แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซึ้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซึ้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

Mangez-le si vous voulez: เมนูคนบาป [จานโปรดสำหรับคนใจร้าย]

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:ฌอง เติลเล่ (ร้านชำสำหรับคนอยากตาย)


ระยะหลังๆ มานี้ ฉันอ่านหนังสือไม่ค่อยจบ

แต่กับเล่มที่ไม่ควรจะเลือกมาอ่านอย่างหนังสือเล่มนี้ ฉันดันเลือกมาอ่าน
เพราะเครดิตคนเขียนคนเดียวกับ "ร้านชำสำหรับคนอยากตาย" ที่ฉันชอบมาก-เพราะอ่านยังไม่จบ ยังไม่รู้ตอนจบ

และทั้งๆ ที่ไม่ควรเลยที่จะอ่านไปจนจบ ฉันดันอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ
เพียงเพราะอยากรู้ว่าเขาจะจบอย่างไร

ในที่สุดก็ซึ้ง
ไม่ใช่ความซึ้งแบบปิติใจชวนให้น้ำตารื้น แต่เป็น "ซึ้งถึงใจมนุษย์" อันชวนให้หม่นหมองจากความรันทด หดหู่ใจ และเศร้าเหลือจะกล่าว

อ่านแล้วก็ใจคอไม่ดี หวั่นๆ ว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหน้าเวทีไฮปาร์คของสีไหน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในที่ทำงาน ในประวัติศาสตร์มันเคยเกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19



..จริงแหละ ถึงมันไม่เรื่องที่รู้แล้วไม่สบายใจ แต่เราก็ควรจะรู้ทันเรื่องราวแบบนี้ เพื่อที่ในวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าสถานการณ์บีบบังคับ เราจะยังคงมีสติ ไม่ตกเป็นคนใจร้าย เป็นคนก่อเรื่องร้ายๆ เสียเอง


ใจถึงก็ไปหากันมาอ่านเถอะ พี่น้อง



หมายเหตุ :
-ไม่อยากยอมรับว่าคนเขียนเขียนขึ้นจากเหตุการณ์จริง แต่มันก็เคยเกิดขึ้นจริงๆ
-แต่ยอมรับว่าคนเขียนเก่งมาก
-คนแปลคู่ คือ ปิยสุดา ม้าไว และฐนวิชณ์ ไกรเพิ่ม ตั้งใจทำงานดี หางานแปลทำฝึกมือกันต่อไปนะคะ
-freeform เป็นสำนักพิมพ์ที่เก่งในการนำเสนอ เห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้ ใครจะคิดว่าข้างในเป็นเรื่องแบบนี้ อยากให้ปรับปรุงความประณีตในการทำงานบรรณาธิกรณ์ด้วย หนังสือจะได้มีค่าเกินราคา และฉันจะได้รักสำนักพิมพ์ของคุณยิ่งขึ้นไปอีก
-มีใครรู้สึกอะไรไหม ถ้าฉันจะบอกว่าฉันติดสไตล์การทับศัพท์ฝรั่งเศสของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเสียแล้ว


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เรื่องของม้าม่วง กะ ม้านาว





ส่วนหนึ่งในการ์ตูนของตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิตร
ที่ http://columbia.jp/comic/wisut/0022.html
น่ารักจัง ว่างๆ ก็คลิกไปอ่านกันดูนะ ตัวเอง

รักดอกจึงบอกไห่นะ

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

Venus : แม้แต่วีนัสก็ต้องการความรัก

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ใครที่ไม่เคยคิดเลยในชีวิตนี้ ว่า...แก่แล้วจะเป็นไง? ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงมีจิตตกกันบ้าง
อิฉันเองก็เป็น เป็นเอามากเทียวในตอนดูครั้งแรกที่ลิโด้ และเชื่อว่าบัดดี้ที่ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันนั้นก็คงไม่ได้รู้สึกต่างจากกันมาก คือคงจะถึงแก่สลดกับความแก่ขึ้นมาโดยฉับพลันทันใด

