แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาวโสด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาวโสด แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Kekkon Dekinai Otoko : อยากโสด ใครจะทำไม?

Rating:★★★★★
Category:Other


เลือกซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะเชื่อว่ามันตลก อีกส่วนก็เพราะอยากรู้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึง ‘ไม่สามารถแต่งงาน’

ก็ชื่อ Kekkon Dekinai Otoko (結婚できない男) มันหมายความว่า The Man Who Can't Get Married น่ะสิ

แล้วฉันก็ได้พบคำตอบคล้ายกับที่ตัวเองเคยคิดไว้ว่า เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวมันจะเป็นชีวิตที่แสนสบาย และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ กินอย่างที่อยากกิน อยู่อย่างที่อยากอยู่ ดูหนัง ฟังเพลง แต่งตัวอยู่บ้าน แม้แต่จะจัดบ้านยังไง มีระเบียบหรือไร้ระเบียบแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับใจเราคนเดียว ไม่ต้องคอยห่วงความเป็นอยู่ ความสบาย ความพออกพอใจ และความสุขของคนที่อยู่ด้วย

พระเอกของเรื่องชื่อ คุวาโน่ ชินสุเกะ (Abe Hiroshi) สถาปนิกโสดวัย 40 เป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางการออกแบบที่ชัดเจน ไม่ชอบต่อรอง แม้เขาคนนี้จะทำงานเก่ง แต่ก็มนุษย์สัมพันธ์แย่สุดๆ แถมยังเป็นโอตาคุอ่อนๆ แบบที่ชอบอะไร สนใจอะไรก็จะค้นคว้าจนรู้เยอะ รู้ลึก แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะพูดพรูออกมาโดยไม่เห็นแก่หน้าคนอื่น ทำให้คนอื่นเสียหน้า เป็นที่อับอายอยู่หลายครั้งหลายครา

เขามีความมีความสุขเงียบๆ กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว กลับจากทำงานก็จะแวะร้านเช่าดีวีดี เลือกหนังโอตาคุสักเรื่องสองเรื่อง แวะซื้อของกินเดิมๆ ที่ร้านสะดวกซื้อร้านเดิม (แล้วก็ไม่เคยมีบัตรสะสมแต้มสักที) เดินข้ามสะพานกลับแมนชั่นไฮโซ ปรุงอาหารกินเองบ้างในบางวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ตัวเองชอบกิน แล้วก็กินแบบไม่แคร์สุขภาพหรืออะไรทั้งสิ้น) จากนั้นก็จะรินนมสด ๑ แก้ว มาวางข้างโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าเครื่องเสียงซึ่งเล่นเพลงคลาสสิก ในแนวตามแต่อารมณ์วันนั้น แล้วก็ออกท่าทางราวกำลังคอนดักเพลงนั้น ด้วยอารมณ์ที่แสนจะ ‘อิน’

จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของ มิจิรุ (Kuninaka Ryoko-น้องคนนี้เคยเจอแล้ว ในโฮตารุ) สาวข้างห้องที่กำลังห้าม ‘เคนจัง’ ไม่ให้ทำอะไรบางอย่างทำให้เขาเปลี่ยนเพลง เพิ่มโวลุ่ม กวนประสาทเพื่อนบ้านเล่นซะงั้น ทันใดนั้นผลกรรมที่ได้กระทำไว้ก่อนก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก มิจิรุ ที่โต้ตอบเสียงน่ารำคาญด้วยการทุบ-ถีบผนังห้องยังไงก็ไม่ได้ผล กำลังเดินมากดกริ่งเพื่อบอกให้ช่วยเบาเสียงพอดี เธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตคุวาโน่ไปในที่สุด

ที่โรงพยาบาลของครอบครัวน้องเขย คุวาโน่ได้พบกับ นัตสึมิ (Natsukawa Yui) หมอสาววัยปลายสามสิบที่กำลังเหงาๆ และหวั่นไหวเล็กน้อยสถานภาพ ‘โสด’คุวาโน่เกือบโดนหมอนัตสึมิตรวจประตูหลังในครั้งนั้นแล้วเชียว ถ้าเขาไม่ออกอาการดื้อแพ่งจนหมอระอา

แน่ละมันเป็นเรื่องที่ดูแล้วอารมณ์ดี แต่สาระสำคัญที่ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงไม่ใช่ความพยายามที่จะพ้นไปจากความเป็นโสด การจับผู้ชายหรือผู้หญิงเหมาะๆ ให้ได้ เพื่อที่จะแต่งงาน มีครอบครัว สิ่งที่พูดถึงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่น และความแตกต่างระหว่าง ‘อยากมีความรัก’ กับ ‘อยากแต่งงาน’

สุดท้าย ซีรีส์เรื่องนี้ยังสอนว่า เป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ชอบต่อรองได้ แต่ควรจะอ่อนโยน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะไม่ว่าเราจะพอใจอยู่เป็นโสดหรือแต่งงานมีครอบครัว เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เต็มไปหมด และการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติสุขนั้น อบอุ่น มีชีวิตชีวากว่าอยู่คนเดียวเยอะเลย



บันทึก
• เป็นซีรีส์ที่ให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และภาษาญี่ปุ่นจนน่าปลื้่มใจ
• มีความรู้สึกว่ารับส่งกันได้ดีมากเลย ระหว่างคนเขียนบทกับคนเล่น และผู้กำกับ บทของคุวาโน่ เหมือนเขียนมาให้อาเบะโดยเฉพาะ หรือไม่คนเขียนบทอาจจะเขียนบทแบบนี้ให้อาเบะ ฉันไม่แน่ใจ
• อีกเรื่องที่ทำให้นึกชอบซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกคือ มันเป็นซีรีส์ดูสนุกและมีคุณภาพ โดยไม่ต้องมีภาพหวือหวาของ love scene ไม่ต้องมีนางเอกหรือนางอิจฉาสวยอึ๋มแต่งหน้าเข้ม แต่งตัวเซ็กซี่ ไม่ต้องมีบทสนทนาเผ็ดร้อนรุนแรง มันดูเป็นเรื่องจริงเลยล่ะ ที่แม้จะเป็นสาวโสดที่ไม่สวย ไม่สาว ไม่อึ๋ม ก็พบรักได้ ถ้าเจอคนที่ ‘ใช่’ และเข้ากันได้ (อ๊ะ! ..ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกนะ)
• อีกอย่างหนึ่ง เวลาจะประเมินคุณค่าของเพศตรงข้าม หลักการเก่าๆ ที่เราจะดูเพียงแค่ หน้าตา บุคลิก รสนิยม หน้าที่การงาน รายได้ ฯลฯ เรื่องภายนอกพวกนี้คงเป็นอะไรที่ผิวเผินมาก เพราะคุณค่าที่จริงของคนเรามันอยู่ในชั้นที่ลึกเข้ามาจากเปลือกพวกนั้น
• เราอาจจะคิดไปได้ว่าเขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เขาจะเป็นแบบที่เราคิดหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง
• เคนจังน่ารักมาก ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ปลื้มปั๊กมาก่อน มาดูเรื่องนี้แล้วนึกเอ็นดูมันจัง (ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหมาชอบกินแตงกวา)
• ตาเคนจังกับคุวาโน่เหมือนกันจริงๆ ซะด้วยสิ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

จักรวาลในสวนดอกไม้

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Biographies & Memoirs
Author:ฮิมิโตะ ณ เกียวโต


ใครหรือคือผู้รับฟังยามปรับทุกข์
ฟัง ฟัง ฟังเราพูดพล่ามจนพอใจ
แล้วก็เพียงยิ้มบางๆ โบกลมให้น้ำตาระเหยหาย

เมื่อนัยน์ตาแจ่ม
จึงกระจ่างใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แล้วก็เติบโตขึ้นอีกขั้น



ผู้รับฟังอย่างสงบงามของเธอผู้นี้คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากดอกไม้เล็กใหญ่ ต้นไม้ ใบหญ้าทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ ที่รายล้อมอย่างไม่มีระเบียบในสวนรอบบ้าน

ฮิมิโตะ ณ เกียวโต โปรยเสน่ห์ใส่ฉันอีกครั้งด้วยความเรียงงดงามชุดนี้ งานเขียนซึ่งสะท้อนภาพความเป็นหญิงสาวผู้มีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก มีความอ่อนไหว หญิงสาวธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เป็นสาวพรหมจรรย์เลิศเลอ ไร้มลทิน นางเอก นางมาร เป็นแม่ หรือเมียของใคร เป็นแค่หญิงสาวธรรมดาๆ ที่เจริญวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามประสบการณ์ที่ชีวิตที่ได้สั่งสมมา

แค่มนุษย์เพศหญิงสามัญที่มีพร้อมทั้งกิเลส ตัณหา ความปรารถนา อยากได้ เหมือนกับๆ มนุษย์โลกคนอื่นๆ ทำให้เธอดิ้นรน ค้นหา ไขว่คว้า เพื่อจะได้ครอบครอง แต่กลับได้พบกับความพลาดพลั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า

