แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพระบาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพระบาง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สัพเพเหระเกี่ยวกับหลวงพระบาง






หมดแล้วฮะ รูปหลวงพระบาง
ดูไหวก็ดูกันไปนะฮะ


พาหนะในเมืองหลวง



รถจัมโบ้พาไปน้ำตกตาดกวางสี



รวมรูปเก็บตกพาหนะในเมืองหลวงพระบาง
ไปมาเมื่อวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไหว้พระวัดเชียงทอง



จันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒
..ฝนตก



เราปั่นจักรยานไปวัดเชียงทองกันในวันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒

หลังจากที่ได้เช่าจักรยานตอนสายๆ ปั่นไปตามหาร้านประชานิยม (แต่ไม่เจอ เพราะไม่คิดว่ามันจะเรียบง่ายอย่างนั้น) แล้วก็เลียบโขงไป ตัดเข้าซอยเล็กๆ ผ่านร้านทำเครื่องเงิน แล้วก็ไปโผล่ร้าน Joma (ขนมอร่อย) แวะไปรษณีย์ (แสตมป์ไม่พอ ต้องกลับมาตอนบ่าย) เลาะริมคาน ไปปากคาน แวะทักทายกับแมวขาว (ความจริงคือตัวมอม-บนวัดพระธาตุดอยสุเทพก็มี แต่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย) แล้วก็ไปแวะกินข้าวซอยหน้าวัดแสนสุขาราม

แล้วอิฉันก็กลับมาเขียนโปสการ์ดแล้วนอน (ก็ฝนตกนิฮะ) สองคนนั้นไปปั่นกันต่อ เห็นว่าออกไปทางชานเมือง พอเขากลับมาก็พากันไปไปรษณีย์ โหมซื้อแสตมป์จนต้องแลกตังค์เพิ่ม ฝนปรอยๆ แวะกินไอติมลูกตาล แล้วก็ไปต่อที่วัดเชียงทอง

อากาศไม่แจ่ม ฝนตกๆ หยุดๆ เพราะไม่ยอมอ่านไกด์บุ๊คมาก่อน ก็เลยเหมือนตาบอดคลำช้าง (ยังไงฟระ)
แวะเข้าโรงเมี้ยนโกศก่อน (เป็นโกศพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์นั่นเอง ถึงได้ใหญ่นัก) เพลินชมงานแกะสลักที่บานประตูและหน้าต่าง รู้เลยว่าต้องเป็นรามเกียรติ์ เพราะว่าเห็นทศกัณฐ์ ผู้หญิงสวยๆ ที่เดาว่าเป็นสีดา และหนุมาน (ไกด์บุ๊คบอกตอนสีดาลุยไฟ)

จากนั้นก็เก็บรูปสิม (โบสถ์) เท่าที่รู้สิมวัดเชียงทองเป็นสิมแบบล้านช้างที่สมบูรณ์ที่สุดในหลวงพระบาง (เพราะไม่ถูกเผาเหมือนวัดอื่นๆ) ดำเนินไปหลังสิม ก็พบกับลายต้นทอง หรือต้นงิ้ว ซึ่งตะก่อนนี้มีมากในย่านนี้ (น่าจะเป็นที่มาของชื่อวัด “เชียงทอง”) เป็นต้นงิ้วที่งาม ไม่น่ากลัวเลยนะฮะ

จากนั้น วนกรก็เรียกให้ดูแมวคราวตัวหนึ่งซึ่งนอนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่บนหอพระที่ปิดประตูไว้ ที่หลังสิมนั้น
(มารู้ที่หลังว่าพระในหอคือพระม่าน พระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางที่ใครมาแล้วก็ควรมาไหว้-ใครมาหลวงพระบางก็ควรมาไหว้ และใครอยากมีลูกก็ให้มาขอกับพระม่านนี้แล) ทว่า อิฉันเอาแต่หลบฝนและแกล้งแมว (ดังที่คงได้เห็นกันไปแล้ว) จึงพลาดการไหว้พระม่านไปทั้งๆ ที่นั่งอยู่หน้าหอตั้งเป็นนาน

จากนั้นพอฝนบางก็ดำเนินไปไหว้พระประธานในสิม สมควรแก่เวลาแล้วจึงพากันกลับ

(สมค่าเข้าคนละ ๒๐.๐๐๐ กีบไหมเนี่ย???)

