แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุยจากข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุยจากข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

คลอดทีละครอก!!!

พุธที่ 28 มกราคม 2552

ฟังสรยุทธ์เล่าข่าวนี้

มาอ่านอีกทีในไทยรัฐออนไลน์ แล้วก็มีคำถาม


1. 8 คนนี้ เกิดจากการร่วมรักครั้งเดียว หรือหลายครั้ง (เหมือนหมา)

2. ท้องแม่จะใหญ่แค่ไหนเนี่ย (แล้วนมจะใหญ่ขึ้นมากกว่าปกติเพื่อให้เพียงพอกับเด็ก 8 คนไหม)

3. แล้วลูกตะละคนล่ะ จะเล็กเท่าลูกแมวเลยไหม? คลอดก่อนกำหนดได้อีกนะ

4. จะเอานมที่ไหนกิ๊น

5. คนเป็นพ่อจะดีใจไหม?

6. แล้วแม่ล่ะ

7. ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะเรา เราจะทำไงฟะ???


หมองงแม่มะกันเบ่งแฝด 8 [28 ม.ค. 52 - 03:52]

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ 26 ม.ค.ว่า หญิงสาวชาวอเมริกันไม่ เปิดเผยชื่อคลอดลูกแฝด 8 คน เป็นเพศชาย 2 คน เพศหญิง 6 คน นับเป็นรายที่ 2 ของสหรัฐฯ ขณะที่เอพีอ้างว่าเป็นรายที่ 2 ของโลก ทั้งนี้ ดร.ฮาโรลด์ เฮนรี หัวหน้าแผนกทำคลอดประจำศูนย์การแพทย์ไคเซอร์ เพอร์มาแนนท์ เบลล์ฟลาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ ห่างจากนครลอสแอนเจลิสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 27 กม. เผยว่า ทีมหมอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีถึง 8 คน เพราะก่อนหน้าทราบว่าเป็นแฝด 7 คน เพราะเฝ้าดูอาการตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก และเตรียมตั้งชื่อชั่วคราวเป็นตัวอักษรเอ-จีเท่านั้น ทั้งนี้ คุณแม่เริ่มเบ่งลูกคนแรกเวลา 10.43 น. กระทั่งคนสุดท้ายเวลา 10.48 น. ตามเวลา ท้องถิ่น ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 46 คนกับห้องทำคลอด 4 ห้อง 

ข่าวระบุ เด็กแฝด 8 คลอดก่อนกำหนด 9 สัปดาห์ มีน้ำหนักระหว่าง 680 กรัม- 1.474 กก. ทารกแรกเกิด 2 คนอยู่ในตู้อบ ส่วนอีกคนต้องอาศัยเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ คาดต้องอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 เดือน ขณะที่คุณแม่ลูกดกอาจกลับบ้านได้ในอีก 1 สัปดาห์ พร้อมเผยตั้งใจให้นมบุตรทั้งหมดเอง อย่างไรก็ดี ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทานยา บำรุง ซึ่งมีโอกาสคลอดลูกหลายคนได้ อนึ่ง เหตุการณ์การคลอดลูกแฝด 8 คน เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2541 จากครอบครัวชาวไนจีเรีย แต่เสียชีวิตคนหนึ่งในสัปดาห์ต่อมา และเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 10 ขวบเมื่อเดือน ธ.ค.ปีกลาย.

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/news.php?section=international&content=121053

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน "ฟรีเซ็กซ์" บาปหรือไม่



ไม่แจ้งด้วยเหตุผลกลใด นิตยสาร Secret ฉบับออกมาแล้วหลายเดือนที่อิฉันได้รับจากพี่สาวที่รัก  จึึงมีเรื่องเด่นโปรยบนปกเป็นวิสัชนาต่อคำถาม "ฟรีเซ็กซ์ บาปหรือไม่" โดย ว.วชิรเมธี


...หรือคุณพี่เธอฝาก message บางประการมากับพี่มอส??

อิฉันอ่านแล้วก็คันปาก ด้วยว่ามันช่างเป็นประเด็นคันใจ จึงคัดมาเล่าต่อกันดังต่อไปนี้

ปุจฉา: การมีพฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ หรือมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน โดยที่ต่างฝ่ายต่างเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก น่าลอง และเป็นการหาประสบการณ์ชีวิต อย่างนี้ถือว่าบาปหรือไม่ และจะต้องได้รับผลกรรมอะไรไหมครับ

วิสัชนา: พฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะพลังของความเชื่อมั่นในระบบศีลธรรมแบบไตรภูมิพระร่วง (กฎแห่งกรรม) ลดลง และพลังของเสรีนิยมประชาธิปไตยสูงขึ้น ซึ่งพลังของฝ่ายหลังนี้เองที่เปิดทางสะดวกให้สัญชาตญาณของมนุษย์ที่มีกิเลสคอยหล่อเลี้ยงเบ่งบาน

กฎแห่งกรรมที่เคยกำกับเส้นศีลธรรมในสังคมไทยอ่อนพลังลง "กฎแห่งกาม" ก็เลยเฟื่องฟู

กฎแห่งกามนั้นมีหลักอยู่ว่า ยิ่งตามใจกฎนี้มากเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีจุดจบ ทั้งนี้ กล่าวตามนัยพระพุทธวจนะที่พระพุทธเจ้าเคยตรัีสว่า