ก็พอแก่แล้วหามันอะไรดีไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะแก่แบบมีลูกผัว หรือแก่แบบไม่มีใครเลย เพราะเอาเข้าจริง เพื่อนกะผัวก็แก่พอๆ กะเรา ลูก-ถ้ามี มันก็ไม่ได้มานั่งแก่กะเรา ครั้นจะหวังให้มันมานั่งปรนนิบัติพัดวี คอยดูแลอยู่เป็นเพื่อนเรา ก็คงเป็นเรื่องไกลเกินหวัง ก็นึกสิ ตอนนี้เรายังมีความฝัน ความอยาก ความทะเยอทะยานอีกเพียบ ที่อยากจะทำ อยากสำรวจโลกหรอ อยากมีผัวหรอ หรือว่าอยากมั่ว อย่างเมาจนคลานเป็นหมา อยากนอนกับผู้หญิงทีละสองคน อยากได้ดิบได้ดีทางการงาน อยากรวย อยากได้รับการยอมรับ หรือว่าอยากเรียนหนังสือสูงๆ อยากทำตามอุดมการณ์ ฯลฯ นอกจากความฝันแล้วไหนจะหน้าที่อีก รู้ไหม เพื่อนเราบางคนน่ะ นอกจากต้องหาเงินเลี้ยงลูกแล้ว บางทีก็ยังต้องเลี้ยงผัวด้วย

คนเป็นลูก ในเวลาที่มันยังมีเรี่ยวแรง มันก็จำเป็นจะต้องเอาเรี่ยวแรงไปจัดการกับชีวิต หน้าที่ และความฝันของมันเป็นไพรออริตี้แรก-ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น ก็จงปลง และเตรียมใจรับความแก่เสียตั้งแต่บัดนี้เถิด

หนังเรื่องนี้ชื่อ Venus (๒๐๐๖) และแม้เรื่องราวในหนังจะเหมือนการบอกเล่าถึงพิธีกรรมก่อนลาโลกของชายแก่อายุกว่าเจ็ดสิบ (มอรีซ-Peter O’Toole) แต่ในเนื้อหนังไม่ได้พร่ำถึงแต่ความเก่า ชรา ความเสื่อม ความอึดอัด อืดอาด เชื่องช้า น่ารำคาญ (แหม๋..เขาเข้าใจคัดบรรยากาศชวนหดหู่นี้ในลอนดอนนะ)เพราะว่าในความไม่น่าอภิรมย์ สลดหดเศร้านั้นยังมีแสงเรืองรอง เจิดจ้าของวัยสาวสะพรั่งของวีนัสมาประดับบรรยากาศเปื่อยๆ ให้คนแก่ได้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง (อือ...ในบางมุม ลอนดอนก็มีแสงสวยๆ เหมือนกัน)

วีนัสคือเทพีแห่งความรัก มีรูปโฉมงดงามหยั่งที่เรารู้ๆ กัน แต่โปรดอย่าคิดว่า วีนัส หรือชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้คือเจสซี่ (Jodie Whittaker) จะเป็นสาวสวยเจ้าของรูปโฉมแสนพิสุทธิ์ไม่ผิดกับเทพีวีนัส เปล่าเลย วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ถูกตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งเรียก (ยกย่อง?) ว่า วีนัส ในโลกของเธอแล้ว เธอไม่ได้เป็นอะไรที่ดีไปกว่า "ส่วนเกิน" ของชีวิตแม่ เป็นผลผลิตของปัญหาสังคมแถวๆ นั้น (แถวๆ ไหนก็มีคล้ายๆ กันแหละฮะ พี่น้อง) นอกจากหน้าตาธรรมด้า-ธรรมดา วีนัสยังเป็นเด็กที่แม่ไม่รัก ไม่อบรม ไม่มีมารยาท ไม่มีความเป็นผู้ดี ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่แปลกที่จะทะเยอทะยานแบบโง่ๆ ไม่ใฝ่ไปในทางที่ดี (ก็ไม่ถึงกับนิสัยไม่ดีหรอก) และด้วยความที่เธอขาดรัก เธอก็เลยแสวงหารักจนน่าสงสาร