จะโดยตั้งใจหรือไม่ รับรู้ถึงความสุขทุกข์ของเธอหรือไม่-ไม่รู้ได้ แต่ต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่นรอบตัวพากันแสดงให้เห็นถึงวาระของการเกิด การดับ การต่อสู้ ความพ่ายแพ้ และพยายาม ครั้งแล้วครั้งเล่า

อันเท่ากับสอนให้เธอเข้าใจชีวิต

ความงดงาม ความเจ็บปวด เศร้าสร้อย และทระนงอยู่ในทีของต้นไม้ในสวน ที่ฮิมิโตะฯ เขียนเล่าให้เราอ่าน เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ให้เรารู้ว่า บางที กุญแจไขปริศนาในใจหาได้อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล

แต่อยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้านนี่เอง




บันทึก
• เจ้าของนามปากกา ฮิมิโตะ ณ เกียวโต เป็นคนคนเดียวกับเจ้าของนามปากกา คำ ผกา (เผื่อยังมีคนไม่ทราบ)
• จักรวาลในสวนดอกไม้เป็นการรวมพิมพ์บทความที่เคยตีพิมพ์ใน Image (ถ้าจำไม่ผิด)
• เธอเขียนถึงแม่ได้น่ารัก (อ่านแล้วนึกถึงแม่ตัวเองทันทีเชียว) แต่เขียนถึงหลานสาววัย 4 ขวบได้อย่างที่ทำให้คนอ่านน้ำตาหล่น
• ฉันรักผู้หญิงคนนี้นะ แม้เขาจะเกลียดหมามาก (เพราะมันบุกรุกทำสวนของเธอเลอะเทอะ) ฉันก็รัก
• ฉันชอบเวลาเธอเขียนถึงกิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น ราก ดอก และกลิ่น ที่มักจะนำพาไปสู่ความทรงจำในช่วงต่างๆ ของชีวิต รวมทั้งตอนที่เธอเล่าถึงวิธีปลูกต้นไม้และดูแลสวนตามสัญชาตญาณในแบบเฉพาะของเธอด้วย
• ตอนที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ดอกราตรี และ เจตจำนงของดอกไม้
• อ่านแล้วอยากปลูกบ้าน ปลูกสวนตามใจของตัวเองอย่างนี้บ้าง
• ฉบับที่อ่านพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ ภาพประกอบสวยเชียว (โดยไทยวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์) จัดหน้าได้อ่านง่าย ขนาดรูปเล่มจับถนัดมือ แต่ดูเหมือนปกจะสวยน้อยไปนิด

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นิราศบางลำพู




เหมือนเพิ่งเปิดใช้ได้ไม่นาน

อิ อิ




อาทิตย์ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

ทั้งที่เข้าหน้าหนาวแล้ว แต่อากาศร้อนมาก
จนฉัน ซึ่งตั้งอกตั้งใจจะไปบางลำพูต้องผัดผ่อนตัวเองว่า
เย็นๆ แล้วค่อยออกไปดีไหม

กลายเป็นพอก้าวเท้าออกจากบ้าน ฝนก็ปรอย
อ้อ ร้อนฝนจะตกนี่เอง

ลงจากบีทีเอส ฉันพบว่าท้องฟ้าตรงนี้ครึ้มหม่น
แต่เมฆแหวกให้แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องมาจากทางฝั่งธนฯ
แสงสีช่างสวยงาม

ฉันชื่นชมกับช่วงเวลาน่าแปลกประหลาดนี้เพียงคนเดียว


วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไปเขมรทำไม?



รูปนี้ครายถ่ายหว่า?
ป๊อปมั๊ง?

เอนกำลังสวยเลย ว่ามะ?

เสื้อตัวนี้ไม่ได้หิ้วกลับมาเอง
แต่เป็นของฝากสดๆ จากพี่หมี ที่เพิ่งไปหลวงพระบางเป็นครั้งแรก
แล้วกลับมาบอกว่าชอบฮานอยมากกว่าหลวงพระบาง

(ชิส์)

ถ่ายก่อนทางออกปราสาทตราพรม
ระยะนี้ถ่ายแล้วไม่อ้วน เริ่ดมั่กส์






๒๓-๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒

ฉันมีโอกาสไปเสียมเรียบทางรถยนต์
บนถนนสาย ๖ โฉมใหม่ อันแสนจะราบเรียบ
หลายคนคงสงสััย ว่าฉันไปทำอะไร

อัลบั้มนี้สำหรับตอบคำำถามของบางคนที่สงสัยแล้วกัน

ว่า ฉันไปเขมรทำไม





หมายเหตุ: ขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยถ่ายรูปให้
ไป ๔ วัน ได้รูปมา ๕-๖ ร้อยรูป มีรูปตัวเอง (ที่ดีๆ)ไม่มากเรย T-T
(แต่มีรูปพอร์เทรตคนอื่นที่ดีๆ มาเพียบเลยนะ ขอบอก)

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

...ให้มันได้อย่างนี้สิ









"...ไปนั่งเล่นที่ห้องได้ป่าว?"
ผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งถาม

อิฉันหันขวับ ตอบทันควัน
"ไม่ได้หรอก มันรกมาก"












ทำไม๊... ทำไม คนถามคำถามนี้ต้องเป็นเกย์ด้วย???

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แสนสะเทือนใจ : หรือทำได้แค่อยู่กับปัจจุบันขณะ?




โอซา แวง เปิดใจเลิกกับ ปีเตอร์มา 2 เดือน ย้ำชัดข่าว พอลล่า เป็นมือที่สามแค่เรื่องโปรโมท ปิดปากไม่ตอบฝ่ายชายมีคนใหม่

รัก กันหวานชื่น เป็นที่อิจฉาของใครต่อใคร แต่แล้วรักที่ดูเหมือนว่าไปรุ่ง ระหว่างนักร้องหนุ่ม ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และนางแบบสาวลูกครึ่งสิงคโปร์-สวีเดน โอซา แวง ก็กลับล้มพับไปซะแล้ว งานนี้ฝ่ายหญิงเลยขอมาเปิดใจในรายการ “ไนน์ เอ็นเตอร์เทน” ให้มันรู้กันไป

“เราเลิกกันไป เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ด้วยความที่ทั้งสองคนโตขึ้น เริ่มมีความคิดต่างกัน ความต้องการในความสัมพันธ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งโอซาก็ยอมรับ ว่ามีหลายอย่างที่โอซาต้องการ แต่เตอร์ไม่สามารถทำให้ได้ การตัดสินใจเลิกกัน มันค่อนข้างยาก แต่เมื่อชีวิตต้องเดินต่อไป ยังมีสิ่งอื่นต้องทำมากมาย ยอมรับว่าช่วงแรกโอซาร้องไห้เยอะมาก โชคดีที่มีคนรอบข้างให้กำลังใจ รวมถึงมีงานที่ต้องให้ความสำคัญ” โอซากล่าว

เมื่อถามว่ามีข่าวว่าพอลล่า เทเลอร์ เป็นมือที่สามหรือไม่ นางแบบสาวตอบว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากพอลล่าเป็นเพื่อนสนิทกัน และเพิ่งโทรศัพท์คุยกัน หัวเราะกันร่วน ก่อนที่เฉลย ว่าเป็นการจับคู่เพื่อโปรโมทละครที่เล่นด้วยกันเท่านั้น ส่วนว่าจะมีคนอื่นเป็นมือที่สามหรือไม่นั้น ไม่ขอตอบเรื่องนี้

สำหรับเรื่องที่ฟากสาวโอซาเองก็มีภาพหลุดกับชายหนุ่มคนใหม่ โอซา ตอบดังนี้

“คนคนนั้นเป็นเพื่อนกัน ภาพที่เห็นเกิดจากมีคนพยายามไปดึงออกมาจากเฟชบุ๊กของโอซา  ทั้งที่ปาร์ตี้นั้นมีคนไปร่วมมากมาย แต่กลับจงใจที่จะตัดต่อภาพของโอซากับเพื่อนออกมาแค่สองคน”

เหลือบไปเห็นว่าสาวโอซาไปตัดผมมาซะสั้นจู๋ ว่าเข้าตำราอกหักรึเปล่า สาวเจ้ารีบปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกัน แต่การตัดผมสั้นเป็นความชอบลึกๆ จึงอยากลองตัดดู

“หลังจากเลิกกันก็มีเหงาบ้าง อาจจะด้วยที่นี่ไม่ใช่บ้านของโอซาด้วย สำหรับเตอร์แม้ ว่าเราจะเลิกกัน แต่ก็เจอกันได้ เพราะว่าเราคบกันมานาน ศึกษากันมาจนรู้ว่าเป็นเพราะเราไปต่อด้วยกันไม่ได้จริงๆ 

