แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อดีต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อดีต แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Midnight in Paris: สุขกับปัจจุบัน

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Romantic Comedy

คนเรานี่ก็แปลก ตัวอยู่ตรงนี้แต่ชอบปล่อยให้ใจล่องลอยไปโน่นมานี่ อนาคตบ้าง อดีตบ้าง

บางคนก็มีหวังกับอนาคต แต่มีไม่น้อยเลยที่อาลัยอดีต ฉันเองก็ยังเป็นวันละหลายๆ หน เวลาเปิดวิทยุเจอซาวนด์แห่งยุคสมัยแล้วพานนึกถึงความเรียบง่ายที่บอกเล่าความรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ของเพลงแจ๊สเก่าๆ ซึ่งเมื่อใดที่ได้สัมผัสความรู้สึกเนื้อๆ ของเครื่องดนตรีและเสียงร้องแล้วก็พานอยากเกิดในยุคนั้น ได้แต่งตัวประณีตงดงาม ทำผม ทาปาก ไปนั่งคีบบุหรี่ ฟัง live ในบาร์เก๋ๆ แห่งยุค หรือบางทีเวลาที่อ่านแม่พลอยแล้วก็อยากมีชีวิตแบบสาวชาววัง หรือเวลาอ่านนิยายที่เขียนขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อนของสุวรรณี สุคนธา ก็อยากจะมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ยังมีทุ่ง มีดอกไม้ มีน้ำสะอาด แบบในยุคนั้นบ้าง

เพราะว่าเป็นคนช่างฝันเวิ่นเว้อแบบนี้ละมัง ถึงถูกใจนักกับหนังที่ Woody Allen เหน็บแนมว่าคนเราไม่ว่าจะเกิดในยุคสมัยไหนก็มักจะโหยหาวันวานเสมอ จึงไม่มีใครพอใจในยุคสมัยของตัวเอง

ลุงแสดงทัศนะที่ว่าออกมาอย่างมีศิลปะผ่านหนังเรื่องนี้

ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเพราะลุงสูงวัยแล้วหรือเปล่า? ไม่แน่ใจนัก รู้แต่ได้ดูแล้วว่ามันใช่เลยค่ะลุง คนเราไม่เคยพอใจในสิ่งที่อยู่ในมือ รักครั้งนี้ไม่เคยยิ่งใหญ่สะเทือนใจเท่ารักครั้งที่ผ่านมาแล้ว ประดิษฐกรรมยานยนต์สปอร์ตรุ่นปีนี้ไม่เคยงดงามคลาสสิกเท่าสมัย 1970’s ดนตรีปีนี้ไม่ได้แสดงความสามารถของนักร้องและนักดนตรี หรืออย่างน้อยก็สื่อความคิดได้ไม่เคยแหลมคมเท่าดนตรียุค 1960’s ฯลฯ เราชินกับการเปรียบเทียบทั้งๆ ที่ หลายอย่างเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เราโหยหา ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่มีโอกาสได้ครอบครอง

หนังของลุงจึงสะกิดใจยิ่งนักให้เรามองปัจจุบันของเราให้ดี ให้ใช้ชีวิตอยู่ที่ปัจจุบัน อิ่มเอม มีความสุข เจ็บปวด หมดหวัง และมีความหวังอีกครั้งกับชีวิตขณะนี้ ก่อนที่มันจะผ่านไป กลายเป็นอดีต เพื่อให้เราได้แต่โหยหามัน


หมายเหตุ:
•หนังเรื่องนี้ไม่ใช่การอุทิศให้ หรือเป็นไดอาลอกแทนใครเลย นอกจากลุงอัลเลน ฉันดู Owen Wilson เล่นเป็น Gil แล้วก็ยังนึกถึงว่าถ้าเอาหน้าลุงมาแปะ พ่อโอเว่นก็คือลุงนั่นแหละ พูดแบบนี้ ท่าทางอย่างนี้ เคยเห็นลุงเล่นในหนังเมื่อตอนหนุ่มๆ ฉันจำได้
•มีผู้กำกับสักกี่คนที่เซ็นชื่อตัวเองลงไปในหนังชัด อย่างลุง? ว่ามาตั้งแต่เพลงไตเติล โหมโรง ไปจนถึงเอนไตเติลโน่นเลย (ฉันปลื้มนะ)
•ใครประชดเฮมมิ่งเวย์ได้เจ็บชัดขนาดนี้มั่งคะ
•สะใจมากตอนลุงด่าพวกเกรียนอวดรู้
•ชอบทัศนะเกี่ยวกับนักเขียนและงานเขียนของลุงที่ให้เกอร์ทรูด สไตน์พูด
•แน่นอนว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากไปเดินเชื่องช้ากลางสายฝนในปารีสอย่างเป็นที่สุด


วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

The Spring Tone-รอวันใบไม้ผลิ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:ยูโมโตะ คะซุมิ แปลโดยขวัญใจ แซ่คู

หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นเล่มเล็กๆ ที่สำนักพิมพ์จัดให้เป็น 'วรรณกรรมเยาวชน'
แต่ฉันอ่านแล้วไม่รู้ว่าเยาวชนอ่านแล้วจะรู้สึกอะไรมากมายเหมือนคนวัย (แม่) เยาวชน อย่างฉันอ่านไหม

การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้นอนคุยกับเพื่อนสนิทวัยเดียวกัน คุยกันถึงวันหนึ่งในชีวิตของพวกเราที่ผ่านมานานแสนนาน จนเกือบลืมไปแล้ว

วันนั้นเป็นวันที่เรางงงวยกับชีวิตที่คร่อมคาอยู่ระหว่างความเป็นเด็กกับวัยรุ่น อยู่ๆ ก็ถูกจู่โจมด้วยสรีระที่้เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกแปลกประหลาดกับรุ่นพี่เท่ๆ พร้อมกันนั้นก็ต้องทำความรู้จักกับเสื้อยกทรง เสื้อบังทรง และของประหลาดอย่างผ้าอนามัย

เป็นวัยที่เราทำตัวไม่ถูกเลย เพราะไม่ว่าจะในสายตาพ่อแม่หรือสายตาตัวเอง เราไม่ใช่เด็กแล้ว แต่เป็นผู้ใหญ่หรือยังก็ยังไม่แน่ใจ

น้องชายที่โตตามมายังไร้เดียงสา แต่เราไม่รู้จะจัดการยังไงกับความไร้เดียงสาของน้อง ทำอะไรไม่ถูกกับคนแปลกหน้าในชีวิต วางตัวไม่ถูกไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับญาติผู้ใหญ่ในบ้านที่แสนจะรักเรา แต่ไม่ว่าจะท่านจะแสดงความรักกับเราในรูปแบบไหน ก็ไม่เคยทำให้เราพอใจหรือปลื้มใจ มีแต่ทำให้อายหรือหงุดหงิด แม้กับพ่อแม่ของเราเอง

ยิ่งเวลาที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน เรายิ่งทำตัวไม่ถูก

ทำอะไรไม่ถูก ไม่เข้าใจอะไรเลย แม้แต่ตัวเอง


ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันเหมือนค้นพบสมบัติมีค่าในมุมลึกของลิ้นชักที่ตัวเองไม่ได้ทำหายหรอก แค่ลืมว่าเก็บมันไว้ตรงนั้นื ซ่อนไว้เสียแนบเนียนจนตัวเองยังเกือบลืม

มันคือ เหรียญทองยืนยันความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิตเล็กๆ ในฐานะที่สามารถผ่านช่วงเวลายากลำบากอย่างตอนนั้นมาได้อย่างปลอดภัย

มหวิกฤตที่เคยรู้สึกว่ามันช่างเป็นปัญหายิ่งใหญ่เหลือเกินในชีวิต ณ ขณะนั้น เราในวันนี้ เมื่อมองย้อนไปกลับเห็นเป็นเรื่องเล็ก


คิดแล้วก็ให้รู้สึกเห็นใจเด็กที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่อย่างบอกไม่ถูก


หมายเหตุ:
-จำได้ว่าเอ๋บอกตอนไปช่วยจัดชั้นหนังสือ (ตอนนั้นท้องเอ๋โตมั่ก) ว่าแกน่าจะชอบเรื่องนี้ อืมม์ ชั้นชอบจริงๆ แหละแก คนเขียนเข้าใจความรู้สึกของเด็กวัยนั้นได้ดีจัง ทั้งที่เค้าเขียนตอนอายุมากแล้ว
-ว่าแต่ตอนนั้นแกจำได้หรอว่าเรื่องมันเป็นไง?
-ขอบคุณนะ ที่เขให้ยืมมาอ่าน
-สภาพหนังสือตอนนี้เยินมากอะแก ไม่ได้เพราะถูกแมวแทะ แต่เพราะชั้นมันๆ ที่เกิดจากการเคลือบยูวี (ที่จริงมันน่าจะเป็นพลาสติกประเภทหนึ่ง) ร่อนออกมาอะเซ่
-อยากหาอีกเล่มของ สนพ. เจบุ๊ค พิมพ์งานของนักเขียนคนเขียนและนักแปลคนนี้เป็นคนแปลอีก รู้สึกฉบับแปลจะชื่อ 'เพื่อนรัก'


วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เด็กสองร้อยปี

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:เค็นซาบุโร โอเอะ

ห่างเหินจากวรรณกรรมเยาวชนไปนาน แต่พอหลงไปเจอบูธดวงกมลสมัยในงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุด ได้พิศดูหนังสือลดราคาของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ (ซึ่งไม่เคยเอาหนังสือของตัวเองมาลดราคาในงานนี้ด้วยตัวเองเลยสักครั้ง) ก็เลือกได้หลายเล่ม และเลือกเล่มนี้กลับมาด้วย

ก็เพิ่งอ่าน "รอยชีวิต" ของโอเอะ จบไป อยากรู้ว่าวรรณกรรมเยาวชนของนักเขียนรางวัลโนเบลที่เขียนนิยายได้ "หนัก" ขนาดนั้น มันจะเป็นยังไงกัน

แล้วฉันก็พบว่านี่เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่อ่านไม่ง่ายเลย ไม่ใสอย่างกับ "บึงหญ้าป่าใหญ่" ที่อ่านไปแล้วก็ยิ้มบางๆ มีความสุขกับภาพที่เกิดในหัว (แต่ฉันอ่านไม่ยักจบ) ไม่หรอก จะอ่าน "เด็กสองร้อยปี" ต้องใช้ทั้งทักษะในการอ่าน และวุฒิภาวะในการอ่าน ยิ่งถ้ามีแบ็คกราวนด์เกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่นบ้าง แบ็คกราวนด์เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของโอเอะบ้าง ก็อาจจะทำให้มีความเพียรที่จะ 'อ่าน' ความคิด และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาบอกผ่านเรื่องราวที่เขียนไว้ได้มากขึ้น เข้าใจได้ในแง่มุมที่ละเอียดมากขึ้น

ฉันพบด้วยว่า เมื่ออ่านได้ และอ่านไปจนจบ ก็ได้พบว่านี่เป็นเรื่องราว และความคิดที่ลุ่มลึกมาก
ลุ่มลึกจนเราไม่น่าจำกัดมันให้เป็นเพียงวรรณกรรมเยาวชนเลยด้วยซ้ำ

ที่จริงมันน่าจะอ่านกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อ่านจบแล้วก็นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกันได้
เพราะไม่ใช่ว่าสติปัญญาของผู้ใหญ่พัฒนามาไกลกว่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสติปัญญาคนที่อ่อนด้อยกว่าอย่างเด็กอีกหรอก
แต่เพราะแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ผู้ใหญ่ขาดไปคือจินตนาการและความใส ซึ่งเด็กมีอยู่เต็มเปี่ยมนั่นเอง โดยเฉพาะในเด็กพิเศษ เขาจะใสเป็นพิเศษยิ่งกว่าเด็กปกติเสียอีก

การจินตนาการถึงการย้อนกลับไปในอดีตหรือไปในอนาคตไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่การตั้งคำถามของโอเอะที่ว่า ได้ไปในเวลาอื่นแล้วไง? ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เคยเกิด หรือสิ่งที่จะเกิดไม่ได้ แล้วจะไปให้ได้ประโยชน์อะไร?

นี่ตะหากที่เฉียบ

ฉันชอบที่โอเอะกล้าโยนคำถามที่หนัก และปวดใจอย่างนี้ใส่คนอ่าน
นอกจากนี้ยังชอบตอนจบเอามากๆ

ไม่ว่าเราจะกลับไปในอดีต หรือไปในอนาคตได้
แต่เวลาที่สำคัญที่สุดคือ 'เดี๋ยวนี้' นี่แหละ

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันวานยังหวานอยู่






วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒

กลับไปธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตเป็นครั้งแรกใน..*@x~..ปี (ฮา)
เพื่อไปสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น

สอบนี่เขาจัดพร้อมกันทั่วโลก เพื่อวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นซึ่งได้จัดเป็น ๔ ระดับ จากต่ำไปสูง คือ ๔-๓-๒-๑

หลายคนมาสอบเพื่อจะไปเรียนต่อ หลายคนมาสอบเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน
ฉันเองไม่แน่ใจว่าตัวเองมาสอบกะเขาทำไม (เหอ เหอ)

เขาจัดสอบ ๒ รอบ รอบเช้าเป็นการสอบระดับ ๒ กับ ๓ เพราะงั้น คนคงไม่เยอะเท่ารอบบ่าย ซึ่งเป็นการจัดสอบระดับ ๑ (คงมีคนสอบไม่เท่าไหร่) กับ ๔ (ระดับนี้สอบกันบานเลย เพราะเป็นระดับเตี้ยสุด คนเริ่มเรียนไม่นานมักจะสอบระดับนี้กัน)

แน่นอนว่าฉันไปสอบรอบบ่าย ไม่ใช่ระดับ ๑ แต่เป็น ๔ และแม้ว่าจะเสียประสาทกับเสียงเซ็งแซ่ของบรรดาเด็กมัธยมปลายหญิง (ทั้งที่แท้และไม่แท้) นับเป็นพันๆ ที่มาสอบระดับเดียวกัน (คงไม่ใช่ระดับ ๑ แน่ๆ) มึนกับข้อสอบ แต่ฉันก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตในความทรงจำก็เปลี่ยนไปมากอย่างนี้


ถ่ายรูปมาเล็กน้อย เท่าที่เรี่ยวแรงหลังการสอบยังพออำนวย
(รีบกลับด้วยแหละ)


คิดถึงชีวิตเด็กบ้านนอกเมื่อวันวานจังเนอะ

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แด่วันที่ผ่านมาแล้ว





ตอนนี้คงโตเป็นสาวสะพรั่ง




เสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒

เช้านี้เปิดอีเมล์ เจอไฟล์ที่เพื่อนสแกนรูปเก่าสมัยเราไปเที่ยวเชียงใหม่ส่งมาให้
ดีใจที่เจอรูปนี้อีก

นี่เป็นหนึ่งในน้อยรูปในที่ชีวิตที่ถ่ายออกมาแล้วดูดี
เหตุเกิดที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ เรากำลังจะกลับบางกอกกันแล้ว

คราวนั้นเรามั่วโดดเรียนต่อจากวันหยุดซ้อมเชียร์บอลประเพณี ขึ้นรถไฟไปเที่ยวภู (อะไรหว่า? ภูชี้ฟ้าใช่มิ??) แล้วไปต่อบ้านป้าเอที่เชียงใหม่ (อำเภอไรหว่า? ใช่ฝางไหม??)

ขากลับก็ขึ้นรถไฟกลับมาอีก

ระหว่างรอรถไฟออกเจอน้องชุดแดงตัวขาวใสอยู่กลางแสงแดดกระจ่างยามบ่าย
เลยเข้าไปขอถ่ายรูปด้วย
ดีที่ตรงหน้ามีแสงส่องลงมาที่พื้น กลายเป็นรีเฟล็กซ์ธรรมชาติ
แม้ประกบกับสิ่งขาวใส ก็ยังไม่ดำหม่นหมองจนเกินไป

จำไม่ได้ว่าอยู่ปีอะไร สอง หรือสาม

ขอบคุณเพื่อนปกรณ์
(เอ็งเป็นคนถ่าย หรือป้าถ่ายวะ???)



วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของความรัก


ความรักนี่ก็แปลก ยากจะอธิบายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดเมื่อไหร่ และควรจะเป็นแบบไหน

เราแค่รู้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เป็นไปแล้ว

ควรจะเป็น แบบไหน ยิ่งเป็นสิ่งเกินการควบคุม

 

อิฉันมีคนรักมาแล้ว 3 คน แต่ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ชายแต่ละคนที่คบด้วยนั้น คือความรักทั้งหมด 

 

เพราะกับแต่ละคน อิฉันรู้สึกกับเขาต่างกันไป

 

เมื่อวานนี้ ผู้ชายคนที่สอง ซึ่งบอกกับในที่นี้ได้ว่าเป็นครั้งแรกที่อิฉันได้รู้จักความรัก..รักแรก แล้วก็รักมากด้วย โทรมาหา ตอนที่กำลังนั่งกินโจ๊กอยู่ข้างทาง

อิฉันรับสายไม่ทัน แต่พอรู้ว่าเขาโทรมา ก็ส่งข้อความกลับไปถามว่า ได้รับโปสการ์ดแล้วสิ?