ยัยวีนัสถูกแม่ถีบให้มาอยู่กะตาในลอนดอน ด้วยเหตุว่าอยู่บ้านด้วยกันหล่อนไม่มีงานทำ ต้องเกาะแม่กินสถานเดียว ตาของวีนัสเป็นเพื่อนแก่ก๊วนเดียวกับลุงมอรีซ ลุงเลยมีโอกาสได้เจอยัยบ้านนอกคนนี้ ซึ่งตอนเจอกัน ก็ไม่เชิงว่ายัยเด็กนี่จะทำให้ลุงกลายเป็นเฒ่าหัวงู หรือโคแก่อยากเคี้ยวหญ้าอ่อนขึ้นมาอย่างฉับพลันหรอก (ต่อมลูกหมากของแกคงไม่เอื้ออำนวยช่วยแกเคี้ยวหญ้าอ่อนแล้วล่ะ) แต่มันเหมือนแกได้เจออะไรที่แบบว่า inspire ให้แก่มีชีวิตต่อไปอย่างกระชุ่มกระชวยอะ

ลุงมอรีซเมื่อหนุ่มๆ หล่ออย่างร้าย ก็แกเป็นนักแสดงอาชีพ ถึงกะเคยได้รับบทนำในแฮมเล็ตเชียว เชื่อว่าแกคงเป็นเสือผู้หญิงสุดๆ น่าจะเป็นประเภท “ต้องได้เอา ถ้าอยากจะเอา” แกเคยทิ้งเมียตอนกำลังอุ้มลูกอ่อน แถมลูกที่โตกว่าอีก ๒ คนยังไม่มีใครถึง ๖ ขวบเลยไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ด้วยซ้ำ เอากะแกสิ (แต่ในหนังแกกลับไปดูแลเมียนะ-สภาพโทรมไม่ต่างกันเท่าไหร่เล้ย.. อนิจจัง อนิจจา ชีวิตคนแก่)

จริงๆ แล้วอิฉันไม่อาจเข้าใจได้หรอกว่าทำไมวีนัสถึงกระตุ้นลุงได้ขนาดนั้น เลยมั่วสรุปว่าคงเป็นไปตามสัญชาตญาณสัตว์เพศผู้ที่จมูกยังพอรับฟีโรโมนสาวสดได้อยู่ ความรู้สึกซู่ซ่า กระฉับกระเฉงที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเนี่ย มันก็ดี ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้แกได้หน่อยนึง พร้อมๆ กันนั้นก็ช่วยให้แก Remind ถึงช่วงชีวิตที่ยังรุ่งโรจน์ เข้ากันพอดีกับจังหวะที่แกเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะไปแล้ว

แกพยายามจะขอจับผม จับมือ ขอดม ขอหอมของแกอยู่เรื่อยๆ (เหมือนฉีดยากระตุ้นหัวใจเลยนะ อิฉันว่า)

วีนัสเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไม่ใช่เด็กไซด์ไลน์ที่มาพร้อมกับความช่ำชองในการหลอกผู้ชาย (แก่) แรกๆ ก็รังเกียจคนแก่คนนี้น่าดู ทั้งเพราะแก่จนงุ่มง่าม แล้วก็เพราะความหัวงู แต่ก็อย่างที่บอก ด้วยความซื่อ ด้วยความเป็นเด็กขาดรัก เมื่อได้รับความรัก ความเมตตา เอ็นดู ได้รับน้ำใสใจจริงที่สัมผัสได้จริงๆ จากคนแก่ ความหยาบกระด้างในใจก็ดูจะอ่อนนุ่มขึ้นทีละหน่อย

เด็กมันเฟื่อง อยากเป็นนางแบบ (-___-) ลุงมอรีซเอง ด้วยความลามก (นิดนึง) อยากเห็นเรือนร่างใหม่สดของสาวน้อยเป็นทุน จึงช่วยหางานให้นางแบบนู้ดให้พวกนักเรียนศิลปะให้ เด็กนี่ตอนแรกก็รังเกียจ ด้วยความหยิ่ง ประกาศว่าไม่มีทางจะได้เห็นนมเห็นจิ๋มฉันหรอก แรกๆ เลยยอมเปิดแต่ลาดไหล่กับขา (เชอะ อีตอนหล่อนใส่มินิสเกิร์ต ชั้นว่าผู้ชายมันเห็นไปถึงไหนๆ แล้วล่ะย่ะ) จนเสร็จงาน ลุงพาเข้ามิวเซียม ไม่ได้พาไปดูรูปวีนัสหรอก (อันนั้นมันอยู่ไหนไม่รู้) แต่พาไปดูงานคลาสสิกรูปนู้ด (ก็เป็นนู้ดแค่แผ่นหลังของผู้หญิง เห็นแค่ส่วนก้นกะสะโพกอะนะ)

“สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ เรือนร่างของสตรีคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่พวกเขาจะได้เห็น” ลุงเพ้อออกมา ยัยวีนัสฟังแล้วก็ เพ้อตาม ถามว่า “แล้วสิ่งที่สวยที่สุดที่ผู้หญิงจะได้เห็นล่ะ?”