ถามว่าโอซาจะเข็ดกับความรักไหม เรื่องเข็ดคงไม่ เพราะยังอยากแต่งงาน อยากที่จะมีลูก เพียงแต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ อยากที่จะโฟกัสไปที่เรื่องงานก่อน ซึ่งก็จะยังคงอยู่ที่เมืองไทย แต่จะเดินทางไปมาต่างประเทศบ่อยหน่อย โดยเร็วๆ นี้จะไปเรียนต่อด้านการแสดงที่อเมริกา ในขณะที่ประมาณปลายปีหนังฮอลลีวู้ดที่ได้ไปเล่นไว้ก็กำลังจะเข้าฉาย ฉะนั้นหลังจากนี้ก็จะต้องเดินทางไปลงเสียงพากย์ด้วย" โอซากล่าวสรุป


ข่าวจาก: www.bangkokbiznews.com


วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กลับบ้านคนเเดียว (๒)






อาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒
PG168 พาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลาหกโมงกว่าๆ
จากฟ้าแจ่มสว่างไสวของสมุย มาเจอฟ้าสีฟ้าประดิษฐ์ที่นี่
เหงานิดๆ แต่ก็ดีใจ ที่ได้กลับบ้าน

ดีใจเหมือนตอนบางกอกแอร์ลดเพดานบินแล้วกัปตันเปิดเพลงยุค '70s
เพลง 'แนว' ของสายการบินเขาล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คำถามที่ยังไม่ได้ตอบ

 

“..ยังรักกันอยู่ไหม?”

เขาถามมาตามสาย

 

ทั้งๆ ที่ควรตอบรับ

แต่ฉันตอบกลับเพียงเสียงหัวเราะ

เพราะไม่รู้ว่าเขาถามเพื่ออะไร

เพื่อที่จะได้ครอบครองฉัน

หรือแค่ถามไปอย่างนั้น

 

ทั้งๆ ที่ต้องการมีเขา

ทั้งๆ ที่ก็เหงาเหมือนกัน

แต่ฉันยังไม่แน่ใจ

จะทนได้ไหม ชีวิตที่มีใครครอบครอง

 

ถ้าฉันตอบรับให้กับคนที่แค่อยากรู้

แต่ไม่ต้องการครอบครอง

ต่อไป ฉันจะกลายเป็นอะไรในสายตาเขา

คิดไม่ถึง นึกไม่ออก

 

ด้วยเหตุนี้

ผู้หญิงโง่อย่างฉันจึงไม่มีคำตอบให้คำถามของเขา



วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หนีเที่ยว

Start:     May 17, '09
End:     May 20, '09
Location:     ไม่บอก

จะมีมารเป็นไข้หวัดหมู ไข้หวัดแม็กซิโก หรือไข้หวัดใหญ่ 2009
กรูก็จะไป

โฮ่ โฮ่ โฮ่

กลับบ้าน ครั้งที่ ๒

Start:     May 7, '09
End:     May 10, '09
Location:     สุราษฎร์ธานี

มีวันหยุดวิสาขะ
กลับบ้านดีกว่า

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

ชีวิตที่มีจุดหมาย



นักธุรกิจหนุ่ม
ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ภาพ : น้ำส้ม







วันนี้เข้าไปดูอัลบั้มนี้ http://pbaonline.multiply.com/photos/album/97/97
มีรูปนึงที่พี่เจ้าของบ้านบอกว่าถ้าได้ทำหนังสือของตัวเอง เขาจะใช้เป็นปก
..เป็นรูปการย่างก้าวของสาวในชุดกิโมโน

อิฉันโม้ให้พี่เจ้าของบล็อกฟังว่าตัวเองมีรูปเท้าคนกำลังเดินรูปนึง ชอบมากๆ ถ่ายที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พี่เขาบอกสั้นๆ "เอามาดูบ้าง"
ก็เลยไปค้นมาให้ดูฮะ

...แถมให้อีก ๒-๓ รูปละกันนะฮะ

^_^


หมายเหตุ :
น้ำส้ม=Canon A400
คุณมาโนช=LG KG200
สมเกียรติซัง=Nikon P50

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

แม่ศรีบางกอก : จะสาวไปถึงไหน จะสวยไปเพื่ออะไร??

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Science Fiction & Fantasy
Author:สุวรรณี สุคนธา

เห็นชื่อ ‘แม่ศรีบางกอก’ แล้วอย่าเพ่อคิดว่านี่คือนิยายพีเรียดเมโลดราม่า ‘จัด-จัด’ แบบ ‘ดงผู้ดี’ เพราะที่จริงแล้ว แม่ศรีบางกอก คือนวนิยายวิทยาศาสตร์หาอ่านยาก ของ สุวรรณี สุคนธา นักเขียนคนโปรดของอิฉันนั่นเอง

ที่บ่นว่าหาอ่านยาก เพราะได้ยินชื่อมานานแล้ว แต่หาตามแผงหนังสือเก่าๆ ไม่เจอสักที เหมือนความรักเลยนะ ยิ่งหาก็ยิ่งไม่เจอ พอวันนึงหยุดหา ดันไปเจออยู่ในแผงหนังสือลดราคาในคาร์ฟูร์ซะงั้น

อิฉันเลยสอยแม่ศรีบางกอก ฉบับปกแข็ง ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้ามาในราคา ๓๙ บาทเท่านั้น


สุวรรณีเขียนแม่ศรีบางกอกขึ้นในปี ๒๕๑๓ หรือ ๓๙ ปีก่อน โดยเขียนถึงเรื่องราวใน พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือ ๕๐ ปีถัดจากตอนนั้น ซึ่งเป็นอีก ๑๑ ปีต่อจากวันที่คุณกำลังอ่านรีวิวเรื่องนี้อยู่
บางกอกในอนาคตอาจดูทันสมัยศิวิไลซ์ขึ้นมากมาย แต่ยังคงอยู่ในสภาพแออัด และยังแบ่งชั้นกันชัดเจนระหว่างคนมีกะตังค์และคนจนจรจัด สภาพนี้คือสภาพเดียวกับที่สุวรรณีเห็นในวันที่เธอนั่งเขียนนิยายเรื่องนี้

ตัวเอกแสนสวยของสุวรรณีมีนามว่า สาวศรี สาวศรีเป็นสาววัยสะคราญ (อายุยังไม่ถึง ๒๐ T-T ) มีอาชีพเป็นนางแบบ และแน่นอนว่าคนสวยยุคไหนสมัยไหนไม่เคยต้องลำบาก ด้วยความพร้อมด้านรูปโฉม รูปร่าง ด้วยรสนิยมในการแต่งตัว ทำให้สาวศรีโดดเด่น ดึงดูดทั้งหนุ่มๆ และงาน ใครๆ ก็อยากได้เธอไปใส่เสื้อคอลเลกชั่นใหม่ ใครๆ ก็อยากได้เธอไปเป็นพรีเซนเตอร์ (คำนี้เป็นศัพท์สมัยเรา)

ทว่าสาวศรีก็เป็นคนเหมือนเราๆ คือมีทั้งดีและเลวอยู่ในตัว (ก้อนี่ไม่ใช่เมโลดราม่านี่จ๊ะ)

ต้องเข้าใจกันนิดนึงว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวคนสวย มันยากนะ ที่จะทำให้คนสวยเป็นคนที่เห็นแก่คนอื่นก่อนเห็นแก่ตัวเอง อย่างในกรณีของสาวศรี สาวศรีก็เห็นว่านะ ว่าคนยากคนจน คนกำลังจะตายเพราะขาดอาหารมีจริง มีทั้งในบางกอกและตามบ้านนอกคอกนา แต่จะให้เธอทำยังไง ความเอื้ออาทร อารีอารอบ มีเมตตา และรายได้ของสาวศรีจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น หรือทำให้เด็กทุกคนมีนมกินอิ่มทุกมื้อหรือก็เปล่า สาวศรีก็เลยใช้ชีวิตสบายๆ เฉิดฉายๆ ของตัวเองไปตามปกติ โดยไม่ยี่หระอะไรกับชีวิตคนที่จนกว่า

แต่ละวันสาวศรีจะตื่นขึ้นมาส่องกระจกสำรวจริ้วรอย ก่อนทำกายบริหารเพื่อรักษาทรวดทรง แล้วจึงลงมือทาครีมบำรุง และต่อต้านริ้วรอยตามจุดต่างๆ ของร่างกายอย่างประณีต พิถีพิถัน จากนั้นจึงลงมือเมคอัพ แต่งตัวตามขั้นตอน เพื่อให้งามพร้อม สมกับที่ทุกคน (รวมทั้งตัวเธอเอง) คาดหวัง เ
ธอปฏิบัติกิจนี้อย่างมีวินัยที่สุด