"เราอาจอาศัยความอยากละความอยาก (ตัณหา)
เราอาจอาศัยความทะนงตัว (มานะ) ละความทะนงตน
แต่เราไม่อาจอาศัยกาม (sex) ละกามได้เลย
ในกรณีของกามนั้น มีอยู่ทางเดียวที่จะละได้ คือ ต้องชักบันไดเสีย"

คำว่า "ชักบันได" คือ ต้องเลิกหมกมุ่น รู้จักพอ และถึงที่สุดคือ ต้องหันหลังให้โดยสถานเดียว การหมกมุ่นในกาม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะฟรีเซ็กซ์เรื้อรัง คือเป็นคู่นอนกันนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปถึงขั้นเสพติดในกามรส พึงใจเมื่อไรก็โทรศัำพท์หา แล้วมีอะไรกันเรื่อยๆ หรือในลักษณะของ one night stand ที่พอต้องการเมื่อไรก็ไปสอยมาจากแหล่งเริงรมย์ยามราตรี ก็ถือว่าเป็นบาปด้วยกันทั้งสิ้น

บาปในที่นี้มีความหมายเท่ากับคำว่า ทุกข์

แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะเกิดขึ้นจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม

ต้องไม่ลืมว่าความพึงใจไม่ใช่ศีลธรรม

ถ้าเราทำอะไรตามความพอใจ แล้วบอกว่าสิ่งนั้นไม่เดือดร้อนใคร ไม่น่าจะผิดศีลธรรม ความเข้าใจแบบนี้นับว่าอันตรายมาก เพราะเป็นวิธีคิดในลักษณะคิดเองเออเองทั้งเพ

ความสุขจากกามนั้น เป็นความสุขที่มีความทุกข์เคลือบแฝง การลิ้มรสกามนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งแสนหวานบนปลายมีดโกน กล่าวคือ มีความสุข แต่ก็มีความเสี่ยง

ในเบื้องต้นกว่าจะมีความสัมพันธ์กันก็ต้องหลบซ่อน ระหว่างมีความสัมพันธ์นั้นก็ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ และหลังมีความสัมพันธ์แล้วก็ต้องคอยปกปิดซ่อนเร้นต่อไป ทันทีที่มีอะไรกันและเดินหันหลังให้กันแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะจบลง แต่บางทีไม่เป็นเช่นนั้น ในบางกรณีอาจมีโรคที่เนื่องในกามเป็นของสมนาคุณ หรือในบางคู่อาจมีความถวิลหา ผูกพันฝังลึก กลายเป็นความปรารถนาที่ยืดเยื้อเรื้อรังออกไปไม่รู้จบ หรือบางคราวก็ต้องเสียเงินเสียทองมหาศาลเพื่อการได้มาซึ่งกามกรีฑาที่สุขสม ที่ร้ายกว่านั้นก็ทำให้ชีวิตคู่พังครืน

เวลาของกามนั้นสั้นนิดเดียว แต่โมงยามของทุกข์นั้น ขยายตัวไม่มีกำหนด

แม้กามรสซึ่งเกิดจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายอาจไม่ทำให้ใครเดือดร้อนในทันทีทันใด แต่ก็อยากเตือนไว้ว่า แท้จริงแล้ว ที่เราบอกว่ามันทำให้มีความสุขนั้น เจ้าความสุขที่ว่านี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

มองในแง่กรรม ณ ปัจจุบัน คนที่หมกมุ่นในกามจะทำให้คุณภาพจิตตกต่ำลงมาก ศักยภาพการใช้ปัญญาก็ไม่เฉียบแหลม สุขภาพกายก็โรยแรง ซ้ำยังต้องคอยปกปิดพฤติกรรมของตนไว้เป็นความลับ ส่วนกรรมในระยะยาวนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า ถ้าคู่นอนของตนเป็นผู้ที่มีเจ้าของแล้ว ถึงแม้สองฝ่ายจะพอใจในเพศสัมพันธ์ แต่ก็นับว่าผิดศีลข้อสามอยู่ดี (กาเมสุมิฉาจาร) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่ผิดศีลข้อสามจะไม่ถูกกรรมรังควาน

กรรมสำหรับคนที่ละเมิดศีลข้อสามคือ จะทำให้เขาไม่มีความสุขที่เกิดจากชีวิตสมรส มีพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบน มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพภายนอก ตัวเป็นชายใจเป็นหญิง ตัวเป็นหญิงใจเป็นชาย หรือชายไม่ใช่หญิงไม่เชิง ต้องอับอายอันเนื่องมาจากสาเหตุทางเพศของตน หรืออาจถูกกระทำการประทุษร้ายโดยมีเรื่องทางเพศเป็นสาเหตุ มีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เป็นต้น

ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ความพอใจไม่ใช่ศีลธรรม แม้กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตของเราเกิดจากความพอใจของตนและคนที่อยู่เคียงข้าง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ความพอใจในกามนั้น มีรากฐานมากจากกิเลส ไม่ใช่จากคุณธรรมที่ชื่อปัญญา

กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากกิเลส กิจกรรมนั้นมักมีทุกข์เป็นผล
กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากปัญญา กิจกรรมนั้นมักมีสุขเป็นผล

ถ้าเราหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพิษ จะหวังให้เกิดผลที่สมบูรณ์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

ความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดก็เช่นกัน ที่ว่ากันว่าเป็นความสุขนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า แท้ที่จริงมันเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้กามเหมือนผลไม้อร่อยที่มีพิษ แต่พุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณของกาม ดังนั้น ท่านจึงสอนว่า เมื่อจะบริโภคกามก็พึงทำเหมือนบริโภคอาหาร กล่าวคือ ต้องรู้จักเลือก รู้จักอิ่ม รู้จักพอ

ทางสายกลางยังคงเป็นคำตอบที่ใช้ได้เสมอ แม้ในเรื่องของกาม


หมายเหตุ: คัดจากคอลัมน์ Answer Keys ตอบคำถามโดย ว.วชิรเมธี
นิตยสาร Secret ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ (ปกพี่มอสสสส)

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

พ่อให้


พ่อให้ตับลูก 7 เดือน จุฬาฯผ่าตัดสำเร็จ [1 ส.ค. 51 - 04:09]

 
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. โดยที่ชั้น 10 ตึก สก.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ แถลงข่าวความสำเร็จการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จากผู้บริจาคที่มีชีวิต ซึ่งเป็นพ่อให้แก่ผู้ป่วยเด็ก ซึ่งเป็นลูกและมีอายุเพียง 7 เดือนครึ่ง ว่า รพ.จุฬาฯประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายและผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนตับมีการทำมาตั้งแต่ปี 2537 โดยได้ปลูกถ่ายและเปลี่ยนตับ ให้แก่ คนไข้ไปแล้วประมาณ 110 ราย ทั้งจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตและผู้บริจาคที่มีชีวิต ส่วนรายล่าสุดที่ทำการผ่าตัดสำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ผู้รับการปลูกถ่ายมีอายุน้อยที่สุดเพียง 7 เดือนครึ่ง และเป็นรายแรกที่ผู้บริจาคตับเป็นพ่อแท้ๆที่ยังมีชีวิตอยู่

 รศ.นพ.อดิศรกล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นเด็กชาย อายุ 7 เดือนครึ่ง จากประวัติการตรวจรักษาพบว่า มารดาเป็นพาหะของภาวะการขาด G6PD หรือภาวะพร่องเอนไซม์ของเม็ดโลหิตแดง ทำให้เม็ดโลหิตแดงเปราะ เด็กมารับการตรวจที่ รพ.จุฬาฯ เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน ประมาณต้นเดือนมกราคม 2551 ด้วยอาการตัวเหลือง ตาขาวมีสีเหลือง อุจจาระสีซีด แพทย์รับไว้เป็นผู้ป่วยใน โดยทำการฉีดสีดูทางเดินของท่อน้ำดี พบว่าท่อน้ำดีไม่ ตีบตัน แต่มีอาการอักเสบของตับ จึงตัดชิ้นเนื้อไปตรวจและนัดมาฟังผล พบว่าเด็กมีอาการอักเสบของตับตั้งแต่ แรกเกิด โดยไม่ทราบสาเหตุ 

ต่อมาเมื่อเดือน มิ.ย.2551 ผู้ป่วยมีอาการไข้และซึมลง คณะแพทย์ลงความเห็นว่า ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จึงได้ตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ ของเลือด ต่อมาวันที่ 22 มิ.ย. 2551 ผู้ป่วยมาพบแพทย์ ด้วยอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้ เกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน จึงรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยในทำการรักษา แต่ขณะที่รอผู้บริจาคอวัยวะจากผู้ป่วยสมองตาย ผู้ป่วยเริ่มมีเลือดออกง่าย ตัว ตา เหลืองมากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตในเวลาอันสั้น จึงได้ปรึกษากับพ่อแม่ของเด็ก และตรวจร่างกายพบว่า ผู้เป็นพ่อสามารถบริจาคตับให้แก่ลูกได้ เมื่อได้ทำความเข้าใจแล้ว พ่อยินดีที่จะบริจาคตับบางส่วนให้แก่ลูก จึงได้นัดผ่าตัดเมื่อวันที่ 7 ก.ค. และการผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดี

ด้าน รศ.นพ.รื่นเริง ลีลานุกรม อาจารย์ประจำภาควิชาวิสัญญี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การผ่าตัดครั้งนี้ใช้การวางยาสลบ ใช้เวลาผ่าตัดนานประมาณ 10 ชั่วโมง ระหว่างผ่าตัดได้ให้เลือดจากธนาคารเลือดแก่ ผู้ป่วยเด็กที่รับการปลูกถ่ายไป 1 ถุง ส่วนที่เหลือใช้เลือดจากตัวเด็กที่ดูดออกมาแล้วนำมาปั่นใส่กลับเข้าไปใหม่ 

ผศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับครั้งนี้ กล่าวว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่าย หรือเปลี่ยนตับของ รพ.จุฬาฯ เป็นผู้ป่วยเด็ก สำหรับรายนี้ใช้ตับข้างซ้ายบางส่วนของพ่อนำไปปลูกถ่ายให้กับลูก โดยตับเป็นอวัยวะที่สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ เพราะฉะนั้นตับของพ่อที่ถูกตัดแบ่งออกไปปลูกถ่ายให้กับลูกนั้น จะงอกกลับมาภายใน 1 เดือน สิ่งที่ยากของการผ่าตัดผู้ป่วยรายนี้ คือ เด็กตัวเล็กมาก ระหว่างการผ่าตัดต้องใช้ทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการต่อเส้นเลือดครั้งนี้ได้ศัลยแพทย์ ระบบประสาท คือ ผศ.นพ.สุรชัย เคารพธรรม เป็นผู้ ทำการต่อเส้นเลือดให้ หลังผ่าตัด พ่อซึ่งเป็นผู้บริจาคตับให้กับลูกมีอาการทั่วไปดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน พักฟื้นในห้องไอซียู 1 คืนหลังผ่าตัด และห้องผู้ป่วยธรรมดาอีก 11 วัน ก็กลับบ้านได้ ปัจจุบันสามารถขับรถไปทำงานได้ตามปกติแล้ว ส่วนลูก ภายหลังผ่าตัด การทำงานของตับดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีไข้ แต่ยังคงต้องได้รับยาปฏิชีวนะและยากดภูมิคุ้มกัน คาดว่าจะสามารถกลับบ้านได้ในเร็วๆนี้

ผศ.นพ.สุภนิติ์ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการผ่าตัดครั้งนี้ จะช่วยทำให้สังคมเข้าใจถึงการสละอวัยวะของคนที่ยังมีชีวิตนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยได้ แต่กฎหมายไทยกำหนดว่าต้องเป็นคนในครอบครัว หรือสายเลือดเท่านั้น เชื่อว่าวิธีการปลูกถ่ายในลักษณะนี้ จะช่วยให้ผู้ ที่รอการบริจาคอวัยวะมีความหวังมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ เช่น กรณีของยอดรัก สลักใจ จะสามารถใช้การปลูกถ่ายในลักษณะนี้ได้หรือไม่ ผศ.นพ.สุภนิติ์กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับหรือผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบรุนแรงสามารถใช้วิธีปลูกถ่ายในลักษณะนี้ได้ แต่กรณีของยอดรัก สลัก-ใจ นั้นไม่แน่ใจว่ามีข้อจำกัด หรือข้อห้ามในการผ่าตัด เปลี่ยนตับ หรือปลูกถ่ายตับจากภาวะอื่นหรือไม่ เพราะหากอาการของโรคลุกลามรุนแรงไปมากแล้ว การผ่าตัดอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก  

ด้านนายนิคม ศรีชู อายุ 35 ปี พ่อที่ให้ชีวิตใหม่ แก่ลูกคือ ด.ช.ภพ ศรีชู ครั้งนี้เปิดเผยว่า ครั้งแรกรู้สึก กลัว แต่เมื่อแพทย์ได้ให้ข้อมูลและทำความเข้าใจถึงวิธี การผ่าตัดปลูกถ่ายตับอย่างละเอียด จึงตัดสินใจสละตับบางส่วนของตนให้ลูก เพราะหมอบอกว่าคงไม่สามารถรอตับจากผู้บริจาคได้ เนื่องจากอาการของลูกชายรุนแรงมากขึ้น เมื่อมาถึงวันนี้ต้องบอกว่าดีใจมากและดีใจจนบอกไม่ถูกที่ได้ให้ชีวิตใหม่แก่ลูก ส่วนสุขภาพของตนเอง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีบางช่วงที่มีอาการแน่นท้องบ้าง แต่หมอบอกว่าสักระยะหนึ่งจะดีขึ้น ขณะนี้สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติแล้ว

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=99012

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ชวนประกวดเขียนจดหมาย

ประกวด เขียนจดหมาย ครั้งที่ ๑



เขียนจดหมายถึงรัฐบาลไทย
.
เพื่อ---เพื่ออะไรก็ตาม เช่น
เพื่อชื่นชมยกย่องสรรเสริญรัฐบาล  หรือเพื่อตำหนิรัฐบาล

เพื่อเสนอความคิดเรื่องแก้ปัญหาต่างๆ
.เพื่อแนะนำความเห็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมือง
เพื่อบ่นแบบมีเหตุมีผลและเป็นประโยชน์
เพื่อเขียนเรื่องส่วนตัวอันจะโยงใยถึงรัฐบาลได้

เพื่อ---เพื่ออะไรก็ได้ ที่อยากเขียน
เขียนถึงรัฐบาลไทยปัจจุบัน
ไม่จำกัดขอบเขตการเขียน ไม่มีกติกาตายตัว
เขียนด้วยภาษาใดก็ได้  ขอให้เขียน และส่งไปที่ 
.
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
๕/๔ ถนนสุขุมวิท ซอย ๒๔ กรุงเทพฯ 10110
อีเมล bflybook@bflybook.com
ภายในเที่ยงคืน วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑

มีหนังสือปกแข็งพิมพ์ใหม่ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
เป็นของรางวัล ไม่จำกัดจำนวน
ขึ้นอยู่กับสำนวนการเขียนและการเลือกของกรรมการ
ถ้ามีจดหมายดีๆ มากพอ อาจจะรวมพิมพ์เล่ม ชื่อ
'จดหมายถึงรัฐบาลไทย พ.ศ.๒๕๕๑'
.เพื่อมอบแก่ประชาชนฅนไทย และรัฐบาลไทย

จาก http://www.bflybook.net/2008/05/blog-post.html

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เห็นด้วย!

