แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ destination แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ destination แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

โตเกียวจิน ความสุขรายวันของคนคลานช้า

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:สายฝน ทากาโอกะ



อาทิตย์ที่แล้ว ก่อนได้ยินข่าวที่ทำให้ไม่สบายใจไปอีกหลายวัน ฉันกำลังเพลินกับ "โตเกียวจิน ความสุขรายวันของคนคลานช้า" แล้วก็กำลังนึกรักคนเขียน สายฝน ทากาโอกะ ซึ่งไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นนาน 20 ปีแล้ว เริ่มต้นที่เกียวโต แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่เมืองใหญ่ที่แสนจะวุ่นวายอย่างโตเกียว

ครึ่งชีวิตในญี่ปุ่น เธอเติบโตจากการเป็นนักเรียน ผ่านช่วงวุ่นๆ ของการเป็นพนักงานบริษัทกราฟิกดีไซน์ ชีิวิตที่รีบเร่งกับการแข่งขันจนกลายเป็นนิสัย เมื่อเจ้าตัวนึกได้จึงลองปรับสปีดมาคลานช้าๆ เหมือนหอยทากที่ลูกชายเก็บมาเลี้ยงบ้าง

การเดินช้าทำให้สายฝนได้ชื่นชมกับวิวสองข้างทางที่ไม่เคยสังเกตเห็นจากสปีดของรถด่วน เธอค้นพบสถานที่สุดพิเศษส่วนตัว อาจไม่ใช่สถานที่ที่ใครๆ รู้จัก แต่ก็อบอุ่น และมีเสน่ห์เหลือหลาย จากนั้น ด้วยความสามารถในการเล่า เธอก็ถ่ายทอดความทรงจำแสนงามของสถานที่และฤดูกาลต่างๆ ในโตเกียวเป็นภาพถ่าย ภาพวาด และถ้อยคำ ให้เราได้สัมผัสถึงอย่างแสนจะอิ่มเอมและอิจฉา

อดไม่ได้ที่จะนึกอยากมีโอกาสไปคลานช้าๆ ที่โตเกียวแบบสายฝน คลานไปอย่างประณีต ทำความรู้จักกับโตเกียวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ปล่อยให้มีรายละเอียดอื่นใดหลุดรอดสายตา และได้ไปเยี่ยมเยือนมุมพิเศษของเธอสักครั้ง ....แต่โตเกียวและญี่ปุ่นคงจะเปลี่ยนไปจากที่สายฝนเล่าตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในบ่ายวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554 แล้วกระมัง

ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
แค่อยากให้ซากุระบานไวๆ จะได้เป็นกำลังใจให้คนญี่ปุ่นลุกขึ้นสู้ชีวิตใหม่อีกครั้งในเร็ววันนี้



หมายเหตุ:
-ระหว่างอ่าน "โตเกียวจินฯ" สายฝน ทากาโอกะ ทำให้ฉันนึกถึง "จักรวาลในสวนดอกไม้" งานเขียนถึงต้นไม้ใบหญ้าของ คำ ผกา ในอวตารของ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต (http://mandymois.multiply.com/reviews/item/134) อวตารที่ฉันรักมาก แต่เชื่อไหม ตอนนี้ฉันรัก สายฝน (และอยากได้พี่สาวแบบนี้) ยิ่งกว่ารักฮิมิโตะฯ เสียอีก
-เป็นผู้หญิงเต็มตัวนี่ช่างมีเสน่ห์ น่าหลงใหลเสียจริง
-ประทับใจมากกับเรื่องราวของช้าง ฮานาโกะซัง (ตอนนี้เรียกน้ำตาได้เลย)
-ก่อนอ่าน ฉันไม่เคยนึกรักเมืองโตเกียวอะไรนัก แต่อ่านแล้วอยากเห็นต้นแปะก๊วยสีทองเต็มเมืองโตเกียวจัง
-อยากไปชมดอกไม้ไฟที่เรนโบว์ บริดจ์ ด้วยซี
-ดังโหงะ ดังโหงะ อยากกินดังโหงะ โมจิอุ่นๆ อยากสูดโซบะในวันข้ามปี อยากทำการ์ดอวยพรปีใหม่
-ถ้าจะให้ไปอยู่ญี่ปุ่น ฉันไปนะ ไม่กลัว
-มีความเห็นว่าปกหนังสือเล่มนี้ไม่สวยเท่ารูปข้างในนะ



วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บุญมีแต่กรรมบัง



งามจับตา





22 ธันวาคม 2552

เหมือนๆ ว่าบุญจะมี แต่กรรมมันบัง
เคยอาศัยเชียงใหม่เป็นบ้านเป็นอู่เป็นสิบปี
จนย้ายจากไปจะครบยี่สิบปีแล้ว กลับมาแอ่วบ้านเพื่อน (เรียกอย่างนี้ถูกต้องมากกว่า "มาเที่ยวเชียงใหม่) ในปีนี้ กรรมที่บังตาอยู่เหมือนจะจางไป เลยได้ก้าวเข้าวัดพระสิงห์เป็นครั้งแรกในชีวิต

สายวันอังคารธรรมดาๆ นั้่น แดดอุ่นของฤดูหนาว จับอยู่ที่วิหารลายคำหลังน้อย
ที่นี่ช่างเป็นสถานที่ที่งดงาม
สมกับถูกสร้างโดยศรัทธาของสล่าผู้ช่างชาญฉลาด ประณีตในการตกแต่งภายใน เพียรพยายามในการวาดเรื่องเขียนลาย บันทึกวันเวลาบางเสี้ยวลงไปบนฝาผนัง

ยังมีสิ่งหนึ่งที่จับตาฉัน คืออัจฉริยภาพในการออกแบบแสง

พระพุทธสิหิงค์งามจับตา

ได้กราบแล้วมีความรู้สึกว่ามีผู้คุ้มครอง

ออกจากวิหารลายคำเลยกล้าโทรไปคุยธุระสำคัญที่จดๆ จ้องๆ มานาน
ว่าจะโทรดีไม่โทรดี
โทรเมื่อไหร่ดี แล้วพูดยังไงถึงจะดี
พูดยังไงให้จบดีๆ




กราบพระพุทธสิหิงค์แล้วกล้าหาญอย่างนั้นกระมัง

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Travel + Leisure Southeast Asia

http://www.TravelandLeisureAsia.com

(ข่าวฝาก)

สิ้นปีนี้ ถ้าคิดจะเที่ยวทั้งในประเทศและประเทศอื่นๆใน Southeast Asia รวมทั้งฮ่องกง มาเก๊า คลิ๊กเข้ามาดูข้อมูลโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ สปาและช้อปปิ้ง รวมทั้งค้นหาและจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมและแพคแกจท่องเที่ยวได้ด้วยนะคะ หรือใครไปเที่ยวมาแล้ว อยากจะแชร์ประสบการณ์ก็เข้ามาเขียนบล็อกท่องเที่ยวได้ (ภาษาอังกฤษนะคะ) ที่ http://blog.travelandleisureasia.com ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรก็เข้ามาคอมเมนท์และคุยกับคนอื่นๆในบล็อกได้นะคะ


อ้อ... ถ้าหากสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ตอนนี้ก็จะมีโอกาสได้ลุ้นรางวัลเป็นตัวเครื่องบินชั้นธุรกิจและที่พักระดับ 5 ดาวฟรี ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มีตั๋วไปเชียงใหม่วันนี้

Start:     Dec 17, '09
Location:     หัวลำโพง-เชียงใหม่

ยังไม่ได้แพลนว่าจะไปกี่วัน
กลับวันไหน
ไปไหนบ้าง
จะไปคนเดียวหรือมีคนไปด้วย

แต่คิดว่าจะไปแน่ๆ
(คิดถึงเชียงใหม่ ปีนี้ยังไม่ได้ไปเรย-เปนปายด้ายยางงาย?)


หมายเหตุ ตั๋วมันเลื่อนมาจากช่วงวันหยุด 23 ตุลาน่ะนะ
(ตื่นเต้นว่ะ)

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อัปสราแห่งนครวัด





ขอรวมรูปเหล่าอัปสราผู้น่ารักไว้สักอัลบั้ม

อัปสราเป็นนางฟ้าที่ถือกำเนิดขึ้นจากกวนเกษียรสมุทร (กวนเสร็จแล้วมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นทั้งหมด ๗ อย่าง อัปสราเป็นหนึ่งในนั้น)

พวกเธอแต่ละนาง (องค์? ตน? คน?) ที่ประดับฝาผนังปราสาทนครวัดอยู่มีคาแรกเตอร์ต่างกันไป
มีเสน่ห์น่าทำความรู้จัก สนใจและหลงใหลต่างกันไปตามจินตนาการของช่างผู้แกะสลักหิน

น่ามีเวลานานๆ ค่อยเดินพินิจเสน่ห์ฺของพวกนางไป

ไปเสียมเรียบคราวนี้ สนุก และมีความสุข
ส่วนหนึ่งก็เพราะได้ไปเห็นอัปสราใกล้ๆ นี่แหละ

Just to see Angkor (not ready to die-single!)