“Her first child.” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม

เด็กนั่นได้ยินแล้วทำหน้าเหยเก แล้วก็เดินหนีไปซะงั้น (ตอนแรกอิฉันไม่เข้าใจหรอก นึกว่าอีนี่มันโง่ ฟังลุงพูดไม่เข้าใจ ดูต่อไปถึงได้เข้าใจว่า อ่อ อันที่จริงเราเองแหละที่โง่) ตอนหลังถึงมารู้ว่า ชีเคยมีแฟนคนนึง ตอนแรกก็ดูจะรักจะตามใจชีดี แต่พอท้องเท่านั้นแหละ ทิ้งเลย กระทั่งแม่บังเกิดเกล้า (ที่เคยบอกชีว่าถ้าชีไม่เกิดมา ชีวิตแม่ก็คงดีกว่านี้) ก็บังคับให้ไปทำแท้ง เท่านั้นแหละ อิฉันเห็นใจยัยวีนัสขึ้นมาทันที

ชีวิตนึงกำลังรุ่งโรจน์ แต่อีกชีวิตนึงกำลังจะแตกดับ หนังทำให้เราร้าวราญใจกับความเป็นจริงข้อนี้ ซึ่งก็คือสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ได้บีบคั้นจิตใจอิฉันด้วยการพูดถึง "ความรัก"

อะไรคือความรักที่แท้ ที่เราควรแสวงหา อะไรที่สถานที่ที่เหมาะ ที่เราความจะอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เราความภูมิใจจะทำ คำตอบที่ถูกที่ควรมันเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้รับการเติมรักจนเต็มใจเสียก่อน ไม่อย่างนั้น หัวสมองจะกลวง คิดอะไรไม่ออก

ถึงหนังจบลงด้วยการจากไปของลุง แต่นั่นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้อิฉันร้องไห้อย่างยากจะหยุดในรอบแรกที่ดูในโรง (ก็ร้องจนป้าอ้อยต้องนั่งเป็นเพื่อนจนเอนด์ไตเติลเกือบจบน่ะ) ตอนนั้นพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง โดยสรุปว่าสงสัยเพราะชีวิตของวีนัสมันทิ่มแทงใจดำ อาจเป็นได้ว่าตอนนั้นยังคิดถึงหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งหักใจให้เลิกหลังจากคบอยู่ ๖ ปีได้ไม่นาน

อีกใจนึงไม่อยากเชื่อว่าน้ำตาไหลเพราะคิดถึง (+เป็นห่วง) ผู้ชายคนนั้นซะทั้งหมด เพราะจำได้ว่าเขื่อนน้ำตาแตกตอนเพลง Put Your Records On ขึ้น

สงสัยอิฉันจะร้องให้เพราะจุกใจกับเด็กขาดรัก ที่ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก่อน จนมาวันนึงก็ยิ้มได้อย่างสดใส และรู้ว่าตัวเองจะเดินไปไหน จะทำอะไรต่อไป เพราะอิ่มฟูจากความรักที่เพิ่งได้รับ หยั่งยายวีนัสมากกว่า

ดูซ้ำอีกทีเมื่อวานก็รู้สึกอย่างนี้


หมายเหตุ:
• Venus กำกับโดย Roger Michell
• เขียนบทโดย Hanif Kureishi
• Peter O’Toole ตัวจริงไม่ได้แก่ขนาดนั้น (หวังว่า) ยังมีผลงานเป็นระยะๆ ล่าสุดเห็นใน Troy แกเล่นเป็นพ่อพี่แบรดหรือไงเนี่ย สง่าเชีย-ไม่เคยดูหนังดราม่าของแกมาก่อน เรื่องนี้แกเล่นดีจริง
• คิดถึงป้าอ้อยจัง
• ป้าขา วันนั้นเห็นน้องร้องไห้เยอะขนาดนั้น ป้าคิดไงหรอ?
• Put Your Records On แต่งเนื้อ/ทำนองโดย Corinne Bailey Rae เป็นเพลงโปรดของอิฉัน

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

ได้อย่าง-เสียอย่าง



จันทร์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑

อดีตคนรักบุกมาเยี่ยมถึงที่ทำงาน และชวนไปกินข้าวเที่ยง
(แอบโล่งใจที่เขาไม่ไปเยี่ยมที่บ้าน)

บอกว่าจะเอาพระมาให้
(ทำไมต้องเอาพระมาให้?)

ไม่อย่างนั้นคนอื่นเค้าจะว่าได้ ว่าไม่ดูแลกัน
(เมื่อก่อนไม่ดูแล เดี๋ยวนี้ค่อยมาดูแลเรอะ?)
(ให้พระเครื่องเป็นการดูแลอย่างหนึ่ง?-พึ่งรู้)

เขาดูดี ไม่อ้วน ไม่ผอม
(แต่หน้าตาเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนนั้นแหละ)

บุคลิก ท่าทางยังเหมือนเดิม
(อือ ถ้าจะมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนเลยก็คือท่าทางนี่แหละ)

พอได้ทีก็ระบายเรื่องอึดอัดในใจอย่างยาวนาน
(ก็ดันไปถามเขาทำไม)

บรรยากาศรอบข้างเอะอะ วุ่นวายจากประชาชนที่กำลังหิว
ไหนจะเพลงลูกกรุงที่เปิดอยู่สนั่น
(รู้สึก panic จนพานคิดถึงคนอื่น)
(แอบใจลอย คิดไปว่าถ้าอยู่กับเขาคนนั้น เราจะรู้สึกอยากไปให้พ้นจากที่นี่เหมือนอย่างนี้ไหม)

เขาไม่รินน้ำให้เรา เหมือนกับที่ไม่เคยรินให้
(นี่หล่อนยังจะไปหวังอะไรจากเขาอีก?)

กินเร็วเหมือนเดิม
(แก่แล้วยังไม่รู้จักเคี้ยวก็ปล่อยไปเหอะ)

คราวนี้ไม่ติติงเรื่องรูปร่าง แต่ถามถึงทรงผม ว่าตัดบ้่างป่าว
(ตอบโดยการเหลือกตาขึ้นดูเพดาน)

พี่ชอบตอนม้อยรวบผมตึงๆ มากกว่า
(เหลือกอีกที)

ก็รู้ ก็รู้-เขาพูด-ขอพูดมั่งไม่ได้หรือไง
(หยุดเหลือกตา แต่หันมาเล็มข้าวแกงกะหรี่ต่อไป)

นี่พระอาจารย์มั่นนะ
(ทำไมต้องเป็นพระอาจารย์มั่นล่ะ?-ถามดูเพราะคิดว่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์)

ก้อพระอาจารย์มั่น วัดป่าสุทธาวาส ไม่รู้จักหรอ-เขาเหลือกตามั่ง
(ยิ้ม ส่ายหัวแ่ด่กๆ)

โธ่เอ๊ย
(หัวล้านได้หวีสิ)

ไอ้ไก่ได้พลอยเอ๊ย!
(ด่าอีกจนได้)
(ความจริง ไก่ได้พลอย-หัวล้านได้หวี มันก็เหมือนกันแหละ แต่ต้องขอแย้งไว้ก่อน ไม่งั้นผิดคอนเซ็ปท์)

บันทึก
-เป็นการพบกันที่จัดว่าน่ายินดีพอใช้
-เพราะไม่ได้ทะเลาะกันถึงขั้นขึ้นเสียง ทุบโต๊ะ หรือขว้างปาข้าวของ
-ถ้าคุยกันได้ประมาณนี้ตลอดก็คงดี จะได้ไม่ต้องโกรธกันให้เหนื่อย
-ไม่น่ากินแกงกระหรี่เลย ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับข้าวราดแกงกะหรี่เลวร้ายเปล่าๆ
-แถวออฟฟิศไม่มีที่นั่งคุยเฉยๆ โดยไม่ต้องดมควันบุหรี่เลยนี่หว่า
-รู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในน้อยคนที่หวังดีโดยแท้จริง และวางใจได้ (แม้ไม่อาจวางใจ ว่าเขาไม่นอกใจ)
-ทำไมจมูกชั้นถึงดีจัง นี่มันยังชินกับกลิ่นโอเดอทอยเล็ตนั่นอยู่เลย
-หรือฉีดน้ำหอมของตัวเองมาไม่มากพอฟะ?
-ทำไมเค้าไม่ถามชั้นมั่งว่าชั้นเป็นไง สบายดีหรอ แฟนใหม่ชั้นเป็นยังไง ดูแลชั้นดีไหม (อยากตอบๆๆๆๆ)
-แล้วทำไมถ้าชั้นไม่ถามเรื่องเค้า เค้าต้องหาว่าชั้นไ่ม่สนใจเค้าทุกที???


วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

หรือเราไม่ได้โดดเดี่ยวในจักรวาล?



ฤดูหนาวที่กรุงนิวยอร์ก ซิตี้ ในปีนั้นยาวนานมาจนถึงปลายเดือนเมษายน

เพราะอยู่คนเดียวและตาพิการ ฉันจึงต้องขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านเกือบตลอดเวลา

 

ในที่สุดความหนาวเหน็บก็จากไป ฤดูใบไม้ผลิเข้ามาแทนที่ อากาศพลันสดชื่นแจ่มใส นอกหน้าต่างหลังบ้านมีนกเมอร์รี่ตัวเล็กตัวน้อยมาส่งเสียงร้องกันอย่างจ้อกแจ้ก ราวกับว่ามันกำลังผงกหัวเรียกฉันให้ออกมานอกบ้าน

 

เพราะอากาศเดือนเมษายนยังเอาแน่ไม่ได้ ฉันจึงยังสวมเสื้อหนาว แต่ก็ยอมถอดผ้าพันคอยาวที่ทำจากขนสัตว์ หมวก และถุงมือ ฉันกำลังกำไม้สามง่ามนำทางไว้ พลางเดินก้าวออกมาตรงระเบียงหน้าบ้านอย่างสดชื่น เพื่อมุ่งตรงไปที่ทางเดิน ฉันแหงนหน้ารับแสงอาทิตย์ พร้อมยิ้มรับความอบอุ่นของมัน

 

ขณะเดินไปตามถนนที่เป็นทางตันและเงียบสงบ เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็ส่งเสียงทักทายเป็นทำนองเพลง ฮัลโหลและถามฉันว่า จะติดรถไปด้วยกันไหม

ไม่ละค่ะ ขอบคุณมาก ฉันตอบ

ขาของฉันแทบไม่ได้ทำอะไรเลยตลอดหน้าหนาว ข้อต่อข้อพับดูจะอ่อนเปลี้ยไปหมด เลยต้องออกกำลังเสียหน่อย

 

เมื่อเดินมาถึงหัวมุมถนน ฉันก็หยุดตามปกติวิสัยเพื่อรอให้คนอื่นมาพาข้ามถนนเมื่อได้สัญญาณไฟเขียว แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะรอนานกว่าปกติ

ขณะกำลังยืนรออย่างอดทน ฉันก็ฮัมเพลงขึ้นมา เป็นเพลงต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่ร้องได้ตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนตอนเด็กๆ

 

ฉับพลัน เสียงของชายฟังดูท่าทางกำยำก็ดังขึ้น เสียงเพลงของคุณฟังดูมีความสุขมากเลยนะครับ เขาพูด ช่วยพาผมเดินข้ามถนนได้ไหมครับ

 

ฉันพยักหน้าด้วยความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ยิ้ม และพูดเบาๆ ว่า ได้ค่ะ

 

มือของเขาซุกเข้ามาในท่อนแขนบนของฉันเบาๆ แล้วเราก็ก้าวลงถนนไปด้วยกัน ระหว่างที่เดินข้ามถนนช้าๆ เราคุยกันเรื่องทั่วไปอย่างเช่น เรื่องอากาศ และพูดว่าช่างดีอะไรอย่างนี้ที่มีชีวิตท่ามกลางอากาศดีๆ อย่างวันนี้ ขณะที่เราย่ำเท้าไปด้วยกัน เป็นเรื่องยากมากที่จะบอกว่าใครเป็นผู้นำทาง และใครเป็นผู้ตาม