แต่แม้สาวศรีรักสบาย แต่เธอก็สละเวลาทำมาหากิน และเวลาของความสบายไปทำการกุศลกับเขาบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่อะไรหรอก แค่เธออยากเป็น ‘คุณหญิง’ ตั้งแต่ยังสาวเท่านั้นเอง ในเรื่องของหัวใจ แน่นอนว่าสาวโสดอย่างสาวศรีก็เหงาในบางครั้ง แต่เธอไม่ได้เห็นว่า affection มันสำคัญกว่า asset หรอกนะ คนที่จะเคียงข้างเธอในฐานะสามี ต้องพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ แล้วก็ต้องมีสมบัติ มากๆ ด้วย ไม่งั้นเธอก็ไม่รู้จะแต่งให้ลำบากไปทำไม

สาวศรีมีให้เลือกอยู่ ๒ หนุ่ม ทั้งสองจบ ดร. มาจากดาวพระศุกร์ (จ้ะ..อีกสิบเอ็ดปีนะจ๊ะ) คนหนึ่งหัวโบราณแล้วก็แก่อุดมการณ์หน่อย คนนี้เป็นข้าราชการ ส่วนอีกคนน่ารัก มีอารมณ์ขัน แต่ก็ศิลปินเหลือเกิน

สาวศรีกังวลว่าแต่งกับข้าราชการแล้วเขาจะโกงหลวงมาเลี้ยงเธอไหวไหม ส่วนถ้าจะแต่งกับศิลปิน ก็ไม่แน่ใจอีกว่าไร่ที่ปากช่องจะทำได้ปีละกี่ตังค์ เธอก็เลยกั๊กๆ ลังเลๆ อยู่อย่างนั้น

สามหนุ่มสาวไม่ได้รู้เลยว่า ตัวเองอยู่ภายใต้การสปายของมนุษย์ต่างดาวหนุ่มรูปงามจากดาว B63 อันไกลโพ้นที่แฝงตัวมาสืบข่าว ก่อนยกทัพมายึดโลก เพราะที่ดาวตัวเองน่ะ อยู่กันจนล้นพื้นที่แล้ว.. และไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้าความสวยของสาวศรีจะจับตา และดูดใจได้ แม้กระทั่งมนุษย์ต่างดาว

เพราะเป็นมนุษย์ต่างดาว แกเลยไม่รู้จักคำว่า ‘แฟร์’ พี่แกลักพาสาวศรีขึ้นยานอวกาศไป ทั้งๆ ที่สาวศรีนอนอยู่ในบ้านที่มีอีกสองหนุ่มนอนอยู่ด้วยนั่นแหละ ยัยสาวศรี ซึ่งยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ดันเคลิ้มจัด คิดว่าเป็นความฝันอยู่ ก็เลยแต่งงาน กลายเป็นเมียมนุษย์ต่างดาวไปด้วยความเบลอ จนกระทั่งยานไปแลนดิ้งที่ต่างดาวนั่นแหละ เธอถึงกรี๊ดแตก

ก็อยู่ที่นั่นเธอจะทำอะไร ใครที่ไหนจะมาชมชอบเธอ เครื่องสำอางแอนไทเอจจิ้ง เครื่องประทินโฉม เมคอัพดีๆ มีใช้เหมือนในโลกไหม ไหนจะน้ำหอมกับครีมกระชับแขนขาอีกล่ะ ฯลฯ คิดแล้วมึน ประมาณว่าให้ชั้นแก่อย่างไร้ความหมายในฐานะเมียมนุษย์ต่างดาวที่นี่ ชั้นไม่ย๊อมมมมม


ในที่สุด หลังจากทำอีท่าไหนไม่รู้ สาวศรีมาปรากฏตัวที่บ้านตัวเอง สิ่งแรกที่เธอทำคือ ส่องกระจกสำรวจริ้วรอยบนใบหน้าอันงดงาม (หนึ่งในภารกิจประจำวันของสาวสวย)

สาวศรีโล่งใจที่มันยังสดใสและเต่งตึง เธอจึงไม่คิดว่าวันนี้ ที่เธอส่องกระจกอยู่นี่เป็นวันหนึ่งใน พ.ศ. ๒๖๑๓ หรืออีก ๕๐ ปี ต่อมาจากวันที่เธอยังเฉิดฉายอยู่หน้ากล้อง โดดเด่นอยู่กลางแสงไฟในเวทีแคตวอล์ก (เค้ายังไม่เรียกมันว่ารันเวย์นะจ๊ะ) แล้วก็กำลังเลือก ดร. หนุ่มจากใน ๒ คน ที่ติดพันเธออยู่

แล้วทำไมเธอถึงไม่แก่ลง หรือเธอกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวไปแล้วจากการมีสามีเป็นมนุษย์ต่างดาว? แต่สามีมนุษย์ต่างดาวที่กลับมาพร้อมกันกับเธอก็บอกความจริงแก่เธอ ว่ามนุษย์ดาวเขาก็มีแก่ มีเจ็บ มีตายเหมือนกัน

สาวศรีงง ทำไมเธอไม่แก่ เธอกลายเป็นสาวสวยในชุดป้าเชย (ที่มันก็แสนจะทันสมัยในยุคของเธอ) เธอไม่รู้จะทำตัวยังไง เพื่อนๆ ของเธอทำอะไรในตอนนี้ สอง ดร. ยังมีชีวิตอยู่ไหม หรือว่าตายไปแล้ว

รูปร่างของรถราที่วิ่งอยู่ข้างนอกดูอัปลักษณ์ในสายตาของเธอ บางกอกกลายเป็นเมืองน่ากลัวเมืองหนึ่งที่เธอไม่เคยรู้จัก
เธอทบทวนถึงตัวเองในอดีต เธอว่าเธอรู้ตัวว่าเป็นคนสวย ก็อยากจะบำรุงให้ตัวเองดูสวยไปอีกนานๆ เธอรู้ว่าเงินนำความสบายมาให้ เธออยากอยู่อย่างสบาย เธอก็เลยหาเงิน แล้วก็บำเรอตัวเอง พอมีเงินแล้วเธอก็อยากมีเกียรติยศ ก็เลยขวนขวายทำการกุศล ด้วยอยากจะเป็นคุณหญิงกับเขา

แต่มาวันนี้ การได้สาว ได้สวย อย่างอมตะ และจะได้อยู่อย่างสุขสบายเพราะร่ำรวยจากทอง ซึ่งในดาวของสามี มันอยู่เกลื่อนเหมือนหินเหมือนกรวด ..สาวศรีกลับรู้สึกเบื่อ
ไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไรขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ในพลันนั้นเธอเปิดหน้าต่างบ้านวิมานลอยฟ้าของเธอ แล้วกระโดดลงไป



แต่เธอไม่ตาย

ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญถึงความแก่ และความตายอยู่อย่างนั้นแหละ







บันทึก
• ไม่แน่ใจว่าปี ๒๕๑๓ คอนโดมีเนียมแห่งแรกในบางกอกเกิดขึ้นหรือยัง ถ้ามีแล้ว สุวรรณีน่าจะเขียนให้สาวศรีใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดมีเนียม ไม่ใช่บนบ้านเสาสูงปรี๊ด (เพราะที่ดินมีราคาแพง) เช่นนี้
• โรงแรมดุสิตธานี ตึกที่สูงที่สุด (บ้างก็ว่า ๒๒ ชั้น บ้างก็ว่า ๒๓ ชั้น) ในประเทศไทยยุคนั้นเปิดในปีนี้ ๒๕๑๓ ปีเดียวกับที่สุวรรณี สุคนธา เขียน แม่หญิงบางกอก
• นวนิยายขนาดสั้นเล่มนี้ แรกอ่านอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องประโลมโลกย์ อ่านไปเพลินๆ ฆ่าเวลา แต่ไม่ใช่หรอก ถ้าลองอ่านแบบวิเคราะห์สังคมนะ จะรู้เลยว่าสุวรรณีทั้งเสียดสี เยาะเย้ย และถากถางผู้คนที่รู้ปัญหา แต่ทำเป็นเหมือนมองไม่เห็นในยุคนั้นแรงๆ ตลอดเวลา ไหนจะรัฐบาลที่มีแต่ปัญหาคอร์รัปชั่น
• คนที่โดนสุวรรณี ‘ถาก’ เข้าเต็มๆ ก็คือสาวๆ ยุคนั้นน่ะแหละ กะจะสวยโดยไม่สนใจโลกหรือไงจ๊ะ
• ๓๙ ปีผ่านไปแล้ว รู้สึกว่าสาวๆ ยังไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลยนะคะ คุณสุวรรณี
• ชอบสำนวนคุณค่ะ ขอบคุณที่เขียนไว้ให้อิฉันอ่านนะคะ



วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

สบายใจ.. ไปวัดป่าเชิงเลน





พุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒

จะด้วยความสบายใจขึ้นที่บ้านเมืองสงบลงหรือเปล่า ที่พี่ผึ้งชวนอิ๋วกะม้อยไปสำรวจ "วัดป่าเชิงเลน" ในซอยจรัญสนิทวงศ์ ๓๗ กัน