 

เขาโทรกลับมาทันใด บอกว่าส่งโปสการ์ดมาหรอ ไม่รู้เรื่องเลย

แล้วก็ได้คุยถามสารทุกข์ดิบกันนิดหน่อย ก่อนจะวางสายไป เพราะรู้ว่าเราคุยไม่สะดวก

 

ไม่ได้คุยกันหลายเดือนแล้ว แม้แต่โปสการ์ดใบสุดท้ายที่ส่งให้กัน มันก็มาถึงราวๆ คริสมาสต์ปีก่อน

แปลกดีนะ ที่เราเพิ่งส่งโปสการ์ดไป พอดีกับที่เขาคิดถึงเราขึ้นมา

 

ความรู้สึกที่มีกับผู้ชายคนนี้เป็นปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์ไม่น้อย

ภาพแรกของเขาเหมือนฉากในภาพยนตร์ อิฉันหลงรักเขาอย่างรวดเร็ว ได้อย่างไรก็ไม่รู้จะเล่าอย่างไร แต่รู้ว่าเขาเป็นคนที่ เข้าทาง เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาห้าว แต่โรแมนติก อ่อนไหว แต่ก็เข้มแข็ง มีหัวใจด้านชาที่อยากจะรัก แต่ก็ไม่กล้าลงหลักปักใจ เพราะยังเข็ดขยาดจากการถูกคนรักหักหลังเมื่อครั้งนั้น  

 

เราปิดเรื่องของเราเป็นความลับ เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อการคบกันอย่างเปิดเผย อิฉันในวัยนั้น บอกตัวเองว่าไม่แคร์ เพราะนี่มันเรื่องของเรา

 

ไม่อยากคิดเลยว่าวันที่เขาคุกเข่าลงวันนั้น บทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของเราตอนเช้าตรู่นั่น หรือภาพที่เรามองเห็น แทนที่จะเป็นทุ่งหญ้าเขียวสดหมาดฝนที่อยู่ตรงหน้า ระหว่างที่มือหนึ่งต่างกุมแก้วกาแฟ อีกมืออยู่ในมือของอีกคน จะเป็นแค่ความฝัน

..แต่มันคงเป็นได้แค่นั้นแหละ  เพราะมันไม่ได้กลายเป็นจริงขึ้นมา

 

นานปีที่คบกันแบบนั้น ทั้งๆ ที่อิฉันไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น เขาเองก็ไม่สบายใจที่จะคบกันไปแบบนั้น แต่ก็เปลี่ยนเป็นแบบอื่นไม่ได้ เป็นความขัดแย้งที่ทำเอาเราสองชักอ่อนใจ สุดท้าย จึงต่างคนต่างเงียบหายไปจากชีวิตของอีกคน

 

แน่นอนว่าการเลิกกันไม่ใช่เรื่องง่าย การทำใจยิ่งยากกว่า แต่เมื่อมันจำเป็นต้องทำ เราก็ควรทำ ชีวิตคนเราไม่ได้เป็นของใครอื่น นอกจากของเรา และถึงเราไม่ได้ตัวเขามาเคียง เราก็ยังมีชีวิต มีจิตใจของเราที่ต้องดูแล

 

สิ่งที่แลกมาด้วยอาการตาบวมเพราะร้องไห้นานเกินไป ร้องหนักจนหายใจไม่ออก หัวตื้อ แล้วก็นอนหลับยาก แล้วก็มักตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย วนเวียนอย่างนี้อยู่นานวัน คือการเรียนรู้ที่จะรัก

 

ถามตัวเอง-รักเขาจริงไหม? รักเพราะอะไร? แล้วเราเสียใจเพราะอะไร? เพียงเพราะเขาไม่ได้ขอให้เราอยู่เคียงข้างอย่างนั้นหรือ? แล้วหากเขาไม่อาจมีเราอยู่เคียงข้าง หากไม่ได้พบกันอีกเลย จะยังรักอยู่ไหม?

 

ตอบตัวเองสั้นๆ ว่า ยังไงก็รักเขาแล้ว และถึงเขาจะร้าย เราจะผลักไส ตัดรอน ก็จะรักเขาต่อไป

 

หลังจากนั้น ก็ได้แต่ส่งใจไป บอกเขาว่ารัก บอกเขาว่าเป็นห่วง อยากบอกอรุณสวัสดิ์ ราตรีสวัสดิ์  อยากถามสบายดีไหม  ทุกอย่างทางโน้นยังเหมือนเดิมหรือเปล่า..ก็ได้แต่ส่งใจไป

 

การรักและคิดถึงคนๆ หนึ่งจากระยะที่ห่างไกล ซึ่งจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าไกลเท่าไหร่ แถมไม่รู้ด้วยว่าเขารักและคิดถึงเราเหมือนกันไหม และเขามีใครมาเคียงข้างหรือยัง ทำให้อิฉันได้เรียนรู้ว่า ถ้ายังรักจะรักเขาต่อไป ก็ต้องรักแบบนี้

 

เมื่อยอมรับสภาพตัวเองได้ อิฉันก็เริ่มเห็นใจคนที่มีรัก ซึ่งจริงๆ แล้วเราทุกคนกำลังรักใครบางคน หรือใครหลายๆ คนอยู่ตลอดเวลา แม่รักลูก ครูรักนักเรียน พี่รักน้อง พ่อรักแม่ เพื่อนรักเพื่อน  หัวหน้ารักลูกน้อง แล้วอิฉันก็พัฒนาระดับขั้นของการ รัก ไปในชั้น

 

อิฉันว่าเพราะรักเขา อิฉันจึงเข้าใจความ เมตตา ในพรหมวิหาร 4 พบว่าตัวเองอยากให้ทุกคนมีความสุข เมื่อเห็นใครกำลังมีความสุขกับความรัก อิฉันยินดีด้วย แต่ถ้ารู้ว่าใครกำลังทุกข์เพราะความรัก อิฉันอยากให้เขาพบหนทางเยียวยาจิตใจตัวเองไวๆ

ความรักวนเวียน ลอยฟ่อง และอ้อยอิ่งอยู่รอบตัวเรา เรารักคนอื่นๆ และคนอื่นๆ ก็รักเรา โลกนี้จะไม่มีใครขาดรักเลย เพียงแค่เรารู้จักรักเท่านั้น

 

อิฉันวางสายคนรักเก่าด้วยความรู้สึกอิ่มเอม เพียงเขาระลึกถึงเราบ้าง ก็รู้สึกยินดีมากแล้ว

กดอ่านข้อความภาพที่เข้ามาระหว่างรับสายเขา ก็พบกับภาพที่ทำให้ยิ้ม

 

อิฉันส่งข้อความไปถามเพื่อนสาวว่า-เป็นยังไง ท้องโตไปถึงไหนแล้ว

สะดือจุ่นแล้ว ^_^ -เธอตอบ

อยากเห็นจังเลย-อิฉันเย้า

แล้วเธอก็ส่งภาพนี้มา


ความรักลอยอยู่รอบตัวเราจริงๆ ด้วย



วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อันเนื่องมาจากสาธิตฯซาว




เพื่อนเอ๋บอกมาว่าเพื่อนแว่นกำลังจัดทำเว็บรุ่นสาธิตฯ ซาว (ซาวแปลว่า ๒๐-ลำดับรุ่นของเราเอง)
และต้องการให้เืพื่อนๆ ส่งภาพหน้าตาในปัจจุบันไปให้ ๒ รูป
รูปนึงทำท่า ๒ และอีกรูปเป็นท่า ๐

ก็ได้ใช้ความพยายาม และได้ผลออกมาดังที่เห็น

ส่งรูปไหนไปดีอะ?


ป.ล. วันนี้หน้าไม่จ๋องแล้วสิ?


วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

ได้อย่าง-เสียอย่าง



จันทร์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑

อดีตคนรักบุกมาเยี่ยมถึงที่ทำงาน และชวนไปกินข้าวเที่ยง
(แอบโล่งใจที่เขาไม่ไปเยี่ยมที่บ้าน)

บอกว่าจะเอาพระมาให้
(ทำไมต้องเอาพระมาให้?)

ไม่อย่างนั้นคนอื่นเค้าจะว่าได้ ว่าไม่ดูแลกัน
(เมื่อก่อนไม่ดูแล เดี๋ยวนี้ค่อยมาดูแลเรอะ?)
(ให้พระเครื่องเป็นการดูแลอย่างหนึ่ง?-พึ่งรู้)

เขาดูดี ไม่อ้วน ไม่ผอม
(แต่หน้าตาเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนนั้นแหละ)

บุคลิก ท่าทางยังเหมือนเดิม
(อือ ถ้าจะมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนเลยก็คือท่าทางนี่แหละ)

พอได้ทีก็ระบายเรื่องอึดอัดในใจอย่างยาวนาน
(ก็ดันไปถามเขาทำไม)

บรรยากาศรอบข้างเอะอะ วุ่นวายจากประชาชนที่กำลังหิว
ไหนจะเพลงลูกกรุงที่เปิดอยู่สนั่น
(รู้สึก panic จนพานคิดถึงคนอื่น)
(แอบใจลอย คิดไปว่าถ้าอยู่กับเขาคนนั้น เราจะรู้สึกอยากไปให้พ้นจากที่นี่เหมือนอย่างนี้ไหม)

เขาไม่รินน้ำให้เรา เหมือนกับที่ไม่เคยรินให้
(นี่หล่อนยังจะไปหวังอะไรจากเขาอีก?)

