แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป่าวประกาศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป่าวประกาศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

ไปแอ่วลาวกันเต๊อะ

เสร็จซะที ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์

ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=126429


พระเทพฯ เสด็จฯเปิดรถไฟ ไทย-ลาว [6 มี.ค. 52 - 05:17]

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 มี.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จประทับรถไฟพระที่นั่งจากสถานีรถไฟอุดรธานี มายังสถานีรถไฟหนองคาย ในการนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายกวี กิตติสถาพร ผวจ.หนองคาย นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนในจังหวัดหนองคาย เฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่น ขณะที่ฝ่ายลาวนำโดย นายสมมาด พนเสนา รมว.โยธาธิการและขนส่ง นายลัดตะนะมะนี คุนพิวง ปลัดกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง นายกอบแก้ว หลวงโดด รองอธิบดีกรมพิธีการทูต นายสมปอง พนเสนา รองหัวหน้าองค์การรถไฟลาวนำคณะเฝ้ารับเสด็จด้วย

 

หลัง จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายรายงานความเป็นมาของการเปิดการเดินรถไฟสายนี้ว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวได้ร่วมลงนามสัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟร่วมกัน ระหว่างสองประเทศ และให้การรถไฟของทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนดจำนวนขบวนรถโดยสารและตารางการเดิน รถ โดยไทยได้ให้ความ ช่วยเหลือรัฐบาลลาวในการก่อสร้างทางรถไฟ จากช่วงกึ่งกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ถึงสถานีท่านาแล้ง ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร วงเงิน 197 ล้านบาท การเดิน รถไฟระหว่างประเทศทั้งสองนี้จะเป็นการพัฒนาการขนส่งระบบรางและศักยภาพการขน ส่งในอนาคต ทั้งด้านผู้โดย สารและสินค้า รวมทั้งการพัฒนาเครือข่ายระบบการขนส่งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศ ไทยได้จัดสร้างห้องสมุดของการรถไฟฯ ที่บริเวณสถานี รถไฟหนองคาย เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนชาวหนองคาย ด้วย

 

จาก นั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จฯ กดปุ่มแพรคลุมป้ายเปิดห้องสมุดการรถไฟฯ และทอดพระเนตรนิทรรศการภายในห้องสมุด แล้วเสด็จฯไปยังขบวนรถไฟพระที่นั่ง ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดลงทะเบียนรายพระนามผู้โดยสารรถไฟขบวนประวัติศาสตร์ เที่ยวปฐมฤกษ์ ทรงลั่นระฆังปล่อยขบวนรถไฟ และในเวลา 10.05 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯโดยรถไฟพระที่นั่งถึงสถานีท่านาแล้ง เมืองหาดทรายฟอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีท่านบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายสมมาด พนเสนา รมว.โยธาธิการและขนส่ง คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของลาว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและคณะรัฐมนตรีไทย เฝ้ารอรับเสด็จที่ประตูทางลงรถไฟพระที่นั่ง

 

นาย สมมาด พนเสนา รมว.โยธาธิการและขนส่ง กล่าวรายงานว่า รัฐบาลลาวและประชาชนลาว ขอขอบคุณรัฐบาลไทยและประชาชนไทย ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ โครงการฯ นี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี รถไฟสายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศลาว คือเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลลาวกับรัฐบาลไทย เป็นรถไฟสายประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นรถไฟสายแรกของลาว มีความหมายสำคัญแม้จะมีระยะทางเพียง 3.5 กม.ก็ตาม ในอนาคตจะมีการขยายเส้นทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่เหลืออีก 9 กม. ก็จะถึงนครเวียงจันทน์ เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริม จากรัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยเป็นอย่างดี เส้นทางรถไฟสายนี้ในอนาคตจะมีการขยายเพิ่ม เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ จะทำให้ประเทศลาวซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล สามารถเป็นตัวเชื่อมและเป็นทางผ่านไปยังประเทศอื่นๆได้ จึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวลาว ชาวไทย ตลอดจนประเทศอื่นๆ ทั้งในอนุภูมิภาคและภูมิภาคอื่นๆอีกด้วย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลลาวขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนโครงการนี้จนสำเร็จ ลุล่วงด้วยดี และขอรับมอบโครงการนี้ไว้เพื่อดำเนินการต่อไป จากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยท่านบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศ สปป.ลาว ร่วมเป็นประธานเปิดการเดินรถไฟไทย-ลาว อย่างเป็นทางการ แล้วทรงปลูกต้นลีลาวดี และฉายพระรูปร่วมกับคณะฝ่ายลาวเป็นที่ระลึก จากนั้นเสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งที่ทางการลาวจัดถวาย เสด็จฯประกอบพระกรณียกิจในสปป.ลาว

