แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ dvd แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ dvd แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Lady: The Gentleman and People

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
หนังเรื่องแรกของ Luc Besson ที่ฉันได้ดูคือ Léon (2537) ตอนนั้นฉันยังเด็ก แต่จำได้ว่าติดใจข้อความที่ถ่ายทอดผ่านดวงตาของนักฆ่ามืออาชีพลีอองมากกว่ารัศมีเจิดจรัสของเด็กหญิง นาตาลี พอร์ตแมนเสียอีก

ได้ดู The Lady (2554) ในปีนี้ ฉันยังคงติดใจข้อความที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของมิเชล โหย่ว ในอวตารของ อองซาน ซูจี บุตรีแห่งวีรบุรุษของชาวพม่าอีกครั้ง โดยที่เธอไม่ต้องพูดไดอาล็อกคมคายใดๆ เลย ไม่ว่าจะในภาษาไหน

ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะยิ่งใหญ่ได้เพียงใด ฉันไม่เคยฉุกคิดจนมาดูเมอริล สตรีพ ถ่ายทอดชีวิตของมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ ผ่านหนัง The Iron Lady แต่เรื่องราวของอองซาน ซูจี ใน The Lady ทำให้ตอบตัวเองได้หมดใจ ว่าชีวิตลูกผู้หญิงนั้นจะยิ่งใหญ่ได้มากที่สุด เมื่อเธอผู้นั้นอดทนอย่างที่สุดและยอมเสียสละอย่างที่สุด เพื่ออุดมการณ์ที่ตัวเองศรัทธา

ผ่านการเล่าเรื่องของลุงลุค ฉันได้เห็นด้วยว่า เบื้องหลังของหญิงผู้ยิ่งใหญ่มีชายผู้เสียสละที่ฉันไม่เคยเห็นเลย จากข่าว หรือสารคดีอะไรก็ตาม การมีอยู่ของเขาผู้นี้เติมเต็มเรื่องราวของ อองซาน ซูจี ให้ดูมีชีวิตจริงบนแผ่นฟิล์ม (กระดากจะพูดเล็กน้อย เพราะตัวฉันเปิดหนังจากแผ่น) ถ้าไม่ได้กำลังใจและการสนับสนุนของสามีและลูกๆ เธอผู้นี้อาจไม่เข้มแข็งพอจะผ่านทุกอย่างมาได้จนถึงวันนี้

ช่างเป็นคู่ชีวิตที่คู่ควร

ได้ยินว่า อองซาน ซูจี กำลังจะมาเมืองไทย ฉันรู้สึกยินดีที่เธอได้เดินทางออกมาทำงานของเธอนอกบ้านบ้าง และแอบฝันว่าถ้าเราได้พบกัน ฉันอยากจะถามอะไรเธอสักข้อ


หมายเหตุ:
• The Lady เป็นหนังดราม่าที่เปิดกี่ครั้งก็เห็นใจผู้หญิงคนนี้ตลอด
• ซีนที่ดอว์ซูดีดเปียโนใต้แสงตะเกียงทำน้ำตาไหลทุกครั้ง
• ชอบเพลงในหนังเรื่องนี้ทุกเพลง
• ฉากสวยมาก โดยเฉพาะบ้านหลังนั้น ฉันอยากรู้จังว่าอยู่ที่ไหน
• อีกเรื่องที่รู้สึกคือ หนังเรื่องนี้ตัดต่อดีมาก
• อยากดูหนัง The Fifth Element





วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

FUR : Freedom of Diane Arbus

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

ดูมาหลายรอบ แต่ไม่คลิกเท่ารอบล่าสุดที่ได้ดู ไม่รู้จะเป็นเพราะเป็นการดูในรอบที่ ‘แก่’ ที่สุดแล้วหรือเปล่า (ฮ า!) แต่ก็นั่นแหละ เก็ตแล้ว ว่าคนทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเขาจะบอกอะไรกับฉัน

FUR (2006) เล่าเรื่องของช่างภาพสาวอเมริกันผู้มีผลงานและชีวิตที่โดดเด่นน่าสนใจมากๆ คนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 นาม Diane Arbus (Nicole Kidman) …ดูไม่ง่ายนักเพราะไม่ใช่นี่ไม่ใช่หนังสารคดีชีวิต แต่เป็น “An Imaginary Portrait (of Diane Arbus)” ที่เล่าว่าจากคุณหนู ลูกสาวเจ้าของเฟอร์ยี่ห้อดังแห่งฟิฟธ์อะเวนิว มีพ่อเก่งกาจ และแม่สวยเริ่ดเชิดเนี้ยบ ผู้ควรจะใช้ชีวิตเรียบๆ เงียบๆ สมบูรณ์พูนสุขในฐานะแม่บ้าน แม่ของลูก และผู้ช่วยผัวช่างภาพ ทำงาน art director ผสม stylist ช่วยผัวทำงาน commercial art ไปวันๆ ..ทำไมจู่ๆ ถึงได้เกิดความกล้าจะค้นกล้องทวินเลนส์ Rolleiflex ที่สามีซื้อให้หลายปีแล้วขึ้นมา ด้วยหวังจะออกไปบันทึกภาพในแบบที่ตัวเองเห็น

หนุ่มประหลาดนาม Lionel Sweeney (Robert Downey Jr.) หรือเปล่า ที่เป็นแรงบันดาลใจที่จุดประกายให้ดิแอนแกะตัวเอง ก้าวออกมาจากพันธนาการที่ตัวเองมองไม่เห็น แล้วปลดปล่อยสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาในรูปที่ตัวเองบันทึก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพอร์เทรตของบุคคลที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย

ค่อนข้างแฟนตาซี แต่หนังเรื่องนี้ลุ่มลึกด้วยสัญลักษณ์ที่ชวนให้คิด ตั้งแต่ คำถามแหลมคมที่แสกเข้ากลางใจ จากแขกผู้มาเยือน ตราที่หน้าประตูห้อง บ่อน้ำอุ่นบนอพาร์ทเมนต์ชั้นบน ผู้คนแปลกๆ (เว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์-ตามสำนวนนพดล เวชสวัสดิ์) ที่เพื่อนพาไปพบ พฤติกรรมชวนฉงนระหว่างคนเหล่านั้น ปอดที่กำลังจะหายไป มหาสมุทร และการว่ายออกไปโดยไม่กลับมาอีก

ดิแอน อาร์บัส สมัครใจออกจากไออุ่นอันแสนหรู แสนแพง แสนเนี้ยบ จากเฟอร์ของครอบครัว มาคลุมกายด้วยเฟอร์ที่เพื่อนเย็บให้ (ซึ่งถักทอขึ้นจากขนของเขาเอง!) เพื่อจะไปปลดเปลื้องเสื้อผ้า เปลือยตัวและเปลือยใจต่อหน้าคนไม่รู้จัก!!

ลองข่มอคติว่าหนังอาร์ตดูยาก เข้าใจยาก หามาดูแล้วคุณเองก็จะมีโอกาสได้สัมผัส An Imaginary Portrait of Diane Arbus ในมุมของตัวเอง ได้ค้นพบแรงบันดาลใจจากจินตนาการแสนพิสดารเกี่ยวกับดิแอน อาร์บัส (ของผู้กำกับ) ในแบบของตัวเองเช่นกัน


หมายเหตุ:
• FUR เป็นผลงานกำกับของ Steven Shainberg ผู้กำกับ Secretary (หนังรักโรแมนติกประหลาดโลกที่เล่าถึงความสัมพันธ์แบบ ‘ซาดิสม์-มาโซคิสม์’ ระหว่างผู้บริหารบริษัทหนุ่มกับเลขาสาวเซี้ยว)-เคยดูป่าวนะ?
• นิโคลเล่นสมราคา ส่วนดาวนีย์ จูเนียร์ รู้สึกหนังเรื่องนี้จะเป็นการกลับมาหลังจากหายไปพักใหญ่ของเขา ดีนะ นอกจากความหล่อแล้วก็ยังดราม่าได้กินใจทีเดียว (ถึงในหลายฉาดจะเห็นแค่ลูกตาเขาก็เหอะ!)
• เป็นอย่างที่คาด ดิแอน อาร์บัส ตัวจริงจบชีวิตตัวเองด้วยการกรีดข้อมือเมื่อมีอายุได้ 48 ปี แต่ก็หลังจากทิ้งผลงานลือลั่นไว้หลายชิ้นอะนะ กล้าดี ผู้หญิงคนนี้
• ให้พี่กู(เกิล)ช่วยหาผลงานของ Diane Arbus ด้วยการพิมพ์ชื่อของเธอลงไป แล้วคุณจะได้ทึ่งกับภาพถ่ายของผู้หญิงคนนี้
• รักหนังเรื่องนี้


วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Ahiru to kamo no koinrokkâ กับเหตุผลของการมีชีวิตอยู่

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


คุยกับแม่ลูก (อ่อน) สองเมื่อวานนี้เรื่องชีวิต เห็นตรงกันว่าการมีลูกและการเลี้ยงสัตว์ทำให้เราเรียนรู้ที่จะคิดถึงคนอื่น (บ้าง) ไม่ใช่แต่อะไรๆ ก็คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองเหมือนสมัยยังสาว ตอนที่โลกทั้งใบยังหมุนรอบตัวเรา

แม่ลูกสองสำทับด้วย quote คำพูดของศิลปินสุดเซอร์คนหนึ่ง “การมีลูกทำให้เป็นอิสระ” ...เขาหมายถึงอิสระจากการวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องตัวเอง ฉันเถียงไปว่า ไม่จริงเลย ถ้ามันคืออิสระจากการวนเวียนคิดถึงเรื่องตัวเอง เพียงเพื่อจะไปคิดวนเวียนเรื่องลูก (หรือสัตว์เลี้ยงของเรา) แล้วก็พานให้คิดถึงการมีชีวิตอยู่ หัวข้อที่ฉันคิดวนเวียนตั้งแต่รับลูกแมวพิการมาเลี้ยงคู่กับแมวสมบูรณ์ (แล้วก็มีอันว่าแมวที่คิดว่าสมบูรณ์ก็ไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์อย่างที่คิดเสียอีก!) นังหนูสามขาหน้าโง่และแบ๊วของฉันนี่เอง ที่ทำให้ฉันถามตัวเองออกบ่อยไป ว่าถ้ามันเป็นคน มันจะเลือกมีชีวิตอยู่ในสภาพร่างกายแบบนี้ไหม หรือถ้าฉันเป็นอย่างมัน ฉันจะมีหน้าร่าเริงวิ่งสามขาจู๊ดๆ ไล่หลังพี่สี่ขาอ้วนพีดีของมันไปทั่วห้อง เพียงเพื่อจะไล่ฟัดกันเล่นๆ ไหม จะรักชีวิตและจ้องมองจิ้งจกด้วยตากลม เป็นประกายอย่างนั้นได้หรือเปล่า

มีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากจะเขียนถึงตั้งนานแล้ว แต่ดูแล้วก็ทึ่งจนอึ้ง ไม่รู้จะเขียนถึงอย่างไรดี จนถึงวันที่ผ่านบทสนทนาเรื่อง ‘ลูก’ กับ ‘แมว’ ในวันนี้ ฉันจึงได้นึกออก ว่าแท้ที่จริงหนังเรื่องนี้พูดถึงการมีชีวิตอยู่

Ahiru to kamo no koinrokkâ (2007) ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่า “เป็ดเทศ กับเป็ดบ้าน และล็อกเกอร์หยอดเหรียญ” หนังที่เพื่อนสาวจัดให้มาตั้งนานแล้ว ด้วยเธอชอบหนังเรื่องนี้ที่อะไรอีกหลายอย่าง นอกจากเพราะมีนักแสดงในดวงใจของเธอร่วมแสดงด้วย เริ่มอย่างเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ด้วยภาพและเพลง Blowin’ in the Wind ในเสียงของ Bob Dylan อย่างหนังแนวๆ (ซึ่งทำให้ฉันหลับไปภายใน 15 นาทีแรกอยู่หลายรอบ) แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปแล้วต้องบอกว่าทึ่งกับบท และความยอกย้อนท้าทาย ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนตอนเล่นเกมตรรกะที่ทดสอบไหวพริบและสมาธิของเราไปในตัวไม่มีผิด

หลอกเราให้เราเข้าใจเป็นอย่างหนึ่งในตอนแรก แล้วก็มาเฉลยว่า ‘นั่นมันผิดหมดเลยจ้ะ’ ในตอนหลัง เด็กแปลกถิ่นคนหนึ่ง ย้ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเพื่อเรียนหนังสือ เขาไปพร้อมกับเสียงฮัมเพลง Blowin’n in the Wind เพลงที่ตัวละครบางคนบอกว่าเสียงของบ็อบ ดีแลน คนร้องในเทปนั้นเป็นราว ‘เสียงของพระเจ้า’ และเป็นความเกี่ยวเนื่องกับเพลงนี้ของตัวละครแต่ละตัวนี่เอง ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน
เด็กใหม่ถูกชักชวนไปร่วมปฏิบัติการงี่เง่าที่ดูไม่มีเหตุผล แต่ที่จริงแล้วมีเหตุผลหนักแน่นควรแก่เหตุ การทำให้คนอื่นเข้าใจว่าตัวเองเป็นอีกคน และการลงโทษคนบางคนด้วยวิธีที่เลือกสรรเอง ก็ล้วนมีเหตุผลของมัน

ฉันคิดว่าการเลือกที่จะใช้ชีวิต และ ‘เป็น’ ในแบบที่คนแต่ละคนปรารถนาจะเป็น เป็นเรื่องที่ต้องเคารพ แต่การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตอื่น จะเป็นพ่อแม่ คนรัก หรือแม้จะเป็นแค่หมาแมว นอกจากน่าเคารพแล้ว ยังเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ด้วย

(ยิ่งใหญ่จนควรค่าแ่ก่การได้รับการอภัยจากพระเจ้่าเลยล่ะ!)

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Aoi Tori : The Blue Bird

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



Aoi Tori หรือนกสีฟ้า (2008) เป็นหนังเล็กๆ เรียบๆ แต่พูดถึงเรื่องยิ่งใหญ่ คือการสอนเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างกล้าหาญ และสง่างาม

“การลืมนั่น ขี้ขลาดนะ”
มูริอูจิเซนเซ (Hiroshi Abe) ผู้เข้าสอนแทนครูประจำชั้น ม. 2/1 ซึ่งถูกพักงานหลังจากมีนักเรียนในห้องคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนแกล้ง พูดกับนักเรียนทั้งชั้นในครั้งแรกหลังจากกวาดตาไปทั่วชั้นแล้วหาโต๊ะที่ควรเป็นของเด็กเจ้าปัญหาคนนั้นไม่พบ

เซนเซ หรือครูคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มีปัญหา
“เซนเซเป็นคนพูดตะกุกตะกัก ไม่สามารถพูดแบบปกติได้” เขายอมรับ “แต่เซนเซก็ตั้งใจพูด พวกเธอก็ควรตั้งใจฟัง แต่เพราะว่าพวกเธอทำไม่ได้ เซนเซถึงได้มาสอนที่นี่”

ปัญหาที่เกิดกับ โนะงูจิ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องสามัญเพียงแค่ในโรงเรียนในญี่ปุ่น แต่เป็นในโรงเรียนทั่วโลก ที่มีเด็กวัยเดียวกันมาอยู่รวมกัน สังคมกัน มีการจัดกลุ่ม ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มใหญ่ จากนั้นใครคนหนึ่งจะถูกอุปโลกให้เป็นหัวโจก แล้วก็ต้องมีใครสักคนเป็นอย่างน้อยที่ถูกแกล้ง

ไม่ใช่การใช้กำลังหรือขมขู่ เพื่อนๆ ในห้องแค่แกล้งให้โนะงูจินำของจากบ้านที่เป็นร้านสะดวกซื้อมาให้ แล้วเพื่อนทั้งห้องก็แค่หัวเราะใส่เพราะขำ โดยที่เจ้าตัวคนถูกแกล้งก็ได้แต่หัวเราะรับโดยที่ไม่เห็นขำด้วย

แต่สำหรับเด็กคนนั้น นั่นก็รุนแรงพอจะบีบจิตใจจนทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายแล้ว

โชคดีที่เขาไม่ประสพความสำเร็จในการพยายามตาย พ่อแม่จึงปิดร้าน ย้ายเขาไปเรียนที่อื่น เพื่อนร่วมชั้นหลายคน ทั้งที่รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังไม่ยอมรับว่าแค่หัวเราะใส่ และไม่ช่วยเหลือ นั่นเป็นการแกล้งเพื่อนแล้ว โรงเรียนเองไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้มากไปกว่าพยายามแสดงความสำนึกผิดหมู่โดยให้นักเรียนทั้งชั้นเขียนเรียงความสำนึกผิด เขียนซ้ำๆ จนกว่าจะได้ใจความที่กินใจ ว่ารู้สึกผิด สำนึกแล้ว ขอโทษ และ “ลืมมันซะ พวกเธอยังมีการสอบที่สำคัญรออยู่”

กล่อง “นกสีฟ้า” ถูกนำมาตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อรับข้อความจากคนที่มีอะไรอัดอั้นตันใจ บอกใครไม่ได้ โรงเรียนฝันไว้สวยๆ ว่าทุกอาทิตย์จะมีการรวมกลุ่มกันเปิดกล่อง อ่านข้อความในกล่อง แล้วก็รับรู้ร่วมกัน ทีนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไรของนักเรียนที่หลุดรอดสายตาของโรงเรียนอีกต่อไป ...แต่จนแล้วจนรอดกล่องนกสีฟ้าก็ไม่มีข้อความอะไรเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากคำถามว่า “นกสีฟ้าคืออะไร”

ไม่ใช่กล่องนกสีฟ้าหรอก ที่ช่วยเปิดใจ แล้วเข้าไปสะสางเรื่องในใจของนักเรียนห้องนี้ แต่เป็นครูชั่วคราวที่มีปัญหาในการพูด แต่ตั้งใจที่จะฟังพวกเขา แล้วก็อธิบายว่าทำไมการ “ลืม” จึงเป็นหนทางหนีปัญหาแบบคนตาขาว ส่วนคนที่ “จำ” ไว้เสมอจึงเป็นคนกล้าหาญ



บันทึก :
• ภูมิใจนำเสนอ อาเบะ ฮิโรชิ นักแสดงชาย (ญี่ปุ่น) ในดวงใจในเวลานี้
• ดูแล้วก็อดย้อนนึกถึงเรื่องในโรงเรียนของตัวเองไม่ได้นะ
• เพลงเปิดและปิดเรื่องเพราะอีกตามเคย เนื้อร้องก็ดี๊ดี รู้เพราะดีวีดีแผ่นนี้มีซับเนื้อเพลงด้วยน่ะซี
• น่าคิดนะ ว่าเรื่องไม่ดีที่เราพลาดมาในอดีต เราควรเลือก “ลืม” หรือ “จำ”

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Shiawase no Kaori : รสชาติแห่งความสุข

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



เชฟเก่งๆ ของร้านดังๆ เขาพยายามทำกับข้าวให้อร่อยเพราะอะไร เพื่อใครกันนะ?
เพื่อตัวเอง เพราะอีโก้สั่งให้รักษามาตรฐานความอร่อยของตัวเองไว้ อย่าให้ตก
หรือเพื่อคนอื่น?

