แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องอ่านเล่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องอ่านเล่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ลูกคุณช่างทาย (๒)


ต่อฮะ มาทายนิสัยกันต่อ

๗. ปีมะเมีย
เปิดเผย ไม่เคยมีความลับ - มีหัวใจเสรี - มีมุขฮาๆ มาโชว์เสมอ - นิยมความเลิศหรู ดูโดดเด่น - สดชื่น รื่นเริงตลอดปี - จัดการเรื่องเงินเก่งมาก - ฉลาดเฉลียว เอาตัวรอดเก่า - เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจกรรมได้ดี - มีความทะเยอทะยานสูง - ชอบให้ยกยอปอปั้น - ชอบการแสดงออกสุดฤทธิ์ - มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ เหนื่อยยาก - ขี้เบื่อ สมาธิสั้นมาก - อดทนน้อย อดกลั้นไม่เก่ง - โกรธใครเป็นต้องทำหน้าหงิกทันที - รักการเดินทาง ผจญภัย - สนุกกับชีวิตมากกว่าจะเอาจริงเอาจัง - รู้จักรอมชอม ไม่ก้าวร้าว - ตามใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง - ชอบเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง - ฉุนใครเป็นต้องโต้ตอบ - ไม่ยอมให้ตัวเองทุกข์ เศร้าบ้าง - บางครั้งก็ถอดใจ ยอมแพ้ได้อย่างคาดไม่ถึง - กล้ารัก กล้าเลิก - มีมิตรสหายเป็นแสน - แต่มีคนชังเพราะปากตัวเอง - ไม่หวั่น แม้ยิ่งสูงยิ่งหนาว - หาญกล้า บ้าบิ่น

๘. ปีมะแม
มีกำลังใจเข้มแข็ง - สุภาพ สุขุม ลุ่มลึกละเมียดละไม - จริงใจสุดฤทธิ์ - ชอบบริหารสเน่ห์เป็นงานหลัก - ขี้สงสาร ขี้เหงา ขี้อาย - ตัดสินใจช้ามาก - บ่นเก่งไม่เบา - เป็นคุณนาย (หรือคุณชาย) สายเสมอ - ใจกว้าง พร้อมจะให้อภัยเสมอ - มักเสียสละเพื่อผู้อื่น - มักเป็นห่วงเป็นกังวล - ไม่ มีความดันทุรังสูง - อดทนอดกลั้น สุดอัศจรรย์ - เจ้าเล่ห์เจ้ากลแนบเนียนมาก - สนใจเรื่องเร้นลับ - ปฏิเสธความก้าวร้าวและความรุนแรง - ร้อยวันพันปีมีโมโห น้อยครั้ง - ไม่ชอบการแข่งขันทุกรูปแบบ - ปลอบโยนเก่ง ให้คำแนะนำได้ซึ้งมาก - โรแมนติกสุดหัวใจ - บุคลิกอ่อนโยน แต่ใจเด็ดมาก - ยอมเหนื่อยทางตรงมากกว่าสนทางลัด - เน้นหลักช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม - รู้จักปรับตัวในทุกสถานการณ์ - ไม่ขี้เหนียว แต่ก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย - แคร์คนรอบข้างเสมอ - แต่ไม่ค่อยปลื้มกับความเปลี่ยน แปลงใดๆ - ยึดมั่นในความรักและความผูกพัน - เป็นนักเจรจาต่อรองที่ดี เลิศ - ไม่เคยหวั่นแม้วันเจอมรสุมชีวิต

๙. ปีวอก
แก้ปัญหาเก่ง ไหวพริบดี - มีไอเดียสร้างสรรค์ - มีเสน่ห์ ชวนให้ติดตาม - ฉลาดแกมโกง - เป็นนักพนัน นักเที่ยว และนักรัก - ขี้เล่น อารมณ์ดี ยิ้มตลอด - ปรับตัวเก่ง เข้ากับผู้คนง่าย - มีหัวใจอบอุ่น - เป็นหัวหน้าฝ่ายเอนเตอร์เทนได้ สบาย - เชื่อมั่นในตัวเองไม่น้อยเลย - บางครั้งดูเหลวใหล แต่มีเป้าหมายชีวิต - คิดเร็ว ตัดสินใจเร็ว - ตกหลุมรักง่าย หน่ายเร็ว - รอบรู้ สนอกสนใจทุกเรื่อง - ไม่แคร์คำติติงวิพากษ์วิจารณ์ - ไม่ปลื้มคนเฉื่อบชา เชื่องช้า - เป็นผู้นำกลุ่มได้ - เป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย - คารมดี ช่างฉอเลาะ - แต่ก็รับผิดชอบการงานดีนะ - ลุยได้เสมอ แต่ไม่ชอบงานหนัก - แต่บางคราวก็วู่วามไร้เหตุผล - ยากจะจัดระเบียบให้ชีวิต ตัวเอง - ชอบให้คนสนใจ - เน้นรักสนุกมากกว่าคิดทะเยอ ทะยานสูง - เจ้าชู้ สนใจแต่เรื่องเพศตรงข้าม - แต่จีบไม่ค่อยเป็นหรอก - โรแมนติกไม่เบา - ติด เพื่อน - ดวงดี ไม่ค่อยมีวันลำบาก

๑๐. ปีระกา
จิตใจเอื้ออารี - หาญกล้า มีลูกบ้าในตัว - ตรงต่อเวลา - ใจคิดอะไร ปากว่าอย่างนั้น - มาดเท่ตลอดปี - เป็นลูกคุณนาย นามสกุลประณีต - หยิ่งทระนง ไม่แคร์ใคร - แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น - ควบคุมผู้อื่นได้อย่างแนบ เนียน - ไม่รอมชอม ผิดก็ว่าผิด - อยากเป็นคนเด่นดังในสังคม - รักอิสระ แต่มีกฏระเบียบสูง - ดื้อดึง ก้าวร้าวเงียบๆ - แต่มองโลกในแง่ดี - และก็มีอารมณ์เพ้อฝันไม่น้อยเลย นะ - สนุกกับการโต้เถียงปะทะคารม - ช่างสังเกต ช่างจับผิด - มีน้ำใจ ไม่ทิ้งเพื่อน - เจ้าชู้ รักคนง่าย - ใจซื่อ มือสะอาด - หงุดหงิดง่าย แต่ก็ควบคุมอารมณ์ได้ - เป็นนักต่อสู้ - รู้จักคิดและมองการณ์ไกล - เชื่อ ถือได้เสมอ - มีความสามารถในทางศิลปะ - รักสวยรักงาม - ชมได้ แต่อย่ามาติกันนะ - ช่างคิด ช่างสะเทือนใจ - หวังให้แฟนเป็นดั่งใจทุกอย่าง - บางครั้งก็ดูเรื่องมากกว่า เพื่อนๆ

๑๑. ปีจอ
ช่างสังเกตเป็นเลิศ - ให้เกียรตคนอื่นเสมอ - มีอารมณ์ขันเหมือนกันนะ - รู้ชนะ รู้อภัย - ปากกับใจตรงกันเสมอ - เป็นลูกศิษย์ Batman - เป็นลูกศิษย์เปาบุ้นจิ้น - มองคนเก่ง อ่านคนเป็น - ไม่ชอบโอ้อวดตน - เพื่อนพ้องน้องพี่ต้องมาเป็นอันดับ 1 - บางครั้งก็เอะอะโวยวายไม่เบา - สนใจใฝ่รู้เกินเหตุ - มักเดือดร้อนแทนเพื่อน - โกรธง่าย หายเร็วมาก - เปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน - รอบคอบ ไม่ประมาท - ไม่ปลื้มความหรูหราเลอเลิศ - ชอบเคลียเคล้าพะเน้าพะนอ - รักง่าย แต่ไม่หลายใจ ชัวร์! - ขี้สงสัย ขี้ระแวง - บางครั้งก็เชื่อคนง่ายเกินไป - มักเขม่นผู้อื่นง่าย - ขี้บ่นไม่เบาเหมือนกัน - ปลอบเพื่อนได้เก่ง - แต่อย่าไปเล่าความลับให้ชาวจอรู้นะ - รักเดียวใจเดียว - ยากจะคิดนอกใจแฟน - เหมือนเด็กดื้อ อารมณ์เสียง่าย - รักถิ่นฐาน ไม่ชอบผจญภัย