เอจังฝากเยี่ยมต้นหมาก





บ่ายวันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

ในที่สุดก็ได้เห็น Angkor Wat กับตา

นี่คือ ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๖๕๖-๑๖๙๓) เพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุหรือพระนารายณ์ เพราะตะแกนับถือลัทธิไวษณพนิกาย (แถมเชื่อว่าตัวเองเป็นอวตารของพระวิษณุอีก)

นามแท้จริงของปราสาทจารึกไว้ว่า "พระพิษณุโลก" หรือ "วิษณุโลก" ส่วนชื่อ นครวัด นี่ เขามาติ๊ต่างเรียกกันภายหลัง

เรื่องวัตถุประสงค์ในการสร้างปราสาทหลังนี้ยังเป็นที่คลุมเครือ คือบางหลายคนก็เชื่อว่านี่เป็นการสร้างสุสานของพระองค์เอง (เหตุหนึ่งเพราะปราสาทหันหน้าไปทางตะวันตก อีกเหตุตรงกลางของปรางค์องค์กลางที่สูงที่สุด มันเหมือนมีแท่สำหรับตั้งศพ ใต้นั้นบรรจุทราย มีการคาดเดาว่าทรายมีไว้สำหรับรับน้ำเหลืองจากศพ ไม่ให้ไหลเลอะเทอะนั่นเอง-แต่อันนี้ก็ไม่ได้เข้าไปเห็นกะสองตาหรอกนะ แค่เดินรอบๆ ก็มืดแล้ว)

คือเมื่อตาย ก็เอาศพมาไว้ที่นี่ แล้วก็จะได้กลายเป็นพระวิษณุไปจริงๆ อะไรอย่างนั้น

(ในช่วงชีวิตของสุริยวรมันที่ ๒ พระองค์ยังคลั่งสร้างอีกหลายปราสาท-สมัยนั้นอาจดูบ้าและโหด กับการเกณฑ์แรงงานคนมาขนหิน มายกหิน มาแกะสลักหิน แต่คิดๆ ดูก็เหมือนท่านลงทุนทำไว้ให้รุ่นหลังๆ-ไม่รู้เป็นลูกหลานหรือเปล่าหรอก-ได้เก็บดอกเก็บผลกิน ต่างชาติอย่างเราจะเข้าไปดูเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่ได้หรอก ต้องจ่ายคนละ ๒๐ ดอลลาร์ต่อวันเสียก่อน)


เป็นอะไรที่ใหญ่โตมโหฬารมากมาย ลองคิดดู ปราสาทหลังนี้ (โปรดหาลิงค์ใน Google Earth ดูเอานะ) สร้างขึ้นในสมัยที่ยังไม่มีรถแบ็คโฮ ไม่มีแม้แต่รถอีแต๋นสำหรับขนหิน ไม่มีเครนยกหิน อะไรทำให้มนุษย์เป็นพัน ใช้เวลาจำนวนมากในชีวิตมาขนหิน จากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง นั่งตอกแซะหินทุกวันให้กลายป็นลวดลายละเอียดลออ เป็นนางอัปสรายิ้มพริ้มพราย

แค่แรงศรัทธาในเทพเท่านั้นหรือ?

ตามรอย Angelina Jolie ที่ปราสาทตาพรม



น่ารัก-น่าเอ็นดู

ถ้าหาเงินได้เท่าโจลี่ ก็จะชวนมาอยู่ด้วยหรอก






ก่อนเที่ยงวันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

จากปราสาทบายอน เราขึ้นรถตรงมายังปราสาทตาพรม
Location หนัง Tomb Raider (2001) ที่ Angelina Jolie เล่นเป็น Lara Croft

(แบร่บว่าไม่เคยดูกะเค้า เลยไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นตรงไหน)

ปราสาทตาพรม (ชื่อจริงๆ ตามจารึกว่า "ราชวิเหียร" (ราชวิหาร) แต่เรียกกันอย่างนี้ี้ตามชื่อของตาพรม คนเฝ้าปราสาทสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาสำรวจ เป็นปราสาทที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ คนสร้างปราสาทบายอนสร้างอุทิศถวายให้พระนางชัยราชจุฑามณี (แล้วสร้างปราสาทพระขรรค์ให้พ่อ) ในปี พ.ศ. ๑๗๒๙ ที่นี่เคยมีเทวรูปรูปนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งตามคติทางมหายานแล้วถือเป็นเทพีแห่งสติปัญญาประดิษฐานอยู่ใจกลางปราสาทด้วย