พี่ผึ้งว่าพี่ผึ้งเจอวัดนี้ในเว็บไซต์ ตอน search หาวัดในกรุงเทพฯ ให้อิ๋วได้ "ปฏิบัติ"

สิ่งดลใจอีกอย่างของพี่ผึ้งคือพระนาคปรกองค์ใหญ่ ที่แกคงเห็นภาพจากเว็บที่ว่า
(ท่านอยู่ในเรือนที่กำลังซ่อมหรือกำลังสร้าง สักอย่างนี่แหละ เลยไม่ได้ถ่ายภาพมา)

สายวันนี้ก็เลยพากันปุเลงๆ มาจากชานเมืองด้านหนึ่ง มารับอิ๋วที่สถานีสุรศักดิ์แล้วก็ข้ามแม่น้ำเข้าจรัญสนิทวงศ์
ขับเลยซอย (ตามฟอร์ม) แล้วก็ยูเทิร์นมาเข้าซอยจรัญ ๓๗ ซอยวัดเพลงวิปัสนา ข้างแมคโครจรัญฯ นั่นแล

แล้วไม่ต้องคิดหรือสงสัยอะไรมาก ตรงเข้าซอยไปเรื่อยๆ ฮะ
สุดซอยตรงริมคลองบางกอกน้อยแล้วก็จอดรถ เดินลัดเลาะริมคลองไปทางขวา
ไปตามป้าย เดินเพลินๆ เดี๋ยวก็ถึงวัดฮะ

วัดนี้เป็นสาย สายไรนะ ธรรมยุตใช่ไหม? (ปลาทองนะฮะ)
ดูเหมือนที่นี่ไม่เน้นวัตถุ ไม่เน้นอลังการ ข้าวของที่สาวๆ หอบหิ้วไปถวาย หลวงพ่อท่านก็รับไปโดยไม่มากพิธี
แถมเทศนา(อย่างกะอ่านใจใครบางคนออก)ให้อย่างยาว

คนทำเว็บเกี่ยวกะวัดนี้ไว้ด้วยล่ะ
http://luangpumun.org/watpakrangkrung/watpa.htm

ถ้าจะหาความสงบเรียบง่าย ริมคลอง
ลองเข้าไปสุดซอยจรัญฯ ๓๗ บางที อาจไม่ต้องไปถึงอัมพวาหรอกนะฮะ

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

Vicky Christina Barcelona : บาร์เซโลนาแสนงาม กับ ผู้หญิงสามแบบ

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

Vicky Christina Barcelona (2008) ชื่อหนังที่มาจากการสมาสชื่อสวยๆ ของผู้หญิง 2 คน กับเมืองสวย 1 เมือง คือหนังเรื่องใหม่ของปู่ Woody Allen ที่น้องหนูนามจูเนียร์สารภาพว่าสอยมาเพียงเพราะภาพแขน+นมอวบๆ กับปากอิ่มๆ เพียงเสี้ยวเดียวของน้องหนู Scarlett Johansson ที่ปรากฏอยู่ในปก DVD (ผี) แผ่นนี้ เสร็จแล้วก็เพียรมาคุยอวดอิฉันเหลือเกิน สำทับด้วยการถาม พี่ดูหรือยัง มัน...ดีนะ
(สำหรับจูเนียร์แล้ว อย่างอื่นๆ จะยังไงก็ได้ ขอให้มีสการ์เล็ตออกมาสร้างความชุ่มชื่นหัวใจมั่ง นิดๆ หน่อยๆ มันก็จะ ....ดี แล้ว)

อิฉันบอกแน่จริงก็เอามาให้ดูมั่ง เขาก็เอามาให้ดู แถมสั่ง-พี่ เขียนรีวิวด้วยนะ
(ประจำ)

หลังจากที่ได้ชมแล้ว อิฉัน (ซึ่งก็ชอบดูอะไรๆ ของยัยสการ์เล็ตเหมือนกัน) พบว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดู และน่าจำ (แม้จะไม่ได้จำในฐานะมาสเตอร์พีซของปู่วูดดี้) มีอีกหลายประการ อย่างแรกที่โดดเด่น ประทับตา ประทับใจมากคือ ความเซ็กซี่ของ Javier Bardem (อ่านอย่างสแปนิชว่า ฆาบิเยร์ บาเด็ม นะจ๊ะ) แล้วก็บทบาทการแสดงของ Penélope Cruz (อันนี้อ่านอย่างสแปนิชว่า เปเน้โลเป ครูซ)

ขอว่าด้วยเรื่องความเซ็กซี่ของฆาบิเยร์ก่อน..สำหรับสาวๆ ที่เคยดูผู้ชายคนนี้ในหนังแค่ 2 เรื่อง คือ No Country for Old Men กะ Love in the Time of Cholera เหมือนอิฉัน แล้วได้เห็นลุคนี้ของเขาเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้ ถามหน่อย มีใครไหมที่สามารถอดใจไม่ให้กรี๊ดได้...ฆาบิเยร์เล่นเป็น Juan Antonio Gonzalo ได้ทั้งบุคลิก หน้าตา คำพูดคำจา (อันนี้ปู่วูดดี้จัดให้) แววตา และกริยาท่าทาง การเพอร์ฟอร์มที่แสดงถึงความก้าวร้าว ดุดัน และมั่นใจ ตอนที่เขาเขียนรูป มันเหมือนจะส่งฟีดรโมนออกมายั่วยวนชวนให้หลง ถ้าพ่อคนนี้หลุดจอมาเกี้ยวดิฉันมั่ง เห็นที อิฉันจะรอดยาก

ส่วนแม่เปเน้โลเปคนงาม แม้ไม่รู้มาก่อนว่าเธอซิวออสการ์ไปจากบทที่ปู่วูดดี้ใส่พานถวายนี้ อิฉันก็ต้องขอชื่นชมจากใจจริง ตอนได้เห็นเธอในเวอร์ชั่นนี้มันแอบคิดไม่ได้ว่า นี่ปู่คงชอบเธอเป็นการส่วยตัวเอามากๆ เพราะบท Maria Elena มันเขียนมาเพื่อผู้หญิงคนนี้เลยนี่หว่า ในบทนี้ เปเน้โลเปทั้งสวย ทั้งดุ สมกับเป็นสาวสเปน (บทสาวสเปนคงไม่มีใครเข้าถึงได้สุดๆ ถ้าไม่ใช่สาวสเปน) งานนี้เธอปล่อยไม่ยั้ง เธอไม่เก๊กสวย แต่เล่นอย่างออกแนวระเบิดอารมณ์ และก็ไอ้ความฉุนเฉียว ติสต์แตก แล้วก็เซอร์จนได้ที่ขนาดนี้แหละ ที่เป็นเสน่ห์ของตัวละครตัวนี้ (ส่งไปถึงตัวฆวน อันโตนิโอ ได้อีก) เธอเล่นได้น่าหลงใหลมากเลยล่ะ ขอยอมรับ

จากประสบการณ์น้อยนิดที่พอมีจากการดูหนังของปู่วูดดี้แค่ 3-4 เรื่อง อิฉันพบว่าแนวของปู่แกคือจะเป็นหนังที่นางเอกสวย (เสมอ) เป็นหนังพูด จะมีบทสนทนายาวๆ ของตัวละคร ซึ่งมักจะตั้งคำถามอยู่ 2-3 ข้อ คือ เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ แล้วก็ความเชื่อ (ในพระเจ้า หรือในศาสนาก็ตามแต่) ในหนังเรื่องนี้ แกก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแกไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ก็คลาสสิกสมกับเป็นแก คือมันเป็นหนังที่มีรสนิยม แล้วก็ออกจะอยู่เหนือกาลเวลา (ไม่เชื่ออีก 10 ปีลองเปิด DVD เรื่องนี้ดูอีกทีสิ มันยังไม่เชยหรอก)

ในหนังเรื่องนี้ปู่วูดดี้นำเสนอปฏิกริยาของผู้หญิง 3 แบบที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง

แบบแรกคือ พวกแม่สีที่แม้จะเคยปล่อยตัวใ้ห้อ่อนไหวกับความรู้สึกประสาผู้หญิง แต่ก็จะพยายามดึงสติ ครองตัวมั่นอยู่กับหลักใดหลักหนึ่งอย่างมั่นคง แล้วก็เลือกจะอยู่อย่างปราศจากความเสี่ยงแบบนั้นแหละ พวกนี้ไม่อนุญาตให้ตัวเองดื่มมากกว่าไวน์ 1 แก้ว แบบที่สองเหมือนสีที่เกิดจากการผสมอย่างเมามัน แนวประมาณสีบานเย็นเมทัลลิก เธอจะเปิดกว้าง อยากรู้อยากเห็น อยากทำความรู้จักและเข้าถึงอารมณ์ความหลงใหล อยากเข้าใกล้นิยามของความรัก แม้จะเริ่มจากกล้าๆ กลัวๆ แต่ที่สุดแล้วก็จะยอมเจ็บ ปล่อยตัวล่องลอยไปตามอารมณ์และความรู้สึกเพื่อเรียนรู้มัน สาวๆ กลุ่มนี้่กล้าพอจะปล่อยตัวเองล่องลอยไปกับภาพแฟนตาซีในควันกัญชา ส่วนแบบที่สามเป็นพวกสีจัดจ้าน มากอารมณ์ความรู้สึก เธอสุดๆ ไปกับการจมดิ่ง ลอยฟุ้ง และหดหู่ไปกับความรู้สึก แล้วก็ระเบิดมันออกมายังกะภาพเขียน Expressionism ไวน์ บรั่นดี แซงเกรีย วอดก้า หรือกัญชามันไม่ใช่แล้ว ระดับเธอต้องประมาณยาอีเท่านั้น

ผู้หญิงแบบแรก จะมีชีวิตที่มั่นคงอยู่บนหลักของการสมรส (ในกรณีที่ได้ผัวดี) แม้จะไม่มีความสุขเลย ทั้งๆ ที่รู้แต่แรกว่าเป็นความปลอดภัย มั่งคั่งที่ต้องแลกด้วยการไม่อาจตอบสนองอารมณ์และความปรารถนาภายในได้อย่างที่เธอพอใจ ผู้หญิงแบบที่สอง ความกล้า และบาดแผลจากความโชกโชนในการใช้ชีวิตจะทำให้เธอรู้จักกับตัวเองมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกด้วยสถานะความมั่นคงในชีวิตคู่ อันเป็นปัจจัยโคตรสำคัญข้อที่ผู้หญิงทุกคนต้องการจะเติมให้ชีวิตของตัวเอง

ส่วนผู้หญิงแบบที่สาม แม้จะได้สุดๆ กับสัมผัสของอารมณ์และความรู้สึก แต่ในตอนท้าย อาจจะกลายเป็นคนที่คลั่งเพราะรักไปได้ง่ายๆ

เป็นคุณ คุณอยากรักผู้หญิงแบบไหนมากที่สุด?




บันทึก :
• หนังเรื่องนี้ทั้งเขียนเรื่องและกำกับโดย Woody Allen (ตามฟอร์ม)
• Rebecca Hall ที่เล่นเป็น Vicky น่ารักมาก จะบอกว่าเซ็กซี่ก็ไม่เชิง (แหง๋ล่ะ เล่นหนังเรื่องเดียวกับสการ์เล็ตก็ต้องโดนข่มเป็นธรรมดา) ชอบผมของชี ตาก็สวยดี เปลือกตาบนมันย้อยๆ สไตล์เดียวกับคิม บาซิงเจอร์ เวลายิ่มเห็นฟันหน้าเกๆ ก็น่ารักจริงๆ
• ยัยสการ์เล็ตเป็นสาวอวบที่ใส่อะไรก็น่ารัก น่ากอดไปหมดเลยว่ะ
• อยากไปบาร์เซโลน่ามั่งจังเยย จะได้ไปดูงานของ Antonio Guadi จริงๆ สักที ว่ามันน่ากลัวเหมือนที่รู้สึกไหม แล้วไฉนจึงต้องทำให้มันอลังฯ ขนาดนั้นกันเล่า
• ชนบทของสเปนน่าหลงใหลมาก (เห็นมาหลายเรื่องแล้ว)
• ถ้าเป็นอิฉัน เกิดอยู่กับผัวรวยแล้วรู้สึกไม่มีความสุข อิฉันจะเห็นแก่ผัว ด้วยการสารภาพ ว่าไม่มีความสุข ถ้าตกลงกันว่าเลิกกันดีกว่าก็จะเลิก เพราะอิฉันเป็นพวกตรงๆ คงตีสองหน้า อยู่กับผัวตอนกลางคืน อยู่กับชู้ตอนกลางวันไม่เก่ง
• ไม่รู้คุณน้องจูเนียร์จะถูกใจกับบทความนี้ไหม
• ขอคืนหลังสงกรานต์นะยะ
• Heaven ขอแปะไว้ก่อนนะ
• เผื่อคนอยากอ่านบทความที่เคยเขียนถึง Love in the Time of Cholera ฮะ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/33





วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

อีกคนที่หายไป





อังคารที่ 10 มีนาคม 2552


รูปพวกนี้ถ่ายเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2551
...คิดถึงคนถ่ายจัง


วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดี และสวย ด้วยธรรมชาติ

Rating:★★★★
Category:Other
อิฉันเป็นคนรักสวยรักงาม แต่ก็รักแค่พอเหมาะพอดี ไม่ใช่แนวสวยกล้าเสี่ยง ก็ค่อนข้างจะนิยมความงามตามธรรมชาติ หน้าที่มีอยู่ก็ชอบพอแล้ว ส่องกระจกทีไรก็ได้เห็นปู่ย่าตายายพ่อแม่พี่น้องตัวเองอยู่ในหน้า เลยไม่อยากให้มันเปลี่ยนไปจากสิ่งที่เราเคยคุ้น แล้วก็ทุกคนที่คุ้นกับเราเคยคุ้น

“เปลี่ยน” ในที่นี้ รวมถึงความเสื่อมถอยจากวัยด้วย

โอเคฮะ อายุมากขึ้น ถ้าหน้าจะเหี่ยวมันห้ามกันไม่ได้ แต่ศาสตร์ทาง anti-aging บอกว่า ถ้าเราดูแลการกิน การพักผ่อนและออกกำลังกายให้สมดุล รับอาหารเสริมที่เหมาะสม เลือกใช้เครื่องสำอางบำรุงผิวให้เป็น เราจะเหี่ยวช้าลง แล้วก็ยังดูดีได้เท่าที่เราดูดีได้ ...อิฉันก็เชื่ออยู่ แต่ก็เชื่ออย่างพอดีๆ แล้วก็บำรุงบำเรอตัวเองแค่พอดีๆ เพราะไม่ได้สนใจความรู้สึกของใครมากไปกว่าตัวเอง คนอื่นไม่คิดว่าเราดูดี แต่ถ้าส่องกระจกเช้าเมื่อไหร่แล้วคิดว่าเราดูดีแล้ว อิฉันก็พอแล้ว

เร็วๆ นี้ได้ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองดีๆ ที่ค่อนข้างจะมาจากธรรมชาติเสียเยอะมาใช้ จึงอยากบันทึกความรู้สึกไว้ใน “ความรู้สึกล้วนๆ” สักหน่อย

สิ่งแรก คือ “myth” Lemon Tea Clearifying Facial Cleanser (๑๐๐ กรัม ๑๔๐ บาท) เคลนซิ่งสูตรอ่อนเบา ไม่ใช่ส่วนผสมของสารเคมีเข้มข้น จาก Planetmate ร้านน้าชาที่เชียงใหม่ อิฉันเลือกเคลนซิ่งสูตรนี้ด้วยตัวเอง หลังจากไปลองสูตรน้ำมันมะกอก (เข้าใจว่าเหมาะสำหรับคนผิวแห้ง) ที่บ้านน้าเอ๋ ในคืนที่อิฉันไปค้างด้วย

ไปเชียงใหม่คราวนั้น มีภารกิจสำคัญคือไปงานแต่งงานเพื่อน ไปงานแต่งงานมันก็ต้องมีเมคอัพกันนิดหน่อย แม้ไม่ถึงกับใช้รองพื้น แต่ทาครีมกันแดด แล้วก็ปัดมาสคาร่ามาจอลิก้าของชิเซโด้ ซึ่งเป็นมาสคาร่าต่อขนตายาวที่ติดทน ล้างไม่ออกด้วยน้ำอย่างแท้จริง (เพื่อนน้อยให้มา)

อิฉันน่ะ แม้ไม่ใช้รองพื้น แต่ก็จะล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ออยล์เบสทุกครั้ง เพราะใช้ครีมกันแดด จะล้างให้หมดต้องล้างด้วยออยล์ แล้วค่อยล้างกับเจลล้างหน้าของหมออีกที แต่คืนนั้นน้าเอ๋บอกว่าให้ลองใช้เคลนเซอร์สูตรน้ำมันมะกอกของน้าชาดู วิธีใช้คือ ตอนหน้ายังแห้ง บีบเคลนเซอร์ปริมาณพอเหมาะแล้วนวดคลึงลงไปบนใบหน้าให้ทั่ว แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำ

ให้ความรู้สึกที่ดีมากนะฮะ อ่อนโยนดี ซับน้ำจนหน้าแห้งดีแล้วก็ยังรู้สึกนิ่มๆ ผิวเด้งดึ๋งๆ ไม่รู้สึกตึงหน้าแต่อย่างใด แต่ทว่าทั้งๆ ที่ฉลากเขียนไว้ว่า “ช่วยทำความสะอาด ขจัดสิ่งสกปรกและคราบเครื่องสำอางได้อย่างหมดจดล้ำลึก โดยไม่สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติ” ...แต่ไหงมาสคารามาจอลิก้ายังประทับอยู่บนขนตาโดยไม่บุบสลายเยี่ยงนี้เล่า?