สาวพอใจจีบทางส่งข้อความสั้น ยิ่งกว่าชิงจู่โจมถึง ตัวด้วยโทรศัพท์
[16 ก.ค. 51 - 00:16]

นักวิจัยพบว่า หนุ่มที่คิดจะจีบสาวทางโทรศัพท์ มือถือ ควรจะใช้การส่งข้อความสั้นๆดีกว่าการพูดจา หากไม่เชื่อ ก็ควรจะทราบผลจากการสำรวจความเห็น พบว่าสาวมากถึง 3 ใน 4 คน จะตัดสินบุคลิกภาพผู้นั้น เอาจากวิธีการเขียนข้อความ

หนังสือพิมพ์รายวัน “เดลี่ สตาร์” ชื่อดังของอังกฤษ ยังเปิดเผยให้ทราบด้วยว่า ผู้หญิงเกือบถึง 9 ใน 10 คน ชอบที่จะแลกเปลี่ยนส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ เมื่อยอมให้เบอร์กับหนุ่มที่รู้สึกสนใจไปแล้ว มากกว่าที่จะใช้การพูดด้วย

แบบของข้อความที่ผู้ชายจะใช้ส่งกันมากถึงร้อยละ 34 จะมีสไตล์เกี้ยวพาราศีแกมเหน็บแนม ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 68 มากถึงสองในสาม ก็จะพึงพอใจกับข้อความแบบนี้ ตราบเท่าที่เป็นเรื่องก้อร่อก้อติก แต่ต้องไม่ถึงกับหยาบคาย

โฆษกของสำนักงานบริการสอบถาม นายวิลเลียม ออสตรอม ซึ่งทำการสำรวจ กล่าวเปิดเผยว่า “หนุ่มโสดจะให้ ความสำคัญกับข้อความ เพราะสาวจะให้ความสำคัญกับมันมาก” เนื่องด้วยการส่งข้อความ ไม่กดดันมากเหมือนกับการโทรศัพท์ ปล่อยให้มีเวลาตรึกตรองดูก่อนที่จะบอกอะไรไป เขาแจ้งว่า ในอังกฤษมีการส่งข้อความสั้นกันมากถึงวันละ 15 ล้านครั้ง.

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=97139

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

คุณพ่อ-คุณแม่พร้อมหรือยัง?

ให้สอนเพศศึกษาตั้งแต่เด็ก 4 ขวบ สกัดกั้นเด็กวัย รุ่นทำแท้งเถื่อน [8 ก.ค. 51 - 00:24]

 

องค์การกุศลอนามัยทางเพศชั้นนำเมืองผู้ดีอังกฤษ พากันเรียกร้องให้มีการสอนเพศศึกษา ให้กับเด็กตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ เป็นต้นไป เพื่อที่จะให้สถิติการทำแท้งและกามโรคในหมู่ เด็กวัยรุ่น ให้ลดต่ำลง

โดยอ้างว่าการให้เพศศึกษาแก่เด็กตั้งแต่ระดับนั้น จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กรีบเร่งเข้าหากามารมณ์เมื่อโตขึ้นเร็วเกินไป ควรจะเริ่มสอนเด็กตั้งแต่วัย 4 ขวบ ให้รู้จักชื่อของส่วนต่างๆ ของร่างกาย และความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างเพศ

ผู้นำขององค์การกุศลแห่งหนึ่ง แสดงความเห็นว่า เด็กวัยรุ่นหลายราย ได้ลองลิ้มรสชาติคาวโลกีย์ เพราะอยากจะรู้ว่าเป็นอย่างไรเพราะความเมาของตนเองหรือไม่ก็คู่ควง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควรสำหรับเด็กหนุ่มสาว เราควรจะให้พวกเขา ได้มีความคิดความอ่านที่สูงกว่านั้น

เขาอ้างว่า จากหลักฐานต่างๆ แสดงว่า หากว่าเราเริ่มให้มีเพศศึกษาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่เด็กจะแตกเนื้อเป็นหนุ่มสาว ก่อนหน้าจะได้พบกับความเย้ายวนของกามารมณ์ ก็จะเริ่มมีเซ็กซ์ช้าลง จะรู้จักใช้ยาคุมกำเนิด และการมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ตัวอย่างของความอ่อนต่อเรื่องกามารมณ์ เมื่อปรากฏมีเด็กสาวอายุ 16 ปีคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ กับสำนักข่าวบีบีซีว่า เคยเสียสาวตั้งแต่อายุ 11 ขวบโดยที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวของกามารมณ์มาก่อนเลย หนูไม่เคยรู้ว่าจะมีท้อง ถ้าหากสอนเรื่องเพศศึกษาให้พวกเราเร็วขึ้นสักหน่อย ก็จะช่วยให้เราเข้าใจ และจะช่วยเราได้มากกว่านี้เธอครวญ.