 

นาย ทวีป เสือรอด นายสถานีรถไฟหนองคาย กล่าวว่า หลังเสร็จพิธีเปิดแล้วจะยังไม่สามารถให้บริการเดินรถไฟได้ เนื่องจากยังมีข้อติดขัดเล็กน้อย ต้องมีการพูดคุยกับทั้งสองฝ่ายในข้อปฏิบัติ รายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายเรื่อง หากมีการตกลงเจรจาเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วจึงจะเปิดให้บริการเดินรถไฟอย่าง เต็มรูปแบบ เบื้องต้นกำหนดขบวนรถไฟวิ่งบริการเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 เที่ยว หรือ 4 ขบวน คือ ออกจากสถานีหนองคายเวลา 10.00 น. ถึงสถานีท่านาแล้ง จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. ออกจากสถานีท่านาแล้งกลับหนองคาย ส่วนช่วงบ่ายเวลา 16.00 น. ออกจากสถานีหนองคายถึงสถานีท่านาแล้ง จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. ออกจากสถานีท่านาแล้ง กลับหนองคาย ใช้เวลาเดินรถไฟในแต่ละช่วง 15 นาที อัตราค่าโดยสารตู้นอนคนละ 50 บาท ตู้ปรับอากาศ 30 บาท ชั้น 2 ธรรมดา คนละ 20 บาท และทุกคนต้องทำหนังสือผ่านแดนก่อนเดินทางทุกครั้ง

 

ส่วน บรรยากาศภายหลังพิธีเปิดการเดินรถไฟเสร็จสิ้นลง ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จต่างพากันเข้าแถวซื้อตั๋วโดยสารรถไฟสายประวัติ ศาสตร์เป็นที่ระลึก ที่การ รถไฟแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นเป็นพิเศษในงาน โดยจำหน่ายชนิดราคา 100 บาทเพียงประเภทเดียวและไม่ถึง 20 นาทีตั๋วก็ขายหมดเกลี้ยง และยังมีประชาชนอีกจำนวนมากต้องการซื้อตั๋วโดยสารที่ระลึกนี้เก็บไว้ นอกจากนี้ยังให้ความสนใจซื้อแสตมป์และโปสต์การ์ดที่ไปรษณีย์ หนองคายนำมาจำหน่าย ในราคาแสตมป์ดวงละ 3 บาท เป็นพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพสะพานมิตรภาพไทย- ลาว และภาพรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง ด้านไปรษณีย์ลาวก็ได้นำแสตมป์ของลาวมาจำหน่ายให้เป็นของที่ระลึกภายในงาน ด้วย ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก

 

วัน เดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานถึงการเปิดเดินรถไฟอย่างเป็นทางการ เชื่อมต่อไทย-ลาว ครั้งแรก โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด พร้อมเสด็จพระราชดำเนิน ประทับบนขบวนรถไฟขบวนแรก ซึ่งก่อนพิธีเปิด 1 วัน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของลาว แถลงว่าเส้นทางรถไฟ แห่งนี้ ถือว่าสำคัญต่อลาวอย่างมาก เพราะในอดีตการเดินทางหรือขนส่งจากลาว อาศัยแค่รถบรรทุกและมีค่า ใช้จ่ายแพงมาก ต่อแต่นี้ไป ค่าใช้จ่ายคงน้อยลงมาก ข่าวระบุด้วยว่าเส้นทางรถไฟดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อเอเชีย มุ่งตรงสู่ดินแดนตะวันตก อย่างตุรกีและรัสเซีย กับฝังตะวันออก คือเวียดนามและเกาหลีใต้ โดยมีสหประชาชาติหรือยูเอ็นให้การสนับสนุน


วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ช่วยปลาหน่อยได้ไหม?


