วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
เพิ่งได้ฤกษ์ไปเที่ยวปราสาทหิน หลังจากที่มาถึงเสียมเรียบได้สองวันกว่า
เช้านี้จะได้ไปบายอนก่อน ไกด์(=ที) บอกให้ทำเวลา จะได้ไปตาพรมอีกที่ก่อนกลับไปกินเที่ยงที่โรงแรม พักหน่อยนึง แล้วพอบ่ายก็ค่อยออกมาชมปรา่สาทนครวัดกัน
เขาจัดเวลาอย่างนี้ เพราะว่าปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ก็มันถูกสร้างเป็นที่ตั้งศพ)
ต้องไปชมตอนเย็น ตอนที่แสงสุดท้ายของวันจับส่องปราสาท มีท้องฟ้าสีครามบนส้มเป็นฉากหลังจึงจะงาม (แต่ฉันได้ไปหลังปราสาททางทิศตะวันออกในอีกวันรุ่งขึ้นด้วยนะเออ)
ปราสาทบายอน สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งสร้างปราสาทนี้ขึ้นในนครธม หรือนครหลวง ที่ท่านปกครองอยู่ หลังจากที่ขับไล่พวกจามที่มายึดครองนครออกไปได้ ในปี พ.ศ. ๑๗๒๔ (๘๒๘ ปีก่อน)
บายอนถูกสร้างให้เป็นเสมือนภูเขาศูนย์กลางจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุ เป็นปราสาทแห่งเดียวที่ไม่มีกำแพง แต่ใช้กำแพงร่วมกับกำแพงเมืองนครธม (เท่ากับมีพื้นที่ใหญ่ม้ากกก-ก็เมืองนครธมมีพื้นที่ตั้ง ๙ ตารางกิโลเมตร )
พรมพักตร์แห่งบายอน หรือที่เราเห็นเป็นหินสลักรูปใบหน้ามนุษย์ทั้ง ๔ ทิศรอบองค์ปรางค์ ซึ่งเชื่อว่า แต่เดิมมีอยู่ทั้งสิ้น ๕๔ ปรางค์นั้น (คนไทย)สัญนิษฐานกันว่าเป็นรูปใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (แบบว่าพระองค์ทรงถือว่าตัวเองเป็น "พุทธราชา" หรือเป็นเสมือนปางอวตารปางหนึ่งของพระโพธิสัตว์ในความเชื่อของทางมหายานนั่นเอง)
และที่ต้องให้มีใบหน้าถึง (๕๔ ยอด x ๔ด้าน=) ๒๑๖ พระพักตร์ (!!!) มองไปทั่วทิศในนครธมนั้น ก็เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ประมาณว่าท่านคอยดูอยู่ ท่านจะช่วยคุ้มครองดูแล ปัดเป่าทุกข์ภัยให้นั่นเอง
ฉันว่ายิ้มของพระโพธิสัตว์นั้น เย็นชื่นใจดีทีเดียว
สบตากับท่านคราใด อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ตอบไปบ้าง