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ใส่บาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบาง



แม่หญิงเมืองหลวง ๒ นาง
กะนักท่องเที่ยว ๒ คน

(สงสัยมาปักหลักผิดจุด)


เช้าวันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ย้ายที่พักมาย่านบ้านเจ็กตั้งแต่วันก่อนหน้า เพราะตั้งใจว่าอีกวันจะตื่นเช้า
อยากดูชาวเมืองหลวงพระบางใส่บาตรข้าวเหนียว
คิดว่าจะเป็นภาพอลังการสวยงามเหมือนในภาพถ่าย
แต่ทัศนะของเราก็เป็นทัศนะของเรา ไม่ใช่ของคนอืน
เพราะ

๑.นี่มันหน้าฝน ไม่ใช่หน้าหนาวนะยะ
๒.ชาวเมืองหลวงฯ ไม่รู้ไปไหนกันหมด
๓.อะเมซิ่งเล็กน้อยกับแม่ค้าขายชุดใส่บาตร
๔.ไม่จำเป็นต้องรีบจนแต่งตัวไม่สวยขนาดนี้เลยนิน้า

เรื่องหมาหมา : น้องหมาเมืองหลวงฯ






รวมรูปหมามั่ง
มีนิดหน่อยเองฮะ

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรดาร์แมว : แมวเมืองหลวงฯ



ติดอยู่กะมัีนนานเพราะฝนตก




รวมรสรูปเหมียวหลวงพระบาง
จะเห็นว่าพวกมันไม่ใคร่จะมีอนามัยนดีกันเท่าไหร่
น่าฉงฉาน และไม่ค่อยกล้าเล่นด้วยมากนัก

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ลับเฉพาะคนรู้จัย : เสมือนเป็นเซเลบฯ




อัลบั้มลับเฉพาะคนรู้จัยเวอร์ชั่นนี้เก็บตกจากทริปหลวงพระบางเมื่อ ๑๗-๒๐ พฤษภาคมที่ผ่านมา
ถ่ายภาพโดยปกรณ์ ซึ่งไม่รู้มันเป็นอะไรของมัน ถ่ายเรามาซะเยอะ
ไม่รุเพราะไม่มีอะไรจะถ่าย หรือถ่ายมันให้หมดก็ไม่รุ

พอมาดูรูปพวกนี้แล้วรู้สึกเหมือนเป็นเซเลบริตี้โดนปาปารัสซี่แอบถ่าย
...ขำดีเว้ย

ป.ล. ห้ามแซวว่าอ้วน กลม ดำ หน้ามัน บลา-บลา-บลา
เพราะว่ารู้ตัวทั้งหมดนั่นแล้วละฮะ


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ขึ้นภูสี






ภูสีเป็นภูเขาเล็กๆ สูงประมาณ ๑๐๐ เมตร ตั้งอยู่ตรงตำแหน่งใจกลางเมืองหลวงพระบาง บนยอดประดิษฐานพระธาตุจอมพูสี ซึ่งเป็นพระธาตุองค์ที่สำคัญที่สุดของเมืองหลวงพระบาง
เมื่อเวลาใกล้มาถึงหลวงพระบางแ้ล้ว (สมมตินะ สมัยก่อนเค้าจะมากันทางน้ำ) ได้เห็นพระธาตุแต่ไกลก็ดีใจได้ว่า จะถึงหลวงพระบางแล้ว

เค้าว่ากันว่า มาหลวงพระบาง ถ้าไม่ได้ขึ้นภูสี ก็เหมือนมาไม่ถึงหลวงพระบาง..นะจ๊ะ

(พลาดหลายอย่าง แต่เหมือนว่าเรายังไปถึงหลวงพระบางนะ)

เราขึ้นภูสีกันเย็นวันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒
หลังจากนั่งรถ (บางคนหลับ) ไปน่ำตกตาดกวงสีในตอนเช้า
กลับมาสลบเหมือน แล้วตื่นไปไปชิลล์ริมน้ำคานตอนบ่าย