กินเร็วเหมือนเดิม
(แก่แล้วยังไม่รู้จักเคี้ยวก็ปล่อยไปเหอะ)

คราวนี้ไม่ติติงเรื่องรูปร่าง แต่ถามถึงทรงผม ว่าตัดบ้่างป่าว
(ตอบโดยการเหลือกตาขึ้นดูเพดาน)

พี่ชอบตอนม้อยรวบผมตึงๆ มากกว่า
(เหลือกอีกที)

ก็รู้ ก็รู้-เขาพูด-ขอพูดมั่งไม่ได้หรือไง
(หยุดเหลือกตา แต่หันมาเล็มข้าวแกงกะหรี่ต่อไป)

นี่พระอาจารย์มั่นนะ
(ทำไมต้องเป็นพระอาจารย์มั่นล่ะ?-ถามดูเพราะคิดว่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์)

ก้อพระอาจารย์มั่น วัดป่าสุทธาวาส ไม่รู้จักหรอ-เขาเหลือกตามั่ง
(ยิ้ม ส่ายหัวแ่ด่กๆ)

โธ่เอ๊ย
(หัวล้านได้หวีสิ)

ไอ้ไก่ได้พลอยเอ๊ย!
(ด่าอีกจนได้)
(ความจริง ไก่ได้พลอย-หัวล้านได้หวี มันก็เหมือนกันแหละ แต่ต้องขอแย้งไว้ก่อน ไม่งั้นผิดคอนเซ็ปท์)

บันทึก
-เป็นการพบกันที่จัดว่าน่ายินดีพอใช้
-เพราะไม่ได้ทะเลาะกันถึงขั้นขึ้นเสียง ทุบโต๊ะ หรือขว้างปาข้าวของ
-ถ้าคุยกันได้ประมาณนี้ตลอดก็คงดี จะได้ไม่ต้องโกรธกันให้เหนื่อย
-ไม่น่ากินแกงกระหรี่เลย ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับข้าวราดแกงกะหรี่เลวร้ายเปล่าๆ
-แถวออฟฟิศไม่มีที่นั่งคุยเฉยๆ โดยไม่ต้องดมควันบุหรี่เลยนี่หว่า
-รู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในน้อยคนที่หวังดีโดยแท้จริง และวางใจได้ (แม้ไม่อาจวางใจ ว่าเขาไม่นอกใจ)
-ทำไมจมูกชั้นถึงดีจัง นี่มันยังชินกับกลิ่นโอเดอทอยเล็ตนั่นอยู่เลย
-หรือฉีดน้ำหอมของตัวเองมาไม่มากพอฟะ?
-ทำไมเค้าไม่ถามชั้นมั่งว่าชั้นเป็นไง สบายดีหรอ แฟนใหม่ชั้นเป็นยังไง ดูแลชั้นดีไหม (อยากตอบๆๆๆๆ)
-แล้วทำไมถ้าชั้นไม่ถามเรื่องเค้า เค้าต้องหาว่าชั้นไ่ม่สนใจเค้าทุกที???


วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คิดถึง


มองจากไหน
ให้เดา

อาทิตย์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

..หลายปีผ่านไป แต่ยังคิดถึงเสมอนะ

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

โดยบังเอิญ


เต็มไปด้วยรูปสวยๆ และโปสการ์ดแนวของน้าเอง

วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๑
ค้นรูปในเครื่องที่ทำงาน ดั๊นนนน ไปเจอรูปพวกนี้
ถ่ายตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๘ โน่น
ตอนนั้นน้าเค้าไปเปิดร้านอยู่ที่จตุจักร โซนใกล้ๆ ปากทางลงสถานีรถใต้ดิน จุดที่อยู่ตรงข้ามตลาด อตก. พอดี

ป้าอ้อยกะน้องม้อยพากันไปเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ
และสร้างความหรรษา
ประสาเพื่อน+น้องที่ดี

น้าเค้ายังผอม+หนุ่มใช่ไหมล่ะ?

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551

almost exactly

จากฟอร์เวิร์ดอีเมล์ที่ได้รับจากน้องที่เคยไปเที่ยวด้วยกัน อ่านเล่นๆ แล้วสะดุดใจ

เพราะมันช่างใกล้เคียงความจริง ทั้งการอ่านใจผู้อื่น และใจตัวเอง

จึงขอนำมาบันทึกไว้ ให้อ่านกันขำขำ ณ ที่นี้

เพื่อนๆ ดิฉันช่วยอ่านถี ว่าที่เขาอ่านใจดิฉันมานั้น ..ใช่ไหม?

คนเกิดปีระกา 

จิตใจเอื้ออารี (ประมาณนั้น)

หาญกล้า มีลูกบ้าในตัว (ใช่)

ตรงต่อเวลา (ไม่จริ๊งงงงงงงงงง)

ใจคิดอะไร ปากว่าอย่างนั้น (จริงหรอ?)

อ?รลาอยเลื้อยประลงจน    คมขำงามแ)วกมาดเท่ตลอดปี (หึ)

เป็นลูกคุณนาย นามสกุลประณีต หยิ่งทระนง ไม่แคร์ใคร

แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น (ใช่)

ควบคุมผู้อื่นได้อย่างแนบเนียน (ไม่เห็นด้วย)

ไม่รอมชอม ผิดก็ว่าผิด (ไม่มีความเห็น)

อยากเป็นคนเด่นดังในสังคม (มีส่วน)

รักอิสระ แต่มีกฎระเบียบสูง (เห็นจะใช่)

ดื้อดึง ก้าวร้าวเงียบๆ แต่มองโลกในแง่ดี และก็มีอารมณ์เพ้อฝันไม่น้อยเลยนะ (ไม่เงียบ และไม่น้อย)

สนุกกับการโต้เถียงปะทะคารม (ใช่ โดยไม่สนด้วยว่าอีกฝ่ายชอบด้วยไหม)

ช่างสังเกต ช่างจับผิด (จริงแท้ที่สุด)

มีน้ำใจ ไม่ทิ้งเพื่อน (ไม่รู้ อาจจะจริง)

เจ้าชู้ (แม่น)

รักคนง่าย (ถูก)

ใจซื่อ มือสะอาด (อาจจะใช่)

หงุดหงิดง่าย แต่ก็ควบคุมอารมณ์ได้ (ไม่จริงอะ)

เป็นนักต่อสู้ รู้จักคิด และมองการณ์ไกล (อาจจะไกลไปหน่อย)

เชื่อถือได้เสมอ (หรอ?)

มีความสามารถในทางศิลปะ (เป็นไปได้)

รักสวยรักงาม (ถูก)

ชมได้ แต่อย่ามาติกันนะ (หึ)

ช่างคิด ช่างสะเทือนใจ (ใช่เลย)

หวังให้แฟนเป็นดั่งใจทุกอย่าง (Absoluto!)

บางครั้งก็ดูเรื่องมากกว่าเพื่อนๆ

 (หลายครั้งเลยแหละ)

 

คนเกิดปีเถาะ 

ปัญญาดี มีไหวพริบ (ไม่แน่ใจ)

เป็นนักเจรจา คารมเป็นเลิศ (ปากจัดมากกว่า)

ใจดี ใจกว้าง ใจละเมอ (สองใจแรก ไม่ค่อยแน่ใจ)

หวาดหวั่นขวัญเสียง่าย (ใช่เลย)

เสน่ห์แรง เพื่อนฝูงติดหนึบ (ไม่จริง เพื่อนกลัวมากๆ)

เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนๆได้ (ไม่นะ ไม่ค่อย)

แต่ก็ชอบชีวิตสงบๆเงียบๆ (ถูกต้องที่สุด)

มีคุณธรรมสูง (สูงจริง)

อ่อนโยน แต่ก็เจ้าอารมณ์ไม่เบา (เจ้าอารมณ์อย่างหนัก)

รสนิยมดี ชอบความเก๋ไก๋ (จะว่าอย่างนั้นก็ได้)

ดูเหมือนหัวอ่อนว่าง่าย แต่ดื้อเงียบ (หัวอ่อนตอนไหนวะ?)

ไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก (รู้ได้ไงเนี่ย?)

มีอารมณ์ติสต์ อ่อนไหวสูง (เหอ เหอ)

ปฏิเสธการต่อสู้ การเสี่ยงทุกรูปแบบ (ไม่ชอบเสี่ยง แต่ชอบเอาชนะในบางกรณี)

รักสวยรักงามตลอด (ไม่หรอก)

ชอบการคลอเคล้าพะเน้าพะนอ (ใช่)

รักแรง เกลียดแรง (แต่แย่ตรงที่มักจะลืมว่ารัก และมักจะลืมว่าเกลียด)

เกลียดความก้าวร้าว รุนแรง (แต่ชอบเป็นเสียเอง)

ยากที่ใครจะอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่ง (ยังไม่ค่อยรู้ใจตัวเองเลยนี่)

ไม่ชอบกฎระเบียบ (อือ บ้านเรือนที่อยู่นี่เยินมาก)

เป็นกระต่ายน้อยผู้เสียสละ (ชั้นไม่ใช่พระเวสสันดรนะยะ)

ช่างสังเกตเป็นที่สุด (แม่น)

บ่อยครั้งที่จุกจิกจู้จี้เกินเหตุ (..เอิ่ม)

มีความห่วงใยเอื้ออาทร (ประมาณนั้น)

เป็นนักจับผิดตัวยง (ฮิฮิ)

ยากที่จะคิดไม่ซื่อหรือเอาเปรียบใคร (รักความยุติธรรม)

รักอาชีพการงานของตน (ถูกเลย)

โอ้อวดตนได้อย่างแนบเนียน ()

เข้าใจและยอมรับข้อด้อยของคนอื่นได้ (ใช่นะ)

มักภาคภูมิใจในตนเอง (อือ ใช่)

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ก็รัก แต่มันทนไม่ได้หนิ [รำพึง-รำพัน]

 

ง่วงมาก หัวหน้าก็ไม่อยู่

คิดถึงหัวหน้า ไม่มีแรงทำงาน

ขอบ่นหน่อยนะ

 

ใครดูบอลยูโรรอบแรกกลุ่มดี คู่สเปน-รัสเซีย เมื่อคืน (อังคาร ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑) บ้าง