๑๒. ปีกุน
อบอุ่น จริงใจ - คิดอย่างไร พูดอย่างนั้น - มีเสน่ห์ที่ความเรียบง่ายสบายๆ - ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ใสซื่อตลอด - แต่บ่อยครั้ง ไม่ค่อยยืดหยุ่นบ้าง - เป็นศิลปินได้ดีกว่าเป็นนักธุรกิจ - อารมณ์ดี ชอบเฮฮาปาร์ตี้ - เข้ากับผู้คนง่าย - ใจเย็น ยากจะเห็นหมูอาละวาด - ใจอ่อน ใจดี ใจบุญ - ชอบทำงาน หาเงินเก่ง - ไม่เคยถือโทษโกรธใคร - ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมใคร - ยากจะท้อถอย - ไม่ทะเยอทะยานนัก - มีความสามารถในการรอคอยสูงมาก - อ่อนไหว แต่ไม่ชอบเศร้า - เข้าใจผู้คนได้ลึกซึ้ง - เป็นคนบูชารัก - เป็นนักชิม - อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ - มีความซื่อตรงมาก - พลังใจเด็ดเดี่ยวแข็งกล้า - บางครั้งก็หัวแข็งไม่ฟังใคร - มีหัวใจของนักสู้ - รักจริง หวังแต่ง - ช่างเอาอกเอาใจ - ไม่โรแมนติกนักหรอก - ทุ่มเทให้ครอบครัวเสมอ - เป็นผู้นำได้ดี

จบละฮะ

ลูกคุณช่างทาย


เพื่อนฟอร์เวิร์ดเมล์ทายนิสัยตามปีเกิดมาฮะ
น่าสนใจดีนะ รู้สึกว่าใกล้เคียงเชีย

๑. ปีชวด
ปรับตัวได้เก่งในทุกสถานการณ์ - คารมดี พูดจูงใจเก่งมาก - ไอ.คิว.เป็นเลิศ - ใครเป็นทุ่มเทหมดใจหมดกระเป๋า - เห็นวันนี้แสนขยัน แต่พรุ่งนี้อาจนอนขี้เกียจทั้งวัน - เป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด - มีความทะเยอทะยานสูง - เป็นนักสะสม - เป็นนักช้อปปิ้ง ชอบของลดราคา - เพื่อนมาก ญาติเยอะ - ชอบพึ่งพาตนเอง - ไฮเปอร์จัด มาดนิ่ง แต่ไม่ชอบอยู่นิ่งเฉย - ไม่ชอบความผูกพัน - เก็บความลับเก่ง - เก็บความรู้สึกก็เก่งนะ - เก็บเงินได้ ใช้เงินเป็น - แก้ปัญหาเก่งมาก - แต่แสดงออกทางอารมณ์ไม่เก่ง - ถือผลประโยชน์ตนเป็นสำคัญ - ขี้หวง ขี้หึง - ขี้บ่น ขี้ระแวง - ช่างติ ช่างวิจารณ์ - ไม่ชอบเก็บอะไรมาคิดให้รกสมอง - บางครั้งก็เชื่อใจผู้อื่นง่ายเกิน เหตุ - ชอบสังสรรค์บันเทิง - ถนัดดูแลงานท่องเที่ยวบันเทิง - คิดฝันในเรื่องรักแบบซึ้งสุดใจ - เน้นความสบาย ไม่ชอบเรื่องซีเรียสใดๆ - ไม่ถนัดเรื่องละเอียดอ่อนนัก

๒. ปีฉลู
สุขุม มาดดี ไม่ช่างจ้อ - อดทนได้อย่างสุดอัศจรรย์ - คงมั่น ยากหวั่นไหว - ขี้อาย เขินเก่งนักเชียว - แสนจะอบอุ่นและอ่อนโยน - หัวดื้อ แบบว่าดื้อเงียบ - หัวเก่า หัวโบราณ - หัวแข็ง เปลี่ยนแปลงยาก - หัวใจไม่ง่าย รักคนยาก - รักแล้ว ลืมยาก - แต่ไม่ยอมเศร้า - ชอบของเก่าๆ ด้วยล่ะ - กตัญญูเป็นที่หนึ่ง - มีความรับผิดชอบสูง - ซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ - มีความหยิ่งทระนง ถือศักดิ์ศรี - รักษาสัญญาสุดฤทธิ์ - ไม่สนใจความคิดผู้อื่น - ไม่เจ้าเล่ห์แสนกล - ใน 5 ปี อาจมีอาละวาดสัก 1 ครั้ง - ขยันขันแข็ง - ไม่ค่อยถนัดเรื่องยั่วเย้าเคล้าคลอ - เลือกแฟนที่จิตใจ มิใช่หน้าตา - รักครอบครัวมาก - รักบ้าน รักครอบครัว - ไม่ชอบออกไปเที่ยวเฮฮาปาร์ตี้ - ยากจะเอ่ยปากให้ใครช่วยเหลือ - คบเพื่อนน้อย เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ - เน้นเกียรติยศมากกว่าเงินทอง - ปากตรงกับใจ - แต่มักจะปากหนัก ชอบคิดมากกว่า

๓. ปีขาล
มีความนับถือตัวเองสูง - รักงาน - จริงใจใสซื่อ - กล้าทำในสิ่งแตกต่าง - มาดดี มีแต่คนอยากคบ - เป็นนักปฏิวัติ - ไม่กลัวความล้มเหลว - หงุดหงิดง่าย แต่ไม่งอนใครนาน - ชอบแสวงหาความแปลกใหม่ ท้าทาย - บางครั้งก็ดันทุรังสูง - รักเด็ก - อยากรู้อยากเห็น เรียนรู้เร็ว - วู่วาม แต่ก็มีความอ่อนโยนนะ - มากด้วยน้ำใจไมตรี - มีอารมณ์ละไม ชอบศิลปะ - สนุกกับโชคชะตา ไม่กลัวล้มเหลว - ชอบเล่นกีฬา - ชอบผจญภัย - มักรีบด่วนตัดสินใจ - สนุกกับเรื่องท้าทายได้ทุกเมื่อ - รักอิสระ - แต่ก็มีวินัยในการดำรงชีวิต - ยามโกรธ โทสะแรง - แก้ปัญหาได้เอง - มักเสียใจลึก แต่ก็ฟื้นตัวได้เร็ว - ไม่ชอบงอมืองอเท้าพึ่งพาใคร - ทะเยอทะยานสูง - ใจบุญสุนทาน - ขี้หวงขี้หึง - รักง่าย รักร้อนแรง

๔. ปีเถาะ
ปัญญาดี มีไหวพริบ - เป็นนักเจรจา คารมเป็นเลิศ - ใจดี ใจกว้าง ใจละเมอ - หวาดหวั่นขวัญเสียง่าย - เสน่ห์แรง เพื่อนฝูงติดหนึบ - เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ได้ - แต่ก็ชอบชีวิตสงบๆ เงียบๆ - มีคุณธรรมสูง - อ่อนโยน แต่ก็เจ้าอารมณ์ไม่เบา - รสนิยมดี ชอบความเก๋ไก๋ - ดูเหมือนหัวอ่อนว่าง่าย แต่ดื้อเงียบ - ไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก - มีอา?มณ์ติสต์ อ่อนไหวสูง - ปฏิเสธการต่อสู้ การเสี่ยงทุกรูปแบบ - รักสวยรักงามตลอด - ชอบการคลอเคล้าพะเน้าพะนอ - รักแรง เกลียดแรง - เกลียดความก้าวร้าว รุนแรง - ยากที่ใครจะอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่ง - ไม่ชอบกฏระเบียบ - เป็นกระต่ายน้อยผู้เสียสละ - ช่างสังเกตเป็นที่สุด - บ่อยครั้งที่จุกจิกจู้จี้เกินเหตุ - มีความห่วงใยเอื้ออาทร - เป็นนักจับผิดตัวยง - ยากที่จะคิดไม่ซื้อหรือเอาเปรียบใคร - รักอาชีพการงานของตน - โอ้อวดตนได้อย่างแนบเนียน - เข้าใจและยอมรับข้อด้อยของคนอื่นได้ - มักภาคภูมิใจในตนเอง

