แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ onceinalifetime แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ onceinalifetime แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วม







น้ำท่วม
ดีกว่า
ฝนแล้ง?



(ตลาดนัดมิตรภาพจมน้ำก่อนวันเลือกตั้ง)

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทรงกลด






พระอาทิตย์
ทรงกลด
ตอนสาย



(นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เงยหน้ามองฟ้า เห็นพระอาทิตย์ทรงกลด, 9.49 น. 19 กรกฎาคม 2554)

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลงเงา






จันทร์ที่ 20- อังคารที่ 21 มิถุนายน 2554

กลางฤดูฝน แต่บางทีมีแดดจัด
ถ้ามัวแต่หยีตาก็จะมองไม่เห็นเงางามๆ ของกิ่งไม้ใบหญ้า

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สีของท้องฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม







ท้องฟ้าด้านทิศตะวันตก เวลาเย็นๆ
ริมหาดบากันเตียง เกาะลันตา ทะเลอันดามัน

ตามหามรกตนคร



(คาดว่าใกล้ถึงกระบี่แล้ว)





จันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2554

บินไปตามหามรกตนคร



วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ดอกไม้ริมทาง





อังคารที่ 24 พฤษภาคม 2554

พอจะมีความสุขขึ้นมาบ้าง
เลยหยิบโทรศัพท์ออกมาเก็บภาพดอกไม้ริมทางระหว่างไปทำงาน

อย่าเพิ่งติว่ารูปไม่สวย แต่โปรดมองให้ลึกถึงจิตวิญญาณในการสู้ชีวิตอันแสนพิสุทธิ์ของพืชบนดาวเคราะห์โลกเหล่านี้

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตกระจิ๊ดริดเดียว





พฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2554

เหาะหนีหนาวจากบางกอก
มองลงมาข้างล่าง
เห็นชีวิตมีขนาดกระจิ๊ดเดีัยว

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วันท้องฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม



เช้านี้เห็นเมฆก้อนใหญ่มาก
แต่ละมุมของก้อนเมฆก็สวยมาก



เท่าที่สังเกตดู แต่ละวันของเดือนในปี
แสงสี ท้องฟ้า และกลิ่นของอากาศไม่เคยเหมือนกัน
อย่างตอนนี้เข้าเดือนกันยายน ฟ้ายังฉ่ำฝน แต่แดดเริ่มเฉียง สาดเข้าระเบียงห้องที่หันหน้าไปทางใต้แล้ว
และจะค่อยๆ ก้าวเข้ามาเรื่อยๆ จนเรียกว่าสาดเข้ามาอย่างเต็มที่ในตอนสายเมื่อเข้าเวลาหน้าหนาวแบบเต็มๆ

ท้องฟ้า องศาของแดด ลม และกลิ่นของอากาศเป็นสิ่งที่ฉันสนใจ
บางทีที่เห็นแล้วชอบใจก็อยากจะถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด แต่ก่อนนี้ไม่ได้ทำ
หลังจากโหลด Application กล้องถ่ายรูปมาเล่นแล้วก็ติดใจ มันไม่ได้ช่วยให้ถ่ายได้ชัด
(เพราะเวอร์ชั่นนี้เป็นของฟรี ไม่สามารถถ่ายเป็นไฟล์ใหญ่โตได้) คิดว่ามันช่วยให้สนุกที่จะเก็บภาพท้องฟ้าขึ้นเยอะเลย

รูปพวกนี้เป็นท้องฟ้าหน้าฝน 10 วันแรกของเดือนกันยายน 2553
ต่อไป แสงสีของท้องห้าและการเรียงตัวของเมฆก็คงจะเปลี่ยนไปจากนี้
ไว้จะคอยดูและเก็บภาพมาฝากกันใหม่


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ทานตะวันทรยศ



รูปนี้จำไม่ได้ว่าเลือกโหมดอะไร
Vignette มั้ง ช่วงนี้ปลื้มอยู่



นอกจากความทรยศ
ดิฉันยังนำความตอแหลมาเสนอด้วย

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จันทร์กระจ่างกลางเวหา



พระจันทร์คืนวันที่ ๑๕ มิย เกือบกลม แต่ยังไม่กลม

กระนั้นยังงามเด่นจนแมวยังต้องมอง






ขอกลอนปลากรอบหน่อยฮะ


วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ฟ้าสีฟ้า



ในบริเวณแถบโซนร้อนจะอยู่ที่ความสูง 6,000 - 18,000 เมตร (20,000 - 60,000 ฟุต) ขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมีสีขาวหรือเทาอ่อน และเกิดขึ้นใน Stable air เป็นเมฆซึ่งไม่ทำให้เกิดฝน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง และมี Turbulence ด้วย