 

เราเดินเกือบถึงอีกฝั่งของถนน พลันเสียงแตรรถก็ดังเซ็งแซ่อย่างเหลืออดอีกครั้ง บ่งบอกว่าสัญญาณไฟเปลี่ยนแล้ว เราเดินอีกไม่กี่ก้าวก็ขึ้นมาบนทางเท้าของอีกฝั่งได้สำเร็จ ฉันหันไปที่เขา ขยับปากจะเอ่ยขอบคุณที่ช่วยนำทางให้ แต่ก่อนคำพูดจะหลุดออกจากปาก เขาก็ชิงพูดก่อน

 

ผมไม่รู้ว่าคุณจะรู้ไหมว่า เขาพูด คุณช่างมีน้ำใจเหลือเกินที่ช่วยพาคนตาบอดอย่างผมเดินข้ามถนน

 

วันนั้นในฤดูใบไม้ผลิยังคงอยู่กับฉันตลอดกาล




จากหนังสืออัศจรรย์แห่งชีวิต ฉบับคัดสรร

สำนักพิมพ์ Pet & Home


วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

รับสมัครด่วน!! คนรักชาวญี่ปุ่น



เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ
และการฝึกฝนทักษะภาษาใหม่ จึงขอรับสมัครด่วน
คนรัก(เพศชาย)ชาวญี่ปุ่น ตามคุณสมบัติต่อไปนี้

-เพศชาย รสนิยมทางเพศตรงตามเพศ
-พูดภาษาญี่ปุ่น และอังกฤษ
-อายุ 30 ปีขึ้นไป
-ความสูง 170 ซ.ม. ขึ้นไป
-สีผิว? ไม่เกี่ยง
-หล่อไหม? ไม่เกี่ยง
-การศึกษา?ไม่เกี่ยง
-อาชีพ? ไม่เกี่ยง แต่ไม่ใช่อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่น นักการเมือง ตำรวจ และทหาร
-สถานะทางการเงิน? ยังไงก็ได้ ขอแค่ไม่ติดลบ
-รสนิยม?ตรงกันไหม? ไม่เกี่ยง ขอให้รู้จักเลือกกิน รู้จักเลือกอ่าน รู้จักเลือกดู และรู้จักเลือกฟังก็พอ
-มารยาทดีพอประมาณ ไม่หยาบคาย ใช้กำลัง ไม่แซงคิว และไม่ถุยน้ำลาย
-จิตใจดี มีเมตตา ไม่เอาเปรียบคนอื่น
-ไม่สูบบุหรี่ ไม่ขี้เมาจนหัวราน้ำ
-มีทัศนคติที่ดีต่อคนเชื้อชาติอื่นๆ ในโลก

จะพิจารณาเป็นพิเศษ ถ้า...
-ทำอาหารอร่อย
-เล่นกีตาร์บลูส์
-วาดการ์ตูนเก่ง
-ฟันสวย และสะอาด ยิ้มแล้วโลกสว่างไสว
-ริมฝีปากอวบอิ่ม น่ามอง
-มือสวย ไม่ไว้เล็บยาว (แอบเติม)


หมายเหตุ ๑ ใครให้การแนะนำได้ มีรางวัลนำจับให้ด้วย
หมายเหตุ ๒ ในภาพคือตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย

ป.ล. ขอเพิ่มอีก ๒ ข้อเถอะนะ
-ขอคนสุขภาพดี
-ไม่เอาทันตแพทย์ (กลัว)

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บันทึกเรื่องที่ ๒: ความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ในชีวิตลูกผู้หญิง



อาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

ไปดูหนังญี่ปุ่นกับป้าี่อ้อย
ชื่อเต็มของหนังเรื่องนี้คือ
TOKYO TOWER Mom & Me and Sometimes Dad
เป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องดัง (ในทางเรียกน้ำตา) ที่ใครๆ ก็ไปดูมาแล้ว และส่วนใหญ่เพื่อนที่ไปดูมาแล้วก็จะแนะนำให้ฉันไปดู
และนั่นเกือบทำให้ไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ซะแล้ว ..ก็คนมันขวางโลก