๕. ปีมะโรง
ปลื้มความเนี้ยบ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟคต์ - บุคลิกน่าเกรงอกเกรงใจ - มีวาสนา บารมีสูง - มีเสน่ห์ มักเป็นดาวเด่นเสมอ - มีหัวใจแกร่ง และกล้าหาญ - รับผิดชอบสูง - เป็นหัวหน้าคนได้สบาย - ฉลาดปราดเปรื่อง - มีเพื่อนฝูงติดสอยห้อยตามเพียบ - มีความรู้กว้างขวางมาก - ชอบคนง่าย แต่เลือกมาเป็นคู่ยากมาก - บ่อยครั้งเผด็จการ ชอบควบคุมผู้อื่ - ประสบความสำเร็จเร็ว - รักเกียรติรักศักดิ์ศรีมาก - หน้าใหญ่ ใจกว้าง - รักอิสระ แต่ก็มีระเบียบแบบแผน - ชอบท่องเที่ยว ผจญภัย - เจ้าอารมณ์ - ชอบรักษาฟอร์ม ภาพพจน์ต้องดูดีเสมอ - อ่อนไหว ขี้เหงา เศร้าเก่ง - ไม่ชอบพึ่งพาผู้อื่น - ชอบช่วยเหลือผู้คน - ยุ่งเรื่องส่วนตัวผู้อื่นมากไปนิด - ปลื้มคนที่ความสามารถมากกว่าคนมีเงิน - สนใจใคร่รู้ในทุกเรื่อง - เรียกร้องความรักอย่างสูงสุด - แสวงหาความชื่นชอบยอมรับจากคนรอบข้าง - แต่ไม่ค่อยทุ่มเทความรักตอบแทนไป - ยิ่งมีอายุ ยิ่งดูเด็กลง - หลงตัวเองเหมือนกันนะ

๖. ปีมะเส็ง
เซ็กซี่ มีความเร้าใจ - ฉลาดลึกล้ำ - อยู่ในโลกของความจริงมากกว่าเพ้อฝัน - ความจำเป็นเลิศ - ใจแข็ง ใจเด็ด - อารมณ์ขันน่ะมี แต่ฝืดเล็กน้อย - ช่างสังเกต ช่างระแวดระวัง - มีความมุ่งมั่นสูง - เป็นเจ้าของโครงการในฝันนับร้อย - เยือกเย็นแต่โมโหร้าย - ไม่ชอบเปิดเผย ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร - มีลางสังหรณ์ ความรู้สึกไว - เจ้าคิดเจ้าแค้น - แต่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมารยา - ชอบเรียนรู้ หัวไว - รักจริงหวังแต่ง - แสดงออกทางอารมณ์ไม่เก่งนัก - ไม่ชอบนินทาใคร - ไม่เห็นว่าเงินเป็นพระเจ้า - กระตือรือร้นน้อยมาก - เชื่อความรู้สึกมากกว่าเหตุผล - ชอบแสดงความเป็นเจ้าของ - รักเพื่อน แต่มีเพื่อนซี้น้อย - จริงใจ แต่ทำตัวเหมือนไม่เปิดกว้างนัก - ชอบสบายกับทางลักมากกว่าทางตรง - ชอบช่วยคนด้วยหวังดี แต่มักผิดหวัง - ทุ่มเทมุ่งมั่นได้แค่ช่วงสั้นๆ - ไม่กลัวลำบาก - บางครั้งก็ชอบคิดในแง่ลบก่อนแง่บวก - ถ้าโกรธ ไม่เย็นเหมือนบุคลิกหรอก

อ่านเล่นๆ แค่ครึ่งปีก่อนละกันนะ

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรื่องของคนอยากมีแฟน

Rating:★★★★
Category:Other
กอนโดล่าส่งลิงค์มาให้อ่าน เลยนำมาขยายความต่อ



หัวข้อข่าว: 63% ของคนญี่ปุ่นอยากมีแฟนในฤดูหนาว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2551 21:22 น.

โดย จินนี่ สาระโกเศศ นิตยสาร Metro Life



“ผ่านลมหนาว จะกี่คราวก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครให้ใจอุ่น
อยากจะหาคนที่ทำให้ใจสมดุล แต่ไม่เคยสมหวังสักที
ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง ไม่มีคนคอยคิดถึง
อยากมีใครให้รักให้ซึ้ง เหมือนคนอื่นเขา
ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง คล้ายฤดูกาลยิ่งเหงา
ต้องทนหนาวกับใจที่เหงาคนเดียวอย่างเดิม…“

ทุกครั้งที่ฤดูหนาวมาถึง เสียงเพลงๆ หนึ่งซึ่งมาพร้อมกับฤดูหนาว นอกไปจากเพลงคริสต์มาส อย่างจิงเกิลเบลล์ ก็คือเพลงๆ นี้

ทุกๆ ครั้งที่เสียงเพลงๆ นี้ พัดเข้ามากระทบพร้อมกับไอความหนาว ความเปราะบางและอ่อนแอที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกภายใน ก็จะแห้งแล้งและอ้างว้างมากเข้าไปอีก

มีคนบอกว่า เพลงนี้ทำให้น้ำตาไหลออกมาได้ ไม่ว่าฤดูหนาวจะผ่านมาเมื่อไร

และยังมีอีกหลายคนที่บอกว่า เพลงนี้ทำให้รู้สึกเข็ดขยาดกับฤดูหนาว

จนความเหงา อ้างว้าง และโดดเดี่ยว เข้ามาครอบงำความรู้สึก

จนไม่อาจเดินต่อไปได้โดยลำพัง

หลายคนอาจจะคิดว่า อาการเหงาในหน้าเทศกาลแบบนี้ จะมีในเพียงแค่ในเมืองไทย ในประเทศที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนในฤดูหนาว ก็จะได้ยินเพลง “ลมหนาว”

แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แต่ในบ้านเราเท่านั้น ที่คนจำนวนไม่น้อยมีอาการเหงาในเทศกาลลักษณะนี้

ในประเทศที่มีจำนวนประชากรต่อพื้นที่หนาแน่นติดอันดับโลกอย่างญี่ปุ่น ก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งซึ่งมีอาการนี้ไม่ต่างจากเรา

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ Sankei Shimbun ของญี่ปุ่น ได้ลงสกู๊ปที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเลขของคนญี่ปุ่นที่รู้สึก “อยากมีแฟน” ในช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส !

การสำรวจครั้งนี้จัดทำโดยศูนย์ข้อมูลการแต่งงานแห่งหนึ่งในโตเกียว โดยผู้ที่ร่วมตอบการสำรวจเป็นชายหญิงญี่ปุ่นที่ยังโสด ช่วงอายุระหว่าง 20-49 ปี

ผลการสำรวจปรากฏว่า 63% ของผู้ที่ร่วมตอบคำถามทั้งชายและหญิง ล้วนรู้สึกอยากมี “คนรู้ใจ” ขึ้นมาในหน้าเทศกาลคริสต์มาส

โดยที่มีสาเหตุหลักมาจาก “ฤดูกาล” มากถึงเกือบ 50%

ส่วนอีก 31% เป็นเพราะ “ไม่อยากอยู่คนเดียว” และก็มีอีก 2% ที่อยากมีคนรู้ใจขึ้นมา เพราะ “อยากได้ของขวัญ” !

ถ้าไม่นับเรื่อง “ของขวัญ” เกือบ 80% ของหนุ่มโสดสาวโสดในญี่ปุ่น ก็มีปัจจัยในเรื่องของ “ฤดูกาล” และ “เทศกาล” ที่มาทำให้รู้สึก “เหงา” ด้วยเหมือนกัน

อาจเป็นเพราะลมที่พัดมาหนาว ทำให้ความโดดเดี่ยว ไร้คนข้างกาย ยิ่งเด่นชัด

หรือเพราะการที่เห็นใครๆ เดินมาเป็นคู่ ยิ่งทำให้รู้ว่ามีเพียงตัวเราคนเดียว เพียงลำพัง

หรือเป็นเพราะเทศกาลและงานครื้นเครง ทำให้รู้สึกถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่เวียนวนอยู่ข้างกาย

อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงรู้สึกเหงา จนเหน็บหนาวขึ้นมาได้เหมือนกัน

ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง

ทั้งคนไทย และคนญี่ปุ่น

ส่วนวิธีการแก้ปัญหาความหนาวเหน็บในจิตใจที่ไร้คู่ของคนญี่ปุ่น ก็เป็นการไปงานปาร์ตี้ หรือไม่ก็งานเลี้ยงจับคู่มากถึง 34% ส่วนอีก 24% ก็เป็นการทำตัวให้ดูดี และแสดงออกว่า “รับสมัคร” คนรู้ใจอยู่ !