ปลาคาร์ปผู้น่าสงสารตัวนี้อยู่ในบ่อหน้าโรงเรียนภาษา สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
ที่ซึ่งดิฉันไปเรียนภาษาญี่ปุ่นอาทิตย์ละ ๒ วัน

เนื่องจากเพิ่งผ่านการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของปลาคาร์ปมาได้ไม่นาน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ดิฉันจะมองเห็นว่ามันป่วย

วันพฤหัสบดีที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ คือวันแรกที่สังเกตเห็นปลาตัวนี้
ดิฉันพบว่าแนวเส้นสันหลังของมันไม่ตรง (ปลาคือสัตว์เลือดเย็น แต่จัดเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังใช่ไหม?) ทว่าหักงอเหมือนกับรอยแผลเป็นบนหน้าผากของแฮรี่ พอตเตอร์ ส่วนเกล็ดที่ลำตัวนั่นก็ดูพะเยิบๆ ไม่เรียบลื่นเหมือนลักษณะปกติที่ควรจะเป็น
ลักษณะที่เด่นชัดอีกประการคือ ปลาตัวนี้ว่ายน้ำแยกจากฝูง มันลอยตัวอยู่นิ่งๆ ไม่ว่ายสวี้ดสว้าดปราดเปรียวเหมือนปลาตัวอื่นๆ ในบ่อ

ดิฉันยืนเล็งอยู่ ๒-๓ นาทีแล้วก็ตัดสินใจว่า ที่เกล็ดมันพะเยิบนั้นมันอาจจะเป็นพยาธิภายนอก ซึ่งมันติดกันได้ ไม่สมควรจะเลี้ยงไว้ในบ่อเดียวกับปลาปกติ จึงเดินไปบอกยามให้แยกปลาตัวนี้ออกจากบ่อดีกว่า
(คือว่าช่วงเวลาที่จะไปโรงเรียนมันหกโมงกว่าแล้ว พนักงานประจำเขาเลิกงานกันแล้ว จึงตัดสินใจให้ยามช่วย)

ปรากฏว่าลุงยามมาจริง (แหม๋เกรงใจจัีง แกกำลังกินข้าวเย็นอยู่ทีเดียว) แกเห็นด้วยว่าปลาตัวนี้หลังคด ว่าแล้วก็จัดการช้อนปลาไปไว้อีกบ่อที่ว่าง ไม่มีปลาว่าย
ระหว่างนั้นมียามหนุ่มมาสังเกตการณ์ หูดิฉันได้ยินเขาพูด
"โอ๊ย ตัวนี้มันหลังคดมานานแล้ว" พอไม่มีใครตอบอะไร ก็รีพีทเป็นครั้งที่ ๒

ก่อนลุงยามจะปล่อยปลาลงน้ำ แกคิดไงไม่ทราบ จับตัวปลาดัดในทิศตรงกันข้ามกับกระดูกหลังคดๆ ดิฉันตกใจมาก เกือบร้องกรี๊ด กลัวปลาจะตาย แต่มันไม่ยักตาย (อึดแท้) พอลงน้ำมันก็ว่ายกระแด๊กๆ ในท่าปลาหลังคด หนีลุงยามไปให้สุดบ่อ

เมื่อหูได้ยินเสียงยามหนุ่มพร่ำว่าปลาตัวนี้เป็นอย่างนี้มานานแล้วเป็นครั้งที่สาม ดิฉันก็สติแตก-ไอ้บ้า เห็นมาตั้งนานแล้วแกก็ปล่อยมันว่ายหลังคดๆ มาอย่างนี้หรอวะ-ดิฉันอยากด่า (ดีที่เห็นลุงยามคนนี้มาหลายปีแล้ว-เมื่อก่อนดิฉันเคยทำงานที่นี่ด้วย เลยไม่ปี๊ด วี๊ดใส่แกไป แค่พูดเสียงห้วนๆ ว่า...) "ที่หลังปลามันคดแบบนี้แปลว่ามันป่วย แล้วเห็นไหมคะ ที่เกล็ดมันนั่นน่ะ มันเป็นแผล มันมีเลือดซึม ลุงเรียกหมอมาดูนะ เพราะว่าตัวที่เหลือในบ่อนั่นอาจจะติดโรคตัวนี้แล้วก็ได้"

เงียบ ลุงไม่ว่าอะไร แต่กับยามหนุ่มนั่น ดิฉันไม่รอฟังเขาพูดซ้ำเป็นครั้งที่ ๔ แต่เดินหนีไปขึ้นลิฟต์ไปห้องเรียนในพลัน

ไม่คิดว่าอังคารที่ ๘ กรกฎาคม ยังพบปลาหลังคดตัวนี้ว่ายอยู่ในมุมเดิม บ่อเดิม
แต่คราวนี้มันนิ่งมาก นิ่งจนเห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่ามันตายแล้วแต่ลอยอยู่หรือเปล่า ไม่เห็นแม้แต่ครีบขยับ
แต่โอ...แม่เจ้า เกล็ดที่เคยพะเยิบ มีเลือดซึม ตอนนี้หลุดออกไปเป็นแถบ ลักษณะเหมือนปลานิลย่างเกลือ เวลาเราลอกเกล็ดของมันออกเพื่อจะชิมเนื้อหวานๆ ข้างใน

อะไรวะ เค้าไม่ได้พามันไปหาหมอหรือทำอะไรให้มันดีขึ้นเลยหรอ ?

โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ

เช้ารุ่งขึ้น ดิฉันโทรไปที่โรงเรียน อ้างตัวเต็มที่ว่าเป็นนักเรียน เห็นว่าปลาตัวนี้ป่วย ควรจะพาไปหาหมอนะ
พูดสั้นๆ แต่เด็ดขาด และเข้าประเด็น น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่ที่รับสายก็ดูจะมีความละอาย และรับเป็นธุระให้อยู่ (แน่ละ โรงเรียนภาษาเกรงใจนักเรียนยังกะอะไร)

แต่วันนี้ พฤหัสบดีที่ ๑๐ กรกฎาคมแล้ว ดิฉันยังพบว่าปลาหลังคดยังคงโบกครีบเปื่อยๆ ของมันอยู่ในมุมเดิม ในสภาพเปื่อยๆ เพราะไม่มีเกล็ดหุ้มเนื้อเหมือนเดิม และเมื่อลองเดินไปดูบ่อใหญ่ ดิฉันว่ามีปลาอีกตัวที่กำลังป่วยนะ มันว่ายแยกตัว แล้วดูเหมือนเกล็ดของมันจะไม่เรียบสวย เป็นมัน ดังที่ปลาคาร์ปสุขภาพดีควรเป็น

เหมือนจะมีรอยช้ำแดงๆ

.. เจ้านี่ติดพยาธิเจ้าหลังคดนั่นแล้วแหง๋

ไม่รู้จะทำยังไงดี จะให้แจ้งสมาคมพิทักษ์สิทธิปลาคาร์ปหรอ (มีมะ?) คงจะแรงไปหน่อย
เอางี้ละกัน ขอแรงเพื่อนชาวมัลติพลายช่วยกันหน่อย
โทรไปโรงเรียนภาษาหน่อยได้ไหม บอกเขาว่ามีเพื่อนเล่าว่าที่นี่มีปลาป่วย แล้วปล่อยให้มันป่วยจนเกล็ดหลุดหมดเลย น่าสงสารมาก ช่วยพามันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทย์จุฬาฯ ที ไม่งั้นจะประจานลงพันทิป เอาให้รู้กันไปทั่วเลย
หรือถ้าไม่มีใครจะพาปลาไปหาหมอให้ก็็โทรปรึกษาสัตวแพทย์ที่ 0 2251 8887 ละกัน

โทรกันสักสองสามสาย แค่นี้เค้าคงไม่นิ่งนอนใจแล้ว
ปลาทั้งสองตัวนั่นก็อาจจะรอด
หรือถ้ามันทั้งสองจะไม่ต้องทนใช้กรรมบนโลกเฮงซวยใบนี้นานนัก การสละชีวิตของมันก็จะเป็นการช่วยเหลือปลาตัวอื่นๆ ในบ่อให้รอดต่อไป

ไม่รู้ล่ะ
ถ้าใครมาอ่านบล็อกนี้แล้วไม่ยอมช่วยกันกดดันเจ้าของปลา ก็แปลว่าคุณเป็นคนใจร้ายคนนึงนี่เอง

ป.ล. เบอร์โทรของ โรงเรียนภาษา สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
-ที่ที่คุณต้องโทรไป คือ 0 2259 9160

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

รับสมัครด่วน!! คนรักชาวญี่ปุ่น



เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ
และการฝึกฝนทักษะภาษาใหม่ จึงขอรับสมัครด่วน
คนรัก(เพศชาย)ชาวญี่ปุ่น ตามคุณสมบัติต่อไปนี้

-เพศชาย รสนิยมทางเพศตรงตามเพศ
-พูดภาษาญี่ปุ่น และอังกฤษ
-อายุ 30 ปีขึ้นไป
-ความสูง 170 ซ.ม. ขึ้นไป
-สีผิว? ไม่เกี่ยง
-หล่อไหม? ไม่เกี่ยง
-การศึกษา?ไม่เกี่ยง
-อาชีพ? ไม่เกี่ยง แต่ไม่ใช่อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่น นักการเมือง ตำรวจ และทหาร
-สถานะทางการเงิน? ยังไงก็ได้ ขอแค่ไม่ติดลบ
-รสนิยม?ตรงกันไหม? ไม่เกี่ยง ขอให้รู้จักเลือกกิน รู้จักเลือกอ่าน รู้จักเลือกดู และรู้จักเลือกฟังก็พอ
-มารยาทดีพอประมาณ ไม่หยาบคาย ใช้กำลัง ไม่แซงคิว และไม่ถุยน้ำลาย
-จิตใจดี มีเมตตา ไม่เอาเปรียบคนอื่น
-ไม่สูบบุหรี่ ไม่ขี้เมาจนหัวราน้ำ
-มีทัศนคติที่ดีต่อคนเชื้อชาติอื่นๆ ในโลก