แล้วตอนนี้เทวรูปนี่อยู่ไหนหรอ
...ก็ฝรั่งเศสไงจ๊ะ



วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รอยยิ้มแห่งบายอน






วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

เพิ่งได้ฤกษ์ไปเที่ยวปราสาทหิน หลังจากที่มาถึงเสียมเรียบได้สองวันกว่า
เช้านี้จะได้ไปบายอนก่อน ไกด์(=ที) บอกให้ทำเวลา จะได้ไปตาพรมอีกที่ก่อนกลับไปกินเที่ยงที่โรงแรม พักหน่อยนึง แล้วพอบ่ายก็ค่อยออกมาชมปรา่สาทนครวัดกัน

เขาจัดเวลาอย่างนี้ เพราะว่าปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ก็มันถูกสร้างเป็นที่ตั้งศพ)
ต้องไปชมตอนเย็น ตอนที่แสงสุดท้ายของวันจับส่องปราสาท มีท้องฟ้าสีครามบนส้มเป็นฉากหลังจึงจะงาม (แต่ฉันได้ไปหลังปราสาททางทิศตะวันออกในอีกวันรุ่งขึ้นด้วยนะเออ)

ปราสาทบายอน สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งสร้างปราสาทนี้ขึ้นในนครธม หรือนครหลวง ที่ท่านปกครองอยู่ หลังจากที่ขับไล่พวกจามที่มายึดครองนครออกไปได้ ในปี พ.ศ. ๑๗๒๔ (๘๒๘ ปีก่อน)

บายอนถูกสร้างให้เป็นเสมือนภูเขาศูนย์กลางจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุ เป็นปราสาทแห่งเดียวที่ไม่มีกำแพง แต่ใช้กำแพงร่วมกับกำแพงเมืองนครธม (เท่ากับมีพื้นที่ใหญ่ม้ากกก-ก็เมืองนครธมมีพื้นที่ตั้ง ๙ ตารางกิโลเมตร )

พรมพักตร์แห่งบายอน หรือที่เราเห็นเป็นหินสลักรูปใบหน้ามนุษย์ทั้ง ๔ ทิศรอบองค์ปรางค์ ซึ่งเชื่อว่า แต่เดิมมีอยู่ทั้งสิ้น ๕๔ ปรางค์นั้น (คนไทย)สัญนิษฐานกันว่าเป็นรูปใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (แบบว่าพระองค์ทรงถือว่าตัวเองเป็น "พุทธราชา" หรือเป็นเสมือนปางอวตารปางหนึ่งของพระโพธิสัตว์ในความเชื่อของทางมหายานนั่นเอง)

และที่ต้องให้มีใบหน้าถึง (๕๔ ยอด x ๔ด้าน=) ๒๑๖ พระพักตร์ (!!!) มองไปทั่วทิศในนครธมนั้น ก็เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ประมาณว่าท่านคอยดูอยู่ ท่านจะช่วยคุ้มครองดูแล ปัดเป่าทุกข์ภัยให้นั่นเอง

ฉันว่ายิ้มของพระโพธิสัตว์นั้น เย็นชื่นใจดีทีเดียว
สบตากับท่านคราใด อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ตอบไปบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไปเขมรทำไม?



รูปนี้ครายถ่ายหว่า?
ป๊อปมั๊ง?

เอนกำลังสวยเลย ว่ามะ?

เสื้อตัวนี้ไม่ได้หิ้วกลับมาเอง
แต่เป็นของฝากสดๆ จากพี่หมี ที่เพิ่งไปหลวงพระบางเป็นครั้งแรก
แล้วกลับมาบอกว่าชอบฮานอยมากกว่าหลวงพระบาง

(ชิส์)

ถ่ายก่อนทางออกปราสาทตราพรม
ระยะนี้ถ่ายแล้วไม่อ้วน เริ่ดมั่กส์






๒๓-๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒

ฉันมีโอกาสไปเสียมเรียบทางรถยนต์
บนถนนสาย ๖ โฉมใหม่ อันแสนจะราบเรียบ
หลายคนคงสงสััย ว่าฉันไปทำอะไร

อัลบั้มนี้สำหรับตอบคำำถามของบางคนที่สงสัยแล้วกัน

ว่า ฉันไปเขมรทำไม





หมายเหตุ: ขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยถ่ายรูปให้
ไป ๔ วัน ได้รูปมา ๕-๖ ร้อยรูป มีรูปตัวเอง (ที่ดีๆ)ไม่มากเรย T-T
(แต่มีรูปพอร์เทรตคนอื่นที่ดีๆ มาเพียบเลยนะ ขอบอก)

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ถนนสู่เสียมเรียบ



ทีบอกว่าที่นั่งบนหลังคาอัตราถูก
เห็นปิ๊กอัพคันนึง บรรทุกคนมาอย่างล้น แถมยังมีึคนนั่งแม้แต่บนหลังคาส่วนของเก่งคนขับด้วยอะ



ศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒

ภาพบางส่วน บนถนนจากงามวงศ์วาน สู่เสียมเรียบ
กัมพูชา




๖ รูปแรกเป็นรูปจากมือถือ

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สวัสดีจากเสียมเรียบ




คิดถึงกันบ้างหรือเปล่า?