ไม่รู้ว่าวิธีไหนจะได้ผลมากกว่ากัน

การเป็นฝ่ายเดินออกไปหา

หรือว่ารอให้มีใครเดินย่างเข้ามา

การเป็นฝ่ายรุก หรือเป็นฝ่ายรับ

การให้มีคนอื่นเข้ามา หรือว่าเริ่มแก้ปัญหาจากความรู้สึกข้างใน

ไม่แน่ใจว่าคนไทยและคนญี่ปุ่น จะเลือกแก้ปัญหาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

แต่ไม่ว่าเมื่อไรที่ “ลมหนาว” ผ่านเข้ามาหา เราจะรู้ว่า มีใครอีกคนหนึ่งซึ่งรู้สึกอย่างนี้ไม่ต่างจาก “เรา” ค่ะ !


ลิงค์ต้นตอฮะ : http://www.manager.co.th/lady/viewnews.aspx?NewsID=9510000146119

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

บางเรื่องที่ไม่รู้เหตุผล ตอนที่ ๕ โปรดบอกฉัน ว่าคุณมีอยู่จริง



“ขอบคุณนะ” 

...ภารดีนึกถึงคืนนั้น 
คืนอันยาวนานของความตื่นเต้นที่ได้พบ ปิติที่ได้พูดกับคนที่ฟังอย่างใส่ใจ 
คืนแสนแปลกที่คนเก็บตัวสองคน ซึ่งเพิ่งได้รู้จัก ระบายเรื่องราวในใจต่อกันและกันอย่างเปิดอก  

คืนที่เธอหลับไปตอนรุ่งสาง พร้อมรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก 

กาลเวลาเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าเริ่มพัฒนาความคุ้นเคยต่อกัน 
ภารดียอมรับกับตัวเอง เธอชอบเขาหมดใจ

ยากนัก หากให้บอกว่าทำไม
อาจเป็นเพราะความเปิดเผย และจริงใจที่เธอสัมผัสได้
อาจเป็นเพราะความถูกคอ 
อาจเป็นแค่น้ำเสียงของเขา
หรืออาจจะเป็นอะไรสักอย่างที่เธอไม่แน่ใจ 

‘แรงดึงดูด’ ระหว่างกันงั้นหรือ?
...คงไม่ผิด
แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้นแน่นอน

ไม่ใช่เพียงเพราะเขาทำให้เธอร้อนรุ่มได้ทั้งเนื้อทั้งตัว
ทั้งยังไม่ใช่เพราะเขาสามารถทำให้เธอรู้สึกเสมือนสิ่งมีชีวิตไร้น้ำหนัก อาบอิ่มไปด้วยความสุขสมขณะลอยล่องอยู่ท่ามกลางนภากาศ ในยามที่ดาวทอแสง

เพราะเขาคนเดียวกันนี้ บางครั้งยังเป็นราวกับสายลมเย็นชื่นพัดผ่านในยามอบอ้าว
บางครั้งยังทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นดังอ้อมแขนเขากระหวัดรอบกาย

ภารดีรู้สึก นับจากวันที่ได้รู้จัก เขาคือสิ่งดีงาม 
คือคนที่ทำให้เธอรักการมีชีวิต
รู้สึกอยากขอบคุณที่เขาทำให้รู้สึกดี เพียงเพราะรู้สึกได้ในทุกๆ วัน ว่ามีเขา 
เธอฟังเพลง Thank You เหมือนเป็นเพลงของตัวเอง 
แม้ในขณะเดียวกัน เธอจะตกอยู่ในภาวะเดียวกับหญิงสาวผู้อยู่ในห้วงรักของเพลง Misty 
ใช่..เธอรู้สึก ‘ช่วยตัวเองไม่ได้’ เหมือนลูกแมวตัวนั้น

นานมาแล้วที่ไม่ได้รู้สึกถึงการมีใครคนหนึ่งครอบงำอยู่ในทุกขณะความนึกคิด 
ทำไมหนอ
ชายผู้ยังไม่เคยพบหน้าจึงทำให้เป็นไปได้ถึงเพียงนี้

..เป็นไปได้มากมาย อย่างที่หลายชายรอบกาย ไม่อาจทำ

ภารดีไม่แน่ใจนักว่าเธอเริ่มถามถึงการพบเจอกันในโลกแห่งความเป็นจริงตั้งแต่เมื่อไหร่
เธอบอกเขา เขาเหมือนภาพในความฝัน 
เธอพร่ำขอให้เขาช่วยทำให้ตัวเองมีตัวตนจริงในโลกของเธอ

ไม่แจ้งด้วยเหตุผล เขาไม่เคยรับปาก
อ้อนวอนอยู่เป็นหลายครั้ง เขาจึงติติงการเร่งเร้าของเธอด้วยคำถาม
“คุณจะบังคับให้กุหลาบบานได้อย่างไร?”

แม้จะปวดใจ แต่ภารดียอมรับ และเข้าใจ
..เธอยินดี ‘รอ’ วันกุหลาบบาน 

แต่แอบหวังลึกๆ ว่า  
...กุหลาบเองก็รอวันบานอยู่เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

จดหมายส่วนตัว : ดอกไม้บาน..นานกว่าความรู้สึก



เขาบอกว่า เขาไม่เข้าใจฉัน
เมื่อคืนเราจึงคุยกัน

ฉันถาม, คิดอย่างไรกับฉัน
อยากคบ, เขาตอบ
น้องดูเก่งดี มีความสามารถเยอะ แต่
เป็นตัวของตัวเองมากไป

อ้าว, ฉันร้อง
ช่วยไม่ได้นี่นะพี่

บอกตรงๆ ว่าพี่ดูน้ำขึ้นน้ำลงนะ, ฉันบอกมั่ง
หลังจากกินข้าวกันวันนั้นก็หายไปเลย
เหมือนว่าเราเดตกันแล้วไม่เวิร์ก พี่เลยไปเดตกะคนอื่น

ก็ไม่ว่าง, เขาอธิบาย
เหมือนที่เคยบอก
ไม่โรแมนติกด้วย

ไม่มีเวลาแม้แต่นาทีเดียว สำหรับโทรหากัน?, ฉันถาม
ถ้าคบกันไปจริงๆ คงสับสนน่าดู, ฉันตั้งข้อสังเกต, ว่าจริงๆ เรายังคบกันอยู่หรือเปล่า

เหรอ?

ใช่สิคะ

ก็ พี่ยังไม่ได้บอกเป็นอย่างอื่นนี่
(เขาเคยบอกฉันแล้ว ถ้ายังแจ้งการเปลี่ยนแปลง แปลว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม)

เรื่องมันอาจจะเป็นเพราะเราพูดกันคนละภาษาน่ะ, ฉันถอนหายใจ

ทำไม?, เขาถาม, ต้องให้บอกทุกวันหรอ

ไม่ใช่อย่างนั้น, ฉันแก้
แต่น้องไม่ควรต้องสงสัย ว่าพี่หายไปไหน
(เพราะถ้าไม่มีคำตอบ น้องจะคิดต่อไปเอง ว่าพี่ไปไหน ทำอะไร กับใคร-อันนี้คิดในใจ ไม่ได้บอกให้เขารู้)

งั้นออกมากินข้าวกันอีกเหอะ, เขาเข้าประเด็น, นะครับ

..อย่าดีกว่า, ฉันตอบ
น้องเป็นของน้องแบบนี้
จะกินข้าวกันสักกี่ครั้ง
นิสัยแย่ๆ ของน้องก็ไม่เปลี่ยนหรอก

งั้น, เขาเสนอทางเลือกใหม่, เรามาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมดีกว่า
พี่ไม่คิดเรื่องนี้แล้ว

ไม่ต้องเป็นอะไรกันก็ได้พี่
ไม่ต้องคิดมาก, ฉันตอบ

พูดแบบนี้..ไม่มีเยื่อใยกันเลยนะ, เขาพ้อ

ไม่ใช่อย่างนั้น, ฉันเริ่มอธิบาย
ก่อนหน้าที่เราจะรู้จักกัน เราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่
จริงไหม?