เห็นทีจะล้างเมคอัพไม่ไหว

แต่ก็ยังรู้สึกชอบความรู้สึกในการล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์ตัวนี้อยู่ วันต่อมา เมื่อได้ไปเยือนร้านน้าชาอีกหน จึงสอยสูตรชามะนาวนี้มาใช้เอง เนื่องเพราะตัวเองเป็นคนหน้ามัน น่าจะเหมาะกับสูตรนี้มากกว่า แล้วก็จัดไว้ใช้ล้างหน้าตอนเช้า ซึ่งไม่มีครีมกันแดดตกค้างอยู่บนหน้า พบว่า รู้สึกดีทุกๆ เช้าฮะ เนื้อครีมหอมอ่อนๆ ของชามะนาว ไม่มีฟอง เวลาเราคลึงเบาๆ ลงไปบนหน้าตัวเอง มันเหมือนเราบอกตัวเองว่า ‘รักนะ ตัวเอง’

ที่ทำให้รู้สึกดีอีก คงเป็นเพราะเคลนเซอร์สูตรนี้ ประกาศโท่งๆ ที่ฉลากว่าไม่ได้ใช้สารเคมีหลายอย่าง รวมทั้งพาราเบน (มันคืออรัย?) รวมทั้งน้ำหอมด้วย

สิ่งที่สองคือ BURT’S BEE Radiance Eye Crème with Royal Jelly (๑๔.๒๕ กรัม ๖๘๐ บาท) ได้มาจากน้าเอ๋ เพื่อนสนิทผู้มีธุรกิจไซด์ไลน์ขายเครื่องสำอางทางเว็บไซต์ www.aenoy-aonyai.com
เป็นของที่น้าเอ๋จัดให้ตามออร์เดอร์ที่อิฉันถามไป ว่ามีอายครีมดีๆ ช่วยบรรเทารอยเหี่ยวย่นที่เพิ่งพบเจอมั่งไหม น้าเอ๋สนองทันทีด้วยอายครีมรุ่นนี้ เธอว่าเป็นรุ่นที่ดังของ BB (ชื่อเล่นของ Burt’s Bee หรือผึ้งน้อยของลุงเบิร์ต) ซะด้วย ลูกค้าใช้แล้วชอบกันมาก

อิฉันได้ใช้แล้วก็ชอบด้วย

น้าเอ๋บอกผลิตภัณฑ์ BB ส่วนใหญ่มีส่วนผสมจากจากธรรมชาติ และมีหลายรุ่นที่เป็นของออร์แกนิก ครีมบำรุงผิวส่วนมากมีเนื้อหนาหนัก จากส่วนผสมของน้ำมัน แล้วก็แว็กซ์ธรรมชาติจากผึ้งจริงๆ ซึ่งเหมาะจะใช้บำรุงผิวเมืองหนาว (แน่ล่ะ เขาทำขายกันในอเมริกาหนิ) จริงๆ อิฉันได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ BB แล้วหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นโลชั่น (อิฉันว่าเนื้อเขาหนา+หนักไป) หรือครีมทาเท้ากลิ่นมะพร้าว แต่ยังไม่ถูกใจเท่าอายครีมตัวนี้

อายครีมตัวนี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำผึ้ง (หรือนมผึ้งนี่แหละ) มีส่วนผสมของนมผึ้งหรือ Royal Jelly เนื้อเป็นครีมข้น ฉะนั้น อิฉันจึงใช้ทาเฉพาะกลางคืนเท่านั้น (กลางวันใช้แบบเจลของหมอ เพราะมันมีเนื้อบางเบา เย็น แล้วก็ซึมง่ายกว่า) ที่รู้สึกดีนั้นคิดว่าคงไม่ได้เป็นการคิดไปเอง ว่ารอยคล้ำใต้ตาจากการนอนดึกมันเบาบางลง (อิฉันพยายามนอนไวขึ้นด้วยแหละ) ที่สำคัญที่สุดเลยคือ ตั้งแต่ใช้มา ยังไม่เคยตื่นมาพร้อมตาบวมๆ จนเปลือกตาพับไม่เป็นชั้นเหมือนตอนยังใช้อายครีมตัวก่อนหน้านี้เลย

ไม่รู้ว่าเกี่ยวไหม แต่เชื่อ (เอาเอง) ว่าใช้แล้วตาไม่บวม
ส่วนสรรพคุณในการบรรเทาริ้วรอยร่องรอบดวงตา คงต้องคอยดูกันในระยะยาวนิดนึง (แต่คงไม่ถึงขั้นลงทุนทาข้างเดียว อีกข้างไม่ทา รอไว้เปรียบเทียบกันให้เห็นๆ หรอกนะฮะ)

อายครีมตัวนี้ก็ไม่มีส่วนผสมของพาราเบน (ตกลงมันคืออรัย?)

สิ่งที่สามคือ BURT’S BEE Coconut Foot Crème (๑๒๓ กรัม กี่บาทไม่รู้ฮะ) ความจริงน้าเอ๋ให้ไซส์ทดลองมาใช้เล่นๆ ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะเสียดาย กลัวจะหมดไว ชอบกลิ่นมันน่ะฮะ

คือว่า เป็นคนชอบกลิ่นน้ำมันมะพร้าวมากน่ะฮะ แล้วก็ชอบใช้น้ำมันมะพร้าวมาก (กะทิให้ไขมันอิ่มตัวสูงเช่นเดียวกับไขมันสัตว์ แต่น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีมากๆ นะฮะ) หัวกบาลทุกวันนี้ ถ้าสระเสร็จแล้วได้ชโลมน้ำมันมะพร้าวเกาะสมุย(ปกรณ์ให้มา)นิดหน่อยผมจะเป็นลอนสวย (ในสายตาบางคน) เชียวฮะ

ฟุตครีมหลอดนี้ได้มาตั้งแต่ปีก่อน น้าเอ๋ให้มาฟรี เพราะทนเท้าเยินๆ ของเพื่อนไม่ได้หรือไงไม่ทราบ แต่กว่าเพื่อนจะงัดมาใช้ก็สักประมาณเดือนนึงนี้เอง นอกจากกลิ่นแล้วชอบความรู้สึกเวลาเราบีบออกมานิดนึงบนมือ แล้วถูกฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน เป็นการอุ่นน้ำมัน (เหมือนอุ่นแว็กซ์เวลาจะสไตลิ่งผม) ฝ่ามือเราจะร้อนขึ้นมา ชอบความร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเราใช้มือเคลือบน้ำมันบางๆ ไปถูนวดที่ข้อศอกและเท้า ฝ่าเท้า และส้นเท้า ทุกส่วนที่เรานวดมันก็จะอุ่นตามไปด้วย รู้สึกดีมากมากฮะ

อิฉันใช้ฟุตครีมก่อนนอน ตื่นเช้าขึ้นมารู้สึกเท้าไม่แห้งเลย เหมือนผิวมันอิ่มน้ำมัน (ที่จริงตามคำแนะนำ ทาแล้วควรสวมถุงผ้าคอตตอน แต่เราเมืองร้อน เท้าไม่แห้งขนาดนั้น ก็เลยใช้แต่น้อยพอ เอาแต่ความรู้สึกฮะ) แล้วก็เชื่อว่าของเค้าดีจริง

ที่ประทับใจอีกอย่างคือเขาระบุไว้ที่แพ็คเกจว่า “This tube contains 42% post-consumer recycled plastic.” (แต่ว่า Please recycle with your #2 plastic containers-คืออะไรหรอฮะ?)