ลงจากภูสีแล้วเราไปต่อร้านพิซซ่า
กินไคแกล้มเบียร์ลาว (อร่อยจังงังงัง)

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

French Colonial Style





ไปเที่ยวหลวงพระบาง ๔ วัน
ได้ภาพเมืองและตึกรามหลวงพระบางมาได้นิดหน่อย

อย่างที่รู้ๆ ลาวเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
แล้วหลวงพระบางก็เคยเป็นเมืองหลวงของลาว
อาคารบ้านเรือนเก่าๆ ส่วนหนึ่งของหลวงพระบางจึงเลยถูกก่อร่างสร้างขึ้นตามความนิยมและธรรมเนียมของเจ้าอาณานิคม

อาคารส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่่ทำให้หลวงพระบางได้รับการคัดเลือกใ้ห้เป็นเมืองมรดกโลก

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โรงเรียนของเราน่าอยู่



อาคารทรงเฟรนช์โคโลเนียลนะยะ




โรงเรียนในหลวงพระบางดูไม่หรูหรา แต่น่าสบาย
แม้ไม่มีสนามบอลกว้างใหญ่ แต่เด็กๆ ก็ยังดูสนุกสนาน

ยูนิฟอร์มสวยอีกตะหาก

สอดแนมโรงเรียนมาได้ 3 ระดับทีเดียว

เที่ยวน้ำตกวันฝนฉ่ำ



ค่าเข้าคนละ ๒๐.๐๐๐ กีบ (ราว ๘๐ บาท)
น้ำตกแม่สาบ้านเราเก็บตังค์ฝรั่งกี่บาทเนี่ย



ตอนถึงหลวงพระบางแล้วเราเริ่มคุยกันว่าพรุ่งนี้จะไปไหน ทำไรกันดี
(ไม่ได้เตรียมอะไรไปจริงจริ๊ง-ให้ตาย)
(อิฉันน่ะ ตั้งใจจะไปชิลล์ ประมาณว่านอนกระดิกเท้าอ่านหนังสือด้วยซ้ำ)

ปกรณ์ยืนกรานว่าเราน่าจะซื้อเดย์ฺทริป ไปน้ำตก ไม่ก็ไปเรือ



งืม
งืม
งืม

เห็นพี่แกหาข้อมูลโดยการคุยกับคนขับรถจัมโบ้แถวหน้าที่พักคนแล้วคนเล่าก็เกิดเห็นใจ
ไปก็ไปวะ

(เขาเลือกไปน้ำตกกันเพราะว่าไม่สนใจจะดูคนปั้นโอ่งปั้นไหตรงจุดที่เรือจะพาไปพัก
แถมยังบอกว่าถ้ำติ่งไม่น่าสนใจอีก-ไอ้เรากลับคิดว่าไปทางนั้นมันน่าตื่นเต้นออก แต่เอาวะ เพื่อสวัสดิภาพ และสิริมงคลของการเดินทาง ว่าไงก็ว่าตามกัน)

เราไปน้ำตกตาดกวางซีกันวันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม
เช้านี้ฟ้าอึมครึม พออาบน้ำ เดินไปกินเฝอ ย้ายเรือนพัก ขึ้นรถ...แล้วก็ได้เรื่องเลย
ฝนลง

ฝนลงตลอดทางไปจนถึงน้ำตก
..สวยและเย็นฉ่ำดีจัง
แต่ลื่นชะมัด


ป.ล.
-ทางไปน้ำตกนี่ ปลายฝนต้นหนาวคงสวยสุดๆ
-น่าขี่จักรยาน
-(แต่ถ้าให้ขี่เฟสสันละก้อ ขอนอนอยู่เรือนพักดีก่า)
-กวางซี (หนังสือคู่มือนำเที่ยวหลวงพระบางของศรัณย์ บุญประเสริฐ บอกว่า) หมายถึงกวางหนุ่มที่เขาเพิ่งงอกเป็นปีแรก
-(เพิ่งเห็นว่าสารคดีปรูฟผิดอีตรงนี้เอง)
-เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าอยากไปเยี่ยมหลุมศพ อองรี มูโอต์ นี่หว่า (ลืมเฉยเลย)
-(ตกลงมีกี่อย่างแล้วที่พลาด ไหว้พระม่าน/ไหว้พระธาตุหมากโม/บ้านผานม/กำไลเงินวงนั้น/อองรี มูโอต์)