ดิฉันดูไปครึ่งเดียว เพราะเห็น 2-0 ก็วางใจ เห็นหน้าตาสไตล์เด็กยุโรปรั้นๆ กระหล่อๆ ขายาวๆ กล้ามสวยๆ ของตอร์เรสแล้วก็อิ่มใจ กอปรกับง่วงสุดๆ หมดสิ้นเรี่ยวแรงจากการเรียนภาษาญี่ปุ่น Y2 วันแรก (ตระหนกสุดๆ-แต่ชิดะเซนเซ (32) น่ารักมากกกกก คลายความประสาทไปได้เยอะ...ค่อยยังชั่วหน่อยนะ)

 

นั่นแหละ หมดแรงขนาดนี้ แถมยังไม่มีการสนทนากับชายผู้ลึกลับมารบกวน กาแฟแก้วเดียวของวันก็กินไปเมื่อ ๑๔ ชั่วโมงก่อน ก็ควรจะนอนหลับสนิทสินะ

 

ฝนพรำๆ อากาศหอมๆ กำลังสบายเลย เกือบหลับได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วเชียว

 

ทว่า...เวลาเที่ยงคืนครึ่ง อินโทรเพลง a moment to myself ก็ดังขึ้น ..สายเข้าง่ะ

ก็ดูว่าใครโทรมา

 

เชี่ยท! จะโทรมาทำไมเนี่ย เวลาอย่างเนี้ยนะ

ชาวบ้านจะหลับจะนอนไม่รู้หรอ หรือก็รู้ แต่แค่จะกวน

ก็ไม่รับสาย ใช้แนวทางเดิมคือ กด mute แล้วรอจนเขาขาดใจไปเอง

 

นั่นก็ทำให้นอนสะดุ้งฝันบ้าๆ บอๆ จนเช้า

และวันนี้ก็มีชีวิตอยู่อย่างเบลอๆ อีกตามเคย... เซ็งเนอะ

 

เช้าวันนี้มีภารกิจต้องไปซื้อยาประสะน้ำนม-ก็ยาที่กินแล้วน้ำนมไหลกระฉูดนั่นแหละ ให้พี่ที่รักกัน เพราะว่าร้านขายยาปากซอยอ่อนนุชมีขาย ก็เลยต้องทนนั่งรถติดๆ ไปทางปากซอยอ่อนนุช (เพื่อจะพบว่ายาหมด ต้องมาดูใหม่อาทิตย์หน้า)

 

แต่ก็ดี ได้จิบเบียร์ไประหว่างรถติด หูยังฟังพี่น้องสินเจริญไปด้วยอีกตะหาก (คลื่น ๑๐๓.๕ เคยฟังกันมั่งไหม? ขำดีนะ)

 

ทุกๆ วันหลัง ๙ โมงเช้า สินเจริญเค้าจะชวนให้คนโฟนอินเข้ามาคุยกันในหัวข้อต่างๆ นานา วันนี้ขำดี เขาเปิดประเด็นทำนองว่า เรื่องอะไรของแฟนที่ทำให้ ทนไม่ได้อยากบ่นหรือว่าอยากเม้าท์ ไม่ต้องเกรงใจใคร โทรเข้าไปเลย

ดิฉันฟังอย่างเดียว ไม่ได้โทรไปกะเขา ก็ตอนนี้ไม่มีแฟนนี่โว้ย

 

ก็ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ๓ สาย

 

สายแรก (ช) บอกว่าทนไม่ได้เรื่องที่ชีขี้บ่นมาก

เขาบอกรักก็รักนั่นแหละ แต่ชีบ่นจังเล้ยยยยย บ่นจนเบลอ

สินเจริญก็ถามว่า บ่นเรื่องไรละ

คำตอบคือ เรื่องชอบเที่ยว เรื่องทำงานบ้านไม่เรียบร้อย (เนื่องจากบ้านนี้ฝ่ายหญิงออกไปทำงานข้างนอก ฝ่ายชายเป็นฟรีแลนซ์ สถิตย์อยู่บ้าน เลยต้องรับหน้าที่ช่วยงานบ้านให้กับฝ่ายที่เหนื่อยกว่า)

เคสนี้ดิฉันเห็นใจฝ่ายหญิงว่ะ

 

สายทีสอง (ญ) บอกว่าทนไม่ได้เรื่องแฟนผายลมเสียงดังมากกก

คนนี้เล่าว่าตัวเองเป็นคนช่างพูด ได้แฟนพูดน้อยกว่าก็ดีใจ พาเข้าบ้านอย่างภาคภูมิ ...ที่ไหนได้ พอเขาคนนั้นเข้าห้องน้ำ ก็เกิดการผายลมด้วยเสียงดังสนั่นลั่นออกมา ทำให้ชีคนนี้เกิดความอับอายแก่ญาิติพี่น้องเป็นที่ยิ่ง และนับจากนั้นจึงได้ทราบว่า แฟนหนุ่มผู้แสนดี มีข้อเสียคือผายลมดัง และจะผายทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำที่บ้าน บ้านเพื่อน หรือในห้าง

เรื่องนี้ชีอ๊าย-อาย บอกว่าจะเตือนให้ผายเบาๆ หน่อยก็ไม่กล้า

ขำดีที่สินเจริญแซวว่าแฟนหนุ่มของชีอาจจะระบายความเก็บกดที่พูดไม่ทันออกมาทางการผายลม-ฮ่าฮ่า

 

สายที่สาม (ช) บอกว่าทนไม่ได้เรื่องแฟนอ้วนเป็นช้างน้ำ

คู่นี้คบกัน ๗ ปี จากน้ำหนักตัวแค่ ๔๓-๔๔ เดี๋ยวนี้แฟนสาวกลายเป็นธิดาช้างไซส์ ๗๐ กว่าโล

สินเจริญตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตาคนนี้บอกว่าไม่มีอะไรหรอก ชีแค่กินข้าววันละ ๕ มื้อเท่านั้นเอง บอกให้ลดก็ไม่ลด

สินเจริญคงสงสัยว่า แล้วฝ่ายชายน้ำหนักตัวเป็นไงหรอ

ตานี่บอกตัวเองก็อ้วนขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนช้างคู่ว่างั้น

 

..คนฟังฟังไปก็ขำ แต่ก็อดนึกไม่ได้ หน็อยยยย ไอ้อ้วนเอ๊ย อ้วนขึ้นเหมือนกันอย่างนี้ยังมีหน้าจะมาทิ้งเค้าอีก

(นึกแล้วยังขำ)

 

มันก็แปลกดีนะคนเรา

แรกๆ จีบกันใหม่ๆ อีกฝ่ายเป็นไงก็ทนได้

ก็มันรักความเป็นตัวเค้าอ่ะ

นานๆ ไปกลายเป็นเรื่องไม่อยากทนไปซะงั้น

 

 

 
หมายเหตุ: ขอคำแนะนำหน่อยสิ

จะทำยังไงดีกับสายที่ชอบโทรมาตอนดึกๆๆๆๆ

ถ้าไม่อยากปิดมือถือ แต่ก็ห้ามไม่ให้เค้าโทรมาไม่ได้

ทำไงเราถึงจะ รู้ ว่าเขาโทรมา โดยไม่ยี่หระ ไม่หวั่นไหว สะดุ้งสะเทือน แบบว่า..โทรมาแล้วไง ชั้นก็แค่ไม่รับสาย-จบ??

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๓ : คำสารภาพของคนใจร้าย


เรื่องราวของน้องชายในมัลติพลายสินะ ที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
ที่จริงเหมือนมันถูกซ่อนลึกในลิ้นชัก นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางสิ่งของและเรื่องราวที่ทิ้งไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากจำ

ใช่ เราเองก็เคยทำเรื่องแบบนี้มาเหมือนกัน
..ทิ้งผู้ชายไง

ต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย ไปถึงตอนมีแฟนคนแรก
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน  จนกระทั่งเรียนจะจบอยู่แล้ว ได้ไปฝึกงานที่หนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่ง แล้วได้เจอเขา
เขาเป็นช่างภาพกีฬา เจ้าของบุคลิกแบดบอย
..ใช่ เราแพ้ทางแบดบอย

จำได้ว่าคุยกันครั้งแรกตอนเขาชวนกลับโรงพิมพ์ ด้วยมอเตอร์ไซค์ซิ่งคันนั้น
จากสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น  แถวๆ โบสถ์แม่พระรถติดมาก  แต่มอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมคันนั้นมันพาเราผ่านช่องแคบๆ ระหว่างแถวรถที่จอดติดยาวเหยียดไปได้
อย่างมั่นใจ และมั่นคง (อย่างนี้คนขี่มันต้องมีฝีมือพอตัวสินะ)
ฟิ้วววววววววววว
...ใช่ แล้วเราก็แพ้ทางผู้ชายมั่นใจในตัวเองอีกตามเคย

พอเค้ามาชวนเป็นแฟน ก็เลยยอมเอาง่ายๆ
ไม่เคยมีแฟนมาก่อน
ก็อยากรู้น่ะสิ ว่ามีแฟนแล้วมันจะเป็นยังไง

แต่ดูเหมือนตอนนั้นเราสองคนจะต่างคนต่าง 'เด็ก' เกินไปที่จะคบกันเป็นแฟน
แล้วก็อาจจะเร็วเกินไปด้วย กับการตอบตกลงเป็นแฟน
โดยที่ยังไม่ได้เรียนรู้นิสัยกันเสียก่อน

เพราะถึงแม้่ว่าเราจะหลงบุคลิกแบดบอย ปลื้มคนมั่นใจในตัวเอง
แต่ว่า นิสัยมันก็อีกเรื่องนึง
ตามใจผู้หญิงมันก็ดี แต่ผู้ชายควรจะมีความเป็นตัวของตัวเองด้วย
แล้วก็ควรจะบอกได้ ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร
ไม่ใช่อะไรๆ ก็ตามใจแฟนหมด
...ชักจะว่าเขามากไปแล้วนะ นี่ไม่ใช่บล็อกด่าแฟนเก่าสักหน่อย
มันคือการสารภาพบาปส่่วนตัวตะหาก

กรรมเริ่มสนองตอนไหนหรอ?
คงจะเป็นตอนที่งานพาเราให้ไปเยือนบ้านไร่แห่งนั้น
..ได้เจอเขา

ยังจำได้แม่น ว่าเขาเป็นผู้ชายที่เจอครั้งแรกแล้วเรานึกถึงบั้นปลายชีวิตด้วยกัน
'ผู้ชายคนนี้เป็นของเรา เราต้องดูแลเขาไปจนตาย'
ทำไมถึงคิดอย่างนี้ก็ไม่รู้ แต่ก็คิด คิดเป็นตุเป็นตะเสียด้วย

จิตใจวุ่นวาย มากมายกว่าความวุ่นวายครั้งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมาี้
บ้าจนเขียนจดหมายไปหาเขาก่อน เขาก็บ้าเขียนตอบมา
เราคุยกัน ผ่านจดหมาย
แ้ล้วก็เริ่มโทรคุยกัน
เขา..ทำให้เรารู้ ว่าไอ้ 'คิดถึงทุกลมหายใจเข้า-ออก' น่ะ มันเป็นอย่างนี้เอง
โอเค ตอนนั้นกำลังเลิกกับแฟนคนแรก แต่มันก็เลิกไม่ขาดหรอก
(คนเรามันเลิกกันยากนะ คุณก็รู้)

มันมาขาดหลังจากเดทแรกของเรากับผู้ชายคนที่สองนี่แหละ

ทิ้งเขาอย่างโหดร้าย
ยังจำได้
ด้วยเหตุผลที่ฟังดูงี่เง่า แต่มันคือความจริง
'เลิกกันเถอะ เราไปด้วยกันไม่ได้หรอก'

น้ำตาผู้ชายเป็นยังไง ได้เห็นกันคราวนี้

....แต่ก็อย่างที่รู้ กรรมมีจริง
ผู้ชายคนที่สอง ทำให้เรารักเขาแรงขนาดไหน
ก็ทำให้เราเจ็บปวดใจได้ในขนาดเดียวกัน

เขาไม่พร้อมจะผูกมัด แค่อ่อนไหวไปกับชีวิตชีวาของความรักจากเด็กสาวคนหนึ่ง
...นึกแล้วยังทำให้น้ำตาซึมจนกระทั่งบัดนี้

ไม่ได้โกรธโทษเขา แต่เข้าใจดี
(ความผูกพันซื้อความรักไม่ได้-จริง จริง)

เจ็บปวดมากที่สุด
นอนฝันร้าย ซึม น้ำตาหยดง่ายๆ กับเพลงอกหักงี่เง่า
และเข้าใจว่า โดนทิ้งอย่างโหดร้าย มันเจ็บปวดอย่างนี้เอง
กรรมสนองแล้ว

๓ ปี กับคนแรก และ ๖ ปี กับคนที่สอง
๙ ปี ในชีวิตตอนนั้น มันคิดเป็นเวลากี่เปอร์เซ็นต์นะ
แต่ยังไม่พอ ต้องมาเจอผู้ชายคนที่สาม เพื่อจะเจ็บอีกครั้ง
แม้จะเป็นรูปแบบที่แปลกไป

อะไรกัน
ใจร้ายกับผู้ชายแค่คนเดียว
จะทำให้อาภัพรักไปจนตายเลยหรือไง?




วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ความผูกพันซื้อความรักไม่ได้


โทรคุยกันวันนี้
เพราะฉันมีธุระจะบอกกล่าว
แต่เขาพยายามจะถามฉันว่า "เป็นยังไงบ้าง?" "โอเคไหม?" และ "มีใครหรือยัง?"
หลายคำถาม คำถามละหลายครั้ง
รีบร้อนเริ่มหัวข้อสนทนาราวกับกลัวฉันจะชิงวางสายเหมือนคราวก่อน

คุณจะจัดว่าฉันเป็นอดีตคน(ไม่)รู้ใจที่แย่ไหม ถ้าในใจฉันนึกทุกครั้งที่ได้ยินคำถามแสดงความอาทรเหล่านั้น ว่า
"จะอยากรู้ไปทำไม?"
แต่ดันนึกดังไปหน่อย คือดังไปถึงปลายสายโน่นเลย

"พี่ห่วงน้อง น้องก็ห่วงพี่ พี่รู้" ฟังแล้วในใจฉันนึกค้านอย่างแรง ว่า 'ไม่ได้ห่วงสักหน่อย' แต่คราวนี้ได้เรียนรู้แล้ว ที่จะไม่พูดออกไป รวมทั้งไม่ตอบด้วย ว่ามีใครใหม่หรือยัง
...ก็เขาจำเป็นต้องรู้หรือ?

"ยังไงเราก็ผูกพันกัน พี่รู้ว่าน้องห่วง" เขาสรุป

ความผูกพัน=ความเป็นห่วง?

สมการข้อนี้ทำฉันเบลอ
ใช่ เราเคยผูกพันกัน ตอนนี้ก็คงยังผูกพันอยู่ ไม่งั้นคงไม่ต้องโทรไปบอกเรื่องธุระที่มันยังทำให้เราเกี่ยวพันกัน

แต่ว่า ในเวลาที่เรายังผูกพันกับใครสักคน
เราจะ 'ไม่แคร์เขาแล้ว' ไปพร้อมกันได้ไหม

ไม่ได้บอกเขา (เพราะมันคงจะทรามเกินไป ผู้หญิงหน้าตาสวยอย่างฉันควรแสดงความทรามเพียงพอประมาณ มากไปจะหมดสวย) ว่า

"ทุกวันนี้ม้อยไม่ได้แคร์พี่แล้ว"

ถ้าบังเอิญรู้ว่าสึนามิพัดเขาไป หรือแผ่นดินไหวกลืนเขาหายลับ
ฉันคงไม่ฟูมฟายเหมือนวันที่เขาหายเงียบไปจากชีวิต ปล่อยให้ฉันคิดเองอยู่คนเดียวว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน
...และกับใคร
ก็คงจะเศร้า ไว้อาลัยให้กับช่วงเวลาดีๆ และไม่ดี ที่เราเคยมีด้วยกัน
แล้วก็คงจะเจริญมรณานุสติต่อไป

ไม่เข้่าใจเขา ไม่เข้าใจผู้ชาย
นี่มันอะไร
แค่ถามประสาคนเคยผูกพัน
หรือเขากำลังบอกอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ

หรือมันก็แค่สัญชาตญาณ 'หมาหวงก้าง' ประสาผู้ชาย

สับสน แต่ไม่หวั่นไหว
เพราะเชื่อเหมือนเพลงเพลงนั้น
ว่า
ความผูกพันมันซื้อความรักไม่ได้





วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๒: สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ใจที่ไม่เหมือนเดิม


วันนี้เมื่อปีที่แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่นะ?

แปลกดีที่โอชโช่ดันนึกถึงเรื่องที่นึกออกยากอย่างนี้ระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอยุธยา โดยเฉพาะในตอนที่เธอและเพื่อนร่วมทางกำลังงงกับแผนที่ และเริ่มรู้ตัวว่าหลงทางแล้วแบบนี้

 

อาจเป็นเพราะการขึ้นนั่งบนอานจักรยาน แล้วออกแรงถีบมันไปข้างหน้า ไปในที่ที่เธออยากจะไป ด้วยแรงกำลังของเธอเอง ด้วยการบังคับทิศทางของเธอเอง ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความอิสระเสรีที่ทำหายไปพักใหญ่

 

โอชโช่กำลังรู้สึกว่าชีวิตกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง หลังจากช่วงเวลาอันยาวนานก่อนหน้านี้ รวมถึงวันนี้เมื่อปีก่อน ซึ่งชีวิตของเธอตกอยู่ใต้เงาทะมึนของความคลุมเครือที่ทำให้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง.. เพราะใครบางคน

 

และใครคนนั้นดันโทรมาตอนที่เธอกำลังนึกถึงชีวิตหม่นเศร้าในวันเก่าพอดี

 

สงสัยจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจริงๆโอชโช่ไม่รับสาย แต่เลือกกด mute แล้วก็ออกรถ ขี่ตามเพื่อนร่วมทางของเธอต่อไป

 

การไม่รับสาย คือตัวเลือกของเธอตลอดหลายเดือนมานี้ หลังจากที่ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เธอและเขาคนนั้นไม่มีวันคุยกันรู้เรื่อง ไม่มีคำว่า อีกต่อไปเป็นสร้อยห้อยท้าย เพราะที่จริงแล้ว เธอและเขาไม่เคยคุยกันรู้เรื่องมาก่อนด้วยซ้ำ

 

แต่ดันฝืนสังขารคบกันได้เป็นปี

 

โอชโช่ปล่อยให้สายนั้นกลายเป็น miss called โดยไม่รีบร้อนจะโทรกลับ แต่เธอก็โทรกลับในอีกชั่วโมงต่อมา

 

ไง?

เออ... พี่จะถามว่าวันนี้อยู่บ้านหรือเปล่า จะเอา..... กับ.......แล้วก็.............ไปให้อืมม์ เขาขึ้นมากรุงเทพฯ นี่เอง เราโชคดีจังโอชโช่แอบนึกในใจ

อ๋อ วันนี้ไม่อยู่บ้านเธอไม่ให้รายละเอียด

อ้าว หรอ อืมม์... งั้นไม่เป็นไร พี่อยู่ถึงวันที่ ๘ ไว้พี่แวะเอาไปให้ที่ออฟฟิศน้องแล้วกัน อาทิตย์หน้าไม่ออกไปไหนใช่ไหม?

ยังไม่แน่ใจโอชโช่ไม่ให้ความหวัง

โอเค แล้วพี่จะโทรไปนะ

โอชโช่วางสาย

 

ดีจัง แค่นาทีเดียว เธอนึก

 

แต่โทรศัพท์จากคนคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ระหว่างที่เธอกำลังรอกินก๋วยเตี๋ยวเรือ

 

อะไรหรอ?

เออนี่ ไปเดินสวนฯ กันไหม?”

บอกแล้วว่าไม่ได้อยู่บ้าน

ก็เผื่ออยู่ข้างนอกแล้วจะแวะมาเจอกัน

.....(ถอนหายใจเสียงดัง)...ตอนนี้อยู่อยุธยา

.....อยุธยาหรอ ไปทำงานหรอ?”

...(ถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนร่วมทางหันมามองหน้าเธอเต็มๆ)...ทำหลายอย่าง

โอเคๆ ไม่มาก็ไม่มา ดุจริงเว้ย เขาพูดขำๆ แต่ไม่คิดจะต่อปากต่อคำอีกต่อไป

แค่นี้นะ กินข้าวอยู่

อืมม์..

 

โอชโช่วางสายโดยที่ก๋วยเตี๋ยวยังไม่มา จากนั้นเธอก็สรุปเรื่องคร่าวๆ ให้เพื่อนร่วมทางฟัง แทนที่จะโดนด่าที่ถอนหายใจดังไปถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นต้องฟังเพื่อนด่าคนโทรมาหาระหว่างรอกินก๋วยเตี๋ยวแทน

 

หลายวันผ่านไป ไม่มีการติดต่อจากเขาอีก แต่โอชโช่ก็ไม่ได้ติดใจจะทวงถาม เพราะเธอได้พิสูจน์ไปนานแล้วว่า

 

กาลเวลา... แม้จะทำให้คนบางคนจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เคยทำให้นิสัยของอีกคนเปลี่ยนได้เลย

 

 

ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

มองข้างซ้ายเหมือนจินตหรา... มองข้างขวาเหมือนมะหมี่ เสียงแซวเปิ่นๆ ของหมอทำให้คนไข้ที่กำลังตะแคงหน้าซ้ายขวาให้หมอตรวจจับสิวปล่อยก๊ากออกมา 

หมอคะ... เฉิ่มค่ะ

นี่สิวไม่มีแล้วสวยนะเนี่ยหมอบู๋หยอดมา เผื่อคนไข้จะชมกลับว่าหมอเก่ง

สิวหายแล้วก็ไม่ต้องมาหาหมอแล้วสินะ เจอไม้นี้หมอเลยค้อนกลับมาวงใหญ่

ก็ตามใจคุณโอชโช่เถอะ

เออ วันนี้ว่าจะเอาหนังสือที่ทำมาให้หมออ่านแล้วเชียว รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนหมอจะงอนจริง พอดีลืม หมอยิ้มแล้ว ว่าแต่หมอจะมีเวลาอ่านไหมน๊า?

โอ๊ย ผมยังมีเวลาหนีไปดูคอนเสิร์ตเลย เออ เสาร์หน้าไม่อยู่นะ จะไปดูคอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตอะไรหว่า โอชโช่นึกไม่ออก จะมีวงร็อครุ่นเก๋ามาเวิลด์ทัวร์อีกหรือไงนะ  

เทศกาลเพลงสกาที่หัวหินไง

ฮ๊า!....ทีโบน!”

อือ นั่นแหละ อิจฉาไหมล่ะ?หมอแกล้ง

อาทิตย์หน้าหรอ อืม... ไปเชียงใหม่ อาทิตย์ต่อไป...ก็กระบี่

..........

อาทิตย์ที่แล้ว ไปอยุธยา

โอ๊ยๆๆๆ พอแล้วๆ อิจฉาแล้ว หมอร้อง

“.........” โอชโช่ไม่ว่าอะไร แค่ยักไหล่อย่างเก๋ไก๋หนึ่งที



หมายเหตุ

อ่านตอนที่ ๑๑ ได้ที่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/94

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เปิดจดหมายเก่า: โปสการ์ดจาก IGLOO





คุณม้อยครับ

ผมชื่อ IGLOO เป็นสุนัขพันธุ์ GOLDEN RETRIEVER อายุ 4 1/2 เดือน
พ่อผมเป็น CANADIAN แม่ผม AMERICAN
ผมมาเป็นสมาชิกครอบครัว P&R
วันนึงคุณม้อยคงได้กอด ลูบขนที่สวยงามของผมนะครับ
และผมก็จะแอบมองเจ้านายผมกอดคุณม้อยด้วยครับ

ยินดีที่แนะนำตัวกับคุณม้อย

IGLOO THE GOLDEN


หมายเหตุ: ที่ซองประทับตราวันที่ 25.08.41

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551

เปิดจดหมายเก่า: โปสการ์ดใบใหม่จากสวนผึ้ง




20 เมย. 51

เทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว ช่วง 7 วันไม่โผล่ไปไหนเลย อยู่บ้านนั่งอุ่นๆ ดีกว่า ผู้คนมาเที่ยวสวนผึ้งกันเต็มไปหมด สาเหตุคงเพราะใกล้กทม. และมีพื้นที่ป่าพอดูได้ และประหยัดพลังงานที่ต้องใช้จ่าย แล้วเธอไปไหนมั่ง เดือนหน้าก็จะไปทำงานแถบภาคเหนือ บนดอย แถว อ.เชียงดาว เคยไป survey มาครั้งหนึ่ง อากาศเย็นสบายดีจริงๆ พอลงมาบ้านอากาศก็อุ่นๆ แต่ช่วงสงกรานต์ก็พอจะมีฝนมาเยี่ยมบ้าง แต่แค่หนเดียวก็ไม่มาอีกเลย หวังว่างมีความสุขกับตนเองนะ พี่ก็มีความสุขกับการงานไปตามประสา แต่ก็นานๆ ครั้งจะได้ออกไปทำงานต่างจังหวัดไกลๆ

คิดถึงจ้ะ
Pom 70180


โปสการ์ดบางใบ ข้อความกินใจมาอยู่ที่คำลงท้ายนี่แหละ

ป.ล. รูปใบนี้ถ่ายเองหรือเปล่านะ? ข้างหลังมันมีคำว่า Canon กับ DIRECT PRINT?

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2551

เปิดจดหมายเก่า: จดหมายจากเกาะไหง


 

-อังคาร  27 กุมภาพันธ์ 2539-

 

ม้อย ที่คิดถึงมาก สวัสดีจ้ะ นี่คงใกล้สอบปลายภาคแล้ว

 

เมื่อตรุษจีนที่ผ่านมาเราได้ผ่านไปที่เก่าที่หนึ่ง.. ท่าเรือกระบี่, Grand Hotel, ที่หนึ่งซึ่งเรา ฉัน, เธอ, กรณ์, พี่โพด เคยมีความทรงจำดี-ดี ต่อกัน ฉันเคยบอกนังปกรณ์ว่า เรื่องของฉันคงต้องปล่อยให้เป็นไป จนวันนี้ ในที่สุด ฉันก็เลือกจะทำร้ายคนอื่นและตัวเองไปพร้อมกัน แปลกนะ มาวันนี้ ฉันได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง คิดว่าก่อนใครๆ ใน 4 คน แล้วคราวนี้ ฉันก็ได้ข้ามไปเกาะไหง จากที่เคยไปลันตามาแล้ว คล้ายกันมากแต่ที่พักที่เกาะไหงแพงกว่า ปะการังเค้าว่าสวยมากแต่ฉันว่าที่ไหนๆ หากได้ชื่อว่าปะการังธรรมชาติ มันก็สวยมากทั้งนั้นเลยล่ะ แต่ม้อยกับกรณ์ไม่ต้องอิจฉาที่ฉันได้เที่ยวหรอกนะ เพราะถ้าเลือกได้ตอนนี้ ฉันอยากนั่งอ่านหนังสือสอบอยู่อย่างเพื่อนๆ มากกว่า อนาคตเราคือผู้กำหนดจริงๆ คิดถึงพวกแกว่ะ

 

ป.ล. ถ้าไปเกาะไหงกัน อย่าลืมเที่ยวถ้ำมรกตนะ แล้วก็ไข่เจียวเค้าขึ้นชื่อที่สุด แล้วก็แพนเค้กของลันตาอร่อยกว่ามาก มุมถ่ายรูปพอใช้ได้ ไม่ใช่ปรากฏว่าพวกเอ็งไปกันมาแล้วล่ะ (กร่อยเลยตู)

 

คิดถึงเสมอจ้ะ

 

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ย้อนหลัง ขอให้ดอกไม้แห่งรักเบ่งบานในใจเธอตลอดไป...



.....จดหมายจากนกอ้วน ตอนนั้นคงจะเป็นช่วงโค้งหักศอกของชีวิตนกพอดี เนื่องจากสมองส่วนความจำห่วย ดิฉันจำลำดับเหตุการณ์ไม่แม่นเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับนกบ้าง พี่โพดก็ไปบวชเป็นหลวงพี่โพดเมษาฯ ปีนี้ครบปีที่ ๕ แล้ว ไปถามอะไรคงไม่เหมาะ เห็นทีต้องพึ่งความทรงจำป้าอ้อยกับเจ้มิทเป็นหลัก กรจำอะไรได้มั่งเดี๋ยวต้องลองถามดู

 

ตอนนี้น้องน้ำ ลูกสาวนกจะโตแค่ไหนแล้วหว่า ใครติดต่อนกได้บ้างบอกหน่อยสิ

คิดถึงนกจัง


 

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2551

เปิดจดหมายเก่า: โปสการ์ดจากชาวเกาะ



ขอเกริ่นกันก่อน..
นึกๆ อยู่พักนึงแล้ว ว่าคิดถึงจดหมายเก่าๆ จัง วันก่อนตอนคุยกะเพื่อนเรื่องความรู้สึกเก่าๆ ที่บันทึกเคยบันทึกไว้ กลับมาอ่านตอนนี้ก็ตลกดี  เพื่อนก็เลยยุส่งว่า น่าจะเอาไดอารี่เก่าๆ มาเขียนเล่าในบล็อก

คืนนี้อากาศดี เพราะฝนเพิ่งหยุด นึกครึ้มอกครึ้มใจ ว่าจะไปหาจดหมายรักเก่าๆ มาอ่านสักที
ดันไปเจอโปสการ์ดจากไอ้เพื่อนคนยุนี่แหละ

เป็นอันว่า ขอประเดิมการทบทวนความทรงจำด้วยโปสการ์ดรูปหาดสมุยจากเพื่อนชาวเกาะ ที่ดันใส่ซองปิดแสตมป์ ทิ้งลงตู้แถวๆ ไปรษณีย์ศิริราชฉบับนี้ละกัน



23/01/38

วันนี้ได้รับจดหมายพร้อมกันสองฉบับ จากเอ็งกับตั้ว พอเปิดอ่าน ข้าว่ามัันแปลกที่ว่า พออ่านจดหมายของเอ็ง ข้าก็รู้สึกเหมือนว่าเสียงที่ข้าอ่านอยู่ในใจมันเป็นเสียงของเอ็ง ไอ้นี่ยังไม่เท่าไหร่ พออ่านจดหมายของป้าตั้วนี่ซิ มันมาทั้งเสียง ทั้งสีหน้า และท่าทาง... มันทำยากจริงๆ นะเอ็ง ไม่เชื่อก็ลองทำดูซิ

เห็นเขาบอกว่าพรุ่งนี้เอ็งจะไปเชียงใหม่ จดหมายฉบับนี้เอ็งก็คงจะได้อ่านหลังจากกลับจากเชียงใหม่แล้วแน่เลย ดีนะ กลิ่นภูเขายังไม่ทันจาง เปิดซองออกมาก็เจอกับกลิ่นทะเลอีกแล้ว หวังว่าคงจะปรับตัวทัน

เขียนจดหมายฉบับนี้รู้สึกว่าไม่ต้องใช้ความพยายามเหมือนฉบับแรก มันคงเริ่มลงตัว เข้าที่เข้าทางแล้วแหละเอ็ง เสียอย่างเีดียว เริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่จะเขียนมันไร้สาระดี แต่ก็ช่างมันเหอะ เขียนเรื่องไร้สาระจะได้ไม่เครียด อ่านสนุกๆ ไปเรื่อยๆ

พอแค่นี้ก่อน

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551

คิดถึงกาแฟ [รำพึง-รำพัน]



ช่วงนี้กำลังเลิกกาแฟ

ไม่ได้แตะมาตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว วันนี้วันอาทิตย์ จึงนับว่าเป็นวันที่ ๗ แล้วที่อยู่โดยไม่ได้ดื่มกาแฟ

ที่จะเลิก ไม่ใช่เพราะหนูดีทักว่า เราไม่กินของไหม้เพราะกลัวเป็นมะเร็ง แต่ทำไมเราไม่กลัวกาแฟ ทั้งๆ ที่ี่กว่าจะกินได้ต้องนำเมล็ดไปคั่วซะก่อน (ยิ่งไหม้ ยิ่งหอมซะด้วย)

ไม่ใช่เพราะว่ากาแฟมันแพง เพราะออฟฟิศก็มีให้กินฟรี และถึงจะเป็นเนสกาแฟเรดคัพก็กินได้

ทั้งยังไม่ใช่เพราะอาการนอนไม่หลับ
กาแฟวันละแก้วสองแก้ว ไม่น่าเป็นอุปสรรคในการนอนของคนรักการนอนอย่างดิฉัน แค่คาเฟอีนที่ตกค้างในกระแสดเลือดไม่น่าเพียงพอจะทำให้ตื่นก่อนเวลาอันควรได้เท่ากับความวุ่นวายในใจ
(แต่หยุดกาแฟแล้วก็นอนได้นานขึ้นจริงๆ)

นอกจากนี้ยังไม่เคยโด๊ปกาแฟจนหัวใจเต้นแรงหวิดเป็นลม

แล้วจะเลิกทำไม?

ก็แค่คิดว่า เราชักจะ "ติด" มากไปแล้ว น่ะสิ

เช้าตื่นขึ้นมา ง่วงไม่ง่วงก็ต้องชงกาแฟ มาถึงออฟฟิศ เปิดเครื่องเรียบร้อย ก่อนเปิดไฟล์ทำงาน ก็ขอกาแฟสักแก้ว ตกบ่าย หลังอิ่มอาหาร ก็บอกตัวเองว่ากาแฟช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้น แถมยังช่วยแก้อาการหนังท้องตึง-หนังตาหย่อนได้อีก

ทำไมชีวิตชั้นต้องพึ่งพิงเครื่องดื่มสีดำที่ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความร้อน ความหอม และความขม (บางกรณียังแพงอีกตะหาก)?
ถามตัวเองเสร็จ เช้าวันจันทร์ก็เลิกชงกาแฟ หันมาซื้อน้ำเต้าหู้ใส่กระติกไปจิบแทน ร้อนเหมือนกัน หอมเหมือนกัน รสชาติก็ดีไปอีกแบบ แต่สีนี่สิ ต่างกับกาแฟ ราวเทพกับมาร

ก็ดำเนินชีวิตมาได้โดยปวดหัวเพราะขาดคาเฟอีนอยู่สักวันครึ่ง อยู่มาได้เรื่อยๆ โดยการปลอบตัวเองว่ากินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย

กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย
กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย
กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย

ไร้อาการทางกาย แต่แทนที่จะลืมๆ ไป แต่กลับคิดถึงกาแฟจัง
คิดถึงกลิ่นหอมยั่วยวน รสชาติอันแสนจะขมขื่นยิ่งกว่าบางช่วงของชีวิต
สัมผัสที่มือยามโอบรอบกาแฟแก้วโต
ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะจมูก

ไม่รู้สมองเบลอเพราะขาดคาเฟอีนหรือเปล่า
เริ่มจากแรก แค่คิดถึงสัมผัสจากกาแฟ
คิดไปคิดมา คิดไปคิดมา

ดันไปคิดถึงฉากฉากหนึ่ง

คนสองคนเพิ่งตื่นจากการนอนอันแสนสุข
นั่งอยู่เคียงข้างกันบนม้านั่งที่ดัดแปลงจากล้อเกวียนเก่า
เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้าสีเขียวระบัดเพราะได้ฝน
อากาศยามเช้าสดใส น้ำค้างยังเ้อ้อระเหย ลมพัดแผ่วเบา
จมูกยังคงจำกลิ่นเล็บมือนางที่ลมพาผ่านหน้าต่างห้องนอนเมื่อคืนนี้
บทสนทนาอ่อนหวาน
และ...รสชาติกาแฟขม เข้มข้นที่เขาชงให้
กาแฟที่ไม่อาจหารสชาติแบบเดียวกันได้อีก
อ้อมกอดที่ไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกอิ่มแบบนั้นได้อีก


เอ่อ....
แปลกดีที่แค่คิดถึงกาแฟ ก็พาลไปคิดถึงความหลัง

ถ้าใจยังถวิลหาความเคยชินเก่าๆ อย่างนี้
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตบะแตกตอนไหน

ไม่ได้แล้ว
ต้องแยกความทรงจำเกี่ยวกับกาแฟออกจากความหลัง
ไม่งั้นแย่ชีวิตคงรีไวด์กลับไปในวันที่ 'แย่' กว่าติดกาแฟงอมแงมเป็นแน่