ไม่ค่อยนึกประทับใจเครื่องบำรุงผิวแบบนี้มานานแล้ว จึงเขียนบันทึกเอาไว้ก่อนลืม
ไม่ได้เป็นการโฆษณาร้านให้เพื่อนๆ แต่อย่างใด แต่ถ้าใครสนใจอยากสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า เชิญได้ที่บ้านของเพื่อนๆ คือ
บ้านน้าเอ๋ ที่ http://oaenoys.multiply.com/
บ้านน้าชา ที่ http://teathink.multiply.com/

สุดท้ายนี้ เชื่อว่าต่อให้ใช้ครีมดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่นอนให้พอหน้าก็เหี่ยวอยู่ดี
ฉะนั้นก็นอนๆ กันบ้างนะฮะ พี่น้องชาวมัลติพลาย
>_<


หมายเหตุ:
BEESWAX LIP BALM ก็ชอบนะน้าเอ๋ จริงๆ แล้วชอบบาล์มซีรีส์นั้นทุกตัวเลยฮะ



วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กลับบ้าน ครั้งที่ ๑

Start:     Apr 3, '09 5:00p
End:     Apr 6, '09
Location:     สุราษฎร์ธานี

กลับไปทำบุญวันเกิดใครบางคน

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม [รำพึง-รำพัน]



ผู้ชาย
จะรู้ไหมนะ
ว่า
ผู้หญิงเรา
ไม่ได้อยากเป็นแค่ของกินเล่น
ของหวาน ของว่าง
หรือแม้กระทั่งอาหารจานหลักของเขา

เรา
ไม่ใช่อาหาร

เรา
แค่อยากเป็นคนรักของเขา
เท่านั้นเอง




วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นาครเขษม : Used People

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:คอยนุช (ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์)


นวนิยายเล่มเล็กที่ฉวยติดมือ ยืมมาจากชั้นหนังสือบ้านน้าเอ๋เมื่อครั้งไปเชียงใหม่ครั้งไหนสักครั้งในปีที่ผ่านๆ มา
คราวนั้น น้าเอ๋มีคำนิยมกำกับหนังสือเล่มนี้มาทำนองว่า “สนุกดีนะแก เหมือนชีวิตพวกเราเลย”
(ความจำแย่ฮะ จำได้ลางๆ เพียงเท่านี้เอง)

ชี วิ ต พ ว ก เ ร า อ ะ ไ ร กั น ย ะ ?

(ก็ตอนนั้นยังห่างไกลตัวเลข ๔๐ เยอะกว่าปีนี้ ไกลเสียจนแทบจะมองไม่เห็น เดาไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าพอ ๔๐ แล้วจะเป็นกันยังไง)

หนังสือเล่มจ๋อยเล่มนี้ พร้อมกับเพื่อนๆ ที่มาจากชั้นหนังสือเดียวกันมานอนแอ้งแม้งรอการอ่านของอิฉัน (ตามสูตร) นานเป็นปี จนมันแทบจะแห้งเหี่ยวติดพื้นห้องไปเพราะไม่ได้สัมผัสชิดใกล้กับลมหายใจคนอ่าน ขาดการจับต้อง พลิกเปิด จนถึงวันหนึ่ง วันที่อิฉันควรจะอ่านอย่างอื่น (หนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่น-เพื่อเตรียมสอบวัดผล) อิฉันก็เปรี้ยวตามสูตร คือเป็นต้องเสหาหนังสืออื่นมาอ่านแทน...แต่รามายณะไม่ไหว เล่มมันใหญ่ไป กลัวเสพย์ติดแล้วจะถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องอดขึ้นชั้นเรียนใหม่พร้อมเพื่อนแน่
มองไปมองมา เกิดสะดุดตากะสีเหลืองแหลมของหนังสือเล่มนี้เข้า

แล้วก็เพิ่งอ่านจบไปเมื่อกี๊ หลังตื่นกลางดึกเพราะน้องปู (เค็ม) มาปลุก

"นาครเขษม" ในหนังสือเล่มนี้เหมือนดินแดนพิศวง โซนประหลาดๆ มีอาณาเขตไม่ชัดเจน ที่คนอายุ ๔๐ ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะถูกจัดว่า... แก่ จะถูกอัปเปหิไปอยู่รวมกัน

สมาชิกของนาครเขษมส่วนใหญ่ เคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอก ที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของเด็กและคนหนุ่มสาว วัยที่ชีวิตยังเป็นการเคลื่อนไหว และมีรายละเอียดอันมีสีสัน
ทว่าตอนนั้น คนพวกนั้นก็ไม่ได้สำเหนียกถึงคุณค่าของวินาทีนั้นของชีวิตเลย พวกเขาลืมที่จะใช้ชีวิตให้มีสีสัน ให้เต็มที่ ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นคน อย่างที่มันจะควรจะเป็น จนกระทั่งวันหนึ่ง มารู้ตัวอีกที ก็เป็นตอนที่ตัวเองมาปรากฏในนครเขษมเสียแล้ว

ชีวิตเพี้ยนๆ ของคนที่ถูกปลดระวางจากโลกภายนอกเพราะความชราในนาครเขษมช่างดูน่าขบขันและน่าอเนจอนาถใจอยู่ในที อิฉันเห็นหลายคนยังตามหาปริศนาที่ยังไม่ได้รับการไข ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของดำรงและอวัยวะเพศที่ไม่ได้ทำหน้าที่อวัยวะเพศอีกต่อไป และยางลบประหลาดที่มีคำว่า “นภา” การสูบบุหรี่มวนต่อมวนโดยไม่พูดอะไรกับใคร ยกเว้นถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ขึ้นสนิมของผู้หญิงที่มีฝ้ารูปแผนที่แอฟริกา ปรีชาและการตามหาเอกสารหน้า ๒๓ ที่หายไป ดำรงผู้ไม่เคยมีเวลาว่าง และนิตยา ผู้ไม่เคยช้าแม้สักครั้งในชีวิต

ดีใจที่ได้อ่านในวัยที่ยังห่างไกลกับเลข ๔๐ อีกหลายปี (ฮา) เพราะอย่างนี้ ถึงได้มองเห็นว่า ในเวลาอีกหลายปี ก่อนจะถึง ๔๐ นี้ มีอะไรต้องทำ พอถึงวันนั้นถ้ารู้สึกแก่จริงๆ จะได้เอ็นจอยกับอีกสเตจของชีวิต โดยไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งเสียดายที่ยังไม่ได้ทำสิ่งที่ยังรู้สึกติดค้าง


บันทึก :
• ขอบคุณน้าเอ๋ และคำนิยมสำหรับหนังสือเล่มนี้
• ขอบคุณคนเขียน ถึงแม้อิฉันจะไม่เห็นด้วยเท่าไรกับการจัดให้คนอายุ ๔๐ เป็นคนแก่ (ถึงตามแผนที่ชีวิตมันจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม) เรื่องของคุณสนุกมาก แล้วก็เล่าได้กวนมาก แต่กินใจมาก คุณมีผลงานเล่มอื่นอีกไหมเนี่ย? แล้วคุณเขียนนาครเขษมอยู่นานไหม? คุณเขียนเสร็จเมื่ออายุเท่าไหร่? และจริงๆ แล้วคุณอายุเท่าไหร่?
• ว่าแล้วน่าจะทำรายการ to do list ก่อนจะชรากันสักหน่อยนะ
-สำหรับที่ที่อยากไปจริงๆ ก็จะกระเสือกกระสนให้ได้ไป
-สำหรับสิ่งที่อยากทำจริงๆ ก็จะลองทำดู และจะตั้งใจทำให้ดี ไม่ให้เสียเวลา
-สำหรับคนที่อยากบอกรัก สมควรบอกรัก ก็จะหาโอกาสเหมาะๆ บอกให้ได้
-สำหรับความสัมพันธ์ ถ้ายังมีโอกาส ก็จะลองดู และจะมีให้ดี ไม่งี่เง่าและทำเสียเรื่องอีก
-สำหรับคนที่รักเรา ดีกับเรา ก็จะรักเค้าตอบ..อย่างรู้คุณ
-สำหรับคนงี่เง่า ก็จะไม่เสียเวลาใส่ใจ คนที่ควรใส่ใจยังมีอีกเยอะแยะ


วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

ว่าด้วยตีนเป็ดน้ำ


ต่างกะดอกตีนเป็ด (สัตบรรณ) ลิบลับเลย

ดมดูไม่เห็นหอม อาจจะหอมเวลาอื่น แต่คงไม่มาก

ต่างกับตีนเป็ดที่เวลาออกดอก ดอกเค้าจะยิบๆๆๆๆ ออกสะพรั่งทั้งต้น แ้ล้วก็ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปไกลเชียวล่ะ

ดูรูปดอกตีนเป็ดได้ที่นี่ฮะ (ขออนุญาตเจ้าของแระ)
http://janejane11.multiply.com/photos/album/40/40


ศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๒

อย่างที่บางคนทราบแล้ว
เมื่อวันศุกร์ อิฉันข้ามเขตไปถึงบางขุนเทียน ไปหาข้อมูลที่โรงเรียนทวีธาภิเษก ๒
อากาศร้อนมาก กระหายน้ำ+หิวข้าวแทบเป็นลม
พออิ่มท้องหน่อยถึงตาสว่าง
มองไปก็เห็นต้นไม้เขียวๆปลูกอยู่ริมบ่อ

เอ...นั่นมัน ตีนเป็ดน้ำนี่นา
เห็นต้น เห็นใบ เห็นดอก ยังไม่แน่ใจเท่าเห็นลูก

นี่แหละ ตีนเป็ดน้ำเป็นแบบนี้
ไม่เหมือนสัตบรรณ (ตีนเป็ด-ไม่มีอะไรสร้อยห้อยท้ายชื่อ) นะฮะ