(เฮ้ออออออ)

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เที่ยวหลวงพระบางกับทัวร์นกขมิ้น



เมื่อคืนไม่มีทีวี



เสาร์ที่ ๑๗-อาทิตย์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ไปหลวงพระบาง ได้นอนที่นั่น ๓ คืน ก็ล่อไป ๓ เรือนพัก
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เริ่มจาก วิลล่าน้ำเหนือ อยากเห็นว่ารุ่นพี่ทำวิลล่าออกมายังไง
(ไม่ยักเหมือนรูปที่เห็นๆ มาแฮะ)
แล้วก็อยากทำสปาที่นี่ด้วย (แต่ก็ไม่ได้ทำแฮะ)
มาถึงก็บอกรถตรงไปที่วิลล่าน้ำเหนือเลย
เก็บของเสร็จว่าจะรอถามคนรู้จักว่าจะเริ่มยังไงดี คนรู้จักก็ไม่ว่าง
ไม่อยากเสียเวลารอ ก็เลยมั่วออกมาเตร่สำรวจเมืองกันเอง
แล้วก็เข้าไปดูเรือนพักสำหรับคืนต่อไปอีก ๒-๓ แห่ง
จ่ายวิลล่าน้ำเหนือสำหรับห้องพัก Old Wing สำหรับ ๓ คน ไปเป็นเงิน ๒๕๕.๐๐๐ กีบ หรือราว ๑,๐๔๐ บาท

ปกรณ์เลือกพักย่านบ้านเจ็ก ที่เรือนพักทะนะบูน เพื่อที่ว่าเช้ารุ่งขึ้นเราจะได้ดูเขาใส่บาตรข้าวเหนียวกัน
ตะแรกกะเล่นเน็ตให้เปรม (ข้างล่างเป็นร้านเน็ต+ราคาเน็ตที่หลวงพระบางถูกมั่กๆ) แต่ทว่า เจ้าของเรือนพักพาเมียไปตรวจสุขภาพที่เมืองไทย เลยอดเล่นเน็ตที่นี่
จ่ายค่าที่พักที่เรือนพักทะนะบูนไป ๒๕๐.๐๐๐ กีบ หรือราว ๑,๐๑๒ บาท

เรือนพักในคืนที่สาม ได้มาโดยบังเอิญ เพราะตอนแรกกะพักที่สายน้ำคาน ซึ่งตกลงราคาไว้แล้วว่า ห้อง River View พักสามคน ได้ราคา ๓๐ เหรียญ ไม่รวมอาหารเช้า ซึ่งเราก้อไม่มายด์ เห็นว่าเรือนพักสวย แล้วจะได้แวะมาดูวิวริมน้ำคานง่ายๆ

พอจะย้ายไปพัก พนักงานที่นั่นดันเสียงแข็ง บอกว่า ๓๐ เหรียญ เป็นไปไม่ได้

เออ เป็นไปไม่ได้ก็เป็นไปไม่ได้
เลยเดินออกไปถามเรือนพักติดกัน ได้ความว่าคืนละ ๓๕๐ บาท (บาทนะ) แต่เอิ่ม..ยังไม่ตัดสินใจ เดินไปเรือนพักติดกันอีกอันนึง ที่นี่ทั้งใหม่และสวย ไม่คิดว่าจะได้ ๓๐ เหรียญ
ดูห้องแล้วชอบใจมาก เป็นทวินเบด (หมายถึงมีเตียงเดี่ยว ๒ เตียง) และพื้นที่ไพศาลสำหรับคนที่สาม มีแอร์ โทรทัศน์ (น้ำเหนือไม่มีโทรทัศน์) เหมือนที่อื่นไม่พอ ที่เรือนโสภานี่ยังมีตู้เย็นด้วย!!!

