อให้ภาพนั้นมีความรู้สึกมากขึ้น
          ความจริงผมชอบภาพขาวดำมากกว่าภาพสีนะ แต่ตอนหลังลูกๆหลานๆบอกว่าผมเชย" (หัวเราะ)
         ครั้งหนึ่ง เมื่อผลงานภาพถ่ายของ จิตต์ จงมั่นคง เริ่มเป็นที่ยอมรับ และตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงด้านการถ่ายภาพนิ่ง ทำให้ได้รับงานถ่ายภาพโฆษณาของโฟล์คสวาเกน ซึ่งผลงานที่ออกมาเป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น
        "หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ กับหม่อมเจ้าปิยะรังสิต ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ท่านเปิดร้านขายรถโฟล์ค บังเอิญโชคดีท่านบอกผมว่าปีนี้ทำปฏิทินนะ ช่วยถ่ายรูปให้ด้วย ผมตระเวนถ่ายรูปทั่วประเทศเลย ออกไปถึงเขมร ลาว รู้สึกว่าทำงานแบบนี้ก็สนุกดี ตอนนั้นซื้อกล้องตัวใหม่ด้วย เลนส์ก็แพง ขาตั้งกล้องก็แพง เพราะขาตั้งธรรมดาที่เคยใช้ ใช้ไม่ได้ มันหนักมาก
         ผมคิดว่างานถ่ายภาพคืองานศิลปะ สิ่งสำคัญต้องมีจินตนาการ ภาพต้องมีอารมณ์ ดูแล้วให้ความรู้สึก และภาพต้องมีน้ำหนักของแสง คนถ่ายภาพก็ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี เพื่อให้ผลงานนั้นออกมาดีที่สุด
         ความจริงงานถ่ายภาพ สนุกก็สนุก เหนื่อยก็เหนื่อย สนุกตรงที่หามุมถ่าย ไม่ใช่จะถ่ายมุมไหนก็ได้ เราต้องหามุมให้เจอ
          งานเขียนภาพกับงานถ่ายภาพนี่ความยากง่ายต่างกันนะ อย่างการเขียนภาพ ถ้าไม่ชอบใจก็ลบทิ้ง วาดใหม่ได้ แต่งานถ่ายรูป เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้เทคโนโลยี และต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติ ถ้าแสงเงาไม่ดี รูปนั้นก็จะออกมาไม่สวย"
          ตลอดชีวิตการทำงาน ศิลปินอาวุโสยอมรับว่าเขาได้ค้นพบปรัชญาที่ดี และงานถ่ายภาพมีความหมายต่อชีวิตมาก
         "ทำให้ชีวิตของผมมีความรุ่งเรือง รู้จักมองโลกในแง่ดี ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าเรามองโลกแต่ในด้านร้าย ชีวิตก็คงอับจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาชีวิตของคนถ่ายภาพ คือต้องมีความขยัน มีความอดทน อดทนนี่สำคัญที่สุด อดทนที่จะรอเวลาให้เราได้ถ่ายภาพที่ดีที่สุด ใจต้องเย็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ภาพที่ดี ไม่เหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ใช้กล้องดิจิทัล ภาพไม่ดีก็กดลบทิ้ง ถ่ายใหม่ได้ แต่สมัยก่อนต้องใช้ฟิล์ม ซึ่งค่าฟิล์มแพงมาก ถ้าถ่ายออกมาแล้วรูปไม่ดี ก็เปลืองฟิล์ม
         เทคนิคต่างๆในการถ่ายภาพ ผมเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง แล้วต้องดิ้นได้ ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ต้องหามุมถ่ายภาพเป็น น้ำยาในการล้างรูปก็สำคัญ เพราะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของภาพได้ เราต้องเรียนรู้ให้หมดว่าน้ำยาแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ถึงจะได้ภาพที่เราต้องการ"
         ด้วยความมุ่งมั่นอุตสาหะและมีฉันทะต่องาน จิตต์ จงมั่นคง ถึงกับออกปากในวันนี้ว่า เกียรติประวัติสูงสุดสำหรับชีวิตของนักถ่ายภาพธรรมดาๆคนหนึ่งเช่นเขา ก็คือรางวัลภาพชนะเลิศพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
        "รางวัลนี้ทำให้นักถ่ายภาพอย่างผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด ผมได้รับรางวัลชนะเลิศพระราชทาน จากภาพถ่ายชื่อว่า 'เมื่อพายุโหม' ซึ่งเป็นภาพที่ผมส่งเข้าประกวด และต้องแข่งขันกับบรรดานักถ่ายภาพนานาชาติ ปีนั้น ผมจำได้ว่ามีคนส่งภาพเข้าประกวด ๔,๐๐๐ กว่าภาพ ภาพของผมได้รับรางวัลชนะเลิศ รู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิต
         และเมื่อได้รางวัลแห่งความภาคภูมินั้นมาแล้ว เราต้องรักษาให้ดีที่สุด ไม่ควรหลงระเริง"
          นั่นเป็นคำกล่าวช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ)...จิตต์ จงมั่นคง...
          บางครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ ย่อมมีอะไรให้ค้นหาเรียนรู้มากมาย มีใครบางคนเคยกล่าวว่าการเรียนรู้ชีวิต ก็เหมือนกับการเรียนลัด เพราะประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อนที่เคยผ่านทั้งความถูกความผิดมาแล้วอาจจะ เป็นแบบเรียนให้คนรุ่นต่อๆมาได้ศึกษาเรียนรู้โดยที่มิต้องเอาชีวิตไปทดลอง ให้เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป


--------------------------------------------------------------

นายจิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) ปี 2538 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ด้วยโรคหัวใจและปอดติดเชื้อ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 7 เมษายน ที่โรงพยาบาลศิริราช รวมอายุได้ 87 ปี โดยทางญาติจะนำศพนายจิตต์ไปไว้ที่วัดธาตุทอง กำหนดสวดอภิธรรมศพ ตั้งแต่วันที่ 8-10 เม.ย. ณ ศาลา 3 วัดธาตุทอง เวลา 19.00 น. และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 11 เม.ย. เวลา 19.00 น.