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=96219

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เสื่อม!


ซ้อนแผนแอบถ่าย ผศ.ฉาว ขออึ๊บนศ.แลกเกรด [30 มิ.ย. 51 - 05:05]

 

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 29 มิ.ย. พ.ต.ต.รักเกียรติ แย้มบางยาง พนักงานสอบสวน สภ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี รับแจ้งจาก น.ส.เฟิร์น (นามสมมติ) อายุ 21 ปี อยู่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เป็นนักศึกษาปีที่ 3 คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่า ขอให้ดำเนินคดีกับ ผศ.จักรฤทธิ์ อุทโธ อายุ 41 ปี อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน ในข้อหากระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ

 

ทั้งนี้ น.ส.เฟิร์นให้รายละเอียดว่า ภาคเรียนก่อนหน้านี้เคยเรียนวิชาที่ ผศ.จักรฤทธิ์ เป็นผู้สอน ภายหลัง ผศ.จักรฤทธิ์ ได้ขอเบอร์โทรศัพท์มือถือไป ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าอาจารย์คงขอไปเพื่อความสะดวกในการติดต่อเรื่องการเรียนการสอนแบบอาจารย์กับลูกศิษย์ตามปกติทั่วไป แต่เรื่องกลับตรงกันข้ามเมื่อ ผศ.จักรฤทธิ์ได้โทรศัพท์มาหาพูดจาแทะโลมไม่เว้นแต่ละวัน รวมทั้งชวนไปกินข้าว ชวนไปเที่ยว แต่ไม่เคยรับปากและบ่ายเบี่ยงตลอดมา พอปฏิเสธไปกลับถูก ผศ.จักรฤทธิ์ ข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือให้ระวังเรื่องเกรดในวิชาที่เรียนอาจจะมีปัญหา สุดท้ายวิชาดังกล่าวเพื่อนที่เรียนด้วยกันได้เกรดเอหมดยกเว้นตนได้เกรดต่ำกว่าเพื่อน

 

นักศึกษาสาวเหยื่ออัพเกรด กล่าวอีกว่า กระทั่งมาภาคเรียนปัจจุบัน ตนพยายามหลีกเลี่ยง ไม่เลือกเรียนวิชาเลือกที่ ผศ.จักรฤทธิ์เป็นผู้สอน แต่ก็หนีไม่พ้นต้องเรียนวิชาที่ ผศ.จักรฤทธิ์สอนอีกจนได้ และก็ถูกอาจารย์พยายามแทะโลม และลวนลามทุกครั้งที่มีโอกาส จนทนไม่ไหวนำเรื่องไปหารือกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้แต่บอกให้ระวังตัวเอง ไม่สามารถดำเนินการอะไรกับอาจารย์คนนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีบรรดานักศึกษาพูดจากันหนาหูว่ามีนักศึกษาหลายรายต้องพลีกายให้กับอาจารย์คนนี้เพื่อแลกกับเกรด ซึ่งมีทั้งนักศึกษาหญิงและนักศึกษาชายที่หน้าตาดี

 

เมื่อหาทางออกไม่ได้ จึงไปปรึกษากับนายตำรวจคนหนึ่ง วางแผนให้ติดอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงติดตัวไปทุกครั้ง หาก ผศ.จักรฤทธิ์นัดหมายให้เข้าไปพบที่ห้องพักอาจารย์ ชั้น 3 อาคารคณะศิลปศาสตร์ เพราะเชื่อว่าต้องถูกลวนลามอย่างแน่นอน และทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เมื่อ ผศ.จักรฤทธิ์ได้นัดให้ไปพบที่ห้องพักอาจารย์ หนูจึงติดอุปกรณ์ถ่ายภาพและเสียงไว้ตามแผน เมื่อไปในห้องพักก็ถูก ผศ.จักรฤทธิ์เข้ามาลวนลาม โอบกอด แถมยังขอทำอะไรมากกว่านั้นในห้องพัก แต่หนูพยายามบ่ายเบี่ยงเอาตัวรอด ขอผลัดไว้เป็นวันหลัง โดยบอกว่ามีเพื่อนมารออยู่ชั้นล่าง อาจารย์ก็ยินยอม แต่ขอจูบมัดจำโดยหอมแก้มหนึ่งครั้ง เมื่อได้หลักฐานแล้วหนูจึงมาแจ้งความดำเนินคดีน.ส.เฟิร์นกล่าว

 

หลังการแจ้งความ น.ส.เฟิร์น เปิดเผยอีกครั้งว่า หลังการแจ้งความรู้ดีว่าจะต้องได้รับแรงกดดันจากทางมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง แต่ขอยืนยันว่าเรื่องราวลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานแล้วกับนักศึกษาหลายคนหลายรุ่น ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ ตนจำเป็นต้องกล้าทำและกล้าแจ้งความเพื่อกระชากโฉมหน้าที่แท้จริงของอาจารย์คนนี้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง และปกป้องไม่ให้นักศึกษาคนอื่นต้องมาเสี่ยงภัยกับอาจารย์ที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้

 