แต่ก่อนหนังจะออก (รู้จากที่เหลือแค่วันละรอบ) ในที่สุดฉันและป้าอ้อยก็ไปดูจนได้

ถึงระบบเสียงจะเสื่อมในตอนท้ายๆ แต่หนังยังทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง ที่ทำให้ต้องมานั่งเขียนบันทึกในคืนนี้

 

๑. ภาระของ single mom อาจจะหนัก แต่การเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ได้เป็นชีวิตที่ไร้สุข มิหนำซ้ำยังไม่ใช่ความซวย การอยู่กันพร้อมหน้า พ่อ-แม่-ลูก ไม่อาจการันตีถึงความมั่นคงและความสุขของครอบครัว

๒. (แม่ของฉันก็เป็น single mom)

๓. ไม่ว่าจะเป็นแม่ชาติไหนๆ ความจำเป็นของลูก คือความจำเป็นของตัวเอง ความสุขของตัวเองไม่สำคัญเท่าความสุขของลูก และไม่ว่าลูกจะมีเหตุผลอะไรในการขอเงิน แม่ก็ต้องหามาให้  แล้วลูกจะทำให้แม่มีความสุขได้ยังไง? ก็แค่ทำงานเท่านั้นเอง

๔. เวลาของเราแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ฉะนั้น ต้องรู้จักบริหารเวลา นอกจากใช้สนองความสุขของตัวเองแล้ว ยังต้องรู้จักแบ่งไปบำรุงความสุขของคนที่รักเราที่สุดด้วย

๕. ชีวิตจะเป็นยังไงมันอยู่ที่วิธีที่เราใช้มองชีวิต ถ้าเรามีัอารมณ์ขัน และมองชีวิตในแง่ดี ชีวิตแย่ๆ ก็คงไม่เลวร้ายเกินไป

๖. คำว่า さよなら (sayonara) มันเศร้าที่สุดในโอกาสแบบนี้เอง ส่วนคำว่า Gambatta (ne) ที่ได้ยินอยู่ตลอดเรื่องเป็นคำพูดให้กำลังใจ ให้สู้ๆ หน่อย แม่พูดคำนี้กับลูกเรื่อยเลย

๗. บางที คนเราก็ไม่ได้ร้องไห้เพราะหนังมันเศร้า

๘. ดูเหมือนว่าใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะร้องไห้กันทั้งนั้น (ป้าอ้อยยังร้องเลย แต่ดิฉันร้องไม่มากเท่าตอนดู Venus)
ไม่แน่ใจว่าแม่สาวขาวอวบที่นั่งกอดแขนแฟนอยู่ข้างๆ ฉันจะร้องไห้ไหม เท่าที่รู้ แฟนของหล่อนน่าจะร้อง แบบว่าได้ยินเสียงสั่งน้ำมูก

๙. การเกิดเป็นผู้หญิงทำให้มีโอกาสได้พบประสบการณ์สุดพิเศษจากความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ ระหว่างแม่กับลูก (คนเป็นพ่อไม่มีทาง 'ถึง' ได้เท่ากับแม่แน่ๆ)
มีรุ่นพี่ที่มีลูกแล้วคนนึงเล่าให้ฟังว่า พอมีลูกแล้วจะเข้าใจ ว่าความรักที่ยิ่งใหญ่คืออะไร พอมีลูกแล้วผัวจะไปไหมไม่สนแล้ว สนแต่ว่าลูกฉันจะมีกินหรือเปล่า

๑๐. ดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากมีลูกจัง
เชื่อว่าแม่ของฉันก็อยากใ้ห้ฉันมีลูก (มีผัวด้วย) เหมือนกัน

(ข้อพิเศษ) จงจำไว้ว่าถ้าดูหนังญี่ปุ่นแล้วอยากกินข้าวราดแกงกระหรี่ หรือซูชิ ก็จงไปหากินในร้านอาหารญี่ปุ่น (ลองเข้า Yamane ดู) อย่ามั่วเดินเข้า A&W แล้วต่อด้วยยำแซ่บ เพราะรูทเบียร์จะทำปฏิกิริยากับกรดมะนาวปลอม...เสียของเปล่าๆ