ภาพเราสามคนจิบเบียร์ลาวเย็นๆ นั่งกระดิกเท้าดูละครค่ำจากไทยแลนด์ผุดขึ้นมาพลัน
มองหน้ากันแล้วพนักหน้าหงึกๆ เอามันที่นี่แหละ

ที่ไหนได้ พอกลับลงมาเจอคุณลุง คุณลุงถาม คุณน้าให้เท่าไหร่
คุณน้าให้ ๓๐ เหรียญ
ไม่ด้ายยยยยยย คุณลุงร้อง
(-___-)
คิดแค่ ๒๗ เหรียญเท่านั้น (ราว ๙๔๕ บาท)
เลยจ่ายลงไปเลย ๑,๐๐๐ บาท ไม่ต้องทอน

สบายใจ



ชีวิตริมโขง-คาน




..โดยบังเอิญ

๑๘-๐๕
๑๗.๔๘




อาทิตย์ที่ ๑๗-พุธที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ไปเที่ยวหลวงพระบาง เมืองชัยภูมิดี ตรงที่น้ำคานไหลมาสบกับน้ำโขงหลายวันอยู่
พบว่าแม่น้ำสองสายนี่มีเสน่ห์น่าหลงใหลจริงๆ
ทั้งๆ ที่ถ่ายรูปไม่เท่าไหร่ แต่กลับได้ภาพสวยจนน่าแปลกใจมาหลายภาพ

ถ่ายด้วยกล้อง ๒ ตัว
ขอ'นุยาดเรียงรูปตามเวลาที่ถ่ายนะฮะ



วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรดาร์แมว : แมวดำที่น้ำตก



แง๊ว...
พวกเราก็หิวนะ


แมวดำสองสามตัว
มานัวเนียอยู่ใต้ะอาหารที่น้ำตกตาดกวางซี

ตลาดเช้าเมืองหลวง




อังคารที่ ๑๙ และพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มีโอกาสเดินชม (ซื้อของนิดหน่อย) ในตลาดเช้าหลวงพระบาง

อยากรู้ว่าประเทศชาติบ้านเมืองไหนเค้ากินอยู่กันอย่างไร ก็ต้องไปสอดแนมที่ตลาดเช้านี่แหละฮะ ของสดๆ ผักเอย ปลาเอย เนื้อเอย เขาจะนัดกันมาขายในตอนนี้

มีของหลายอย่างที่ exactly the same กับบ้านเรา
บางอย่างเหมือนที่มีขายในกาดโก้งโค้งตามบานนอกทางเหนือๆ (ก็เค้าติดต่อกันมานานแล้ว)

แต่กับของบางอย่าง ต้องบอกเลยละฮะ ว่าแปลกตาเหลือเกิน

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ของว่างเมืองหลวงพระบาง



ที่ตู้แช่ เรือนพักทะนะบูน

จะเป็นชาม้านาว คาลปิโก โออิชิ น้ำอัดลม นม โอวัลติน มีหมดนะฮะ

สิ่งที่ไม่เห็นคือ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง



รวมรูปสารพันอาหารและเครื่องดื่มนอกมื้อหลัก

อยู่เมืองไทยดื่มอะไร ใช้ชีวิตยังไง
ดูเหมือนเราจะได้ใช้ชีวิตไม่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิมนัก ที่หลวงพระบาง
แม้ยังไม่มีสตาร์บั๊คส์และ 7-11 (ขอไว้สักที่ได้ไหม?)
แต่หลวงพระบางยังมีขนมหลายอย่าง ของหลายสิ่ง เราเกือบไม่ได้พบเห็นแล้ว ในชีวิตประจำวันที่บางกอก

การมี(เกือบ)ทุกอย่างให้เสพ..ไม่รู้เป็นเรื่องดี หรือมันแค่ต้องเป็นอย่างนี้..ไปตามวิถีโลก


อย่างไรก็ตาม หลวงพระบางที่ได้เห็นก็เป็นอย่างนี้แหละ




มื้อเย็นที่หลวงพระบาง



เบียร์ลาวสด แค่ยืมแก้วคาร์ลสเบิร์กมาใส่น่ะฮะ

มันอร่อยเพราะรสนุ่มกว่าเบียร์ขวดกระมัง
วันแรกดวดกันแล้วคนละป๋อง รู้สึกจะขมไป

ที่วันนี้รู้สึกว่ารสชาติดีมากๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราเพิ่งลงจากพูสีด้วยกระมังฮะ?


มื้อเย็นวันที่สาม (เบียร์ ๑ เหยือก เพราะแค่นี้ก็มีคนเมาแล้ว) เป็นเงิน ๑๑๕.๐๐๐ กีบ ถูกกว่าเมื่อวานอีกนะฮะ




เช้ากินอะไร เย็นกินอะไรก็เห็นไปแล้ว
ต่อไปก็มาดูกันว่าตอนเย็นเรากินอะไร




หมายเหตุ อัลบั้มอันเนื่องด้วยการกินยังไม่จบ
ยังมีของว่างและขนมเมืองหลวงรอนำเสนอในตอนต่อๆ ไป ฮะ



วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กินกลางวันที่หลวงพระบาง



เป็นตำบักหุ่งส่วนผสมน้อย ไม่ใส่ปู ใส่ถั่ว ไม่เผ็ด แต่อร่อยมากๆ รสชาติลงตัว

กลิ่นหอมน้ำปู๋ (ใครไม่รู้จักถามเอ๋)
ไม่แน่ใจว่าใส่ปลาแดกไหม
ได้แต่กลิ่นน้ำปู๋


ตอนนี้ตรงกับมื้อเที่ยงพอดี
งั้นเอารูปอาหารกลางวันที่เรากินกันมาไปชมละกันนะ พี่น้อง

อาหารเช้าที่หลวงพระบาง



แผงนี้อยู่ข้างร้านกาแฟประชานิยม
แต่ขอบอกว่ารสชาติข้าวจี่ร้านนี้สู้คุณน้องในตลาดวันก่อนหน้านี้ไม่ได้

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบกินหมูหยองในแซนด์วิชฮะ

ข้าวจี่ร้านนี้ี่ ๒ ชิ้น เป็นเงิน ๒๐.๐๐๐ กีบ หรือประมาณ ๘๐ บาท แพงซะด้วย


ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑๗-พุธที่ ๒๐ เป็นเวลา ๓ เช้า ที่เราอยู่ในหลวงพระบาง
ได้กินอาหารเช้าไม่ซ้ำสไตล์
อาหารเมืองหลวงพระบางมีความละม้ายคล้ายคลึงกับอาหารไทยๆ ที่เรากินกัน
คือกินข้าวเหมือนกัน ปรุงรสด้วยพริก แต่ไม่เผ็ดจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล ใช้ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำต้มกระดูกหมู (เท่าที่สังเกต ท่าทางคนหลวงพระบางจะชอบซอสพริก-จากบ้านเรา-เอามากๆ) มีการใช้กระเทียมบ้าง (แต่ไม่ถึงกับใช้ยันเตเหมือนอาหารไทย)
คราวนี้ไม่เจออาหารเผ็ดจนปวดท้อง แล้วก็ไม่ได้ใส่ผงชูรสมากจนลิ้นปร่าอย่างที่นึกๆ ไว้

ได้พบเจอแต่อาหารอร่อยถูกปาก ถูกสตางค์ ทริปนี้จึงจัดว่าเป็นทริปที่มีโชคทางการกินอีกทริปหนึ่ง
^_^

จัดให้ชมอาหารเช้าก่อนละกันฮะ

เรดาร์แมว : ทักทายแมวขาวใหญ่-ริมโขง



นั่งหลบแดดอยู่ตัวเดียว




จันทร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒

วันที่สองในหลวงพระบาง
เราเช่าจักรยานขี่ชมเมืองกัน ตอนเที่ยงๆ ร้อนมาก ฝนก็จะตก
ปั่นเลียบแม่น้ำคาน มาอ้อมปากคาน (=จุดที่แม่น้ำคานไหลออกแม่น้ำโขง) จากนั้นถนนสายนี้ก็กลายเป็นเลียบโขงไป

ก่อนจะปั่นเรื่อยเฉื่อยผ่านไป ก็ต้องหยุดหน้าวัดเชียงทอง
ทักทายกับแมวขาวใหญ่ทั้ง ๔ ตนนี้ซะก่อน

ช่างเป็นแมวที่หน้าตาน่ารักจริงๆ
^_^