ในรูปนี่น่าจะเป็น เมฆเซอโรสคิวมูลัส(Cirrocumulus Cloud) มีลักษณะเป็นปอยบางๆ สีขาว หรือคล้ายขนแกะหรือปุยนุ่น



อยากถามว่าคนสีอะไร?


(อาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2553)

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนโตเกียว






17-19 มีนาคม 2553


ไปเหยียบโตเกียวแค่ 2 วันเศษ
ยังไม่รู้จักคนที่นั่นดีพอหรอก


รูปเยอะ ส่วนใหญ่จะไม่สวย แต่อยากเล่าให้เห็น
เชิญชมตามสบาย
โดยไม่ต้องกังวลกับการเขียนรีพลาย

หมายเหตุ:
-เล่าเรื่องด้วยภาพตามลำดับเหตุการณ์
-สีของแต่ละภาพ "จัด" ไม่เท่ากัน เพราะใช้กล้องคนละยี่ห้อ ปรับตั้งไว้ต่างกัน
-ด้วย ความขี้เกียจเป็นยิ่งยวด จึงทำเพียง group มิได้ปรับแต่งให้ภาพมีความสวยงามไปกว่าที่ถ่ายมา รวมทั้งไม่ได้ resize ด้วย (ถึงได้ให้ดูแค่ Network ไง) ผู้ใดประสงค์จะเซฟไฟล์ไปใช้ โปรดบอกให้รู้สักนิด

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

ซากุระบานที่สวนอุเอโนะ



ต้นนี้เป็นอีกบริเวณหนึ่ง
ไม่ได้เห็นใกล้ๆ จึงไม่แน่ใจว่าเป็นซากุระพันธุ์เดียวกับที่หยุดชมพร้อมคุณป้าหรือไม่

แต่สีจัดเหมือนกันเลยนะ ว่าไหม?

พฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2553

แม้จะวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นล่วงหน้านานเป็นปี แต่เพราะตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดที่เราและใครๆ แย่งกันซื้อมา ทำให้การบุ๊ควันเดินทางที่ตรงกับช่วงเวลา blooming ของดอกไม้สีชมพูนาม ซากุระ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

แต่ยังไงก็ตาม การมาถึงใกล้ช่วงเวลาที่เหล่าดอกไม้สีชมพูจะพร้อมใจกันผลิกลีบบอบบาง แล้วเบ่งบานไปทั่้วกิ่งและก้าน ก็ทำให้ได้เห็นของแปลกเหมือนกัน

เราได้เห็นทั้งดอกตูม ที่ค่อยๆ เป่งจนแทบจะปริ แล้วก็ได้เห็นดอกไม้แก่แดดบางต้นที่ไม่ชอบความสามัญ หล่อนจึงขโมยซีน ชิงบานก่อนเพื่อน

ฉันมาถึงโตเกียวในวันพุธ และเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีมาถึง ฉันก็เลือกมาที่นี่ สวนอุเอโนะ สวนสาธารณะใหญ่กลางกรุง ทำเลที่ชาวญี่ปุ่นจะเฉลิมฉลองการผ่านพ้นคืนวันอันทรมานในฤดูหนาว และต้อนรับการมาถึงของความอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิด้วยการธรรมเนียม ฮานะมิ (ฮานะ=ดอกไม้, ในที่นี้คือซากุระ มิ=ชม)

ในระหว่างทิวแถวของต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสีดำ ฉันเห็นต้นไม้ช่วงหนึ่งมีดอกไม้สีชมพูเข้มผลิบานอยู่

แรกเลยไม่แน่ใจว่านั่นเป็นดอกบ๊วย (ume) หรือดอกท้อ (momo) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึง ใกล้เคียงกับซากุระ จนบางทีคนญี่ปุ่นเองก็ยังสับสน ซึ่งมักจะบานก่อนซากุระ จึงลองถามคุณป้าที่แวะชมดอกไม้สีชมพูเข้มอยู่ใกล้ๆ กัน ว่านี่คือดอกไม้อะไรหรือ

คุณป้าบอก "kore wa sakura no hana" พร้อมชี้ไปที่ป้ายที่ห้อยอยู่กับซากุระต้นหนึ่ง

อืมม์ จริงด้วย



ตกลงว่า..เธอก็คือหนึ่งในจำนวนมากมายหลายพันธุ์ของซากุระสินะ
(ว่าแต่ตอนนี้พวกเธอเบ่งบานกันไปถึงไหนแล้วล่ะ?)