เสาร์ 24 ตุลาคม 2552

คิดถึงมัลติพลายเหมือนกัน
เมื่อคืนวาน ไป บาเคง บาร์เขมร ก็สนุกดี
วันนี้ไม่ออกไปไหนแล้ว (ป้าเหนื่อย)
เลยแว้บมาอัพรูป+คลิปให้ดูกัน

เผื่อจะได้รู้จักและเข้าใจคนเขมรมากขึ้นด้วย
(โชคดีที่หาวิธีเปลี่ยนภาษาได้แล้ว และยังพอจำได้ ว่าตัวอาราย อยู่ตรงหนาย)




วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ตามไปดู...

Start:     Oct 23, '09
End:     Oct 26, '09
Location:     โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ต, เสียมเรียบ


...ว่าพี่เหลียง (แก้จากหลิว) ซ่อนอะไรไว้ระหว่างซอกหิน ที่ปราสาทนครธม
...นมอัปสรา
...ช็อปปิ้งของบ้านบ้านในตลาดท้องถิ่นเขมร
...รีวิวโรงแรม

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

ญี่ปุ่นเดือนมีนา

Start:     Mar 12, '10
End:     Mar 21, '10
Location:     สุวรรณภูมิ-โอซาก้า-สุวรรณภูมิ

เดิมจะไปฮิโรชิม่ากับบางกอกแอร์เวย์ส
ไปๆ มาๆ จะได้ไปโอซาก้ากับการบินไทยแทน

เค้าว่ายังเหลืออยู่ 10 องศา
แต่บางเค้าว่าดอกบ๊วยจะบาน
เค้าเองก็หวังได้เห็นซากุระ (บ้าง)


must
-sento
-Kyoto
-maiko
-ryokan (จะมีปัญญาไหม?)
-Tokyo Tower
-udon เส้นสด
-sashimi ของแท้
-เหล้าบ๊วยและสาเก
-ดอกบ๊วยและซากุระ
-Yubari Melon Steamcake
-อื่นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มีข่าวดีมาบอก (เฉพาะคนสนิทและชิดใกล้)






บอกไว้ก่อนว่างานนี้ไม่ได้มีเอี่ยวกับสยามพารากอน บางกอกแอร์เวยส์ ซิตี้แบงค์ หรือเคทีซี แค่มาบอกข่าวดีๆ แพ็คเกจเดินทางถูกๆ สำหรับคนสนิทและชิดใกล้
(เพราะเคยรู้สึกผิดที่รู้แล้วไม่บอก)

ระหว่างวันที่ ๑๗- ๒๖ กรกฎาคมนี้ (๑๐ วัน) สยามพารากอนจัดงาน The Ultimate Dream Destination มีแพ็คเกจรีสอร์ตและโรงแรมหรูๆ ขายถูกๆ มากมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ในงานนี้บางกอกแอร์เวย์ปล่อยโพรดักทส์สุดเจ๋งชื่อว่า Flyer Pass ออกมาด้วย

อันว่า Flyer Pass นี้ เป็นบัตรโดยสารแบบ prepaid ซึ่งก็เหมือนโทรศัพท์ระบบเติมเงิน คือจ่ายเงินซื้อบัตรก่อน แล้วค่อยบินทีหลัง โดยเค้าจัดเส้นทางการบินของเค้าไว้ ๔ กลุ่ม เรียกตามกลุ่มเป็น Fun, Fusion, Fancy และ Freedom (ไม่ต้องสนใจก็ได้แค่ลูกเล่นทางการตลาด) ซึ่งเพื่อนๆ สามารถดูได้ว่าแต่ละกลุ่มมีเส้นทางไหนบ้างจากรูปที่ ๒ ที่ก๊อปมา

บัตร Flyer Pass ๑ ชุด จะมีบัตรโดยสารแบบเที่ยวเดียวทั้งหมด ๔ ใบ แต่ละใบมีเลขรหัสที่เราต้องขูดถึงจะเห็นเลข เหมือนตอนเติมเงิน สำหรับใช้กรอกเวลาจะจองเที่ยวบิน นั่นแปลว่า ใน Flyer Pass ๑ ชุด เราจะเดินทางขาเดียวพร้อมกัน ๔ คนก็ได้ โดยแต่ละคนใช้รหัสในการจองตั๋วคนละเลข ตามหลังแต่เลขหลังบัตรที่ได้มา

หรือจะซื้อไว้ใช้คนเดียว สำหรับเดินทางไปกลับสมุย แล้วขายต่อให้เพื่อนที่จะไปย่างกุ้งสำหรับเดินทางไปกลับอีก ๑ เที่ยวก็ได้

ทั้งในบัตรโดยสาร Flyer Pass ที่ซื้อตั้งแต่วันนี้ จะใช้สำรองเที่ยวบินเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคมปีนี้ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ปีหน้า (๑ ปีพอดีนะ)

ประเด็นที่ต้องบอกรีบคาบข่าวมาบอกคือ แม้บัตรโดยสาร Flyer Pass นี้จะวางขายตั้งแต่บัตรนี้เป็นต้นไป หาซื้อได้ที่สนง. ของบางกอกแอร์ แต่ว่าเฉพาะในงาน The Ultimate Dream Destination ที่พารากอน (๑๗-๒๖ กรกฎาคมนี้) เค้าจะให้ส่วนลดอีก ๒๐%

และถ้าซื้อด้วยบัตรซิตี้แบงค์หรือเคทีซีบางกอกแอร์เวยส์ ก็จะได้ลดเพิ่มอีก ๕%
ราคาสุทธิเหลือเท่าไหร่บาทดูได้จากรูปที่ ๓
ถ้าอยากทราบราคาตั๋วไป-กลับ ใช้ ๒ หาร
แต่ถ้าอยากทราบว่าบินเที่ยวละกี่บาทก็หาร ๔
ผลที่ได้คือราคาตั๋วที่ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มแล้ว มันรวมค่าธรรมเนียมน้ำมัน ประกันวินาศภัย และภาษีสนามบินแล้ว ยกเว้นแค่ตั๋วไปพนมเปญ เสียมราฐ และย่างกุ้ง ที่ต้องไปจ่ายที่สนามบินปลายทาง

การจองเที่ยวบินแต่ละครั้งสามารถเลื่อนได้ ๓ ครั้ง ฟรี แต่ครั้งที่ ๔ เป็นต้นไปจะเสียครั้งละ ๕๐๐ บาทสำหรับเส้นทางในประเทศ และ ๑๐๐๐ บาทสำหรับเส้นทางต่างประเทศ

ส่วนถ้าจะเปลี่ยนชื่อผู้โดยสาร จะเสียค่าธรรมเนียม ๕๐๐ บาทสำหรับเส้นทางในประเทศ และ ๑๐๐๐ บาทสำหรับเส้นทางต่างประเทศ


ข้อสังเกต:
-สำหรับเส้นทางสมุย ปกรณ์ ซึ่งเดินทางสมุย-กรุงเทพ-สมุย เป็นประจำ พบว่าราคาในบัตรโดยสาร Flyer Pass นี้ ถูกกว่าตั๋วแพ็คเกจถูกที่ตัวเองบินอยู่ คือไป-กลับ ไม่ถึงห้าพันบาท ที่ถูกสุดที่เคยบินคือ ห้าพันบาท
-แต่ปกรณ์กังวลเล็กน้อยว่าแต่ละเที่ยวบินจะมีโควตาสำหรับบัตรโดยสาร Flyer Pass มากพอสำหรับจองตั๋วได้โดยสะดวกไหม ก็เลยถามพนักงานขายที่เคาน์เตอร์แล้ว น้องเค้าบอกว่า สำรองไว้มากขึ้น อยู่ที่ประมาณ ๒๐ % ของที่นั่งในแต่ละเที่ยวบิน
-ลองคิดแล้วถ้าซื้อได้ในราคาที่ถูกที่สุด (คือซื้อในงาน ด้วยบัตรเครดิตที่เขาระบุ) ตั๋วไป-กลับ หลวงพระบางของ Flyer Pass ยังแพงกว่าที่ตัวเองซื้อได้แบบฟลุคๆ เมื่อต้นปี คือคิดเป็นไป-กลับ ๗,๓๑๐ บาท แต่ตอนนั้นซื้อได้ ๖,๘๐๐ บาท
-พนักงานขายเรคคอมเมนด์ว่าราคาตั๋วไปฮิโรชิมาในแพ็คเกจ Flyer Freedom หรือคิดเป็นไป-กลับต่อคนแค่ ๑๑,๐๒๐ บาทนั้น น่าสนใจมากๆ ราคาปกติแพงกว่านี้เป็นเท่าตัว
-ใครไม่มีบัตรเครดิตที่เขาระบุ แต่อยากได้ส่วนลดแบบสุดๆละก้อ จะให้เราซื้อให้ก็ได้นะ แต่ว่าช่วยเอาตังค์มาให้เราเลย เราไม่ลำบากอะไร ดีใจเสียอีก ได้แต้ม ส่วนเพื่อนๆ ที่ได้ตั๋วราคาประหยัด เราก็ดีใจด้วย
-การลงทุนซื้อตั๋วเป็นความเสี่ยง ถ้าซื้อแล้วหาวันว่างไปไม่ได้ หรือว่าซื้อแล้วสำรองที่นั่งลำบาก อย่ามาด่าเรา

ป.ล. เราไม่ได้รับอาสาใครไปทั่วหรอกนะ ไม่ได้อารีขนาดนั้น
ใครสงสัยอยากถามเพิ่มเติม โทรมาถามได้ ทุกคนมีเบอร์เราอยู่แล้ว




วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จากมะละกาถึงบาหลี ในนามของพระเจ้าและพริกไทย

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Travel
Author:สมพงษ์ งามแสงรัตน์


ประสบปัญหาเล็กน้อยตอนจะเขียนรีวิว
คือมันต้องเลือกว่าหนังสือเล่มนี้อยู่หมวดไหน

คือ..ไม่ใช่ history แม้จะเล่าประวัติศาสตร์
..ยังไม่ใช่ art & photography แม้จะนำเสนอเรื่องราวของศิลปะ มีภาพสเก็ตช์สวยๆ ประกอบเรื่อง พร้อมด้วยภาพถ่ายสบายตา
..ไม่ใช่ literature & fiction แม้จะเขียนด้วยสำนวนแบบมีท่วงที มีอารมณ์ เหน็บแนมอย่างมีศิลปะ เล่าเรื่องยากๆ ซับซ้อนได้อย่างสนุึก..เพราะว่านี่มันไม่ใช่เรื่องแต่ง
..ไม่ใช่ outdoors & nature แม้จะเล่าถึงเรื่องเอาต์ดอร์ และธรรมชาติ
ทั้งยังไม่ใช่ religion & spirituality อีก แม้จะเล่าถึงความเชื่อ และรายงานศาสนาเปรียบเทียบ โยงมาอธิบายว่าทำไมคนที่เห็น จึงเป็นแบบที่เห็น

ก๊อเลยต้องจัดให้อยู่ในหมวด travel

แต่ถึงกระนั้นนี่ก็ไม่ใช่คู่มือท่องเที่ยว ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องบอกว่าเป็น “สารคดีท่องเที่ยว” ซึ่งไม่ได้เอาข้อมูลการเดินทางมาแผ่ซะเยอะเหมือนกะจะให้คนอ่านสะกดรอยตามไปถูก แต่เป็นการนำข้อมูลแบบ non-fiction หรือข้อเท็จจริงมานำเสนอในรูปแบบที่เป็นตัวของคนเขียนเอง

สมพงษ์ งามแสงรัตน์ เริ่มต้นเรื่องใต้ต้นมะละกาหรือมะขามป้อม (ความรู้ใหม่) แล้วพาเราไหลลื่นไปกับเรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนาน ตัดสลับมารายงานสภาพบ้านเรือนจริงๆ ที่ได้พบเห็น ทั้งในรูปแบบของถ้อยคำ ภาพถ่าย แล้วก็ภาพสเก็ตช์ฝีมือสถาปนิก

จากมาเลเซีย เขาพาลัดล่องไปตาม เรื่อยไปตามหมู่เกาะใหญ่น้อยของอินโดนีเซียจนถึงบาหลี เล่าแบบคนมีพื้นความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม ด้วยข้อมูลที่สะสมตามประสบการณ์ชีวิต (แกอายุราว ๔๗) ด้วยสำบัดสำนวนเหนือชั้นในการถ่ายทอดความคิดความเห็นส่วนตัว รวมทั้งบทวิพากษ์เปรียบเทียบบ้านเขา-บ้านเรา ประสบการณ์มันๆ จากการเดินทางคนเดียว เดินท่อมๆ บ้าง นั่งชิลล์บ้าง ติดดินแบบลูกผู้ชาย แต่ก็ไม่ยอมทนกับความลำบากมากนัก
(จะทนนั่งรถบัสวิ่งด้วยความเร็ว ๒๐ กม./ชม. หยุดขายของกันทุกป้ายไปทำไม ในเมื่อจองตั๋วแอร์เอเชียพันกว่าบาทเอง)