เอาล่ะ เอาล่ะ, เขารวบรัด
สรุปกันก่อน ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่

สรุปว่าเราต่างคนต่างกลับไปจุดเดิม, ฉันสรุปให้เอง
จุดที่เราไม่รู้จักกัน
จะได้ไม่ต้องคิดมาก
ไม่ต้องกังวลใจ

..ขอบคุณสำหรับวันนั้นค่ะพี่
ไปก่อนนะ
ง่วงแล้ว



หมายเหตุ: ไม่ใช่เรื่องจริง
แค่ Base on true story เห็นเบื่อๆ เลยเขียนให้อ่านกันขำๆ
อย่าคิดมากไปนะจ๊ะ

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

บางเรื่องที่ไม่รู้เหตุผล ตอนที่ ๔ คนที่ไม่เคยลืม




“ขอบคุณนะ”

คำพูดที่ตัวเองกล่าวแสดงความซึ้งน้ำใจ 'คนแปลกหน้า' ทำให้ภารดีอดสะดุ้งไม่ได้

 

มันคือคำพูดเดียวกับที่คนคนหนึ่งเคยใช้ตอบรับทุกครั้ง หลังเธอเอ่ยคำรัก

 

คำพูดที่แรกได้ฟัง ก็ทำให้ซึ้ง ด้วยอิ่มใจไปกับน้ำเสียงอบอุ่นของเขา

แต่เมื่อมันกลายเป็นคำตอบมาตรฐานเหมือนๆ กันทุกครั้ง เธอจึงเริ่มสงสัย

 

ทำไมเขาต้องขอบคุณที่เรารักเขา?

 

ทำไมเมื่อเราพูด รักพี่นะ

เขาไม่ตอบ ฉันก็รักเธอ

 

ทำไมไม่ใช่การแสดงความรักตอบ แต่กลายเป็นการกล่าวขอบคุณ?

 

..เขาไม่ได้รักเราภารดีให้คำตอบแสนขมขื่นกับตัวเอง

 

เขาคนนี้คือคนที่ทำให้เธอรู้จักความรัก

ความรู้สึกซับซ้อน ที่อยู่ดีๆ ก็ระเบิดตัวขึ้นตรงจุดลึกสุด กลางใจ

เสียงระเบิดทำให้เกิดความมึนงง สับสน

แต่หลังใช้เวลาและความพยายามคลี่ปม ทำความเข้าใจกับความซับซ้อนนั้น เธอก็เข้าใจมันได้ในที่สุด

ว่านั่นคือ รัก

 

..ความรู้สึกที่ผลักดันให้คนเราทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นหลายอย่างที่คนคนนั้นไม่เคยคิดจะทำเพื่อใคร

 

เขาเป็นคนขีดไม้ขีดจุดเทียนเล่มนี้ในตัวเธอ

เขาทำให้เปลวเพลิงแห่งอารมณ์และความรู้สึกของผู้หญิงที่รักเขาลุกโชนขึ้น

เขาทำให้เธอค้นพบ และรักร่างกายของตัวเอง

...อาจจะโดยไม่ได้ตั้งใจ

เขาทำให้เธอฝันถึงชีวิตที่มีเขาอยู่เคียงข้าง และอีกร่างกายที่จะถือกำเนิดขึ้นจากตัวเธอ 

 

...เขาจะเคยรู้ไหมว่าเขาคือสิ่งที่เธอคิดถึงทุกขณะจิต

คือจุดศูนย์กลาง แรงดึงดูด คือพลัง ชีวิตชีวา และความเร่าร้อนของชีวิตเธอ

คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผู้หญิงคนหนึ่งแคร์มากที่สุด

บางทีอาจมากกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก

 

ยังมีหลายสิ่งที่เขายังไม่รู้

แต่ในวันนี้ คงไม่มีประโยชน์ที่จะบอกให้เขารู้

ภารดีบรรจงเก็บซ่อนหลายสิ่งนี้ไว้ในมุมหนึ่งของหัวใจตัวเอง

 

ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าเธอจะรักใครอีกกี่ครั้ง

ภารดีรู้ว่าจะไม่เหมือนกับความรักที่เคยมีให้เขา

คนที่เธอจะไม่มีวันลืม

 

 

 

 


วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บางเรื่องที่ไม่รู้เหตุผล ตอนที่ ๓ การกลับมา


“ขอบคุณที่จะเลี้ยงข้าว”

ภารดีกรอกเสียงกระซิบลงไปในโทรศัพท์ แต่นี่เย็นมากแล้ว ยังไม่เสร็จธุระกับเพื่อนเลย ถ้าไปกินข้าวกับพี่ คงกลับดึก คืนนี้ต้องทำงานให้เสร็จด้วย.. แล้วนี่ฝนก็ยังไม่หยุดตกเลย เธอรู้ตัว หัวใจกำลังเต้นแรง และไม่อาจควบคุมจังหวะการพูดไม่ให้เป็น ละล่ำละลัก 

 

หึหึ..ว่าแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เขาตอบกลับมา งั้น..ให้พี่ไปหาที่คอนโดได้ไหม?

 

....เสียงโครมครามในอกดังจนเธอกลัวเขาได้ยิน ..ด้วยเข้าใจดี การมาหาที่คอนโดในเวลาแบบนี้ จะไม่มีการกลับก่อนสว่าง

หือ?เขาทวงคำตอบ

 

คิดว่าไม่สะดวกค่ะ แม้เสียงจะสั่น แต่ก็เด็ดเดี่ยว

ทำไมล่ะ? หรือเดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว? เขาถามเสียงแปร่ง

 

ก็..ไม่มีคนอยู่ด้วยหรอก แต่ว่า..ตอนนี้ ภารดีหยุดคิด ...ไม่ได้ไม่มีใคร

ไม่ได้มีใคร? เขาทวนคำเธอ ...ไม่เข้าใจ

ก็หมายความว่า.. อยู่คนเดียว แต่ว่าไม่ได้ไม่มีใครไงคะ

 

อืมม์..เขาครางอยู่ในลำคอแบบเดิมที่เธอยังจำได้

ถ้าจะกินข้าวกัน ก็ไม่น่าจะค่ำเกินไป ควรจะเกรงใจเขาด้วย

... เขาไม่มีคำถาม หรือความเห็น

งั้น..แค่นี้ก่อนนะคะ เพื่อนรออยู่ จบคำยังไม่มีเสียงตอบ ภารดีจึงวางสาย เดินกลับสู่วงสนทนาของเพื่อน

 

เขากลับมาแล้ว.. หลังจากทิ้งเธอไปไกล โดยไม่สะสางความรู้สึกที่มีต่อกัน

เขา

คนที่ทำให้เธอสับสน ด้วยไม่เคยเข้าใจการตัดสินใจของเขา

คนที่ทำให้เธอร้องไห้ จากการกล่าวหาอันโหดร้ายว่า เธอไม่เคยยืนอยู่ข้างเขา

คนที่ทำให้เธอเดือดปุด จากแต่ละคำพูดเชือดเฉือน ในแต่ละครั้งที่ทุ่มทะเลาะ ถกเถียง

คนที่ทำให้เธอนอนไม่หลับ จากความระแวงกังวล ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ

คนที่เคยบอกว่ารัก แต่ก็ละเลย ไร้การดูแลเอาใจใส่ความรู้สึก

คนเดียวกับที่เธอเคยบอกตัวเองว่าไม่รัก แต่ในที่สุดก็ไม่อาจหยุดคิดถึงแม้สักคืน

 

เวลายาวนานที่เขาหายไปจากชีวิตไม่อาจช่วยให้เธอแกะ คลายปมซับซ้อนของความรู้สึก

ไม่ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดจึงรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งต้องการและอยากผลักไสเขาได้ในเวลาเดียวกัน

...แต่มันก็ช่วยให้ภารดีคิดตกว่าควรทำอย่างไรกับตัวเอง กับความสัมพันธ์ และกับเขา

 

เธอเลือกจะดับกองเพลิงร้อนแรงจนควบคุมไม่ได้ ก่อนมันจะเผาใจจนกลายเป็นผุยผง

ด้วยการปฏิเสธการกลับมาของเขา

 

 

 

 

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บางเรื่องที่ไม่รู้เหตุผล ตอนที่ ๒ การครอบงำ


“ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวค่ะ”

ภารดีกล่าวพร้อมกระพุ่มมือไหว้ เมื่อเขาจอดรถตามที่เธอต้องการ แล้วก็ก้าวลงรถ ยืนมองจนรถเก๋งสีดำคันนั้นวิ่งกลืนกับคลื่นจราจรเวลาสามทุ่ม ก่อนจะเรียกแท็กซี่กลับบ้าน

 
หลายชั่วโมงผ่านไปกลิ่นกายของชายคนนั้นยังติดจมูก มันไม่ใช่ทั้งกลิ่นอาฟเตอร์เชฟ และกลิ่นตัว แต่เป็นกลิ่นแปลกที่ทำให้เธอรู้สึกอะไรบางอย่างซึ่งอธิบายยาก มันเหมือนกับว่าร่างกายของเขาประกาศศักดาออกมาทางกลิ่นกาย ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงอำนาจในการครอบงำจิตใจ จากเขา

 
ประกายตาของเขาก็เช่นกัน

ปราดแรกที่เห็น มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกไฟดูด รอยยิ้มที่ฉาบฉายบนริมฝีปากหนาคู่นั้นอีก ที่ทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจ ทำอะไรไม่ถูก

 
ได้เจอกันเสียทีนะ เขาพูดยิ้มๆ ยิ้มด้วยตาและปากที่ทำให้เธอต้องก้มหลบ

วันก่อนก็ควรจะได้เจอแล้วนี่คะ กล่าวแล้วภารดีก็เชิดหน้าขึ้นสบตา ใช่-วันนั้นเขาผิดนัดเอง

พี่ขอโทษจริงๆ วันนั้นฝนตกหนักมาก น้ำท่วม แล้วรถก็ติด มาไม่ได้จริงๆ

 
...เป็นคนนัดเอง มาไม่ได้ แต่ไม่โทรบอก แล้วก็ไม่รับสายอีกด้วยภารดีนึกในใจ ไม่ว่าอะไร เพียงยิ้มอย่างยากจะเดาความหมาย แล้วออกเดินไปเคียงกับเขา

 
...แล้วเขาก็ถือวิสาสะจับมือเธอครั้งแรก

เป็นการจับอย่างตั้งอกตั้งใจ

เธอไม่พูดอะไร แค่ยิ้ม บิดมือเบาๆ ให้หลุดจากการเกาะกุม นึกรอฟังคำพูดของเขา

แต่เขาไม่เอ่ยอะไร ได้แต่หัวเราะราวผู้ใหญ่เอ็นดูกริยาน่าขันของเด็กๆ

 
ภารดีไม่คิดว่าเขาจะจับมือเธออีกครั้ง แต่เขาก็จับ

น้ำหนักการดึงมือกลับในคราวนี้ทำให้เขาต้องถาม ทำไมล่ะ คิดถึงจะตาย กว่าจะได้เจอกัน ให้พี่จับมือหน่อยไม่ได้หรือครับ?

ไม่ได้ค่ะ เธอตอบเบา เพียงสั้นๆ ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น

มันทำให้เขาหัวเราะแบบเดิมอีกครั้ง

 
แล้วบทสนทนาระหว่างมื้ออาหารก็เริ่มขึ้น เขาเล่าอะไรหลายอย่าง แต่ภารดีไม่คิดว่าเวลา ๒ ชั่วโมงของการนั่งสบตากัน ตามที่เขาร้องขอจากเธอมาตลอด และเรื่องหลายเรื่องที่เขาเป็นฝ่ายเปิดปากเล่าให้ฟังเองนั้น จะช่วยให้เธอรู้จักเขามากขึ้น

 
เธอยังคงอ่านไม่ออกว่าเขาคิดอะไร

เธอยังคงสับสน ด้วยไม่รู้ว่าจะเชื่อว่าเรื่องไหนที่เขาเล่าคือเรื่องจริง

หรือที่เล่ามาคือความจริงทั้งหมด

หรือที่เล่ามา ไม่มีเรื่องจริงเลย

 
เธอยังคงสงสัยว่าทำไมเขายังรักษาความลึกลับได้เหนียวแน่นนัก

ผิดกับเธอ

ขณะอยู่ต่อหน้าเขา ตาคู่นั้นส่งประกายออกมาเย้ยว่าเขาอ่านเธอได้ทะลุประโปร่ง

 
ตาสบกัน เขาอยู่ในอิริยาบถแสนสบาย แต่ทำไมเธอจึงรู้สึกเปล่าเปลือยเช่นนี้?

 
อันตราย

ภารดีสรุปกับตัวเองหลังนอนกระสับกระส่ายมาู่พักใหญ่ ด้วยจมูกยังจำกลิ่นกายของเขาที่ติดอยู่กับมือ

 
นั่นเป็นวิธีเดียวกับที่แมวตัวผู้ฝากกลิ่นแสดงอาณาเขตหรือเปล่านะ?

 
เธอยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้





ติดตามเรื่องอ่านเล่นตอนเก่าได้ที่:

http://mandymois.multiply.com/journal/item/144 (ตอนที่ ๑)

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บางเรื่องที่ไม่รู้เหตุผล ตอนที่ ๑ คนแปลกหน้า

 

 
"ขอบคุณนะ”

ภารดีเอ่ยกับปลายสายอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกดปุ่มวางสายโทรศัพท์

เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไกล

เช้าแล้วหรือ? นี่เธอคุยกับคนแปลกหน้าคนนี้ได้จนสว่างเลยหรือ

 

ความคิดนี้เรียกรอยยิ้มบางเบาที่ริมฝีปาก

 

ซุกหน้าลงกับหมอน พลางคิดถึงความไม่ปกติที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา

 

เธอและเขาเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แม้จะเคยใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เหลื่อมกัน เธอจากที่แห่งนั้นมาเมื่อเขาไปถึง ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป นานแสนนาน ก่อนที่จะได้มาเจอกัน และรู้จักกันเมื่อไม่นานนี้

 

แปลกดีที่คนเก็บตัวอย่างเธอยอมเปิดใจกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักในโลกอินเทอร์เน็ต และยิ่งแปลกที่เขาคนนี้เป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง

 

กล้าเหลือเกินเธอตำหนิตัวเอง พร้อมอาการร้อนผ่าวบนใบหน้า เมื่อนึกถึงหัวสนทนาทั้งหมด

 

พยายามนึก ว่ามันเริ่มขึ้นตอนไหน จากการพูดคุยในวงใหญ่ มาสู่การคุยส่วนตัว การตัดสินใจแลกหมายเลขโทรศัพท์ จากความคิดแค่จะโทรคุยกันก่อนนอน กลายเป็นใช้ชั่วโมงอันยาวนาน ฟังเรื่องที่อีกฝ่ายเล่า สลับกับเล่าเรื่องของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังได้อย่างไร

 

หรือเพราะว่าเราต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน?’

 

เมื่อต่างเป็นคนแปลกหน้า จึงไร้ความกังวลที่จะคุย ทั้งเรื่องที่ภูมิใจ เรื่องไม่ภูมิใจ เรื่องที่คาใจ

เมื่อต่างเป็นคนแปลกหน้า จึงไร้อคติที่จะมองปัญหาและออกความเห็นต่อเรื่องราวที่ได้รับรู้

เมื่อต่างเป็นคนแปลกหน้า จึงสามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมา และตรงใจ

 

ลมเย็นใกล้รุ่งพากลิ่นดอกแก้วหอมเย็นมาถึงบนเตียง

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริงๆ หรือ?ภารดีถามตัวเองในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ก่อนจะปิดตา หลับไปอย่างอ่อนเพลีย ทว่าเปี่ยมสุข

 

ใกล้เที่ยงวันนั้น หลังตื่นนอน ขณะกะพริบตาอยู่บนเตียง ทบทวนความทรงจำถึงค่ำคืนที่ผ่านมา

เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง.. หรือแค่ความฝัน

 

 

หมายเหตุ:

นี้เป็นเรื่องอ่านเล่น

เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจที่บังเอิญเก็บตกระหว่างเดินทาง

ยังไม่แน่ใจว่าจะแต่งได้เรื่อยๆ ไหม

เอาเป็นว่า ลองแต่ง-ลองอ่าน กันไปก่อนแล้วกันนะจ๊ะ

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๓ : บางเรื่องก็เข้าใจ บางเรื่องก็ไม่เข้าใจ



'มันหายไปอีกแล้ว!'