Ohayo-Osaka






วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2553
TG 672 พาฉันออกจากความวุ่นวายในบางกอกไปตั้งแต่เวลา 23.50 น.

ไม่ได้จะหนีไปไหนเหมือนคนอื่น แค่ไปเที่ยวตามที่ได้วางแผนมาตั้งแต่ปีก่อน
(ตอนแรกไม่ได้ซื้อตั๋วการบินไทยซะด้วยสิ อิอิ)

มันแปลกดี ที่การบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ บางกอกถึงสนามบินคันไซ โอซาก้า ต้องใช้เวลา 6 ชั่วโมงกว่า

เราออกเดินทางก่อนเที่ยงคืน 10 นาทีเวลาท้องถิ่น แต่ดันถึงปลายทางเวลาตี 5 เวลาท้องถิ่น

ตอนแรก ฉันรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับเวลาที่หายไป 2 ชั่วโมง

แต่ในที่สุดก็ได้มันคืนมา ตอนบินกลับเมืองไทยด้วย TG 623 ในอีก 9 วันต่อมา
เครื่องขึ้นเวลา 11.00 น. เวลาท้องถิ่น และถึงเมืองไทยเวลา 15.30 น. เวลาท้องถิ่น

เป็นอันว่าได้ 2 ชั่วโมงคืนมาตามเดิม

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

แสงสีวันสุริยคราสที่สองฝั่งคลอง






ศุกร์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓
เป็นวันที่มีสุริยุปราคาวงแหวนเวลาประมาณ ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น.
เวลาเดียวกับที่ฉันนัดไปทำงานที่ร้านอาหารวิวสวยชื่อ "สองฝั่งคลอง"
(แต่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านปากเกร็ด) พอดี

ไม่มีอุปกรณ์ปลอดภัย เลยไม่ได้ร่วมสังเกตการณ์สุริยุปราคาวงแหวน
แต่รู้สึกว่าช่วงระหว่างที่มีคราส แสงอาทิตย์ดูแปลกแปร่งไป
แถมน้ำในแม่น้ำยังขึ้น อยู่ในสภาพอืดๆ ไม่ไหลแม้แต่จะเอื่อยๆ
เหมือนน้ำขึ้นตั้งแต่บ่ายสองจนห้าโมงเย็น
ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับสุริยคราสไหม

บังเอิญที่ได้มาทำงานที่นี่เ ในเวลานี้ แล้วก็โชคดีที่ช่วงนี้อากาศเย็นสบาย (สมกับเป็นหน้าหนาว)
บรรยากาศก็เลยดี๊ดี
ถึงไม่ได้นั่งกินเบียร์เหมือนคนอื่น แต่ก็คุ้มกับที่มาไกล




หมายเหตุ
๑. ร้านอาหาร "สองฝั่งคลอง" เป็นอีกหนึ่ง Outlet ของเครือ Buddy ที่คุณอาจจะเคยไปกันแล้วก็มีร้านกินลมชมสะพาน ผับของเขาย่านข้าวสาร
รวมทั้งบัดดี้ที่สมุย (ดูเหมือนจะอยู่หาดละไมชิมิ คนสมุย?)
ที่นี่วิวสวยมากๆ โดยเฉพาะช่วงอากาศดี (ไม่มีฝนและไม่ร้อน) ตกเย็นคนไม่นั่งในร้านเลย ออกมานั่งระเบียงริมแม่น้ำหมด อาหารรสชาติดี สมราคา (ไม่แพงเกินไป) มีเหล้าทุกขนาน (ก็เค้าเครือบัดดี้นะจ๊ะ) เบียร์ก็มีให้เลือกเยอะ แต่ไม่มีอาซาฮี
ตัวร้านสวยตามสไตล์ี้เขา คือทำเป็นอาคารสไตล์โคโลเนียล หลังคาสูง โปร่งสบาย ใช้อิฐเยอะ ใช้ไม้(จริง)ยิ่งเยอะ เหมาะกับการจัดเลี้ยง (ครัวเค้าใหญ่มาก เพื่อการจัดเลี้ยงโดยเฉพาะ)