“หวางซัง” หรือเชฟหวาง (Tatsuya Fuji) ใน Shiawase no Kaori (2008) ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า Flavor of Happiness ไม่ได้มีอีโก้แบบนั้น เขาปฏิเสธเทียบเชิญให้ขึ้นห้างดัง และยืนยันจะทำอาหารขายในร้านเล็กๆ ซอมซ่อของตัวเองต่อไปด้วยเหตุผลง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

เพียงเพราะเขาอยากเห็นหน้าตาคนกินเวลามีความสุข เมื่อได้กินอาหารของเขา เท่านั้นเอง

รสชาติอาหารที่ปรุงอย่างตั้งใจ ใส่ใจ แม้เป็นอาหารกลางวันง่ายๆ ราคาไม่แพงนั้น อร่อยกินใจทาคาโกะ (Miki Nakatani) จากบทบาทที่ควรเป็นคนมาจูงใจให้เชฟหวางยอมขึ้นห้าง ไปเรียกกำไรมหาศาลให้บริษัทของเธอ มากินอาหารของเขานานวันเข้า เธอกลับอาสา สมัครเป็นศิษย์รับสืบทอดวิชาการปรุงอาหารจากเชฟเมื่อเชฟล้ม และกลายเป็นอัมพฤกษ์ ยกกระทะไม่ไหวอีกต่อไป

ทาคาโกะทิ้งงานมาถือปังตอ มาจับกระทะ เพราะเธอมีเหตุผลบางอย่างของเธอ เป็นเหตุผลเล็กๆ แต่ก็กินใจมนุษย์ปุถุชนที่แสนเหงาและแสนคิดถึงใครบางคนอย่างเราๆ

ระหว่างที่ทาคาโกะเรียนรู้ คนดูก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากที่รู้อยู่แล้ว ว่าความสุขของคนได้กินอาหารอร่อยๆ เป็นอย่างไร ฉันได้เห็นขั้นตอนการเตรียมอาหารจีน การหั่น การสับ การใช้ไฟ เทคนิคการใช้กระทะ และที่สำคัญ ฉันเหมือนได้สัมผัสถึงความสุขของคนทำอาหาร

แล้วก็อยากจะออกไปกินอาหารอร่อยๆ ที่คนทำตั้งใจทำให้เรากินอย่างมีความสุขขึ้นมาทันที
(มีที่ไหนจะแนะนำช่วยบอกด้วยนะ)




บันทึก:
• เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะมาก เพลง End Title ก็เพราะ นักร้องเสียงดีจริงๆ
• นักแสดงนำทั้งสองถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีจริงๆ
• สำหรับมิกิจังนั้น ฉันอยากตบมือให้ด้วยซ้ำ ค่าที่เธอเป็นนางเอกญี่ปุ่นชั้นนำ ที่ไม่ติดกับบทนางเอ๊กนางเอกเลย (จำ Kiraware Matsuko no isshô หรือ Memmory of Matsuko ได้ไหม?) เรื่องนี้เธอทั้งผอม ทั้งโทรม ไม่สวย ไม่อะไรทั้งสิ้น แต่เธอสง่านะ ท่าทางและแววตาตั้งอกตั้งใจเวลาตั้งใจทำอาหาร
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ใช่แค่ต่อมน้ำลายแตกอย่างเดียว แต่มันทำให้ฉันอยากเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ ให้มีรสชาติแห่งความสุขบ้างบ้าง (ว่าแต่ใครล่ะ จะมาทำหน้าตามีความสุขเมื่อได้กินอาหารของฉัน)
• นอกจากนี้ยังทำให้ฉันตั้งใจว่า ต่อไปถ้าเลี่ยงได้ จะไม่กินอาหารจากคนที่สักแต่ทำๆ มาขายให้เรากินอีกแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Oppai Volleyball : พวกเราสู้ตาย! (ขอแค่ได้ชมนมคุณครู)

Rating:★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


ถึงจะรู้ก่อนดูว่านี่เป็นหนังตลกทะลึ่งแนวโค้ชหน้าอ่อน ขุนพวกเด็กเหลือขอให้กลายเป็นนักกีฬามีความสามารถ
เช่นเดียวกับ Water Boys และอื่นๆ แต่ฉันก็ยังสั่งหนังเรื่องนี้มาดู เพียงเพราะเป็นหนังของฮารุกะจัง

ดูแล้วได้อะไรเยอะกว่าที่คาดหวัง ทั้งความสนุกและแง่คิด

ไม่ใช่แค่ขำความหน่อมแน้มไม่ประสีประสาอะไรกับเรื่องเพศ แต่ก็อยากรู้อยากเห็น อยากจับอยากต้องเหลือเกินกับเด็กผู้ชาย ม.ต้นพวกนั้น แต่เพราะมันเป็นหนังย้อนยุค ที่พาเรากลับไปในราวปี '70s-'80s (เดาจากเพลง) เลยได้เห็นอะไรสนุกๆ ประจำยุค ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่น และเพลงป๊อป เพลงโซล เพลงเทรนด์ของวันนั้น

เด็กพวกนี้มันทะลึ่ง อยากเห็นนมสาว พอครูสาวมาใหม่ได้รับมอบให้มาดูชมรมวอลเลย์บอลชายซึ่งมีสมาชิกแค่ 5 คน และไม่มีใคร(ครูคนไหน)เอา เด็กพวกนั้นเลยติดสินบนครู ว่าถ้าแข่งชนะครูต้องเปิดนมให้พวกผมดูนะ

เพื่อให้เห็นของจริง เด็กพวกนี้ก็เลยมีโอกาสพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง เรื่องที่ไม่คิดว่าทำได้ ก็ได้รู้ว่า ถ้าพยายามก็ทำได้ ครูเองก็ได้ประจักษ์ และเคารพความพยายามของเด็ก (จากตอนแรกไม่คิดว่าจะโดนจับจริงๆ หลังๆ เริ่มหวงนมไว้ให้เด็กจับ) ได้เรียนรู้ชีวิตครู อะไรที่ควรทำ แค่ไหนที่ทำได้ และต่อไปจะทำอย่างไรให้สามารถทำเพื่อเด็กได้ ได้ซึ้งกับแรงบันดาลใจดีๆ ที่ทำให้ได้ค้นพบว่าจะอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าได้อย่างไร

เรียกว่าได้ค้นพบตัวเอง ได้เข้าใจกันทั้งครู นักเรียน และระหว่างเพื่อน
ครอบเครื่องและสร้างสรรค์ประสาหนัง(+ซีรีส์) ญี่ปุ่นล่ะนะ



หมายเหตุ :
-ดูเหมือนหนังเรื่องนี้เข้าโรงเครือ Apex ก่อนโรงหนังสยามวอด ฉันเองก็อยากไปดูในตอนนั้น แต่เกรงจะปรี๊ดแตกใส่ม๊อบซะก่อน เลยต้องมาดู DVD แทน
-อายาเสะ ฮารุกะจังเนี่ย ก่อนจะมาดังจากบทบาทการแสดงให้ฉันรู้จักผ่านซีรีส์หลายต่อหลายเรื่อง (ตอนนี้มีซีรีส์ Mr.Brain ที่เธอเล่นเป็นผู้ช่วยวิจัยของสึคุโมะจัง-ทาคุยะ คิมูระ-ฉายอยู่ทางไทยพีบีเอส) ดูเหมือนจะเคยถ่ายอะไรหวิวๆ และมีชื่อในแนว "สาวทรงโต" มาบ้าง แต่ก็สามารถเปลี่ยนโฉมเป็นสาวปลาย่างแบบโฮตารุ และครูสาวเจี๋ยมเจี้ยม (ซึ่งที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เนินอกของเธอ) ใน Oppaiฯ
-เรียกว่านักแสดงญี่ปุ่นเค้าพิสูจน์ตัวเองที่ความสามารถ ถ้าเล่นบทอื่นได้ ก็จะได้บทอื่นเล่น ไม่ติดอยู่กับนางเอ๊กนางเอก นางร๊ายนางร้าย แม๊แม่ เหมือนดาราไทย
-ถ้าอยากรู้ว่า Oppai แปลว่าอะไร อยากให้หาหนังมาดู จะได้รู้อย่างหรรษามากกว่าเฉลยให้ฟังกันตรงนี้่
-เป็นหนังใสๆ ที่แฟนฮารุกะจังดูแล้วปลื้มจ้ะ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Air Doll: ความงามของการมีชีวิต


Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดู Air Doll (2009) แล้วก็ต้องเห็นความเหงา เป็นความเหงาของคนไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น ความเหงาแบบที่ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ ผู้กำกับ Nobody Knows (2004) ถนัด และยังสร้างสรรค์ Air Doll ออกมาในอารมณ์นั้น คือ เหงา สวย และหนาว เพียงแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วน้ำตาไม่ไหลเท่านั้นเอง

เรื่องเริ่มที่ชีวิตรูทีนของชายญี่ปุ่นสามัญคนหนึ่งในโตเกียว ผู้มีภาระใหญ่ในการพิสูจน์คุณค่าและการมีตัวตนผ่านการทำงานเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คือตื่นเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน ตกดึกก็ซมซานกลับบ้าน ด้วยความเหงา ก็เลยสั่งซื้อตุ๊กตายางเป่าลมรุ่นใหม่ ราคาถูก (ไม่ถึง 6,000 เยน) มาเป็นเพื่อนหนึ่งตัว

ไม่รู้แน่ชัดว่าพวกผู้ชายเขาซื้อตุ๊กตาเป่าลมไปทำไม (จริงๆ อาจมีผู้หญิงซื้อไปบ้างก็ได้) แต่สำหรับชายคนนี้ เขาไม่ได้ซื้อไปเพื่อปลดเปลื้องความต้องการทางเพศอย่างเดียว ตุ๊กตาโนโซมิเป็นเหมือนคนรักที่อยู่ร่วมบ้านกับเขา เขาทั้งพูดคุยกับเธอ บอกรัก ชี้ให้ดูดาว ชมว่าสวย อาบน้ำและแช่น้ำร้อนด้วยกัน ซื้อแชมพูดีๆ มาสระผมให้ นอนหนุนตักในบางที และแน่นอนที่สุด เขาเมคเลิฟและหลับไปเคียงข้างเธอ

ฉันเห็นชายคนนี้พูดคุยอย่างอ่อนหวานกับโนโซมิในฉากหนึ่งแล้วก็มาเห็นเด็กผู้หญิงอุ้มตุ๊กตาเด็กน้อยที่สามารถร้อง “หม่าม๊า-หม่าม๊า” (สำเนียงญี่ปุ่นร้องว่า มามา-มามา) ติดมือในฉากต่อๆ มา ฉันก็ร้องอยู่ในใจว่า ‘เฮ้ย เหมือนกันเลยนี่หว่า’ ...หรือว่าจริงๆ แล้วคนเรามีตุ๊กตา ไม่ว่าจะรูปคนหรือรูปสัตว์ เป็นโดราเอม่อน หมีเท็ดดี้ บาร์บี้ บลายธ์ หรือตุ๊กตาจำลองรูปหญิงสาว ไว้เป็นเพื่อนสำหรับพูดคุยด้วย เพื่อนที่เราจะพูดแม้เรื่องเร้นลับและน่าอายให้ฟังโดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหักหลัง โดยไม่ต้องกลัวเพื่อนหันหลังใส่เพราะไม่อยากฟัง หรือไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับชายคนนี้แล้ว ตุ๊กตาของเขายังมีสิ่งพิเศษมากๆ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว เพราะตุ๊กตาของเขา “ค้นพบหัวใจ” ของตัวเอง

โนโซมิ (แบ ดูนา) ลุกขึ้นจากเตียงในหนึ่งเช้าหลังฝน กลายร่างเป็นเด็กสาว ใส ตากลม เดินไปมาบนขาคู่ยาวเรียวในท่วงท่าอ้อนแอ้น ไม่ถนัดถนี่ ดูบอบบางน่ารัก แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์และสำนวน ออกจะดูเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนมากกว่าเป็นคนจริงๆ (ก็นี่มันเอเลี่ยนชัดๆ) แต่คนทั่วไปในละแวกนั้นกลับไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติ อย่างน้อยท่าทางการเดินแบบไม่ถนัด พูดอ้อแอ้ ตากลมโตที่เบิ่งกว้างเหมือนสนใจและตื่นเต้นตลอดเวลา กับชุดสาวใช้กระโปรงสั้นฟูฟ่องก็ล้วนไม่ใช่ของแปลกสำหรับเด็กสาวญี่ปุ่นล่ะ

ถ้าไม่แน่ใจว่าการมีหัวใจนั้น ดี และไม่ดีอย่างไร ต้องไปถามโนโซมิ เพราะเมื่อเริ่มค้นพบหัวใจ เธอก็เริ่มเรียนรู้จักชีวิตและโลก เริ่มมีใจให้ชายหนุ่ม โกหกเป็นโดยอัตโนมัติ และเจ็บปวด เธอรำพึงในตอนหนึ่งว่า “การมีหัวใจทำให้อกหักได้”

โนโซมิเริ่มทำความรู้จักกับการมีชีวิตพร้อมกับๆ เป็น “ตุ๊กตาเป่าลม-สิ่งทดแทนความต้องการทางเพศ” ไปด้วย เราได้เห็นทั้งความอ่อนโยนและความกักขฬะที่คนกระทำต่อโนโซมิ ได้ปวดร้าวไปกับความรู้สึกของโนโซมิเมื่อรู้ว่าชีวิตนั้นจีรังยั่งยืน แถมยัง “กลวง” ว่างโหวงชนิดไม่สามารถเติมเต็มได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น คน สามารถเติมเต็มให้ตุ๊กตาได้ ด้วยการเป่าลม แต่ตุ๊กตาไม่มีโอกาสเติมเต็มให้คนได้เลย โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมีตุ๊กตาตัวเดียวไม่พอ (ฮ า)


น่าขอบคุณที่โนโซมิพาเราไประลึกถึงแง่งามของการมีชีวิตซึ่งเราเองได้หลงลืมไปนานแล้ว แต่น่าสงสารที่การค้นพบหัวใจไม่อาจเปลี่ยนโนโซมิให้กลายเป็นคนได้จริงๆ หนังเรื่องนี้จึงต้องจบอย่างเศร้าแสน

ตุ๊กตาตัวหนึ่งพาตัวเองมาทิ้ง เพราะไม่อยากมีชีวิตอีกต่อกับ กับตุ๊กตาอีกตัวที่เจ้าของไม่ต้องการแล้ว จึงนำมาแลกกับแหวนในนิ้วของตุ๊กตาตัวแรก