โอชโช่บอกตัวเองต่อหน้าชามโจ๊ก เธอเพิ่งออกมาจากคลินิกหมอ
'มันหายไปได้ยังไง' เจ้าตัวยังข้องใจ คิดไประหว่างคนโจ๊ก จริงๆ โอชโช่ละอายใจนิดหน่อยเพราะเพิ่งวีนที่คนขายโจ๊กทำ(ผิด)โจ๊กใส่ไข่มาให้อีกแล้ว โอชโช่เกลียดการกินไข่ไม่สุกในโจ๊ก

'หรือจริงๆ มันไม่ได้หาย แต่เพราะเราโกรธไข่ในโจ๊ก' เธอบอกกับตัวเอง
'เฮ้ย! หรือที่จริงเราโกรธคนขายโจ๊กเพราะมันหายไปแล้ว ก็คราวที่แล้วพี่แกก็ใส่ไข่ให้อย่างนี้ แต่เราไม่ยักโกรธ แถมยังแหลกล่ายได้นี่หว่า' ...ก็วันนั้น 'ความรู้สึก' ยังอยู่
'...ที่จริง วันนี้เราวีนหมอด้วยซ้ำ' เพราะหมอปล่อยให้เธอรอตั้งสามชาติ

'โอ...'  โอชโช่ตกใจ วางช้อน ซบหน้าลงบนฝ่ามือร้อนๆ ของตัวเอง...มันหายไปแล้วจริงๆ

ความรู้สึกวิบวับ ตึกตักในอก ร้อนรุ่มในช่องท้อง ความรู้สึกซาบซ่าในวันก่อนมาหาหมอ เพลงที่ฟังแล้วนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น และความรู้สึกในเสี้ยววินาทีที่ได้สนทนากับหมอ มันหมดไปแล้วจริงๆ น่ะหรอ?

มันหายไปกับสายลม?
มันโดนสายฝนชะไป?
หรือว่ามันหมดอายุไปแล้ว?

โอชโช่สงสัยจนกินโจ๊กไม่อร่อย ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

'หรือว่า...ความรักจะไม่มีจริงในโลก' เธอถามตัวเอง คล้าย Juno ถามพ่อ 'คนเราที่บอกว่ารักกัน แต่งงานกันไป แล้วเค้าก็เลิกกัน พี่ชายน้องชายเราคน คบกับแฟนมาตั้งนานจนแม่เรารอเลี้ยงมหลานแล้ว จู่ๆ ก็เตรียมแยกทางกันเฉยเลย'
'อะไรกันวะ?' เธอเริ่มมึน
'อะไรทำให้มันหายไป?'
'จำเป็นด้วยหรอที่มันต้องเกิดขึ้น เพื่อที่จะหายไป?'
'เราประสาทป่าววะเนี่ย?'
'มีปัญหาแหง๋'
'อย่างนี้ถ้าแต่งงานไป ต้องคบชู้ชัวร์'
'โอ๊ยยยยยยยย ทำไมชั้นถึงเป็นคนไม่น่ารักอย่างนี้วะ แล้วงี้ใครจะอยากมารักชั้นวะ?'
 โอชโช่ร้องกรี๊ดอยู่ในใจ เพราะยังรู้ตัวว่าได้กรี๊ดจริงๆ ไปแล้วทีนึงตอนเจอไข่

เวลาผ่านไปก็หลายวันแล้ว แต่โอชโช่ยังคาใจอยู่เลย ว่าเธอเป็นอะไรไป
..ทำไมเลิกชอบหมอซะงั้น
..ทำไมฟังเพลงปาฏิหาริย์ไม่มีจริงแล้วเลิกอินซะงั้น

ระหว่างที่ยังคาใจ โอชโช่ชักสงสัีย ว่าที่หยุดชอบหมอ เพราะว่าเริ่มไปชอบใครอีกคนหรือเปล่า
..แล้วก็ตกใจ เพราะมันเหมือนจะใช่!!!

'แกจะรักใครจริงๆ ได้อีกไหมวะ โอชโช่?' เธอถามตัวเองอย่างคาดคั้น

..เราจะบอกว่า เราก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ใครจะตอบได้ล่ะ
ก็ยัยโอชโช่ยังตอบตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมถึงได้เป็นคนใจง่ายอย่างนี้


ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

วันหนึ่ง ใน MSN

โอชโช่: เฮ้
คิว: เจ้มาแล้ว
โอชโช่: เออ ไม่ได้คุยกันตั้งนาน คิดถึงกันมั่งไหม?
คิว:...เจ้ถามอีกแล้ว
โอชโช่: ...และไม่มีคำตอบอีกตามเคย
คิว:...
โอชโช่: เป็นไงมั่ง ตอนนี้อยู่ไหนล่ะ
คิว: อยู่.......
โอชโช่: โห ชีวิต ระหกระเหินน่าดู
คิว: เจ้.. คิวไปชอบคนมีเจ้าของอีกแล้ว
เราคงคบกันอย่างนี้ไม่ได้
โอชโช่: ไรนะ
คิว: เค้าว่างั้น
โอชโช่: คิวจะให้เราเลิกคบกันหรอ?
คิว: อ่ะ ป่าว คิวหมายความว่า คิวกะเค้าคงคบกันอย่างนี้ไม่ได้
ว่าแต่.. เราคบกันเหรอเจ้
โอชโช่: เ่อ่อ...นั่นสิ
คิว:
โอชโช่:....
คิว:....
โอชโช่: ..ที่คิวหายไป เพราะงี้ใช่ไหม?
คิว: อะไรเจ้
โอชโช่: ก็ไปติดหญิงไง เลยไม่โทรหาเจ้เลย
คิว:...
โอชโช่: เข้าใจละ
เจ้ไปละนะ
ง่วง
ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ตื่นมาจะได้หน้าตาสดใส
บายยย ฝันดีนะ
คิว:

......
ในที่สุด ก็ถึงวันที่โอชโช่็เข้าใจว่า ทำไมคิวคุงไม่เคยตอบเลย เวลาที่เธอถาม
"คิดถึงกันบ้างไหม?"

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๒: สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ใจที่ไม่เหมือนเดิม


วันนี้เมื่อปีที่แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่นะ?

แปลกดีที่โอชโช่ดันนึกถึงเรื่องที่นึกออกยากอย่างนี้ระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอยุธยา โดยเฉพาะในตอนที่เธอและเพื่อนร่วมทางกำลังงงกับแผนที่ และเริ่มรู้ตัวว่าหลงทางแล้วแบบนี้

 

อาจเป็นเพราะการขึ้นนั่งบนอานจักรยาน แล้วออกแรงถีบมันไปข้างหน้า ไปในที่ที่เธออยากจะไป ด้วยแรงกำลังของเธอเอง ด้วยการบังคับทิศทางของเธอเอง ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความอิสระเสรีที่ทำหายไปพักใหญ่

 

โอชโช่กำลังรู้สึกว่าชีวิตกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง หลังจากช่วงเวลาอันยาวนานก่อนหน้านี้ รวมถึงวันนี้เมื่อปีก่อน ซึ่งชีวิตของเธอตกอยู่ใต้เงาทะมึนของความคลุมเครือที่ทำให้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง.. เพราะใครบางคน

 

และใครคนนั้นดันโทรมาตอนที่เธอกำลังนึกถึงชีวิตหม่นเศร้าในวันเก่าพอดี

 

สงสัยจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจริงๆโอชโช่ไม่รับสาย แต่เลือกกด mute แล้วก็ออกรถ ขี่ตามเพื่อนร่วมทางของเธอต่อไป

 

การไม่รับสาย คือตัวเลือกของเธอตลอดหลายเดือนมานี้ หลังจากที่ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เธอและเขาคนนั้นไม่มีวันคุยกันรู้เรื่อง ไม่มีคำว่า อีกต่อไปเป็นสร้อยห้อยท้าย เพราะที่จริงแล้ว เธอและเขาไม่เคยคุยกันรู้เรื่องมาก่อนด้วยซ้ำ

 

แต่ดันฝืนสังขารคบกันได้เป็นปี

 

โอชโช่ปล่อยให้สายนั้นกลายเป็น miss called โดยไม่รีบร้อนจะโทรกลับ แต่เธอก็โทรกลับในอีกชั่วโมงต่อมา

 

ไง?

เออ... พี่จะถามว่าวันนี้อยู่บ้านหรือเปล่า จะเอา..... กับ.......แล้วก็.............ไปให้อืมม์ เขาขึ้นมากรุงเทพฯ นี่เอง เราโชคดีจังโอชโช่แอบนึกในใจ

อ๋อ วันนี้ไม่อยู่บ้านเธอไม่ให้รายละเอียด

อ้าว หรอ อืมม์... งั้นไม่เป็นไร พี่อยู่ถึงวันที่ ๘ ไว้พี่แวะเอาไปให้ที่ออฟฟิศน้องแล้วกัน อาทิตย์หน้าไม่ออกไปไหนใช่ไหม?

ยังไม่แน่ใจโอชโช่ไม่ให้ความหวัง

โอเค แล้วพี่จะโทรไปนะ

โอชโช่วางสาย

 

ดีจัง แค่นาทีเดียว เธอนึก

 

แต่โทรศัพท์จากคนคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ระหว่างที่เธอกำลังรอกินก๋วยเตี๋ยวเรือ

 

อะไรหรอ?

เออนี่ ไปเดินสวนฯ กันไหม?”

บอกแล้วว่าไม่ได้อยู่บ้าน

ก็เผื่ออยู่ข้างนอกแล้วจะแวะมาเจอกัน

.....(ถอนหายใจเสียงดัง)...ตอนนี้อยู่อยุธยา

.....อยุธยาหรอ ไปทำงานหรอ?”

...(ถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนร่วมทางหันมามองหน้าเธอเต็มๆ)...ทำหลายอย่าง

โอเคๆ ไม่มาก็ไม่มา ดุจริงเว้ย เขาพูดขำๆ แต่ไม่คิดจะต่อปากต่อคำอีกต่อไป

แค่นี้นะ กินข้าวอยู่

อืมม์..

 

โอชโช่วางสายโดยที่ก๋วยเตี๋ยวยังไม่มา จากนั้นเธอก็สรุปเรื่องคร่าวๆ ให้เพื่อนร่วมทางฟัง แทนที่จะโดนด่าที่ถอนหายใจดังไปถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นต้องฟังเพื่อนด่าคนโทรมาหาระหว่างรอกินก๋วยเตี๋ยวแทน

 

หลายวันผ่านไป ไม่มีการติดต่อจากเขาอีก แต่โอชโช่ก็ไม่ได้ติดใจจะทวงถาม เพราะเธอได้พิสูจน์ไปนานแล้วว่า

 

กาลเวลา... แม้จะทำให้คนบางคนจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เคยทำให้นิสัยของอีกคนเปลี่ยนได้เลย

 

 

ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

มองข้างซ้ายเหมือนจินตหรา... มองข้างขวาเหมือนมะหมี่ เสียงแซวเปิ่นๆ ของหมอทำให้คนไข้ที่กำลังตะแคงหน้าซ้ายขวาให้หมอตรวจจับสิวปล่อยก๊ากออกมา 

หมอคะ... เฉิ่มค่ะ

นี่สิวไม่มีแล้วสวยนะเนี่ยหมอบู๋หยอดมา เผื่อคนไข้จะชมกลับว่าหมอเก่ง

สิวหายแล้วก็ไม่ต้องมาหาหมอแล้วสินะ เจอไม้นี้หมอเลยค้อนกลับมาวงใหญ่

ก็ตามใจคุณโอชโช่เถอะ

เออ วันนี้ว่าจะเอาหนังสือที่ทำมาให้หมออ่านแล้วเชียว รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนหมอจะงอนจริง พอดีลืม หมอยิ้มแล้ว ว่าแต่หมอจะมีเวลาอ่านไหมน๊า?

โอ๊ย ผมยังมีเวลาหนีไปดูคอนเสิร์ตเลย เออ เสาร์หน้าไม่อยู่นะ จะไปดูคอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตอะไรหว่า โอชโช่นึกไม่ออก จะมีวงร็อครุ่นเก๋ามาเวิลด์ทัวร์อีกหรือไงนะ  

เทศกาลเพลงสกาที่หัวหินไง

ฮ๊า!....ทีโบน!”

อือ นั่นแหละ อิจฉาไหมล่ะ?หมอแกล้ง

อาทิตย์หน้าหรอ อืม... ไปเชียงใหม่ อาทิตย์ต่อไป...ก็กระบี่

..........

อาทิตย์ที่แล้ว ไปอยุธยา

โอ๊ยๆๆๆ พอแล้วๆ อิจฉาแล้ว หมอร้อง

“.........” โอชโช่ไม่ว่าอะไร แค่ยักไหล่อย่างเก๋ไก๋หนึ่งที



หมายเหตุ

อ่านตอนที่ ๑๑ ได้ที่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/94

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๑: คนใจร้ายกับคนปากหนัก

 

หลังจากหัวใจต้องเจ็บเพราะการพูดถึงใครบางคนของหมอ โอชโช่ก็จ๋อยไปมาก เจอกันใหม่ในวันนี้ก็เลยไม่อยากจะเปรี้ยว หมอว่าอะไรมาเธอก็นั่งเงียบๆ หยิ่งๆ

 

แต่เมื่อสายตาปราดไปเห็นลายมือขยุกขยุยบนชาร์ตของหมอเข้า ปากมันก็คันขึ้นมาเชียว

 

หมอคะ นั่นลายมือหมอหรอคะ? หมอบู๋มองตามสายตาคนไข้ ใช่สิหมองง หมอเคยอ่านลายมือตัวเองไม่ออกไหมคะ โอชโช่ซ้ำทันที

 

หมอบู๋เปลี่ยนสีหน้าจากงงเป็นขำ ก่อนจะปล่อยก๊าก บ้า ต้องอ่านออกสิ

 

ว่าแต่ ผม...น่ะ หมอทำใช้มือทำเป็นเส้นโค้งๆ ที่แนวตีนผมของตัวเอง

...ใช่แล้ว หมอกำลังล้อระดับผมหน้าม้าสุดเต่อของเธอนั่นเอง

 

คิดนานไหม?หมอถาม

ทะ...ทำไมต้องคิดด้วยตัวเองเริ่มชินกับผม จนลืมไปว่านี่เพิ่งตัดมา มันยังเต่ออยู่ โดนล้อจนได้สิ ก็ตัดแบบนี้แล้วอยู่ได้อีกตั้งหลายเดือน ตั้งตัวติดก็เถียงฉอดๆ ไปเลย

เด็กคนนั้นน่ะ จำได้ไหม คนที่เดือนก่อนมาช่วยทำงานที่เคาน์เตอร์น่ะ ที่หน้าหมวยๆ แล้วใส่แว่นน่ะ.. โอชโช่กำลังงงว่าหมอจะเปลี่ยนเรื่องเป็นอะไร แต่ก็พยักหน้าหงึกๆ ไปเพราะจำน้องหมวยคนนั้นได้ เค้าก็ตัดผมหน้าม้าสั้นๆ แบบนี้เหมือนกันนะ หมอพูด

นั่นไง เห็นไหม ใครๆ เค้าก็ตัด

แต่ว่า.. นั่นเค้าเด็กไง แต่อย่างคุณโอชโช่เนี่ย..... ว่าแล้วก็พลิกชาร์ตไปที่หน้าแรก กวาดตามองไปที่อายุคนไข้

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด หมอใจร้ายยยยยยยย!” คนไข้ร้องเสียงแหลม

แต่หมอบู๋หัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจ

 

 

 

ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

คิว: หวัดดีเจ้
โอชโช่: คิดถึงกันมั่งไหม  
คิว: ...ถามอีกแล้ว
โอชโช่: ก็ว่าไงล่ะ
คิว: ไม่บอก
โอชโช่: …….
คิว: แล้ว นี่เจ้จะไปอโยธยากะใครอะ
โอชโช่: ไม่บอก
คิว: กะใครหว่า
โอชโช่: ไม่คิดถึงกันแล้วทำไมอยากรู้นัก
คิว:…
โอชโช่
: (ฮ่าฮ่าฮ่า-สะใจว๊อย!!!)

 

หมายเหตุ
อ่านตอนที่ ๑๐ ได้ที่
http://mandymois.multiply.com/journal/item/82