จะพิจารณาเป็นพิเศษ ถ้า...
-ทำอาหารอร่อย
-เล่นกีตาร์บลูส์
-วาดการ์ตูนเก่ง
-ฟันสวย และสะอาด ยิ้มแล้วโลกสว่างไสว
-ริมฝีปากอวบอิ่ม น่ามอง
-มือสวย ไม่ไว้เล็บยาว (แอบเติม)


หมายเหตุ ๑ ใครให้การแนะนำได้ มีรางวัลนำจับให้ด้วย
หมายเหตุ ๒ ในภาพคือตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย

ป.ล. ขอเพิ่มอีก ๒ ข้อเถอะนะ
-ขอคนสุขภาพดี
-ไม่เอาทันตแพทย์ (กลัว)

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บอกเขา..ว่าเราสีขาว


เบื่อม็อบ

เบื่อรัฐบาล

เบื่อสงครามน้ำลาย

เบื่อสงครามข่าวสาร

เบื่อสงครามประสาท

เบื่อคนแก่ไร้สติ เบาปัญญา บ้าอำนาจ

 

โรงเรียนก็ต้องไป

งานศพก็ต้องไป

แล้วจะไปยังไงวะ

ม็อบขวางอยู่ทั้งขบวน

 

ข้าวของก็แพง

น้ำมันก็แพง

ค่ารถเมล์แพง

พายุก็จ่อจะถล่ม

แล้วเค้ามัวทำอะไรกันอยู่?

ห่ะ..

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

 

พรุ่งนี้จะใส่สีขาวแล้วนะ

ใครอยากใส่ ช่วยกันใส่หน่อยนะ

บอกพวกนั้นหน่อยว่าเราเอือมเค้าจะแย่แล้ว

 

ใช้ สีขาวแสดงพลังต้านความรุนแรง

ในขณะที่สถานการณ์ยังมีการแบ่งข้างแบ่งฝ่าย ก็ยังมีคนที่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงในชาติบ้านเมือง และออกมาเรียกร้องให้ประชาชนรวมพลังกันยุติความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยใช้สีขาวเป็นสื่อ ทั้งนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเที่ยง เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยประชาธิปไตย เห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านศาสนา และภาคประชาชน ร่วมด้วยกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย 20 สถาบัน เครือข่ายพุทธิกา ฯลฯ ร่วมกันออกแถลงการณ์ ประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนที่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ร่วมกันแสดงพลังโดยใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์ เช่น ผูกริบบิ้นสีขาว ใส่เสื้อผ้าสีขาว ซึ่งเป็นสีแห่งสันติภาพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชน ที่ไม่ได้ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายใด แต่อยากขอให้เข้าใจระบบพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่สามารถเห็นแตกต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง โดยร่วมกันรณรงค์ประกาศตนว่า ไม่ต้องการเห็นการนองเลือด ติดสัญลักษณ์สีขาว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อาจนำริบบิ้นสีขาวไปผูกแกนนำฝ่ายพันธมิตร และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

 

นิสิตนักศึกษาขอรัฐบาลอย่าใช้กำลัง

น.ส.เธียรขวัญ พงศ์ปรีชา แกนนำกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย กล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ให้สิทธิเสรีภาพ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเห็นความแตกต่างกันได้ เมื่อมีกลุ่มที่มีความเห็นที่แตกต่าง รัฐบาลต้องไม่ใช้ กำลังในการแก้ปัญหา ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นเรื่องใด ต้องไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับนายอัครพล ธรรมศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สามารถก่อให้เกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ในฐานะที่เป็นนิสิตนักศึกษาคนหนึ่ง จึงไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ อยากฝากเพื่อนนิสิตนักศึกษาทุกคน ร่วมกันรณรงค์อย่าใช้ความรุนแรง เนื่องจากถ้าไม่ช่วยกัน ต่อไปประเทศไทยอาจนองเลือดได้ ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงกลุ่มพันธมิตรและรัฐบาล อย่าใช้คำพูดที่รุนแรง อันจะนำมาสู่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติได้

ข่าว และภาพข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=92107