ตุ๊กตาสวมกอดตุ๊กตาในกองขยะ เป็นฉากสุดท้ายที่สวย แต่เศร้า และเหงาจัง




บันทึก
• เป็นหนังที่เหงา แต่ไม่ทำให้เศร้าเกินไป ฉันดูแล้วรู้สึกรักชีวิต
• มีความรู้สึกว่าไดอาล็อกหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องเยอะกว่า Nobody Knows เรื่องนั้นใช้ภาพเยอะกว่าคำ
• ไม่น่าเชื่อว่าหนังเรื่อง Hana (2006) ก็เป็นผลงานกำกับของ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ (ฉันเพิ่งรู้เมื่อมาดูข้อมูลก่อนจะเขียน) ฉันได้แผ่นมาโดยบังเอิญ เปิดดูหลายหนแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าเป็นหนังที่เขากำกับ แถมยังเขียนเรื่องเองซะด้วย กลับไปดูอีกหนดีกว่า (http://www.imdb.com/title/tt0464038/)
• ตุ๊กตาสาวในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ตุ๊กตายาง (จริงๆ แล้วตุ๊กตายางเป็นไงก็ไม่เคยเห็นหรอกนะ) แต่เป็นตุ๊กตาเป่าลม เหมือนกับชื่อ Air Doll และ KUKI NINGYO ที่เป็นชื่อหนังในภาษาญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม จากการดูหนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ตุ๊กตาแบบนี้เขาใช้งานกันอย่างไร อิ อิ
• ในบรรดาหลายชีวิตในหนังเรื่องนี้ ฉันสงสารคุณตาที่สุด ไม่อยากอยู่จนเป็นอย่างคุณตาเลย ตาบอกโนโซมิว่า “ฉันเกลียดหมา เพราะพวกมันโตเร็ว เลี้ยงหมามีแต่ทำให้เหงา”
• ฉันเชื่อว่าที่ผู้กำกับบรรจงเลือกนักแสดงสาวชาวเกาหลีมาเล่นเป็นตุ๊กตาเป่าลมหัดเดิน หัดพูดเหมือนคน (ญี่ปุ่น) เพราะอยากให้เธอดูเป็นเอเลี่ยนจริงๆ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีจริงๆ นะ
• รู้ไหมว่า แบดูนา ตอนเล่นเป็นโนโซมิเนี่ย อายุ 30 นะจ๊ะ (ใช้โรจูคิสหรือป่าวน้อง?)
• ตอนถ่ายหนังน่าจะเป็นปลายหนาวหรือต้นใบไม้ผลิ (ที่ไม่เห็นมีดอกไม้บานเลย) แต่โนโซมิต้องทั้งเปลือย ทั้งใส่เสื้อผ้าแบบตุ๊กตาที่ไม่รู้จักหนาว อึดแท้ๆ
• อ่านนี่ แล้วฉันรู้สึกว่าเธอโปรจริงๆ >>นักแสดงสาวยืนยันว่า เธอเต็มใจกับการแสดงฉากดังกล่าว เพราะเชื่อมั่นในฝีมือผู้กำกับ นอกจากนั้นมันยังจำเป็นกับเรื่องราว โดยเฉพาะกับตัวละครที่เธอสวมบทบาท ตุ๊กยางซึ่งกลายร่างเป็นมนุษย์ “ทำยังเวลารู้สึกอายที่ต้องถ่ายหนังในฉากเปลือยเหรอค่ะ?” แบดูนา กล่าวถึงคำถามที่หลายๆ คนสงสัย “ฉันพยายามทำงานให้หนักที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่านักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้มีความเป็นมืออาชีพค่ะ เวลาทำงานที่ญี่ปุ่นแม้จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่ฉันเองก็รู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่เกาหลี”
• ใช่ หนังเรื่องนี้แบดูนาลงทุนเปลือยหลายฉาก แต่ฉันว่าเป็นฉากเปลือยที่ไม่เร้าอารมณ์ฝ่ายต่ำ แต่กลับดูแล้วรู้สึกถึงความ “สวยงาม” ใช่เลย “ความ คิ-เร-อิ ของชีวิต” ขอบคุณแบดูนาที่ให้โอกาสฉันได้เห็นความสวยงามของเรือนร่างสตรีอีกครั้ง ก่อนจะลืมมันไปตลอดกาล (ฮ า)
• ใครจำได้บ้างว่าตัวละครอะไรใน The Wizard of Oz ที่ร่วมเดินทางไปด้วยเพราะต้องการหาหัวใจ



วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Osen : ยุคสมัย วัฒนธรรมการกิน และหมีขั้วโลก

Rating:★★★★
Category:Other


สั่งซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะอยากรู้ว่าอาหารญี่ปุ่นจริงๆ เป็นอย่างไร

ดูแล้วนอกจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร ยังเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องไปกินสุกียากี้ญี่ปุ่นที่ Akiyoahi อีกครั้งในเร็ววัน โชคยังดีที่ดูแล้วไม่ได้ถึงกับกระหายใคร่จะกินสาเกอุ่นๆ หรืออยากเบียร์ญี่ปุ่นจนทุรนทุราย เพราะนางเอกในเรื่อง (Aoi Yu) แม้จะเป็นตัวละครอายุน้อย หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู แต่ดื่มเหล้าเก่งเหลือเกิน เธอดื่มโชว์บ่อยๆ อย่างรื่นเริง และเมาได้น่ารักเสียด้วย

ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความแปลกอย่างที่เราก็รู้กันอยู่โดยไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ว่าเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง อย่างฟุตเทจสารคดีที่นำเสนอชีวิตการกินของคนญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษเมื่อต้นเรื่องนั่นแหละ ชาวญี่ปุ่นมีกินตลอดเวลาที่ต้อง ทุกหัวถนน ท้ายถนน สี่แยก สามแยก ตรงทางลงรถใต้ดิน ในทางเดินของสถานีรถไฟ หน้าห้องน้ำ ฯลฯ จะมีตู้ขายของกินแบบหยอดเหรียญเต็มไปหมด ร้านราเมงหรืออาหารชุดราคาประหยัดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็หาได้ทั่วไป แถมยังมีร้านสะดวกซื้อหลายเจ้า วางขายอาหารสะอาด ราคาประหยัดกันเกลื่อนกลาด จะกินของร้อนในหน้าหนาว หรือกินของเย็นในหน้าร้อน มีให้เลือกตามใจ

อาหารสำเร็จรูปพร้อมกินเกรดที่ดีขึ้นมา คืออาจจะเป็นวัสดุที่ดีกว่าหรือรสชาติดีกว่าก็ยังมีรออยู่แพ็คที่พร้อมจะถูกใส่เข้าไปในไมโครเวฟทั้งอย่างนั้นที่ DepaChika หรือชั้นใต้ดินของ Department Store

แต่ทั้งๆ ที่โลกการกินของคนญี่ปุ่น convenience และ speedy ไปขนาดนี้แล้ว แต่ร้านอาหารอย่างในเรื่องคือ “อิชโชอัง” ก็ยังมีอยู่

อิชโชอังเป็นกิจการที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ตัวร้านคืออาคารเก่าหลังใหญ่ที่ยังดูแข็งแรงมั่นคง แล้วก็ดูสะดวกสบายกับชีวิตสไตล์คนในร้านอิชโชอัง นายหญิงผู้เป็นทั้งเจ้าของกิจการและผู้ควบคุมการปรุงอาหารและบริการของร้านคนปัจจุบันชื่อ ฮันดะ เซน (เพราะงี้เลยเรียกโอเซน?) อายุของเธอแค่ 23 ปี แต่เพราะได้รับการฝึกฝนมาดีประกอบกับมีพรสวรรค์และมีความรักชอบศิลปะทางด้านนี้ด้วย โอเซนเลยเก่งทั้งการปรุงอาหาร เขียนพู่กันแบบโบราณ เก่งเรื่องเครื่องปั้นดินเผา แถมยังนุ่มห่มกิโมโนและทำผมเผ้าให้เข้ากันอย่างน่าประทับใจ

อาหารของอิชโชอังเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นอย่างประณีต จากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่สดใหม่ หาได้ตามฤดูกาล ใช้ผักที่ปลูกเองในสวนหลังร้าน ลูกค้าที่มากินอาหารของอิชโชอังจึงไม่ต้องลำบากคิดมาจากบ้านว่าจะสั่งอะไร เพราะเมนูของร้านนี้จะไม่มีหน่อไม้ ถ้าไม่ใช่ฤดูของหน่อไม้ ปลาที่ได้กินก็จะแล้วแต่ฤดู และแล้วแต่ว่าวันนี้พ่อครัวได้ปลาอะไรมา กรรมวิธีในการปรุงก็จะเป็นขั้นตอนที่ประณีต ละเมียดละไม มีที่มาที่ไป มีเหตุผลตรรกะ ทำไมต้องปรุงแบบนี้ ทำไมไม่ปรุงแบบนั้น

ในเรื่องยังเล่าเกร็ดเกี่ยวกับเครื่องปรุงพื้นๆ ที่จำเป็นกับอาหารญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น การหุงข้าวด้วยฟาง การหมักมิโซะ และการทำปลาคัตสึโอตากแห้งสำหรับไสเป็นแผ่นบาง ใช้ต้มทำน้ำซุป (แบบเดียวที่โรยหน้าทะโกะยากิไงจ๊ะ) เราได้รู้ถึงขั้นว่าปลาแห้งนี้มันมีระดับคนลิ้นธรรมดากับระดับลิ้นเทพ และแบบที่เป็นของสำหรับลิ้นเทพนั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนทำให้ “รา” ขึ้นปลาโออยู่หลายรอบ ถึงจะได้รสชาติแบบนั้นออกมา
อ่านมาถึงขั้นนี้อย่าเพิ่งคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ชมแล้วหรรษา เบาสมอง ไม่ต้องคิดอะไรต่อ ดูจบก็แค่ออนไลน์ search หาร้านอาหารญี่ปุ่นดีๆ แล้วโทรชวนเพื่อน เพราะแท้ที่จริง Osen มีประเด็นหนักหน่วง ปวดร้าว ที่เราทุกคนเมื่อได้ดูแล้วต้องได้คิด ว่าควรยอมโอนอ่อนแต่โดยดีไปตามความเร็วของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หรือจะตั้งมั่นอยู่กับสปีดเชื่องช้า แช่มช้อยของความดั้งเดิมดี

ถึงแม้ว่าการมีอยู่ของอิชโชอังไม่อาจเปรียบเทียบกับการมีอยู่ของหมีขั้วโลก แต่ถ้าลองคิดดู คุณเองก็อาจจะพบว่า การยังคงอยู่ของสัตว์อย่างหมีขั้วโลก กับร้านอาหารอย่างอิชโชอัง นั้น บ่งชี้ว่าสิ่งสำคัญบางอย่างยังอยู่กับเรา สิ่งสำคัญนี้ มันสำคัญก็เพราะว่าถ้ามันสูญสลายหายไปแล้ว จะไม่มีทางถอยหลัง หรือเรียกกลับมาได้อีก แล้วชีวิตของเราก็จะไม่อาจเหมือนเดิมได้อีกเลย





บันทึก:
• เพื่อนซึ่งดูโอเซนจบล่วงหน้าไปแล้วได้เล่าระหว่างมื้ออาหารเกาหลีว่า ช่วงที่เพิ่งจบซีรีส์เรื่องนี้ใหม่ๆ นั้นเกิดอาการไม่สามารถเข้าร้าน Zen และ Fuji ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟในนั้นไม่ได้ปรุงขึ้นจากจิตวิญญาณ ฉันฟังแล้วปล่อยก๊าก เห็นด้วยกับเพื่อนมากๆ
• ตัวฉันเอง ถ้าเลือกได้ก็ไม่เลือกเข้าสองร้านข้างบนนานแล้ว (ฮ า) แต่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังเต็มใจเดินเข้าร้านฟูจิ เพื่อที่จะอดหงุดหงิดใจไม่ได้กับกิริยาอาการของพนักงานเสิร์ฟ ถ้วยชาม และรสชาติของอาหาร แต่ทำไงได้ กินข้าวกับเพื่อนที่ไร ไม่ว่าจะกินที่ฟูจิหรือที่ไหน มันสนุกทุกทีนี่นา
• อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ต้องตามใจใคร และตัวเลือกอื่นยังพอมี ฉันไม่เข้าสองร้านนั้นหรอก เสียดายเงิน (แม้ราคาอาหาร+บริการมันจะถูกกว่าร้านที่ฉันเลือกเข้าก็ตาม)
• ช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ฉันโชคดี ได้ทำงานที่มักมีโอกาสได้ชิมอาหารแปลกใหม่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นของราคาแพง และไม่ใช่เมนูปกติในชีวิตประจำวันของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองสับสนกับชีวิต ฉันจึงต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมา 2 ชุด สำหรับการกินอาหารปกติ และอาหารไม่ปกติ เช่นเดียวกับการแยกพิกัดนักมวย
• ความเป็นคน 2 มาตรฐานนี่เองทำให้ฉัน ซึ่งแม้จะรู้แล้วว่าความอร่อยที่แท้จริงของของสิ่งหนึ่งคืออะไร สามารถจะกินสิ่งนั้นในรสชาติที่อร่อยน้อยกว่าควรจะอร่อยตามมาตรฐานที่มันควรอร่อยได้โดยไม่รู้สึกลำบาก (อิ อิ)
• อันที่จริงเราควรขอบคุณของไม่อร่อยนะ ที่ทำให้เรารู้จักว่าความอร่อยที่แท้จริงเป็นอย่างไร
• คนบางคนเขาไม่สนใจหรอก ว่าหมีขั้วโลกจะมีอยู่หรือหมดไป ไม่ได้แคร์ด้วยว่าลูกกำลังกินอะไรอยู่ หรือลูกไม่รู้กระทั่งว่า หัวไชเท้าคือส่วนรากของต้น ไม่สนใจว่าอาหารตรงหน้าปรุงอย่างไร ใช้วัตถุดิบจากไหน เขาสนใจแต่กินให้อิ่มแล้วกลับไปทำงานต่อให้ผลกำไรในปีนี้มันไม่น้อยกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Aishiteiru to Ittekure : บอกมาว่ารัก

Rating:★★★★
Category:Other

ซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศทางสถานี TBS ในญี่ปุ่นในปี 1995 (15 ปีมาแล้ว) มาฉายในโทรทัศน์เมืองไทยหลังจากนั้นกี่ปีก็ไม่ทราบ ตอนนั้นฉันได้ดู จำไม่ได้ว่าได้ดูที่ไหน จำหน้านางเอกไม่ได้ จำเพลงไม่ได้ จำไตเติลไม่ได้ สิ่งเดียวที่จำได้คือความเท่ของพี่พระเอก ศิลปินร่างสูง เงียบขรึม ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่ง กางเกงหลวม และรองเท้าแตะคีบ นั่งนิ่งๆ นิ้วเรียวยาวสวยคีบบุหรี่จรดที่ริมฝีปาก หน้าตาพี่เขาหล่อ หล่อแบบเท่ๆ เงียบๆ

เงียบ เพราะเขาหูหนวก ก็เลยพูดไม่ได้

จนมาเลือกสั่งซีรีส์ (ผีอีกตามเคย) เมื่อวันก่อน เห็นรายชื่อซีรีส์เรื่องนี้ 愛していると言ってくれ (อ่านว่า Aishiteiru to Ittekure แปลว่า say you love me) เห็นแค่ชื่อจำไม่ได้หรอก ต้องมีเรื่องย่อกับรูปประกอบถึงจะจำได้ แล้วก็เกิดกิเลส อยากชมมาดเท่ๆ ของพี่เขาอีกครั้ง ก็เลยจัดการสอยมารื้อฟื้นความทรงจำอีกหน

แล้วก็ได้เรื่องเลย น้ำตาหลั่งไหลมากมากเพราะความเศร้าและสงสาร


คนเราไม่มีใครตั้งใจจะเกิดมาหูหนวก ตาบอด พี่เท่หรือพี่แม่น้ำโตโย (Toyokawa Etsushi) ซึ่งในเรื่องชื่อ Sakaki Kohji ก็เหมือนกัน เพราะอาการป่วยในวัยเด็ก ทำให้สูญเสียการได้ยิน นำมาซึ่งปัญหาครอบครัว แม่ทิ้งเขาไปในวัย 10 ขวบ เพียงเท่านี้ก็เหมือนสาปให้เด็กชายโคจิกลายเป็นเด็กชายที่เหงาที่สุดในโลก เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่วัย 31 ก็ยังเหงาไม่เลิก แค่การไม่ได้ยินอะไร พูดอะไรไม่ได้ก็เป็นเหมือนกำแพงกั้นตัวเองจากโลกภายนอกเพียงพออยู่แล้ว แต่นี่เขายังปลีกตัวออกมาอยู่เงียบๆ คนเดียวอีก ยังดีที่เป็นคนมีพรสวรรค์ทางการวาดรูป เลยได้ระบายอะไรๆ ออกมาบนผ้าใบ ไม่งั้นอาจบ้าไปแล้ว

ความเท่ของพี่เขาจับตาและดึงดูดใจ Mizuno Hiroko (Tokiwa Takako) สาวน้อยช่างฝันวัย 21 เข้าอย่างจัง (เออ ตอนดูซีรีสเรื่องครั้งแรกนี้ฉันคงอายุประมาณหล่อนน่ะแหละ) เธอก็เลยเป็นฝ่ายเข้าไปวนเวียน ป้วนเปี้ยน พาความสดใสร่าเริง ไปกวนจิตใจอันแน่วนิ่งเป็นน้ำตกตะกอนของพี่เขาปั่นป่วนจนร้อนเป็นความรักขึ้นมา

ซีรีส์เรื่องนี้ยาวถึง 12 Episode หรือ 6 แผ่น DVD ฉะนั้น ความรักระหว่างหนุ่มใหญ่ไม่พูดกับสาวน้อยที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีนักจึงไม่ได้จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งอย่างรวดเร็ว แรกเริ่มเป็นช่วงของการเรียนรู้ ตามมาด้วยความเข้าใจ แล้วก็ต่อด้วยการทำร้ายกันด้วยความหึงหวง และคาดหวัง สุดท้าย แทนที่จะได้จบดีๆ แฮปปี้ตลอดไป ก็กลายเป็นว่านางเอกเป็นฝ่ายทำเรื่องพัง พังง่ายๆ เสียอย่างนั้น

ฉันคิดว่า เรื่องแบบนี้เหมือนงี่เง่า แต่ได้ดูแล้วก็เหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่สำคัญ

คือมันไม่จำเป็นที่เราจะต้องสัมผัสความรักจากคนรักด้วยประสาทสัมผัสทุกส่วนที่เรามีหรอก แค่ได้สัมผัสให้พอมั่นใจ ว่า ‘เขารักเรา’ ก็น่าจะพอแล้ว

ตอนสำคัญที่นางเอกพาตัวเองไปเคาะประตูแมนชั่นของคุณแฟนเก่าของโคจิ แล้วดันไปถามเธอคนนั้นว่าชอบอะไรในตัวโคจิมากที่สุด เธอคนนั้นก็มากด้วยชั้นเชิงของสาวใหญ่ ตอบกลับมาว่า ชอบเสียงของเขามากพอๆ กับภาพวาดของเขา ก็แหม๋ พี่เค้าไม่พูดเพราะไม่มั่นใจจะพูด เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ดันไปหลอกเด็กสาวว่าเขาเคยพูดให้ฟัง แม่เด็กสาวเลยฝังใจ อยากฟังเสียงโคจิบอกรักบ้าง

เธออ้างว่าเพราะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเสียงของโคจิ ก็เลยรู้สึกเหงาเหลือเกิน

ฉันผู้มาเปิดซีรีส์เรื่องนี้อีกครั้งในวัยที่ความสาวสุกงอมเกือบสุดแล้ว ดูแล้วนึกสมเพชแม่สาวน้อยที่มีของดีอยู่ในมือแต่กลับอยากขว้างทิ้งไปเพราะเชื่อว่ามันไม่ดีเท่ากับของอีกสิ่ง ฉันอยากจะถามหล่อนออกไปด้วยภาษาไทย ในความหมายเหมือนที่โคจิถามด้วยภาษามือ ว่า

แค่รักตลอดไป-ไม่พอหรอ?



หมายเหตุ
• พี่แม่น้ำโตโยใช้ภาษามือได้ดีมาก มีความสามารถในการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดได้เจ๋งมาก (แอบคิดว่าพี่เขาน่าจะมีญาติหูหนวก ถึงได้พูดภาษามือเก่งขนาดนี้)
• ภาษามือของเขาสวยมากๆ ด้วย ก็เป็นคนแขนยาว นิ้วเรียวนี่นะ
• เวลาพี่เขาแสดงภาษาบ่งบอกถึงอารมณ์ ดูแล้วใจจะขาด มันเหมือนเห็นใจคนพูดน้อยที่อดจนระเบิดอารมณ์ออกมาน่ะ (ฉันเลยพลอยได้ภาษามือแบบญี่ปุ่นมาตั้งหลายคำ)
• แต่ดูเหมือนช่วงที่เล่นซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นช่วงพีคสุดของพี่เขานะ หลังจากเรื่องนี้และ Love Letter หน้าตาและหุ่นดูจะแย่ลงมากๆ ถึงขั้นเศร้าเลย ตอนเห็นใน Hula Girl นั่น
• เสื้อผ้าหน้าผมของนางเอกในเรื่องแย่มาก ทั้งที่ความจริงก็เป็นคนสวย (ในบางมุม) ไม่ใช่น้อย
• เขาเขียนบทให้นางเอกเป็นคนเลี้ยงแมวที่แย่มากนะ สนใจผู้ชายมากกว่าแมว
• อีกเรื่องคือหล่อนใจร้ายมาก กับแมวที่หล่อนไม่ไยดี ตอนหล่อนไปขนของออกจากบ้าน พี่เขาขอเอาไว้เลี้ยง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขารักแมวตัวนี้ขนาดนั้น เลี้ยงดูอย่างดีขนาดนี้ หล่อนก็ยังไม่ยอมยกแมวให้พี่เขาเลี้ยงเป็นเพื่อน (เคืองๆๆๆๆ)
• ฉันว่าถ้าเขาเอาเรื่องนี้มาสร้างใหม่ตอนนี้ เรื่องมันจะไม่เป็นอย่างนี้แล้วแหละ ก็สมัยนี้น่ะ คนเราแทบเดินเข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้ว (ซูเปอร์แมนยังลำบาก) และแม้แต่คนหูหนวกก็ยังส่งเมล์ผ่านมือถือได้ ไม่ต้องวิ่งไปรับแฟกซ์ ลุ้นตอนส่งแฟกซ์ หรือรอรับแฟกซ์กันอย่างในเรื่องแล้ว
• แผ่นที่เศร้า เรียกน้ำตาสงสารพี่พระเอกมากที่สุดคือแผ่นสุดท้าย แต่ฉันไม่ชอบตอนจบเอาเสียเลย
• เพลงเขาเพราะจริง คำว่า Aishiteru (อายชิเตรุ) หรือ ฉันรักเธอ ในเพลงนี้ฟังดูอ่อนหวาน แล้วก็เพราะมากๆ ในความรู้สึก
• แต่หนุ่มๆ สาวๆ ที่เพิ่งรักกันเขาไม่บอกกันว่า Aishiteru หรอกนะ เขาจะบอกกันว่า Suki ซึ่งแปลว่าชอบ หรือรัก (เหมือนในเพลงโดราเอมอนที่ร้องว่า tottemo dai suki แปลว่า รัก(ชอบ)มากที่สุดไง)
• หลายคนสงสัยว่าทำไมไตเติลซีรีส์เรื่องนี้ถึงต้องให้พระเอกนางเอกลงไปโป๊อยู่ในทะเล ได้ดู Episode แรกก็จะรู้คำตอบแล้วล่ะ
• เรื่องสำคัญที่เป็นอุทธาหรณ์สำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็คือ หลังจากมีปัญหากับคนรัก ตอนที่กำลังหวั่นไหว จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าได้วิ่งไปหามือที่สามเด็ดขาด จะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ ต้องเมื่อมีสติมั่นคงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะมีแต่คนที่ถูกทำร้าย

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Devil’s Advocate : ชนะเป็นมาร

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ใน Devil’s Advocate (1997) เควิน โลแม็กซ์ (Keanu Reeves) เป็นทนายจำเลยที่ชนะคดีมาตลอด นั่นทำให้เขาไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ แม้จะเป็นคดีล่วงละเมิดทางเพศที่ครูกระทำต่อนักเรียนของตัวเอง ซึ่งตัวเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าลูกความเป็นฝ่ายผิด จึงใช้พลังทั้งมวลที่มีพลิกลิ้นจนเป็นฝ่ายชนะคดีอีกครั้ง ชัยชนะบนคราบน้ำตาของผู้เสียหายเปล่งประกาย 'เข้าตา' บริษัทกฎหมายใหญ่เบ้งจากนิวยอร์กที่ส่งคนมาทาบทามให้ไปช่วยคัดเลือกลูกขุนในการพิจารณาคดี

เงินก้อนใหญ่และนิวยอร์กคือเหยื่อล่อชิ้นสำคัญให้เควินกับแมรีแอนน์ (Charize Theron) ทิ้งฟลอริดา แม่ และโบสถ์ของแม่อย่างไม่อาลัย ไปสู่อ้อมกอดต้อนรับของจอห์น มิลตัน (Al Pacino) เจ้าของบริษัทผู้ฉลาด ปราดเปรื่อง และรวยเสียงหัวเราะเริงร่าอย่างรู้ทัน (อันที่จริงรู้ใจ) คน

นิวยอร์กเป็นมหานครที่ผู้คนแข่งขันกันตลอดเวลา และในการแข่งขัน คนที่ได้รับการจดจำคือผู้ชนะเท่านั้น ชัยชนะเป็นกลิ่นหอมหวานดั้งเดิมที่ดึงดูดเควินอยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้นให้กระหายชัยชนะอย่างในนิวยอร์ก เขาจึงมุ่งตรงไปหามันจนไม่ยอมเสียเวลากับอะไรข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้อง มนุษยธรรม จริยธรรม หรือเมียแสนสวย ที่เขาเคยยอมรับว่าเป็น 'ทุกสิ่งทุกอย่าง' ของตนเอง

เควินไม่รู้ตัวว่าที่จริงเขาเป็นเหมือนเหล็กที่ถูกเผาให้ร้อน เพื่อให้ช่างตีขึ้นรูปให้เป็นอาวุธชั้นเลิศ ช่างตีเหล็กคนนั้นจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่จอห์น พ่อแท้ๆ ที่เขาเพิ่งรู้จัก ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่งได้รู้ด้วย ว่าพ่อไม่ใช่แค่คนเก่ง แต่พ่อของเขาคือมารตัวใหญ่ที่อุบัติขึ้นเพื่อปฏิบัติการแทะทำลายโครงสร้างของความยุติธรรม และความดีของมนุษยชาติ โดยใช้ความหอมหวานซ่านซ่าของชัยชนะล่อให้เขาและเลือกเนื้อเชื้อไขคนอืนๆ แทรกซึมเข้าไปในศาล ไปเปลี่ยนคนผิดให้เป็นคนถูก ย่ำยีคนถูกให้เจ็บปวดกับความอยุติธรรม

กว่าเควินจะรู้ตัว เขาต้องเสียแมรีแอนน์ไป แต่เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด พิธีกรรมการยั่วกิเลสของพ่อก็ไม่อาจเอาชนะคุณธรรมความดีที่แม่ฟูมฟักไว้ในตัวเขาได้ เควินจึงตัดสินใจไม่ให้ในสิ่งที่พ่อต้องการ

การตัดสินใจของเควินอาจทำให้คนดูช็อก แล้วก็ซึ้งกับอีกครั้งที่ธรรมะชนะอธรรม แต่เรื่องราวในหนังยังไม่จบ เพราะมารมันเอาจริง จะเอาชนะให้ได้ และจะทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะให้ได้

ดูหนังเรื่องนี้แล้วได้คิด บางทีที่เรารู้สึกกระหายชัยชนะเหลือเกิน ร้อนรุ่มอยากได้เหลือเกิน โลภ คิดๆๆๆๆ ว่าทำอย่างไรถึงจะได้สิ่งนั้นมาครอบครอง อาจจะต้องหยุด แล้วถามตัวเองสักนิดว่า ทำไมเราถึงอยากได้ขนาดนั้น อยากเป็นคนชนะขนาดนั้น? ใครกันที่อยากชนะ ตัวเรา หรือมารในตัวเรา?




หมายเหตุ :
• หนังสร้างจากนวนิยายโดย Andrew Neiderman กำกับโดย Taylor Hackford
• เป็นหนังที่สะท้อนภาพความเป็นไปในโลกนี้ได้กระจะอย่างน่าเจ็บปวดดี
• แต่จริงหรือ ที่คนชนะคดีถือเป็นฝ่ายถูก??
• “Lawyers are the devil’s ministry” Quote นี้น่าสนใจมาก
• หลายเรื่องที่ฉันเคยผ่านตาแล้วพบว่าหนุ่มคีอานูเล่นไม่ค่อยเข้าตา ฉันว่าเรื่องนี้โอเค แต่ถ้าไม่หล่อสดขนาดนั้น (ย้ำอีกทีว่าหนังเรื่องนี้ออกปี ‘97) มีหวังโดนรัศมี อัล ปาชิโน่เบียดกระเด็นแหง๋ ส่วนแม่ชาร์ลีซคนสวย ตอนนั้นยังเดินไม่ใกล้เวทีออสการ์ ก็เลยยังแหม่งๆ อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ดูแล้วก็เพลินตาดีนะ
• CG หนังเรื่องนี้น่าสนใจนะ อย่าลืมสิว่ามันหนังเมื่อ 13 ปีที่แล้วแน่ะ
• ว่าแต่ฝ่ายจำเลยเขามีสิทธิ์เลือกลูกขุนกันได้ด้วยหรอ
• มีสองคนที่ต้องขอบคุณ คือ น้องปิ๋ม ผู้ให้ยืมแผ่นหนังเรื่องนี้มานานแล้ว แต่พี่ยังไม่ได้ดูสักที เพราะทั้งเครื่องเล่นและหัวอ่านที่บ้านต่างก็อ่านไม่ได้ (เกือบถอดใจว่าสงสัยทำแผ่นน้องเขาเสียไปแล้ว) จนกระทั่ง ป๊อปว้าว บุคคลที่สองที่ต้องของคุณ ได้บริจาคเครื่องเล่นซัมซุงมาให้ใช้ หลังจากที่ตัวเองได้ถอยเครื่องเล่นโซเคนอันไฮโซกว่า (อ่านได้เริ่ดมากมาก-ขอบอก) จึงขอขอบคุณบุคคลทั้งสองไว้ ณ ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

The Final Cut : Remember for Yourself

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


คนเรายิ่งอายุมากก็ยิ่งผ่านโลกมามาก จึงมักจะเจอมาหมดทั้งเรื่องที่ทำให้สุขสม ทุกข์ตรม หลายครั้งที่ได้รับ โอกาสที่ได้ให้ หลายครั้งที่ลงมือแย่งชิง มีเรื่องที่ผิดพลาด การสัมผัสกับความสำเร็จ รูปแบบต่างๆ นานาของการถูกทำร้าย เทคนิคเหนือชั้นของการทำร้ายและหักหลังคนอื่น กระทั่งความประณีตบรรจงในการทำร้ายตัวเอง

ยิ่งอยู่นาน ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นยิ่งมีเยอะจนเลือกจำ เลือกลืมกันไม่ถูก รู้ตัวอีกที ทั้งเรื่องที่ตั้งใจจำ หรือไม่อยากลืม ก็ล้วนลืมไปตั้งนานแล้ว

ลืม โดยที่ไม่รู้ตัวว่ายังจำ

The Final Cut (2004) อยู่ในกระบะหนังเก่าที่หยิบมาดูใหม่ได้เรื่อยๆ อย่างที่ยังไม่นึกเบื่อ ค่าที่ดูเปิดดูเมื่อไหร่ก็โดนทิ่มแทงใจเสมอมา และเพราะว่าฉันเป็นมาโซคิส ฉันจึงชอบที่นานๆ จะหยิบหนังเรื่องนี้มาดูอีกสักที เพื่อกระตุ้นเตือนตัวเองไม่ให้ลืมความเจ็บปวดจากความทรงจำ

หนังเรื่องนี้เล่าถึงโลกที่มนุษย์ถูกฝังอุปกรณ์ช่วยเก็บความทรงจำของสิ่งที่มองเห็น ได้ยิน แม้กระทั่งภาพในฝันเอาไว้เป็นข้อมูลในชิพขนาดเล็ก เพื่อที่เมื่อคนคนนั้นตายแล้ว ผู้ที่ยังอยู่จะได้นำข้อมูลที่เก็บไว้มาจัดการ ซึ่งหนึ่งการจัดการกับข้อมูลพวกนั้นก็คือ การนำมาตัดต่อใหม่ แล้วฉายเล่าในรูปของภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทำด้วยเลน์สายตาและบันทึกภาพโดยหูของคนคนนั้นนั่นเอง

คงไม่มีใครบ้าพอ และมีเวลามากพอที่จะนั่งพินิจโลกทั้งใบของผู้จากไป สิ่งที่นักตัดต่อยอมให้ผู้มาร่วมอาลัยผู้จากไปเห็นจึงเป็นเพียง “โลกบางส่วน” ของเขาจากความทรงจำของเขาที่ถูกช่างตัดต่อคัดเป็นช่วงๆ แล้วนำมาเชื่อมต่อกันยาวในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง และแน่นอนว่าภาพยนตร์เพื่อการระลึกถึงผู้จากไปนี้ย่อมฉายเฉพาะแง่มุมที่ดีงาม อ่อนโยน ยิ่งใหญ่ เสียสละ อันน่าระลึกถึงเท่านั้น

แต่ใช่ว่าชีวิตบางส่วนที่คนส่วนใหญ่ “รับไม่ได้” จะหายไปตลอดกาล เพราะคนที่ได้เห็นมันโดยตลอด และอย่างละเอียดก็คือช่างตัดต่อนั่นเอง (แล้วถ้านักตัดต่อคนนั้นถูกฝังอุปกรณ์บันทึกภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยินเช่นกัน เขาไม่เท่ากับกลายเป็นอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงตัวพ่อเลยหรือ?)

ช่างตัดต่อจึงเป็นอาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณ หรือ Codes ที่สำคัญบางประการ เพื่อเป็นการเคารพต่อเจ้าของความทรงจำ ซึ่งช่างตัดต่อแต่ละคนก็มีได้บ้างไม่ได้บ้าง เช่นเดียวกับสื่อมวลชนในโลกของเรา

ขณะที่ในพื้นที่ข่าวบนโลกของเรากำลังพล่ามกันถึงสิทธิ สิทธิในการรับรู้ข่าวสาร สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิที่จะนั่น ที่จะนี่ โลกใน The Final Cut ก็มีคนกลุ่มหนึ่งถามถึงสิทธิส่วนบุคคลที่จะสงวนความทรงจำของปัจเจกบุคคลไว้กับตัวเอง พวกเขาพากันต่อต้านการฝังอุปกรณ์บันทึก ซึ่งเท่ากับเป็นการถูกจับตาดูตลอดชีวิต โดยการสักบนใบหน้าและศีรษะเพื่อรบกวนวงจรการทำงานของอุปกรณ์ที่ถูกฝังอยู่ในหัว แล้วรวมตัวกันประท้วง หนึ่งในป้ายที่พวกเขาถือเพื่อแสดงความคิดเห็นมีวลีสั้นๆ ที่กินใจฉันว่า “Remember for yourself”

ที่มันกินใจฉันก็เพราะฉันก็คิดเหมือนกันว่าความทรงจำของเรา ไม่ว่าดีหรือร้าย มันควรจะเป็นของเรา ไม่ใช่เรื่องที่ถูกนำ Entertain ใคร ไม่ใช่คำเยินยอ ด่าทอ อีกทั้งไม่ใช่อาวุธทำร้ายใครอื่นอีกด้วย

ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน โหดร้ายปางตายยังไง มันก็เป็นของเรา ของเราเท่านั้น ไม่ควรมีใครมีสิทธิหยิบฉวย หรือนำไปปู้ยี่ปู้ยำ ขยำให้เป็นเรื่องเล่าเรื่องใหม่ นอกจากเราจะทำมันเสียเอง

หึ หึ


บันทึก:
• ฉันชอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ตัวกินบาป” เสียจริง
• โรบิน วิลเลี่ยมส์ เป็นอีกคนที่ “เกิดมาเพื่อสิ่งนี้” ในหนังต่างเรื่อง ต่างอารมณ์ที่เขาเล่น เราจะพบตัวตนที่ต่างไปของตัวละครเสมอ ไม่ใช่เปลี่ยนเรื่องไปแต่ยังเจอโรบิน วิลเลี่ยมส์ คนเดิม เหมือนนักแสดงอีกหลายคน
• ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่ควรดูติดต่อ(ทันที)กันเกิน 3 รอบ เพราะมันอาจจะทำให้หดหู่จนแม้แต่แมวก็ช่วยไม่ได้


วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Tokyo Sonata : นั่งชิดกันไว้ให้อบอุ่น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ระหว่างครอบครัวที่อ้างว้าง ทุกคนดูห่างไกล ไม่เข้าใจกัน กับครอบครัวที่อบอุ่น เพราะสมาชิกทุกคนใกล้ชิดกัน เข้าใจกันและกัน คุณต้องการแบบไหน?

เชื่อแน่ ไม่น่ามีใครอยากได้ครอบครัวแบบแรก
ชีวิตแบบไหนที่จะเติบโตขึ้นได้จากบรรยากาศเย็นชาแบบนั้น?

แต่ครอบครัวคนโตเกียวในหนังเรื่องนี้ เป็นแบบนั้น ครอบครัวที่มีแบบแผนสูง แบบแผนจัดจนหาความเป็นกันเองไม่ได้ (แม้จะใช้ภาษากันเองแล้วก็ตาม) ก็เหมือนภาพหลายภาพที่ฉายให้เห็นความสัมพันธ์ของพวกเขา ตำแหน่งของการนั่งที่ห่างไกลจนคนดูรู้สึกเหงาแทน

พ่อต้องเป็นแบบนี้-เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานเลี้ยงครอบครัว เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสิน, แม่เป็นแบบนี้-เป็นแม่บ้าน เป็นผู้บริการ ตื่นก่อน นอนทีหลัง, ลูกเป็นแบบนี้-อยู่ในโอวาท มีระเบียบวินัย ไม่เถียง พ่อแม่ว่าไงก็ตามนั้น, พ่อกับลูกต้องเป็นแบบนี้ ส่วนแม่กับลูกเป็นอีกแบบหนึ่ง

จนเมื่อวันนึง แบบแผนนี้ถูกทำร้ายจนเสียหาย ครอบครัวทั้งครอบครัวก็เหมือนจะถูกสั่นจนคลอนไปด้วย

พ่อ ซึ่งเคยออกจากบ้านไปทำงานอันมั่นคง ทุกอย่างควบคุมได้โดยไม่ต้องปริปากบ่น หรือขอความช่วยเหลือจากเมีย ถูกเลย์ออฟ กลายเป็นคนตกงานในวันเดียว ไม่แน่ใจว่าผัวไทยจะทำอย่างไร แต่ผัวญี่ปุ่นเลือกที่จะไม่บอกใคร เขายังคงออกและเข้าบ้านตามเวลาปกติทุกวัน โดยแต่ละวันได้แต่เตร่ไปเข้าคิวรับอาหารฟรีที่คงเป็นสวัสดิการสำหรับคนไม่มีงาน ไม่มีบ้าน แล้วก็ไปเข้าคิวรับบริการจากหน่วยงานจัดหางาน เพื่อจะผิดหวังกลับมา เพราะไม่มีใครอยากรับชายอายุ ๔๗ เข้าทำงานในระดับเดิมกับที่เขาเคยทำ

อาจไม่ใช่แค่ต้องทำใจเรื่องงานที่เลือกไม่ได้ แต่ดูเหมือนมีหลายอย่างที่คนเป็นพ่อต้องทำใจ โดยเฉพาะเรื่องของอำนาจในการปกครอง (จริงๆ แล้วมันน่าสงสัยว่าครอบครัว ต้องมีผู้ “ปกครอง” ด้วยหรือ?)

ส่วนชีวิตของแม่ ถ้าเด็กสมัยนี้อยากรู้ว่า 'ช้างเท้าหลัง' เป็นยังไง ให้ไปดูชีวิตเธอคนนี้ ช้างเท้าหลังมีแต่ก้าวตามช้างเท้าหน้า ชีวิตแม่ในเรื่องก็ไม่ต่างกัน อย่าว่าแต่ความคิดริเริ่มจะทำอะไรอย่างที่ตัวเองอยาก อย่างที่ตัวเองฝันเลย แค่จะออกโรงช่วยลูก ปกป้องลูกยังยากที่จะทำเลย เห็นแล้วบอกไม่ถูกว่าจะสงสารหรือรำคาญดี

ส่วนลูก ยิ่งโตก็ยิ่งเป็นตัวของตัวเอง ลูกคนเล็กพบว่าตัวเองอยากเรียนเปียโน แต่พ่อไม่ให้เรียน อ้างว่าเพราะรู้ว่าลูกไม่จริงจัง เรียนไปเดี๋ยวก็เบื่อ แต่ที่จริงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ จนลูกต้องแอบเอาเงินค่าอาหารไปสมัครเรียน เป็นเหตุให้มีการกระทบกระทั่งอีโก้กันจนต้องตีลูก ส่วนลูกคนโตเริ่มฝันใหญ่ อยากมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพให้โลก ก็ดื้อไปสมัครเป็นทหารอาสากองทัพอเมริกัน พ่อแม่ไม่เห็นด้วยก็ดื้อออกจากบ้านไปจนได้

สมาชิกสี่คน นอนอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แต่เหมือนอยู่กันคนละทิศละทาง ไม่มีการสื่อสาร ไม่มีการทำความเข้าใจ และเอาใจเขามาใส่ใจเรา (ยกเว้นแม่นะ แม่ดูจะเข้าใจทุกคนเป็นอย่างดี แต่ช่วยใครไม่ได้เลย แม้แต่ตัวเอง)

เป็นหนังที่เหมือนฉายสภาพอากาศอันโหดร้าย แต่ยังดี ที่ผู้กำกับยังเชื่อว่า หลังวันคืนอันยาวนานของฤดูหนาว มีฤดูใบไม้ผลิรออยู่

ฉันดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดว่า ภาพชีวิตคนญี่ปุ่นที่ไปเห็นมา ๙ วัน มันแค่เรื่องผิวเผินจริงๆ และแม้ฉันจะดูหนังเรื่องนี้มาหลายรอบก่อนไป ก็เหมือนไม่ได้ ‘เห็น’ เท่ากับที่ได้เห็นในรอบที่ดูวันนี้ ไม่ได้รู้สึก ‘หนาว’ กับชีวิตมนุษย์ที่มีระเบียบวินัยมากที่สุดในโลกเท่าวันนี้

และไม่ได้รู้สึก ‘ซึ้ง’ ถึงความอบอุ่น จากใกล้ชิด (แม้บางทีจะลามไปเป็นการล้วงลูกและล็อบบี้ก็ตาม) ที่ได้จากพูดคุย และสัมผัสแบบที่มีในครอบครัวไร้แบบแผน แบบบ้านๆ แบบไทยๆ มากเท่าวันนี้เลย



บันทึก:
• หลายคนมองว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจอันยอบแยบของญี่ปุ่น ฉันกลับมองว่ามันสะท้อนภาพน่าสมเพชของอีโก้ดึกดำบรรพ์แห่งเพศชายมากกว่า
• เป็นหนังดราม่าที่น่าตบมือให้การแสดงนะ (โดยเฉพาะพ่อกับแม่) หนังได้รับรางวัล Un Certain Regard Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ซะด้วย
• เป็นหนังที่กำกับโดย Kiyoshi Kurosawa ผู้กำกับ Kairo ผีอินเตอร์เน็ตอันสุดสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ไม่เหลือเค้าความสั่นประสาทแบบนั้น มันเล่าเรื่องแช่มช้า เนิบนาบ ชนิดที่ทำให้คนหลับคาจอได้ง่ายๆ (ฉันเองก็หลับไปหลายรอบ) แต่ในความนิ่ง มันบอกเล่าอะไรๆ เยอะแยะมาก ถ่างตา ถ่างหูไว้ให้ดีเหอะ
• ชอบซีนนั้นน่ะ มี ๓ คน พ่อกำลังเถียงกับลูกคนโต (ไดอาล็อกปวดใจมาก) มีแม่นั่งเอาท์โฟกัสอยู่ตรงกลาง สีหน้าแต่ละคน..สุดยอด
• ฉากที่เคนจิเล่นเปียโนตอนจบมันนิ่งมาก แต่ชอบจริงๆ ทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก ทั้งๆ ที่สิ่งที่เคลื่อนไหวดูจะมีแค่ชายม่านก็ตาม
• ดูแล้วได้ถามตัวเองนะ ว่าจะยอมให้ตัวเองเป็นแบบนี้ไหม

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Kekkon Dekinai Otoko : อยากโสด ใครจะทำไม?

Rating:★★★★★
Category:Other


เลือกซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะเชื่อว่ามันตลก อีกส่วนก็เพราะอยากรู้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึง ‘ไม่สามารถแต่งงาน’

ก็ชื่อ Kekkon Dekinai Otoko (結婚できない男) มันหมายความว่า The Man Who Can't Get Married น่ะสิ

แล้วฉันก็ได้พบคำตอบคล้ายกับที่ตัวเองเคยคิดไว้ว่า เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวมันจะเป็นชีวิตที่แสนสบาย และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ กินอย่างที่อยากกิน อยู่อย่างที่อยากอยู่ ดูหนัง ฟังเพลง แต่งตัวอยู่บ้าน แม้แต่จะจัดบ้านยังไง มีระเบียบหรือไร้ระเบียบแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับใจเราคนเดียว ไม่ต้องคอยห่วงความเป็นอยู่ ความสบาย ความพออกพอใจ และความสุขของคนที่อยู่ด้วย

พระเอกของเรื่องชื่อ คุวาโน่ ชินสุเกะ (Abe Hiroshi) สถาปนิกโสดวัย 40 เป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางการออกแบบที่ชัดเจน ไม่ชอบต่อรอง แม้เขาคนนี้จะทำงานเก่ง แต่ก็มนุษย์สัมพันธ์แย่สุดๆ แถมยังเป็นโอตาคุอ่อนๆ แบบที่ชอบอะไร สนใจอะไรก็จะค้นคว้าจนรู้เยอะ รู้ลึก แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะพูดพรูออกมาโดยไม่เห็นแก่หน้าคนอื่น ทำให้คนอื่นเสียหน้า เป็นที่อับอายอยู่หลายครั้งหลายครา

เขามีความมีความสุขเงียบๆ กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว กลับจากทำงานก็จะแวะร้านเช่าดีวีดี เลือกหนังโอตาคุสักเรื่องสองเรื่อง แวะซื้อของกินเดิมๆ ที่ร้านสะดวกซื้อร้านเดิม (แล้วก็ไม่เคยมีบัตรสะสมแต้มสักที) เดินข้ามสะพานกลับแมนชั่นไฮโซ ปรุงอาหารกินเองบ้างในบางวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ตัวเองชอบกิน แล้วก็กินแบบไม่แคร์สุขภาพหรืออะไรทั้งสิ้น) จากนั้นก็จะรินนมสด ๑ แก้ว มาวางข้างโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าเครื่องเสียงซึ่งเล่นเพลงคลาสสิก ในแนวตามแต่อารมณ์วันนั้น แล้วก็ออกท่าทางราวกำลังคอนดักเพลงนั้น ด้วยอารมณ์ที่แสนจะ ‘อิน’

จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของ มิจิรุ (Kuninaka Ryoko-น้องคนนี้เคยเจอแล้ว ในโฮตารุ) สาวข้างห้องที่กำลังห้าม ‘เคนจัง’ ไม่ให้ทำอะไรบางอย่างทำให้เขาเปลี่ยนเพลง เพิ่มโวลุ่ม กวนประสาทเพื่อนบ้านเล่นซะงั้น ทันใดนั้นผลกรรมที่ได้กระทำไว้ก่อนก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก มิจิรุ ที่โต้ตอบเสียงน่ารำคาญด้วยการทุบ-ถีบผนังห้องยังไงก็ไม่ได้ผล กำลังเดินมากดกริ่งเพื่อบอกให้ช่วยเบาเสียงพอดี เธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตคุวาโน่ไปในที่สุด

ที่โรงพยาบาลของครอบครัวน้องเขย คุวาโน่ได้พบกับ นัตสึมิ (Natsukawa Yui) หมอสาววัยปลายสามสิบที่กำลังเหงาๆ และหวั่นไหวเล็กน้อยสถานภาพ ‘โสด’คุวาโน่เกือบโดนหมอนัตสึมิตรวจประตูหลังในครั้งนั้นแล้วเชียว ถ้าเขาไม่ออกอาการดื้อแพ่งจนหมอระอา

แน่ละมันเป็นเรื่องที่ดูแล้วอารมณ์ดี แต่สาระสำคัญที่ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงไม่ใช่ความพยายามที่จะพ้นไปจากความเป็นโสด การจับผู้ชายหรือผู้หญิงเหมาะๆ ให้ได้ เพื่อที่จะแต่งงาน มีครอบครัว สิ่งที่พูดถึงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่น และความแตกต่างระหว่าง ‘อยากมีความรัก’ กับ ‘อยากแต่งงาน’

สุดท้าย ซีรีส์เรื่องนี้ยังสอนว่า เป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ชอบต่อรองได้ แต่ควรจะอ่อนโยน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะไม่ว่าเราจะพอใจอยู่เป็นโสดหรือแต่งงานมีครอบครัว เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เต็มไปหมด และการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติสุขนั้น อบอุ่น มีชีวิตชีวากว่าอยู่คนเดียวเยอะเลย



บันทึก
• เป็นซีรีส์ที่ให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และภาษาญี่ปุ่นจนน่าปลื้่มใจ
• มีความรู้สึกว่ารับส่งกันได้ดีมากเลย ระหว่างคนเขียนบทกับคนเล่น และผู้กำกับ บทของคุวาโน่ เหมือนเขียนมาให้อาเบะโดยเฉพาะ หรือไม่คนเขียนบทอาจจะเขียนบทแบบนี้ให้อาเบะ ฉันไม่แน่ใจ
• อีกเรื่องที่ทำให้นึกชอบซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกคือ มันเป็นซีรีส์ดูสนุกและมีคุณภาพ โดยไม่ต้องมีภาพหวือหวาของ love scene ไม่ต้องมีนางเอกหรือนางอิจฉาสวยอึ๋มแต่งหน้าเข้ม แต่งตัวเซ็กซี่ ไม่ต้องมีบทสนทนาเผ็ดร้อนรุนแรง มันดูเป็นเรื่องจริงเลยล่ะ ที่แม้จะเป็นสาวโสดที่ไม่สวย ไม่สาว ไม่อึ๋ม ก็พบรักได้ ถ้าเจอคนที่ ‘ใช่’ และเข้ากันได้ (อ๊ะ! ..ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกนะ)
• อีกอย่างหนึ่ง เวลาจะประเมินคุณค่าของเพศตรงข้าม หลักการเก่าๆ ที่เราจะดูเพียงแค่ หน้าตา บุคลิก รสนิยม หน้าที่การงาน รายได้ ฯลฯ เรื่องภายนอกพวกนี้คงเป็นอะไรที่ผิวเผินมาก เพราะคุณค่าที่จริงของคนเรามันอยู่ในชั้นที่ลึกเข้ามาจากเปลือกพวกนั้น
• เราอาจจะคิดไปได้ว่าเขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เขาจะเป็นแบบที่เราคิดหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง
• เคนจังน่ารักมาก ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ปลื้มปั๊กมาก่อน มาดูเรื่องนี้แล้วนึกเอ็นดูมันจัง (ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหมาชอบกินแตงกวา)
• ตาเคนจังกับคุวาโน่เหมือนกันจริงๆ ซะด้วยสิ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Fargo: สุดท้ายก็แห้ว

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ชื่อหนัง Fargo (1996) น่าจะเคยผ่านหูฉันมาบ้างแล้วแหละ เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ตั้ง 7 สาขา แล้วก็ซิวไปได้ถึง 2 รางวัล คือ Best Original Screenplay โดยสองพี่น้อง Joel และ Ethan Coen กับรางวัล Best Actress in Leading Role ที่ให้แก่ Frances McDormand ในปีเดียวกับที่ English Patient ได้รางวัลสาขา Best Picture

แต่ที่ได้มาดูเนี่ย ก็เพราะม่อน วันหนึ่งม่อนบอกว่าหาซื้อหนังเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่เจอสักที ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงของมัน ก็ลอง Google ดูบ้างแล้วเลยเจอเว็บขายหนัง Pirate ที่มีหนังเรื่องนี้ขาย ว่าแล้วก็ลองสั่งซื้อซีรีส์ญี่ปุ่นมา 1 ชุด พ่วง Fargo มาเผื่อม่อนด้วย
(ไม่กล้าซื้อเยอะเพราะไม่เคยสั่งซื้อหนังจากเว็บแบบนี้เองมาก่อน-กลัวจะเสียท่า)

หนังมาจากเชียงใหม่ (ออกจะทึ่ง) มาถึงมือวันนี้ ก็เลยเปิดเช็คสักหน่อย ปรากฏว่าชัดดี เสียงดี ซับไทย ไม่มีปัญหานะม่อน (อิ อิ)

เปิดเรื่องด้วยสีขาวแห่งความอ้างว้างของทุ่งหิมะที่เหมือนจะซ่อนความลับที่เศร้าสร้อยบางอย่างเอาไว้ จากนั้นก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นภาพรถปิ๊กอัพลากรถอีกคันวิ่งฝ่าหมอกมา แล้วเรื่องทั้งหมดก็ถูกเล่าขึ้น

จะว่าเป็นพล็อตก็ไม่เชิง เพราะเขาบอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าดัดแปลงขึ้นจากเหตุการณ์จริงในปี 1987 เริ่มจากผัวร้อนเงินที่วางแผนให้คนมาลักพาตัวเมีย เรียกค่าไถ่จากพ่อตาเศรษฐี แผนที่วางไว้ก็หละหลวม ไม่ค่อยรัดกุมเท่าไหร่ แถมเลือกคนเพี้ยน ไม่เต็มเต็งมาทำงาน ตัวเอง ‘หลุด’ ทำแผนพังไม่พอ ยังทำเงินล้าน ‘หลุด’ ไปด้วย

ผลสุดท้ายก็เลยกินแห้วกันทั่วหน้า

หลายเหยื่อที่่ตายไปก็เหมือนตายเปล่า สังเวยให้ความประสาทเสียของคนซะอย่างนั้นแหละ

สิ่งที่ฉันชอบในหนังเรื่องนี้คือสไตล์ของ Coens ฉันยังไม่เคยดู No Country for Oldmen อันโด่งดังหรอกนะ (ก็ฉันมีโรคต่อต้านสังคมเป็นโรคประจำตัว) หนังเรื่องเดียวของ Coens ที่เคยดูจึงเป็น Burn After Reading (2008) ที่สอง Coens กล้าเอารูปหล่ออย่างจอร์จ คลูนีย์และแบรด พิตต์ ไปปู้ยี้ปู้ยำจนจำไม่ได้ ซึ่งก็พบว่าชอบมาก อินมากกับเรื่องเรียกเสียงหัวเราะที่่เศร้าขมๆ ลึกๆ อยู่ในอกแบบนั้น

เรื่องเล่าใน Fargo ก็เป็นแนวนั้น เป็นมุกที่ทำให้ตบเข่าป้าบในแชแนลแรก แต่ก็จุกอกในแชแนลต่อมา และเอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องตลกที่ขำไม่ออกแต่พาลจะทำน้ำตาซึมด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าในหนังฆาตกรรมตลกร้ายเรื่องนี้มีเรื่องที่ทำให้ยิ้มทั้งที่กำลังเศร้าได้ กับความรักเล็กๆ ของผัวศิลปิน เมียตำรวจที่กำลังท้องโต แต่ก็เป็นคนฉลาด สามารถคลี่คลายและจับคนร้ายได้ ฉากที่มีแค่สองคนบนเตียงในช่วงเวลาก่อนเข้านอน และบทสนทนาสั้นๆ กับปฏิกิริยาโต้ตอบของผัวกับเมีย เล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย แต่ซึ้ง และอบอุ่นเหลือเกิน

ฉันบอกตัวเองตั้งแต่ยังไม่รู้ว่ารางวัลออสการ์ในปีนั้นตกเป็นของเธอแล้วว่า Frances McDormand นี่แหละ ..ของจริง


บันทึก:
• ตั้งใจมากๆ ว่าจะไปดู A Serious Man ที่กำลังจะเข้าให้ได้!
• นอกจากรางวัลออสการ์ สองพี่น้อง Coens ยังพาหนังเรื่องนี้ไปกวาดรางวัลมาซะเยอะ ทั้งนำแสดงหญิงจาก Bafta Award และผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 1996 ด้วย
• ฉันว่าการ Casting เป็นส่วนสำคัญมากๆ ในการทำหนังเรื่องนี้
• งานกำกับภาพเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรศึกษาด้วย หนังเรื่องนี้บันทึกภาพทุ่งหิมะไว้ได้ฟีลลิ่งที่เย็นชาจริงๆ


วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

Brothers & In America : สมบัติล้ำค่าชื่อ “ครอบครัว”

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

พักนี้ฉันได้ดูหนังดราม่าบีบคั้นหัวใจของผู้กำกับ Jim Sheridan ถึง 2 เรื่อง เริ่มจาก VCD เรื่องราวของครอบครัวไอริชกับชีวิตใหม่ในอเมริกา ใน In America (2002) ต่อด้วยการเดินเข้าโรงไปชมหนังรีเมค (จากหนังภาษาอะไรก็ลืมไปแล้ว) เรื่องเล่าจากบาดแผลและความกดดัน ที่ “ความคาดหวัง” จากครอบครัว ได้บดขยี้ลงบนครอบครัวเล็กๆ นั้นจนเกือบจะแตกสลายไม่มีชิ้นดี ใน Brothers (2009)

ดูเผินๆ แล้ว หนังสองเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรคล้ายคลึงกันเลย In America นั้นเป็นหนังอินดี้เล็กๆ ไม่ปรากฏนักแสดงที่เรารู้จักชื่ออยู่ในหนัง ไม่ได้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำ การตัดต่อสวิงสวิงสวาย เชื่อว่าแม้เงินลงทุนก็ไม่ได้มากมายอะไร ส่วน Brothers เป็นหนังฮอลลีวูดสตูดิโอดัง ไม่ต้องนับต้นทุนในการถ่ายทำ ค่าโพสต์โปรดักชั่น และค่าอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะหรอก แค่รัศมีจากชื่อเสียง และเสน่ห์ของนักแสดงนำฝีมือเยี่ยมอย่าง Natalie Portman, Jake Gyllenhaal รวมทั้ง Tobey Maguire ก็จับตา เรียกคนดูเข้าไปนั่งน้ำตาไหลในโรงได้แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงความเชื่อมโยงกันแล้วละก็ มีออกเยอะแยะไป

ข้อที่เด่นจับตาคือ หนังทั้งสองถ่ายทอดรายละเอียดซับซ้อนในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างคนเข้าใจ เล่าเรื่องได้ละเอียดลออสวยงาม สะเทือนใจ และหนังทั้งสองมีตัวละครเด็กหญิงพี่น้องทั้งคู่

ตลกดีถ้าจะคิดว่าผู้กำกับตั้งอกตั้งใจจะให้เป็น ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ แต่ฉันว่าเชอริแดนคงติดใจอะไรสักอย่างกับ ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ ถึงได้มอบความสำคัญในการดำเนินเรื่องด้วยบทบาทอันจับตาให้กับเด็กหญิงคนพี่ทั้งสองเรื่อง

ใน In America เด็กหญิงคนพี่วัย 10 ขวบ (Sarah Bolger) เป็นพี่คนโตที่โตเกินวัย ในบ้านที่เหมือนจะรักกันดี แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาจากบาดแผลที่พ่อแม่ไม่ยอมให้หายเสียที เธอคนนี้เป็นคนเรียกสติพ่อ ผู้เอาแต่ตีอกชกหัว ชอกช้ำ แต่ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาชะล้างความผิดในใจ จากการเชื่อว่าเป็นเพราะความเลินเล่อของตัวเอง จึงทำให้สูญเสียลูกชายคนเล็กไป เด็กคนนี้ปลุกพ่อซึ่งเอาแต่ดองตัวเองอยู่แต่ในความทุกข์จากความรู้สึกผิดและประกาศถึงการมีตัวตนของเธอกับน้องสาวว่า น้องชายผู้จากไปก็เป็นน้องชายของพวกเธอเหมือนกัน และเธอก็ร้องไห้ให้กับการจากไปของเขาด้วย เพียงแต่ไม่มีใครรู้

นั่นแหละ ผู้เป็นพ่อถึงได้ตาสว่าง คิดออกว่าระหว่างการคร่ำครวญว่าทำให้ลูกตาย กับการเอาใจใส่ดูแลลูกตาดำๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น อะไรคือสิ่งที่ควรทำ

ส่วนใน Brothers เด็กหญิงคนพี่ (Bailee Madison) เป็นเด็กที่เป็นตัวของตัวเอง แบบเด็กอเมริกัน ยังไม่โตพอจะเก็บความรู้สึกได้ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกจนกลายเป็นลูกร้ายกาจที่ทุบตบะพ่อซึ่งเพิ่งลากสังขารอันเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจจากสงครามแตะดังโพละ (แม่คนนี้ทำฉันนึกถึงความร้ายกาจของยัยเด็กตกกระใน Atonement ขึ้นมาเชียว)

ตัวพ่อในเรื่องนี้ (โทบี้) เองก็มีน้องชายเป็นคู่กันอีกคน (คือเจค) ภายใต้แรงกดดันมหาศาลของสายตาพ่อแม่ พี่คือลูกที่น่าภาคภูมิใจ ฉลาด เก่ง รักดี เป็นฮีโร่ เป็นพ่อที่ดี มีเมียสวย ครอบครัวน่ารัก ในขณะที่ตัวน้องเป็นภาระของครอบครัว เป็นตัวปัญหาของสังคม และนี่คือปมเริ่มต้นของปัญหาชีวิต และความสัมพันธ์ที่ก่อเรื่องขึ้นใน Brothers

หนังทั้งสองเรื่องยังมีตัวละครที่ทำหน้าที่คล้ายกันในฐานะ “คนนอก” อีกตัว คือ ศิลปินผิวดำ (Djimon Hounsou) ใน In America และ น้องชายของพ่อ ใน Brothers เป็นบทบาทที่ทำให้ตัวละครหลักมองเห็นคุณค่าแท้จริงของครอบครัว และความสำคัญของการรักษาครอบครัวเอาไว้

ฉันว่าตัวละครนี้แหละ ที่เราต้องขอบคุณ

ขอบคุณเหลือเกินกับการเลือกบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเด่น แต่เป็นตัวที่ช่วยดันตัวละครหลักให้โดดเด่น เพราะด้วยการแสดงของคุณ ทำให้คนดูอย่างฉันรู้สึกเหมือนกันว่า ที่สุดแล้ว ครอบครัวนี่แหละ ที่เป็นขุมกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ เป็นอ้อมกอดอบอุ่นยามเหน็บหนาว เป็นที่บำบัดเยียวยายามบาดเจ็บ

ช่างเป็นหนังสองเรื่องที่แม้ถูกทำให้สะบักสะบอมกับความรู้สึกมาตลอดเรื่อง แต่ก็จบอย่างอบอุ่นใจ

แล้วฉันก็นึกถึงครอบครัววุ่นๆ แต่เป็นแบ็คอัพที่หนักแน่น แสนดี และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งฉันไม่ต้องไขว่คว้าหา มีหน้าที่แค่ต้องดูแลรักษาเอาไว้ให้ดีอยู่เสมอ




บันทึก :
• Brothers รอบที่ไปดูนั้นคือรอบเช้า วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 ที่โรงหนังสยาม ราคาตั๋ว 80 บาททุกที่นั่ง ฉันเลยเลือกนั่งชั้นบน ที่ปกติแล้วเขาขายตั๋วราคา 120 บาท รอบนั้นทั้งโรงสยามมีคนดู 6 คน-โอ้ แม่จ้าว Apex จะเจ๊งไหม?
• จริงๆ ตั้งใจจะไปดู Sherlock Holm แต่ไปไม่ทัน
• ฉันว่า โทบี้ แมคไกวร์ พยายามมากไปหน่อย ไม่ค่อยชอบการแสดงของเขาเท่าไหร่
• น้องคนที่แสดงเป็นพี่คนโตใน Brothers เจ๋งจนอยากจะรู้จัก Acting Coach ของหล่อนเลย
• Brothers เตือนให้รู้ และระวังความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจตัวเอง (แต่ให้ตายเหอะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ฉันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันแหละ)
• อีกเรื่องที่สอนคือ ความหึง ทำให้เกิดปัญหาเสมอ (แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณมีน้องชายที่ทั้งหล่อและสูงสมาร์ท-กว่าตัวเอง-อย่างนั้นน่ะ)
• ฉันว่าเขาตั้งชื่อเรื่องได้ดีนะ Brothers เนี่ย ชีวิตผู้ชายสองคนไปกันคนละทิศละทางได้ขนาดนี้ ก็เพราะแรงกดดันจากการเป็นพี่น้องกัน แต่ชีวิตที่กระจัดกระจายกระจุยไปคนละทิศก็กลับมารวมเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะความเป็นพี่น้องกันเหมือนกัน (คิดแล้วอิจฉาผู้ชายว่ะ)
• น้องคนที่เล่นเป็นพี่สาวคนโตใน In America เสียงดีมาก แล้วก็เลือกเพลงเก่งจังนะ Desperado เนี่ย ใช่เลย
• ฉันว่าฉันชอบ In America มากกว่า Brothers เพราะรู้สึกว่าเรื่องหลังคนดูถูก Built ความรู้สึกมากไป เรื่องแรกดูค่อยๆ พาความรู้สึกไปเนียนๆ ดีกว่า
• มันต้องเป็นความศรัทธาส่วนตัว ที่ทำให้ผู้กำกับคนนี้สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัดในหนังทั้งสองเรื่องของเขา (หนังครอบครัวเรื่องต่อไปจะซ้ำแนวเดิมอีกไหมจ๊ะ?)

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Sexual Life : คำถามที่คนมีคู่ต้องตอบ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

เหมือนจะเป็นหนังอาร์ เหมือนจะเป็นหนังเปรี้ยว กล้าหยิบคำๆ นั้นมาเป็นชื่อ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเบาๆ ไม่ใช่หนังปลุกใจเสือป่า และไม่ใช่แม้แต่บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาฟอนเฟะบนเตียง

ที่จริงมันเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องเล่าถึงความสัมพันธ์อันมีรายละเอียดระหว่างคู่รัก ที่มีเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แถมยังเล่นแรง ด้วยการยิงคำถามใส่คนดูโดยไม่ปรานีปราศรัยว่า
“จะเลือกอยู่กับคนที่เรารัก หรือคนที่เราเลือกแล้ว”

Sexual Life (2005) เป็นหนังดราม่าที่ผูกเรื่องเล็กๆ ของคู่รักหลายคู่เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ี่มีทั้งเพิ่งเดตกัน มาเจอกันบนเตียงชั่วคราวเพราะยังไม่อยากเร่งรัดขอเซ็กซ์จากแฟนสาว คู่นึงเป็นความสัมพันธ์ลับระหว่างนายกับเลขา มีบ้างเป็นเรื่องการเสียความบริสุทธิ์ให้หนุ่มคนรักก่อนเข้าพิธีวิวาห์ เพื่อเสียความบริสุทธิ์(ตามที่สามีเข้าใจ) อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น และเรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับที่สามีไม่รู้จนวันที่เจ้าของเรื่องตาย

บางคู่เป็นคู่ชีวิตที่อยู่กันมานานจนผัวจำทุกอย่างของเมียได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รส ตำแหน่งของรอยกระ หรือท่วงท่าที่เธอโปรดปราน จึงสิ้นแล้วซึ่งแรงจูงใจที่จะมีอะไรกับเมีย และเธอเองก็กำลังเซ็งกับความเย็นชาของสามี จนต้องกระตุ้นตัวเองอีกครั้งด้วยหนุ่มแปลกหน้ารูปหล่อ ผู้ซึ่งกำลังพยายามถอนตัวเองจากการเป็นมือที่สามระหว่างเพื่อนสาวกับคนรักของเธอ ซึ่งกำลังจะเข้าโบสถ์แลกคำสาบานกัน ในขณะที่ว่าที่เจ้าบ่าวยังสับสนกับชีิวิต ว่าชีวิตของเขานั้นเป็นของเขาหรือของใคร

ดูๆ ไปแล้วก็เห็นใจ เพราะใครๆ ก็ไม่อยากเป็นคนมากชู้หลายใจ ใครๆ ก็อยากรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองรักให้ยืนยง มั่นคงไปนานๆ แต่ว่าความสัมพันธ์นั้นไม่มีสูตรตายตัว ความสัมพันธ์ของคนคนหนึ่ง ไม่อาจเป็นตัวอย่างให้อีกคนลอกเลียน
และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าความสัมพันธ์แบบที่เรากำลังมีอยู่นั้น ถูก หรือผิด ได้ดีเท่ากับตัวเราเอง

เพราะเราเองนั่นแหละ ที่จะต้องเป็นคนตอบ
จะเลือกใคร ระหว่างคนรัก กับคนที่เลือกแล้ว?




บันทึก
• ไตเติลหนังเรื่องนี้สวย มันสอดพอดีกับเกมครอสเวิร์ดที่น้องคุกกี้เล่นตอนเริ่มเรื่องเลย
• เป็นหนังที่เขียนบทได้ดีและลงตัว ไม่เห็นจะต้องมีเรื่องให้มากเข้าไว้อย่าง New York, I love you หรือ Paris, Je t’aim เลยนินะ
• เป็นหนังฟอร์มเล็ก ดาราไม่ดังมาก แต่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีนะ ลงตัว
• น่าสนใจตรงที่แม่ยายในเรื่องนี้แนะนำให้ลูกสาว ซึ่งยืนยันว่าผัวนอนกับเลขาแน่นอน ให้ลืมเรื่องนี้เสีย เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ แต่ดันกลับลุ้นให้ลูกออกเดตกับเพื่อนสมัยมหาลัยที่หลงโทรมาหา นัยว่าเพื่อเยียวยาความสัมพันธ์กับสามี
• มีคู่หนึ่งในเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะต้องเดตกันนานแค่ไหน จึงจะเริ่มมีเซ็กซ์ด้วยกันดี แถมตอนมีเซ็กซ์กันจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายพอใจ คือตัวเองก็คาดหวังให้อีกฝ่ายประทับใจ แต่อีกฝ่ายกลับพูดว่าไม่ได้คาดหวังอะไรนัก จากนั้นเขาก็มานั่งคุยกันในวันต่อๆ มา แล้วฝ่ายชายพูดว่า บางที เรื่องบางเรื่องเราอาจจะ ‘ควรพูดให้น้อย คิดให้น้อย แต่ทำให้เยอะ’...เป็นคำพูดที่จับใจคนช่างคิดช่างพูดอย่างฉันจังเลย
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อัตราค่าบริการต่อครึ่งชั่วโมงของนางทางโทรศัพท์ในหนังนั้น แพงมากมาก คือ 75 เหรียญ ไม่รวมทิปและค่าแท็กซี่กลับ (เพราะงี้ใช่ไหมเลยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกัน-แต่เอ้า แฟนเธอจะชมว่า หูย...ใหญ่มาก โอว์...เยี่ยมจริง อ๊าห์...คุณยอดที่สุด อย่างมืออาชีพไหมนะ?)

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

Operation Love : “รัก” วันนี้ให้ดีที่สุด

Rating:★★★★
Category:Other



ที่จริงฉันได้ดูซีรีส์เรื่องนี้อย่างบังเอิญ แต่ก็โรแมนติกไม่น้อย

มันเริ่มจากเพลง end title ของซีรีส์ ที่ชื่อ Ashita Hareru Kana (ความหมายประมาณ "พรุ่งนี้จะอากาศดีมั๊ยน๊า?") อันเป็นหนึ่งเพลงในบรรดาหลายสิบเพลงที่เอจังจัดให้ ซึ่งฉัน(ตอนแรกไม่ได้สนใจว่าแปลว่าอะไร)ฟังแล้วก็ติดใจทำนอง น้ำเสียงแบบชายกลางคน แล้วพอๆ ฟังไปยิ่งชอบการเรียบเรียงเสียงประสาน จนกลายเป็นเพลงที่ฟังทุกวัน วันละหลายรอบ พอลองไปค้นดูว่าเนื้อหมายถึงอะไร ก็ยิ่งชอบ

พอบอกเอจังไป เอจังก็เล่าว่ามันเป็นเพลงประกอบซีรีส์ ว่าแล้วฉันเลยฝากเธอสั่งซื้อ (เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ซื้อเองนะเนี่ย) แม้ว่าเมื่อดูโปสเตอร์แล้ว ยังแคลงใจว่าจะสนุกไหม

เปิดดูแผ่นแรก ก็เดาไปก่อนแล้วว่าคงไม่สนุกเท่าไหร่

ถึงน้องพระเอก (Yamashita Tomoshisa:ยามะพี) จะหน้าตาดี (น้องนางเอก Nagasawa Masami หน้าตาธรรมดา ไม่ได้น่ารักเป็นพิเศษ แต่ขายาวเหมือนนางเอกการ์ตูน) ทว่า ่หน้าตาท่าทางแบบนี้ก็ไม่สเปคฉัน แถมพี่ Fujiki Naohito (พระเอก Hotaru no Agari) ก็ออกนิดเดียว เรื่องนี้เขาไม่ได้เป็นพระเอก

เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เข้มข้น ซับซ้อนอะไร เป็นเรื่องของเพื่อนที่แอบรักเพื่อนมานานแล้ว ต้องไปงานแต่งของเพื่อน แล้วก็เพิ่งจะรู้สึกว่า เออ ฉันรักเพื่อน ฉันไม่อยากเสียเพื่อนไปให้ผู้ชายคนอื่น มีกิมมิคสนุกสนานเป็นฉากแฟลชแบ็กกลับไปสมัยมัธยม วีรกรรมที่ทำร่วมกัน ความทรงจำที่มีร่วมกัน จังหวะที่พอจะบอกเพื่อนได้ แต่ก็ปล่อยให้เสียจังหวะไปเสียอย่างนั้น ฯลฯ

ฉันว่าฉันแก่แล้ว จะชอบดูอะไรที่เนื้อเรื่องเข้มข้น ซับซ้อนกว่าเรื่องรักใสๆ แบบนี้ ..ที่ไหนได้ ดูๆ ไปแล้วมันก็ อืมม์ ก็โอมากๆ เลยนะ

แม้จะเป็นโรแมนติกคอมมีดี้ แต่ซีรีส์เรื่องนี้ย้ำอีกครั้ง ว่าถ้าปล่อยวันนี้ให้กลายเป็นเมื่อวาน เราจะหมดสิทธิ์แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อนที่อยู่เคียงข้างกันมาห้าปี สิบปี สิบห้าปี หรือแม้แต่กับญาติ กับคนที่เราผูกพันถ้าไม่บอกเขาวันนี้ ว่ารัก บางทีเขาจะไม่รู้ว่าเรารักเขาจริงๆ รักเขาแค่ไหน ต้องการเขาอย่างไร บางที พรุ่งนี้เราอาจไม่มีโอกาสจะบอก ไม่งั้นเขาก็ไม่มีโอกาสจะได้ฟัง

มันก็ซึ้งดี เพราะทุกวันนี้คนเราก็เอาแต่เก็กใส่กันจนเสียเรื่อง

ฉันเองก็คิดเหมือนกัน แล้วก็พยายามล้วที่จะไม่เสียเวลากับการเก็ก แต่มีอย่างนึงที่ฉันคิดได้ (ไม่รู้ว่าจะผิด-ถูกอย่างไร) คือ แม้เราจะคิดว่าคนที่ยื่น Proposal ขอเพื่อนรักของเราแต่งงานนั้น ไม่สมควรจะได้เพื่อนของเราไปครอบครองแม้แต่น้อย แต่ถ้าเขาดีจริง เขารักเพื่อนเรา เพื่อนเราก็รักเขา แถมเรายังไม่คิดจะทำตัวให้คู่ควรกับการได้ครอบครองเพื่อน แล้วก็ป๊อดอยู่อย่างเนี้ย ก็อย่าทำให้เพื่อนไขว้เขวเลย ทำใจ ปล่อยเพื่อนไปมีความสุข มีอนาคตดีๆ เหอะ



หมายเหตุ
• ชื่อในภาษาญี่ปุ่นของซีรีส์เรื่องนี้ คือ Proposal Daisakusen เป็นโรแมนติกคอมมิดี้ครบรส บางตอนก็ขำมาก แล้วบางตอนก็ซึ้งมาก น้ำตาไหลตามก็มีนิดหน่อย
• Fujiki Naohito แม้ไม่ใช่พระเอก แต่ก็มาพร้อมบทและบทพูดที่ดีมากๆ
• ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วอยากวิ่งว่ะ
• การตอบรับคำขอแต่งงานที่น่ารักวิธีหนึ่งของสาวญี่ปุ่นคือ ไม่ตอบว่า Yes! หรือ Hai! แต่เป็นการยิ้ม พูดว่า “กรุณาดูแลฉันด้วย” (yoroshiku onegaishimasu) แล้วโค้งต่ำอย่างงาม
• ไม่รู้มันเริ่มได้ไง แต่การแต่งงานคือความฝันของลูกผู้หญิงเสมอมา (ส่วนใหญ่แล้วเป็นอย่างนั้นอะนะ) ฉันว่า ถ้าคนรักของเธอเข้าใจความจริงข้อนี้ก็คงเป็นเรื่องดี
• ฉันเอง จริงๆ แล้วไม่ค่อยสนใจพิธีการแต่งงานเท่าไหร่ เท่าที่เห็นมามันเรื่องเยอะจนดูไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ แต่อีกครั้ง ในซีรีส์เรื่องนี้ ฉันมองเห็นมุมมองที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแต่งงานด้วยล่ะ
• ซีรีส์ยาว ๑๑ ตอน ใน ดีวีดี ๖ แผ่นจะไม่สมบูรณ์ ถ้าคุณไม่ได้ดูแผ่น Special จำนวน ๑ แผ่น ซึ่งจะเติมเต็มเรื่องทั้งหมดให้สมบูรณ์ และให้คุณค่ากับจิตใจและความคิดของคนดู เกินกว่าจะเป็นแค่ soap opera สำหรับดูฆ่าเวลาไปวันๆ เหมือนละครหลังข่าวที่ฉายในเมืองไทย




วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

Spring Snow : ผีเสื้ออายุสั้น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




Spring Snow มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Haru no Yuki หรือ Spring’s Snow เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องราวที่ควรเป็นนิยายรักน้ำเน๊า-น้ำเน่า แต่เพราะมันเป็นผลงานของ ยูคิโอะ มิชิมา นักเขียนระดับตำนาน (ที่กลายเป็นอมตะ-ตามทฤษฎีของมิลาน คุนเดอรา-โดยการฮาราคีรีตัวเองเมื่อปี ๒๕๑๓) นิยายรักเรื่องนี้เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่มีประเด็นซับซ้อนชวนคิด ที่เมื่อใครได้มีอันมารู้เรื่องด้วยก็จะพลอยปวดใจ และอดเสียดายแทนไม่ได้ คล้ายๆ กับความรู้สึกต่อเรื่องราวของ โรมิโอ & จูเลียต ของเชคสเปียร์นั่นเชียว

มันเกิดขึ้นในปีทศวรรษที่ 1910’s เริ่มต้นที่ความคับแค้นใจของหัวหน้าตระกูล อายากุระ ผู้ดีเก่าตกยาก กำลังมีปัญหาทางการเงิน ต้องไปพึ่งพา มัตสึกาเอะ ตระกูลเศรษฐีใหม่ที่มีเงิน แต่ไม่มีเชื้อสาย และคอนเนกชั่นกับเชื้อสายราชวงศ์

ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องของคนรุ่นพ่อ แต่กลับมาลงที่เด็กวัย ๑๒ อย่างซาโตโกะ กับคิโยอากิ วัย ๑๑ เสียได้

เพราะในวันหิมะแรกของฤดูหนาวปีนั้น หัวหน้าครอบครัวอายากุระดันสั่งหญิงรับใช้ พี่เลี้ยงของลูกสาวตัวเองทั้งๆ ที่เมา ว่า ก่อนที่ซาโตโกะจะได้แต่งงานกับคิโยอากิ ให้จัดให้ซาโตโกะเสียตัวให้กับผู้ชายที่เธอรักเสียก่อน เพราะเมื่อซาโตโกะเข้าพิธีสมรสโดยไร้ความบริสุทธิ์ ตระกูลมัตสิกาเอะก็เท่ากับถูกหลอกนั่นเอง

เด็กทั้งสองไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่คิด พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก และซาโตโกะก็รู้ตัวมาตั้งแต่ตอนเล่นเกมเปิดบัตรบทกวีแล้วว่า ตัวเองชอบคิโยอากิ

เป็นธรรมดาของเด็กผู้หญิงหรอก ที่จะมีความอ่อนไหว รู้ตัวไว แล้วก็ไม่วอกแวกไปทางอื่น ส่วนเด็กผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ ๑๙ หรือศตวรรษที่ ๒๐ อย่างทุกวันนี้ก็ยังแปลกเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน คือไม่ว่าเวลารักใครชอบใคร (ไม่รู้ทำไม) จะต้องคอยปัดป้อง ปิดบัง ต่อต้าน แล้วก็หลอกตัวเองและคนอื่นว่าไม่ได้รัก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อน พอผู้หญิงเขาถามก็จะเริ่มทำตัวแย่ๆ ทำร้ายจิตใจ ทำให้เขาเสียความรู้สึก เพื่อที่เขาจะได้จากไป

เรียกว่ามัวแต่ลีลาจนเสียเรื่องทุกที ..รวมทั้งคราวนี้ ทั้งที่พ่อถามคิโยอากิถามถึง ๒ ครั้งว่ารู้สึกอย่างไรกับซาโตโกะ เขาตอบแกล้มหัวเราะว่า ไม่แยแสสนใจเธอสักนิด

(โง่จัง เจ้าเด็กน้อย)

ในวัย ๒๐ ปี ซาโตโกะเป็นสาวสวยเหมือนดอกซากุระที่บานสะพรั่งเต็มต้น ไม่แปลกเลยถ้ากุลสตรีรูปงามอย่างเธอจะเป็นที่ประทับใจคนอย่างเจ้าชายมกุฎราชกุมาร ด้วยชาติตระกูลสูงส่งสมกัน ในที่สุดเจ้าชายก็ขอหมั้นซาโตโกะ และเมื่อการหมั้นได้รับการเห็นชอบจากสมเด็จพระจักรพรรดิ ซาโตโกะก็กลายเป็นของต้องห้ามไปในทันที

คิโยอากิเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าเขาต้องการซาโตโกะ

เขาแบล็กเมล์พี่เลี้ยงตัวแสบของหญิงสาวด้วยการอ้างถึงจดหมายที่เธอเขียนถึงเขา ทั้งๆ ความโกรธแบบเด็กผู้ชายที่ยังไม่โตเป็นหนุ่ม ทำให้เขาผลุนผลันเผามันก่อนเปิดอ่านไป ๒ ฉบับ ส่วนฉบับที่ ๓ ได้ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ความบ้าทำให้เขากล้าเอ่ยถึงจดหมายที่ไม่เคยได้อ่าน ๓ ฉบับนั้น ขู่พี่เลี้ยงของซาโตโกะว่า ถ้าไม่พาเธอมาพบ จะแฉ

พี่เลี้ยงทำเหมือนหาทางออกอื่นไม่ได้ จึงพาซาโตโกะมาพบคิโยอากิ

และแล้ว ท่ามกลางสายฝนตกที่ใส่หลังคาโรงเตี๊ยมเหมือนไม่มีวันซาเม็ด หนุ่มสาวทั้งสองก็ห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้


ฉันรู้ว่าทำไมซาโตโกะถึงยอมคิโยอากิ แต่ฉันไม่รู้ว่าที่คิโยอากิห้ามใจตัวเองไม่ได้นั้น เพราะรักหรือ ใคร่

ผู้ชายรักแล้วจึงใคร่
ใคร่ให้มากพอ ก็จะรักได้้
หรือแท้ที่จริงแล้วผู้ชายทั้งรักและใคร่ได้ในเวลาเดียวกัน?



ราวกับความสุขของคนทั้งสองยาวนานได้เพียงชั่วชีวิตของผีเสื้อ
หลังลอบพบกันไม่กี่ครั้ง ซาโตโกะก็ตั้งครรภ์ แม้ว่าชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของเธอคือพยานรับรองความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือตราบาปที่ต้องกำจัด

โศกนาฏกรรมแห่งความรักไม่อาจจบลงอย่างอิ่มสุข

คนดูอย่างฉัน ได้แต่ดูแล้วก็คิดเสียดายแทนคิโยอากิ
ครั้งนั้นถ้าไม่มัวแต่ลีลา ต่อต้าน ไม่ยอมรับว่ารู้สึก ก็คงไม่ต้องอดทนรอคอยให้วันเวลาค่อยผันผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น ที่ผีเสื้อจะได้คืนชีพอย่างร่าเริงอีกครั้ง




บันทึก:
• เคยดูหนังของผู้กำกับ อิซาโอะ ยูกิซาดะ หรือยังหว่า?
• “ฉันอยากชื่นชมหิมะแรกกับเธอ” ...เขาช่างเขียนให้ซาโตโกะบอกรักได้นิ่มนวล และอ่อนหวานเหลือเกิน
• จริงๆ คิโยอากิน่าจะสำเหนียกถึงความปรารถนาและความรู้สึกต่อซาโตโกะตั้งแต่ฝันถึงผีเสื้อคืนแรกแล้วนะ
• ไม่รู้ว่ามันไม่มีเซนส์ หยิ่ง หรือว่าโง่กันแน่
• หนังเรื่องนี้เป็นงานศิลปะ มันคงเป็นงานศิลปะมาตั้งแต่ตอนเป็นบทประพันธ์แล้ว (ขออภัย ยังไม่ได้อ่าน) พอมาเป็นหนังก็ใช้ภาษาหนังได้อย่างมีรสนิยมมาก มันแช่มช้า สวยงาม สงบ สุข ลุ่มลึก และแสนเศร้า
• ภาพในหนังงามมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพจริงหรือ CG น่าหลงใหลจริงๆ งามทุกฤดู งามทั้งโตเกียว นารา และคามากุระ (แต่นั่นมันต้นศตวรรษที่ ๑๙???)
• การแสดงของ ยูโกะ ทาเคอูชิ คือสิ่งที่ต้องยกย่อง เธอแสดงความรู้สึกของซาโตโกะผ่านออกมาทั้งทางดวงตา ท่าทาง จังหวะที่ร้องไห้ แม้กระทั่งมุมของใบหน้าที่รอจูบจากคิโยอากิ ฉันชอบสำเนียงเธอมากๆ พูดช้า มีแกรมมาร์ สมเป็นผู้ดี (เลยทำให้ฟังทัน โฮ่ โฮ่ โฮ่)
• ซาโตชิ ทสึมาบูกิ ก็ทำให้เรารู้สึกว่า ไอ่น้องคิโยอากินี่มันเด็ก โตไม่ทันซาโตโกะ หน้าตาก็รั้นสมบท
• น้องหนุ่ม-จันดารา กับโอ-อนุชิต ไปเล่นเป็นตัวละครเจ้าชายไทย ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้คิโยอากิรู้ตัว เป็นการปรากฏตัวที่..ดูยังไงก็เด่นเด้งออกมาไม่เนียนไปกับหนัง (ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ก็ไม่เลวหรอก)
• ตอนที่น่าสงสารมากคือตอนซาโกะนอนอยู่บนเตียงในโอซาก้า แต่ตอนที่อดน้ำตาหล่นคือตอนที่คุณย่าถามว่าถ้าคนรักมาหา เธอจะยอมพบเขาไหม
• น่าสงสารชะตากรรมของลูกผู้หญิงไม่มีทางเลือก
• (ถ้าซาโตโกะอยู่ในสมัยนี้ เธอจะทำยังไงหรือ ฉันอยากรู้)


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Tokyo Tower: เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้?

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




วันวาน: เด็กหนุ่มวัย 18 พบกับหญิงสาวแสนสง่า ผู้สูงวัยกว่าเขา 20 ปี นับจากวินาทีนั้น สายตาของเขาก็หยุดอยู่เพียงเธอคนนั้น

วันนี้: ทั้งสองกลายเป็นคนรักที่ต้องซ่อนเร้นของกันและกัน ซ่อนเขาจากสามีของเธอ และซ่อนเธอจากแม่ของเขา

คำถามคือ
พรุ่งนี้: เมื่อเด็กหนุ่มเติบใหญ่ สู่วัยฉกรรจ์ ในขณะที่สาวใหญ่ได้แต่ร่วงโรยลง ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองจะมั่นคงอยู่ได้อย่างไร?

เป็นคำถามที่ฉันอยากมีคำตอบให้ตัวเอง หลังจากที่ดู Tokyo Tower (2005)-ที่ไม่ใช่เรื่องของผมกับแม่และพ่อในบางเวลา-จบ 3 รอบซ้อน



หนังเรื่องนี้เล่าถึง รักต้องห้าม
ไม่รู้หรอกว่าใคร หรืออะไร ที่เป็นคนตั้งกติกาว่า ความรักที่ฝ่ายหญิงแก่กว่าถึง 20 ปี มีสามีแล้ว และยังเป็นเพื่อนกับแม่ของฝ่ายชายนั้น “ต้องห้าม” ทั้งโทรุ (Okada Junichi) และชิฟุมิ (Kuroki Hitomi) ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม “ต้องห้าม” แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองก็รู้เหมือนๆ กับคนอื่น ว่าแม้ไม่ผิดที่จะรัก แต่ความรักของพวกเขาเป็นความรักที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง

ไม่เพียงเรื่องของโทรุกับชิฟุมิ หนังยังพูดถึงรักต้องห้ามอีกคู่ ที่ถูกเล่าเหมือนจะให้เอามาเปรียบเทียบกันอีกด้วย สำหรับคู่ของคิมิโกะและโคจิ (Matsumoto Jun) เหมือนมาพบกันในจังหวะที่มีคนหนึ่งกำลัง lost พอดีกับที่อีกคนรู้สึกท้าทาย ทั้งสองจึงไม่มีความรู้สึกดื่มด่ำ ซาบซึ้งต่อกัน ไม่มีใครกล้าประกาศให้อีกฝ่ายทิ้งโลกไว้เบื้องหลังแล้วมาอยู่ด้วยกัน คู่นี้ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันได้อย่างน่าประทับใจแบบประหลาดๆ ใจ

ฉันเคยมีคนรัก แต่ก็ยังไม่เคยแต่งงาน ฉะนั้นฉันจึงยังไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกที่คนสองคนชวนกันแต่งงานน่ะ มันเป็นยังไง อะไรคือสิ่งที่กระชับคู่แต่งงานเข้าไว้ด้วยกันตลอดเวลายาวนานของชีวิตสมรส หรือทำไมชีวิตการแต่งงานมันจึงทำให้ผู้หญิงสองคนนั้น ทั้งที่อยู่ต่างที่กัน และไม่รู้จักกันเลย lost ไปไกลลิบ (ไม่เห็นสงสัยเลยว่าทำไมผู้ชายถึง lost เพราะรู้ดี ผู้ชายพร้อมจะ lost ได้ทุกสถานะ)



แต่ฉันว่าฉันเข้าใจความรักดี

ฉันว่าฉันเข้าใจด้วยว่าทำไมชิฟุมิถึงทิ้งสามี และโตเกียวทาวเวอร์ไปหาโทรุ ผู้รออยู่ใต้เงาหอไอเฟล ฉันว่าฉันเข้าใจ ทำไมเธอกล้าตัดสินใจอย่างนั้น


ความรักไง





บันทึก
• โตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องนี้ ทำหน้าที่คล้ายโตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องแม่-ลูก และพ่อในบางครั้งเลย
• (มันเป็นพยานรักของโทรุและชิฟุมิไง)
• พระเอก (Okada Junichi-ได้ข่าวว่าเป็นนักร้องเจป๊อป) หน้าตาดีนะ แต่ถ้าก้นไม่สวยน่าจับ ฉันก็ไม่เห็นความจำเป็นของฉากเปลือย (เห็นแค่ด้านหลัง) อาบน้ำฝักบัวนั้นเลย
• อ้อ นอกจากหน้าตาดีแล้วน้องเขาเล่นดีด้วยนะ
• น้องจุน (Matsumoto Jun) ก็เล่นดีแบบเป็นตัวของตัวเองดีจัง (พี่คิดว่างั้นเพราะพี่ดูน้องมากี่เรื่องๆ น้องก็เล่นได้บุคลิกเดียวกันคงเส้นคงวาตลอดเลย)
• ฮิโตมิจัง เพอร์เซอร์คนสวย แฟนโคดะกัปตันจากซีรีส์ Good Luck นั้นยังสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าในหนังน่ะ ชิฟุมิอายุสี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่อยากบอกจังเลยว่า ผมทรงนั้นไม่สวย ชอบบ๊อบเท ที่ชิฟุมิไว้ตอนเจอโทรุครั้งแรกมากกว่า
• ฮิโตมิจังก็เล่นดี จะบอกว่าฉันชอบเสียงแล้วก็สำเนียงเค้าจัง
• ถ้าเลือกได้อยากมีสามีวัยเดียวกันที่บุคลิกมั่นคงแบบสามีชิฟุมิ ไม่ใช่สามีเด็ก โรแมนติก ช่างฝัน แล้วก็หลงฉันเสียขนาดนั้น อย่างโทรุ
• แต่พูดก็พูด ไดอาล็อกตอนบอกลาของโทรุ ทำหัวใจฉันหวั่นไหวเหมือนกันนะ
• หนังเรื่องนี้สวย ดราม่า มีหัวข้อย่อยแทรกในหัวข้อหลักหลายอยู่ ฉันว่าฉันยังเก็ตไม่หมดหรอก และเรื่องของคิมิโกะก็กินใจฉันมากเลย ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ฉันจะทิ้งผัวเฮงซวยอย่างนั้น เก็บข้าวของขึ้นซีตรองสีแดงคันน้อย เปิดซันรูฟ ออกจากบ้านในเวลาที่ซากุระบานเลย
• แต่ฉันจะไม่ไปหาเด็ก (หน้าตาดี) ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างโคจิหรอกนะ
• สิ่งที่ชอบมากที่สุด ในหนังเรื่องนี้คือ เพลง Finalist ชื่อ Forever Mine ที่ร้องและแต่งเองโดย Yamashita Tatsurou ฟังทีไร ซึ้งจนน้ำตาจะหล่นทู้กที


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

Grave of the Fireflies : สุสานหิ่งห้อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Animation



(คำเตือน : ถ้ายังไม่อยากรู้เรื่อง โปรดอย่าเพิ่งอ่าน)



Grave of Fireflies (1988) หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น 火垂るの墓 (Hotaru no Haka) เป็นแอนิเมชั่นที่ไม่ได้เล่าเรื่องแนวจินตนาการ หรือการผจญภัยน่ารักๆ จบอย่างแฮปปี้ที่ดูแล้วต้องยิ้มตามแนวแอนิเมชั่นส่วนใหญ่ของ Studio Ghibli แต่กลับนำเสนอชีวิตที่แสนจะ tragic ในช่วงเวลาที่สุดจะลำบาก อันเป็นภาพที่ดูห่างไกลตัวคนดูยุค 3G มีกินมีใช้เหลือเฟือ แถมผู้คนในสังคมยังเมตตาอารีต่อกันอย่างล้ำเหลือ (!?!) อย่างเรา ชนิดที่แทบนึกไม่ออกว่าก่อนหน้านี้ คนยุคนั้นปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร

มันเป็นชะตากรรมระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของเด็กญี่ปุ่นคู่หนึ่ง แม้เป็นเด็กเมืองโกเบ หาใช้เมืองฮิโรชิมาหรือนางาซากิที่โดนถล่มเสียราพณาสูรด้วยระเบิดปรมาณู แต่การเป็นกำพร้าแม่ และไม่รู้แห่งหนที่อยู่ของพ่อ ก็ทำให้เด็กสองต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาที่สุด

ครอบครัวของเซตะและเซตสึโกะที่จริงไม่ใช่ยากไร้ พ่อของเด็กทั้งสองเป็นถึงนายพลทหารเรือแห่งกองทัพพระจักรพรรดิ แต่ในยามสงคราม พ่อก็ไปออกรบ เหลือแต่แม่กับเซตะวัย 14 ปี และเซตสึโกะ น้องน้อยวัย 4 ขวบเพียงลำพัง

วันนั้นมีสัญญาณเตือนภัย เซตะให้แม่ซึ่งเป็นโรคหัวใจไปหลบภัยในอุโมงค์ก่อน ตัวเองค่อยแบกน้องขึ้นหลังตามไป เพราะไม่ได้ไปพร้อมกันนี่เอง เด็กทั้งสองจึงโชคดี รอดพ้นระเบิดลูกที่ถล่มลงมาจนทำให้แม่ถูกไฟคลอก บาดเจ็บสาหัส

บ้านของพวกเขาไหม้ไฟ แม่ก็ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เซตะจึงพาน้องขึ้นรถไฟไปอาศัยอยู่กับป้าที่อีกเมืองหนึ่ง แต่หลังจากกลับไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล เซตะก็กลับมาพร้อมกล่องใส่อัฐิ ก็แม่มีแผลไฟไหม้เยอะขนาดนั้น ในภาวะที่ไม่พร้อมจะให้การรักษาแบบนั้น ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอแบบนั้น ให้ถึงกับรอดคงเป็นอะไรที่สูงเกินหวัง

ในเวลาที่ข้าวยากหมากแพงจากสงคราม การอุปการะเลี้ยงดูเด็กเพิ่มอีกสองปากสองท้องย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่าย ก็น่าเห็นใจคุณป้ามากอยู่ แต่คุณป้าจะรู้ไหมว่าการระบายความเครียดไปเป็นคำพูดกดดัน เหน็บแนม ว่ากระทบพ่อกระทบแม่ จนถึงด่าตรงๆ ว่าขี้เกียจ ซึ่งบีบบังคับให้เด็กตาดำๆ ต้องออกไปดิ้นรนหาความสงบ สบายใจ และอาหารกินให้อิ่มท้องนอกบ้านนั้น เป็นบาปกรรมแค่ไหน

เซตะมีแค่เงินในบัญชีของแม่ กิโมโนเพียงชุดเดียวของแม่ก็ให้ป้าไปแลกข้าวสารแล้วแบ่งไว้หุงในบ้านครึ่งหนึ่งแล้ว เขาไม่มีรายชื่อญาติอื่นๆ ที่จะหวังไปพึ่งพิงได้ เท่าที่สติปัญญาของเด็กชายวัย 14 จะนึกออก เขาจึงทำได้แค่พาน้องไปอยู่ในอุโมงค์เหมืองเก่าข้างบึงน้ำ แรกๆ สองพี่น้องดีใจ สนุกและอิสระเหมือนเล่นสร้างบ้าน พากันไปขนของใช้เก่าๆ จากบ้านเรือนพังๆ เพราะระเบิด แล้วก็ถอนเงินในบัญชีของแม่มาซื้อข้าวสาร และของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ

แล้วก็ได้กินอิ่ม อร่อยและสบาย(ใจ)เป็นครั้งแรก

แม้จะยึดอุโมงค์เป็นบ้าน แต่อุโมงค์ก็ไม่ใช่บ้าน ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ตกค่ำ เซตสึโกะตัวน้อยจึงถูกรบกวนด้วยยุงและความมืด เด็กน้อยกลัวความมืด พี่ชายทำได้เพียงออกไปไล่จับหิ่งห้อยที่บินอยู่โดยรอบมาปล่อยไว้ในมุ้ง ให้น้องมองต่างแสงดาว

น้องหลับไปใต้แสงดาวหิ่งห้อย แต่แสงนี้กลับทำให้คนพี่คิดถึงงานวันเฉลิมฉลองกองทัพเรือ เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ยังมีแม่และพ่อ..

หิ่งห้อยที่ให้แสงราวกับดาว แต่เมื่อถึงเช้าก็กลายเป็นซากศพ ตอนที่เซตสึกะจังขุดดินหน้าอุโมงค์ เป็นหลุมฝังกองหิ่งห้อยที่กองอยู่พูน ทำให้ฉันไพล่ไปนึกถึงกองศพจากการทิ้งระเบิดที่ได้เห็นหลังจากเซตะไปเยี่ยมแม่ ในความรู้สึกฉากนี้นับเป็นฉากที่เศร้าที่สุดสำหรับฉัน

ชีวิตที่ส่งแสงระยิบระยับราวกับดวงดาว เมื่อเวลาผ่านพ้นก็กลายเป็นซากศพกองใหญ่
(หรือที่จริงชีวิตเราทุกคนก็เป็นอย่างนี้?)



สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ทำให้เซตสึโกะน้อยเริ่มมีอาการผื่นคันตามผิวหนัง แล้วก็เริ่มล้มป่วยเพราะท้องหิว เธอมีชีวิตได้อีกไม่นานก็จากโลกนี้ไปเนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร ..เรื่องนี้จะโทษว่าเป็นความผิดของใครดี ระหว่างพ่อที่ไม่ติดต่อมา แม่ที่ชิงจากโลกนี้ไปก่อน ป้าใจดำเพราะเห็นแก่ปากท้องของครอบครัวตัวเอง พี่ชายที่วิ่งหา ขโมยอาหารให้น้องไม่พอกิน เงินในบัญชีที่เหลือก็ได้แต่เก็บงำไว้จนไม่ทันใช้ หมอที่ไม่ยอมฉีดยาให้น้อง หรือว่า สงคราม?

เซตะเองหลังจากเผาศพน้องแล้วก็เก็บกระดูกไว้ในกล่องลูกอมที่ตัวเองเคยใช้ป้อนตอนน้องงอแง ชีวิตที่เหลือมีแค่ลมหายใจอันไร้ความหวัง ญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ่อก็หายไป ไม่มีชายคาอันอบอุ่นและปลอดภัยของบ้าน ไม่มีอาหารจะกิน

ในที่สุด จึงหยุดลมหายใจ กลายเป็นแสงดวงน้อยของหิ่งห้อย ลอยไปสมทบกับดวงวิญญาณของน้อง




หมายเหตุ :
• เป็น DVD อีกเรื่องที่เป็นของฝากจากแม่สาย (หนังแม่สายชัดระดับที่หนึ่งตะวันนา)
• ในบรรดาหนัง Ghibli ที่เพื่อนเอามาฝาก กะว่าจะดูเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย เพราะจำได้ว่าเศร้าที่สุด
• เคยดู Grave of Fireflies ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นวิดีโอที่เช่าจากร้านเฟม ท่าพระจันทร์ จำไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้เลือกเรื่องนี้ จำได้แค่ว่าดูแล้วรู้สึกเศร้า และหลอนไปนานเชียว
• ดูอีกครั้งตอนแก่ลงกว่าเดิมสิบกว่าปีก็ยังถึงกับเก็บเอาไปฝันร้ายอยู่ (ก็ฝันเห็นศพเรียงรายนั้นแหละ)
• ในความรู้สึก นี่เป็นแอนิเมชั่นที่ดูแล้วเศร้าที่สุดจาก Studio Ghibli เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากปวดใจก็ไม่ควรดูเลย
• เขาวาดเซตสึโกะตอนน้ำตาหล่นน้ำตาไหลได้น่าสงสารจริง โดยเฉพาะตอนที่ป้าจะเอากิโมโนของแม่ไปแลกข้าวสารน่ะ
• หลังสงครามสงบ บรรดาคนหนีสงครามกลับเข้าบ้านตัวเอง มีบ้านหนึ่งเล่นแผ่นเสียงเพลง home sweet home, there’s no place like home เสียงเพลงลอยไปถึงหน้าอุโมงค์ ภาพก็แฟลชแบ็กไปเป็นตอนเซตสึโกะน้อยผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้กลับบ้านตลอดกาล เล่นคนเดียวอยู่หน้าอุโมงค์ริมบึง ที่ที่เธอถือเป็นเสมือนบ้านของเธอและพี่ชาย ใครดูซีนนี้แล้วน้ำตาไม่ไหลก็คงเป็นคนใจแข็งมาก