ทางด้าน พ.ต.ต.รักเกียรติเปิดเผยว่า เมื่อมีผู้เสียหายมาแจ้งความทางพนักงานสอบสวนจะทำหนังสือส่งไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้ส่งตัว ผศ.จักรฤทธิ์ มารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ หากยังไม่มาคงต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์มือถือของ ผศ.จักรฤทธิ์ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่ยอมรับสาย พอโทร.ไปอีกครั้งปรากฏว่าปิดเครื่องไปแล้ว จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ผศ.มนูญ ศรีพิพัฒน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอาจารย์คนนี้มีหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมหลายครั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผู้ร้องเรียนไม่ลงชื่อจริง แต่ครั้งนี้มีนักศึกษาถูกกระทำและมีการแจ้งความพนักงานสอบสวน ทางผู้บริหารคงนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงอย่างเร่งด่วน และจะไม่มีการปกป้องคนผิดอย่างเด็ดขาด

 

จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=95312


วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สวัสดีวันสุนทรภู่


ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง           มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา         ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ            สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย                ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก        สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป            แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

 

จาก นิราศภูเขาทอง วรรณคดีประเภทนิราศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดของ สุนทรภู่ ู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๙-๒๓๙๘) ซึ่ึ่งได้แต่งนิราศเรื่องนี้ระหว่างการเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ณ กรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) ในเดือนสิบเอ็ด ปีชวด (ราว พ.ศ. ๒๓๗๑) ขณะบวชเป็นพระภิกษุ

 

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บอกเขา..ว่าเราสีขาว


เบื่อม็อบ

เบื่อรัฐบาล

เบื่อสงครามน้ำลาย

เบื่อสงครามข่าวสาร

เบื่อสงครามประสาท

เบื่อคนแก่ไร้สติ เบาปัญญา บ้าอำนาจ

 

โรงเรียนก็ต้องไป

งานศพก็ต้องไป

แล้วจะไปยังไงวะ

ม็อบขวางอยู่ทั้งขบวน

 

ข้าวของก็แพง

น้ำมันก็แพง

ค่ารถเมล์แพง

พายุก็จ่อจะถล่ม

แล้วเค้ามัวทำอะไรกันอยู่?

ห่ะ..

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

 

พรุ่งนี้จะใส่สีขาวแล้วนะ

ใครอยากใส่ ช่วยกันใส่หน่อยนะ

บอกพวกนั้นหน่อยว่าเราเอือมเค้าจะแย่แล้ว

 

ใช้ สีขาวแสดงพลังต้านความรุนแรง

ในขณะที่สถานการณ์ยังมีการแบ่งข้างแบ่งฝ่าย ก็ยังมีคนที่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงในชาติบ้านเมือง และออกมาเรียกร้องให้ประชาชนรวมพลังกันยุติความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยใช้สีขาวเป็นสื่อ ทั้งนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเที่ยง เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยประชาธิปไตย เห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านศาสนา และภาคประชาชน ร่วมด้วยกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย 20 สถาบัน เครือข่ายพุทธิกา ฯลฯ ร่วมกันออกแถลงการณ์ ประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนที่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ร่วมกันแสดงพลังโดยใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์ เช่น ผูกริบบิ้นสีขาว ใส่เสื้อผ้าสีขาว ซึ่งเป็นสีแห่งสันติภาพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชน ที่ไม่ได้ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายใด แต่อยากขอให้เข้าใจระบบพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่สามารถเห็นแตกต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง โดยร่วมกันรณรงค์ประกาศตนว่า ไม่ต้องการเห็นการนองเลือด ติดสัญลักษณ์สีขาว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อาจนำริบบิ้นสีขาวไปผูกแกนนำฝ่ายพันธมิตร และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

 

นิสิตนักศึกษาขอรัฐบาลอย่าใช้กำลัง

น.ส.เธียรขวัญ พงศ์ปรีชา แกนนำกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย กล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ให้สิทธิเสรีภาพ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเห็นความแตกต่างกันได้ เมื่อมีกลุ่มที่มีความเห็นที่แตกต่าง รัฐบาลต้องไม่ใช้ กำลังในการแก้ปัญหา ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นเรื่องใด ต้องไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับนายอัครพล ธรรมศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สามารถก่อให้เกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ในฐานะที่เป็นนิสิตนักศึกษาคนหนึ่ง จึงไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ อยากฝากเพื่อนนิสิตนักศึกษาทุกคน ร่วมกันรณรงค์อย่าใช้ความรุนแรง เนื่องจากถ้าไม่ช่วยกัน ต่อไปประเทศไทยอาจนองเลือดได้ ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงกลุ่มพันธมิตรและรัฐบาล อย่าใช้คำพูดที่รุนแรง อันจะนำมาสู่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติได้

ข่าว และภาพข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=92107

 

 

 

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คำคม#๘


กม.มุนา วต.ตตี โลโก

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

 

ถ้าชาวพม่าเรือนหมื่นต้องเป็นไปตามกรรม... แล้วเมื่อไหร่สัตว์โลกที่โกงชาติบ้านเมือง เผด็จการ ยุให้คนฆ่ากัน ใช้อำนาจหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง มันจะเป็นไปตามกรรมของมันมั่งนะ?

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

ชีวิตสัตว์โลก ตอน ชีวิตเหมือนผักปลา

เหตุโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญ รถบรรทุกห้องเย็นมรณะ 10 ล้อ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน 70-0619 ระนอง หน้ารถติดสติกเกอร์ว่า รุ่งเรืองทรัพย์ลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวพม่ากว่าร้อยคนยัดทะนานอยู่เต็มตู้ห้องเย็น เดินทางจากแพปลา ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง มุ่งหน้าไป จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต แต่ระหว่างทางระบบปรับอากาศในห้องเย็นขัดข้องทำให้ไม่มีอากาศหายใจ บรรดาแรงงานพม่าที่อยู่ภายในไม่สามารถเปิดประตูออกมาได้เพราะถูกล็อกจากด้านนอก กว่าคนขับจะได้ยินเสียงเคาะฝาผนังห้องเย็นร้องขอความช่วยเหลือเมื่อรถผ่านมาถึง ต.นาคา อ.สุขสำรวญ จ.ระนอง ห่างจากตัวเมืองระนองประมาณ 90 กม. จึงจอดรถลงมาเปิดประตูตู้ห้องเย็นดูก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามีแรงงานพม่าขาดใจตายทุรนทุรายถึง 54 ศพ มีผู้รอดชีวิต 67 คน หลังเกิดเหตุคนขับรถบรรทุกห้องเย็นมรณะหลบหนีไป

 

...

สำหรับความรู้สึกของหนึ่งในแรงงานต่างด้าวที่รอดชีวิตคือ นายเตอู อายุ 25 ปี ชาวอำเภอมอละแม ประเทศพม่า เปิดเผยถึงช่วงนาทีเฉียดตายในตู้ห้องเย็นมรณะว่า พาน้องชายเดินทางจากประเทศพม่าลักลอบเข้าเมืองไทยเพื่อหางานทำ ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้าชาวพม่าเป็นเงิน 450,000 จ๊าด หรือ 12,534 บาท โดยนายหน้าสัญญาว่าจะส่งให้ถึง จ.ภูเก็ต โดยพวกตนออกเดินทางจากเกาะสอง ประเทศพม่า นั่งเรือข้ามมาลงที่แพปลาใน จ.ระนอง แล้วขึ้นรถบรรทุกตู้ห้องเย็นออกเดินทาง ตอนแรกคนน้อยสามารถนั่งได้ แต่มีการรับคนเพิ่มมาจนเต็มตู้ทำให้ต้องยืนกันอย่างเบียดเสียดแทบขยับตัวไม่ได้ พอรถออกจากแพปลามาได้ประมาณ 20 นาที พบว่าภายในตู้ห้องเย็นไม่ได้เปิดแอร์ทำให้ไม่มีอากาศหายใจ จนบางคนทนไม่ไหวต้องเคาะฝาผนังเรียกให้คนขับจอดลงมาเปิดประตู แต่คนขับยังไม่จอด หลายคนถึงกับดิ้นทุรนทุรายขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา พอเวลาผ่านไปราว 40 นาที ก็หมดสติไป มาฟื้นอีกทีพบว่าตัวเองถูกช่วยเหลือออกมานอนอยู่บนพื้นหญ้าริมถนนข้างทางแล้ว ส่วนน้องชายที่มาด้วยกันเสียชีวิตภายในรถบรรทุกดังกล่าว...

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=85711)

 

ตาย ๕๔ คน? รอด ๖๗ คน เท่ากับมีคนอยู่ในนั้นทั้งหมด ๑๒๑ คน????

บ้าหรือเปล่า? ตู้คอนเทนเนอร์มีเนื้อที่เท่าไหร่?

แต่ละคนที่จะมาทำงานต้องเสียค่านายหน้า ๑๒,๕๓๔ บาท มีทั้งหมด ๑๒๑ คน เท่ากับว่าจะมีคนได้เงินจากคนพม่าทั้งหมด ๑,๕๑๖,๖๑๔ บาท

(พระเจ้าช่วย ล้านกว่าๆ โดยไม่มีแวตหรือโดนหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!)

 

หลังจากการฆ่าหมู่แบบนี้ในค่ายเอาท์ชวิตซ์ในโปแลนด์ ก็เห็นจะมีแต่ในประเทศไทยนี่แหละ ที่ยังมีเหตุการณ์ตายหมู่แบบที่ไม่ควรจะต้องตาย ครั้งนึงก็กรณีตายหมู่ ๗๘ ศพบนในรถจีเอ็มซีที่ตากใบ (ลืมไปแล้วหรือยัง อ่านนี่สิ http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9760.html) แล้วก็นี่อีก ตายเพราะหายใจไม่ออกในตู้คอนเทนเนอร์

 

อยากรู้นักว่าบาปกรรมจะตกอยู่กับใคร แล้วกรรมจะสนองยังไง

เมื่อไหรกรรมจะสนองคงไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่รู้เดี๋ยวนี้คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัครสุนทรเวช แห่งราชอาณาจักรไทยต้องมีปัญหาใหญ่ในเวทีสิทธิมนุษยชนโลกแน่ๆ