ร้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยเดียวกับร้านอาหารสวนทิพย์ (ที่ใครๆ ก็รู้จัก)
ลองดูแผนที่ที่นี่ www.songfangklong.com หรือโทร. 02 584 5496-8

๒. ถ่ายรูปมามั่วๆ อีกแล้ว เพราะว่าตัดสินใจไม่ได้ว่าจะถ่ายรูปสีหรือขาวดำดี
แถมถ่ายๆ ไป แบตหมด ต้องใช้มือถือถ่ายต่ออีกต่างหาก

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฉันชอบนั่งรถไฟ




18.34 น.
ท้องฟ้าด้านทิศตะวันตก
จุดใดจุดหนึ่งระหว่างสุราษฎร์ฯ -ชุมพร


(ฉันแปลกใจเสมอ ว่าทะเลอันดามันอยู่ไกลโพ้นออกไปทางทิศตะวันตกจริงๆ น่ะหรือ?)



รถไฟไทยน่ะแย่


อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ใครๆ ก็ยอมรับ ฉันก็ยอมรับ
แต่ฉันก็ชอบนั่งรถไฟ

โดยเฉพาะช่วงหลังจากเหนื่อยๆ ล้าๆ เบื่อๆ อยากไปจากกรุงเทพฯ สักพัก
ฉันจะมีความสุขกับการนั่งรถไฟกลับบ้าน แล้วก็นั่งกลับมากรุงเทพฯ อีกที

ด้วยความเป็นแบบที่ฉันเป็น ทำให้ฉันค่อนข้างจะควบคุมชีวิตตัวเองได้
จัดการมันได้ คาดเดาสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็พอจะได้

แต่ว่า เมื่อฉันอยู่บนรถไฟ อนาคตของฉันจะเป็นยังไง จะถึงบ้านเมื่อไหร่ (ด้วยรถไฟ หรือพาหนะอื่น) จะพบเห็นวิวสองข้างทางต่างจากครั้งที่แล้วยังไง แล้วเพื่อนร่วมโดยสารกับฉัน จะน่ารักหรือน่ากลัว น่ามองหรือน่าเมิน

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันควบคุมไม่ได้

การโดยสารรถไฟแต่ละครั้งสำหรับฉันจึงหมายถึงการผจญภัย การปลอดปล่อยตัวเองจากการควบคุมตัวเอง แล้วก็เป็นการเข้าคอร์สละลายอีโก้ไปพร้อมกัน

แต่ละครั้งที่ก้าวขึ้นรถไฟ ฉันต้องวางความคาดหวังและคาดหมายต่างๆ ลงเสียก่อน
นั่งลงบนเบาะแล้วก็ต้องเปิดใจรับกับสิ่งที่จะได้พบเจอ ตั้งสมาธิเตรียมคิดแก้ไขสถานการณ์ที่รถไฟจะนำไปเจอ
จากนั้นก็ทำใจให้็เพลินกับวิวสองข้างทาง (หลายครั้งไม่ต้องทำใจ)

ที่ฉันชอบนั่งรถไฟ อาจเพราะฉันมีความสุขกับความทรมานกับการไม่รู้อนาคตของตัวเอง
ยิ่งกว่านั้น ฉันชอบนั่งรถไฟคนเดียว เพราะฉันว่าฉันมีความสุขกับการคิดถึงใครๆ มากกว่ามีเขาอยู่ด้วย ข้างๆ กาย

บางทีฉันก็อาจจะแค่ คนเสพติดความเจ็บปวด เป็นโซคิสม์โดดเดี่ยวที่ชอบทำร้ายตัวเองด้วยความทรมานจากการคิดถึงใครๆ ไปตลอดการเดินทาง(อันยาวนาน)บนรถไฟ




วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

เย็นวันฝนไม่ตก



Love is the dawn of marriage,
and marriage is the sunset of love

(ฮา)





อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2552

บนชานชาลา
สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมพงษ์