แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น่าคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น่าคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Aoi Tori : The Blue Bird

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



Aoi Tori หรือนกสีฟ้า (2008) เป็นหนังเล็กๆ เรียบๆ แต่พูดถึงเรื่องยิ่งใหญ่ คือการสอนเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างกล้าหาญ และสง่างาม

“การลืมนั่น ขี้ขลาดนะ”
มูริอูจิเซนเซ (Hiroshi Abe) ผู้เข้าสอนแทนครูประจำชั้น ม. 2/1 ซึ่งถูกพักงานหลังจากมีนักเรียนในห้องคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนแกล้ง พูดกับนักเรียนทั้งชั้นในครั้งแรกหลังจากกวาดตาไปทั่วชั้นแล้วหาโต๊ะที่ควรเป็นของเด็กเจ้าปัญหาคนนั้นไม่พบ

เซนเซ หรือครูคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มีปัญหา
“เซนเซเป็นคนพูดตะกุกตะกัก ไม่สามารถพูดแบบปกติได้” เขายอมรับ “แต่เซนเซก็ตั้งใจพูด พวกเธอก็ควรตั้งใจฟัง แต่เพราะว่าพวกเธอทำไม่ได้ เซนเซถึงได้มาสอนที่นี่”

ปัญหาที่เกิดกับ โนะงูจิ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องสามัญเพียงแค่ในโรงเรียนในญี่ปุ่น แต่เป็นในโรงเรียนทั่วโลก ที่มีเด็กวัยเดียวกันมาอยู่รวมกัน สังคมกัน มีการจัดกลุ่ม ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มใหญ่ จากนั้นใครคนหนึ่งจะถูกอุปโลกให้เป็นหัวโจก แล้วก็ต้องมีใครสักคนเป็นอย่างน้อยที่ถูกแกล้ง

ไม่ใช่การใช้กำลังหรือขมขู่ เพื่อนๆ ในห้องแค่แกล้งให้โนะงูจินำของจากบ้านที่เป็นร้านสะดวกซื้อมาให้ แล้วเพื่อนทั้งห้องก็แค่หัวเราะใส่เพราะขำ โดยที่เจ้าตัวคนถูกแกล้งก็ได้แต่หัวเราะรับโดยที่ไม่เห็นขำด้วย

แต่สำหรับเด็กคนนั้น นั่นก็รุนแรงพอจะบีบจิตใจจนทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายแล้ว

โชคดีที่เขาไม่ประสพความสำเร็จในการพยายามตาย พ่อแม่จึงปิดร้าน ย้ายเขาไปเรียนที่อื่น เพื่อนร่วมชั้นหลายคน ทั้งที่รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังไม่ยอมรับว่าแค่หัวเราะใส่ และไม่ช่วยเหลือ นั่นเป็นการแกล้งเพื่อนแล้ว โรงเรียนเองไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้มากไปกว่าพยายามแสดงความสำนึกผิดหมู่โดยให้นักเรียนทั้งชั้นเขียนเรียงความสำนึกผิด เขียนซ้ำๆ จนกว่าจะได้ใจความที่กินใจ ว่ารู้สึกผิด สำนึกแล้ว ขอโทษ และ “ลืมมันซะ พวกเธอยังมีการสอบที่สำคัญรออยู่”

กล่อง “นกสีฟ้า” ถูกนำมาตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อรับข้อความจากคนที่มีอะไรอัดอั้นตันใจ บอกใครไม่ได้ โรงเรียนฝันไว้สวยๆ ว่าทุกอาทิตย์จะมีการรวมกลุ่มกันเปิดกล่อง อ่านข้อความในกล่อง แล้วก็รับรู้ร่วมกัน ทีนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไรของนักเรียนที่หลุดรอดสายตาของโรงเรียนอีกต่อไป ...แต่จนแล้วจนรอดกล่องนกสีฟ้าก็ไม่มีข้อความอะไรเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากคำถามว่า “นกสีฟ้าคืออะไร”

ไม่ใช่กล่องนกสีฟ้าหรอก ที่ช่วยเปิดใจ แล้วเข้าไปสะสางเรื่องในใจของนักเรียนห้องนี้ แต่เป็นครูชั่วคราวที่มีปัญหาในการพูด แต่ตั้งใจที่จะฟังพวกเขา แล้วก็อธิบายว่าทำไมการ “ลืม” จึงเป็นหนทางหนีปัญหาแบบคนตาขาว ส่วนคนที่ “จำ” ไว้เสมอจึงเป็นคนกล้าหาญ



บันทึก :
• ภูมิใจนำเสนอ อาเบะ ฮิโรชิ นักแสดงชาย (ญี่ปุ่น) ในดวงใจในเวลานี้
• ดูแล้วก็อดย้อนนึกถึงเรื่องในโรงเรียนของตัวเองไม่ได้นะ
• เพลงเปิดและปิดเรื่องเพราะอีกตามเคย เนื้อร้องก็ดี๊ดี รู้เพราะดีวีดีแผ่นนี้มีซับเนื้อเพลงด้วยน่ะซี
• น่าคิดนะ ว่าเรื่องไม่ดีที่เราพลาดมาในอดีต เราควรเลือก “ลืม” หรือ “จำ”

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : เรามีเวลาเหลือกันคนละเท่าไหร่?




รักแท้! เจ้าสาวใส่ชุดแต่งงาน ไปประกอบพิธีสู่ขอ และ มงคลสมรสกับเจ้าบ่าวที่นอนเป็นเจ้าชายนิทรา ที่รพ.ตำรวจ เพราะลื่นล้มทำให้สมองตาย  หมอระบุหากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที...

ที่ รพ.ตำรวจ เมื่อเวลา 18.00 น.  วันที่ 9 พ.ค. 2553 น.ส.วิภาวรรณ ทองชูแสง อายุ 35 ปี พนักงานข้าราชการโรงเรียนนายเรือ แต่งชุดเจ้าสาวพร้อมญาติได้เดินทางไปประกอบพิธีสู่ขอ และมงคลสมรสกับ นายอดิศักดิ์ ไค่นุ่นกา อายุ 35 ปี เจ้าบ่าว ลูกจ้างประจำกรมสวัสดิการทหารเรือ ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ในห้องศัลยกรรมประสาทชายชั้น 4 ตึกเฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากฝ่ายชายลื่นล้มในแฟลตพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ ศีรษะกระแทกพื้นสมองตายร่างกายไม่ตอบสนองมาตั้งแต่คืนวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุว่า โอกาสรอดน้อยมาก ต้องให้ออกซิเจน และยาช่วยกระตุ้นหัวใจ หากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที

เจ้า สาวเปิดเผยว่า ตามกำหนดได้แจกการ์ดแต่งงานกันในวันนี้ ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร โรงเรียนนายเรือ สมุทรปราการ แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ส่วนสาเหตุเนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวอ่อนเพลียจากการไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ มาทำพิธีในช่วงเช้าไม่มีเวลาพักผ่อน ตอนนี้ถือว่าได้ทำพิธีให้ดีที่สุดตามที่ได้ตั้งใจไว้แล้ว ส่วนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นก็จะทำใจยอมรับ


(ล่าสุด) เจ้าบ่าวนิทรา แต่งงานกับแฟนสาว ที่โรงพยาบาลตำรวจ เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ เมื่อคืนที่ผ่านมา ปิดตำนานรักแท้สุดประทับใจ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00น. วันที่ 10 พ.ค. 2553 นายอดิศักดิ์ ได้เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางความโศกเศร้า ปิดตำนานรักแท้ที่ฟันฝ่ากันมาจนถึงวันแต่งงานสุดประทับใจ


ข้อมูลจาก:
-http://www.thairath.co.th/content/region/82176
-http://www.thairath.co.th/content/region/81956

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : มีไหม?




forward email เขาบอกมาว่า กับใครคนหนึ่งคนนั้น เราควรรู้สึกกับเขาอย่างนี้


1. ต้องมีความรู้สึกได้สัมผัสกับความสุขร่วมกับคนๆ นั้น: เมื่ออยู่ด้วยกันก็จะมีความสุขมาก ไม่เคยเบื่อที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ และเมื่อยามที่เขาห่างไกล ไม่ได้เห็นหน้าก็จะรู้สึกเหงาๆ และคิดถึง  
2. ต้องให้ความเคารพนับถือคนๆ นั้น:  ถ้าจะรักใครสักคน ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาดูถูกและไม่เคยให้ความเคารพในความเป็นเขา แล้วคนอื่นๆ จะเคารพคนๆ นั้นของเราได้อย่างไร และเราจะภูมิใจหรือ กับการที่ได้รักใคร่กับคนที่ใครๆ เขาดูถูก 
3. ต้องรู้สึกว่าคนๆ นั้นเป็นที่พึ่งได้: เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในชีวิต มั่นใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเพื่อคอยช่วยเหลือ ไม่ใช่ว่าเรากำลังจะตกตึก ก็ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยฉุด 
4. ต้องเชื่อมั่นว่าถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน สัมพันธภาพก็ยังคงดำเนินต่อไป: เพราะคนเราย่อมผิดพลาดกันได้ ถ้ารู้จักอภัยกันมันก็อยู่กันทน
5. ต้องเข้าถึงความต้องการอารมณ์และความรู้สึกของคนๆ นั้น: อย่างถ้ารู้ว่าชอบจะอยู่คนเดียวตามลำพังบ้าง ก็ควรเปิดโอกาสได้อยู่กับตัวเองด้วยความเต็มใจ
6. ต้องมีความรู้สึกต้องตาต้องใจในสรีระของคนๆ นั้น
7. ต้องรู้สึกว่าเราสามารถจะพูดคุยกับคนๆ นั้นได้ทุกเรื่อง:
คุยอย่างเปิดอก สามารถที่จะขุดความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจ ขึ้นมาพูดได้ ไม่ใช่ต้องปิดบังความรู้สึกส่วนนั้นไว้ เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้ว เราจะอับอายหรือไม่ก็กลัวว่าเขาได้ยิน แล้วจะผงะหงายแล้วเดินหายไปจากชีวิต 
8. ต้องรู้สึกว่าคนๆ นั้นเป็นของมีค่าในมือ: ถ้าไม่มีเขาสักคนชีวิตของเราก็สูญของมีค่าไป 
9. ต้องรู้สึกเต็มใจที่มีส่วนร่วมกับคนๆ นั้นในหลายๆ ด้าน: ทั้งความคิดอารมณ์และเวลาแต่ไม่ใช่ร่วมกับเขาไปหมด จนเขาไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง 
10. ต้องรู้สึกอยากมีส่วนร่วมอยากรับฟังทุกอย่าง: ไม่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นสิ่งที่ทุกข์ ที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข เพราะคนที่ต้องการแต่จะร่วมสุข นั่นหมายถึงว่าเป็นคนที่ไม่ได้มีรักแท้





ฉันว่า
กับบางคน ฉันก็รู้สึกกับเขาใกล้เคียงกับที่อีเมล์บอกอยู่หรอก


แต่ว่า
กับคนอย่างฉันเนี่ย
จะมีคนมารู้สึกแบบนี้ด้วยบ้างไหมนะ??






วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : ไม่มีเซ็กซ์กันจะอยู่กันไปทำไม?




หัวข้อข่าว: ศาลฎีกาเกาหลีใต้ไม่อนุญาตให้คู่สมรส "ไร้เซ็กส์" หย่าร้างกัน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ศาลฎีกาของประเทศเกาหลีใต้พิพากษาตัดสินให้คู่ชีวิตที่ฝ่ายภรรยาปฏิเสธจะมี เพศสัมพันธ์กับสามีเป็นเวลาหลายปี ไม่สามารถจะยุติชีวิตคู่ดังกล่าวด้วยการหย่าร้างได้

การฟ้องร้องขอหย่าร้างครั้งนี้เกิด ขึ้นหลังจากคู่สมรสฝ่ายชายที่ถูกเปิดเผยเพียงชื่อนามสกุลว่า "คิม" ได้ฟ้องร้องต่อศาลว่าภรรยาคู่ชีวิตไม่เคยร่วมเพศกับเขาเลย โดยทั้งคู่แต่งงานกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 แล้วย้ายไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาด้วยกัน ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตที่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่ง

"คิม" ยื่นฟ้องร้องขอหย่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยอ้างว่าภรรยาไม่เคยทำให้ชีวิตการแต่งงานของเขาและเธอ "บรรลุถึงจุดสุดยอด" เลย อย่างไรก็ตาม ในที่สุดศาลฎีกาของเกาหลีใต้กลับตัดสินว่า ทั้งคู่น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาบนเตียงดังกล่าวได้ หากพวกเขาและเธอมีความพยายามอย่างแท้จริง

นอกเสียจากว่าฝ่ายจำเลย (ภรรยา) มีความปรารถนาที่จะหย่าร้างเช่นกัน ศาลจึงจะอนุญาตให้การหย่าร้างดำเนินการได้, ทั้งยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินได้ว่าชีวิตสมรสของฝ่ายโจทก์ (สามี) จะแตกหักอย่างไม่สามารถเยียวยาจากปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่" ศาลฎีกาเกาหลีใต้พิพากษาในประเด็นการขอหย่าร้างดังกล่าว

โดยศาลเกาหลีใต้จะอนุญาตให้มีการหย่าร้างได้ในกรณีที่คู่รักมีอาการป่วยทางร่างกายจนส่งผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ในชีวิตสมรส

ทั้งนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้พยายามจะชะลออัตราการหย่าร้างภายในประเทศ หลังจากตัวเลขการหย่าร้างของคู่สมรสชาวเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวในหนึ่งทศวรรษนับจากปี พ.ศ.2538 เป็นต้นมา จนกลายเป็นประเทศที่อัตราการหย่าร้างสูงที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย


วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เ รื่ อ ง น่ า คิ ด : สอนเด็กอย่างไรดี?





เหตุผลที่จำเป็นจริงๆที่เราต้องสั่งสอนเด็กนั้น..
เพื่อให้เค้าได้เติบโตเป็นเด็กที่รู้ถึงกฎของสังคม อยู่ร่วมกับชาวบ้านเค้าได้


ไม่ใช่มีไว้ให้เราเอาทัศนคติและคุณค่าการมองโลกของเราซึ่งเป็นพ่อแม่ยัดเยียดให้กับเด็ก










จาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=warabimochi&month=09-2008&date=20&group=22&gblog=3
(ชอบอ่านบล็อกนี้จัง)

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไม่เห็นจะกวนตีนตรงไหนหนิ



...ได้มาจากอีเมล์ส่งต่อเช่นเคย


นิยามของคนแต่ละกรุ๊ปเลือด
 
O กวนตีน ชิล
B โผงผาง จริงใจ

A จุกจิก เนี๊ยบ

AB ประหลาด ลึกลับ

 
Group ' O '
เริ่มจากรุ๊ปนี้ก่อนเลย คนกรุ๊ปโอไม่ต้องตกใจว่าทำไม เราเป็นคนที่มีนิสัยชิล มันไม่ได้เกิดจากคุณเอง เกิดจากเผ่าพันธ์ ยีนของคุณ ^_^
กรุ๊ปโอมักจะชิลกับตนเองเสมอ มาสายมากถึงมากที่สุดเวลานัดกันกับคนอื่น ๆ โดนรบกวนได้ง่ายจากปัจจัยภายนอก เช่น อยากอาบน้ำร้อนก่อนในวันฝนตกไม่งั้นไม่ออกจากบ้าน ขออ่านการ์ตูนก่อนอีกสิบหน้าจะจบแล้ว รอฝนมันซากว่านี้แล้วกันค่อยออกแม้จะไปอีกทีสายแล้วก็ไม่เป็นไร
กรุ๊ปโอ เป็นพวกไม่มีไฟแล้วทำอะไรไม่ได้ จะนอนอยู่กับบ้านได้ทั้งวัน แต่ถ้าวันนึงมีความฝันที่ต้องทำ มีกิเลสที่ตัวเองต้องการ จะทำสุดชีวิตแบบถึงเช้าถึงเที่ยงคืนก็ทำได้ ไม่หลับไม่นอน
ความรักของกรุ๊ปโอจะเป็นพวกรักนาน ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่หวือหวา
พวกกรุ๊ปโอ จะเป็นคนไว้ใจคนยาก แต่ถ้ารู้จักกันไปแล้วก็จะติดเพื่อน ติดแฟนอย่างแยกไม่ออก เวลากรุ๊ปโอมาเจอกับกรุ๊ปโอกันเองจะจูนยาก เพราะจะดู ๆ กันก่อน
กรุ๊ปโอเป็นพวกจะคบใครจะค่อย ๆ ดู พอเจอโอกันเองเลยดูกันนาน แต่พอคบไปเรื่อย ๆ จะสนิทกันมากที่สุดกว่ากรุ๊ปอื่น แต่ก็จะมีช่องว่างให้กันด้วย
กรุ๊ปโอเป็นพวกตามน้ำ เวลาจะเอาคนกรุ๊ปโอไปไหน เค้าก็ไปได้หมดล่ะ แต่ต้องมารับโทรไป ให้ความสำคัญต้องอัญเชิญว่าง่าย ๆ เถอะมาแน่ ต้องให้คนไปง้อ
กรุ๊ปโอไม่พูดอะไรออกจากใจภายในทันที จะไปคิดทีนึงแล้วค่อยมาบอก บางทีจะทำอะไรก็ชอบไปปรึกษาก่อนว่าแบบนี้ดีไหม? มีเรื่องกลุ้มใจก็จะรบกวนคนรอบข้างคอยช่วยปรับสารทุกข์สุขดิบ แล้วก็กลับมาดีได้ด้วยแรงใจของคนรอบข้าง
กรุ๊ปโอจะเป็นพวกปากหวานถ้าทำอะไรไม่เป็นก็จะทำตาปริบ ๆ ให้คนช่วยทำเสมอ นอกจากนี้โอยังเป็นพวกเจ้าสัวใจถึง ถ้ากลางที่สาธารณะก็จะหน้าใหญ่ใจกว้าง หลังจากงานเลี้ยงค่อยมาคิด เออ...หมดตัวแล้ว 555++



Group ' B '

กรุ๊ป B เป็นกรุ๊ป Entertain อย่างหนักหน่วง และเป็นสีสันของวงสนทนา ไอเดียที่ B คิดจะตรงพูดจากใจเสมอ เรียกเสียงหัวเราะของคนในวงได้ เพราะคนอื่นจะคิดว่า 'กูก็คิดแบบนั้น แต่ไม่กล้าพูด'
บี เป็นคนที่รักใครจะอัดเต็มบ้าเห่อ พอชอบใครจะเอาตัวเองไปเลียบ ๆ เคียง ๆ คนที่ตัวเองชอบแบบเนียน ๆ ส่วนมากกรุ๊ปบีจะไปชอบคนกรุ๊ปโอ ด้วยความนิ่งกว่าของคนกรุ๊ปโอ เพราะบีเจอบีจะระเบิด เวลามีเรื่องปั้บ ออกตัวล้อฟรี จะเป็นจะตายทีเดียว
เราจะได้เห็นบีในเห็นการแปลก ๆ เช่น ทะเลาะกับยาม โวยวายกับคนโทรศัพท์ผิด โมโหเพื่อนทั้งที่ยังไม่เคลียร์เรื่องเหตุต้นตอ แล้วพอหลังจากมีเรื่องจะมาคิดได้ว่า 'น่าจะใจเย็นกว่านี้หน่อยนะ ,ไม่น่าพูดแบบนี้ไปเลย' แต่ก็ด้วยความตรงทำให้ไม่คิดอะไรมาก ถ้าเค้าจะชอบเรา (คนกรุ๊ปบี) แบบที่เป็นเราก็คงดี แล้วบีก็จะลืมเรื่องที่ตัวเองทำเอาไว้
กรุ๊ปบี บ้าเห่ออย่างที่บอก พอรักกันก็ปานจะกลืน พอไม่สนใจก็เอาไปทิ้งถังขยะได้ทีเดียว
กรุ๊ปบีเป็นพวก ชัดเจน ไม่ชอบจะไม่ไปไหนด้วยเลย อาจจะเห็นกรุ๊ปบีไปเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามคนอื่นไปบ้าง แต่พอครั้นอยากจะนอนอยู่บ้าน หรือวันนี้รถ?ิด ก็ไม่ไปซะเลย ไม่โทรบอกใครด้วย
กรุ๊ปบีดูเป็นคนใจร้ายแต่จริง ๆ เป็นคนจริงใจและค่อนข้างยอมคนที่ตนเองสนิทอย่างมาก ถ้าอยู่ในกลุ่มแล้ว บี จะได้รับอิทธิพลจากโอสูงทีเดียวด้วย เหตุผลกับความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ว่าง่าย ๆ บีแพ้ทางโอ บางทีอะไรที่โอทำบีจะปลาบปลื้มมาก แต่พอ เอไปทำบีจะมองว่ารำคาญ!!
กรุ๊ปบีเป็นกรุ๊ปแห่งอารมณ์ ไม่มีความเท่าเทียมกันในกรุ๊ปนี้ ใช้อารมณ์ตัดสินกันล้วน ๆ บีไม่ต้องการคำปลอบใจหรือกำลังใจใด ๆ ขอนอนบ้างหลังจากอัดเต็มมาพักนึง หรือได้ออกไปด่า ทำลายของของคนที่ตัวเองไม่ชอบก็กลับมาดี๊ด่าได้เหมือนเดิม อย่าลืมว่าเวลาไปเที่ยวไหนให้พกคนกรุ๊ปนี้เอาไว้ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับกลุ่ม เพราะบีถือคติสนุกไว้ก่อน แต่บีเห็นตลกแบบนี้ จะเป็นคนมีเหตุผลกับเรื่องคอขาดบาดตายสูงมาก ตัดสินใจได้ดีทีเดียว ยิ่งเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบขอมีส่วนด้วย อาจจะยุคนอื่น ให้เลิกคบกันไปเลย
บีเป็นคนที่ประจบประแจงได้เนียน ถ้าโอทำจะกระดากตัวเอง ถ้าเอทำจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรี แต่บีจะไม่มีทิฐิถ้าอยากทำก็จะทำ และก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนด้วย มีไรมั้ย??..เรื่องของฉัน



Group ' A '

คนกรุ๊ปนี้ ทางยุโรปบอกว่าเป็นกลุ่มคนที่หน้าตาดีที่สุด กรุ๊ป เอ เป็นพวกมีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นคนที่เป็นนักคิดนักวางแผน
เราจะเห็นคนเรียนดีจากเลือดกรุ๊ปนี้เยอะมาก เพราะความขยันและการเตรียมตัวที่ดีของเขา เอชอบอยู่ในกลุ่มคนและได้ออกความเห็นตลอด ชอบวิจารณ์คนอื่น แต่รับคำวิจารณ์ที่คนอื่นวิจารณ์ตนเองไม่ได้เท่าไหร่ เอเป็นคนที่สนิทยากถึงจะสนิทแต่ก็จะมีกำแพงกั้นไว้เสมอ  เอจะแบ่งเวลาให้กับทุกคนสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก คนทำงาน
เวลานัดกัน กรุ๊ปเอ จะไปคนแรกเสมอ ตรงต่อเวลาและมีสัมมาคารวะแต่ในใจก็จะมีความคิดที่ตัดสินคนแต่ละคนเอาไว้ในหัวแล้ว
เป็นกลุ่มคนที่มีเหตุผลสูงสุด เราแทบจะเถียงไม่ชนะกรุ๊ปนี้เลย แต่เวลากรุ๊ปเอทำอะไรออกมากลับเป็นอะไรที่ Emotion มากขัดกับคาแรคเตอร์ที่ตัวเองเก็บไว้ เพราะความเก็บกดที่ต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา กรุ๊ปเอเป็นพวก Work hard play hard เรียนถึงเกียรตินิยมแต่เล่นแรงแบบลืมวันคืน
กรุ๊ปเอ กับเพื่อน ยิ่งกลุ่มใหญ่ เอจะยิ่งเป็นลิ่วล้อ แต่พอกลุ่มเล็กลง เอจะเทพขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าเป็นคนรัก เอจะเอาตัวเองเป็นเหมือนตราชั่ง คือเสมอภาค ไม่ว่าแฟนจะรุ่นใหญ่กว่า เอจะเอาตัวเองไปเทียบให้เท่ากัน แต่ถ้าแฟนรุ่นเล็กกว่าก็จะเอาตัวเองลงไปคลุกกับโลกของคนนั้นซะงั้น เอชอบคิดว่า อันนี้มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย และประสาทเสียกับอะไรที่ผิดแผน นอยย์อยู่คนเดียวเสมอ
เอไม่ถูกกับโออย่างรุนแรง ด้วยความเป็นคนในกรอบแล้วไปเจอคนนอกรีต จะรู้สึกหงุดหงิด อะไรว่ะ!!!นัดกันเที่ยงมาสามโมง แต่บางครั้ง เอก็จะคิดเข้าข้างตัวเองเสมอเวลาตัวเองทำผิดบ้าง และยิ้มอยู่คนเดียวเวลาที่ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า อะไรที่เอทำ เอจะดีดลูกคิดรางแก้วไว้หมดแล้วหล่ะ



Group ' AB '

เอบี เป็นอัจฉริยะ เราจะเห็นเวลาที่เอบีพูดน้อยกว่าคิด เอบีชอบหลบอยู๋ในมุมจ้องมองคนอื่น ๆ ทำอะไรต่าง ๆ แล้วก็คิดไปเรื่อย ถ้าเป็นฉันจะทำยังไงตรงนี้ จะมีอะไรที่ดีกว่าไหม
เอบี เป็นพวกชอบคิดนอกกรอบ เป็นเทพเจ้า แต่ในขณะเดียวกันอาจเป็นบ้าของใครบางคนได้ เพราะ เอบีจะทำอะไรนอกกรอบและออกแนวทดลองเสมอ
เอบีมีวิธี Entertain ให้ตัวเองมีความสุขแปลก ๆ ในมุมของตัวเอง เช่น การนั่งกดรีโมทแอร์ตอนไม่มีถ่านแล้วสนุก หรือมองมดเดินแล้วลองตั้งชื่อมด จำว่าตอนมันเดินกลับมาเราจะจำชื่อมันได้ไหม เอบีมักสร้างสิ่งแตกต่างในสังคมเสมอ ทำให้เกิดอารยะธรรม/วัฒนธรรมใหม่ ๆ ได้
เวลานั่งในกลุ่มใหญ่จะมีแค่ 2 สถานการณ์ ของคนในกรุ๊ปนี้คือ โดนสปอตไลท์ หรือหลบในมุมมืด  เราจะไม่เห็น เอบีเฮฮาแบบเนียน ๆ ไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงตลอด 3 ชม. คนที่ทำแบบนั้นได้คือกรุ๊ปบี 555++
เอบีจะมีโลกส่วนตัวสูง เราเอาแนวคิดที่เรามี กฏเกณฑ์ที่เรามีไปตัดสินเอบีไม่ได้ นิสัยของเอบีหลัก ๆ คือลึกลับ ถ้าเอบีเค้าจะสนุกกับคนอื่น ๆ อย่างเดียวคือการได้แกล้งคนอื่น หรือดูคนอื่นทำอะไรที่ตนเองวางแผนเอาไว้ แล้วหัวเราะอยู่ในมุมเล็ก ๆ ของเค้า



วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

ฉันเชื่อในการให้


๑๒. ทานจักร ๑๐ ประการ

 

หากเมล็ดพันธุ์แห่งความรักความเมตตาได้เจริญงอกงามขึ้นในจิตใจของเราแล้ว เราจะตระหนักว่าเรารักชีวิต เราต้องการความสุข ชีวิตอื่น สัตว์อื่น ต่างก็รักชีวิต และปรารถนาความสุขเช่นกัน สาระแห่งชีวิตคือ ความรัก ความเมตตา อานุภาพแห่งความเมตตาจะนำมาซึ่งความสุขและความเบิกบานแก่ทุกชีวิต สำหรับเราทุกคน ในฐานะชีวิตหนึ่งในโลกกว้างใหญ่ เราอาจไม่ยิ่งใหญ่พอจะแก้วิกฤตของโลกได้ แต่ด้วยความรัก ความเมตตาที่มีในหัวใจของเรานี้ เราสามารถทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในโลกได้มากมาย

 

ช่วงหนึ่งอาจารย์ได้เคยพิจารณาว่าข้อธรรมะของพระพุทธองค์ข้อไหนจะสามารถแก้ปัญหาของโลกได้ และไม่ขัดแย้งต่อเชื้อชาติ หรือลัทธิศาสนาใดๆ และมองเห็นว่า หลักของศีล ๕ เมตตาธรรมและการให้ทานน่าจะมีความเหมาะสมที่สุด

 

ศีล ๕ เป็นพื้นฐานของสังคมที่ปลอดภัย สงบร่มเย็น เมตตาธรรมและการให้ทานจะทำให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความเอื้ออาทรต่อกัน ความคิดดังกล่าวเป็นที่มาของ ทานจักร ซึ่งหมายถึงวงล้อซึ่งมีใจที่มีความเมตตากรุณาเป็นศูนย์กลาง และแสดงออกถึงความเมตตาในจิตใจด้วยการลงมือกระทำความดีอย่างตั้งใจแน่วแน่

 

ความดีนั้นคือ การบำเพ็ญทาน ๑๐ ประการ ได้แก่

 

๑.     ให้ทานด้วย ทรัพย์สินเงินทอง

๒.     ให้ทานด้วย สายตาที่เมตตาปรานี

๓.     ให้ทานด้วย ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

๔.    ให้ทานด้วย วาจาที่ไพเราะน่าฟัง

๕.    ให้ทานด้วย ให้แรงงานช่วยเหลือผู้อื่น

๖.     ให้ทานด้วย การอนุโมทนายินดีเมื่อผู้อื่นทำดี

๗.    ให้ทานด้วย การให้อาสนะ (ที่นั่ง)

๘.    ให้ทานด้วย การให้ที่พักอันสะดวกสบาย

๙.    ให้ทานด้วย การให้อภัย

๑๐. ให้ทานด้วย การให้ธรรมะ

 

เมื่อวงล้อแห่งทานนี้หมุนเข้าไปที่แห่งใด จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม จะเกิดพลังแห่งการสร้างสรรค์ พลังที่จะร่วมกันผลักดันสังคมที่ดีงามให้เกิดขึ้น

 

ด้วยการหมุนของวงล้อแห่งทานนี้ ย่อมนำความสุขไปสู่เพื่อนมนุษย์ในสังคมวงกว้าง ยังความสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลก

 

ขอให้พวกเราทุกคนจงเชื่อมั่นว่า สันติภาพโลกเริ่มตากพวกเราทุกคนที่นี่และเดี๋ยวนี้ ปลูกฝังจิตสำนึกแห่งรักและเมตตาไว้ในหัวใจ หมุนทานจักรแห่งสันติภาพให้เคลื่อนไปๆ บนพื้นทางที่มั่นคงแล้ว ด้วยศีล เพื่อประโยชน์สุขที่กว้างขวางแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยรักและเมตตาที่ไม่จำกัดขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ


หมายเหตุ:


-คัดมาจาก "โชคดี" เล่มใหญ่ (สำนักพิมพ์ DMG Books) โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

-เพิ่งอ่าน "โชคดี" เล่มเล็ก ที่หัวหน้าได้จากร้าน S & P (เขาจะจัดไว้ให้คนเลือกหยิบกลับไปอ่านได้ โดยทิ้งเงินบริจาคไว้ตามศรัทธา-บนสถานีรถไฟฟ้าสยามก็มี อิฉันเคยอ่านเล่มอื่นๆ) มาฝากลูกน้อง ก็ได้มาตั้งแต่ก่อนปีใหม่แล้วแหละ แต่อิฉันเพิ่งอ่านจริงจังเมื่อวันศุกร์ พอดีเสร็จงานแล้วว่างๆ เลยคัดตอนที่จับใจมาเขียนไว้ในเอ็นทรีก่อนหน้านี้ (คำคม#๑๖)

-ตกบ่ายวันเดียวกัน อิฉันก็ไปฟังแภลงข่าวเปิดตัว "โชคดี" เล่มใหญ่ ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดังกล่าว (เวอร์ชั่นนี้แพงไปหน่อย ตั้ง ๑๕๐ บาท)

-แล้วก็ทำการคัดบทที่จับใจมาแบ่งให้อ่านกันอีก

-หนังสือเล่มเล็กๆ ของพระอาจารย์ ชนิดที่วางอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าและร้าน S & P เหมาะมากสำหรับคนเมือง ไกลวัด และเบลอกับภาษาบาลี เพราะพระอาจารย์ท่านเป็นคนญี่ปุ่น ท่านเขียนด้วยภาษาที่ง่ายมากยกตัวอย่างได้อย่าง Practicle และก็ไม่น่าเบื่อเลย

-ได้ยินมาว่าพ่อแม่บางคนอ่านหนังสือของพระอาจารย์ให้ลูกๆ ฟัง จนแม้แต่เด็กสามขวบที่พ่อแม่พาไปนมัสการพระอาจารย์ยังรู้จัก และเรียกชื่อท่านถูกเลย

-พระอาจารย์พูดภาษาไทยเก่ง แต่ก็ไม่เหมือนคนไทยหรอก สำเนียงคงเป็นอะไรที่ฝึกยากที่สุดแล้วมั้ง แต่แค่ไวยากรณ์ของท่านในหนังสือที่ท่านเขียนให้อ่าน อิฉันก็พร้อมจะสดุดีความเพียรพยายามของคนญี่ปุ่นอีกครั้ง

-ตัวจริงท่านมีรัศมีเรืองรองของความเมตตากรุณาแผ่อยู่รอบๆ

-ท่านให้พรปีใหม่จับใจอิฉันมาก ท่านว่า "ให้คิดดี-พูดดี-ทำดี" ให้เมตตา ให้รู้จักขอบคุณ ให้พูดว่าโชคดี

สรุปว่าท่านให้มองโลกในแง่ดี มองหาแง่ดีของปัญหาน่ะ

-ดีจังที่ได้ไป



วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน "ฟรีเซ็กซ์" บาปหรือไม่



ไม่แจ้งด้วยเหตุผลกลใด นิตยสาร Secret ฉบับออกมาแล้วหลายเดือนที่อิฉันได้รับจากพี่สาวที่รัก  จึึงมีเรื่องเด่นโปรยบนปกเป็นวิสัชนาต่อคำถาม "ฟรีเซ็กซ์ บาปหรือไม่" โดย ว.วชิรเมธี


...หรือคุณพี่เธอฝาก message บางประการมากับพี่มอส??

อิฉันอ่านแล้วก็คันปาก ด้วยว่ามันช่างเป็นประเด็นคันใจ จึงคัดมาเล่าต่อกันดังต่อไปนี้

ปุจฉา: การมีพฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ หรือมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน โดยที่ต่างฝ่ายต่างเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก น่าลอง และเป็นการหาประสบการณ์ชีวิต อย่างนี้ถือว่าบาปหรือไม่ และจะต้องได้รับผลกรรมอะไรไหมครับ

วิสัชนา: พฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะพลังของความเชื่อมั่นในระบบศีลธรรมแบบไตรภูมิพระร่วง (กฎแห่งกรรม) ลดลง และพลังของเสรีนิยมประชาธิปไตยสูงขึ้น ซึ่งพลังของฝ่ายหลังนี้เองที่เปิดทางสะดวกให้สัญชาตญาณของมนุษย์ที่มีกิเลสคอยหล่อเลี้ยงเบ่งบาน

กฎแห่งกรรมที่เคยกำกับเส้นศีลธรรมในสังคมไทยอ่อนพลังลง "กฎแห่งกาม" ก็เลยเฟื่องฟู

กฎแห่งกามนั้นมีหลักอยู่ว่า ยิ่งตามใจกฎนี้มากเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีจุดจบ ทั้งนี้ กล่าวตามนัยพระพุทธวจนะที่พระพุทธเจ้าเคยตรัีสว่า

"เราอาจอาศัยความอยากละความอยาก (ตัณหา)
เราอาจอาศัยความทะนงตัว (มานะ) ละความทะนงตน
แต่เราไม่อาจอาศัยกาม (sex) ละกามได้เลย
ในกรณีของกามนั้น มีอยู่ทางเดียวที่จะละได้ คือ ต้องชักบันไดเสีย"

คำว่า "ชักบันได" คือ ต้องเลิกหมกมุ่น รู้จักพอ และถึงที่สุดคือ ต้องหันหลังให้โดยสถานเดียว การหมกมุ่นในกาม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะฟรีเซ็กซ์เรื้อรัง คือเป็นคู่นอนกันนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปถึงขั้นเสพติดในกามรส พึงใจเมื่อไรก็โทรศัำพท์หา แล้วมีอะไรกันเรื่อยๆ หรือในลักษณะของ one night stand ที่พอต้องการเมื่อไรก็ไปสอยมาจากแหล่งเริงรมย์ยามราตรี ก็ถือว่าเป็นบาปด้วยกันทั้งสิ้น

บาปในที่นี้มีความหมายเท่ากับคำว่า ทุกข์

แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะเกิดขึ้นจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม

ต้องไม่ลืมว่าความพึงใจไม่ใช่ศีลธรรม

ถ้าเราทำอะไรตามความพอใจ แล้วบอกว่าสิ่งนั้นไม่เดือดร้อนใคร ไม่น่าจะผิดศีลธรรม ความเข้าใจแบบนี้นับว่าอันตรายมาก เพราะเป็นวิธีคิดในลักษณะคิดเองเออเองทั้งเพ

ความสุขจากกามนั้น เป็นความสุขที่มีความทุกข์เคลือบแฝง การลิ้มรสกามนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งแสนหวานบนปลายมีดโกน กล่าวคือ มีความสุข แต่ก็มีความเสี่ยง

ในเบื้องต้นกว่าจะมีความสัมพันธ์กันก็ต้องหลบซ่อน ระหว่างมีความสัมพันธ์นั้นก็ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ และหลังมีความสัมพันธ์แล้วก็ต้องคอยปกปิดซ่อนเร้นต่อไป ทันทีที่มีอะไรกันและเดินหันหลังให้กันแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะจบลง แต่บางทีไม่เป็นเช่นนั้น ในบางกรณีอาจมีโรคที่เนื่องในกามเป็นของสมนาคุณ หรือในบางคู่อาจมีความถวิลหา ผูกพันฝังลึก กลายเป็นความปรารถนาที่ยืดเยื้อเรื้อรังออกไปไม่รู้จบ หรือบางคราวก็ต้องเสียเงินเสียทองมหาศาลเพื่อการได้มาซึ่งกามกรีฑาที่สุขสม ที่ร้ายกว่านั้นก็ทำให้ชีวิตคู่พังครืน

เวลาของกามนั้นสั้นนิดเดียว แต่โมงยามของทุกข์นั้น ขยายตัวไม่มีกำหนด

แม้กามรสซึ่งเกิดจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายอาจไม่ทำให้ใครเดือดร้อนในทันทีทันใด แต่ก็อยากเตือนไว้ว่า แท้จริงแล้ว ที่เราบอกว่ามันทำให้มีความสุขนั้น เจ้าความสุขที่ว่านี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

มองในแง่กรรม ณ ปัจจุบัน คนที่หมกมุ่นในกามจะทำให้คุณภาพจิตตกต่ำลงมาก ศักยภาพการใช้ปัญญาก็ไม่เฉียบแหลม สุขภาพกายก็โรยแรง ซ้ำยังต้องคอยปกปิดพฤติกรรมของตนไว้เป็นความลับ ส่วนกรรมในระยะยาวนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า ถ้าคู่นอนของตนเป็นผู้ที่มีเจ้าของแล้ว ถึงแม้สองฝ่ายจะพอใจในเพศสัมพันธ์ แต่ก็นับว่าผิดศีลข้อสามอยู่ดี (กาเมสุมิฉาจาร) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่ผิดศีลข้อสามจะไม่ถูกกรรมรังควาน

กรรมสำหรับคนที่ละเมิดศีลข้อสามคือ จะทำให้เขาไม่มีความสุขที่เกิดจากชีวิตสมรส มีพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบน มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพภายนอก ตัวเป็นชายใจเป็นหญิง ตัวเป็นหญิงใจเป็นชาย หรือชายไม่ใช่หญิงไม่เชิง ต้องอับอายอันเนื่องมาจากสาเหตุทางเพศของตน หรืออาจถูกกระทำการประทุษร้ายโดยมีเรื่องทางเพศเป็นสาเหตุ มีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เป็นต้น

ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ความพอใจไม่ใช่ศีลธรรม แม้กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตของเราเกิดจากความพอใจของตนและคนที่อยู่เคียงข้าง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ความพอใจในกามนั้น มีรากฐานมากจากกิเลส ไม่ใช่จากคุณธรรมที่ชื่อปัญญา

กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากกิเลส กิจกรรมนั้นมักมีทุกข์เป็นผล
กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากปัญญา กิจกรรมนั้นมักมีสุขเป็นผล

ถ้าเราหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพิษ จะหวังให้เกิดผลที่สมบูรณ์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

ความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดก็เช่นกัน ที่ว่ากันว่าเป็นความสุขนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า แท้ที่จริงมันเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้กามเหมือนผลไม้อร่อยที่มีพิษ แต่พุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณของกาม ดังนั้น ท่านจึงสอนว่า เมื่อจะบริโภคกามก็พึงทำเหมือนบริโภคอาหาร กล่าวคือ ต้องรู้จักเลือก รู้จักอิ่ม รู้จักพอ

ทางสายกลางยังคงเป็นคำตอบที่ใช้ได้เสมอ แม้ในเรื่องของกาม


หมายเหตุ: คัดจากคอลัมน์ Answer Keys ตอบคำถามโดย ว.วชิรเมธี
นิตยสาร Secret ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ (ปกพี่มอสสสส)

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

น่าคิด : อันเนื่องมาจาก "วรรณกรรมขาดแคลน"


พุธที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑

อ่านมติชนสุดสัปดาห์ ๑๙-๒๕ กันยายน ๒๕๕๑ แล้ว ติดใจบทความของ คำ ผกา
เจ๊แกร่ายถึงพล็อตวรรณกรรม ลามไปถึงบทละครโทรทัศน์
แกว่า สังคมพัฒนารูปแบบ เปลี่ยนรูปความสัมพันธ์และบทบาทไปมาก แต่ไหงพล็อตวรรณกรรมจึงย่ำอยู่กับที่ ติดอยู่กับพล็อตสำเร็จรูปไม่กี่แบบ

สะใจเจ๊แก เลยขอเอามาจุดกระแสถกเถียงในบล็อก (ตามเคย)

...คู่แต่งงานที่หย่าร้างจะเลี้ยงลูกกันอย่างไร โดยก้าวพ้นวาทกรรมเรื่องเด็กมีปัญหา เด็กขาดความอบอุ่น เด็กที่โตมากับพ่อคนเดียวหรือแม่คนเดียวจะกลายเป็นเด็กมีปมด้อย มีปัญหาทางเพศ ติดยา เบี่ยงเบน และอื่นๆ ร้ายไปกว่านั้น มีพ่อและแม่จำนวนมากที่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการเอาชนะคะคานทางอารมณ์ของกันและกัน

ผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกตามลำพัง (อย่างกรณีของ รมต. หญิงฝรั่งเศสที่ปฏิเสธจะบอกนักข่าวว่าพ่อของลูกในท้องของตนเป็นใคร และยืนยันสิทธิของเธอที่จะเป็นแม่ตามลำพัง ฉันคิดหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าหากเกิดกับ รมต. หญิงของไทย ป่านนี้คงถูกยำเละตุ้มเป๊ะ)

ชีวิตคู่ของเกย์ เลสเบี้ยน มิติของพ่อแม่ที่ติดยาเสพย์ติด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเลวช้า ชาติชั่ว หรือเด็กที่ิติดยาด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนกว่าเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่ไม่รัก ฯลฯ

เราไม่มีแม้กระทั่งหนังหรือละครที่พ่อแม่หย่าร้างกันอย่างสวยงาม มีวุฒิภาวะ ตกลงกันได้อย่างผู้ใหญ่ หรืออย่างน้อยตัวละครได้เติบโตไปพร้อมกับปัญหาที่พวกเขาเผชิญโดยไม่ต้องให้ใครมาตบใคร เราน่าจะมีละครที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าการมีลูกเป็นเกย์นั้นไม่ใช่อาชญากรรม โลกไม่ล่มสลาย เราไม่มีวรรณกรรม หนัง ละครเกี่ยวกับคนติด HIV ที่มีมิติของความเป็นมนุษย์

ยกเว้นแต่เป็นบทให้ตัวละครได้รับโทษอันเนื่องมาจากความสำส่อน...

จาก มติชนสุดสัปดาห์เล่มที่กล่าว หน้า ๙๒