อ่านแล้วรู้สึกสนุก พานให้อยากเปิดเว็บ จองตั๋ว แล้วบินตามรอยเขาไปในทันที

(แทนที่จะดูตารางงานก่อนนะคนเรา)

เปิดหนังสือเหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้างจริงๆ




บันทึก:
• อ่านเรื่องนี้แล้วสนุกดี เที่ยวมาเล อินโด แต่ได้เข้าใจไทย จีน สเปน โปรตุเกส และอังกฤษด้วย
• อ่านไปอ่านมาก็ให้รู้สึกสงสารอินโดนีเซียไม่น้อย
• ผลงานก่อนหน้านี้ของสมพงษ์มี จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน, ใต้เสื่อตาตามิ, หนึ่งวงในตงง้วน, หริทวาร ประตูสู่พระเจ้า, ลอยไปในกังตั๋ง
• คิดว่าต้องหา “ใต้เสื่อตาตามิ” มาอ่านเป็นเล่มต่อไป
• ถ้าอยากอ่านบ้าง โปรดรออีกแป๊บนึง ปลายเดือนนี้อมรินทร์จะจัด อมรินทร์บุ๊คแฟร์ ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์ แม่ทะเลบอกมา
• แต่ถ้าอยากสนับสนุนระบบร้านหนังสือไทย ก็แต่งตัวออกจากบ้านเลย เล่มนี้อิฉันซื้อจากซีเอ็ด



วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ใส่บาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบาง



แม่หญิงเมืองหลวง ๒ นาง
กะนักท่องเที่ยว ๒ คน

(สงสัยมาปักหลักผิดจุด)


เช้าวันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ย้ายที่พักมาย่านบ้านเจ็กตั้งแต่วันก่อนหน้า เพราะตั้งใจว่าอีกวันจะตื่นเช้า
อยากดูชาวเมืองหลวงพระบางใส่บาตรข้าวเหนียว
คิดว่าจะเป็นภาพอลังการสวยงามเหมือนในภาพถ่าย
แต่ทัศนะของเราก็เป็นทัศนะของเรา ไม่ใช่ของคนอืน
เพราะ

๑.นี่มันหน้าฝน ไม่ใช่หน้าหนาวนะยะ
๒.ชาวเมืองหลวงฯ ไม่รู้ไปไหนกันหมด
๓.อะเมซิ่งเล็กน้อยกับแม่ค้าขายชุดใส่บาตร
๔.ไม่จำเป็นต้องรีบจนแต่งตัวไม่สวยขนาดนี้เลยนิน้า

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรดาร์แมว : เหมียวสมุย



เจ้าจิ๋วเอ๊ย...โตขึ้นเป็นเด็กดีนะแก
แล้วถ้าได้กลับไปจะไปเยี่ยมนะ



เกาะสมุยครั้งที่ ๒ ของปี
ไม่คิดว่าจะได้เจอเหมียว (หมายังมีไม่กี่ตัวเอง)
แต่อีตอนเค้าพาไปไหว้พระใหญ่ เสร็จแล้วเดินดูของเล่นๆ
ได้เจอเจ้าหนูตัวนี้
เจ้าของร้านเล่าว่ามันตกลงมาจากหลังคา แล้วเค้าก็เลี้ยงไว้
ชื่อไรจำไม่ได้แล้ว

มันเป็นแมวตาสีฟ้าแหละ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ไปสมุยครั้งที่ ๒

Start:     May 29, '09
End:     May 31, '09
Location:     เกาะสมุย ไทยแลนด์


ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว



(อย่าอิจฉา)

(แต่รู้อะไรไหม)
(จะได้ไปดูหินตาหินยายด้วยนะ)
(อิ อิ)

French Colonial Style





ไปเที่ยวหลวงพระบาง ๔ วัน
ได้ภาพเมืองและตึกรามหลวงพระบางมาได้นิดหน่อย

อย่างที่รู้ๆ ลาวเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
แล้วหลวงพระบางก็เคยเป็นเมืองหลวงของลาว
อาคารบ้านเรือนเก่าๆ ส่วนหนึ่งของหลวงพระบางจึงเลยถูกก่อร่างสร้างขึ้นตามความนิยมและธรรมเนียมของเจ้าอาณานิคม

อาคารส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่่ทำให้หลวงพระบางได้รับการคัดเลือกใ้ห้เป็นเมืองมรดกโลก